การค้นพบต้นกำเนิดอารยธรรมที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648431

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 13:50 น.การค้นพบต้นกำเนิดอารยธรรมที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์จีนจีนพบ ‘หลุมบูชายัญ’ ซุกวัตถุโบราณพันปี ต้นกำเนิดอารยธรรมจีน

เฉิงตู, 20 มี.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งช่วยอธิบายต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน ที่มีทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและความหลากหลาย

วันเสาร์ (20 มี.ค.) สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ (NCHA) เปิดเผยว่าคณะนักโบราณคดีค้นพบหลุมบูชายัญใหม่ 6 หลุม และขุดพบวัตถุมากกว่า 500 รายการ ซึ่งมีความเก่าแก่ราว 3,000 ปี ที่ซากโบราณซานซิงตุย มณฑลซื่อชวน (เสฉวน)

ปัจจุบันคณะนักโบราณคดีขุดพบวัตถุวัฒนธรรมสำคัญมากมายจากหลุมบูชายัญ 4 หลุม อาทิ ชิ้นส่วนหน้ากากทองคำ แผ่นทองคำเปลว หน้ากากสัมฤทธิ์ ต้นไม้สัมฤทธิ์ งาช้าง รวมถึงชิ้นส่วนงาช้างแกะสลักขนาดเล็ก เมล็ดข้าวที่กลายเป็นถ่าน และเมล็ดพันธุ์ต้นไม้

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

“นับเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ เราขุดพบเครื่องสัมฤทธิ์บางส่วนที่ไม่เคยพบมาก่อน” เหล่ยอวี้ เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยวัตถุวัฒนธรรมและโบราณคดีมณฑลซื่อชวนกล่าว “ตัวอย่างเช่น เครื่องสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่และประณีตที่มีลวดลายมังกรหรือวัวรูปลักษณ์แปลกประหลาด”

ถังเฟย หัวหน้าทีมขุดสำรวจและผู้อำนวยการสถาบันฯ ระบุว่ามีการขุดพบกากใยไหมและสิ่งทอในซากโบราณซานซิงตุยเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งบ่งชี้ “อาณาจักรสู่ (SHU) ในอดีตกาลเป็นหนึ่งในต้นกำเนิด ‘ไหม’ แห่งสำคัญในยุคจีนโบราณ”

หลุมบูชายัญกลุ่มใหม่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดระหว่าง 3.5-19 ตารางเมตร ตั้งอยู่ถัดจากหลุมบูชายัญ 2 หลุม ที่ค้นพบเมื่อปี 1986 โดยหลุมบูชายัญทั้งหมดถือเป็นสถานที่ที่ผู้คนในอารยธรรมสู่ใช้บวงสรวงสวรรค์ โลก และบรรพบุรุษ รวมถึงขอความร่ำรวยและความสงบสุข

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติระบุว่าปฏิบัตการขุดสำรวจรอบล่าสุดมีสถาบันต่างๆ เข้าร่วมมากกว่า 30 แห่ง และมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดการบูรณาการการขุดสำรวจและการอนุรักษ์เข้าด้วยกัน

ซากโบราณซานซิงตุยเป็นหนึ่งในสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งถูกค้นพบโดยเกษตรกรที่กำลังขุดดินในช่วงทศวรรษ 1920 มีขนาด 12 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมืองก่วงฮั่น เชื่อกันว่าเป็นซากอาณาจักรสู่ที่มีความเก่าแก่ราว 4,800 ปี

ย้อนกลับเมื่อปี 1986 มีการขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมากในหลุมหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปัจจุบันนักโบราณคดีขุดพบโบราณวัตถุจากซากโบราณซานซิงตุยมากกว่า 50,000 รายการแล้ว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

อนึ่ง ทางการจีนจัดให้ซากโบราณซานซิงตุยอยู่ภายใต้การคุ้มครองระดับรัฐในปี 1988

“เราจำเป็นต้องกอบกู้โบราณวัตถุทั้งหมดอย่างระมัดระวังขั้นสุด” เจียงลู่ม่าน เจ้าหน้าที่สถาบันฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานประจำหลุมหมายเลข 5 กล่าว พร้อมเสริมว่ามีการใช้ถุงมือ มีดผ่าตัดทางการแพทย์ และซีกไม้ไผ่ ในการกอบกู้วัตถุโบราณด้วย

