เรือยักษ์ขวางคลองสุเอซทำเศรษฐกิจทั้งโลกสะเทือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648962

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 20:00 น.เรือยักษ์ขวางคลองสุเอซทำเศรษฐกิจทั้งโลกสะเทือนเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความยาว 400 เมตร ที่เกยตื้นขวางคลองสุเอซมาตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งแรงสั่นสะเทือนกับการค้าทางทะเลไปทั่วโลก

คลองสุเอซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก ข้อมูลของปีที่แล้วพบว่ามีเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่าน 19,000 ลำต่อปี เฉลี่ย 50 ลำต่อวัน หรือคิดเป็น 30% ของการเดินเรือทั้งโลก และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 10% ของน้ำมันทั้งโลก

บลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มี.ค.) มีเรือบรรทุกสินค้าลำอื่นๆ ติดอยู่ที่คลองสุเอซแล้วถึง 238 ลำ เพิ่มจากวันก่อนหน้าที่มี 186 ลำ และจาก 100 ลำในวันแรกที่เรือ Ever Given เกยตื้น และข้อมูลของนิตยสาร Lloyd’s List ระบุว่าในแต่ละวันมีสินค้ามูลค่ากว่า 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐผ่านเส้นทางนี้

อย่างไรก็ดี การประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่แน่นอนทำได้ยาก เนื่องจากมีสินค้าหลากหลายประเภทผ่านเส้นทางนี้ แต่เอกสารของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ (NBER) ซึ่งจัดทำโดย เดวิด ฮัมเมลส์ และกีออร์ก ชาวเออร์ นักเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์ว่าการขนส่งสินค้าล่าช้าในแต่ละวันมีต้นทุนเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.6-2.3% ของมูลค่าสินค้าที่อยู่บนเรือลำนั้นๆ

และเมื่อมีเรือกว่า 238 ลำรอให้เคลื่อนย้ายเรือ Ever Given ออกจากทางสัญจร ต้นทุนต่างๆ ย่อมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวในแต่ละวัน ที่น่ากังวลก็คือ การเคลื่อนย้ายเรือ Ever Given น่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันหรืออาจเป็นสัปดาห์จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้เรือ

โจแอนนา โคนิงส์ นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทประกันภัย ING เผยว่า ความล่าช้าในการเคลื่อนย้ายเรือ Ever Given ออกจากเส้นทางเดินเรือจะมีผลกระทบทันทีกับการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ซึ่งเผชิญกับความล่าช้าอยู่แล้วจากปัญหาซัพพลายเชนที่ส่งผลกระทบกับน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นน้ำมันดิบ

เหตุผลหนึ่งนั้นการขนส่งสินค้าจากระหว่างเอเชียและยุโรปไม่มีทางเลือกอื่นอย่าง รถไฟ หรือรถบรรทุก ดังนั้นความติดขัดที่คลองสุเอซจะทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบจากเอเชียไปยังยุโรป เช่น ฝ้ายจากอินเดียสำหรับผลิตเสื้อผ้า ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางสำหรับผลิตพลาสติก และชิ้นส่วนรถยนต์จากจีน

นอกจากนี้ การขัดขวางคลองสุเอซยังบล็อกไม่ให้ตู้คอนเทนเนอร์เปล่าจากยุโรปเดินทางกลับเอเชีย เป็นการซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จากความต้องการบริโภคสินค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด ขณะนี้ความไม่สมดุลของการค้าส่งผลให้ทุกๆ ตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ที่ส่งสินค้าจากเอเชียไปยังสหรัฐ จะมีตู้คอนเทนเนอร์เพียงตู้เดียวที่เดินทางกลับเอเชีย

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อเกิดความติดขัดขึ้นในจุดหนึ่ง ก็พานสะดุดไปทั้งระบบ

อย่างที่ทราบกันดีว่าคลองสุเอซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเส้นหลักของโลก มีน้ำมันถูกขนส่งผ่านเส้นทางนี้ราว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ข้อมูลของ Refinitiv ระบุว่านับตั้งแต่วันอังคาร (23 มี.ค.) ที่เรือ Ever Given เกยตื้นขวางคลอง เรือบรรทุกน้ำมันจอดรออยู่ทั้งสองฝั่งคลองเพื่อจะแล่นไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 30 ลำ

ขณะที่เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐที่จะมุ่งหน้าเข้าตลาดเอเชียตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางขณะกำลังแล่นอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยจะมุ่งหน้าไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกาเพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดที่คลองสุเอซ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าเส้นทางคลองสุเอซราว 2 สัปดาห์

ทว่า จิม เบิร์กฮาร์ด หัวหน้าทีมวิจัยน้ำมันดิบของ IHS Markit มองว่า ผลกระทบกับตลาดน้ำมันโลกจะอยู่ในวงจำกัดหากสามารถลากเรือ Ever Given ออกจากช่องทางเดินเรือได้เร็ว และหากต้องใช้เวลาเป็นเดือนก็ยังมีทางเลือกอื่น แต่แน่นอนว่าต้นทุนจะต้องเพิ่มขึ้น

หลังจากเรือ Ever Given เกยตื้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานขึ้น แต่เมื่อวันพฤหัสบดี (25 มี.ค.) ก็กลับลงมา โดยนักวิเคราะห์มองว่าที่ราคาลดลงเป็นเพราะมีรายงานออกมาว่าน้ำมันสำรองของสหรัฐมีอยู่มาก และยังมีความกังวลว่าการล็อกดาวน์สกัด Covid-19 ในยุโรปจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเรือขวางคลองสุเอซ

อีกหนึ่งปัญหาที่จะตามมาคือ ค่าขนส่งที่สูงขึ้น ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตจากจีนไปยุโรปพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 8,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 4 เท่าของตัวเลขเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ขณะที่เรือขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ตามมาตราสุเอซแม็กซ์ซึ่งมักจะบรรทุกน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล คิดค่าขนส่งวันละ 17,000 เหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว

เอียน วูดส์ นักกฎหมายด้านการขนส่งทางทะเลเผยว่า หากการลากเรือ Ever Given ออกจากช่องทางเดินเรือยืดเยื้อออกไป ผู้ขนส่งคงต้องเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ตามมา สุดท้ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะไปตกอยู่ที่ผู้บริโภค

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่เสีย นักวิเคราะห์ของ JPMorgan เผยว่า ธุรกิจเดินเรือในเอเชียจะได้รับผลดีมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ แม้ว่าค่าระวางพิเศษเพื่อชดเชยความผันผวนของราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเนื่องจากระยะทางที่เพิ่มขึ้น แต่ JPMorgan คาดว่าอัตราค่าระวางแบบผันผวนตามราคาตลาดปัจจุบันจะสูงกว่า ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเดินเรือในเอเชีย

กระแสแบนฝ้ายทำท่องเที่ยวซินเจียงคึกคัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648961

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 19:02 น.กระแสแบนฝ้ายทำท่องเที่ยวซินเจียงคึกคักการท่องเที่ยวในซินเจียงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่แบรนด์ต่างประเทศประกาศไม่สนับสนุนฝ้ายในภูมิภาคเนื่องจากข้อกังวลถึงการบังคับใช้แรงงาน

เว็บไซต์ข่าว Global Times และ CGTN รายงานว่าคำค้นหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในซินเจียงเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าบนแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวจีน และคำค้น “จะไปที่ไหนในซินเจียงในเดือนเมษายน” เพิ่มขึ้นถึง 275% ในช่วง 24 ชั่วโมง (สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 25 มี.ค. เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น)

ส่วนคำค้นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับซินเจียงกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน อาทิ “ทัวร์ฟรีในจังหวัด Ili Kazak (จังหวัดปกครองตนเองในซินเจียง)” เพิ่มขึ้นถึง 200%, “จองเกสต์เฮาส์ล่วงหน้าในซินเจียง” เพิ่มขึ้น 60% และ “คู่มือการท่องเที่ยวซินเจียง” เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว

โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งต้องการสนับสนุนซินเจียงประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พวกเขาหันมาท่องเที่ยวในประเทศกันมากขึ้น อย่างเช่น หลิว ชาวปักกิ่งวัย 27 ปี ตัดสินใจวางแพลนไปเที่ยวซินเจียงทันทีเมื่อเห็นประกาศแบนฝ้ายซินเจียงจากแบรนด์ต่างประเทศ โดยหลิวมองว่าเป็นการพยายามสร้างความเดือดร้อนและมุ่งร้ายต่อจีน

ขณะที่เกิง ซิน รองประธานอุทยานในซินเจียงคาดว่าการท่องเที่ยวในซินเจียงจะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา และผู้เยี่ยมชมอุทยานของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนการระบาดของไวรัส

รวมถึง Spring Tour บริษัทนำเที่ยวราคาประหยัดของจีนกล่าวว่าจะส่งกลุ่มทัวร์จากเซี่ยงไฮ้ไปยังซินเจียง 8 กลุ่มหรือประมาณ 200 คนในเดือนนี้ซึ่งเพิ่มขึ้น 8 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 จากนักท่องเที่ยวทั้งหมดเกือบ 2,000 คนที่จองกรุ๊ปทัวร์จากเซี่ยงไฮ้ไปซินเจียงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

Photo by STR / AFP

มือดีลอบปาระเบิดเพลิงสำนักงานใหญ่พรรคซูจี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648931

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 16:20 น.มือดีลอบปาระเบิดเพลิงสำนักงานใหญ่พรรคซูจีกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายปาระเบิดเพลิงใส่สำนักงานใหญ่พรรค NLD ในย่างกุ้ง ไฟลุกลามนานนับชั่วโมง

โซ วิน สมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของออง ซาน ซูจี เผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 04.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นมีกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายขว้างปาระเบิดเพลิงใส่สำนักงานใหญ่ของพรรคในเมืองย่างกุ้ง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งจากชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ก่อนจะสามารถควบคุมเพลิงได้ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา

เว็บไซต์ The Irrawaddy ระบุว่ากล้องวงจรปิดจับภาพชายอย่างน้อย 3 คนขว้างปาอุปกรณ์ก่อความไม่สงบเข้าไปในสำนักงานก่อนจะวิ่งหนีไป

ขณะที่เจ้าหน้าที่พรรค NLD เข้าตรวจสอบความเสียหายและแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าบริเวณทางเข้าสำนักงานถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย

โซ วิน คาดว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นกลุ่มคนที่มีความไม่พอใจต่อพรรค NLD และความสำเร็จในการชนะเลือกตั้งของพรรค พร้อมเสริมว่ายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต่อคดีที่มีผู้บุกรุกเข้าไปในสำนักงานพรรคเมื่อเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนถึงวันกองทัพเมียนมาซึ่งตรงกับวันที่ 27 มี.ค.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารยังคงเดินหน้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารโดยมีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงมากขึ้นซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 320 คนตามรายงานของเอเอฟพี

Photo by Ye Aung THU / AFP

UN เตือนยาบ้าอาจทะลักเข้าไทยผลพวงรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648926

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 15:30 น.UN เตือนยาบ้าอาจทะลักเข้าไทยผลพวงรัฐประหารเมียนมากลุ่มก่อความไม่สงบกำลังปฏิบัติการในขณะที่เมียนมาตกอยู่ในความวุ่นวายและการผลิตยาเสพติดเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่ง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานองค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่าอาจเกิดยาบ้าทะลักครั้งใหญ่จากเมียนมาเข้ามาในพรมแดนไทยเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาและการนัดหยุดงานของประชาชนชาวเมียนมาหลังการเกิดรัฐประหาร

โดยเจเรมี ดักลาส จากสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติกล่าวว่ามีแนวโน้มว่าจะมีการผลิตยาเสพติดเพิ่มขึ้นเนื่องจากกลุ่มก่อความไม่สงบและอาชญากรรมในเมียนมาซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนไทยและลาวกำลังปฏิบัติการในขณะที่เมียนมากำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย และการผลิตยาเสพติดเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างรายได้มหาศาล

การค้าขายยาเสพติดเกิดขึ้นบนรอยต่อระหว่างไทย ลาว และเมียนมาที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายสิบปี

โดยปกติแล้วยาเสพติดจะถูกส่งไปยังประเทศที่ร่ำรวยกว่าอย่างเช่นออสเตรเลียและญี่ปุ่น แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การค้าระหว่างประเทศเหล่านั้นหยุดชะงัก และเกิดปัญหายาเสพติดล้นตลาดแพร่ระบาดอยู่ในประเทศใกล้เคียงอย่างไทยและลาวซึ่งทำให้ผู้คนสามารถซื้อได้ในราคาเพียงเม็ดละไม่เกิน 50 บาทเท่านั้น

เอเอฟพีระบุว่าเจ้าหน้าที่ตามชายแดนไทยกำลังลาดตระเวนสอดส่องเรือประมงที่น่าสงสัยและเตรียมรับมือกับการทะลักของยาเสพติดจากเมียนมาซึ่งคาดว่ายาเสพติดราว 3 ใน 4 ที่เข้ามาในดินแดนไทยถูกส่งผ่านลาว

ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เริ่มใช้กลุ่มอาสาสมัครประจำหมู่บ้านที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงตอยตรวจตราและเฝ้าระวังยาเสพติดเนื่องจากความชำนาญในพื้นที่จะสามารถจับสังเกตแก๊งค้ายาที่พยายามแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มชาวประมง

หัวหน้ากลุ่มอาสาสมัครในหมู่บ้านจังหวัดหนองคายเผยต่อเอเอฟพีว่าพวกเขามักเจอชาวประมงปลอมซึ่งคนพวกนั้นจะไม่เกาะกลุ่มกับชาวประมงในพื้นที่คนอื่นๆ แต่อาสาสมัครไม่สามารถจับกุมผู้ค้ายาได้เองเนื่องจากพวกเขามักพกอาวุธจึงต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นอกจากนี้แหล่งข่าวยังชี้ให้เห็นถึงโรงเก็บของริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งลาวซึ่งมีรายงานว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติด 1 ตัน พร้อมเผยว่าแก๊งค้ายามักดำเนินการตอนกลางคืนเพื่อขนยาเสพติดออกจากเรือและซ่อนไว้ตามหญ้าและต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจเคยจับกุมแก๊งค้ายาพร้อมยาบ้าอีก 5 ล้านเม็ด

ฟิลิปปินส์รับมือจีนเสริมเรือลาดตระเวนทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648912

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 12:45 น.ฟิลิปปินส์รับมือจีนเสริมเรือลาดตระเวนทะเลจีนใต้เนื่องจากจีนยังไม่เคลื่อนย้ายเรือประมงนับร้อยลำออกจากพื้นที่พิพาท ฟิลิปปินส์จึงต้องรับมือด้วยการเสริมเรือลาดตระเวน

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. กองทัพฟิลิปปินส์มีคำสั่งให้นำเสริมเรือลาดตระเวนในทะเลจีนใต้ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตกับจีนที่มีเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เรือของจีนราว 220 ลำจอดอยู่บริเวณแนวปะการังวิตซัน (Whitsun Reef) เกาะปาลาวันทางตะวันตกของฟิลิปปินส์ซึ่งมีข้อพิพาทระหว่างทั้งสองประเทศ

โดยกองทัพฟิลิปปินส์ระบุว่าการเพิ่มเรือลาดตระเวนครั้งนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเลในภาคตะวันตกของประเทศ และแสดงศักยภาพของกองทัพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ตลอดจนรักษาสิทธิของชาวประมงฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ไม่ได้กล่าวว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อเรือประมงของจีนที่จอดอยู่บริเวณแนวปะการังตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการลาดตระเวนครั้งล่าสุดของฟิลิปปินส์พบว่ายังมีเรือประมงของจีนหลงเหลืออยู่ 183 ลำและเรียกร้องให้จีนนำกลับไปเนื่องจากเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของฟิลิปปินส์

ขณะที่มีแถลงการณ์จากทำเนียบฟิลิปปินส์ว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ได้เชิญหวง สี่เหลียน เอกอัครราชทูตจีนประจำฟิลิปปินส์เข้าพบในสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวซึ่งหวังว่าจะไม่เป็นความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากจีนยืนยันว่าเรือประมงนับร้อยลำเหล่านั้นเพียงแค่หลบภัยจากสภาพอากาศชั่วคราวและจะเคลื่อนออกไป

ทั้งนี้ แนวปะการังบนพื้นที่พิพาทดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่จีนและนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ้างกรรมสิทธิ์ ขณะที่สหรัฐแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ว่าจีนกำลังใช้กองกำลังทางทะเลเพื่อข่มขู่ ยั่วยุ และคุกคามชาติอื่นๆ

ภาพ : เรือประมงจีนที่จอดอยู่บริเวณแนวปะการังวิตซัน (Handout / Satellite image ©2021 Maxar Technologies / AFP)

ภารกิจกู้เรือยักษ์ปิดคลองสุเอซยังไร้วี่แวว สะเทือนน้ำมันแพง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648901

วันที่ 26 มี.ค. 2564 เวลา 11:30 น.ภารกิจกู้เรือยักษ์ปิดคลองสุเอซยังไร้วี่แวว สะเทือนน้ำมันแพงเรือยักษ์ปิดคลองสุเอซกระทบขนส่งทางเรือทั่วโลก ราคาน้ำมันดีดตัวหวั่นยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์

Ever Given เรือบรรทุกสินค้าขนาดมหึมาน้ำหนักกว่า 224,000 ตัน กว้าง 59 เมตร ถูกลมกระโชกแรงจนเสียหลักเกยตื้นขวางคลองสุเอซในอียิปต์ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา ปิดเส้นทางการขนส่งทางเรือที่สำคัญเนื่องจากคลองสุเอซเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรปซึ่งครอบคลุมการขนส่งถึง 12% ทั่วโลก นับเป็นเหตุเรือบรรทุกสินค้าติดขัดร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี

หน่วยงานที่กำกับดูแลคลองสุเอซ (SCA) ต้องระงับการเดินเรือทั้งหมดที่ผ่านคลองสุเอซจนกว่าจะสามารถกู้เรือดังกล่าวได้สำเร็จซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ส่งผลให้การขนส่งทั่วโลกต้องชะงัก กระทบต่อเรือสินค้านับร้อยลำ และกระทบการขนส่งสินค้าคิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน

ยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเริ่มพุ่งกระฉูดเนื่องจากเรือยักษ์ Ever Given ก็กีดขวางเส้นทางการขนส่งของเรือบรรทุกน้ำมันด้วยเช่นกัน

ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งก็ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน โดย SCA กล่าวว่าควรทำการขุดบริเวณรอบเรือขณะที่ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่าไม่มีทางได้ผลเนื่องจากเรือลำดังกล่าวมีน้ำหนักมากเกินไป อาจต้องหาวิธีถ่ายน้ำหนักออกจากเรือเช่นการลำเลียงสินค้าซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน

โดย SCA ระบุว่าก่อนหน้านี้มีเรือลากจูง 9 ลำพยายามดึงเรือ Ever Given ขึ้นมาแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเรือดังกล่าวมีน้ำหนักมาก

ด้านบริษัทโมลเลอร์ เมิร์สค์ ผู้ให้บริการชิปปิ้งรายใหญ่ที่สุดของโลกจากเดนมาร์กกำลังพิจารณาเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือระหว่างยุโรปและเอเชียไปที่แหลมกู๊ดโฮป ในแอฟริกาใต้แทน ซึ่งนั่นต้องใช้เวลานานขึ้นราว 2 สัปดาห์ สำหรับการขนส่งแบบเร่งด่วนอาจต้องเปลี่ยนไปขนส่งทางเครื่องบินหรือรถไฟแทน

Photo by – / CNES / AFP

เพลิงแค้นของลูกค้าจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648870

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 22:00 น.เพลิงแค้นของลูกค้าจีนเมื่อตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกลุกฮือต้านอะไรจะเกิดขึ้น?

