สหรัฐโชว์ภาพทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป โวพร้อมจัดการศัตรู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646528

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 15:20 น.สหรัฐโชว์ภาพทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป โวพร้อมจัดการศัตรูกองทัพสหรัฐทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปคาดเป็นการส่งสัญญาณไปถึงจีนกับรัสเซีย

กองทัพอากาศสหรัฐเผยความสำเร็จในการทดสอบยิงชีปนาวุธข้ามทวีป LGM-30G Minuteman III ที่ยิงจากฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 6,760 กิโลเมตรบนหมู่เกาะมาร์แชลในมหาสมุทรแปซิฟิก

“การทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงมาจากฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐยังปลอดภัย มั่นคง เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพในการจัดการกับภัยคุกคามของศตวรรษที่ 21 และทำให้พันธมิตรของเรามั่นใจ”

กองทัพอากาศจะระบุว่าการทดสอบครั้งนี้วางแผนไว้ล่วงหน้าหลายปีแล้ว และไม่ใช่เป็นการตอบโต้ความตึงเครียดในโลกหรือในภูมิภาค แต่การทดสอบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐทบทวนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้กองทัพเรือสหรัฐได้ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป Trident ที่ไม่ได้ติดตั้งหัวรบในมหาสมุทรแอตแลนติกโดยยิงจากเรือดำน้ำที่อยู่นอกชายฝั่งฟลอริดา

ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาร์ลส์ ริชาร์ด ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธศาสตร์ที่ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐยังเตือนว่า สงครามอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับจีนหรือรัสเซียเป็นไปได้อย่างมาก และกองทัพสหรัฐต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อขจัดความเป็นไปได้นั้น โดยเขาประเมินจากขยายและยกระดับคลังอาวุธของทั้งจีนและรัสเซีย

ฐานปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐมีพิสัยการโจมตี 9,700 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งหัวรบ ซึ่งรัสเซียและทางตอนเหนือของจีนอยู่ในพิสัยดังกล่าวหากปล่อยจากฐานในรัฐไวโอมิง นอร์ทดาโกตา และมอนแทนา ขณะที่ชายฝั่งตะวันออกของจีนจะอยู่ในพิสัยโจมตีหากยิงจากแคลิฟอร์เนียและแปซิฟิก

โจวเฉินหมิง เชี่ยวชาญด้านกองทัพมองว่า การทดสอบขีปนาวุธครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศมหาอำนาจทางอาวุธนิวเคลียร์อื่นๆ

รมต.ตปท.อินโดฯ ยกหูคุยเลขายูเอ็นแก้วิกฤตเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646519

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 13:20 น.รมต.ตปท.อินโดฯ ยกหูคุยเลขายูเอ็นแก้วิกฤตเมียนมารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเดินหน้าแก้วิกฤตเมียนมาหลังเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย

เร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย โพสต์ข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอินโดนีเซียว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยสถานการณ์ในภูมิภาคกับ อันโตนิโอ กูร์เตเรซ เลขาธิการสหประชาติ โดยกูร์เตเรซได้แสดงความชื่นชนบทบาทของอินโดนีเซียที่พยายามอย่างไม่หยุดหย่อนในการหาทางคลี่คลายวิกฤตในเมียนมา

อินโดนีเซียกำลังดำเนินมาตรการทางการทูต ที่เรียกว่า Shuttle Diplomacy พูดคุยหารือกับประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก หาทางยุติวิกฤตในเมียนมา รวมทั้งล็อบบี้อาเซียนให้จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งขณะนี้ชาติสมาชิกที่ออกเสียงสนับสนุนอย่างเป็นทางการมี 3 ประเทศคือ มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ มาร์ซูดีเผยว่า “แม้ว่าการทูตแบบ shuttle diplomacy จะไม่ง่ายดายนักในช่วงเวลาที่มีโรคระบาด แต่อินโดนีเซียต้องทำ เนื่องจากมีหลักการบางอย่างที่ต้องยึดถือ…อินโดนีเซียเลือกที่จะไม่เงียบ…การไม่ทำอะไรไม่ใช่ทางเลือก”

