ออสเตรเลียตั้ง ‘หน่วยปราบข่าวลือ’ กวาดล้างเฟคนิวส์ระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646775

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 15:45 น.ออสเตรเลียตั้ง 'หน่วยปราบข่าวลือ' กวาดล้างเฟคนิวส์ระบาดออสเตรเลียตั้งหน่วยปราบข่าวลือจัดการเฟคนิวส์เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

หลายประเทศกำลังกังวลเกี่ยวกับ Anti-vaxxer หรือกลุ่มต่อต้านวัคซีนเนื่องจากจะเป็นอันตรายและขัดขวางความพยายามฉีดวัคซีนของรัฐบาลท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ซึ่งออสเตรเลียก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาออสเตรเลียประสบปัญหาถูกระงัยข่าวสารจากเฟซบุ๊กทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีการแชร์ข่าวสารที่เป็นเท็จหรือทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ถูกต้องในขณะที่แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือถูกระงับการเข้าถึง

ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 โดยการระงับของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเปิดตัววัคซีนในออสเตรเลียท่ามกลางความกังวลว่าข้อมูลข่าวสารจากทางการอาจถูกกลบด้วยข่าวปลอมจากกลุ่ม Anti-vaxxer

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลีย เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกิจการภายในของออสเตรเลียร่วมก่อตั้ง “หน่วยปราบข่าวลือ” อย่าง “เงียบๆ ” ในปี 2020 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

“บางคนในกลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaxxer) มีมุมมองที่หยุมหยิม ขวานผ่าซาก ไม่เป็นจริง และขาดความรับผิดชอบอย่างเห็นได้ชัด” ฮันต์กล่าว “เราไม่ต้องการให้แนวคิดอันโง่เขลาเบาปัญญาได้พื้นที่มากเกิน เราอยากให้สาธารณชนมั่นใจว่ามีการปราบปรามข้อมูลผิดๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนในทางใดทางหนึ่ง”

ผลสำรวจโดยคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ในเดือนกุมภาพันธ์ พบระดับความสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนของประชาชนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 20 ระบุว่าพวกเขา “อาจปฏิเสธ” หรือ “ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด” ในการเป็นอาสาสมัครรับวัคซีนฟรี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.7 ในเดือนสิงหาคม 2020 ขณะกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าพวกเขาจะตอบรับการเป็นอาสาสมัคร “อย่างแน่นอน” อยู่ที่ร้อยละ 43.7 ลดลงจากร้อยละ 58.5

ฮันต์เปิดเผยการมีอยู่ของหน่วยงานข้างต้น ขณะแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ (28 ก.พ.) ว่าออสเตรเลียได้รับวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ชุดแรก จำนวน 300,000 โดส โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนโดสแรกภายในวันที่ 8 มี.ค. หลังผ่านการทดสอบจากสำนักบริหารสินค้ารักษาโรค (TGA) ของออสเตรเลียแล้ว

ด้านสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่าการได้รับวัคซีนข้างต้นหมายความว่า “บัดนี้เราสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน ตั้งแต่ชาวออสเตรเลียที่เสี่ยงติดเชื้อสูงสุดจนถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่แนวหน้าชายแดนและกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข”

Photo by Steven Saphore / AFP

รวยสวนกระแสโควิด จีนมีมหาเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646773

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 14:20 น.รวยสวนกระแสโควิด จีนมีมหาเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลกจีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเพิ่มขึ้นอีก 259 คน มากที่สุดของทั้งโลกรวมกัน

การจัดอันดับมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินระดับพันล้านเหรียญสหรัฐโดยบริษัทวิจัย หูรุ่น (Hurun Global Rich List) พบว่า ปีที่แล้วจีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (billionaire) เพิ่มขึ้นอีก 259 คน โดยได้อานิสงส์มาจากตลาดหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้นและการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของหลายบริษัทที่ช่วยชดเชยความเสียหายจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

ตัวเลขของมหาเศรษฐีระดับพันล้านของจีนเมื่อปีที่แล้วมากกว่าของทั้งโลกรวมกัน ส่งผลให้จีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านรวม 1,058 คน นับเป็นประเทศแรกที่ตัวเลขเกิน 1,000