“ชิ้นส่วนงาช้างจำนวนมากที่ถูกค้นพบใหม่อยู่ในสภาพบอบบางมาก เราต้องใช้สารพัดมาตรการเพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิให้คงที่ โดยตอนนี้เรากอบกู้วัตถุวัฒนธรรมจากหลุมได้มากกว่า 100 รายการแล้ว” เจียงกล่าว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

คณะนักวิจัยของจีนเสริมว่าเครื่องสัมฤทธิ์บางส่วนที่ขุดพบในซากโบราณซานซิงตุย สามารถพบได้ในเขตที่ราบลุ่มตอนกลาง (Central Plains) หรือพื้นที่อื่นๆ ตามแนวแม่น้ำแยงซี ซึ่งถือเป็นหลักฐานบ่งชี้อย่างหนักแน่นว่ามีการแลกเปลี่ยนบ่อยครั้ง

“การค้นพบรอบใหม่นี้จะเสริมสร้างและเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมซานซิงตุยยิ่งขึ้น” ซ่งซินเฉา รองผู้อำนวยการสำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติกล่าว

ภาพจากสำนักข่าวซินหัว คณะนักโบราณคดีของจีนประกาศการค้นพบครั้งสำคัญรอบใหม่ในซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins)

คณะนักโบราณคดีกล่าวว่าหน้ากากทองคำ หน้ากากสัมฤทธิ์ และรูปปั้นมนุษย์ที่ค้นพบใหม่ ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวและความคิดสร้างสรรค์ของอารยธรรมสู่

เจย์สวี่ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียแห่งซานฟรานซิสโก กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่าศิลปะเครื่องสัมฤทธิ์ที่มีพัฒนาการสูงของซานซิงตุย “ฉายความโดดเด่นในหมู่อารยธรรมระดับภูมิภาคของจีน รวมถึงอารยธรรมโบราณอื่นๆ ซึ่งจะเป็นที่สนใจจากทั่วโลกอย่างมาก”

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว “จีนพบ ‘หลุมบูชายัญ’ ซุกวัตถุโบราณพันปี ต้นกำเนิดอารยธรรมจีน” 

Lamborghini เซอร์ไพรส์ กำไรพุ่งทั้งๆ ที่เจอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648430

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 12:48 น.Lamborghini เซอร์ไพรส์ กำไรพุ่งทั้งๆ ที่เจอโควิดซีอีโอของ Lamborghini เซอร์ไพร์สที่บริษัทประสบความสำเร็จสุดๆ และปีที่เกิดการระบาดของโรคโคโรนาไวรัสเป็นปีที่ทำกำไรได้มากที่สุดของ Lamborghini อีกด้วย

ค่ายรถหรู Lamborghini มียอดสั่งซื้อของลูกค้าและการส่งมอบรถยนต์ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของปีนี้มากกว่าที่เคยทำในช่วงสองเดือนแรกของปี 2020 ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโคและตอนนี้มียบอดสั่งซื้อครอบคลุม 9 เดือนของปีนี้แลัวและซีอีโอของบริษัทหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดี

รุ่นที่ขายดีสุดๆ ของ Lamborghini คือ Urus SUV ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และการขายรถซูเปอร์คาร์ เช่น Sian มูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์ รวมแล้ว Lamborghini ส่งมอบรถยนต์ 7,430 คันทั่วโลกในปี 2020 เป็นรองปี 2019 ที่ส่งมอบถึง 8,250 คัน

“เราประหลาดใจมาก” สเตฟาน วิงเคิลมันน์ (Stephan Winkelmann) ซีอีโอคนใหม่ (และเคยเป็นอดีตมาก่อน) วัย 58 ปีของ Lamborghini กล่าวผ่านวิดีโอคอลส่วนตัว 15 มี.ค. กับสำนักข่าว Bloomberg “การผสมผสานรูปแบบที่ลงตัวและการปรับแต่งผลิตภัณฑ์ของเราที่เพิ่มมากขึ้นช่วยผลักดันผลกำไรไปยังระดับสูงสุด”

