สถาบันการเงินโลกต้องสั่นสะเทือนเพราะศรัทธาของชายคนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649247

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.สถาบันการเงินโลกต้องสั่นสะเทือนเพราะศรัทธาของชายคนนี้Bill Hwang นักลงทุนผู้เคร่งศาสนากำลังทำตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนเพราะเฮดจ์ฟันด์ของเขาผิดนัดจ่ายมาร์จิ้นคอล

1. Bill Hwang เกิดในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 และเติบโตมาในฐานะคริสเตียนที่เคร่งศาสนา พ่อของเขาเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักร ส่วนแม่ของเขาเป็นมิชชันนารีในเม็กซิโก

2. ศรัทธาได้ชี้นำอาชีพให้กับ Hwang นั่นก็คือ “การลงทุน” เขามองว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกร้องให้เขาทำ และพระเจ้าต้องการให้เขาสนับสนุนบริษัทที่มีส่วนช่วยให้มนุษยชาติก้าวหน้า เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ Grace and Mercy Foundation อีกด้วย

“ผมเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังมองหาสิ่งที่จะทำ ผมจะลงทุนเพื่อให้พระเจ้าของเราพอพระทัย … ผมจะไม่เกษียณจนกว่าพระเจ้าจะดึงผมกลับ”

3. Hwang สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส และปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน โดยเริ่มทำงานเป็นเซลล์ที่ Peregrine Securities และ Hyundia Securities

4. จนกระทั่งเขาไปเจอกับลูกค้าคนหนึ่ง “จูเลียน โรเบิร์ตสัน” ที่นำพาเขาเข้าสู่โลกของนักลงทุน และได้เข้าทำงานภายใต้นักลงทุนผู้มากประสบการณ์ที่กองทุนป้องกันความเสี่ยง Tiger Management ของโรเบิร์ตสัน

5. ก่อนที่จะผันตัวมาเปิดธุรกิจกองทุนป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง “Tiger Asia Management” ซึ่งทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของนักลงทุนอันดับต้นๆ ในตระกูล Tiger ของโรเบิร์ตสัน และมีทรัพย์สินในบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 5 พันล้านเหรีญสหรัฐ

6. ในปี 2012 Tiger Asia Management ต้องปิดตัวลงไปหลังจากที่ Hwang รับสารภาพว่ามีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลวงในเพื่อหากำไรจากตลาดหุ้น และภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “Archegos Capital Management” บริษัทจัดการกองทุนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนของตลาดการเงินทั่วโลกในวันนี้

7. Archegos กู้เงินจากธนาคารหลายแห่งไปลงทุน อาทิ ธนาคาร Credit Suisse, Nomura และ Goldman Sachs แต่กลับประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก และโดนเรียกเงินหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) แต่บริษัทผิดนัดชำระจึงถูกบังคับให้ขายหุ้นผ่านธุรกรรม Block Trade มูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มี.ค.)

8. ซึ่งทำให้ธนาคารเจ้าหนี้อย่าง Goldman Sachs เทขายหุ้นล็อตใหญ่ในการซื้อขายแบบ Block Trade มูลค่า 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการเทขายหุ้นล็อตใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมากในตลาดการเงิน

9. นอกจากนี้ยังส่งผลให้หุ้นของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งร่วงลงไปด้วยไม่ว่าจะเป็น ViacomCBS -50%, Discovery -45%, Tencent Music Entertainment -33%, Vipshop -31% และ Baidu -18%

10. ขณะที่ธนาคารระดับโลกอย่าง Credit Suisse และ Nomura ก็อาจเผชิญกับการขาดทุนมูลค่ามหาศาลเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่า Credit Suisse จะขาดทุนกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากำไรทั้งหมดที่ได้รับในปีที่ผ่านมาเสียอีก ขณะที่หุ้นลดลง 14% และ Nomura หุ้นดิ่งลง 16.3% และมีแนวโน้มขาดทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพโดย The Grace and Mercy

3 กองทัพชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้ทหารช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649256

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 18:35 น.3 กองทัพชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้ทหารช่วยประชาชนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมาประกาศผนึกกำลังสู้รัฐบาลทหารหากยังไม่ยุติความรุนแรง

เว็บไซต์ข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่ากองทัพยะไข่ (Arakan Army), กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ประกาศว่าจะร่วมมือกันผนึกกำลังกับทุกชาติพันธุ์เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมาหากรัฐบาลยังคงสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยมซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 510 คน

Khaing Thukha จากกองทัพยะไข่กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มชาติพันธุ์จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องพลเรือนที่ถูกกดขี่จากระบอบทหาร เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกกดขี่”

“พวกเขาปฏิบัติต่อพลเรือนอย่างโหดเหี้ยม พลเรือนผู้บริสุทธิ์ถูกทหารยิงและสังหารอย่างโหดเหี้ยมทุกวัน การจับกุมโดยพลการและการปล้นทรัพย์สินของผู้คนกำลังเพิ่มสูงขึ้น เราขอประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของทหารและตำรวจเมียนมา”

พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำรัฐประหารเข้าร่วมการเจรจาเพื่อแก้วิกฤตด้วยวิธีทางการเมืองเนื่องจากประชาชนทั่วประเทศเรียกร้องให้ยุติการปกครองโดยทหาร ปล่อยตัวนักการเมืองและประชาชนทุกคนที่ถูกจับกุมตัว และยอมรับผลการเลือกตั้งในปี 2020

นอกจากนี้ AA, TNLA และ MNDAA เตือนกองทัพเมียนมาว่าจะร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อื่นๆ และผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเพื่อปกป้องตนเองจากการปราบปรามที่โหดเหี้ยมของรัฐบาลหากความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA) เป็นองค์กรกบฏของชาวพุทธยะไข่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 เคยต่อสู้ร่วมกับกองทัพคะฉิ่นในความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น และมีกำลังพลถึงประมาณ 7,000 คน

กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) หรือพรรคประชาธิปไตยโกก้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1989 โดยผู้นำในท้องถิ่นของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าแยกตัวออกมาจากพรรคและจัดตั้งกองทัพนี้ขึ้น ซึ่งมีกำลังพลราว 1,500 ถึง 2,000 คน

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) เป็นกองกำลังติดอาวุธของแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1992 มีกำลังพลราว 1,500 ถึง 3,500 คน

ภาพ : กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงเมื่อปี 2015 โดย AFP PHOTO/KC Ortiz

