Hell Joseon เมื่อคนหนุ่มสาวเกาหลีไม่อยากอยู่ประเทศตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652005

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 20:41 น.

Hell Joseon เมื่อคนหนุ่มสาวเกาหลีไม่อยากอยู่ประเทศตัวเอง“นรกโชซอน” คือคำเรียกประเทศตัวเองของหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้ที่มองว่าประเทศที่พวกเขาอยู่มันเลวร้ายเหมือนนรก แม้ว่าฉากหน้ามันจะสวยหรูแค่ไหนก็ตาม

หลายปีก่อนผู้เขียนอ่านข่าวพบว่า 8 ใน 10 คน หรือประมาณ 88% ของคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ไม่อยากอยู่ในประเทศตัวเอง และหวังจะไปมีชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ซึ่งผู้เขียนเกิดความสงสัยว่าทำไมเพราะไม่ได้อ่านรายละเอียดเพิ่ม

ต่อมาได้ดูการสัมภาษณ์ของรายการ Asian Boss ออกไปถามวัยรุ่นเกาหลีว่า ประเทศของตัวเองน่าอยู่หรือไม่ คำตอบประมาณ 9 ใน 10 คน คือไม่ และอยากไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดนหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ และเมื่อถามว่าข้อดีของการอยู่เกาหลีคืออะไร คำตอบ นิ่งอึ้งเพราะนึกไม่ออก

การสัมภาษณ์เริ่มต้นด้วยการถามบรรดาวัยรุ่นเคยได้ยินคำว่า “นรกโชซอน” (Hell Joseon) หรือเปล่า? ซึ่งแน่นอนว่าเคยเพราะคำๆ นี้คนหนุ่มสาวใช้เรียกประเทศตัวเองในลักษณะสิ้นหวัง มองบ้านเกิดเมืองนอนเป็นนรกและล้าหลังแบบยุคศักดินา (โชซอนคือชื่อเดิมของเกาหลี ตอนนี้เกาหลีเหนือยังเรียกตัวเองว่าโชซอน ส่วนทางใต้เรียกตัวเองว่าฮันกุก) คนนอกได้ยินเรื่องนรกโชซอนคงแทบไม่เชื่อ เพราะภาพลักษณ์เกาหลีเลิศเลอเอามากๆ อะไรกันดูล้ำสมัยไปหมด จนใครก็อยากจะไปอยู่

แต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้บอกว่าถ้าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หรือมีเงินเยอะๆ เกาหลีจะเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ซึ่งคนที่คาบช้อนทองมาเกิดล้วนแต่เป็นพวกลูกนักการเมืองหรือพวกมีเส้น และพวกที่มีเงินและฐานะดีคือคนที่จบมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ และได้ทำงานบริษัทระดับท็อป

ส่วนที่เหลือคือคนเดินดินส่วนใหญ่ เมื่อตอนวัยรุ่นต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากการเรียน จากนั้นต้องแย่งที่เรียน และหลังจากนั้นแย่งงานกันทำ แต่ได้งานทำแล้วค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่ได้

มีคนหนึ่งสรุปได้ดีครับว่า “คนที่เข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปได้ ก็ได้ทุกอย่างไปครอง”

อีกคนบอกว่าแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก “เราจำเป็นต้องเป็นในสิ่งที่สังคมต้องการ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนแรงกกดดันที่ชาวเกาหลีต้องเผชิญ คือ สังคมที่มีบรรทัดฐานบีบคั้นสูง เด็กๆ ต้องเรียนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ถ้าเข้าไม่ได้ก็แทบหมดหวังจะก้าวหน้า จากนั้นต้องเผชิญกับระบบการเกณฑ์ทหารที่เข้มงวดรุนแรง (ผู้ชายทุกคนต้องผ่านการเป็นทหาร) และเมื่อได้งานทำก็ต้องกลายเป็นทาสของบริษัท

วัยรุ่นพวกนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมคนนนอกถึงคิดว่าเกาหลีน่าอยู่ และบางคนคิดว่าอาจเป็นเพราะกระแสวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี (ฮันรยู) ทำให้คนคิดอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มีคนมองว่าไม่ควรอ้างความลำบากของตัวเอง แล้วการโทษประเทศตัวเองเป็นนรกบนดิน และมีผู้สัมภาษณ์รายหนึ่งซึ่งเคยอยู่ต่างประเทศบอกว่าเกาหลีเหมือนนรกจริงๆ แต่เมืองนอกก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน

และทิ้งท้ายว่า คนเรามักจะมองที่อื่นดีกว่าบ้านเมืองตัวเอง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ดีกว่าเสมอไปหรอก

ป.ล. “นรกโชซอน” เป็นปรากฎการณ์ที่ฮิตขึ้นมาในปี 2015 ในช่วงที่มีบทสัมภาษณ์คนหนุม่สาวเกาหลีจาก Asian Boss และในเวลาบทความนี้ถูกเขียนขึ้น แต่มันยังส่งผลสะเทือนต่อมาอีกหลายปี และยังสะเทือนไปถึงคนในรัฐบาลด้วย

ตัวอย่างเช่น ในสมัยของประธานาธิบดี พัค กึน-ฮเย ผู้อื้อฉาว (และขณะนี้รับโทษจำคุก) กล่าวในวันฉลองเอกราชของประเทศปีที่ 71 (เมื่อปี 2016) โดยอ้างอิงถึงคำศัพท์ใหม่ที่ฮิตกันในตอนนั้นคือคำว่านรกโชซอน ท่านผู้นำบอกว่า “มีคำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์สมัยใหม่อันยิ่งใหญ่ของเรา และดูหมิ่นโลกของเราที่คนอื่นอิจฉาว่าน่าอยู่”

พัค กึน-ฮเย ยังบอกว่า “การดูหมิ่นตัวเอง, การมองโลกในแง่ร้าย, ความไม่ไว้วางใจ และความเกลียดชังไม่สามารถเป็นแรงผลักดันของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาได้” พร้อมกับบอกว่าการมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้เป็นการขัดขวาง “การก้าวกระโดดครั้งที่ 2” ซึ่งหมายถึงการปฏิวัติไปสู่สังคมที่ก้าวหน้าอีกขั้น

ต่อมาในปี 2019 ในสมัยของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ที่ปรึกษาของท่านผู้นำคือ คิม ฮยอล-ชอล บอกว่าเขาต้องการส่งผู้สำเร็จการศึกษาด้านภาษาและวรรณคดีเกาหลี “พวกหนึ่ง” ไปยังอินโดนีเซียเพื่อทำงานเป็นครูสอนภาษาเกาหลีเนื่องจากนักเรียนในอาเซียนหลงไหลกับภาษาและ วัฒนธรรมป๊อปของเกาหลีอันมาจากกระแสนิยมเกาหลีหรือ “ฮันรยู”

คำว่า “พวกหนึ่ง” หนึ่งน่าจะหมายถึงพวกคนหนุ่มสาวที่บ่นว่าอยู่เกาหลียากเหมือนอยู่นรกและหางานทำไม่ได้ เพราะคำพูดต่อมาเขาบอกชัดว่า “อย่ามัวแต่จมปลักที่นี่แล้วบอกว่ามันคือ ‘Hell Joseon’ นี่คือ ‘Happy Joseon’” 

