งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651333

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิดงบประมาณทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท สวนทางจีดีพีหดตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงสถิติที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่างบประมาณทางทหารทั่วโลกเมื่อปี 2020 เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึง 1.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับ GDP ทั่วโลกซึ่งหดตัว 4.4%

โดยการใช้จ่ายทางทหารในปี 2020 คิดเป็น 2.4% ของ GDP ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2019

ดิเอโก โลเปซ ดา ซิลวา หนึ่งในทีมวิจัยของ SIPRI กล่าวว่า “เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปีที่แล้ว”

โดยรายงานระบุว่าประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2020 ซึ่งคิดเป็น 62% ของการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมาสูงถึง 778 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 4.4% หรือคิดเป็น 39% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดทั่วโลกในปี 2020

ขณะที่จีนซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางทหารสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกคาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 252,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 26 ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตามบางประเทศ เช่น ชิลี และเกาหลีใต้ได้นำงบประมาณทางทหารส่วนหนึ่งไปใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโรค และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล และรัสเซียใช้งบประมาณทางทหารน้อยกว่าที่กำหนดไว้มาก

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsipri.org%2Fposts%2F10159591499856934&width=500&show_text=true&height=451&appId

Photo by Angela Weiss / AFP

ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651334

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 17:01 น.ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐอีกหนึ่งความพยายามที่จะต่อต้านการยึดอำนาจคือการแสดงการขัดขืนต่อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม ล่าสุดคือการรวมพลังกันไม่จ่ายบิลที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมาเรียกร้องให้ประชาชนหยุดจ่ายค่าไฟฟ้าและเงินกู้การเกษตรตั้งแต่วันจันทร์และไม่ให้ลูกๆ ไปโรงเรียน

“พวกเราทุกคนในเมือง ในเขต และภูมิภาคและรัฐต่างๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การคว่ำบาตรต่อต้านรัฐบาลทหารประสบความสำเร็จ” Khant Wai Phyo นักเคลื่อนไหวกล่าวในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประท้วงในเมืองโมนยวาตอนกลางของประเทศ

“เราจะไม่มีส่วนร่วมในระบบของพวกเขา เราจะไม่ร่วมมือกับพวกเขา”

ในวันจันทร์ผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาแสดงพลังตามท้องถนนในหลายเมือง แต่เบื้องตันยังไม่มีรายงานความรุนแรง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศได้เตือนว่าการรณรงค์ต่อต้านการยึดอำนาจโดยอารยะขัดขืนทำให้เศรษฐกิจพิการและเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความอดอยากในเมียนมา

นอกจาก ประกาศแสดงอารยะขัดขืนแล้ว นักเคลื่อนไหวยังวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงที่ออกมาจากการประชุมอาเซียนซึ่งเรียกว่า “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งรวมถึงการยุติความรุนแรง, เริ่มการเจรจาระหว่างทุกฝ่าย, การยอมรับความช่วยเหลือและแต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียนที่จะได้รับอนุญาตให้ไปเยือนเมียนมา

แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงนักโทษการเมืองแม้ว่าแถลงการณ์จะกล่าวว่าที่ประชุมได้ยินเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษเหล่านั้น กลุ่มผู้สนับสนุนสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองกล่าวว่าประชาชน 3,431 คนถูกคุมขังเนื่องจากต่อต้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในร่างแถลงการณ์ของอาเซียนยังมีข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษด้วย แต่ได้มีการแก้ไขก่อนที่จะมีการแถลงจริง

กระนั้นก็ตาม สหภาพยุโรปยินดีต่อฉันทามติ 5 ประการซึ่งเป็นก้าวย่างที่เป็นกำลังใจในความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตและพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจากับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญทั้งหมด” โจเซฟ บอร์เรล (Josep Borrell) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวในแถลงการณ์

“สหภาพยุโรปจะยังคงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดในทันที” เขากล่าว

Photo by STR / AFP

การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651303

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 14:16 น.การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล บทวิเคราะห์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ชี้ธนาคารของรัฐ 6 แห่งส่งเสริมเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ก่อนเทศกาลช้อปปิ้ง เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นนอกเหนือจาก Alipay, WeChat Pay ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ต แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจีนธนาคารของรัฐใหญ่ 6 แห่งกำลังโปรโมตหยวนดิจิทัลอย่างเงียบๆ ก่อนเทศกาลช้อปปิ้งในวันที่ 5 พฤษภาคมโดยดำเนินนโยบายทางการเมืองเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินนอกเหนือจาก Alipay และ WeChat Pay

ธนาคารต่างๆ กำลังชักชวนให้ร้านค้าและลูกค้ารายย่อยดาวน์โหลดกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมระหว่างโครงการนำร่องได้โดยตรงด้วยสกุลเงินหยวนดิจิทัล โดยข้ามระบบชำระเงินที่แพร่หลายโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี Ant Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba รวมถึงบริการของบริษัท Tencent

“ผู้คนจะตระหนักว่าการชำระเงินหยวนแบบดิจิทัลสะดวกมากจนฉันไม่ต้องพึ่งพา Alipay หรือ WeChat Pay อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัว e-CNY สำหรับการทดลองในเซี่ยงไฮ้กล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับสื่อและปฏิเสธที่จะระบุตัวตน ทั้งนี้ การใช้ e-CNY ในเซี่ยงไฮ้อยู่ภายใต้คำแนะนำขอธนาคารกลางของจีน

การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติของจีนซึ่งก้าวไปไกลกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่ยังอยุ่ในขั้นความคิดริเริ่ม และดูเหมือนว่าทางการจีนจะมีความพร้อมมากขึ้นที่จะทำลายการครอบงำตลาดของ Alipay ของ Ant Group และ WeChat Pay ของ Tencent ในด้านการชำระเงินออนไลน์

การรุกคืบดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการจำกัดพฤติกรรมต่อต้านการผูกขาดในภาคอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจด้านนี้

ทางการจีนได้สกัดการเปิดขาย IPO มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ของ Ant ในเดือนพฤศจิกายนและเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ในกลุ่มบริษัทฟินเทคที่ควบคุมโดยแจ็ค หม่า และ Alibaba Group Holdings ของแจ็ค หม่าก็เพิ่งถูกลงโทษตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดโดยถุกเรียกค่าปรับเป็นเงิน 2,800 ล้านดอลลาร์

ในฉากหน้า ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีนกล่าวว่า e-CNY จะไม่แข่งขันกับ AliPay หรือ WeChat Pay และทำหน้าที่เป็น “แบ็คอัพ” หรือ “ตัวสำรอง” เท่านั้น

แต่ลึกๆ แล้วแล้วธนาคารของรัฐแห่งต่างๆ ที่ทำการตลาดด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้กับ PBOC กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่จะบั่นทอนการครอบงำของบริษัทใหญ่ทั้งคู่

“Big data คือความมั่งคั่ง ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของข้อมูลก็จะรุ่งเรือง” เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ส่งเสริม e-CNY กล่าว

“WeChat Pay และ Alipay เป็นเจ้าของมหาสมุทรแห่งข้อมูล” เขากล่าวเสริมว่าดังนั้นการเปิดตัว e-CNY จึงช่วยอำนวยความสะดวกในการรณรงค์ต่อต้านการผูกขาดของจีนและช่วยให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลขนาดใหญ่ได้

PBOC และ Tencent ปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์

Ant ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Alipay และ e-CNY ในขณะที่ MYbank ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ant ได้กล่าวว่าเป็น “หนึ่งในภาคีที่มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนา” ของ e-CNY และ “จะดำเนินการทดลองใช้อย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงโดยรวมของธนาคารประชาชนจีน (PBOC)”

เงินสดดิจิทัลe-CNY เป็นส่วนหนึ่งของธนบัตรและเหรียญทางกายภาพของจีนหรือสกุลเงินหมุนเวียน (M0) และเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วในโครงการนำร่องขนาดเล็กในสี่เมือง

ภายใต้ระบบการจำหน่ายแบบสองชั้น PBOC จะออกสกุลเงินดิจิทัลให้กับธนาคารซึ่งจะส่งเงินไปยังบุคคลและบริษัท ต่างๆ

ธนาคารทั้ง 6 แห่งในโครงการนำร่อง e-CNY ประกอบด้วยผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของจีน เช่น ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Commercial Bank of China), ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China), ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China), และธนาคารเพื่อการก่อสร้างแห่งประเทศจีน (China Construction Bank)

“ความสะดวกในการใช้งานของ e-CNY นั้นน่าจะเทียบได้กับ Alipay และ WeChat Pay ในขณะที่ฟังก์ชั่นการรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มที่สูงกว่าและมีความซับซ้อนเช่นเดียวกับ Bitcoin” HSBC เขียนในรายงานล่าสุดพร้อมเสริมว่าคาดว่าสกุลเงินดิจิทัลจะ “แพร่หลาย” ในประเทศจีน

หนึ่งในแรงจูงใจที่น่าจะอ้างถึงโดย HSBC ที่อยู่เบื้องหลังการผลักหยวนดิจิทัลดันคือความปรารถนาของธนาคารกลางในการควบคุมช่องทางการชำระเงินและข้อมูลการบริโภคจาก Alipay และ WeChat Pay

สิ่งที่ขาดไปอย่างชัดเจนกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งยังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นเบต้า สามารถใช้ร่วมกับแอปยอดนิยมได้หลายสิบแอปเช่น Meituan, JD.com, Didi และ Bilibili แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับ WeChat หรือ Alipay ได้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าไม่มีธนาคารใดที่เข้าร่วมสามารถโอน e-CNY ระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนกับแพลตฟอร์มการชำระเงินที่จัดตั้งขึ้นทั้งสองได้

“PBOC ไม่ต้องการเห็นเงินถูกส่งผ่านระบบการชำระเงินของบุคคลที่สาม” นายธนาคารคนหนึ่งกล่าวโดยอ้างถึงความจำเป็นในการ “แยกข้อมูล” Wilson Chow หัวหน้าทีม Global TMT Leader ของบริษัท PwC China กล่าวว่า e-CNY จะสร้างกระบวนการดิจิทัลให้เกิดกับ “หลักไมล์สุดท้าย” ของการบริโภค คือการทำให้ธนาคารและร้านค้าสามารถเก็บข้อมูลและรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการใช้จ่ายได้

ขณะนี้ข้อมูลดังกล่าวถูกครอบงำโดย Alipay และ WeChat Pay ซึ่งควบคุมตลาดการชำระเงินออนไลน์ของจีนรวมกั น 94%

แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

Chow คาดการณ์ว่า e-CNY จะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของจีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยร่วมกับ Alipay และ WeChat Pay

เพื่อดึงดูดผู้ใช้ ธนาคารต่างๆ กล่าวว่า PBOC มีแนวโน้มที่จะมอบ “อั่งเปา” เป็นเงินสดดิจิทัลฟรีหรือส่วนลดให้กับชาวเซี่ยงไฮ้ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด-19

หลี่ปั๋ว รองผู้ว่าการ PBOCกล่าวในฟอรัมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการยอมรับ e-CNY ในประเทศจะมาก่อนการผลักดันให้ e-CNY เป็นการชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าจะหนุนสถานะโลกของเงินหยวนในขณะที่จีนพยายามทำลายการครอบงำของระบบการชำระเงินดอลลาร์ในที่สุด