ขณะที่สหรัฐตามมาเป็นอันดับ 2 เพิ่มขึ้นอีก 70 คน รวมเป็น 696 คน

ส่วนมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนจากการจัดอันดับนี้ได้แก่ จงสานส่าน เจ้าของแบรนด์น้ำดื่มยอดฮิต หนงฟูสปริง (Nongfu Spring) ที่ติดอันดับของหูรุ่นเป็นครั้งแรกด้วยทรัพย์สิน 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังรวยเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและติด1 ใน 10 ของโลก

สวนทางกับ แจ็ก หม่า ที่อันดับตกลง เนื่องจากถูกทางการจีนเข้ามาสอบสวนประเด็นผูกขาดทางการค้าของบริษัท แอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) และยังสกัดการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO)

สำหรับจีน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนแซงหน้าหลายๆ ประเทศ และเมื่อปีที่แล้วจีนสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสทำให้มีมหาเศรษฐีเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว

ญี่ปุ่นไม่เอาด้วย วอนจีนหยุดตรวจโควิดทางทวารหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646757

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ญี่ปุ่นไม่เอาด้วย วอนจีนหยุดตรวจโควิดทางทวารหนักชาวญี่ปุ่นร้องเรียนจีนตรวจโควิดทางทวารหนักชี้ทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ

คัตสึโนบุ คาโตะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในฐานะโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่าได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการผ่านสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่งโดยขอให้ระงับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาทางทวารหนักกับชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้าประเทศจีน โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการจีน แต่ญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

“ชาวญี่ปุ่นบางคนรายงานไปยังสถานทูตของเราในประเทศจีนว่าพวกเขาได้รับการตรวจหาเชื้อทางทวารหนักซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก” คาโตะกล่าวโดยระบุว่ายังไม่ทราบชัดเจนว่ามีชาวญี่ปุ่นกี่คนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีดังกล่าว

ด้านหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าวิธีการตรวจหาชื้อดังกล่าวเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเดือนที่ผ่านมายังมีรายงานจากสื่อของสหรัฐว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในประเทศจีนได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่จีนออกมาปฏิเสธโดยกล่าวว่า “ไม่เคยร้องขอให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตของสหรัฐในประเทศจีนเข้ารับการตรวจหาเชื้อทางทวารหนัก”

ทั้งนี้ ทางการจีนระบุว่าจะตรวจหาเชื้อทางทวารหนักกับบุคคลที่คาดว่ามีความเสี่ยงสูงรวมถึงอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศบางราย

Photo by Punit PARANJPE / AFP

ตัดสินจำคุก ‘สม รังสี’ 25 ปี ข้อหาโค่นอำนาจฮุน เซน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646754

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 11:08 น.ตัดสินจำคุก 'สม รังสี'  25 ปี ข้อหาโค่นอำนาจฮุน เซนศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกสม รังสี พร้อมนักการเมืองฝ่ายค้านอีก 8 คน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ศาลกรุงพนมเปญในกัมพูชาตัดสินจำคุกสม รังสี อดีตแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เป็นเวลา 25 ปีฐานมีแผนการโค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน รวมถึงพยายามโจมตีเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา นอกจากนี้ศาลยังตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย

โดยรังสีแถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “การตัดสินครั้งนี้เกิดจากความอ่อนแอและความกลัว นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กลัวความเสี่ยงที่ผมจะกลับสู่วงการการเมืองกัมพูชาและหวั่นว่าจะมีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมซึ่งจะนำไปสู่จุดสิ้นสุดของระบอบเผด็จการของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทั้งนี้ รังสีลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2015 เพื่อหลบเลี่ยงการถูกจำคุกในความผิดหลายคดีที่ระบุว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง โดยคดีล่าสุดเกี่ยวข้องกับการที่เขาพยายามจะเดินทางกลับกัมพูชาในปี 2019 ซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นการพยายามโจมตีเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน เคยกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองฝ่ายค้านอีก 8 คนรวมถึงภรรยาของรังสีถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 20 ถึง 22 ปีเช่นเดียวกัน