ไม่มีอะไรร้อนไปกว่าความแค้น ในยุคสมัยนี้มุนษย์สามารถปลดปล่อยความแค้นเคืองได้ง่ายๆ และเรียกมันซะสวยหรูว่า Cancel culture หรือการแบน หรือการสั่งสอนทางสังคม ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม มันคือกระแสที่เกิดขึ้นแบบรายวัน

มันเกิดขึ้นกับจีนและแบรนด์ดังจากตะวันตก และเป็นการทำสงครามการค้าในระดับรากหญ้าครั้งแรกเลยก็ว่าได้ เมื่อแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์ทั้งฝรั่งและญี่ปุ่นรวมตัวกันประกาศไม่ใช้ฝ้ายที่ผลิตจากเขตปกครองตนเองซินเจียง ตามที่มีรายงาน (จากประเทศตะวันตกนั่นแหละ) ว่ามีการตั้งค่ายกักกันชาวซินเจียงและใช้แรงงานชาวซินเจียง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาติอุยเกอร์/อุยกูร์) ใช้แรงงานทำฝ้าย แล้วจีนนำฝ้ายนั้นไปขายต่อให้แบรนด์ดังใช้ผลิตสินค้น แล้วคนจีนก็ซื้อต่อไป

แน่นอนคนจีนไม่เชื่อรายงานตะวันตกเรื่องซินเจียงและพวกเขาอยู่ในจุดพีคของกระแสชาตินิยม (ที่ปั่นโดยสีจิ้นผิงมานานหลายปี) กระแสการแบนจึงเกิดขึ้นและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ในอัตราที่น่ากลัว

เด็กจากชุมชนอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในตุรกีสวมหน้ากากระหว่างการประท้วงต่อต้านการเยือนตุรกีของรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเมืองอิสตันบูลเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 โดยมีผู้คนหลายร้อยคนประท้วงต่อต้านการเยือนของทางการจีนและการกดขี่ชาวอุยกูร์มุสลิมในมณฑลซินเจียง (ภาพโดย Bulent KILIC / AFP)

ใครแบนใครกันบ้าง

ชาวเน็ตจีนเริ่มนำลิสต์รายชื่อออกมาตีแผ่กันตั้งแต่คืนวันที่ 26 มีนาคมและกลายเป็นปรากฎการณ์ที่รวดเร็ว จากคำสาบานของชาวเน็ตที่จะไม่ซื้อ กลายเป็นการรวมตัวกันของคนดังและดาราที่ถอนสัญญาจากแบรดด์เหล่านั้น

วันรุ่นขึ้นกระแสนี้ยังรุนแรงจนลามจาก H&M ไปยัง Nike และ Adidas และมีแบรนด์อื่นจ่อรอโดนแบนอีก การจัดอันดับแฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียจีนเต็มไปด้วยเรื่องของฝ้ายซินเจียงและการแบนจนเรียกได้ว่าแทบไม่พอจะยัดเข้าไปในช่องการจัดอันดับ

Global Times สื่อของรัฐบาล (ภาคภาษาจีน) นำเอาเอกสารของดาราและคนดังที่ประกาศยุติสัญญากับแรนด์ดังมาแสดงให้ดู เช่น หยางมี่, ตี่ลี่เร่อปา (ซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวซินเจียง) อี้หยางเชียนสี่ หรือ แจ็คสัน ยี ประกาศยกเลิกสัญญากับ Adidas

ไป๋จิ้งถิง กับ โอวหยาง น่าน่า เลิกสัญญากับ Converse ในกรณีของโอวหยาง น่าน่า ถือว่าแปลกพอสมควรเพราะเธอเป็นนักร้องชาวไต้หวันซึ่งควรจะไม่ตามกระแสนี้ แต่ถ้าใครติดตามเรื่องราวของเธอจะทราบว่า น่าน่าเอียงมาทางแผ่นนดินใหญ่มากจนทำให้เกิดกรณีอื้อฉาวในไต้หวันมาแล้วกับการที่เธอบอกว่า “ฉันภูมิใจกับการเป็นคนจีน”

นอกจากนี้ยังมี จางอี้ซิง หรือ เลย์ แห่งวง Exo เลิกสัญญากับ Converse และ CK ยังมี เฉินเหว่ยถิง หรือ วิลเลียม ชาน นักร้องและนักแสดงชาวฮ่องกงเลิกสัญญากับ TommyHilfiger (กรณีของของวิลเลียมคล้ายกับกรณีของน่าน่าที่ต่างก็ไม่ใช่ชาวแผ่นดินใหญ่) และยังมีนักแสดงสาว หนีนี กับนักแสดงหนุ่ม จิ่งปั๋วหราน เลิกสัญญากับ Uniqlo

ในเวยปั๋วของข่าวนี้ยังมีชาวจีนแสดงความเห็นกันอย่างคึกคักเช่นเดียวกับข่าวนี้ในที่อื่นๆ พวกเขาบอกว่าจะจับตาดูว่าดาราพวกนี้จะแบนจริงๆ จังๆ หรือไม่ นี่แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแบนซึ่งคนที่จะ “ซวย” ไม่ใช่แค่แบรด์แต่เป็นคนที่กล้าใช้แบรนด์พวกนี้ด้วย โดยเฉพาะดาราทั้งหลายที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องน่าสนใจหากเราจะจับตาต่อไปว่าบริษัทที่อยู่ในรายชื่อแบนฝ้ายซินเจียงพวกนี้จะไปเอาฝ้ายมาจากไหนหากไม่เอามาจากจีน เพราะจีนเป็นผู้ผลิตฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก หรือว่าจะไปซื้อมาจากอันดับที่ 3 ซึ่งก็คือสหรัฐ? หากออกมารูปนี้จะยิ่งชัดว่าบริษัทตะวันตกอุดหนุนพวกเดียวกันเอง แล้วหาทางผลักจีนออกจากวง เพื่อทำให้สงครามการค้าเต็มรูปแบบมากขึ้น

ที่ต้องพิจารณากันต่อไปก็คือ การทิ้งไพ่ไม่เอาฝ้ายซินเจียงมันคุ้มขนาดนั้นหรือสำหรับบริษัทตะวันตก? เทียบกับกระแสการถูกแบนโดยคนจีนที่มีกำลังซื้อมหาศาล?