Lamborghini ปฏิเสธที่จะระบุอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรือเปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มขึ้นจากปี 2019 แต่กล่าวว่ามีมูลค่าการซื้อขาย 1,610 ล้านยูโร ลดลง 11% จากปี 2019 การลดลงเป็นผลมาจากการหยุดผลิต 70 วันเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แล้ว แต่เมื่อเทียบกันแล้วผลกำไรสุทธิของคู่แข่งอย่าง Ferrari ลดลงเกือบ 13% ในปี 2020

ตลาดสหรัฐที่มีการส่งมอบ 2,224 คันยังคงเป็นตลาดอันดับต้นๆ ของยอดขาย Lamborghini โดยเยอรมนีมาเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 607 คันและอันดับ 3 เป็นของจีนมียอดขาย 604 คัน แต่จีนมียอดขายที่แข็งแกร่งขึ้นทุกปี สเตฟาน วิงเคิลมันน์บอกว่าจีนจะอยู่ในอันดับที่ 2 ในปีนี้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้ซื้อรถยนต์ชาวจีนต้องการรถ SUV ระดับสุดหรูจาก Rolls-Royce, Bentley และ Lamborghini (Ferrari มีแผนจะเปิดตัวรถ SUV ของตัวเองในปี 2022) ในประเทศจีนเช่นเดียวกับที่อื่นๆ รถ SUV สมรรถนะสูง ราคา 6 หลักเหล่านี้ขายดีกว่ารถซีดานและรถสปอร์ตจากแบรนด์ต่างๆ ที่เอ่ยมา ปีที่แล้วรุ่น Urus มียอดขายคิดเป็น 59% ของยอดขาย Lamborghini ทั่วโลก

วิงเคิลมันน์ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงการคาดเดาในตลาดเกี่ยวกับรถไฮยริด Urus แต่บอกว่าให้ถามเรื่องนี้อีกครั้งในอีกไม่กี่สัปดาห์ เขากล่าวว่าในปีหน้าจะมุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวของ Huracan STO และรถยนต์อีกสองรุ่นที่อิงกับรุ่น V12 โดยไม่ได้เสนอรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม

Photo by Tobias SCHWARZ / AFP

ญี่ปุ่น-สหรัฐยืนยันช่วยไต้หวันหากเกิดการปะทะกับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648427

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 11:52 น.ญี่ปุ่น-สหรัฐยืนยันช่วยไต้หวันหากเกิดการปะทะกับจีนรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นและสหรัฐยืนยันความร่วมมือเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินของไต้หวัน

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นและสหรัฐได้ตกลงกันในการประชุมล่าสุดที่โตเกียวเพื่อร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกรณีที่มี การปะทะกันทางทหารระหว่างจีนและไต้หวันแหล่งข่าวของรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันเสาร์

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐนำประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยกับโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแม้ว่าจะไม่มีการหารือว่าประเทศของตนควรประสาน การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินดังกล่าวอย่างไร

ทั้งนี้ นโยบายของโตเกียวเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน – ไต้หวันคือการส่งเสริมให้มีการเจรจาเพื่อการแก้ปัญหาความตึง เครียดข้ามช่องแคบอย่างสันติ

เกี่ยวกับปัญหาไต้หวัน แถลงการณ์ที่ออกหลังจากการเจรจาของคิชิและออสติน รวมถึงแอนโทนี บลิงเคนรัฐมนตรี ต่างประเทศสหรัฐและโทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่าน มา เพียงแต่เรียกร้องให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันเท่านั้น

ในการพบปะกับออสตินก่อนหน้านี้ คิชิอ้างถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินสงครามของจีนที่ข้ามเส้นค่ามัธยฐานใน ช่องแคบไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ และต้องการศึกษาวิธีการที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (SDF ) จะร่วมมือ กับกองกำลังสหรัฐที่ช่วยปกป้องไต้หวันหาเกิดการรุกรานของจีนรัฐบาล

โตเกียวกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ในการออกคำสั่งให้ส่ง SDF เพื่อปกป้องเรือรบและเครื่องบินทหาร ของสหรัฐในกรณีที่เกิดวิกฤตระหว่างจีนและไต้หวัน เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบและความ เป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเมืองญี่ปุ่น

Photo by elliot Schaudt / US NAVY / AFP

ทหารเมียนมาใช้ปืนจี้เกณฑ์แรงงานประชาชนรื้อสิ่งกีดขวางของผู้ต่อต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648426

วันที่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 10:46 น.ทหารเมียนมาใช้ปืนจี้เกณฑ์แรงงานประชาชนรื้อสิ่งกีดขวางของผู้ต่อต้านฝันร้ายบุคเผด็จการกลับมาอีกครั้ง เมื่อกองทัพเมียนมาใช้วิธีการดั้งเดิมในการกดขี่ประชาชน ด้วยการสั่งเกณฑ์แรงงานมาทำงานหนัก

เครื่องกีดขวางชั่วคราวที่ทำจากไม้ไผ่ อิฐ และยางรถยนต์ทำให้ถนนในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมากลายเป็นเขตสงครามในเมือง และตอนนี้ทหารกำลังบังคับให้พลเรือนรื้อพวกมันทีละชิ้น โดยใช้ปืนจ่อไปที่พวกเขาเพื่อบีบบังคับ

สิ่งกีดขวางสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุที่พอหาได้เกิดขึ้นทั่วย่างกุ้ง เป็นป้องกันที่ช่วยได้เพียงเล็กน้อยต่อการยิงกระสุนจริงของกองกำลังความมั่นคง

ผู้ประท้วงมีจำนวนมาก แต่ไม่มีวิธีการต่อสู้กับแก๊สน้ำตากระสุนยางและปืนไรเฟิลของกองทัพและตำรวจอย่างแท้จริง

กลุ่มตรวจสอบของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองชี้ให้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบประมาณ 230 คนและเชื่อว่าตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศจะสูงกว่านี้มาก

เครื่องกีดขวางได้กลายเป็นสัญลักษณณ์การต่อสู้ของผู้ประท้วง พวกเขาทำการปิดกั้นถนนสายหลักและใช้ทุกอย่างตั้งแต่ถุงปูนซีเมนต์ ทราย และฉากกั้นไม้ไผ่ ไปจนถึงถังขยะขนาดใหญ่ และอิฐสร้างบ้าน พวกเขาประสบความสำเร็จบางส่วนในการชะลอการเคลื่อนไหวของกองกำลังความมั่นคง

แต่ตอนนี้พวกทหารและตำรวจเริ่มบังคับให้ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นรวมทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประท้วงรื้อถอนและนำสิ่งกีดขวางออกไป

สำนักข่าว AFP สัมภาษณ์ ตุน ลา (Tun Hla) วัย 60 ปีซึ่งอยู่ที่บ้านเมื่อเจ้าหน้าที่ติดอาวุธกระแทกประตูของเขาและสั่งให้เขาออกมาทำงานด้วยการเคลียร์กำแพงกั้นที่สร้างขึ้นในละแวกบ้านของเขา

“ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนและมันไม่ควรเกิดขึ้นอีก” ตุน ลา ซึ่งไม่ใช่ชื่อจริงของเขาบอกกับ AFP

การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ทำให้การทดลองกับประชาธิปไตยในเมียนมาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้เมียนมาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพที่เข้มงวดมาเป็นเวลา 5 ทศวรรษ ภายใต้คณะรัฐบาลทหารในช่วงเวลานั้น เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่ทหารทั่วประเทศจะสั่งให้ครอบครัวประชาชนจัดหาคนฉกรรจ์หนึ่งคนเพื่อทำงานใช้แรงงานอย่างหนัก

“การใช้แรงงานบังคับนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมียนมา” จอห์น ควินลีย์ แห่งองค์กร Fortify Rights กล่าวและเสริมว่านี่เป็น “กลยุทธ์ที่โหดร้ายที่ใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความกลัวและการข่มขู่”