“ลำดับความสำคัญของการทำให้เงินหยวนเป็นดิจิทัลในปัจจุบัน คือการส่งเสริมการใช้ภายในประเทศ” หลี่กล่าว

AFP PHOTO / STR / China OUT

เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651289

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:41 น.เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่าอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียในสหรัฐยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ

กรมตำรวจรัฐนิวยอร์กระบุว่าชายอเมริกันเชื้อสายเอเชียอายุราว 61 ปี คนหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายย่านอีสต์ฮาร์เล็มในนิวยอร์ก เมื่อช่วงคืนวันที่ 23 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าในระหว่างที่เขากำลังก้มเก็บกระป๋อง เขาถูกทำร้ายจากทางด้านหลังจนล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะถูกกระทืบซ้ำๆ บริเวณศีรษะและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการโคม่า

If you have any info regarding Friday night’s horrific attack, at E. 125 and 3rd Ave, you are urged to call or DM @NYPDTips 1-800-577-TIPS. pic.twitter.com/wNrCAuEdeu— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 24, 2021

แม้ว่ากรมตำรวจจะไม่ได้เปิดเผยชื่อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้แต่สำนักข่าวหลายแห่งระบุว่าเขาคือ Yao Pan Ma อดีตพนักงานร้านอาหารเชื้อสายจีนที่กำลังตกงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดย Baozhen Chen วัย 57 ปีผู้เป็นภรรยาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว New York Post โดยขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามหาผู้ก่อเหตุให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังของกรมตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอาชญากรรมดังกล่าว ท่ามกลางอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าหนักใจทั้งในนิวยอร์กและทั่วสหรัฐ

??New images from assault on Fri. April 23rd, approx. 8:20 PM, 3rd Ave & E. 125 St., when a male Asian, 61, was struck from behind causing him to fall to the ground; he was then kicked multiple times in the head Know him? Call 1-800-577-TIPS pic.twitter.com/GUm22S80B5— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 26, 2021

ขณะที่ Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐกล่าวว่าได้กำชับให้หน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังเร่งสืบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าตนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ทราบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้งต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และจะไม่เพิกเฉยต่อการแสดงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก

ด้าน Bill de Blasio นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กได้กล่าวถึงการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีที่อุกอาจ พร้อมเตือนพลเมืองสหรัฐว่าอย่าคิดทำผิดเพราะเจ้าหน้าที่จะตามล่าหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin ยังแรงได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651287

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:09 น.มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin  ยังแรงได้อีก นอกจากเอลอน มัสก์แล้วยังมีเขาคนนี้อีกหนึงคนที่เชียร์ Bitcoin มาโดยตลอดและตอนนี้เขากำลังพูดถึงมันอีกครั้ง

มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของสื่อ เจ้าของทีมกีฬา และนักลงทุนผู้มีทรัพย์สิน 4,300 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูลของ Forbes และเขายังเป็น “ป๋าดัน” ตัวยงของบิตคตอยน์ (Bitcoin) แต่ละครั้งที่เขาออกมาพูดเกี่ยวกับมันจะทำให้ตลาดตื่นตัวเหมือนกับที่เอลอน มัสก์มักเอ่ยถึงมันอยู่บ่ยๆ จนตลาดต้องฟังเหมือนกัน

คิวบันให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่จำนวนคนที่เป็นเจ้าของ [bitcoin] อาจมากกว่าสองเท่า นั่นไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่เพิ่มความผันผวนและ/หรือราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่โอกาสที่มันจะไปได้สูงกว่านั้นมีอยู่อย่างแน่นอนและผมคิดว่าในระยะยาวมันเป็นกรณีที่มีโอกาสมากขึ้น”

คิวบันยังบอกด้วยว่า “ราคาของ [Bitcoin] สร้างขึ้นจากอุปสงค์และอุปทาน…เรารู้ว่าอุปทานคืออะไร ไม่มีเหตุผลที่ความต้องการจะไม่เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ อุปทาน (supply) หรือปริมาณของ Bitcoin มีอยู่จำกัดเพียง 21,000,000 เหรียญและตอนนี้หมุนเวียนในตลาดแล้ว 18,660,000 เหรียญ (จากตัวเลขวันที่ 20 มีนาคม 2021) ดังนั้นปริมาณของมันจึงน้อยลงเรื่อยๆ แต่ความต้องการหรืออุปสงค์ (demand) จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ในวันนี้ (26 เมษายน 2021) มูลค่าของ Bitcoin กลับมากระเตื้องอีกครั้งหลังจกถดถอยมานานถึง 5 วันเนื่องจากนักลงทุนถึงจังหวะช้อนซื้อหลังถึงระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์

สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดลดลงต่ำสุดที่ 47,079 ดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชียก่อนที่จะรีบาวด์กลับมาเพิ่มขึ้นมากถึง 9.6% เป็น 52,747 ดอลลาร์และซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 52,500 ดอลลาร์ ณ เวลา 12.00 น. ในฮ่องกง

AFP PHOTO/Stan HONDA

หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651278

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 10:52 น.หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปีนักวิเคาะห์ชาวจีนคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียอาจถอยหลังไปถึง 20 ปีด้วยพิษโควิด ขณะที่ผู้ป่วยอาจแตะ 5 แสนรายในอีกไม่ช้า

Hu Zhiyong นักเคราะห์ชาวจีนซึ่งติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปีที่แล้วกล่าวกับ Global Times โดยคาดการณ์ว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ผู้ป่วยรายใหม่ในอินเดียอาจพุ่งขึ้นเป็น 5 แสนรายต่อวัน และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถอยหลังกลับไปมีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน

ขณะที่อินเดียกำลังประสบวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 โดยมีผู้ป่วยรายวัยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุุ่งทะลุ 3 แสนรายติดต่อกันมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นโรงพยาบาลในอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนออกซิเจน เตียงรองรับผู้ป่วย ตลอดจนยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ สำหรับรักษาผู้ป่วย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหยุดรับผู้ป่วยรายใหม่เนื่องจากไม่มีออกซิเจนเหลือแล้ว พร้อมเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ

โดยนักวิเคราะห์ชาวจีนมองว่าอินเดียอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนกว่าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกนี้ได้ พร้อมชี้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงต้องมากกว่าที่รายงานเนื่องจากยังมีคนไร้บ้านอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ

สถานการณ์นี้จะส่งผลระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในประเทศ และอาจทำให้กลับมามีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเอเชียใต้

ขณะที่รัฐบาลจีนเองได้ส่งสัญญาณที่เป็นมิตรไปยังอินเดียโดยระบุว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือตามความต้องการของอินเดีย

รวมถึงเริ่มมีการบริจาคออกซิเจนไปยังอินเดีย โดย Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะบริจาค INR 3 Crores เพื่อจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนมากกว่า 1,000 เครื่องให้กับโรงพยาบาลทั่วอินเดีย นอกจากนี้แหล่งข่าวระบุว่าบริษัทโลจิสติกส์ของจีนมีแผนจะบริจาคหน้ากาก KN95 จำนวน 300,000 ชิ้นให้กับอินเดีย บริษัทรถจักรยานยนต์ของจีนได้บริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 200,000 ชิ้นให้กับโรงพยาบาลในเดลี และบริษัทจีนในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจในประเทศจีนและกำลังส่งไปยังโรงพยาบาลในอินเดีย

Photo by Narinder NANU / AFP

พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651248

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 18:24 น.พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดทางการอินโดนีเซียระบุว่าพบเรือดำน้ำสูญหายแล้ว ลูกเรือ 53 นายเสียชีวิต

เรือดำน้ำของกองทัพเรืออินโดนีเซียที่หายไปถูกค้นพบแล้วในสภาพแตกออกและจมลงสู่พื้นทะเลในน่านน้ำนอกเกาะบาหลี กองทัพกล่าวเมื่อวันอาทิตย์เพร้อมยืนยันว่าลูกเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิต

“มีชิ้นส่วนของ KRI Nanggala 402 – แตกออกเป็นสามชิ้น” ยูโด มาร์โกโน (Yudo Margono) เสนาธิการกองทัพเรือกล่าว

ขณะเดียวกันนายฮาดีทา จาห์ยันโต (Hadi Tjahjanto) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เจ้าหน้าที่บนเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิตแล้ว” 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาได้รับสัญญาณจากตำแหน่งที่ลึกกว่า 800 เมตร ในเช้าวันอาทิตย์และพวกเขาได้ใช้ยานกู้ภัยใต้น้ำที่จัดหาโดยสิงคโปร์เพื่อทำการยืนยันด้วยภาพ

จาห์ยันโตกล่าวว่ามีการค้นพบชิ้นส่วนเพิ่มเติมจากเรือในเวลาต่อมาซึ่งรวมถึงสมอเรือและชุดนิรภัยที่ลูกเรือสวมใส่

ทั้งนี้ กองทัพอินโดนีเซียระบุว่าเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 พร้อมลูกเรือ 53 นายบนเรือขาดการติดต่อกับเรือรบที่ปฏิบัติการร่วมระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งบาหลีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021

ภาพประกอบข่าว – ภาพเอกสารแจกที่ไม่ระบุวันที่จากกองทัพอินโดนีเซียซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นเรือดำน้ำชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย KRI Nanggala ที่กำลังออกจากฐานทัพเรือในสุราบายา

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651228

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:50 น.ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? สถานการณ์ที่ไทยกำลังเจออยู่นี้ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายก็ได้ แต่ก็ถือเป็นความประมาทของรัฐบาลและประชาชนได้เหมือกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยต้องทำและต้องคิด ไม่ใช่แค่รับมือกับวิกฤตตอนนี้ แต่เพื่ออนาคตของประเทศด้วย

ตอนนี้มีเสียงวิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอรัฐบาลดังกึกก้องไปทั่ว อย่างน้อยๆ ก็ในโลกโซเชียลมีเดีย เสียงเหล่านั้นเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกก็มี หรือเรียกร้องให้ล็อคดาวน์ก็มี แต่เมื่อผู้เขียนลองตรวจดูคร่าวๆ แล้วรัฐบาลเจอก้อนหินทั้งจากฝ่ายเชียร์และไม่เชียร์รัฐบาลไม่ว่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เอาเรื่องแรกก่อน คือปัญหาของการล็อคดาวน์หรือไม่ล็อคดาวน์ดี?

รัฐบาลอาจคิดถูกที่ไม่ทำการล็อคดาวน์แบบสมบูรณ์แบบ เพราะมันจะทำให้คนนับล้านคนไม่มีงาน ไม่มีกิน และไม่มีอนาคตเหลืออีกต่อไป

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การล็อคดาวน์ในโลกเรามี 2 รูปแบบ คือ 1. ล็อคดาวน์เต็มรูปแบบโดยไม่ให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกินความจำเป็น 2. ล็อคดาวน์แบบครึ่งหนึ่งเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้พินาศ