ชาวเน็ตจีนได้รายชื่อมาจากไหน ตอบว่ามาจาก “BCI” และเรื่องนี้เกี่ยวพันกับการค้าฝ้ายการค้าสินค้าแฟชั่นและตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่างจีนอย่างเหนียวแน่น มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจมาก

ผู้คนเดินผ่านร้านเสื้อผ้า H&M, Adidas และ Uniqlo ในปักกิ่งเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 (ภาพโดย GREG BAKER / AFP)

BCI หัวโจกที่น่าสงสัย

จีนผลิตฝ้ายกว่า 1 ใน 5 ของโลกโดยซินเจียงคิดเป็นประมาณ 87% ของผลผลิตของจีนแต่ตอนนี้แบรนด์ระดับโลกหลายรายประกาศว่าจะเลิกใช้ฝ้ายและผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากซินเจียงเนื่องจากข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียง

ซึ่งนอกจากจะทำให้ชาวจีนออกมาต่อต้านแบรนด์เหล่านั้นแล้วพวกเขายังพุ่งเป้าไปที่ Better Cotton Initiative (BCI) ซึ่งระงับฝ้ายในซินเจียงเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วด้วยเหตุผลเดียวกัน

Better Cotton Initiative (BCI) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นพัฒนาการผลิตฝ้ายอย่างยั่งยืนและส่งเสริมมาตรฐานการผลิตฝ้ายใน 21 ประเทศทั่วโลก โดยในสิ้นปีที่ผ่านมามีสมาชิกทั้งสิ้น 1,197 รายรวมถึงแบรนด์ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, Adidas, H&M, Fast Retailing, Gap, Levi Strauss และ IKEA

แบรนด์เหล่านี้ถูกชาวจีนกดดันให้ออกจากการเป็นสมาชิก BCI เพราะชาวจีนปฏิเสธว่าการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงนั้นไม่มีอยู่จริงและเป็นเรื่องหลอกลวงที่สร้างขึ้นมาโดยมีเจตนาแอบแฝงบางอย่าง ขณะที่สำนักงาน BCI ประจำเซี่ยงไฮ้ก็กล่าวกับ Global Times ว่า “ไม่มีการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงมานาน 8 ปีแล้ว”

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนคนหนึ่งกล่าวว่า “หากคุณคว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงเราก็จะคว่ำบาตรคุณ Adidas จะออกจาก BCI หรือจะออกจากจีน” ด้าน Anta Sports แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากจีนก็หุ้นขึ้นกว่า 6% หลังออกจาก BCI และออกแถลงการณ์ว่าจะยังคงใช้ฝ้ายจากซินเจียงต่อไป

เหตุผลที่ยังมีผู้สนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงและไม่เชื่อในคำพูดของ BCI เพราะในอีกมุมหนึ่งองค์กรเองก็มีข้อครหาอยู่เช่นกัน

ประการแรกคือแม้ว่า BCI จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในหลายประเทศแต่หนึ่งในนั้นคือหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งบทความหนึ่งของคณะกรรมการกลางสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า USAID เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่สำคัญของ BCI

ทั้งยังกล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าจุดประสงค์ของ USAID เป็นมากกว่าเพียงแค่การสนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อม … หลังจากได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐการประชาสัมพันธ์ของ BCI ก็มีมากขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน Marks and Spencer ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้ารายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร, Levi’s, Nike และ Adidas ในสหรัฐอเมริกาก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ BCI

BCI อ้างว่าวัตุประสงค์หลักขององค์กรคือการส่งเสริมการปลูกและผลิตฝ้ายทั่วโลกเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ฝ้ายและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมฝ้ายในอนาคต … เป็นเรื่องน่าขันที่มันขัดแย้งกับการกระทำที่ทำลายผลประโยชน์ของชาวไร่ฝ้ายและการพัฒนาอุตสาหกรรมฝ้ายในซินเจียงอย่างเห็นได้ชัด”

ประการต่อมาคือเว็บไซต์ Global Times ระบุว่า BCI ปฏิบัติแบบสองมาตรฐานโดยจงใจที่จะเพิกเฉยต่อปัญหาแรงงานในบางประเทศอย่างเช่นอินเดีย ซึ่งมีแรงงานเด็กราว 10 ล้านคนตามสถิติขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) โดยเด็กบางคนถูกบังคับให้ทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน

ทั้งนี้ สหรัฐเป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองลงมาจากอินเดียและจีน

นอกจากนี้การศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า BCI มีแนวโน้มว่ากำลังทำให้บริษัทผู้ผลิตทำการ “ฟอกเขียว” (การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาให้มีภาพลักษณ์ว่ารับผิดชอบต่อสังคมโดยการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น) เนื่องจากยังมีการบังคับใช้แรงงาน, แรงงานเด็ก และการฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชจำนวนมากโดยไม่มีการเสนอข้อมูลหรือการรับประกันความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

แต่ BCI ปฏิเสธเรื่องนี้

รูปถ่ายไฟล์นี้ถ่ายเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2019 แสดงให้เห็นธงชาติจีนหลังลวดมีดโกนที่บริเวณที่อยู่อาศัยในเมืองยันกิซาร์ ทางตอนใต้ของคัชการ์ ในเขตซินเจียงทางตะวันตกของจีน เมื่อปีเดือนมกราคม 2021 สหรัฐจะยึดมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์ฝ้ายนำเข้าทั้งหมดจากภูมิภาคซินเจียงของจีน เนื่องจากการใช้แรงงานบังคับ โดยหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 (ภาพโดย GREG BAKER / AFP)

เบื้องลึกของการแบนหมู่

น่าแปลกที่การเลิกใช้ฝ้ายจากแบรนด์ดังไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดแต่มีบ้างประปราย เช่นกรณีของ Marks and Spencer คนจีนก็ไม่ได้ร้อนรนอะไร แต่กลับมาเกิดกระแสไฟลามทุ่งเอาตอนนี้ นับว่าน่าคิดมาก

อาจเป็นเพราะว่ารัฐบาลประชาติตะวันตกเพิ่งจะรวมพลังกันคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนผู้เกี่ยวข้องกับซินเจียงและบริษัทดังๆ ก็รับลูกพอดี ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมมาก จนคนิดจีนคิดว่าตัวเองกำลังถูกรุม

มีข้อสังเกตว่ากระแสการแบนถูกรับลูก (หรือปั่น?) ต่อโดยสันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งระบุว่า “ต้องการสร้างรายได้จากจีนแต่ปล่อยข่าวปลอมและคว่ำบาตรฝ้ายจากซินเจียงงั้นหรือ? หวังมากไปหรือเปล่า” สำหรับกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลแล้ว นับเป็นการโพสต์ไม่ทางการเอามากๆ แต่มันโดนใจชาวจีน

สันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์จีนเป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เน้นหนักเรื่องชาตินิยมในช่วงไม่กี่ปีหลัง บรรยากาศการโหมกระแสนี้ในจีนถือว่าสูงมาก และยิ่งสูงหลังจากจีนทำสงครามการค้ากับสหรัฐ และต่อมายังถูก “ฝ่ายตรงข้าม” โจมตีเรื่องโควิด-19

คนจีนตอนนี้เข้าสู่โหมด “พร้อมไฟว้” ได้ทุกเมื่อถ้าใครท้าทาย และนี่คือการรวมพลังประจันบานครั้งแรกกับ “ตัวแทน” ของชาติตะวันตก

แต่มันจะเป็นการแบนแบบชั่วครั้งชั่วคราวหรือไม่?