ด้านองค์การเพื่อสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ออกประณามการตัดสินจำคุกครั้งนี้ว่าเป็นการจงใจไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เดินทางกลับประเทศกัมพูชา และยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ชาวกัมพูชาอีกด้วย

“WHO” เผยผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646741

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:19 น."WHO"เผยผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มทั่วโลกครั้งแรกในรอบ7สัปดาห์WHOเตือนนานาประเทศ “การ์ดอย่าตก” แม้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้วก็ตาม หลังพบยอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แพทย์หญิงมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าแผนกโรคอุบัติใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนนานาประเทศว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้เพิ่มขึ้นทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ และหากยังปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น โลกอาจต้องเผชิญกับไวรัสที่จะกลับมาระบาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ขณธที่ นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ก็ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆอย่าการ์ดตกในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19

นายแพทย์ทีโดรสยังกล่าวว่า จะถือเป็นความผิดพลาด หากประเทศต่างๆพึ่งพาการฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่เพียงอย่างเดียว ขณะที่ละเลยมาตรการอื่นๆในการป้องกันการแพร่ระบาด

นายแพทย์ทีโดรส ยังได้ตำหนิประเทศร่ำรวยที่ได้พากันกักตุนวัคซีนโควิด-19 โดยระบุว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ หากประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับการปกป้องทั่วโลก

บิตคอยน์ถึงจุดเปลี่ยน ถ้าไม่กลายเป็นสกุลเงินหลักก็ฟองสบู่แตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646706

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:09 น.บิตคอยน์ถึงจุดเปลี่ยน ถ้าไม่กลายเป็นสกุลเงินหลักก็ฟองสบู่แตกถ้าไม่รุ่งก็ร่วง นักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินชั้นนำชี้คริปโตเคอเรนซี่ยอดนิยมที่กำลังมาแรง อาจถึงทางแยกที่สำคัญ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานความเห็นจากนักวิเคราะห์ของ Citi ที่กล่าวว่า บิตคอยน์ (Bitcoin) อยู่ใน “จุดเปลี่ยน” โดยอาจกลายเป็นสกุลเงินที่ต้องการสำหรับการค้าระหว่างประเทศ หรือเผชิญกับ “การระเบิดจากการเก็งกำไร” หรือภาวะฟองสบู่แตก

สถาบันการเงินชั้นนำ Citi กล่าวในรายงานว่า จากการที่บิตคอยน์ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำอย่าง Tesla Inc และ Mastercard Inc bitcoin อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการก้าวไปสู่สกุลเงินที่ใช้ในกระแสหลัก

รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่าการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น ตรงกันข้ามกับการที่บิตคอยน์อยู่ในความสนใจในวงแคบๆ เฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

Citi ระบุว่าหากธุรกิจและบุคคลต่างๆ สามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลมากขึ้น หรือเข้าถึงเงินสดดิจิทัลของธนาคารกลางที่วางแผนไว้มากขึ้น และเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า stablecoin ได้มากขึ้น บิตคอยน์ก็อาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วโลก และยังติดตามได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะเป็นวิธีการชำระเงินที่รวดเร็ว จะทำให้บิตคอยน์กลายเป็นเงินที่นำมาใช้ในการค้าขายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นทำให้บิตคอยน์สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 58,354 เหรียญสหรัฐและมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าลดลงกกว่า 11,000 เหรียญสหรัฐจากระดับดังกล่าว จึงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของราคาที่สูงเช่นนี้

“มีความเสี่ยงและอุปสรรคมากมายที่ขวางทางความก้าวหน้าของบิตคอยน์” นักวิเคราะห์ของ Citi เขียน “แต่เมื่อชั่งน้ำหนักอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นกับโอกาสต่างๆ แล้ว ก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าบิตคอยน์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน”

Photo by Justin TALLIS / AFP

เปิดเมือง “อูร์” แหล่งกำเนิดศาสนาโลกที่โป๊ปฝ่าอันตรายไปเยือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646703

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 21:00 น.เปิดเมือง "อูร์" แหล่งกำเนิดศาสนาโลกที่โป๊ปฝ่าอันตรายไปเยือนสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีกำหนดเสด็จเยือนหลายเมืองในอิรักรวมถึงเมืองอูร์บ้านเกิดอับราฮัม

• สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกทรงมีกำหนดเสด็จเยือนประเทศอิรักในวันศุกร์ (5 มี.ค.) ที่จะถึงนี้เพื่อส่งเสริมชุมชนชาวคริสเตียนในอิรัก โดยจะเสด็จเยือนสถานที่สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ กรุงแบกแดด, นาจาฟ, โมซูล, เออร์บิล และเมืองอูร์ ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายในอิรักรวมถึงความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 หลังจากที่ทูตวาติกันประจำอิรักติดโควิด-19 ไม่กี่วันก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จเยือน

• สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากจะเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแล้ว หนึ่งในนั้นยังมีเมืองอูร์ (Ur) ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญของชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมีย เป็นเมืองเก่าแก่มีอายุประมาณ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล และที่สำคัญยังเชื่อว่าเป็นเมืองบ้านเกิดของอับราฮัมอีกด้วย

บ้านของอับราฮัมในเมืองอูร์ ซึ่งถ่ายในปี 2016

• เชื่อกันว่าอับราฮัมมีชีวิตอยู่ในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ถือกำเนิดที่เมืองอูร์ก่อนที่บิดาจะพาเดินทางไปยังดินแดนคานาอันพร้อมกับภรรยาและหลานชาย แต่ภายหลังบิดาของเขาก็เสียชีวิตลง อับราฮัมได้รับการเรียกจากพระเจ้าให้ไปยังดินแดนซึ่งพระเจ้าจะนำทาง ซึ่งก็คือดินแดนแถบประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และเลบานอนในปัจจุบัน

• อับบราฮัมเป็นบุคคลสำคัญที่ปรากฏชื่อในคัมภีร์ของศาสนาสำคัญของโลก 3 ศาสนาคือศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ทั้งสามศาสนาถือว่าอับราฮัมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสนาตน ศาสนาของอับราฮัมคือศานาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวผู้ที่บอกให้ไปยังดินแดนซึ่งพระเจ้าจะนำทางและความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวคือหลักการของศาสนาสำคัญทั้งสามของโลก นี่คือความสำคัญของเมืองอูร์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อสำคัญของโลก

แผ่นโลหะจากเมืองอูร์ อายุประมาณ 2500 ปีก่อนคริสตกาล ขณะนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติช

• แต่คนเมืองอูร์ไม่ได้นับถือศาสนาแบบอับราฮัม พวกเขานับถือเทพเจ้าแห่งพระจันทร์ (Nanna) ก่อนที่อับราฮัมจะพบกับพระเจ้าองค์เดียวหรือพระเจ้าของชาวอิสราเอลนั้น อับราฮัมทำงานในร้านขายรูปบูชาของบิดามาก่อนเรื่องนี้ปรากฎในคัมภีร์ปฐมกาลของชาวยิว (Genesis Rabbah)

• ในคัมภีร์เล่าว่าครั้งหนึ่งตอนที่บิดาไม่อยู่ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาขอซื้อรูปบูชาเทพเจ้า อับราฮัมถามเขาว่าเขาอายุเท่าไหร่ ชายคนนั้นตอบว่า “อายุ 50 ปี” จากนั้นอับราฮัมกล่าวว่า“ คุณอายุ 50 ปีแล้วยังจะกราบไหว้รูปปั้นอายุหนึ่งวัน!” เมื่อถึงจุดนี้ชายคนนั้นก็จากไปด้วยความละอายใจ 

กษัตริย์อูร์-นัมมู ผู้ก่อตั้งมหาซิกกูแรตแห่งอูร์

• ต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านและต้องการที่จะเซ่นไหว้รูปเคารพ อับราฮัมจึงเอาไม้ทุบรูปเคารพและวางไม้นั้นไว้ในมือของรูปเคารพที่ใหญ่ที่สุด เมื่อบิดากลับมาเขาถามอับราฮัมว่าเกิดอะไรขึ้นกับรูปเคารพทั้งหมด อับราฮัมบอกเขาว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาเพื่อถวายเครื่องบูชาแด่รูปเคารพ รูปเคารพต่างถกเถียงกันว่าองค์ใดควรเสวยเครื่องบูชาก่อน จากนั้นรูปเคารพที่ใหญ่ที่สุดจึงเอาไม้ทุบและทุบรูปเคารพอื่นๆ ทั้งหมด บิดาของอับราฮัมตอบว่าพวกเขาเป็นเพียงรูปปั้นจะมีปัญญาได้อย่างไร จากนั้นอับราฮัมตอบว่าพ่อปฏิเสธปัญญาของพวกเขา แต่พ่อยังนมัสการพวกเขาอยู่อีก!