แม้จะได้รับความเจ็บปวดจากอาการปวดหลังเรื้อรัง ตุน ลา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ โดยซ่อนลูกๆ ของเขาไว้ที่บ้าน และร่วมกับเพื่อนบ้านในการรื้อกระสอบทรายและเสาไม้ไผ่ที่กองอยู่บนถนน

“ผมเป็นห่วงๆ ของผมตั้งแต่ … มีคนหนุ่มสาวเสียชีวิต” เขาบอก

ย่างกุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการค้าในอดีตของเมียนมาเป็นจุดสำคัญของการต่อต้านการรัฐประหารและในเมืองนี้ กองกำลังรักษาความมั่นคงกำลังลาดตระเวนและเปิดฉากยิงอย่างไม่เลือกหน้า

มีการบังคับใช้กฎอัยการศึกใน 6 เขตย่างกุ้ง ทำให้ประชาชนเกือบ 2 ล้านคนอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้บังคับบัญชาทหาร

ซาเบลอายุ 20 ปีกล่าวว่าเธอและแม่ที่เป็นม่ายของเธอถูกทหารเอาปืนจี้ แล้วบังคับให้ต้องรื้อสิ่งกีดขวางริมถนนในละแวกของพวกเขา

“ฉันไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนในชีวิต” เธอกใช้นามแฝงบอกกหับสื่อเพราะกลัวผลกระทบที่จะตามมา

ซาเบลและแม่ของเธอถูกบังคับให้รื้อถุงหนักห้าแถวที่เต็มไปด้วยทรายหินอ่อน

“ฉันมีรอยฟกช้ำที่มือ ฉันเจ็บมาก” เธอบอกและเสริมว่าเธอเห็นเจ้าหน้าหันกระบอกปืนไปที่เด็กหนุ่ม 2 คนขณะที่พวกเขาพยายามยกกระสอบทรายและรื้อรั้วไม้ไผ่

ชาวย่างกุ้งคนหนึ่งที่เติบโตในรัฐชินทางตอนเหนือซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างทหารและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ติดอาวุธ เขาเล่าว่าเขาอายุเพียง 10 ขวบภายใต้ระบอบทหารก่อนหน้านี้เ ขาถูกบังคับให้ขุดสนามเพลาะและโค่นต้นไม้รอบบ้านเกิดของเขา

“ผมไม่อยากให้ลูกชายของผมต้องเจอกับฝันร้ายแบบนั้น” เขาบอกกับ AFP

ภาพประกอบ – ผู้ประท้วงเสริมเครื่องกีดขวางระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ทหารเมียนมาเหิมเกริมบุกปล้นบ้านเรือนประชาชนในย่างกุ้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648393

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.ทหารเมียนมาเหิมเกริมบุกปล้นบ้านเรือนประชาชนในย่างกุ้งทหารเมียนมาปล้นทรัพย์สินประชาชนในนครตูนเตชานเมืองย่างกุ้งได้ทรัพย์สินไปกว่า 400,000 บาท 

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ทหารเมียนและตำรวจที่มากับรถบรรทุกของกองทัพ 4 คัน บุกปล้นทรัพย์สินประชาชน อาทิ เงินสด เครื่องประดับ กล้องถ่ายรูป อาหาร ถังแก๊ส และปลาตากแห้ง ในบ้านอย่างน้อย 5 หลังในนครตูนเต ชานเมืองย่างกุ้ง โดยใช้ปืนบังคับขู่เข็ญ ได้ทรัพย์สินรวมมูลค่าเกือบ 20 ล้านจั๊ต หรือราว 437,881 บาท 

ในหมู่บ้านพยาจี ทหารบุกปล้นบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นร้านขายไอศกรีม โดยขโมยเงินสดที่เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า ทองมูลค่ากว่า 6 ล้านจั๊ต หรือ 131,364 บาทตามมูลค่าตลาดปัจจุบัน ไอแพด 1 เครื่อง กล้องถ่ายรูปมูลค่า 2 ล้านจั๊ต หรือ 43,788 บาท และนาฬิกา 2 เรือน