Good discussion with @UN Secretary General @antonioguterres yesterday on developments in the region (26/02). The UNSG conveyed appreciation on Indonesia’s tireless efforts for Myanmar.— Menteri Luar Negeri Republik Indonesia (@Menlu_RI) February 26, 2021

สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646514

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.สหรัฐชี้มกุฎราชกุมารซาอุฯ สั่งฆ่านักข่าวฝ่ายตรงข้ามรายงานของสหรัฐระบุมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียสั่งฆ่านักข่าวในสถานกงสุล

สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ (DNI) เผยแพร่รายงานการสวบสวนการเสียชีวิตของ ญะมาล คาชุกญี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียของสำนักข่าววอชิงตันโพสต์ ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงอนุมัติให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษจับตัวและสังหารนักข่าวคนดังกล่าว

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2017 เจ้าชายโมฮัมเหม็ดทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินพระทัยเกี่ยวกับกิจการทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังควบคุมหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ทีมสังหารจะลงมือโดยปราศจากการสั่งการจากมกุฎราชกุมาร

นอกจากนี้ รูปแบบการสังหารยังสอดคล้องกับรูปแบบของมกุฎราชกุมารที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงเพื่อปิดปากผู้ไม่เห็นด้วย อีกทั้งคาชอกญีมักเขียนบทความวิจารณ์ราชวงศ์และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียบ่อยครั้ง ทำให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ดมองว่านักข่าวรายนี้เป็นภัยคุกคาม

วันเดียวกันทางการสหรัฐสั่งขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการสังหารคาชอกญี 76 คน รวมทั้ง อาห์เหม็ด อัล อาสิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองและหน่วยรบพิเศษของซาอุดีอาระเบีย

ในเวลาต่อมา กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธการประเมินเชิงลบ เป็นเท็จ และฟังไม่ขึ้นของรายงานที่เกี่ยวข้องกับผู้นำของซาอุดีอาระเบีย” และยังระบุอีกว่ารายงานของสหรัฐเป็นการวิเคราะห์และประเมินที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากมีข้อมูลคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2018 คาชอกญีเดินทางไปที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในเมืองอิสตันบูลของตุรกี เพื่อขอรับเอกสารรับรองการหย่าร้าง แต่กลับถูกทีมสังหาร 15 คนซึ่งมีอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าทีมสังหารและแยกชิ้นส่วนภายในสถานกงสุลในวันเดียวกัน

ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646513

วันที่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 09:45 น.ทูตเมียนมาชู 3 นิ้วกลางที่ประชุมยูเอ็นประณามรัฐประหารทูตเมียนมาชู 3 นิ้วระหว่างกล่าวถึงการทำรัฐประหารในเมียนมาในที่ประชุมยูเอ็น  

จอโมตุน (Kyaw Moe Tun) เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ กล่าวในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของทูตพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อรายงานสรุปสถานการณ์ในเมียนมาต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเพื่อยุติการปกครองของรัฐบาลทหารในเมียนมา

“เราต้องการ…ให้ประชาคมโลกดำเนินมาตรการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อยุติการทำรัฐประหารโดยทันที เพื่อยุติการกดขี่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อคืนอำนาจรัฐให้ประชาชน และเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย” จอโมตุนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นอกจากนี้ จอโมตุนยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกออกแถลงการณ์ประณามการทำรัฐประหาร ไม่ให้การรับรองหรือร่วมมือกับรัฐบาลรัฐประหาร รวมทั้งขอให้ประเทศสมาชิกช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลรัฐประหารเคารพผลการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากสรุปการแถลงแล้ว เอกอัครราชทูตเมียนมารายนี้ยังชู 3 นิ้ว ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงการต่อต้านรัฐประหารและเรียกร้องประชาธิปไตย ในที่ประชุมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นที่ตัวแทนจะแตกหักกับรัฐบาลของประเทศที่ตนเป็นตัวแทนในระหว่างการปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 