หนึ่งในคอมเมนต์ข่าวในเวยปั๋วของ Global Times แสดงความเห็นว่า “กระดูกคนจีนจะแกร่งพอหรือไม่ (หมายถึงความอดทนของคนจีนจะมากพอหรือไม่) ขึ้นอยู่กับว่า Nike มันคูลหรือเปล่า บอกตรงๆ นะ Nike ยังมีอิทธิพลมากในจีน โดยเฉพาะแบรนด์ AJ ของ Nike เป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่น จนถึงตอนนี้ Nike ก็ยังไม่มีแถลงการณ์ออกมา ซึ่งเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่า Nike ไม่แยแสการต่อต้านของคนจีน ในความเห็นของพวกเขา คนจีนจะต่อต้านได้ไม่นาน ดังนั้นพวกเขาจึงทำท่าหยิ่งยะโสและไม่แยแสความเห็นสาธารณะ มาช่วยกันทำให้ Nike ต้องรู้สึกซะบ้าง!”

ความเห็นนี้เข้าใจสถานการณ์ได้ดี เพราะการทำ Cancel culture ให้ยอดขายตกนั้นค่อนข้างยาก และกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์กมักจะมาเร็วไปเร็ว

แต่อย่างน้อยๆ ความเห็นนี้สอดคล้องกับชาวจีนบางคนที่เห็นว่าการแบน H&M ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแบรนด์นี้ไม่ได้มีอิมแพคกับสังคมจีนมากนัก เทียบกับ Nike แล้วคนละชั้น การแบน Nike จึงเป็นเรื่องยากมากกว่าความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของการแบน Nike จะสะท้อนด้วยว่าคนจีนพร้อมสำหรับการ “ทำสงคราม” กับปรปักษ์ของเขาหรือไม่ หรือจะหลงรักแบรนด์ของศัตรูต่อไป

ในระยะสั้น แบรนด์จีนดูเหมือนจะเป็นเพลเยอร์แบบตกกะไดพลอยโจน เพราะชาวเน็ตพากันพูดถึงว่าจะหันมาใช้แบรนด์พวกนี้ เช่น ทั้งนี้ Anta กับ Li Ning ทำให้หุ้นของบริษัทจีนเหล่านี้ปรับขึ้นมา

แต่ในระยะยาวไม่รู้ว่าแบรนด์พวกนี้จะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากจริงๆ หรือไม่ อย่างแรกก็คือทั้งคู่มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นทีเกี่ยวข้องในสัดส่วนไม่มากนัก โดย Anta อยู่ที่ 16.4% และ Li Ning อยู่ที่ 6.3% ในขณะที่ Nike มีสัดส่วนตลาดจีนมากที่สุดคือ 22.9% และ Adidas อยู่ในอันดับที่ 2 คือ 20.4% จากตัวเลขเมื่อปี 2019

ที่สำคัญคือ Anta กับ Li Ning ไม่ได้ “คูล” ขนาดนั้น

มีแต่สื่อของทางการอย่าง Global Times กับบทบรรณาธิการของหูซีจิ้นบรรณาธิการปากกล้าที่เชื่อมั่นเสียเหลือเกินว่า “ผู้บริโภคชาวจีนจะไม่จ่ายเงินให้กับความถูกต้องทางการเมืองของบริษัทข้ามชาติเป็นลูกหายให้ชาติตะวันตก”

“ความถูกต้องทางการเมือง” ที่ว่านี้คือ political correctness คือ “ศีลธรรม” ของโลกสากลที่ไม่ยอมรับการกดขี่ทางเชื้อชาติและศาสนาและความเชื่อทางการเมือง

ชาติตะวันตกถือเรื่องนี้เป็นความถูกต้อง คนจีนก็คิดว่ามันถูกต้องเช่นกันในบางเรื่อง (แม้ว่าทางเลือกทางเรื่องการเมืองของพวกเขาจะไม่มีก็ตาม) แต่ในสายตาคนจีนการใช้ความถูกต้องนี้มาอ้างถือเป็นเรื่อง “จอมปลอม” เพราะพวกเขาชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในซินเจียง ตรงกันข้าม ชาติตะวันตกต่างหากที่ทำให้มันมีปัญหาขึ้นแล้วยัดคำว่าศีลธรรมหรือความถูกต้องทางการเมืองมาบังหน้า

นี่จะเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งไปอีกนาน ซึ่งหูซีจิ้นก็รู้ดีจึงเขียนไว้ว่า “ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างจีนและตะวันตกจะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน” กรณีนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

One of the world’s biggest ships, wedged across Suez Canal, is disrupting a key trade route #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30404140

One of the world’s biggest ships, wedged across Suez Canal, is disrupting a key trade route

InternationalMar 26. 2021

By The Washington Post · Jennifer Hassan, Antonia Noori Farzan

Headaches continued to mount Thursday as a gigantic cargo ship remained stuck in Egypt’s Suez Canal for a third day, blocking a crucial choke point in global shipping.

“It is not really possible to pull it loose,” said Peter Berdowski, the CEO of Dutch salvage company Boskalis, which is helping Egyptian officials to dislodge the boat. Completely freeing the cargo ship “might take weeks,” he added, since the vessel is marooned on the canal’s sandy banks “like an enormous beached whale.”

At least 150 ships loaded with consumer goods, crude oil and live animals are stuck in an increasingly costly traffic jam as eight tugboats work to free the massive vessel.

The Ever Given, which is operated by Taiwan-based Evergreen Marine, was bound for the Netherlands on Tuesday when a dust storm hit, leading to heavy winds and poor visibility in the 120-mile-long passage from the Red Sea to the Mediterranean. Exactly what went wrong and led the boat to run aground remains unclear: While initial reports suggested that the dust storm had knocked out power aboard the ship, Bernhard Schulte Shipmanagement, which manages the ship, said Wednesday there was no mechanical or engine failure.