การล็อคดาวน์แบบเต็มที่มักจะได้ผลในประเทศที่มีระเบียบเข้มงวดสุดๆ แบบจีน ประเทศที่ทำการล็อคเต็มที่แต่เชื่องช้าและไม่เด้ดขาด มักจะล้มเหลว ในกรณีของสหราชอาณาจักรมีการล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วปรากฎว่าแทนที่จะประกาศเลย รัฐบาลดันประกาศล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ทำให้ประชาชนแห่กันไป “เสพสุข” ตามผับตามบาร์เพื่อทิ้งทวน สถานที่ที่เสี่ยงกับการแพร่เชื่ออย่างที่สนุกของคนกลางคืนแบบนี้ควรจะปิดไปก่อนเลยจะดีกว่าในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

ส่วนการล็อคดาวน์แบบกึ่งๆ มักจะไม่ได้ผลเต็มที่ มันช่วยสยบการระบาดได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะเกิดเวฟต่อๆ ไป การล็อคแบบนี้ทำขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจเอาไว้แต่ต้องมีเป้าหมายเรื่องการฉีดวัคซีนที่ชัดเจน ในกรณีของประเทศไทยเราพยายามประคองเศรษฐกิจเอาไว้และมันได้ผลเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งเราเจอกับเชื้อกลายพันธุ์เข้า

รัฐบาลเลือกที่จะรักษาเศรษฐกิจไว้เหมือนเดิมซึ่งบางคนบอกว่าเป็นการเอื้อนายทุน แต่ผู้เขียนคิดว่ามันย่อมเอื้อแน่นอน แต่นายทุนคือฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ นายทุนย่อมเป็นผู้จ้างงานและกระจายการลงทุน การประคองเศรษฐกิจพร้อมๆ กับล็อคดาวน์ครึ่งเดียว ช่วยให้คนนับล้านไม่ต้องตกงานหรือยังขายของต่อไปได้

การล็อคดาวน์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเศรษฐกิจนั้นมีผลร้ายแรงพอๆ กับการไม่ล็อคดาวน์ แม้ว่าการล็อคดาวน์เต็มที่จะหยุดการกระจายของโรคได้ แต่มันจะทำให้คนตกงานไม่มีอันจะกิน ในที่สุดมันจะทำให้คนอับจนหนทางจนต้องฆ่าตัวตาย

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและสูงที่สุดอันดับที่ 32 ของโลก เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอัตราฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นมาถึง 22% ปีนี้จะอีกเท่าไรก็ไม่รู้?

รัฐบาลไทยจึงต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะใช้มาตรการอะไรออกไป แต่จะต้องรีบใคร่ครวญสักหน่อย เพราะประชาชนบ่นว่าเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจซึ่งรัฐบาลมีอาการแบบนั้นจริงๆ 

ถ้าไม่ล็อคดาวน์ รัฐบาลจะต้องใช้ไม้โหดกับผู้ละเมิดกฎระเบียบทุกข้อที่มีไว้ป้องกันการระบาด ไม่ว่าจะเป็นพวกเล่นการพนัน ซ่องสุมกินเหล้า หรือจับกลุ่มทำอะไรต่อมิอะไรในช่วงนี้ ให้ใช้ระวางโทษสูงสุดไปเลย และประกาศการลงโทษให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้เพื่อมิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

รัฐบาลไม่ต้องกลัวว่าจะถูกด่าว่าอำนาจนิยมหรือเป็นเผด็จการ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาคิดว่าชอบธรรมแล้วที่จะด่าเนื่องจากรัฐบาลมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำรัฐประหาร หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ไม่ใช่มาเกรงใจเรื่องการเมือง แต่ต้องตั้งใจแก้วิกฤตโรคระบาด ยิ่งถ้าใช้กฎหมายอย่างชอบธรรมเพื่อรักษาชีวิตคนแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าประวัติศาสตร์จะจารึกว่าเป็นรัฐบาลบ้าอำนาจ

เพราะปัญหาของประเทศไทยทั้งก่อนระบาดใหญ่และระหว่างระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นจาก “บางคน” ที่ไร้ระเบียบวินัย ไร้จิตสำนึก ทำให้คนนับพันนับหมื่นซวยไปด้วย ต้องมีคนตายมากมายเพราะโควิดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สร้างความคับแค้นใจให้ประชาชนอย่างไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสืออย่างไร!

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนใกล้ชิด” ของรัฐบาล จะมามัวโอบอุ้มเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้

เพราะหากปล่อยเอาไว้พล.อ. ประยุทธ์อาจจะรักษารัฐบาลพรรคร่วมเอาไว้ได้ แต่คลื่นความไม่พอใจของประชาชนจะเป็นตัวโค่นรัฐบาลประยุทธ์เสียเอง

นับตั้งแต่ “เวฟที่สอง” แล้วที่รัฐบาลถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเล่นพรรคเล่นพวก ปล่อยให้ผลประโยชน์ใต้ดินทำให้เกิดการระบาดไปทั่ว ปัญหาครั้งนั้นยังไม่ทันสะสางก็ดันมามีเวฟที่สามขึ้นอีก แม้จะไม่ใช่เพราะวงศ์วานอำนาจ/ผลประโยชน์ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่คนก็ยังมองว่า “กรณีไนท์คลับทองหล่อ” นั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

นอกจากกรณีที่เป็นต้นธารการระบาดแล้ว ยังมีเหตุมาจากบางคนไร้สำนึกไร้วินัย ปิดบังไทม์ไลน์ทำให้แพทย์ต้องถูกกักตัว เสียบุคคลากรที่ต้องสู้รบกับไวรัสเข้าไปอีก บางกรณีตรวจเชื้อแล้วยังไปเถลไถลสังสรรต่อ ทำให้ตำรวจที่ไปจับกุมต้องกักตัวไปอีก 

พวกไม่มีวินัยแบบนี้ทำให้คนร่วมชาติต้องเจ็บป่วยล้มตาย จะละมุนละม่อมด้วยไม่ได้เด็ดขาด 