• เรื่องที่ปรากฏในคัมภีร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของศาสนายูดาห์ และศาสนาอิสลาม (รวมถึงศาสนาคริสต์บางนิกาย) ที่ปฏิเสธรูปเคารพและนับถือพระเจ้าองค์เดียว เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเมืองอูร์ดินแดนที่ร่ำรวยไปด้วยเทพเจ้าและตำนานโบราณ แต่อับราฮัมจะจากเมืองนี้ไปและเผยแพร่ศาสนาใหม่

กระเบื้องโมเสคจากสุสานราชวงศ์อูร์ ทำจากปูนแดง ยางบิทูเมน ไพฑูรย์ และเปลือกหอย

• เรื่องเหล่านี้เป็นตำนานทางศาสนา แต่ในทางประวัติศาสตร์เมืองอูร์มีอายุประมาณ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีกษัตริย์องค์แรกคือเมซานนี ปาดดา ต่อมาเมื่อช่วง 2047 ถึง 2030 ปีก่อนคริสตกาลกษัตริย์อูร์ นามมูเข้ามามีอำนาจปกครอง โดยสร้างโบราณสถานไว้มากมายรวมถึงซิกกูแรตแห่งอูร์ ตลอดจนมีการปรับปรุงระบบชลประทานสำหรับการเกษตร และคิดค้นประมวลกฎหมาย ต่อมากษัตริย์อามาร์ ซิน, ซู ซิน และอิบบิ ซิน ก็ขึ้นปกครองเมืองอูร์ตามลำดับ

• ตามรายงานระบุว่าจากการประมาณการพบว่าครั้งหนึ่งอูร์เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วง 2030 ถึง 1980 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยจำนวนประชากรถึง 65,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของประชากรทั่วโลกในขณะนั้น

• อูร์เป็นศูนย์กลางเมืองที่สำคัญของสุเมเรียน-อัคคาเดียนบนที่ราบเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบสุสานหลวงได้ยืนยันถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของเมืองอูร์ นอกจากนี้อูร์ยังเป็นเมืองท่าสำคัญในอ่าวเปอร์เซียซึ่งขยายออกไปไกลกว่าปัจจุบันมาก

พระมาลาทองคำของกษัตริย์เมสกาลัมดุก (Meskalamdug) มีอายุประมาณ 2,600-2,500 ปีก่อนคริสตกาล ภาพโดย Akieboy

• การนำเข้าสินค้าสู่เมืองอูร์มาจากหลายส่วนของโลก โดยสินค้านำเข้า ได้แก่ ทองคำ เงิน ไพฑูรย์ และคาร์เนเลียน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าเมืองอูร์มีระบบสังคมที่แบ่งชนชั้น รวมถึงทาส (ชาวต่างชาติที่ถูกจับตัวได้), ชาวนา, ช่างฝีมือ, หมอ, อาลักษณ์ และนักบวช

• ตำรารูปคูนิฟอร์มหลายหมื่นชิ้นได้รับการกู้คืนจากวัด พระราชวัง และบ้านแต่ละหลังซึ่งบันทึกสัญญาสินค้าและเอกสารของศาล ซึ่งเป็นหลักฐานของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายที่ซับซ้อนของเมือง

• นอกจากนี้ยังพบว่าชาวเมืองอูร์มีการละเล่นเครื่องดนตรี โดยมีการขุดค้นพบพิณซึ่งรูปร่างคล้ายกับพิณสมัยใหม่ แต่ปลายของพิณเป็นรูปวัวและมี 11 สาย

พิณหัวกระทิงที่ค้นพบจากสุสานหลวงแห่งอูร์ อายุ 2,550-2,450 ก่อนคริสตศักราชทำจากทองคำประดับลาพิสลาซูลี ถ่ายภาพที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (พิพิธภัณฑ์เพนน์) ในฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ภาพโดย Mary Harrsch