เจ้าของบ้านเผยว่า “พวกเขาเข้ามาในบ้านและเอาไอศกรีมไป แล้วยังเอากล่องใส่เงินไปด้วย คาดว่าได้เงินจากการขายไอศกรีมไปกว่า 10 ล้านจั๊ต หรือ 218,940 บาท” และยังบอกอีกว่า แม้จะต้องเสียทรัพย์สินแต่ก็คุ้มค่าถ้าชาวเมียนมาได้ประชาธิปไตย

ชาวบ้านอีกรายหนึ่งเผยว่า “มันคือการปล้น พอรถจอดพวกเขาก็เขามาในบ้านผมแล้วเปิดฉากยิง ยิงแม้แต่กุญแจประตูบ้านผมแล้วเอาทุกอย่างไป”

ชาวบ้านยังเผยอีกว่า นักเคลื่อนไหวและคนที่สนับสนุนการเงินให้ผู้ประท้วงตกเป็นเป้าการบุกปล้นของทหารและตำรวจเมียนมา

Photo by STR / AFP

ไปอีกราย บริษัทฝรั่งเศสหยุดโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648390

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ไปอีกราย บริษัทฝรั่งเศสหยุดโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมา บริษัทพลังงานในฝรั่งเศสระงับโครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำในเมียนมาหลังรัฐประหาร

บริษัทผลิตพลังงาน Electricite de France (EDF) ของฝรั่งเศสยืนยันว่าได้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Shweli 3 ในเมียนมา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการวางแผน เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนหลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา 

EDF ยังเผยอีกว่า ทางบริษัทกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทางการฝรั่งเศสและสหภาพยุโรป 

โครงการนี้มีแผนจะสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 671 เมกะวัตต์บนแม่น้ำชเวลี

จากรายงานประจำปีของ EDF โครงการนี้เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง EDF, Marubeni Corp ของญี่ปุ่น, Ayeyar Hinthar Holdings ของเมียนมา และกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา

Photo by LYNN Bo Bo / POOL / AFP

‘ยาพิษที่น่ากลัว’ ไบเดนประณามกลุ่มเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648383

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.‘ยาพิษที่น่ากลัว’ ไบเดนประณามกลุ่มเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียโจ ไบเดน ออกโรงประณามพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียหลังเหตุกราดยิงสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตารัฐจอร์เจีย  

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเดินทางเยือนรัฐจอร์เจียเพื่อพูดคุยกับผู้นำชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ประณามพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงกับชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้น โดยบอกว่าความเกลียดชังและการเหยียดเชื้อชาติเป็น “ยาพิษที่น่ากลัวที่ตามหลอกหลอนประเทศเรามานาน”

“ความเชื่อและความรุนแรงนี้มักจะพบกับความเงียบในสหรัฐ แต่มันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะความเงียบเท่ากับการสมรู้ร่วมคิด เราจะต้องไม่สมรู้ร่วมคิด เราต้องส่งเสียงออกมา เราต้องทำอะไรสักอย่าง” ไบเดนกล่าวเพื่อเรียกร้องให้ชาวอเมริกันลุกขึ้นมาต่อสู้กับความหวาดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) ที่ปะทุขึ้นมาอีกในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

ผู้นำสหรัฐยังระบุว่าการโจมตีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก (AAPI) พุ่งกระฉูด ซึ่งสอดคล้องกับสถิติของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อชาวเอมริกันเชื้อสายเอเชีย Stop AAPI Hate ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ปีที่แล้วมีชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียถูกทำร้ายร่างกาย รวมทั้งการใช้คำพูด การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกือบ 3,800 ครั้ง

นอกจากนี้ ไบเดนยังมีคำสั่งให้ทำเนียบขาวและสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาร์จนถึงวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงร้านสปาในเมืองแอตแลนตา

ชาวเมียนมานับพันหนีการปราบปรามสุดโหดทะลักเข้าอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648372

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 12:00 น.ชาวเมียนมานับพันหนีการปราบปรามสุดโหดทะลักเข้าอินเดียชาวเมียนมากว่า 1,000 คนหนีการปราบปรามของกองทัพข้ามพรมแดนเข้ารัฐทางเหนือของอินเดีย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างข้อมูลจาก ศรี เค. วันลัลเวนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า นับตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมามีชาวเมียนมาหนีข้ามพรมแดนเข้ามาหลบภัยในอินเดียมากกว่า 1,000 คน