ปราฎว่าคำพูดนี้ทำให้ประชาชนไม่พอใจจนคิม ฮยอล-ชอล ต้องลาออกจากตำแหน่ง

โดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุ – บทความนี้เขียนลงในเฟซบุ๊ค Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 อัปเดต/แก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 4 พฤษภาคม 2021

AFP PHOTO

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: อัปเดตข้อสงสัยเกี่ยวกับ AstraZeneca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651989

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 18:33 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: อัปเดตข้อสงสัยเกี่ยวกับ AstraZeneca ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

อัปเดตข้อสงสัยอาการลิ่มเลือดอุดตัน

• หลังจากที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเฉพาะของ AstraZeneca ซึ่งองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ประกาศแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่วัคซีนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

• โดยมีการเผยสถิติเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca ทั่วโลกพบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 287 ราย ขณะที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer พบ 25 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก J&J พบ 8 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Moderna พบ 5 ราย

• ล่าสุด (4 พ.ค.) เว็บไซต์ข่าวอังกฤษรายงานว่าคณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) ของสหราชอาณาจักรออกคำแนะนำว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยอาจมีความเสี่ยงในการเกิดอาการดังกล่าวมากกว่าเล็กน้อย โดยมักเกิดขั้นระหว่าง 4 วันถึง 4 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน

• แม้จะมีรายงานว่าอาการนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีแต่ EMA ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ขอให้ AstraZeneca ดำเนินการตรวจสอบหลายอย่างรวมทั้งการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ตรวจสอบผลของวัคซีนต่อการแข็งตัวของเลือด ประเมินข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง

• อย่างไรก็ตามองค์กรด้านการแพทย์และสาธารณสุขยังคงยืนยันว่าประโยชน์ของวัคซีนยังคงมีมากว่าความเสี่ยง ซึ่งอัตราของผู้ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมดทั่วโลก หรือประมาณ 8 ในล้านเท่านั้น

วิกฤตขาดแคลนวัคซีนในอินเดีย

• วันนี้ (4 พ.ค.) ราจา กฤษณมุรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเชื้อสายอินเดียเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเร่งส่งมอบวัคซีนของ AstraZeneca ให้แก่อินเดียและประเทศอื่นๆ โดยด่วนเพื่อต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19

As we combat COVID surges in India and other nations with our stores of the AstraZeneca vaccine, I’ve joined with @RepMaloney, @WhipClyburn & @RepStephenLynch in requesting a briefing from the Biden Administration as part of our inquiry to ensure the vaccines are deployed rapidly pic.twitter.com/joe6REagbq— Congressman Raja Krishnamoorthi (@CongressmanRaja) May 3, 2021

• หลังจากที่เมื่อสิ้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาสหรัฐประกาศว่าจะแบ่งปันวัคซีนของ AstraZeneca จำนวน 60 ล้านโดสในประเทศให้แก่ประเทศอื่นรวมถึงอินเดีย โดยคาดว่าวัคซีนล็อตแรกจำนวน 10 ล้านโดสจะส่งมอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่อีก 50 ล้านโดสซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิต

วัคซีนทางเลือกของมาเลเซีย

• เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมาไครี จามาลุดดิน (Khairy Jamaludin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ของมาเลเซียประกาศว่าวัคซีนของ AstraZeneca ที่กำลังจะได้รับผ่านโครงการ COVAX ล็อตแรกนี้จะจัดเป็นวัคซีนทางเลือกซึ่งประชาชนสามารถตัดสินใจเองว่าจะรับวัคซีนดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากประชาชนค่อนข้างกังวลถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ มาเลเซียได้รับวัคซีน AstraZeneca จำนวน 268,800 โดสผ่าน COVAX ในวันที่ 24 เมษายนและวัคซีนจะให้กับผู้ที่ลงทะเบียนในวันที่ 5 พ.ค. ไครี จามาลุดดินยังเผยว่าแต่หลังจากมีรายงานเรื่องการเกิดลิ่มเลือด ประชาชนราว 8,000 คนยกเลิกการลงทะเบียนการฉีดวัคซีนทางออนไลน์ จากข้อมูลที่ทางการรวบรวมยังแสดงให้เห็นถึงความลังเลใจในการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น โดยประชาชนบางคนไม่ปรากฏตัวตามการนัดหมายหลังทางการเสนอจะฉีด AstraZeneca ด้วย ดังนั้นทางการจึงใช้วิธีการให้ AstraZeneca เป็นทางเลือกหนึ่งให้ประชาชนได้ตัดสินใจเอาเอง

มาเลเซียสั่งฉีดแต่ให้จับตาอาการ

• The Star สื่อของมาเลเซียรายงานว่า ดาโตะ สรี ดร. อัดฮัม บาบา (Datuk Seri Dr Adham Baba) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขจะติดตามการเกิดลิ่มเลือดอย่างต่อเนื่องหลังการฉีดวัคซีน AstraZeneca และจะให้การรักษาทันทีหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่ก็ระบุว่า “การเกิดลิ่มเลือดเกิดขึ้นน้อยมากและการให้วัคซีนนี้ได้คำนึงถึงประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีมากกว่าความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน” ดร. อัดฮัม บาบากล่าวในแถลงการณ์วันที่ 4 พ.ค. 

• อาการอื่นๆ คือปวดศีรษะผิดปกติพร้อมกับตาพร่ามัว คลื่นไส้อาเจียน พูดลำบาก รู้สึกร่างกายอ่อนแอ อาการง่วงนอนหรือชัก ผื่นเล็กๆ บนผิวหนัง มีอาการช้ำหรือมีเลือดออกและหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อาการบวมที่ขาหรือปวดท้องอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันประสิทธิภาพวัคซีน

• News Medical Life Sciences ระบุว่านักวิจัยในสหรัฐและสหราชอาณาจักรแสดงความคิดเห็นถึงประสิทธิภาพของ AstraZeneca และ Pfizer ในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อได้รับวัคซีนเพียง 1 โดสโดยสังเกตจากการใช้งานจริงในสหราชอาณาจักร โดยจากประชากรมากกว่า 627,000 คนพบว่าอัตราการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนต่ำกว่ากลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ

• รวมถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนจาก AstraZeneca และ Pfizer ในสกอตแลนด์พบว่าการฉีดวัคซีน Pfizer โดสแรกสามารถลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ได้ 91% ขณะที่ AstraZeneca ป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 88%

• สำหรับในประเทศไทยนพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ระบุถึงภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นในคนไทยจำนวน 61 คนหลังฉีดวัคซีน AstraZeneca โดสแรกพบว่าตรวจวัดภูมิต้านทานได้ถึง 96.7% เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดภูมิต้านทานในผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อเป็นระยะเวลา 4-8 สัปดาห์ตรวจพบได้ 92.4%

อัปเดตประเทศที่ระงับและเลิกระงับ

• แอฟริกาใต้สั่งระงับเดือนมีนาคมและเสนอขายให้ประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกา เนื่องจากการผลการทดลองขนาดจำกัดแสดงให้เห็นว่า AstraZeneca สามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกาใต้เพียงเล็กน้อย

• หลังจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ประกาศแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่วัคซีนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน บางประเทศในยุโรปสั่งระงับ เช่น เดนมาร์ก, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, บัลแกเรีย, ไอร์แลนด์, อิตาลี, สเปน, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ และสโลวีเนีย