Suez Canal Authority officials and Evergreen Marine have blamed winds that reportedly reached up to 30 mph. But that explanation has garnered some skepticism, given that the ship weighs as much as 220,000 tons when fully loaded and was built to withstand much stronger gusts.

Some experts suspect that the ship’s massive size – it’s more than a quarter-mile long, making it one of the largest container ships ever built – may have been a major additional contributing factor.

Such immense ships present problems because the piles of containers on the deck effectively act like a giant sail, Bill Kavanagh, a lecturer in nautical science at the National Maritime College of Ireland who has navigated the Suez as a captain, told RTE. “It can easily destabilize the vessel and blow a vessel off course, and when you’re taking about a vessel of so many thousand tons of weight, its momentum is quite considerable, and it’s very hard to stop any movement caused by wind.”

On Wednesday, experts estimated that it could take days to dislodge the ship. By Thursday, some were saying it could take weeks.

“In our view the situation now looks unlikely to be heading for a swift resolution,” London-based Braemar ACM Shipbroking said in a note to clients Thursday, according to The Wall Street Journal. Shipping giants such as Maersk warned customers that the backlog probably would increase and that there was no way to know when commerce might be back to normal.

Japanese firm Shoei Kisen Kaisha, the owner of the Ever Given, apologized for the backup on Thursday, saying the company was “working hard to resolve the situation,” but it added that circumstances were “extremely difficult.”

The Suez Canal Authority posted a video of the rescue operation on social media Thursday – complete with an action movie soundtrack. In the 90-second clip, officials are seen heading toward the stranded ship, their eyes transfixed on the horizon as an intense beat plays in the background.

At least eight ships carrying live animals are stuck in the traffic jam, according to Bloomberg News data. Others are moving commodities such as cement and crude oil, meaning extended delays could have a ripple effect on nearly every industry around the world. The ship’s owner could face millions of dollars in insurance claims from companies that did not meet delivery targets because of the holdup or had perishable goods spoil during the wait.

While unexpected delays are par for the course in the shipping industry, worldwide supply chains were already hobbled by the continued disruptions caused by the coronavirus pandemic. Fears that shipments of crude from the Middle East could be delayed for days or weeks led global oil prices to spike Wednesday. An estimated 1.9 million barrels of oil typically pass through the canal on a regular day.

While ships can take an alternative route around the southern tip of Africa, as they did in the days before the canal, doing so could take a week or longer and rack up an additional half-million dollars in costs.

On Thursday, the British government said it was on hand to help free the ship.

“We are ready to provide any assistance that we can but have not been asked yet,” a spokesman for Prime Minister Boris Johnson said.

Jobless claims fall to lowest level of pandemic #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30404138

Jobless claims fall to lowest level of pandemic

InternationalMar 26. 2021

By The Washington Post · Hannah Denham

WASHINGTON – New jobless claims fell to the lowest levels of the pandemic era, federal data shows, with a better-than-expected 684,000 filed last week.

Economists surveyed by Dow Jones had expected to see a number near 735,000 after filings spiked to 781,000 the week before. The latest tally is less than the prepandemic weekly high of 695,000, set in October 1982.

Mark Hamrick, senior economic analyst for Bankrate, said he welcomed the news, especially after months of downbeat economic trends.

“A positive surprise is welcome news,” Hamrick said in an email. “Given the combination of the dynamic nature of the quickly changing conditions involving the vaccinations, the economy itself and the challenges involved with new applications, as well as the states processing and reporting them into the Labor Department, there are a lot of moving parts.”

Last week’s 97,000 drop in initial unemployment claims is another sign that the economic impact of the coronavirus pandemic is easing. An additional 241,745 filed claims for Pandemic Unemployment Assistance, for gig and self-employed workers.

The total number of claims for all types of unemployment benefits was 18.95 million for the week ended March 6, according to Labor Department data.

Last week, the Federal Reserve released its most positive economic outlook in a year, projecting that the unemployment rate would fall from the current 6.2% to 4.5%, and that economic growth would see its fastest pace in four decades by the end of 2021.

“It’s just a lot of people who need to get back to work, and it’s not going to happen overnight,” Fed Chair Jerome Powell said in a March 17 news conference, explaining that the economy still has a ways to go to catch up to prepandemic levels. “The faster, the better.”

The surge in new coronavirus cases and hospitalizations has slowed in recent weeks, though health officials are monitoring states that have removed restrictions on businesses and mask-wearing. The United States has seen a 4% rise in new cases in the past week.

But Americans are still holding out hope that increasingly broadened access to coronavirus vaccines are the key to returning to work, more job availability, and an improved economy. Nearly 14% of the U.S. population, or about 43.8 million people, have completed vaccination.

Hamrick noted the $1.9 trillion stimulus package and the acceleration of vaccinations and supplies to power the economic trajectory.

“There is still a massive total number of individuals receiving some form of unemployment benefit, speaking to the challenges ahead in healing the economy,” he said. “On the employment front, one key issue will be labor force participation, which took a hit during the downturn. How many individuals will begin looking for work once again?”

Biden promises to tackle the nation’s crises, but says some may wait #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30404137

Biden promises to tackle the nation’s crises, but says some may wait

InternationalMar 26. 2021Joe Biden speaks during his first formal news conference as president on Thursday, March 25, 2021. MUST CREDIT: Washington Post photo by Demetrius FreemanJoe Biden speaks during his first formal news conference as president on Thursday, March 25, 2021. MUST CREDIT: Washington Post photo by Demetrius Freeman

By The Washington Post · Sean Sullivan, Seung Min Kim

WASHINGTON – President Joe Biden on Thursday set a hierarchy for the country’s numerous crises, pledging to administer 200 million coronavirus vaccine shots by the end of April, repair the country’s infrastructure and move aggressively to expand voting rights – while presenting guns and immigration as secondary priorities.

In his first presidential news conference, Biden outlined a sort of triage, signaling that his focus for now is chiefly on addressing the pandemic and embarking on a push to rebuild roads, bridges and technology. He said most middle and elementary schools are on pace to open in the next five weeks, that he “can’t picture” troops being in Afghanistan in a year, and that he expects to seek reelection in 2024.

Much of the hour-long session was taken up with a discussion of the border, heated at times, as Biden rejected the notion that more migrants are coming because they have heard he is a “nice guy,” though lawmakers and experts have cited his welcoming rhetoric as a contributing factor. He blamed the Trump administration’s policies, saying they left him at a disadvantage, and said he has not traveled to the border because he felt it would be a distraction.

Biden made specific commitments on several fronts, such as the vaccination pledge, but was more vague on other topics, notably when he would seek to take up gun and immigration laws, calling them “long-term problems” to be addressed one at a time. The surge of migrants and the eruption of two mass shootings days apart have inflamed the national conversation, but Biden signaled he would not let that alter his timetable.