ทางการท้องถิ่นคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีก รัฐมิโซรัมจึงขอให้รัฐบาลกลางช่วยสร้างแคมป์ที่พักชั่วคราวใกล้กับชายแดนเพื่อรองรับชาวเมียนมากลุ่มนี้ มิเช่นนั้นผู้อพยพชาวเมียนมาจะกระจัดกระจายไปทั่วอินเดีย

อย่างไรก็ดี แม้ก่อนหน้านี้จะมีตรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ประท้วงของรัฐบาลทหารพร้อมครอบครัวกว่า 400 คนหนีเข้ามาในอินเดีย แต่ขณะนี้ชาวบ้านจากรัฐชินเริ่มอพยพหนีความวุ่นวายข้ามพรมแดนผ่านรัฐมิโซรัมมากขึ้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกลางของอินเดียมีคำสั่งให้ 4 รัฐที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและกองกำลังกึ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพิ่มความเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดน และผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ

ทว่ารัฐบาลท้องถิ่นรัฐมิโซรัมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว โดยโซรัมแทง มุขมนตรีรัฐมิโซรัม เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี เรียกร้องให้มอบสถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวเมียนมา

“ผมเข้าใจว่ารัฐบาลอินเดียต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความรอบคอบ แต่เราก็ไม่สามารถเพิกเฉยกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม”

Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP (ตำรวจชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งซึ่งหนีข้ามพรมแดนเข้าไปในอินเดียชู 3 นิ้วระหว่างพักอยู่ในที่พักชั่วคราวที่ไม่เปิดเผยพิกัดในรัฐมิโซรัมทางตอนเหนือของอินเดีย) 

ลาวเตรียมงานสร้าง ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง’ จ่อส่งขายไทย-เวียดนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648369

วันที่ 20 มี.ค. 2564 เวลา 09:52 น.ลาวเตรียมงานสร้าง ‘โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขง’ จ่อส่งขายไทย-เวียดนามงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขงจะเริ่มต้นหลังจากรัฐบาลอนุมัติการก่อสร้างเขื่อน

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทม์ส ของลาว รายงานว่างานเตรียมการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของลาว เสร็จสิ้นแล้วร้อยละ 80 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่น้ำโขงขนาด 1,460 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดหลวงพระบางทางตอนเหนือของลาวราว 25 กิโลเมตร ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (Luang Prabang Power) ของรัฐบาลลาว และบริษัทปิโตรเวียดนาม พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (PetroVietnam Power Corporation) ของเวียดนาม จะผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้ไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2027

รายงานระบุว่างานก่อสร้างโรงไฟฟ้าข้างต้นจะเริ่มต้นหลังจากรัฐบาลอนุมัติการก่อสร้างเขื่อน

สำหรับงานเตรียมการทั้งหมดแบ่งเป็นการก่อสร้างถนนทางเข้าระยะทาง 11 กิโลเมตร ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 98 สะพานข้ามแม่น้ำโขงยาว 500 เมตร ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 41 ส่วนการก่อสร้างท่าเรือชั่วคราว 3 แห่ง สายส่งไฟฟ้าขนาด 115กิโลโวลต์ และ 22 กิโลโวลต์ และสถานีไฟฟ้าขนาดเล็ก เสร็จสมบูรณ์แล้วร้อยละ 64

ขณะเดียวกันมีการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้สละที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ให้กับโครงการนี้แล้วราวร้อยละ 69

ทั้งนี้ ความคืบหน้าของงานเตรียมโครงการทั้งหมดถูกรายงานต่อไซสมพอน พมวิหาน ประธานองค์การแนวลาวพัฒนาชาติ (LFND) ซึ่งเดินทางเยี่ยมชมพื้นที่โครงการเมื่อสัปดาห์ก่อน