• แต่หลังจาก EMA สรุปผลการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและสรุปว่า ลิ่มเลือดผิดปกติที่มีเกล็ดเลือดต่ำควรถูกระบุว่าเป็นผลข้างเคียงที่หายากมากและยืนยันประโยชน์โดยรวมของวัคซีนอีกครั้ง หลังจากการประกาศนี้ประเทศในสหภาพยุโรปได้กลับมาใช้วัคซีน โดยจำกัด การใช้กับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ขั้นรุนแรง เช่น อิตาลี, สเปน, เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ส่วนเยอรมนีระบุว่าผู้อายุน้อยสามารถรับ AstraZeneca ได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ขณะที่เดนมาร์กหยุดใช้เพราะควบคุมการระบาดได้

• เมื่อเดือนมีนาคม แคนาดาสั่งระงับการใช้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี แต่จะปรับการตัดสินใจหากมีข้อมูลมากขึ้น หลังจากเกิดการระบาดระลอกที่ 3 มณฑลต่างๆ เริ่มลดเพดานอายุผู้รับวัคซีน AstraZeneca จนกระทั่งคณะกรรมการที่ปรึกษาแห่งชาติเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน (NACI) ของแคนาดาระบุเมื่อวันที่ 14 เมษายนว่า “ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ (อาการข้างเคียง) เกิดขึ้นน้อยมากและประโยชน์ของวัคซีนในการป้องกันโควิด-19 นั้นมีมากกว่าความเสี่ยง”

• ณ วันที่ 20 เมษายน 2021 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการแข็งตัวของเลือด 3 รายที่เชื่อมโยงกับวัคซีน AstraZeneca  ในแคนาดาจากกว่า 700,000 โดสที่ได้ทำการฉีดในประเทศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน NACI ได้ออกคำแนะนำว่าสามารถเสนอวัคซีนให้กับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 30 ปีได้หากประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง 

• ออสเตรเลียเมื่อวันที่ 8 เมษายนได้แก้ไขคำแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีโดยแนะนำให้ใช้วัคซีน Pfizer แทนในกรณีที่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปียังไม่ได้รับ AstraZeneca เป็นครั้งแรก แต่วัคซีน AstraZeneca ยังสามารถใช้ได้กับผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีหากประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของบุคคลนั้นๆ และบุคคลนั้นได้ทำการตัดสินใจโดยมีข้อมูลโดยอาศัยความเข้าใจในความเสี่ยงและผลประโยชน์จากการปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แล้ว

• อินโดนีเซียสั่งระงับการใช้ AstraZeneca เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ก่อนที่จะยกเลิกคำสั่งระงับและใช้ต่อไปในวันที่ 19 มีนาคม

Photo by Luis ACOSTA / AFP

Melinda แบบอย่างผู้หญิงเก่งผู้ (เคย) เคียงข้าง Bill Gates #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651967

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

 Melinda แบบอย่างผู้หญิงเก่งผู้ (เคย) เคียงข้าง Bill Gatesผู้หญิงที่เคยเป็นเงาของกันและกันกับ Bill Gates เมลินดา แอนน์ เฟรนช์ หรือ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และนักธุรกิจหญิงชาวเท็กซัสวัย 56 ปี ซึ่งได้ปิดฉากเส้นทางความรัก 27 ปีกับสามีอย่างบิล เกตส์ไปหมาดๆ

เมื่อ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์  (Melinda French Gates) ขอให้ บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft Corp สามีของเธอ ให้เธอเป็นผู้ร่วมเขียนจดหมายประจำปี 2013 เกี่ยวกับมูลนิธิของพวกคำร้องขอนี้ทำให้พวกเขาถึงกับมีปากมีเสียงกัน

“มันร้อนแรงมาก” เมลินดาเขียนไว้ในหนังสือปี 2019 “The Moment of Lift” “บิลบอกว่ากระบวนการที่เรามีสำหรับการจดหมายประจำปีสำหรับมูลนิธิมันเวิร์กมาหลายปีแล้วและเขาไม่เห็นว่าทำไมจึงควรเปลี่ยน”

ในที่สุดบิลก็ตกลงให้เธอเขียนบทความแยกต่างหากเกี่ยวกับยาคุมกำเนิด ในขณะที่เขาเขียนจดหมายหลักเกี่ยวกับงานของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ในจดหมายของปีถัดมาเมลินดาถึงมีโอกาสได้เขียน และเขียนเกี่ยวกับ 1 ใน 3 มายาคติที่ “ปิดกั้นความก้าวหน้าของคนยากจน” ในขณะที่บิลจัดการเขียนอีก 2 เรื่อง

จนกระทั่งในปี 2015 ทั้งคู่จึงได้ลงนามในจดหมายพร้อมกัน

“เขา (บิล เกตส์) ต้องเรียนรู้วิธีที่จะเป็นคนที่เท่าเทียมกันและฉันต้องเรียนรู้วิธีที่จะก้าวขึ้นมาและเป็นคนที่เท่าเทียมกัน” เมลินดาเขียนเพิ่มเติมในหนังสือก่อนหน้านี้ว่าเธอเป็นคน“ ขี้อาย” และ “เก็บตัว” โดยธรรมชาติ

เส้นทางในวงการเทคโนโลยี

เมลินดาจบปริญญาตรีในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจและจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก โดยเธอจะเริ่มงานแรกของเธอด้วยการสอนวิชาคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเด็กๆ

หลังจากเรียนจบเธอก็ได้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Microsoft ของบิล เกตส์ โดยรับผิดขอบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งรวมถึง Cinemania, Encarta, Publisher, Microsoft Bob, Money, Works (Macintosh) และ Word ก่อนที่เธอจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป

นอกจากนี้เธอยังได้มีส่วนในการทำงานร่วมกับ Expedia หนึ่งในเว็บไซต์จองการเดินทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Microsoft

การเข้ามาทำงานใน Microsoft ทำให้เธอได้พบกับบิล เกตส์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำของบริษัทก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน เธอจึงลาออกจากงานในปี 1996

นอกจากนี้เธอยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยดุ๊กในปี 1996 ถึง 2003 และดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท The Washington Post ตั้งแต่ปี 2004 ทั้งยังอยู่ในคณะกรรมการบริการของ Drugstore.com ก่อนที่จะออกไปในปี 2006 เพื่อมุ่งเน้นไปที่โครงการการกุศล

การกุศลเพื่อสังคม

ในปี 2000 เธอและอดีตสามีร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนหรือส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อปรับปรุงการบริหารสุขภาพและลดความยากจนทั่วโลกรวมทั้งขยายโอกาสการศึกษาและการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ

นอกจากนี้ในปี 2015 เธอยังได้ก่อตั้ง Pivotal Ventures องค์กรอิสระที่มุ่งเน้นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อไปสตรีและครอบครัวในสหรัฐ

“ในที่สุดโลกก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความจริงที่ว่าไม่มีพวกเราสักคนที่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เมื่อครึ่งหนึ่งของพวกเราถูกรั้งไว้ ข้อมูลชัดเจนว่าผู้หญิงมีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้” เธอเขียนในบันทึกเกี่ยวกับหนังสือของเธอ