• นักโบราณคดีเริ่มทำการขุดสำรวจเมืองนี้ในช่วงปี 1853-1854 และ 1922-1934 โดบพบโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย รวมถึงสุสานจำนวนมหาศาลราว 2,000 แห่งพร้อมด้วยสมบัติล้ำค่ามากมาย

• โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุสานหลวงแห่งอูร์ซึ่งเป็นสุสานสำหรับราชวงศ์ สมาชิกชนชั้นสูง และข้าราชบริพาร มีการขุดค้นพบสมบัติจำนวนมาก อาทิ เครื่องทองของกษัตริย์, ผ้าโพกศีรษะและเครื่องประดับของราชินี, หัวสิงโตซึ่งทำด้วยเงิน ไพฑูรย์ และเปลือกหอย เป็นต้น

• หลังสงครามอิรักผ่านพ้นไป สหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงทางการทหารกับอิรักเพื่อสนธิกำลังปกป้องคุ้มครองโบราณสถานเมืองอูร์ โดยในปี 2009 กองทัพสหรัฐได้ส่งคืนพื้นที่เมืองอูร์ให้แก่ทางการอิรักซึ่งหวังว่าจะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ทหารสหรัฐขึ้นบนซิกกูแรตแห่งอูร์ที่บูรณะใหม่ในปี 2010

เขตปกครองของจีนเริ่มประกาศสงครามกับการขุดคริปโตฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646704

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 19:31 น.เขตปกครองของจีนเริ่มประกาศสงครามกับการขุดคริปโตฯเหตุสิ้นเปลืองพลังงาน เขตปกครองตนเองมองโกเลียในเป็นพื้นที่ปกครองของจีนที่สั่งห้ามการทำเหมืองคริปโตเคอร์เรนซี่ในอีก 1 เดือนข้างหน้า

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนได้สั่งห้ามการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ และประกาศความตั้งใจที่จะปิดโครงการทำเหมืองขุดคริปโตฯ ดังกล่าวทั้งหมดภายในเดือนเมษายนท่าทีนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลว่าจีนอาจจะดำเนินการควบคุมคริปโตฯ มากขึ้นในปีนี้เพราะใช้พลังงงานมหาศาลในการขุดมันขึ้นมา

ทั้งนี้ การขุดคริปโตเคอร์เรนซี่รวมถึงบิตคอยน์ในภาษอังกฤษเรียกว่า crypto mining โดย คำว่าการขุดคริปโตฯ หมายถึงการได้รับคริปโตเคอร์เรนซี่โดยการแก้สมการการเข้ารหัสผ่านการใช้คอมพิวเตอร์ กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความถูกต้องของบล็อกข้อมูลและการเพิ่มบันทึกธุรกรรมลงในบันทึกสาธารณะ (บัญชีแยกประเภท) ที่เรียกว่าบล็อกเชน

แต่กระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล เนื่องจากประเทศจีนมีค่าไฟถูกและยังมีพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นทำให้หล่อเย็นเครื่องขุดได้ได้ง่ายผู้คนจึงนิยมไปขุดคริปโตฯ ในจีน โดยเฉพาะในทิเบตที่อากาศหนาวเย็นส่วนในมองโกเลียในมีค่าไฟฟ้าที่ถูกทำให้เป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักขุด

แต่ล่าสุดทางการเขตปกครองตนเองมองโกเลียในส่งห้ามการขุดคริปโตฯ แล้ว นอกจากนี้ทางการท้องถิ่นที่นั่นยังสั่งห้ามผุดโครงการเหรียญดิจิทัลใหม่ตามแผนร่างที่โพสต์บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมองโกเลียในเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ จุดมุ่งหมายคือจำกัดการเติบโตของการใช้พลังงานให้เหลือประมาณ 1.9% ในปี 2021

การประกาศดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับอุตสาหกรรมคริปโตฯ และที่ผ่านนักขุดคริปโตฯ ต้องกังวลกับการรณรงค์ของจีนมานานหลายปีแล้วเพื่อลดขนาดการลงทุนคริปโตลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่จากการเก็งกำไร, การฉ้อโกง และการสิ้นเปลืองพลังงาน โดยเจ้าหน้าที่ของจีนได้ร่างข้อเสนอครั้งแรกในปี 2018 เพื่อที่จะลดการขุดคริปโต