The president has yet to respond to pressure to issue executive orders tightening firearms laws or to deliver on a campaign promise to send gun-control legislation to Capitol Hill.

“It’s a matter of timing,” said Biden. “As you’ve all observed, successful presidents – better than me – have been successful in a large part because they know how to time what they’re doing. Order it, decide on priorities, what needs to be done.”

An evenly divided Senate has emerged as the biggest impediment to Biden’s agenda and on Thursday, he offered his strongest indication yet that he is open to doing away with the chamber’s 60-vote threshold on most legislation, known as the filibuster. But he stopped short of endorsing that, touting a more a modest reform but saying that if gridlock cannot be broken, “then we’ll have to go beyond what I’m talking about.”

Democrats are increasingly worried that despite having control of Congress and the White House, they will lose their chance to enact legislation on priorities they have long championed – climate change, immigrations, guns, voting rights and the minimum wage. The House is steadily stacking up a pile of bills at the Senate’s doorstep that Republicans are poised to block in the Senate.

The questions Biden faced on Day 65 of his presidency reflected the rapidly shifting slate of problems he is confronting. He faced no questions on the pandemic, an issue that has dominated the campaign and Biden’s early presidency, culminating in a $1.9 trillion relief bill he signed into law this month. He touted the $1,400 direct payments that have been distributed under that law.

Before taking questions, Biden announced that he was doubling his earlier goal of getting 100 million shots in people’s arms in his first 100 days – a goal he has already met. More than 133 million doses have been administered so far, according to data from the Centers for Disease Control and Prevention, and the country is on track to meet Biden’s revised goal.

“No other country in the world has even come close – not even close – to what we are doing. I believe we can do it,” Biden said. He called his goal “ambitious,” but vaccinations have accelerated to a point that his new target is well within reach.

Earlier Thursday, the White House announced a commitment of nearly $10 billion to address inequities in vaccine coverage based on race, income and geography, a discrepancy that has bedeviled health officials overseeing the immunization effort.

Biden said he was on pace to meet a goal he set of opening a majority of elementary and middle schools within his first 100 days. “We’re really close, and I believe in the 35 days left to go we’ll meet that goal as well,” he said.

As president-elect, Biden promised in December that “the majority of our schools can be open by the end of my first 100 days,” a target that he and his advisers have shifted several times since.

With the pandemic relief bill enacted, Biden said his “next major initiative” – to be unveiled next week – is to “rebuild both physical and technological infrastructure of this country, so that we can compete and create significant numbers of really good-paying jobs.”

White House officials have been preparing a roughly $3 trillion plan that is expected to be divided into two parts – one directly tackling infrastructure and a second focusing on other domestic priorities. That emerging package includes liberal goals such as free community college and universal prekindergarten.

Recent days have seen a collision of sorts between the tasks Biden has promised to tackle from the outset – the pandemic and the economy – and long-running problems that have erupted in unforeseen ways. Democrats and Republicans have struggled for decades to tackle gun violence and immigration reform, and Biden is clearly content to confront them in good time.

But the situation on the border has become more pressing, as Biden struggles to deal with two related challenges: a huge increase in migrants arriving at the border, many of whom are being turned away, and the need to house and care for thousands of unaccompanied children.

Biden framed the decision to accept children as a moral one, promising not to let young would-be migrants starve on the other side of the border. He repeatedly slammed former president Donald Trump’s hard-line policies, including separating families from their children.

While some current and former government officials have said Biden’s pledges to create a more humane system are fueling the rise in the number of people arriving at the border, the president pointed to other factors, including a desire by many people to arrive before hot summer weather as well as poor economic and social conditions in Central America.

“I guess I should be flattered people are coming because I’m the nice guy, that’s the reason why it’s happening,” Biden said sarcastically. He added, “Does anybody suggest that there was a 31 percent increase under Trump because he was a nice guy and he was doing good things at the border? That’s not the reason they’re coming.”

Biden said his administration was trying to expand its capacity to care for children. But officials have struggled to do so, leading to overcrowding and processing delays. There are more than 11,000 children under Department of Health and Human Services custody and nearly 5,000 more in U.S. Customs and Border Protection jails, according to government data released Wednesday. The number of children in the care of CBP is nearly twice the previous record.

Biden pledged to ramp up efforts to move children out of overcrowded CBP detention centers more quickly and improve the overall situation in short order. “They’ll get a whole hell of a lot better real quick or we’re going to hear some people leaving. OK?” he said.

Biden became most visibly animated when he condemned efforts by Republican legislatures nationwide to pass voting-restriction measures. His voice boomed across the East Room of the White House as he denounced the efforts as “sick.”

“The Republican voters I know find this despicable, Republican voters, folks out in the – outside this White House. I’m not talking about the elected officials, I’m talking about voters,” Biden said. “And so I am convinced that we’ll be able to stop this because it is the most pernicious thing.”

He added: “This makes Jim Crow look like Jim Eagle.”

Biden vowed to push the Senate to pass voting-rights legislation, but that could be an all-but-impossible task because of heavy Republican resistance.

Democrats used a budget maneuver known as reconciliation to pass Biden’s pandemic relief bill with a simple majority – and may seek to pass an infrastructure bill the same way – but other legislation will require 60 votes under Senate rules.

Biden said he believes the filibuster is a relic of the Jim Crow era and that he is willing to go beyond his current call to make it tougher for senators to stage filibusters “if there’s complete lockdown and chaos as a consequence” of the status quo.

He paused for several moments when pressed why he the filibuster should not be immediately abolished. “Successful electoral politics is the art of possible,” Biden said. “Let’s figure out how we can get this done and move in the direction of significantly changing the abuse of even the filibuster rule first.”

The filibuster also stands in the way of Biden passing his comprehensive immigration bill, and it represents huge hurdles to placing new restrictions on guns.

“The other problems we’re talking about, from immigration to guns and the other things you mentioned are long-term problems. They’ve been around a long time. And what we’re going to be able to do, God willing, is now begin one at a time to focus on those as well,” Biden said.

Asked whether he has made a decision about sending Congress a manufacturer liability bill like he promised during the campaign to do on Day 1 of his presidency or issue executive orders such as regulating so-called “ghost guns,” which his aides have considered, Biden replied, “All of the above.” But he quickly added, “It’s a matter of timing,” and made clear his next big priority is infrastructure.

Biden also addressed his own political future, though he gave less-than-definitive answers to questions about whether he would run for a second term in 2024, saying first that it was his “expectation” to do so, but later adding that he rarely plans big decision years in advance.

“I’m a great respecter of fate,” Biden said. “I’ve never been able to plan four-and-a-half to three-and-a half years ahead for certain.”