คารา สไวเชอร์ (Kara Swisher) นักข่าวด้านเทคนิคทวีตว่าเธอเห็นมีมตลกๆ มากมายเกี่ยวกับแมคเคนซี สก็อต (MacKenzie Scott) และเมลินดา เกตส์ไปเที่ยวทริปไกลๆ ด้วยกัน (หมายความว่าทั้งคู่หย่าจากสามีรวยๆ แล้วใช้ชีวิตสบายๆ ได้ทั้งชาติ)

“แต่ FYI: เมลินดาได้ลงทุนจำนวนมากผ่าน Pivotal Ventures ของเธอและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในมูลนิธิ Bill & Melinda Gates มาเป็นเวลานานจึงไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด”

นี่คือพลังของเมลินดาที่มีมากกว่าภรรยาคนรวยคนอื่นๆ 

เพื่อนหญิงพลังหญิง

ในขณะที่เธอให้ความสำคัญกับสิทธิและความเท่าเทียมของสตรีมาโดยตลอด โดยเธอยังเขียนหนังสือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิงในชื่อ “The Moment of Lift: How Empowering Women Changes the World” ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวในการยอมรับงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิง

ประสบการณ์ทำงานของเธอในสถานที่ทำงานที่มีชายเป็นใหญ่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอสนับสนุนผู้หญิงในสาขาคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยในปี 2016 เธอประกาศจุดยืนว่าต้องการเพิ่มความหลากหลายในที่ทำงานโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากนี้จดหมายประจำปี 2016 จากมูลนิธิ Bill & Melinda Gates เธอระบุไว้ว่าผู้หญิงควรใช้เวลาไปกับงานที่ได้รับค่าตอบแทน เริ่มต้นธุรกิจ หรือสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของสังคมทั่วโลก

แม้ว่าเธอจะประกาศหย่าร้างกับสามีแต่เธอยืนยันว่าจะยังคงทำงานมูลนิธิร่วมกับบิล เกตส์ต่อไป ขณะที่เธอยังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีดังเดิม

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651983

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศขณะนี้อินเดียกำลังเจอวิกฤตโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักโดยมีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศกว่า 19.9 ล้านคน

หลังจากกที่ อะทาร ปูนาวาลา (Adar Poonawalla) ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ในประเทศออกมายอมรับถึงปัญหาวัคซีนขาดตลาดที่จะเกิดขึ้นไปจนถึงกลางปีขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ส่งผลให้เขาต้องหลบหนีออกจากประเทศโดยให้เหตุผลว่าตนถูกคุกคามอย่างหนัก

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาปูนาวาลาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Times ของอังกฤษว่าตนย้ายมาที่นี่เนื่องจากถูกกดดันและข่มขู่คุกคามอย่างหนัก ผู้คนในอินเดียกล่าวหาว่าเขาและ SII กักตุนวัคซีน

ขณะที่การผลิตวัคซีนในอินเดียกำลังเจออุปสรรคทั้งด้านแรงงานและวัตถุดิบขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก SII จึงไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการ แต่กำลังเจรจากับประเทศพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันผลิตวัคซีน

“ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาควรได้รับวัคซีน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นควรได้รับวัคซีนก่อนพวกเขา” ปูนาวาลากล่าว พร้อมเสริมว่าเขาจะยังคงอยู่ในอังกฤษต่อไปอีกนานเพราะไม่อยากกลับไปอยู่ในสถานการณ์กดดันในอินเดีย

แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ทวีตข้อความระบุว่าได้เดินทางไปเพื่อพบหุ้นส่วนในอังกฤษและตนจะกลับอินเดียในอีกไม่นาน

Had an excellent meeting with all our partners & stakeholders in the U.K. Meanwhile, pleased to state that COVISHIELD’s production is in full swing in Pune. I look forward to reviewing operations upon my return in a few days.— Adar Poonawalla (@adarpoonawalla) May 1, 2021

ทั้งนี้ SII เป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกโดยผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 มากกว่า 60 ล้านโดสต่อเดือน

ล่าสุด เว็บไซต์ Business Today รายงานว่า ปูนาวาลาจะลงทุน 250 ล้านปอนด์เพื่อขยายธุรกิจวัคซีนและตั้งสำนักงานขายแห่งใหม่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการความร่วมมือทางการค้าขั้นสูงระหว่างอินเดีย-อังกฤษมูลค่า 1 พันล้านปอนด์

การลงทุนดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการทดลองทางคลินิก การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตวัคซีนเพื่อช่วยสหราชอาณาจักรต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาตามคำแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ (Downing Street)

Photo by Narinder NANU / AFP

ประเทศไทยอยู่จุดไหนในการฉีดวัคซีนทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651974

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 14:25 น.

ประเทศไทยอยู่จุดไหนในการฉีดวัคซีนทั่วโลกมาดูอัตราการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จากทั่วโลก

ข้อมูลการฉีดวัคซีนจาก The Our World in Data เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลของ The Global Change Data Lab ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลอัตราการฉีดวัคซีนของทั่วโลกอัปเดตล่าสุดวันที่ 2 พฤษภาคมพบว่าจำนวนวัคซีนที่ฉีดรวมทั่วโลกอยู่ที่ 1,152,011,996 โดสขณะที่ 10 ประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนในอัตราสูงที่สุดเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนจำนวนประชากรในประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเซเชลส์ 68.82% ตามมาด้วยอิสราเอล 62.43%, สาธารณรัฐซานมารีโน 59.72%, สาธารณรัฐมัลดีฟส์ 54.94%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 51.38%, สหราชอาณาจักร 50.83%, สหรัฐอเมริกา 43.97%, ชิลี 42.44%, ฮังการี 42.16% และบาห์เรน 42.14% (ดูกราฟที่ 1)

กราฟที่ 1

แต่หากนับเฉพาะจำนวนวัคซีนที่ฉีดโดยไม่เทียบกับจำนวนประชากรในประเทศนั้นประเทศทีฉีดวัคซีนมากที่สุดจะเป็นประเทศจีน 265,064,000 โดส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา 243,463,471 โดส, อินเดีย 156,637,825 โดส, สหภาพยุโรป 147,294,988 โดส และสหราชอาณาจักร 49,287,257 โดส ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 56 ด้วยจำนวนวัคซีน 1,477,078 โดส

โดยอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศไทยอยู่ที่ 1.58% จากจำนวนประชากร 69.8 ล้านคน แม้ว่าจะยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่จากกราฟแสดงให้เห็นว่าจำนวนประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง (ดูกราฟที่ 2)

กราฟที่ 2

เมื่อเทียบประเทศไทยกับ 10 ประเทศอาเซียนแล้วจะพบว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนในให้แก่ประชาชนมากที่สุดเป็นอันดับแรกจะเป็นสิงคโปร์และเป็นประเทศแรกที่เริ่มฉีดวัคซีนในประเทศ อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ 23.32% ตามมาด้วยกัมพูชาอยู่ที่ 8.51%, อินโดนีเซียอยู่ที่ 4.56%, มาเลเซียอยู่ที่ 2.77%, บรูไน 2.45%, เมียนมา 1.84%, ลาว 1.73%, ไทย 1.58%, ฟิลิปปินส์ 1.51%, และเวียดนาม 0.52% (ดูกราฟที่ 3)