ไซสมพอนแนะนำเจ้าหน้าที่โครงการปฏิบัติตามตารางเวลาเพื่อให้งานเสร็จสิ้นโดยเร็ว พร้อมพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของคนงานและช่างเทคนิค โดยเมื่อปีก่อน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้จัดการประชุมให้หน่วยงานลาวร่วมเจรจากับชาติอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขง ก่อนจะดำเนินการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางแห่งนี้

การประชุมดังกล่าวหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของเขื่อน และพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง (Basin Development Strategy) ปี 2021-2030 ซึ่งเป็นทิศทางยุทธศาสตร์ 10 ปี สำหรับการวางแผนพัฒนาภายในภูมิภาค

มีการยกข้อเสนอแนะหลายประการ ประกอบด้วยการสร้างข้อผูกพันร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มขึ้น การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง 4 ประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง อันได้แก่ ลาว เวียดนาม ไทย และกัมพูชา ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลอย่างเปิดเผยและโปร่งใสที่เพิ่มขึ้น

ความสุขคนไทยหดหาย วิจัยยูเอ็นชี้คะแนนไทยลดช่วงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648353

วันที่ 19 มี.ค. 2564 เวลา 19:30 น.ความสุขคนไทยหดหาย วิจัยยูเอ็นชี้คะแนนไทยลดช่วงโควิดคะแนนความสุขของคนไทยในช่วง Covid-19 ลดลงจากปี 2017-2019

องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) โดยในปีนี้คะแนนความสุขเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 5.885 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 อยู่ในอันดับที่ 48 ลดลงจากปี 2017-2019 ที่ได้ 5.999 คะแนน ในอันดับที่ 44

ขณะที่ฟินแลนด์ยังครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดได้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามด้วยเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศในยุโรปทั้งหมด

ส่วนนิวซีแลนด์ตกลงมา 1 อันดับมาอยู่ที่อันดับที่ 9 แต่ยังคงเป็นประเทศนอกยุโรปประเทศเดียวที่ติดอันอับ 1 ใน 10 ด้านสหราชอาณาจักรตกจากอันดับ 13 มาอยู่อันดับที่ 17 และสหรัฐตกลง 1 อันดับมาอยู่ที่ 19

ส่วนประเทศแถบแอฟริกา ได้แก่ เลโซโท บอตสวานา รวันดา ซิมบับเว อยู่ท้ายตาราง ขณะที่อัฟกานิสถานคือประเทศที่ไม่มีความสุขที่สุดในปีนี้

ผู้วิจัยระบุว่า ที่น่าประหลาดใจคือ คะแนนการมีสุขภาวะที่ดี (well-being) โดยเฉลี่ยไม่ลดลงเมื่อวัดจากการประเมินชีวิตของตัวเองของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งคำอธิบายที่เป็นไปได้คือ ผู้คนมองว่า Covid-19 เป็นเรื่องทั่วไปและเป็นภัยคุกคามภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกร่วมและความเห็นอกเห็นใจที่มีให้กับคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

อย่างไรก็ดี ตำแหน่งแชมป์ของฟินแลนด์มักจะทำให้หลายคนแปลกใจ เนื่องจากชาวฟินแลนด์มักจะไม่แสดงออกว่าตัวเองมีความสุข แต่กลับให้ความสำคัญกับความสงบและสันโดด อีกทั้งก่อนหน้านี้ในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานและอึมครึมของฟินแลนด์เป็นช่วงที่มีอัตราการฆ่าตัวตายและติดแอลกอฮอล์สูงที่สุด แต่การจัดการด้านสาธารณสุขตลอด 10 ปีที่ผ่านมาช่วยลดอัตราดังกล่าวลงกว่าครึ่ง

ปัจจุบันนี้ ชาวฟินแลนด์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีบริการสาธารณะที่ดี ทั้งยังมีอัตราความยากจนและความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจากสำนักโพล Gallup ซึ่งให้ประชาชนใน 149 ประเทศให้คะแนนความสุขของตัวเอง รวมทั้งคำนวณคะแนนจากจีดีพี การสนับสนุนทางสังคม อายุขัยเฉลี่ย เสรีภาพในการใช้ชีวิต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และระดับการคอร์รัปชั่น โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0-10