Xiaomi ลงทุนหมื่นล้าน ลุยสร้างรถยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649246

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 17:11 น.Xiaomi ลงทุนหมื่นล้าน ลุยสร้างรถยนต์ไฟฟ้าบริษัทเทคจีนอีกรายที่กระโจนเข้าสู่โลกยานยนต์ เพราะคาดว่าในอนาคตรถยนต์จะ “สมาร์ท” มากขึ้น

เสียวหมี่ (Xiaomi Corp.) วางแผนที่จะลงทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาอีก 10 ปีต่อจากนี้เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นับเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทจากการทำอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็กๆ ไปสู่ยานยนต์ขนาดใหญ่เพื่อเข้าสู่ตลาด EV ที่เฟื่องฟูของจีน

เหลยจวิน (Lei Jun) มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจะเป็นผู้นำแผนกใหม่ซึ่งจะมีอิสระในการจัดการตัวเอง โดยจะลงทุนเริ่มต้น 10,000 ล้านหยวน (1,500 ล้านดอลลาร์) ในการผลิตรถยนต์อัจฉริยะ

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนเข้าร่วมเกาะกระแสกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ Apple Inc. ไปจนถึง Huawei Technologies Co. ในการกำหนดเป้าหมายไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคาดว่ารถยนต์ในอนาคตจะใช้ระบบอัตโนมัติและเชื่อมต่อกันมากขึ้น

Xiaomi อาจจะลงทุนทั้งหมด 100,000 ล้านหยวนในโครงการ EV ในช่วง 3 ปีข้างหน้ารวมถึงการจัดหาเงินทุนภายนอกโดยบริษัทจะมีส่วนร่วมประมาณ 60% ของจำนวนเงินที่คาดการณ์ไว้และวางแผนที่จะระดมทุนส่วนที่เหลือ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานพิเศษว่า Xiaomi กำลังเจรจาเป็นพันธมิตรกับ Great Wall Motor Co ผู้ผลิตรถยนต์จีนเพื่อขอความช่วยเหลือในการผลิต EV ซึ่ง Xiaomi ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานนี้ ในขณะที่ Great Wall กล่าวว่าไม่ได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าวกับ Xiaomi

นอกจาก Xiaomi ที่ลงมาจับธุรกิจนี้แล้ว ในเดือนมกราคมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาของจีน Baidu Inc ประกาศว่าจะพัฒนาหน่วยลงทุน EV ผ่านความร่วมมือกับ Geely Automobile Holdings Ltd ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ Huawei Technologies Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนของจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ Changan Automobile ผู้ผลิตรถยนต์ของรัฐและบริษัทอื่นๆ เพื่อผลิต EV

Photo by GREG BAKER / AFP

ชาวเมียนมาคว่ำบาตรหวยเผด็จการ สลากขายไม่ออกหลายล้านใบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649231

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 15:11 น.ชาวเมียนมาคว่ำบาตรหวยเผด็จการ สลากขายไม่ออกหลายล้านใบประชาธิปไตยมาก่อน! ผู้คร่ำหวอดในวงการเผยว่าการคว่ำบาตรรุนแรงมากจนอาจทำให้การเล่นหวยในเมียนมาต้องจบสิ้นลงเลยทีเดียว

สำนักข่าว Frontier Myanmar ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของเมียนมารายงานว่า ชาวเมียนมาพาหันคว่ำบาตรไม่ซื้อไม่เล่นลอตเตอรี่ของรัฐหลังจากที่กองทัพทำการยึดอำนาจ การคว่ำบาตรรุนแรงมากจนรัฐบาลกองทัพต้องเลื่อนการประกาศผลรางวัลถึง 2 ครั้งและทำให้มีหวยที่ไม่มีคนซื้อเหลือหลายล้านใบ

ตามปกติแล้วหวยรัฐบาลหรือ “ออง บา เล” (Aung Bar Lay) ทำรายได้ให้กับรัฐบาลหลายล้านเหรียญสหรัฐ และมีหวยขายได้ถึง 40 ล้านกว่าใบในแต่ละเดือน แต่ตอนนี้ประชาชนร่วมใจกันไม่ซื้อทำให้มีหวยเหลือเป็นล้านใบ

นอกจากนี้ ผู้ขายหวยรายใหญ่รายหนึ่งขายหวยไม่ออกจนธุรกิจย่ำแย่มากในเดือนกุมภาพันธ์จนต้องปิดกิจการบางส่วนและส่งพนักงานกลับบ้านไป และเขายังเผชิญแรงกดดันจากปรชาชนให้เลิกขายหวยรัฐอีกด้วย

ผู้ขายรัฐรายหนึ่งเผยกับ Frontier Myanmar ว่าไม่เคยคาดคิดว่าประชาชนจะเป็นหน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแบนหวยรัฐบาลถึงขนาดนี้ และจากการคาดการณ์ของคนในวงการหวยของเมียนมาเชื่อว่ดการคว่ำบาตรของประชาชานอาจทำให้การเล่นหวยในเมียนมาถึงจุดจบเลยทีเดียว

ทั้งนี้ “ออง บา เล” หรือที่แปลว่า “คุณอาจจะชนะ” (หรือถูกหวย) ลอตเตอรี่รายเดือนดำเนินการโดยกรมสลากกินแบ่งของกระทรวงการคลัง สลากกินแบ่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์เดียวกับที่พิมพ์ธนบัตรเงินจ๊าตพม่าและหนังสือเดินทางของรัฐบาลเมียนมา

จากตัวเลขเมื่อปี 2015 รายได้จากการขายลอตเตอรี่สร้างรายได้ให้กับรัฐบาลพม่า 28.8 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีและมีการขายสลากกินแบ่งกว่า 30 ล้านใบต่อเดือนสำหรับการจับฉลากรายเดือน แต่จากข้อมูลล่าสุดปี 2021 โดย Frontier Myanmar พบว่ามียอดขายถึง 40 ล้านใบต่อเดือน

นอกจาหวยบนดินของรัฐแล้ว ยังมีหวยใต้ดินของชาวบ้านด้วย ทุกที่ในประเทศนี้จะพบเห็นแผงจำหน่ายสลากเสี่ยงโชคละลานตาไปหมด ตั้งแต่ริมถนนจนถึงในวัด โดยชาวพม่าเรียกหวยว่า “ถี่” แต่ถ้าหวยใต้ดินจะเรียกว่า “แช” เล่นกัน 2 งวดตามสลากไทย วัดดวงกันที่ 3 ตัวหลัง จึงเรียกว่า “โตงโลงแช” หรือหวย 3 ตัวนั่นเอง