กระนั้นก็ตามข้อมูลข้างต้นเป็นการเทียบที่เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับจำนวนโดสที่ฉีดไป (ดูกราฟที่ 3) จะพบว่าไทยฉีดไปแล้ว 1.49 ล้านโดสอยู่ในอันดับที่ 5 ของกลุ่มอาเซียน อันดับที่ 1 ไล่จนถึงอันดับที่ 10 คือ อินโดนีเซีย (20.17 ล้านโดส), กัมพูชา (2.41 ล้านโดส), สิงคโปร์ (2.21 ล้านโดส), ฟิลิปปินส์ (1.94 ล้านโดส), ไทย (1.49 ล้านโดส), มาเลเซีย (1.46 ล้านโดส), เมียนมา (1.04 ล้านโดส), เวียดนาม (5.06 แสนโดส), ลาว (1.84 แสนโดส), บรูไน (1.04 หมื่นโดส)  

กราฟที่ 3

ขณะที่เมื่อเทียบกับการอัตราฉีดวัคซีนโดยรวมในเอเชียจะพบว่าขณะนี้ในเอเชียมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 4.3% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 4.6 พันล้านคนโดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 (ดูกราฟที่ 4) รวมแล้วฉีดไป 550 ล้านโดสเทียบกับไทย 1.49 ล้านโดส สำหรับประเทศอื่นๆ ในเอเชียมีสถิติโดยประมาณดังนี้ อินเดียฉีดไป 154 ล้านโดส, เกาหลีใต้ 3.63 ล้านโดส, ญี่ปุ่น 4.49 ล้านโดส และไต้หวัน 5.8 หมื่นโดส 

กราฟที่ 4

หมายเหตุ1 : เป็นอัตราการของประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสซึ่งอาจไม่เท่ากับอัตราของประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส

หมายเหตุ 2: สำหรับข้อมูลชุดนี้ Our World In Data ระบุว่า “ชุดข้อมูลการฉีดวัคซีน COVID-19 ระหว่างประเทศที่เรามีให้ในหน้านี้ได้รับการอัปเดตทุกเช้า (ตามเวลาลอนดอน) โดยใช้ตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดจากรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขทั่วโลกจนถึงวันก่อนหน้า ค่าประมาณประชากรที่เราใช้ในการคำนวณเมตริกต่อหัวทั้งหมดมาจากการแก้ไขครั้งล่าสุดของแนวโน้มประชากรโลกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations World Population Prospects)”

Photo by Kena Betancur / AFP

ไม่ไหวแล้ว อินเดียถึงขั้นดึงหมอฝึกหัดจากห้องสอบมาช่วยสู้ศึกโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651965

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 11:34 น.

ไม่ไหวแล้ว อินเดียถึงขั้นดึงหมอฝึกหัดจากห้องสอบมาช่วยสู้ศึกโควิด ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 300,000 รายเป็นวันที่ 12 ติดต่อกัน และจุดสูงสุดของกราฟการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นในวันที่ 3 ถึง 5 พฤษภาคมจากการประเมินโดยแบบจำลอง ขณะที่นักระบาดวิทยาเรียกร้องให้ออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่บ้านเหตุ

รอยเตอร์รายงานว่าอินเดียต้องเลื่อนการสอบแพทย์และพยาบาลฝึกหัดในวันจันทร์โดยปล่อยให้พวกเขามาช่วยแบกรับการรักษาผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากระบบสาธารณสุขล่มสลายหลังมีผู้ป่วยรายใหม่ล้นและเตียงกับออกซิเจนของโรงพยาบาลหมดลง

เนื่องจากสถานพยาบาลใกล้ถึงจุดแตกหัก รัฐบาลจึงเลื่อนการสอบสำหรับแพทย์และพยาบาลเพื่อให้บางคนเข้าร่วมการต่อสู้กับโคโรนาไวรัสร่วมกับบุคลากรที่มีอยู่ ในเมืองปูเนซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในรัฐมหาราษฏระ ดร. เมกุนด์ เปนูร์การ์ (Dr. Mekund Penurkar ) กลับมาทำงานเพียงไม่กี่วันหลังจากสูญเสียพ่อของเขาจากโควิด -19 แม่และพี่ชายของเขาอยู่ในโรงพยาบาลด้วยโรคไจากวรัส แต่ผู้ป่วยกำลังรอพบเขา

“มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก” เขากล่าว “เพราะผมเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วผมจึงไม่สามารถปล่อยให้คนไข้คนอื่นๆ ต้องเผชิญชะตากรรมได้”

จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดจนถึงขณะนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ล้านรายโดยเป็นวันที่ 12 ติดต่อกันที่มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 300,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์กล่าวว่าตัวเลขที่แท้จริงในอินเดียอาจสูงกว่าที่รายงานไว้ 5-10 เท่า

ขีดความสามารถของโรงพยาบาลเต็มที่แล้ว อุปกรณ์ออกซิเจนทางการแพทย์เหลือน้อยและห้องเก็บศพและเมรุเผาศพก็เต็มไปด้วยซากศพ เต็มไปด้วยผู้ป่วยกำลังจะเสียชีวิตบนเตียงในโรงพยาบาล ในรถพยาบาลและในที่จอดรถด้านนอก

“ทุกๆ ครั้งเราต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้โควต้าถังออกซิเจน” บี. เอช. นารายณ์ ราว (B.H. Narayan Rao) เจ้าหน้าที่เขตในเมือง Chamarajanagar ทางตอนใต้กล่าว ซึ่งเมืองนี้มีผู้ป่วยเสียชีวิต 24 รายบางรายสงสัยว่าตายเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ออกซิเจน “มันเป็นการต่อสู้แบบวันต่อวัน” นารายณ์ ราว กล่าวเสริมขณะที่เขาอธิบายถึงการแย่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่แสนโกลาหล

ในหลายกรณีกลุ่มอาสาสมัครได้เข้ามาช่วยเหลือ เช่น ที่ด้านนอกวัดในเมืองหลวงนิวเดลีอาสาสมัครชาวซิกข์ช่วยกันให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนม้านั่งภายในเต็นท์ชั่วคราวโดยเกี่ยวเข้ากับถังขนาดยักษ์ ทุกๆ 20 นาทีจะมีผู้ป่วยรายใหม่เข้ามา

“ไม่ควรมีใครตายเพราะขาดออกซิเจนไม่ แต่ก่อนมันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ” คุรปรีต สิงห์ รุมมี (Gurpreet Singh Rummy) ผู้ให้บริการผู้ป่วยกล่าวกับรอยเตอร์

การติดเชื้อทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มระบาดมีถึง 19.93 ล้านคนในอินเดียเพิ่มขึ้น 368,147 รายใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3,417 เป็น 218,959 ราย ขณะนี้มีผู้เข้ารับการรักษาอย่างน้อย 3.4 ล้านคน

กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่ามีความหวังในเชิงบวกเมื่อเทียบกับจำนวนการติดเชื้อที่ลดลงในวันจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเป็นอย่างน้อย

การสร้างแบบจำลองโดยทีมที่ปรึกษาของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอาจถึงจุดสูงสุดภายในวันพุธของสัปดาห์นี้ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเนื่องจากไวรัสแพร่กระจายเร็วกว่าที่คาด

อย่างน้อย 11 รัฐและภูมิภาคได้สั่งระงับการเคลื่อนไหวเพื่อยับยั้งการติดเชื้อ แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าปล่อยให้วิกฤตจนเกินการควบคุมไม่เต็มใจที่จะประกาศการปิดประเทศโดยกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

“ในความคิดของผมมีเพียงการอยู่บ้านตามคำสั่งระดับชาติและการประกาศภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เท่านั้นที่จะช่วยตอบสนองความต้องการด้านการรักษาพยาบาลในปัจจุบันได้” ภรามร มุเคอร์จี (Bhramar Mukherjee) นักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวในทวิตเตอร์

Photo by TAUSEEF MUSTAFA / AFP

Ethereum มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ กำลังมุ่งหน้าสู่ 5,000 ดอลลาร์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651959

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

Ethereum มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ กำลังมุ่งหน้าสู่ 5,000 ดอลลาร์?หลังจากทำลายสถิติราคาที่ 3,000 ดอลลาร์วันต่อมามันยังพุ่งต่อถึง 3,400 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์กำลังมองว่ามันมีโอกาสที่จะฝ่าด่าน 5,000 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่?