รัฐบาลจะต้องมองจีนเป็นตัวอย่างในการลงโทษผู้ละเมิดกฎ ในเวลาไล่เลี่ยกับที่เรากำลังกังเวลเรื่องผู้อพยพเมียนมาจะพาไวรัสเข้ามาด้วย จีนซึ่งเจอปัญหาเดียวกับเราและเจอการระบาดที่เมืองชายแดนด้วยซ้ำ สั่งล็อคเมืองรุ่ยลี่ในทันทีและลงดาบปลดพ่อเมืองรุ่ยลี่แบบไม่ต้องโยกเข้ากรุให้เสียเวลา

การลงโทษผู้ละเมิดกฎระเบียบย่อมต้องทำอยู่แล้วและทำกันในทุกประเทศ แต่การใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลเพราะการลงโทษทำเป็นกรณีๆ ๆไป จะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้แบบ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หลายๆ กรณี จะทำเป็นใจดีมีเมตตาไม่ได้ เพราะสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรใช้ “พระคุณ” แต่ต้องใช้ “พระเดช”

อย่างอินเดียนั้นช่วงล็อคดาวน์ครั้งแรกเจ้าหน้าที่ใช้พระเดชอย่างหนักมือ เป็นข่าวทั่วโลกว่าตำรวจใช้ไม้หวดประชาชนที่ละเมิดกฎล็อคดาวน์กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นดูเหมือนว่าอินเดียจะเอาอยู่ จนกระทั่งรัฐบาลอยากจะใช้ “พระคุณ” กับประชาชนด้วยการปล่อยให้ฉลองเทศกาลและทำพิธีทางศาสนา และรัฐบาลยังใช้พระคุณกับตัวเองเพื่อฉวยโอกาสหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่โรคกำลังระบาดขึ้นมาอีก

ผลก็อย่างที่เราเห็น อินเดียกลายเป็นนรกบนดินไปเรียบร้อยแล้ว

อีกอย่างก็คือคนเริ่มกลัวอดตายมากกว่ากลัวติดโรคตาย ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชน “กลัวตาย” ให้ได้ เพราะการไม่กลัวตายคนเดียวอาจทำให้คนอีกนับร้อยนับพันติดโรคตายไปด้วย

ทำไมประชาชนไม่กลัวโควิด-19 มากพอ? เพราะพวกเขาถูกห้อมล้อมด้วยข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งนั่นยังไม่ร้ายเท่ากับความพยายามของคนบางกลุ่มที่ดิสเครดิตทีมแพทย์ ด่าว่าบุคคลากรสาธารณสุขอย่างไร้เหตุผล

ไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการทำให้ทีมแพทย์เสียความชอบธรรมไปโดยผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วยซ้ำ

รัฐบาลจะต้องทำแบบสิงคโปร์และจีนในการลงโทษพวกปล่อยข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด สิงคโปร์นั้นจริงจังกับกฎหมายปราบปรามข่าวปลอมอย่างมากแม้จะถูกชาติตะวันตกโจมตีว่าริดรอนสิทธิมนุษยชน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ K. Shanmugam กล่าวกับ Reuters ว่าจะต้องใช้กฎหมายเล่นงานโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม เพราะมักจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดโดยเห็นแก่ผลกำไรมากว่าหลักการความถูกต้อง

รัฐบาลจะต้องจริงจังกับการกำจัดข่าวลือเรื่องโรคระบาดแบบใช้กำปั้นเหล็กเข้าขยี้แบบเดียวที่จีนเคยทำ ต้องทำให้บริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติยำเกรงกฎหมายของไทยให้ได้ก่อนที่สังคมจะอลหม่านไปกว่านี้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ทำแบบจีนด้วยการปิดปากผู้วิจารณ์ในทางสร้างสรรค์ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วบางคน และบางคนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับการปิดปากเรื่องข่าวจริงเรื่องการระบาดไปอย่างนายแพทย์หลี่เหวินเลี่ยง

และรัฐบาลควรดูตัวอย่างอินเดียที่ขอความร่วมมือกับ Twitter ในการลบทวีตที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องไม่ทำแบบนั้น รัฐบาลจะต้องฟังเสียงวิจารณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลและไม่แทรกแซงโซเชียลมีเดีย “ยกเว้น” ว่ามันกำลังเป็นเป็นที่ปล่อยข่าวปลอมและการวิจารณ์ที่มั่วซั่ว รัฐจึงควรจะแทรกแซง

รัฐบาลจะต้องเรียนรู้จากรัฐบาลพรรค BJP ของอินเดียที่ใช้แพลตฟอร์มตรวจจับข่าวปลอมจริงจัง แต่จะต้องไม่เลียนแบบพวกเขาที่จริงจับกับข่าวปลอมทางการเมือง แทนที่จะเน้นตรวจข่าวปลอมเรื่องโควิด-19 ในช่วงวิกฤตแท้ๆ เพียงเพราะพวกเขาต้องการชนะการเลือกตั้งในช่วงที่เกิดการระบาดที่หนักที่สุดในโลกพอดี

ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดแบบนี้ได้อย่างไร การทำแบบนี้หากเป็นการทำสงคราม “เหมือนกองทัพช่วยกันขุดสนามเพลาะรับมือข้าศึก แต่แล้วประชาชนในประเทศดันกลบสนามเพลาะเสียเอง” ทำให้แนวรบมีช่องโหว่ที่อันตราย