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

‘Satan Shoes’ รองเท้าซาตานกับเลือดจริงๆ ที่ทำให้ Nike ต้องฟ้องร้อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649216

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 13:02 น.'Satan Shoes' รองเท้าซาตานกับเลือดจริงๆ ที่ทำให้ Nike ต้องฟ้องร้อง Nike ฟ้องร้อง MSCHF หลังนำ Air Max 97 ดัดแปลงผสมเลือดมนุษย์พร้อมตั้งชื่อ “รองเท้าซาตาน”

หลังจากที่บริษัท MSCHF Product Shoes เปิดตัวรองเท้าสุดแปลก “Satan Shoes” (รองเท้าซาตาน) ที่มีการนำรองเท้ารุ่น Air Max 97 จาก Nike มาออกแบบใหม่และใส่ “เลือดมนุษย์” เข้าไปในนั้นด้วยโดยได้รับความร่วมมือจากแร็ปเปอร์ Lil Nas X

โดยทางผู้ผลิตเผยว่ามีการนำเลือดผสมกับหมึกสีแดงใส่ไว้บริเวณพื้นรองเท้าพร้อมพิมพ์ข้อความว่า “LUKE 10:18” ซึ่งเป็นการอ้างถึงพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า “ฉันเห็นซาตานตกลงมาเหมือนสายฟ้าจากสวรรค์”

เมื่อเรื่องนี้ถึงหู Nike ทางบริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมฟ้องร้อง MSCHF จากการละเมิดการใช้เครื่องหมายการค้าและทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน ตลอดจนทำให้แบรนด์เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยต้องการให้ระงับการจำหน่ายรองเท้าดังกล่าวทันที

หลังจากที่ได้วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ด้วยราคาคู่ละ 1,018 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 31,000 บาท โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 666 คู่เท่านั้นและขายหมดภายในไม่ถึงนาที

Nike ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าทางบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ Lil Nas X หรือ MSCHF ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบหรือวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นนี้ และรองเท้าดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท

ภายหลัง Lil Nas X ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าวโดยโพสต์วิดีโอบนยูทูบที่มีชื่อว่า “Lil Nas X Apologizes for Satan Shoe” (Lil Nas X ขออภัยสำหรับรองเท้าซาตาน)

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงเป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนออกมาแสดงความเห็นต่อรองเท้าดังกล่าว อาทิ Stephen J. Hoch ศาสตราจารย์ด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียกล่าวว่า “MSCHF ฉลาดที่ผลิตออกมาเพียง 666 คู่จะได้ไม่ต้องประสบปัญหาสินค้าค้างสต็อก และการตั้งราคาช่างไร้สาระ”

Barbara E. Kahn ศาสตราจารย์ด้านการตลาดอีกคนหนึ่งระบุว่า “รองเท้าซาตานไม่น่าจะได้ราคาดังกล่าวในตลาดขายต่อ แต่เลือดและองค์ประกอบอื่นๆก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่เหมือนใครแต่มันก็ดึงดูดผู้บริโภคได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น”

ภาพโดย satan.shoes

หวั่นเกิดสงครามกลางเมืองเมียนมาหลังทหารเปิดฉากปะทะ KNU #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649206

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 11:29 น.หวั่นเกิดสงครามกลางเมืองเมียนมาหลังทหารเปิดฉากปะทะ KNUในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเมียนมาทะลุ 500 คนทำให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่ายว่าสถานการณ์อาจลุกลามจนเกิดสงครามกลางเมืองในเมียนมา

บลูมเบิร์กรายงานว่า ลี มอร์เกนเบสเซอร์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Griffith ของออสเตรเลียซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าประชาชนจำนวนมากจะลุกฮือและจะเกิดสงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างรัฐเนื่องจากมีกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลเมียนมา ทั้งยังมีแนวโน้มว่าวิกฤตจะลุกลามข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ”

ขณะที่นานาประเทศทั้งจากอเมริกาเหนือ, ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก ร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่เมียนมาต่อประชาชนที่ไม่มีอาวุธ

รวมถึงจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติสถานการณ์ความรุนแรงที่กำลังบานปลายแต่ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับโอกาสในการเกิดสงครามกลางเมือง

ทั้งนี้ มีรายงานว่ากองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาเปิดฉากปะทะกับกองทัพเมียนมามาแล้วหลายครั้ง อาทิ กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และกองกำลังติดอาวุธในรัฐคะฉิ่น

โดยเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมาสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เผยว่าชาวกะเหรี่ยงกว่า 10,000 คนต้องหลบหนีจากพื้นที่หลังกองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดลงฐานที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธ KNU ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน

นอกจากนี้คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพเมียนมา (CRPH) ได้เห็นพ้องร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์และกำลังทำงานร่วมกันเพื่อร่างรัฐธรรมนูญและจัดตั้ง “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” ในเดือนเมษายน

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยต้องรับมือผู้อพยพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649169

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 21:00 น.ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยต้องรับมือผู้อพยพเมียนมาสิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ผู้อพยพที่เดินเข้าประเทศไม่ยากเย็นนักเหมือนในยุโรป แต่ยังมีสงครามกับชนกลุ่มน้อย และการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในช่วงทศวรรษที่ 80 – 90 ด้วยความที่ประเทศไทย “สงบที่สุด” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่แวดล้อมอยู่ ทำให้ไทยต้องอ้าแขนรับผู้อพยพจากเมียนมา กัมพูชา และลาวเป็นจำนวนมาก เราต้องรับรองผู้อพยะพขจากกัมพูชามากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ 70 – 80 และต้องดูแลผู้อพยพจากเมียนมามากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ 80 – 90

ตามชายแดนไทย-เมียนมามีค่ายผู้อพยพนับพันแห่ง ปัจจุบันก็ยังมีผู้อพยพในหลักเกือบแสน (ประมาณ 9 หมื่นกว่าๆ)

ในตอนนี้ความกังวลเรื่องผู้อพยพจากเมียนมาจะทะลักเข้าไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทัพเมียนมาใช้กำลังปราบปรามประชนหนักมือมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประชาชนเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ที่ปล้นชิงอำนาจประชาชนไป