รอยเตอร์รายงานว่า อีเธอร์ (Ether) สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมหมายเลข 2 ขยายตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันอังคารหลังจากทะลุ 3,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันก่อนหน้าเนื่องจากนักลงทุนเดิมพันกับความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้งานมันมากขึ้น

Ethereum หรือ Ether มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา 365% แล้วในปีนี้จนถึง ณ วันที่ 4 พฤษภาคม ผู้ค้าระบุว่าความแรงของมันมาจากการเกาะติดการก้าวกระโดดในช่วงปลายปี 2020 ของ Bitcoin และการอัปเกรดเป็น ethereum blockchain ทำให้มันมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

เจมส์ ควิน (James Quinn) กรรมการผู้จัดการของ Q9 Capital ซึ่งเป็นผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนตัวของสกุลเงินดิจิทัลของฮ่องกงกล่าวกับรอยเตอร์ว่าส่วนหนึ่งที่ Ether พุ่งขึ้นมาครั้งใหญ่เป็นเพราะความแรงของ Bitcoin ในช่วงปลายปี 2020

เขายังกล่าวว่ามันยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุง Ethereum blockchain และการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นไปสู่ “DeFi” หรือการเงินแบบกระจายอำนาจซึ่งหมายถึงการทำธุรกรรมนอกธนาคารแบบดั้งเดิมซึ่ง Ethereum blockchain เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญ

เจ๋อหาน ฉู่ (Jehan Chu) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Kenetic Capital บริษัทร่วมทุนบล็อกเชนของฮ่องกงกล่าวกับรอยเตอร์ว่า “ปริมาณ DeFi ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคา Ethereum สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในคริปโตและมองว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์อันดับสองที่ปลอดภัย” 

อัตราแลกเปลี่ยนของ Ether / Bitcoin ยังอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ณ วันอังคารหลังแตะระดับสูงสุดดังกล่าวในวันอาทิตย์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ในปีนี้ขณะที่มูลค่า Bitcoin คงที่ที่ 57,295 ดอลลาร์

ไนเจล กรีน (Nigel Green) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง deVere Group กล่าวในบันทึกการวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ว่า Ether เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์หลักในการขยายตัวของตลาดสกุลเงินดิจิทัล

“ความเฟื่องฟูในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่และการยอมรับที่เพิ่มขึ้นว่าสกุลเงินดิจิทัลไร้พรมแดนคืออนาคตของเงิน” กรีน กล่าว “ โมเมนตัมนี้มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้และผมเชื่อว่า Ether จะแตะ 5,000 ดอลลาร์ภายในเจ็ดวัน”

Bill และ Melinda Gates การหย่าร้างที่เดิมพันด้วยเงิน 1.46 แสนล้านดอลลาร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651949

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 09:36 น.

Bill และ Melinda Gates การหย่าร้างที่เดิมพันด้วยเงิน 1.46 แสนล้านดอลลาร์ข่าวใหญ่ที่สุดของวันนี้คือการประกาศยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยายาวนานกว่า 27 ปีของบิลและเมลินดา เกตส์ คู่รักที่สร้างอาณาจักรไอทีและสั่งสมความมั่งคั่งมหาศาลรวมถึงงานด้านการกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประวัติศาสตร์ผ่าน Bill & Melinda Gates Foundation

Bloomberg รายงานว่าการประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าทั้งคู่แยกจากกันหลังจากแต่งงาน 27 ปีมีพลังที่จะกระเพื่อมผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการถือครองธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก สั่นสะเทือนโลสาธารณสุขและนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเด็นทางสังคมรวมถึงความเท่าเทียมกันสำหรับผู้หญิง

ทั้งคู่ซึ่งเป็นผู้กุมทรัพย์สินประมาณ 146,000 ล้านดอลลาร์ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index แต่การหย่าร้างครั้งนี้ทั้งคู่ไม่ได้บอกใบ้ถึงแผนการทางการเงินของพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจะเน้นย้ำว่าพวกเขาจะร่วมมือในการทำการกุศลต่อไป

“หลังจากครุ่นคิดและทำงานมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา เราได้ตัดสินใจยุติการแต่งงานของเรา” ทั้งสองกล่าวในแถลงการณ์สั้นๆ ที่โพสต์บนทวิตเตอร์ “เราได้เลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าทึ่ง 3 คนและสร้างมูลนิธิที่ปฏิบัติงานทั่วโลกเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและมีประสิทธิผล”

บิล เกตส์ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft Corp. วัย 65 ปีได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับสี่ของโลกส่วน เมลินดา เกตส์วัย 56 ปีเป็นอดีตผู้จัดการของ Microsoft ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ทั้งคู่ทำงานในฐานะมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation มอบให้ไปแล้วมากกว่า 50 หมื่นล้านเหรียญ

โฆษกขององค์กรเขียนไว้ในแถลงการณ์ทางอีเมลว่าพวกเขาจะยังคงเป็นประธานร่วมและผู้ดูแลมูลนิธิต่อไป

“ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของพวกเขาหรือองค์กรที่มีการวางแผนไว้ พวกเขาจะยังคงทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดและอนุมัติยุทธศาสตร์ของมูลนิธิ สนับสนุนการแก้ปัญหาของมูลนิธิ และกำหนดทิศทางโดยรวมขององค์กร”

นับเป็นการหย่าร้างครั้งที่สองแบบช็อคโลกในบรรดาบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากการประกาศแยกทางกันในปี 2019 ของเจฟ เบซอส (Jeff Bezos) และแมคเคนซี สก็อตต์ (MacKenzie Scott)

การแบ่งแยกดังกล่าวซึ่งแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นของทั้งคู่ใน Amazon.com Inc. ทำให้ MacKenzie กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในทันที ในช่วงหลายเดือนต่อมาเธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ใจบุญที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกโดยมอบเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับกิจกรรมทางสังคมที่มักถูกมองข้ามจากผู้บริจาคระดับมหาเศรษฐี

ความมั่งคั่งของเกตส์มีความซับซ้อนกว่ากรณีของอดีตสามีภรรยาเบซอสซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นของ Amazon

มูลค่าสุทธิของบิล เกตส์มาจาก Microsoft แต่ตอนนี้หุ้นของผู้ผลิตซอฟต์แวร์อาจคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 20% ของทรัพย์สินของเขา เขาเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นไปที่มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและยังไม่มีการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นที่แน่นอนนับตั้งแต่เขาออกจากคณะกรรมการของ Microsoft เมื่อปีที่แล้ว

ทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดของเกตส์คือ Cascade Investment ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่เขาสร้างขึ้นด้วยรายได้จากการขายหุ้นของ Microsoft และเงินปันผลซึ่งดำเนินการโดย Michael Larson ผ่านทาง Cascade Investment เกตส์มีความสนใจในด้านอสังหาริมทรัพย์, พลังงาน และการบริการ ตลอดจนการเดิมพันในบริษัทมหาชนหลายสิบแห่งรวมถึง Canadian National Railway และ Deere & Co.