เรื่องนี้เกิดจากการไม่รู้จักแยกแยะของประชาชนบางกลุ่มที่เกลียดชังรัฐบาล เลยพาลเกลียดมันหมดทุกอย่าง ทั้งทีมแพทย์ไปจนถึงบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง คนพวกนี้จะใช้โซเชียลมีเดียในการบ่อนทำลายความพยายามสกัดโรคด้วยข้อมูลที่บิดเบือนและมุ่งทำลายเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่าการวิจารณ์ย่อมทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสัตย์จริงและความจริงใจ เมื่อใดก็ตามที่การวิจารณ์อิงกับความเท็จ เมื่อนั้นกฎหมายควรทำงาน และควรทำอย่างเด็ดขาดด้วยเพราะนี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ห้ามด่ารัฐบาล และควรวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักด้วยซ้ำ แต่ระหว่างการด่ากับการวิจารณ์อย่างมีเหตุมีผล เชื่อว่ารัฐบาลคงจะฟังอย่างหลังมากกว่า การด่าจึงเปล่าประโยชน์ไป

ในส่วนตัวนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่ามีปัญหาด้านการสื่อสาร สุนทรพจน์ต่อประชาชนของนายกรัฐมนตรีหลายครั้งไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการพูดที่เร็วจี๋จนจับใจความไม่ได้ และเนื้อความก็ซ้ำซากกับข้อมูลที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว

หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถพูดให้ประชาชนอุ่นใจได้ ไม่พูดเลยจะดีเสียกว่า หรือควรพูดแต่น้อยๆ ได้ใจความ และลงมือทำให้ให้คนเห็นมากกว่า หรือ “ควรจ้างนักร่างสุนทรพจน์มืออาชีพได้แล้ว” เพราะเกิดหายนะด้านประชาสัมพันธ์ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

หากนายกรัฐมนตรี “คันปาก” อยากจะพูด จะต้องเรียนรู้จากผู้นำมืออาชีพที่รู้จักกล่าวสุนทรพจน์ให้ประชาชนเกิดความหวังไม่ใช่ทำให้เกิดความโกรธเคือง ให้ลองดูสุนทรพจน์ของผู้นำเยอรมนี อังเกลา แมร์เกิล ที่ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกว่าปลุกเร้าให้เกิดแรงใจฮึดสู้ ทั้งๆ ที่ประเทศเยอรมนีในช่วงนั้นพบกับการระบาดที่หนักกว่าไทย แต่ประชาชนไม่ได้แค้นเคืองแมร์เกิลแต่อย่างใด เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาวางใจในตัวผู้นำได้

การมีผู้นำที่สื่อสารอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็เลวร้ายพอๆ กับการมีประชาชนที่เสพติดการแพร่ข้อมูลผิดๆ นั่นเอง

หลังจากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ประเทศไทย (ซึ่งหมายถึงทั้งประชาชนไทยและรัฐบาลไม่เฉพาะรัฐบาลประยุทธ์) ลงมือทำคือ

1. ระบบการสั่งการจะต้องมีความเด็ดขาดกว่านี้ การจะให้การสั่งงานที่ลื่นไหลจะต้องอาศัยรัฐบาลเสียงข้างมากหรือผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่งตอนนี้ไม่มีทั้งสองอย่าง ในอนาคตคนไทยจะต้องตรึกตรองเรื่องนี้ให้ดี

2. ควบคุมข่าวปลอมให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดูจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม อย่าว่าแต่ข่าวปลอมเลย ข่าวจริงก็ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร หากจะกำจัดน้ำเสียน้ำดีต้องมีมากกว่า ผู้รับผิดชอบควรตระหนักเอาไว้

3. กิจการด้านสาธารณสุขต้องการงบประมาณและแรงจูงใจด้านการเงินมากกว่านี้ ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ทีมสาธารณสุขที่กรำศึกครั้งนี้ได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” ถ้วนหน้า และควรโยกงบประมาณจากกระทรวงที่ KPI ต่ำมาให้

6. ประเทศไทยต้องหันมาเป็นมหาอำนาจทางการแพทย์ เราเห็นแล้วว่าเมื่อเราไม่มียา ไม่มีวัคซีน พอเกิดเรื่องฉุกเฉินประเทศอื่นระงับส่งยาหรือดีลวัคซีนไม่ทัน ผลมันเป็นอย่างไร? 

5. การบังคับใช้กฎหมายจะต้องชัดเจน เด็ดขาด มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่ามีการลงโทษผู้ล่วงละเมิดแล้ว หาไม่ประชาชนจะสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมและไม่เชื่อว่ามันจะมีน้ำยา ทำให้ละเมิดไปเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นตอนนี้  

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Varuth Hirunyatheb/Bangkok Post

ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651198

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:20 น.ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปีสมบัติโบราณหน้าตาน่าเอ็นดุขุดพบจากหลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว เริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ไท่หยวน, 23 เม.ย. (ซินหัว) — เร็วๆ นี้ เครื่องประดับทองคำรูปอุ้งเท้าแมว 4 ชิ้น ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ามีอายุราว 2,700 ปี และถูกนำมาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน ได้กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกสังคมออนไลน์ของจีน

ชาวเน็ตจีนจำนวนมากตกหลุมรักในความน่ารักของเครื่องประดับชนิดนี้ที่มีรูปลักษณ์เป็นอุ้งเท้าสัตว์และนิ้ว 4 นิ้วขนาดกระจิ๊ดริด หลังจากที่ได้ชมภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของมันในอินเทอร์เน็ต

หยางจี๋อวิ๋น นักวิจัยจากสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซีและหัวหน้าโครงการขุดค้นกล่าวว่า เครื่องประดับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องประดับที่คล้ายคลึงกัน 5 ชิ้นที่ถูกขุดพบเมื่อปีที่แล้วจากหลุมฝังศพยุคราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในสุสานเป่ยไป๋เอ๋อ อำเภอหยวนชวี มณฑลซานซี

เครื่องประดับเหล่านี้ถูกพบบริเวณเอวของเจ้าของหลุมศพเพศชาย ทำให้บรรดานักโบราณคดีคาดเดาว่ามันจะอาจเป็นเครื่องประดับที่เข็มขัดคาดเอวของเขา

ชาวเน็ตบางคนกล่าวว่าเครื่องประดับชนิดนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง “ความคลั่งไคล้แมวในยุคจีนโบราณ” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยืนยันว่าของประดับจิ๋วเหล่านี้ถูกทำขึ้นโดยมีอุ้งเท้าแมวเป็นต้นแบบ

หยางกล่าวว่าบรรดานักวิจัยกำลังตรวจสอบปริมาณทองคำของเครื่องประดับอยู่ในขณะนี้

อนึ่ง หลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว ซึ่งเริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยจนถึงตอนนี้มีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 500 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหยก และเครื่องสัมฤทธิ์ จากสุสาน 9 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

Bidens broadband plan is bold but economic payoff unclear. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000212

Bidens broadband plan is bold but economic payoff unclear.