ร่างนโยบายดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยวางแผนเศรษฐกิจชั้นนำของจีนโจมตีเขตปกครองตนเองมองโกเลียในว่าเป็นมณฑลเดียวที่ล้มเหลวในการควบคุมการใช้พลังงานในปี 2019

ขณะนี้เขตปกครองตนเองมองโกเลียในเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลง 3% ในปีนี้และควบคุมการเติบโตของการใช้พลังงานให้อยู่ที่ประมาณการใช้ถ่านหินที่ 5 ล้านตัน

มองโกเลียในซึ่งประกอบไปด้วยเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่มีชื่อเสียงในด้านพลังงานราคาไม่แพงและดึงดูดการลงทุนจากภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ภูมิภาคนี้คิดเป็น 8% ของพลังประมวลผลการขุดบิตคอยน์ทั่วโลกตามดัชนีการใช้ไฟฟ้าของบิตคอยน์ที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยรวมแล้วจีนสัดส่วนการขุดบิตคอยน์ถึง 65% เนื่องจากมีความน่าดึงดูดใจตรงที่ไฟฟ้าราคาไม่แพง มีโรงงานผลิตชิปในท้องถิ่น และแรงงานราคาถูก

แต่ความเคลื่อนไหวในมองโกเลียในทำให้นักลงทุนเริ่มวิตก โดยตั้งแต่ปี 2560 ทางการจีนได้ยกเลิกการเสนอขายคริปโตฯ ครั้งแรกและระงับการซื้อขายสกุลดิจิทัลภายในประเทศ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเงินเปนนสกุลทางการเป็นจำนวนมาก

จีนเคยมีสัดส่วนการค้าสกุลเงินดิจิทัลประมาณ 90% แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Bitmain Technologies Ltd. ได้ถอนตัวไปจากประเทศจีนแล้ว

Photo by JACK GUEZ / AFP

วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกนักลงทุน “อย่าแทงตรงข้ามอเมริกา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646661

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 17:33 น.วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกนักลงทุน "อย่าแทงตรงข้ามอเมริกา"ในขณะที่ทั่วโลกมองเห็นความเสื่อมของสหรัฐอเมริกา แต่นักลงทุนรุ่นเก๋ากลับชมประเทศตัวเองไม่ขาดปาก

ทุกๆ ปีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอวัย 90 ปีของบริษัท Berkshire Hathaway และนักลงทุนชั้นเซียนจะเขียนจดหมายไปถึงผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจแนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์และยังจะเป็นเข็มทิศที่จะชี้นำการลงทุนของโลกได้ เพราะบัฟเฟตต์ได้รับฉายาว่า The Oracle of Omaha หรือผู้พยากรณ์แห่งโอมาฮา (โอมาฮาคือเมืองที่ตั้งบริษัท Berkshire Hathaway)

ในปีนี้บัฟเฟตต์ยอมรับความผิดพลาดที่เขาทำไปจนนำไปสู่การสูญเสียสูงถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 แม้ว่าผลกำไรรายไตรมาสของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความผิดพลาดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนในบริษัท Precision Castparts ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับบริษัทด้านการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศ

เป็นเรื่องไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะเอ่ยถึงความผิดพลาดของตัวเอง แต่มันยังถือว่า “โอเค” เพราะกลุ่มบริษัท ของเขาประกาศผลกำไรรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 23% เป็น 35,8400 ล้านเหรียญสหรัฐและมีรายได้สุทธิ 5,020 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะฟังมากกว่านั้นคือทัศนะของเขาต่อประเทศตัวเอง เขาบอกว่า สหรัฐเป็น “ประเทศที่บ่มเพาะเพื่อการปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ที่ไม่มีใครเทียบได้”

บัฟเฟตต์บอกว่า “แม้จะมีการหยุดชะงักอย่างรุนแรง แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศเราก็น่าทึ่งมาก” พร้อมกับชมเชยสหรัฐต่างๆ นานาโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญสหรัฐที่ช่วยให้คนอเมริกันหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