กระแสผูอพยพระลอกแรกก็เกิดขึ้นในที่สุดเมื่อกองทัพเมียนมาหรือตะมะดอโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union) หรือ KNU ไม่ไกลจากชายแดนไทยด้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ทำให้มีผู้อพยพเข้ามาฝั่งไทยประมาณ 300 คน รวมผูอพยพก่อนหน้านั้นด้วยมีเข้ามาในไทยแล้ว 1,900 คน แต่สำนักข่าว Tachileik News Agency ระบุว่ามีถึง 10,000 หนีการสู้รบมาใกล้ๆ ชายแดน/ไทย

โปรดสังเกตว่าผู้อพยพกลุ่มนี้เป็นประชาชนที่อาศัยที่ชายแดนซึ่งอนุมานได้ว่าเป็นชาวกะเหรี่ยง ซึ่งคล้ายกับคลื่นอพยพเมื่อกว่า 20 ปีก่อนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง และอพยพเข้ามาเพราะการโจมตีของกองทัพเมียนมาต่อฐานที่มั่นของกะเหรี่ยงแถบชายแดนไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งกังวล อาจเป็นเพราะคนไทยเหล่านั้นไม่ได้ทราบว่ารัฐบาลไทยสมัยต่างๆ ก็ต้องเตรียมรับผู้อพยพจากเมียนมาอยู่ตลอดอยู่แล้ว เพราะความขัดแย้งในเมียนมาไม่เคยจบสิ้นลงเลย ดังนั้นชายแดนของเราจึงเต็มไปด้วยค่ายผู้อพยพ และพร้อมที่จะรองรับการทะลักเข้ามาได้

ประเด็นชวนคิดก็คือ ผู้ที่อพยพเข้ามาระลอกนี้จะแค่มาลี้ภัยเท่านั้นหรือเปล่า?

Photo by Handout / various sources / AFP

“รับเข้ามาแต่สถานะไม่เต็มร้อย”

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์นองเลือด 8888 ปี 1988 ซึ่งประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐบาลทหารและทหารก็ปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอาจจะถึงนับหมื่นคน แต่ผู้อพยพเข้ามาในไทยมีจำนวนไม่มากนัก ระลอกแรกนักศึกษา/ประชาชนเมียนมาหนีเข้าไปร่วมกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยก่อนเพื่อลี้ภัยและร่วมฝึกการรบเพื่อจะเอาคืนทหาร แต่ก็ยังไม่หนีเข้ามาในจำนวนมาก

จากรายงานของ Human Right Watch ระบุว่า หลังการลุกฮือปี 8888 ผู้ลุกฮือการเมืองประมาณ 8,000 ถึง 10,000 คนขอลี้ภัยในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชนชาติพม่า ส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม หลายคนเป็นนักศึกษา ทางการไทยและข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “นักศึกษา”

ทางการไทยมีพันธะด้านมุนษยธรรมที่จะต้องช่วยนักศึกษาเหล่านี้ แต่นโยบายของรัฐบาลไทยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเพราะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ แต่ยังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในรัฐบาลเดียวกัน และรัฐบาลไทยยังไม่ยอมรับนักศึกษาเหล่านี้ว่ามีสถานะเป็น “ผู้ลี้ภัย” แต่อนุญาตให้ UNHCR ช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้

สาเหตุหนึ่งก็เพราะไทยไม่ได้เข้าร่วมในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย (ปี 1951) ผู้ที่หลบหนีเข้าไทยจะถูกปฏิบัติเป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมายเอาไว้ก่อน และยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยส่งตัวผู้อพยพคืนต้นทาง (refoulement) ได้โดยไม่เป็นการะเมิดข้อตกลงใดๆ แต่ไทยมักจะถูกโจมตีว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยเหตุผลนี้

การที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมอนุสัญญาผู้ลี้ภัยทำให้ไทยมีทางเลือกมากมายที่จะปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย เราจึงเห็นนโยบายของไทยเดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวก็รับคำชมจากต่างชาติเดี๋ยวก็ถูกประณาม เช่น จากรายงานของ Human Right Watch ตอนแรกทางการไทยเรียกนักศึกษาที่หนีเข้ามาว่า “ผู้ลี้ภัยสงคราม” แต่ต่อมากลับเรียกว่า “คนพลัดถิ่นชั่วคราว” ในบางกรณีลดสถานะจาก “ผู้พลัดถิ่น” ไปเป็น “ต่าวด้าวผิดกฎหมาย” ด้วยซ้ำ และยังส่งตัวผู้อพยพกลับไปให้ทหารเมียนมาหรือ SLORC ด้วยซ้ำในบางครั้ง

เราอาจวิเคราะห์ได้ว่าท่าทีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของไทยอาจเป็นเพราะกังวลเรื่องความมั่นคง เช่น การเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาเมียนมาและเรื่องที่อาจมีสายลับทหารเมียนมาแฝงตัวเข้ามา และอาจทำให้ไทยต้องพัวพันกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนเหมือนลิงแก้แห

อย่าว่าแต่ท่าทีของไทยเลย แม้แต่ท่าทีของสหรัฐเองบางครั้งก็สนับสนุน เช่นการที่ “นักศึกษา” กลุ่มนี้ร่วมกันก่อตั้ง “แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า” (ABSDF) กองกำลังติดอาวุธตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อสู้รบร่วมกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่น KNU ของกะเหรี่ยง กลุ่มนี้มีเจตนารมณ์เพื่อต่อต้านกองทัพเมียนมา แต่แล้วรัฐบาลสหรัฐกลับไปขึ้นทะเบียน ABSDF ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ก็รับสมาชิกของกลุ่มนี้เป็นผู้ลี้ภัยเข้าในประเทศตนด้วย

ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย มีความโน้มเอียงไปทางเห็นใจกลุ่มต่อต้านเผด็จการทหาร แม้ว่ารัฐบาลนั้นจะใช้นโยบายแนวกันชนโดยใช้ชนกลุ่มน้อยเป็นแนวกันกองทัพเมียนมาและส่งออกทางการเมืองว่าสนับสนุนขบวนการต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมาชัดเจน แต่ในสมัยรัฐบาลชวนก็ยังมีการผลักดันผู้อพยพออกไปและถูกตำหนิจากประชาคมโลกด้วย ทำให้ไทยได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหินจากกรณีเมียนมา

ยังไม่นับกรณีความวุ่นวายที่ชนกลุ่มน้อยเข้ามาก่อการในแผ่นดินไทยคือ เหตุการณ์ก๊อด’ส อาร์มี่บุกยึดสถานทูตพม่า (พ.ศ. 2542) และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี (พ.ศ. 2543) โดยกรณีแรกนั้นทางการไทยอ่อนข้อให้ผู้ก่อเหตุจนทหารเมียนมาไม่พอใจอย่างมาก ส่วนกรณีหลังทางการไทยใช้วิธีเด็ดขาดด้วยการสังหารผู้ก่อเหตุทั้งหมด ทหารเมียนมาจึงค่อนข้างพอใจ

เหตุการณ์ก๊อด’ส อาร์มี่บุกยึดสถานทูตพม่านั้นทางกลุ่มเรียกร้องให้มีการเปิดการเจรจาระหว่างสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กับรัฐบาลพม่าและให้มีการประชุมรัฐสภาตามผลการเลือกตั้งในปี 1990 เรื่องนี้สะท้อนว่าความขัดแย้งของเพื่อนบ้านสะเทือนถึงใจกลางของประเทศไทยอย่างไร

ย้อนกลับไปที่กรณีของ ABSDF ที่เป็นกองกำลังนักศึกษาแต่ถูกขึ้นทะเบียนโดยสหรัฐว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่สื่ของทหารเมียนมาประโคมว่ากลุ่มนี้มักก่อเหตุสังหารหมู่พลเรือน แต่นักการทูตบางคนเชื่อว่าคนที่ลงมือไม่น่าจะเป็นกองกำลังนักศึกษา แต่เป็นทหารเมียนมาที่ลงมือเเองแล้วป้ายสีให้กลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้าย

ถ้าเกิดว่าตอนนี้ผู้ลี้ภัยเมียนมาเข้าแถบชายแดนไทยแล้วตั้งกลุ่มแบบ ABSDF ประเทศไทยคงวุ่นวายไม่น้อย

Photo by Handout / various sources / AFP

“ผู้อพยพกลุ่มใหญ่คือใคร”

พวก “นักศึกษา” ส่วนใหญ่เป็นชนชาติพม่าและมีจำนวนไม่มากนัก หากมีเส้นสายหรือความสามารถมากพอก็อาจเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้ ในสายตาของรัฐบาลไทยกลุ่มนี้เพียงแต่สร้างความรำคาญเป็นระยะด้วยการใช้พื้นที่ของประเทศไทยทำกิจกรรมทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของพวกเขา

ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นอยู่ตามชายแดนมากกว่า

การอพยพเข้าไทยเป็นจำนวนมากเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 90 เมื่อกะเหรี่ยงแตกคอกันเอง เมื่อ KNU แตกออกมาเป็น “กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ” DKBA และรบกันเองโดยที่ฝ่าย DKBA สวามิภักดิ์กับกองทัพเมียนมาหรือในขณะนั้นคือ SLORC

การรบกันทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากหนีเข้ามาฝั่งไทย นี่คือมูลเหตุของจำนวนผู้อพยพนับแสนในเวลานั้น เท่านั้นยังไม่พอ DKBA กับ SLORC ยังดอดเข้ามาโจมตีค่ายผู้อพยพในไทยอยู่เนืองๆ เพราะคิดว่าค่ายผู้อพยพในไทยคือฐานกบดานของพวก KNU

การโจมตีครั้งใหญ่ๆ เกิดขึ้นในปี 1998 รายงานจาก ระบุว่าในปีนั้นมีผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงถึง 12,500 คน แต่เมื่อถึงไทยแล้ว ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะนอกจากพวก DKBA กับ SLORC จะข้ามมาก่อกวนฝั่งไทยแล้ว ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยอย่างไม่มีมนุษย์ธรรม

จากข้อมูลของ Karen Human Rights Group ระบุว่า “กองทัพไทยยังมีส่วนร่วมในการโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่เกือบทุกครั้ง โดยปกติการสมรู้ร่วมคิด (กับการโจมตีโดยกองทัพเมียนมา) นี้เกิดขึ้นในรูปแบบของการถอนตัวออกจากค่ายหลายชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะถูกโจมตีและในบางกรณี (เช่นค่าย Baw Noh ในปี 1995) จงใจปลดอาวุธกองกำลังรักษาความปลอดภัยของค่ายกะเหรี่ยงก่อนการโจมตีจะเกิดขึ้น มีเพียงผู้ลี้ภัยเท่านั้นที่พยายามปกป้องค่ายของพวกเขา และอาวุธของกองกำลังรักษาความปลอดภัยของพวกเขามักไม่มีอะไรมากไปกว่าหนังสติ๊ก”

จากรายงานชิ้นนี้มีจุดน่าสนใจว่าข้ออ้างเรื่องกองทัพไทยเข้าไปปลดอาวุธ “กองกำลังรักษาความปลอดภัยของค่าย” อาจทำให้คิดได้ว่ากองทัพไทยไม่พอใจที่มีกองกำลังติดอาวุธในค่ายหรือไม่ แต่นี่เป็นการประเมินที่มองโลกในแง่ดีมากๆ และอาจจะไม่ใช่เหตุผลดังกล่าวเลยหากพิจารณาตามรายงานชิ้นนี้ที่ขยายความเพิ่มเติมว่า

“ในการโจมตีห้วยกะโหลกในปีนี้ (1998) ผู้ลี้ภัยบางคนอ้างว่ากองทัพไทยช่วยขนย้ายผู้โจมตีไปที่ค่ายด้วยและพวกเขาได้นำ ผู้โจมตีบางส่วนกลับมาที่ค่าย 3 วันหลังจากนั้นเพื่อตรวจสอบผล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตามพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อป้องกันการโจมตี”

ทั้งนี้ นี่เป็นรายงานแต่ฝ่ายเดียวของ Karen Human Rights Group จากการสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยในค่ายต่างๆ ที่ชายแดนไทย

และแม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ขอย้ำว่านี่เป็นเหตุการณ์เมื่อทศวรรษที่ 90 ที่สื่อประชาชนยังไม่แพร่หลายและพื้นที่นั้นยังห่างไกลมาก การที่ไทยต้องรับผู้อพยพอยู่เนืองๆ ทำให้ไทยเตรียมพร้อมมากขึ้น การปฏิบัติอะไรที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ “อาจจะ” น้อยลงไปด้วย