President Joe Biden is betting $100 billion he can deliver a lifeline to rural America, and a boost to the economy overall, by making high-speed internet available to all Americans.

Bidens broadband plan is bold but economic payoff unclear.

It seems obvious the plan would help millions, especially in agrarian states where the Democratic party’s support is weakest. Estimating the precise impact, however, is virtually impossible because no one really knows how many Americans lack access to a service that’s considered vital to modern living.

“We have a better map of the Milky Way galaxy than we do of who is un- and under-connected in rural America,” University of Virginia professor Christopher Ali told the Senate Commerce Committee during a March hearing.

The Federal Communications Commission has set out to fix that, forming a task force charged with developing new, more accurate maps of broadband coverage, but the effort may not be complete until next year. In the meantime, broadband advocates are hoping all $100 billion remains in a broad infrastructure package the administration hopes to pass through Congress later this year. Republicans offered $65 billion for broadband in their infrastructure counter-proposal on Thursday.

“As a nation we have to think hard about this,” said Roberto Gallardo, director of Purdue University’s Center for Regional Development. “Are we going to let the coasts pull away and just leave the flyover country behind?”

If lawmakers need an example of how high-speed internet service can help a local community, they might look to little Jackson County in eastern Kentucky. Its population of 13,000 is spread over rugged terrain near the Daniel Boone National Forest.

Peoples Rural Telephone Cooperative, a local nonprofit utility, decided to build an all-fiber network beginning in 2008. About 90% of its $50 million investment was financed through federal loans and grants. Now, lightning-fast service reaches nearly every home and business in the county, a feat that’s garnered national attention.

From 2014, the year the project was completed, through 2019, just before the Covid-19 pandemic hit, unemployment in Jackson County dropped by 5 percentage points, more than in any other county in the state and more than twice the state average, according to data from the state government’s Kentucky Center for Statistics.

It’s hard to determine exactly how much of the improvement stems from the rollout of fiber-optic connections, and Jackson County is still poor, with a median income about half the U.S. average. But Betty Hays, an operations manager at Teleworks USA, an employment clearinghouse serving 23 counties across eastern Kentucky, insists it’s made a big difference.

“It’s been life-changing, life-saving,” she said. “We place people in legitimate, honest-to-God, put-money-in-your-bank-account, remote opportunities.”

The group matches workers to remotely-connected jobs with employers such as Amazon.com Inc. and Hilton Worldwide Holdings Inc. Examples run from tech support and customer service, to handling health insurance queries. Average pay is $13 an hour, with some as high as $20, in an area where most private-sector jobs pay the federal minimum of $7.25.

Those jobs don’t come without a reliable, fast connection. So, Hays said, the people of Jackson County have a distinct advantage. Many in nearby counties who rely on private providers pay more for much slower service, or have no broadband options at all.

A blizzard of academic studies offers evidence that ubiquitous, affordable broadband could deliver significant economic benefits. They point to income growth and lower rates of unemployment in rural areas, higher rural home values and property tax bases, a higher likelihood of new firms locating there, and even higher crop yields.

One of the most comprehensive studies, by economists at Purdue, examined the potential costs and benefits of extending broadband to all of rural Indiana. The authors concluded that revenue from broadband customers wouldn’t cover the system costs, but the total economic return would be as high as $4 for every $1 invested over 25 years.

Yet, economists are blind when asked to estimate the potential overall impact to U.S. economic output of Biden’s broadband plan because they don’t know how many people would gain access if it were implemented.

According to the Federal Communications Commission, fixed terrestrial broadband service was available to 94% of the U.S. population in 2018, and to 78% in rural areas, leaving a total of 20 million Americans unserved.

The reality is much worse. The FCC counts everyone in a census block – an area that may be home to hundreds of people over many square miles – as having broadband access if a single provider serves a single structure in that block, greatly exaggerating the FCC numbers.

“The previous mapping favored the incumbent service providers by allowing them to exaggerate their level of deployment,” said Ali of the University of Virginia.

Biden, in a tweet Saturday, said 35% of rural America lacks access to high-speed internet.

On top of that, many who do receive what’s labeled as broadband are stuck with little or no competition among providers, high prices and service speeds that can’t handle modern demands. And that’s all before the pandemic struck and made it even more crucial for tens of millions of workers and school children to have a robust connection to the outside world.

Broadband advocates and economists also stress that to get the most out of the plan, the Biden administration needs to concentrate on more than just building out access.

The biggest hurdle is affordability, said Brian Whitacre, an economics professor at Oklahoma State University. That’s why Biden’s plan needs more in the way of long-term subsidies for low-income users, he said. Congress in December appropriated $3.2 billion to help subsidize internet access, but the funds are expected to run out within months. A longstanding U.S. subsidy of $9.25 monthly, which has been criticized as inadequate, is set to continue.

“It’s not just the availability that makes a difference,” Whitacre said. “It’s the adoption.”

Published : April 26, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Christopher Condon, Todd Shields