บัฟเฟตต์ยังยกตัวอย่างบริษทรุ่นใหม่ที่มีรายได้สุทธิหลังหักภาษีสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น Clayton Homes และ Pilot Travel Center ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองน็อกศ์วิลล์ และ Berkshire เป็นเจ้าของ Clayton โดยสิ้นเชิงในขณะที่มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นใน Pilot ซึ่งบัฟเฟตต์กล่าวว่าจะเเพิ่มป็น 80% ภายในปี 2023

บริษัทเหล่านี้ถูกยกตัวอย่างว่าเป็นผลพวงของการเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งช่วยบ่มเพาะให้นักลงทุนที่แทบไม่มีกระแสทุนและเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยสามารถสร้างบริษัทที่มีอนาคตขึ้นมาได้

บัฟเฟตต์บอกว่า “ผู้สร้างตัวเหล่านี้ต้องการกรอบของอเมริกาในการสร้างความมั่งคั่ง …เพื่อให้บรรลุศักยภาพ ในทางกลับกันอเมริกาต้องการพลเมืองอย่าง [ผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านั้น] เพื่อบรรลุปาฏิหาริย์ที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเราต้องการ”

เขาสรุปว่า “ข้อสรุปของเราที่ไม่ต้องสงสัยเลยนั่นคือ อย่าได้แทงตรงข้ามกับอเมริกาเป็นอันขาด”

อย่างไรก็ตาม จดหมายที่เน้นชมประเทศตัวเองโดยไม่ได้พูดถึงปัญหามากมายในสหรัฐ ทำให้บัฟเฟตต์ถูกโจมตีว่าเป็นพวกที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ตอนนี้คุณมีบริษัทที่มีผู้นำที่เคารพนับถือซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงซึ่งมีความคิดเห็นที่คนต้องฟัง ซึ่งมีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาด บริษัทประกันภัยที่ได้รับอิทธิพลจากภาวะโลกร้อน และภาวะเงินเฟ้อในสังคม แต่ไม่มีสักคำที่เขาพูดถึงเกี่ยวกับการระบาดของโรค นี่เป็นสิ่งที่น่าตกใจ มันไม่รู้ร้อนรู้หนาว และน่าผิดหวัง” เคที่ ไซเฟิร์ท นักวิเคราะห์จาก CFRA Research กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Bloomberg

Photo AFP PHOTO/Nicholas KAMM/FILES

ทหารเล่นงานไม่หยุด ทนายเผยซูจีโดนยัดอีก 2 ข้อหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646675

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 15:25 น.ทหารเล่นงานไม่หยุด ทนายเผยซูจีโดนยัดอีก 2 ข้อหาออง ซาน ซูจีเผชิญอีก 2 ข้อหาหลังศาลกรุงเนปิดอว์พิจารณาคดีวันนี้

ทนายความของออง ซาน ซูจีเผยต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่าขณะนี้ซูจีกำลังเผชิญกับข้อหาทางอาญาเพิ่มอีก 2 ข้อหาหลังศาลกรุงเนปิดอว์พิจารณาคดีในวันนี้

โดยเธอถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการสื่อสารรวมถึงปลุกระดมให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งศาลนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในวันที่ 15 มีนาคม

ทนายความยังกล่าวอีกว่า “เราไม่แน่ใจว่าออง ซาน ซูจีจะต้องเผชิญอีกกี่ข้อหาในช่วงนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในเมียนมาในเวลานี้”

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออก จากการตรวจพบวิทยุสื่อสารที่นำเข้าโดยผิดกฎหมายในบ้านพักของเธอ และข้อหาละเมิดกฎหมายการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติสืบเนื่องจากการหาเสียงในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19

มีรายงานว่าก่อนหน้านี้เธอถูกกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพักในกรุงเนปิดอว์ตั้งแตวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว

ท่ามกลางรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด โดยเมื่อวันอาทิตย์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 18 รายภายในวันเดียว

ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งข้อหาซูจีและผู้นำทางการเมืองตลอดจนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ นั้นเพื่อให้รัฐบาลทหารสามารถปราบปรามฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกฎหมาย

Photo by Jack TAYLOR / AFP