Photo by Handout / Free Burma Rangers / AFP

เรื่องความกังวลว่าจะมีผู้อพยพกลุ่มใหญ่เข้ามาในไทยนั้น หากดูจากความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่ใกล้ไม่ไกล ระหว่างปี 2010 – 2012 ซึ่งกองทัพเมียนมารบกับกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ คือ DKBA-5 และ KNLA ปรากฎว่ามีผู้อพยพเข้าไทยถึง 15,000 คน ในวันที่มีการชิงเมืองเมียวดีกันในวันที่ 8–9 พฤศจิกายน 2010 แต่หลังจากที่ตะมะดอยึดเมียวดีกลับคืนได้ กองทัพไทยก็ผลักดันผู้อพยพข้ามฝั่งกลับไปโดยไม่รีรอ แต่หลังจากนั้นการสู้รบยังคงมีอยู่พร้อมด้วยอาวุธลูกหลงตกมาฝั่งไทยหลายลูก

นี่คือตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราต้องรับผู้คนด้วยและต้องรับลูกหลงด้วย ซึ่งการรับลูกหลงของฝั่งไทยนั้นก็มีลวดลายต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัย

ในขณะที่มีรายงานว่ากองทัพไทยดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจกับการนำกองทัพเมียนมาหรือกองกำลังในเครือเข้ามาจัดการกับผู้อพยพ แต่ความสัมพันธ์ของกองทัพไทยกับเมียนก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีการกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง แต่มักจะเคลียร์กันได้เพราะกองทัพ (และรัฐบาล) ทั้งคู่มีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกันเอาไว้

การโจมตีฐานทัพของ KNU ครั้งล่าสุดก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมกองทัพพม่าจึงสามารถส่งเครื่องบินโจมตีภาคพื้นดินประชิดชายแดนไทยได้? เป็นไปได้หรือไม่ที่กองทัพไทย (หรือรัฐบาลไทย) จะโอเคกับการปล่อยให้กองทัพเมียนมาทำแบบนี้ อย่างที่กล่าวไปว่ากองทัพ/รัฐบาลไทย ประเดี๋ยวก็ดีกับทหารเมียนมา ประเดี๋ยวก็พิพาทกัน หลายครั้งเกือบจะเป็นสงครามระหว่างกันด้วยซ้ำ

แต่มันมักมีตัวเชื่อมประสานให้คบหากันได้อีกครั้ง เช่น เมื่อปี 2545 กองทัพเมียนมารบกับชนกลุ่มน้อยที่ชายแดนภาคเหนือ (รบกับกองทัพรัฐชานใต้ หรือ SSA-S) มีระเบิดตกข้ามมาที่ฝั่งไทย พล.ท.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ แม่ทัพภาค 3 ในเวลานั้นสั่งยิงตอบโต้ และในคราวนั้นไทยยังส่งเครื่องบินรบไปโฉบขู่ด้วย

นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งค่อนข้างมีสัมพันธ์ที่ดีกับทหารเมียนมา) ไม่พอใจกองทัพถึงกับมีปฏิกิริยาด้วยการโพล่งอมตะวาจาว่า “อย่าโอเวอร์รีแอ๊ค” หลังจากนั้นทักษิณก็ทำการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกองทัพและบินไปย่างกุ้งด้วยตนเองเพื่อคุยเรื่องการลงทุน ผลก็คือไทยกลายเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเมียนมา

แต่กรณี “อย่าโอเวอร์รีแอ๊ค” เป็นมากกว่าการกระทบกระทั่งระหว่างกองทัพไทย-เมียนมา มันนำไปสู่ไคลแม็กซ์ทางการเมืองในไทยในเวลาต่อมาซึ่งเราจะไม่เอ่ยถึงในที่นี้เพราะเกินขอบเขตของบทความ

สิ่งที่ต้องจับตาคือรัฐบาลนี้และกองทัพยุคนี้จะแสดงอาการ “อย่าโอเวอร์รีแอ๊ค” กับกองทัพเมียนมาหรือไม่ถ้าอีกฝ่ายเกิดล้ำเข้ามาจริงๆ

Photo by Handout / various sources / AFP

“ไทยแก้ปัญหานี้แบบไทยๆ”

เนื่องจากไทยไม่ได้เขาร่วมในอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ไทยจึงมักถูกวิจารณ์อยู่เนืองๆ เรื่องการรับมือผู้อพยพอย่างไม่ค่อยจะเป็นสากลนัก (หมายความว่าไม่ตรงใจกับนักสิทธิมนุษยชนตะวันตก) แต่ไทยก็มีปัญหาของไทยเอง และการช่วยเหลือผู้อพยพจะให้ไทยแบกรับแต่ผู้เดียวไม่ได้ นานาประเทศก็ทราบเรื่องนี้ดี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1998 ตอนที่มีการโจมตีชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง รัฐสภาสหราชอาณาจักรได้มีการอภิปรายเรื่องนี้ เช่น ความเห็นของเชอร์ลีย์ วิลเลียม (Baroness Williams of Crosby) นักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมในสภาขุนนางกล่าวว่า “ประเทศไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ซึ่งหลายคนกล่าวว่าเป็นคนที่มีเหตุผลเหมาะสมและมีใจกว้าง แต่เขาต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศใดๆ ต้องเผชิญ … ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากตะวันตกเป็นอย่างมาก”

คำกล่าวของบารอนเนสวิลเลียมแสดงถึงความเข้าอกเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยในเวลานั้นจริงๆ รัฐบาลชวน หลีกภัย ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจหลังวิกฤตการเงินเอเชียด้วยและรัฐบาลชวนเองก็มีท่าทีช่วยเหลือประชาชนเมียนมาด้วย ดังนั้นโลกตะวันตกควรจะช่วยแบ่งเบาภาระของประเทศไทย

สถานการณ์เมื่อปี 1998 ไม่เหมือนแต่คล้ายกับปี 2021 เมียนมากำลังจะมีผู้อพยพเป็นจำนวนมากหนีเข้ามา และเศรษฐกิจไทยก็ไม่สู้ดีนัก จะเป็นการดีหากประเทศตะวันตกที่ห่วงใยเมียนมาควรจะแบ่งความสนใจเรื่องการคว่ำบาตรทหารเมียนมามาช่วยประชาชนผู้อพยพในไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของบารอนเนสวิลเลียมยังสะท้อนถึงวิธีการที่ชาติตะวันตกจะเข้ามาช่วยผู้อพยพเมียนมาผ่านทางไทย ผู้อภิปรายชี้ว่า