ครั้งล่าสุดที่เอกอัครราชทูตแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 เมื่อตัวแทนจากลิเบียประณาม มูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการของตัวเอง

เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646491

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 19:30 น.เจ้าชายแฮร์รีเผยสาเหตุถอยห่างราชวงศ์อังกฤษเจ้าชายแฮร์รีสุดเอือมสื่อท็อกซิกทำเสียสุขภาพจิต

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. รอยเตอร์สรายงานว่าเจ้าชายแฮร์รี ดยุคแห่งซัสเซกซ์ ทรงให้เหตุผลหลังลดบทบาทราชวงศ์ชั้นสูงและประกาศจะไม่กลับมาทรงงานของราชวงศ์อังกฤษว่าเป็นเพราะสื่ออังกฤษที่เป็นพิษ (toxic) ทำลายสุขภาพจิตของพระองค์

โดยพระองค์ตรัสในรายการเดอะเลท เลท โชว์ ของสหรัฐว่า “มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เราคิดว่าหลายคนก็เห็น ทุกคนรู้กันดีว่าสื่ออังกฤษเป็นอย่างไร มันเป็นพิษและมันกำลังทำลายสุขภาพจิตของเรา เราจึงอยากทำสิ่งที่คนเป็นสามีและพ่อควรทำก็คือพาครอบครัวออกไปจากที่นี่”

เจ้าชายแฮร์รียังทรงเปรียบเทียบกับซีรีส์ “เดอะคราวน์” ที่ว่าด้วยเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษว่า “เราสบายใจกับซีรีส์นั้นมากกว่าเพราะมันชัดเจนว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่การรายงานข่าวมันถูกมองเป็นเรื่องจริงเพราะมันคือข่าว”

ก่อนที่พระองค์และเมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์จะย้ายไปยังแคลิฟอร์เนีย ทั้งสองพระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์อังกฤษเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเมแกนไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งล้อเลียนหรือเหยียดเชื้อชาติ

ก่อนหน้านี้เมแกนได้ฟ้องร้องแท็บลอยด์ฉบับหนึ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยการเผยแพร่จดหมายที่เธอเขียนถึงพ่อของเธอ และเมื่อเดือนที่แล้วสื่อเดียวกันนี้ก็ถูกเจ้าชายแฮร์รีฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทหลังกล่าวหาว่าเจ้าชายแฮร์รีตัดสัมพันธ์กับราชนาวิกโยธินอังกฤษ

Photo by Ben STANSALL / AFP

อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646492

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.อดีตกษัตริย์สเปนยอมจ่ายภาษีย้อนหลัง 147 ล้านสื่อสเปนเผยอดีตกษัตริย์ยอมจ่ายภาษีย้อนหลังกว่า 147 ล้านบาทท่ามกลางข่าวพัวพันคอร์รัปชั่น

หนังสือพิมพ์ El Pais และ El Mundo ของสเปนรายงานว่า อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ของสเปน ซึ่งเดินทางออกจากสเปนไปพำนักที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ท่ามกลางข่าวพัวพันคดีคอร์รัปชั่น ยอมชำระภาษีย้อนหลัง 4 ล้านยูโร หรือราว 147,088,011 บาท นับเป็นการชำระภาษีย้อนหลังครั้งที่สองของอดีตกษัตริย์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ภาษีจำนวน 4 ล้านยูโรคำนวณจากสินค้าและบริการที่อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสได้รับมูลค่ารวมกันราว 8 ล้านยูโร โดยภาษีก้อนนี้เป็นการชดเชยค่าการเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวที่ทรงได้ประโยชน์