มอนิกา แมซเซ (Monica Mazzei) ทนายความด้านการหย่าร้างและหุ้นส่วนที่ Sideman & Bancroft LLP ในซานฟรานซิสโกกล่าวว่าคำถามใหญ่เกี่ยวกับมูลนิธิของทั้งคู่และสำนักงานครอบครัวคือขอบเขตที่พวกเขาวางแผนที่จะทำงานร่วมกันในอนาคต

“แม้ในการหย่าร้างที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แต่ความพอใจส่วนบุคคลทำให้ต้องแบ่งรากฐานออกเป็นสองส่วนเพื่อให้มีอิสระมากขึ้นและเกี่ยวข้องกันน้อยลง” แมซเซกล่าว หลักการเดียวกันนี้ใช้กับสำนักงานของครอบครัวซึ่งการลงทุนสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนแยกกัน

ทั้งคู่อาศัยอยู่ในรัฐวอชิงตันซึ่งเป็นรัฐที่ใช้กฎหมายทรัพย์สินรวมหมู่ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ได้มาระหว่างการแต่งงานจะถือว่าทั้งคู่เป็นเจ้าของเท่าๆ กัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินจะถูกแบ่งครึ่ง

“ไม่ใช่เรื่องบังคับ 50-50” แจเน็ต จอร์จ (Janet George) ทนายความครอบครัวในวอชิงตันกัของบริษัท McKinley Irvin กล่าว “ศาลสามารถตัดสินได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยุติธรรมและเสมอภาค”

นอกจากนี้รัฐยังกำหนดให้มีระยะเวลาพักร้อน 90 วันนับจากวันที่คู่สามีภรรยาฟ้องหย่าเป็นครั้งแรกและเร็วที่สุดที่ผู้พิพากษาจะสามารถสรุปได้ การค้นหาข้อมูลจดทะเบียนสาธารณะของเขต King County ในวันจันทร์ไม่พบการยื่นฟ้องจากบิลและเมลินดา

แจเน็ต จอร์จ กล่าวว่าคนทั่วไปอาจไม่ทราบว่าพวกเขาแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรเพราะมันสามารถซ่อนอยู่หลังสัญญาส่วนตัว และตอนนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทั้งสองลงนามในข้อตกลงก่อนสมรสหรือไม่ ส่วนลูกคนเล็กอายุ 18 ปี

จาก Bill and Melinda Gates to Divorce With $146 Billion at Stake โดย Bloomberg 

Photo by Ludovic MARIN / AFP

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ส่องผลดีผลเสียของ Pfizer สู้กลายพันธุ์ไหวไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651879

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 21:00 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ส่องผลดีผลเสียของ Pfizer สู้กลายพันธุ์ไหวไหม?ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

มีประสิทธิภาพแค่ไหน

• อย่างที่ทราบกันดีว่าวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) มีประสิทธิภาพสูงโดยผลการทดลองที่ตีพิมพ์บนนิตยสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine เมื่อเดือนธ.ค. ระบุว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการได้ 95%

• ต่อมามีการรายงานประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้งอยู่ที่ 94.8% ขณะที่ประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ 92.6% ซึ่งก็ยังถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

• Pfizer ยังคงเป็นที่เชื่อมั่นในวงการแพทย์โดย The Chronicle รายงานว่ากุมารแพทย์ในอังกฤษกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการอนุมัติฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

• ดร.เจนนิเฟอร์ พอลเลย์ ผู้อำนวยการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกล่าวว่า “Pfizer คือความมั่นใจ” และกุมารเวชศาสตร์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษกำลังเร่งทำงานเพื่อฉีดวัคซีนให้แก่เด็กๆ

• โดยดร.พอลเลย์กล่าวว่าความหวังของเธอคือการเปิดคลินิกฉีดวัคซีน Pfizer ให้ได้หลายแห่งต่อสัปดาห์เพื่อยุติการแพร่ระบาดของไวรัสก่อนที่มันจะกลายพันธุ์ไปมากกว่านี้ ผู้ปกครองมักมีคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้ลูกๆ ของพวกเขา แต่ดร.พอลเลย์ยืนยันว่า “เราจะไม่มีทางให้มันถ้าเราไม่คิดว่ามันดี”

ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง?

• สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนอย่างที่ทราบกันว่าอาจเกิดผลข้างเคียงไม่รุนแรง อาทิ ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น แต่ก็ยังคงมีส่วนหนึ่งที่เกิดผลขางเคียงรุนแรงอย่างอาการชา ต่อมน้ำเหลืองโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ

• ขณะที่เมื่อวันที่ 21 เม.ย. องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยสถิติการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca พบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 287 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer พบ 25 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก J&J พบ 8 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Moderna พบ 5 ราย

• นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. The Brussels Times รายงานว่าฝรั่งเศสกำลังตรวจสอบกรณีการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Pfizer ทั้งสิ้น 5 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสกล่าวว่ายังไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่าอาการดังกล่าวเกิดจากวัคซีนหรือไม่

• ด้านสำนักงานความปลอดภัยด้านยาแห่งชาติของฝรั่งเศส (ANSM) ระบุว่าข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าวัคซีนมีผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อย่างไรก็ตามถือว่ายังมีความเป็นไปได้เพราะฉะนั้นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

• นอกจากนี้อาการดังกล่าวยังพบในอิสราเอล โดยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลแถลงเบื้องต้นว่าในกลุ่มประชากรที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer กว่า 5 ล้านคน มีผู้ที่เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลักสิบคนซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และอายุไม่เกิน 30 ปี

แล้วมันยังเวิร์กไหม?

• แต่ข้อมูลชี้ว่าวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ยังคงสูงกว่าผลข้างเคียงของวัคซีน อย่างไรก็ตามยังไม่สรุปว่าอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นผลมาจากการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์แต่กำลังเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว

• ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) และสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของอังกฤษ (MHRA) แถลงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่าทั้งสองได้เฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่มีรายงานข้อกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศและยังไม่พบความเชื่อมโยงของวัคซีนกับผลข้างเคียงดังกล่าว

• ABC News รายงานผลการสำรวจในสหราชอาณาจักรซึ่งตีพิมพ์บนวารสารทางการแพทย์ The Lancet ศึกษาข้อมูลจาก 627,383 คนที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer และ AstraZeneca พบว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีนและโดยทั่วไปอาการจะหายไปภายใน 48 ชั่วโมง

• โดยคนที่มีอายุน้อย ผู้หญิง และผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนมีแนวโน้มที่จะเกิดผลข้างเคียงมากกว่าหลังได้รับวัคซีนจาก Pfizer และ AstraZeneca  ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจเป็นอาการปวด บวม แดง คัน ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต ท้องร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หนาวสั่น และคลื่นไส้ เป็นต้น โดยพบในผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรก

• ดร.นิโคลัส วูด จากคณะแพทยศาสตร์และสุขภาพของมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าวว่า “ผลข้างเคียงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่รับรู้ว่าวัคซีนเป็นแอนติเจนแปลกปลอมและกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน” อย่างไรก็ตามวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 และป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากโรคโควิด-19

สู้เชื้อกลายพันธุ์ไหวไหม?