“ในสถานการณ์เช่นนี้ ดิฉันไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องไม่สมเหตุผลที่จะแจ้งให้ประเทศไทยทราบถึงความกังวลของเราเกี่ยวกับความจริงที่ว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติไม่ได้อยู่ในค่ายตามแนวชายแดน การจะแสร้งว่าเราไม่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย ไม่มีการเข้าถึง หรือไม่มีเสียงที่นั่น เรื่องนี้ไม่ใช่จะแสร้งกันง่ายๆ เรามีทั้งหมดนั่น ขอย้ำว่าคนไทยสมควรได้รับเครดิตในระดับหนึ่งแม้ว่าจะไม่ค่อยน่าพอใจนัก แต่พวกเขาก็ยอมรับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาหลายพันคน ดิฉันขอให้ท่านนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรหากผู้ลี้ภัยผิดกฎหมาย 116,000 คนมาตั้งค่ายตามชายฝั่งเคนทิชละเราจะพูดกันยังไงเกี่ยวกับเรื่องแบบนั้น ดิฉันสงสัยว่าเราจะส่งพวกเขากลับไปฝรั่งเศสหรือที่ไหนก็ตามที่พวกเขาเดินทางมาภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง 48 ชั่วโมง ดังนั้นเราจึงไม่สามารถตำหนิคนไทยได้”

Photo by Handout / various sources / AFP

บารอนเนสวิลเลียมพยายามโน้มน้าวให้สภาเข้าใจว่าควรจะใช้อิทธิพลของอังกฤษในเรื่องที่ให้ทางการไทยอนุญาตให้ UNHCR ไปทำงานที่ชายแดน และกล่าวว่า “ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถใช้จุดยืนดังกล่าวเพื่อขอร้องไม่ให้ประเทศไทยย้ายผู้ลี้ภัยออกไป และเพื่อระบุว่าเราจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินหากประเทศไทยตัดสินใจเช่นนั้น”

นี่คือท่าทีของชาติตะวันตกในทศวรรษที่ 90 ซึ่งในเวลานี้ยังไม่มีการอภิปรายแบบนี้เกี่ยวกับไทย แต่ถ้ามีขึ้นมาประเทศไทยก็คงจะไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนเช่นนี้ การให้ต่างชาติแผ่อิทธิพลเข้ามาก็เป็นเรื่องหมิ่นเหม่อยู่แล้ว การจะอนุญาตให้พวกเขาไปถึงชายแดนยิ่งเป็นเรื่องเปราะบางอย่างมาก

อีกอย่างหนึ่งก็คือไทยมีวิธีการจัดการผู้อพยพที่ถูกต่างชาติตำหนิมาโดยตลอดนั่นคือการทำ refoulement หรือการส่งคืนผู้ลี้ภัยกลับไปต้นทางทั้งๆ ที่เสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขา ไทยจึงทั้งได้รับความเห็นใจเรื่องการแบกรับผู้อพยพและถูกตำหนิไปพร้อมๆ กัน เช่นที่ เอิร์ลแห่งแซนด์วิช (The Earl of Sandwich) อภิปรายในสภาขุนนางแห่งสหราชอาณาจักรในปี 1998 ว่า

“ประเทศไทยแม้จะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็สามารถรองรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากภูมิภาคนั้นมาหลายปีแล้วซึ่งต้องยอมรับในเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่สามารถคาดหวังความเห็นอกเห็นใจได้ ในเมื่อพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลเพื่อนบ้านและทำการส่งพลเรือนที่ปราศจากอาวุธกลับไปยังประเทศต้นทางของตน“

จากคำพูดนี้เราสามารถแปลใจความได้ว่า “เรารู้นะว่าไทยต้องลำบากในการแบกรับผู้อพยพ แต่เพราะไทยมักส่งผู้อพยพกลับต้นทาง ดังนั้นอย่าได้หวังความเห็นใจจากเรา แม้ว่าไทยจะลำบากทั้งการแบกรับคนเข้ามาและปัญหาเศรษฐกิจภายใน”

นี่คือเรื่องเมื่อ 23 ปีก่อน ไม่ว่าคราวนี้ไทยจะตกอยู่ในสภาพเดียวกันหรือไม่?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

Bilibili เจอหางเลข หุ้นเทคจีนทรุดหลังนักลงทุนผวารัฐบาลควบคุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649162

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 18:18 น.Bilibili เจอหางเลข หุ้นเทคจีนทรุดหลังนักลงทุนผวารัฐบาลควบคุมสายเทคจีนเสื่อมมนต์ขลัง? Bilibili บริษัทวิดีโอสตรีมมิงจีนหุ้นร่วงหลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

Bilibili หรือที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Youtube เมืองจีน” ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงจากจีนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงวันนี้ (29 มี.ค.) โดยมีการเสนอขายหุ้นคิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่หุ้นจะดิ่งลงถึง 6.8%

โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่าเป็นผลมาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐประกาศแผนการที่จะบังคับให้บริษัทจีนตลอดจนบริษัต่างชาติอื่นๆ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหรัฐอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิกถอนหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐ และการที่นักลงทุนไม่พอใจกับการเทขายหุ้นเทคโนโลยีของจีนทั่วโลก

ทั้งนี้ อีกสิ่งที่ Bilibili และบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ในจีนต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องคือการเซ็นเซอร์เนื้อหาโดยรัฐบาลจีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ตของประเทศ

โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้มีการลงโทษ Bilibili พร้อมแอปพลิเคชันสตรีมมิงยอดนิยมอีก 9 รายการด้วยเหตุผลว่ามีเนื้อหาหยาบคาย และในเดือนกุมภาพันธ์แอนิเมชันญี่ปุ่นบน Bilibili ถูกกล่าวหาว่านำเสนอเนื้อหาเหยียดเพศส่งผลให้หลายแบรนด์ถอนตัวจากการเป็นสปอนเซอร์ Bilibili

แม้ว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนยังคงดำเนินต่อไปในปี 2021 แต่มีความกระตือรือร้นจากนักลงทุนน้อยลง รวมถึงการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงของ Baidu เสิร์ชเอนจิ้นของจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสามารถระดมทุนได้ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐก่อนที่หุ้นจะดิ่งลง 15%

การเข้ากระแสหลักของ Bilibili ในครั้งนี้ทำให้เกิดการแข่งขันกับโซเชียลมีเดียคู่แข่ง เช่น Kuaishou และ ByteDance Ltd. รวมถึงบริษัทในเครือสตรีมมิ่งของ Tencent และ Alibaba ตลอดจนบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสสุดท้ายเมื่อปีที่แล้วถึง 128.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า Bilibili ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งได้แรงสนับสนุนจากผู้ใช้ชาวจีนรุ่นใหม่ราว 200 ล้านคน รวมถึงการสนับสนุนจาก Tencent Holdings Ltd. และ Alibaba Group Holding Ltd. อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการจับเทรนด์ระยะยาวในตลาดบันเทิง

ด้าน Chen Rui ผู้บริหารระดับสูงของ Bilibili ก็กล่าวต่อกรณีที่หุ้นดิ่งลงในครั้งนี้ว่าบริษัท มีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงมานานแล้ว และให้ความสำคัญกับผลประกอบการในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น โดยเชื่อว่าบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Bilibili คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอย่างน้อย 73% เป็น 565 ล้านเหรียญสหรัฐไตรมาสนี้และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มผู้ใช้งานรายเดือนเป็น 2 เท่าภายในปี 2023

Photo by STR / AFP

สังคมไร้เงินสดจะทำยังไงถ้าเน็ตล่ม? Crunchfish มีคำตอบให้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649130

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 16:01 น.สังคมไร้เงินสดจะทำยังไงถ้าเน็ตล่ม? Crunchfish มีคำตอบให้โลกเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเข้าไปทุกทีแล้วถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ตจะทำอย่างไร

ทุกวันนี้สังคมไร้เงินสด (cashless society) เริ่มขยายวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี่เป็นตัวช่วยที่สำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส โดยเฉพาะสวีเดนและนอร์เวย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศไร้เงินสดที่สุดในโลก โดยสวีเดนเป็นประเทศแรกที่ประกาศเป็นสังคมไร้เงินสดแบบเต็มรูปแบบ และในปัจจุบันสถานที่ส่วนใหญ่ไม่นิยมรับเงินสดแล้ว ขณะที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมานอร์เวย์ใช้จ่ายด้วยเงินสดน้อยกว่า 4% เท่านั้น

การชำระเงินแบบไร้เงินสดหมายถึงการทำธุรกรรมในรูปแบบออนไลน์อย่างเช่น Mobile Banking ซึ่งแน่นอนว่าทุกอย่างต้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หลายคนอาจเกิดคำถามตามมาว่าหากมีเหตุขัดข้องที่ทำให้เราไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ต หรือบัตรเครดิตในการชำระเงิน แล้วสังคมไร้เงินสดจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?

นั่นทำให้ Crunchfish AB บริษัทฟินเทคสัญชาติสวีเดนคิดหาทางออกของสังคมไร้เงินสดที่สามารถชำระเงินได้แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ไฟดับ

บริษัทกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินให้กับร้านค้าแบบออฟไลน์แต่ไม่ต้องใช้เงินสดในสกุลเงินใดก็ได้รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางและ Bitcoin

โดย Crunchfish ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 112 ล้านเหรียญสหรัฐกำลังดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับ Swish ผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่ที่สุดของสวีเดน และหากประสบความสำเร็จจะสามารถใช้สำหรับทำธุรกรรมข้ามพรมแดนและช่วยวางรากฐานสำหรับโครงการไร้เงินสด e-krona ของ Riksbank ธนาคารกลางสวีเดน

โครงการดังกล่าวของ Crunchfish จะทำหน้าที่เสมือนเป็นกระเป๋าสตางค์หรือสมุดเช็คโดยผู้ใช้จะเติมเงินไว้ในบัญชีพิเศษที่สามารถแตะเพื่อชำระเงินได้หากเครือข่ายชำระเงินออนไลน์ล่ม และเมื่ออินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้อีกครั้งการชำระเงินเมื่อสักครู่จะถูกบันทึกไว้ และผู้ใช้สามารถเติมเงินเพิ่มในบัญชีของตนได้

Crunchfish ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยมีจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับตลาดแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ตลอดจนผลิตซอฟต์แวร์ตรวจจับท่าทางให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์พกพาและผู้พัฒนาแอปทั่วโลก

ได้รับการสนับสนุนจาก Mohammed Al Amoudi นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือหุ้น 17% ผ่านบริษัท Midroc ของเขา

ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Midroc ในสวีเดนกล่าวว่า Crunchfish ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 112 ล้านเหรียญสหรัฐมีศักยภาพพอเทียบเท่า Klarna Bank AB บริษัทฟินเทคยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์ในสวีเดน

จีนเตือนแบรนด์ดังถ้ายังแบนซินเจียง ระวังทำธุรกิจในจีนไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649102

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 12:36 น.จีนเตือนแบรนด์ดังถ้ายังแบนซินเจียง ระวังทำธุรกิจในจีนไม่ได้เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนเตือนบริษัทต่างชาติที่คว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงอย่าทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องการเมืองพร้อมท้าพิสูจน์ไร่ฝ้ายซินเจียง

Xu Guixiang ในฐานะโฆษกรัฐบาลจีนจากภูมิภาคซินเจียงกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าแบรนด์ต่างๆ ไม่ควรทำเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นการเมือง และการประกาศแบนฝ้ายซินเจียงของพวกเขาจะส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถทำเงินจากตลาดจีนได้อีกต่อไป

พร้อมปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียงโดยแย้งว่ามหาอำนาจตะวันตกกำลังดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อโจมตีประเทศจีนด้วยมาตรการคว่ำบาตร

เช่นเดียวกับ Elijan Anayat โฆษกจากซินเจียงอีกคนหนึ่งระบุว่าชาวจีนก็ไม่ต้องการผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่คว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงเช่นกัน พร้อมเชิญให้บริษัทต่างๆ เดินทางไปยังไร่ฝ้ายในซินเจียงเพื่อพิสูจน์ความจริง

ทั้งนี้ กระแสคว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงเกิดขึ้นพร้อมกับมาตรการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยสหภาพยุโรป, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนท่ามกลางความกังวลว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง

ส่งผลให้ H&M, Burberry, Nike, Adidas และแบรนด์ตะวันตกอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรของผู้บริโภคชาวจีนตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหลังบริษัทออกมาประกาศว่าจะไม่สนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงเนื่องจากกังวลถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้แรงงาน

Photo by GREG BAKER / AFP