• การศึกษาที่นำโดย The Imperial College ซึ่งพิจารณาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพของอังกฤษหลังจากการฉีด Pfizer ครั้งแรกพบว่าผู้ที่เคยมีการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ จะมีภูมืคุ้มกันต่อเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น คืแอเชื้อกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้

• แต่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรกจะน้อยกว่าในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงจากเชื้อกลายพันธุ์ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดโดสที่สอง และการฉีดโดสเดียวยังไม่ถือว่าได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ 

• อิสราเอลซึ่งฉีด Pfizer ให้กับประชากรส่วนใหญ่กำลังจับตาการกลายพันธุ์สายอินเดีย หรือ  B.1.617 ดร. ชารอน อัลรอย-ไพรส์ หัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณสุขของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ายังไม่ชัดเจนว่าวัคซีนจะป้องกันสายพันธุ์ของอินเดียได้หรือไม่โดยกล่าวว่า “เราไม่ทราบเกี่ยวกับสายพันธุ์อินเดีย เราไม่ทราบเพียงพอ”

Covax ซื้อวัคซีน Moderna 

• โครงการทุนวัคซีนระดับโลกของ Covax กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าได้ทำข้อตกลงเพื่อซื้อวัคซีน ของ Moderna จำนวน 500 ล้านโดสโดยจะส่งมอบเดือนตุลาคมอย่างเร็วที่สุด เพื่อขยายขอบเขตของวัคซีนในโครงการ Covax ซึ่งจนถึงขณะนี้พึ่งพาวัคซีน AstraZeneca เป็นอย่างมากและได้รับผลกระทบจากความล่าช้า

• Gavi ผู้นำร่วมของโครงการ Covax ประกาศในแถลงการณ์ วัคซีนของ Moderna คาดว่าจะเริ่มจัดหาให้ Covax ได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 โดยมีปริมาณ 34 ล้านโดสก่อนสิ้นปี อีก 466 ล้านโดสจะตามมาในปี 2023 ทั้งนี้ สวีเดนยังได้บริจาควัคซีน AstraZeneca จำนวน 1 ล้านโดสให้ Covax อีกด้วย 

Photo by MIGUEL RIOPA / AFP

Bill and Melinda Gates, who run one of the worlds largest philanthropies, plan to divorce after 27 years #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000515

Bill and Melinda Gates, who run one of the worlds largest philanthropies, plan to divorce after 27 years


SEATTLE – Bill and Melinda Gates, who run one of the worlds largest philanthropies, are divorcing after 27 years of marriage. They both announced the divorce on Twitter in posts at the same time.

Bill and Melinda Gates, who run one of the worlds largest philanthropies, plan to divorce after 27 years

“After a great deal of thought and a lot of work on our relationship, we have made the decision to end our marriage,” they wrote. Bill Gates, the co-founder of the software giant Microsoft, has an estimated net worth of $130.5 billion, ranking him fourth on Forbes’ list of the world’s wealthiest people.

They added that together they would continue to run the Bill and Melinda Gates Foundation, whose mission is to enable all people to lead healthy, productive lives.

“We continue to share a belief in that mission and will continue our work together at the foundation, but we no longer believe we can grow together as a couple in this next phase of our lives,” according to the statements.

According to Melinda Gates’s divorce filing, obtained by the gossip website TMZ, the couple signed a separation contract. She is not requesting spousal support. Her filing called the marriage “irretrievably broken.” Bill Gates filed a joinder, meaning he supports the dissolution of the marriage.

The Gateses met at Microsoft, where Melinda worked developing multimedia products for the company. They married in 1994 on the Hawaiian island of Lanai. Melinda left Microsoft in 1996. The couple have three children.

The couple have spent much of the past two decades focused on their foundation. Bill Gates stepped down as chief software architect at Microsoft and gave up his day-to-day duties in 2008 to work full time at the foundation. He stepped down as Microsoft’s chairman in 2014.

Their philanthropy issued nearly $55 billion in total grant payments through the end of 2019, focusing on addressing the inequities in global health and the U.S. education systems.

The end of their marriage comes a little more than two years after another Seattle billionaire, Jeff Bezos, announced that he and his wife at the time, MacKenzie, were divorcing. Bezos, the world’s wealthiest person, founded the e-commerce giant Amazon and owns The Washington Post. Their divorce settlement, a year later, set a record, giving MacKenzie an Amazon stake worth approximately $36 billion at the time.

While the Gates Foundation has long sought to address global inequity, it focused increasingly on how to end the coronavirus pandemic, whose impact is likely to be more profound on the developing world. In the past year, the foundation has committed $1.75 billion as part of its global covid response, funding the development of vaccines, tests, and drugs, supporting efforts to testing and trace those infected, and paying to prepare health systems for rising cases in the developing world.

As the virus raged, Bill Gates, 65, emerged as a leading advocate for science-based approaches to end the pandemic. He studied infectious diseases as part of his philanthropic work and had previously warned about the potential for a pathogen-spread pandemic, notably in a prescient TED Talk in 2015. He also became a target for conspiracy theorists who claim he engineered the pandemic and is mining it for profit and leveraging it for global surveillance and population control.

Melinda Gates, 56, began to emerge from her husband’s shadow as she took a larger role at their philanthropy two decades ago. Along with her father-in-law, Bill Gates Sr., she oversaw the foundation while her husband continued his full-time work at Microsoft. In that time, she traveled the globe to see where the need for the philanthropy was greatest and to set the agenda. She also became a more prominent public figure, speaking about malaria at the White House in 2006 and before the U.N. General Assembly in 2010 about reducing poverty and halting the spread of HIV/AIDS.

While the Gateses often appeared together publicly, they rarely talked about their relationship. Melinda Gates wrote about one stressful moment in her 2019 book, “The Moment of Lift.” She recalled how Bill had written the foundation’s annual letter every year since 2007, something she felt in those early days was too much for her with young kids at home.

In 2012, Melinda brought up the idea of writing the letter Bill, something he opposed, she wrote, because he felt the process had been working just fine. But Melinda pressed her case because she felt her voice could also have impact. When they wrote their first letter together, she recalled how difficult it was.

“I thought we were going to kill each other,” Melinda Gates wrote. “I felt, ‘Well, this just might end the marriage right here.'”

They have written the letter jointly since 2014.

In addition to giving away much of their wealth, the Gateses also teamed up with billionaire investor Warren Buffett in 2010 to launch the Giving Pledge, a commitment by superwealthy people to donate at least 50% of their money to charity. It has more than 200 signatories.

The Gateses will continue to work together on foundation strategies and direction. In their tweets, the Gateses asked for “space and privacy for our family as we begin to navigate this new life.”

Published : May 04, 2021

By : The Washington Post · Jay Greene