ทนายความส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่สำนักพระราชวังสเปนปฏิเสธแสดงความเห็นต่อกรณีคอร์รัปชั่น

เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสพยายามยุติข้อกล่าวหาว่าทรงทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเครดิตผิดกฎหมาย ด้วยการชำระภาษีย้อนหลังรวมทั้งค่าดอกเบี้ยและค่าปรับมูลค่า 678,000 ยูโร หรือราว 24,957,373 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีและเพื่อให้เดินทางกลับเข้าสเปนได้

ศาลฎีกาของสเปนเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการติดต่อธุรกิจของอดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอสหลายครั้ง รวมทั้งข้อกล่าวหาว่าทรงพัวพันการทุจริตสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงในซาอุดีอาระเบีย โดยได้รับการถวายเงินจากซาอุดีอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

ทั้งนี้ อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส มีบทบาทสำคัญในการนำพาสเปนไปสู่ประชาธิปไตยหลังการเสียชีวิตของผู้นำเผด็จการ ฟรานซิสโก ฟรังโก เมื่อปี 1975 แต่ความนิยมในตัวพระองค์เสื่อมลงหลังมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการเงินและปัญหาภายในราชวงศ์ จนนำมาสู่การสละบัลลังก์

Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP

2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646476

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.2 มหาเศรษฐีเกาหลีใต้ยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลมหาเศรษฐีชาวเกาหลีใต้ 2 คนประกาศบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้การกุศลเพื่อแก้ปัญหาสังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ 2 มหาเศรษฐีชาวเกาหลีที่ประสบความสำเร็จด้วยสองมือของตัวเอง ทำสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเกาหลีใต้ อย่างการประกาศยกทรัพย์สินของตัวเองให้กับการกุศล

คนแรกคือ คิมบอมซู ผู้ก่อตั้ง KakaoTalk แอพพลิเคชั่นแชทที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ เขาประกาศว่าจะบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตัวเองที่มีอยู่ราว 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดคร่าวๆ ก็คือจะบริจาคราว 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปแก้ปัญหาสังคมต่างๆ

หลังจากนั้น คิมบองจิน เจ้าของแอพพลิเคชั่นเดลิเวอรีอาหาร Woowa Brothers และโบมิซุล ภรรยา ก็ลงนามเข้าร่วมแคมเปญ Giving Pledge เพื่อบริจาคทรัพย์สินของตัวเองเช่นกัน โดยเจ้าตัวบอกว่า “ความร่ำรวยจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับคนที่ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม”

แคมเปญ Giving Pledge ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชื่อก้องโลกอย่าง บิล เกตส์ ร่วมกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อชักชวนให้บรรดามหาเศรษฐีทั่วโลกบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง โดยมีมหาเศรษฐีกว่า 200 คนเข้าร่วม แต่ยังไม่เคยมีคนรวยจากเกาหลีใต้เข้าร่วมมาก่อนเลย

การบริจาคทรัพย์สินของทั้งสองคิมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเกาหลีใต้ที่ธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปกิจการของครอบครัว หรือแจบล และการบริจาคเงินเพื่อทำการกุศลก็มักจะไปลงเอยอยู่ที่มูลนิธิของตัวเอง

ยกตัวอย่าง ชุงมงคู ประธานกิตติมศักดิ์ของฮุนได มอเตอร์ บริจาคให้มูลนิธิชุงมงคู หรือในกรณีของเครือซัมซุงที่ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะลีอุมซัมซุงในกรุงโซล

แต่กรณีของทั้งสองคิม นอกจากจะสร้างความมั่งคั่งมาด้วยสองมือของตัวเองแล้ว ยังบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลที่ไม่ได้ก่อตั้งด้วยตัวเองและบริจาคไปยังสาธารณะด้วย

วลาดิมีร์ ทิโคนอฟ จากศูนย์เกาหลีศึกษามหาวิทยาลัยออสโลเผยว่า การบริจาคของทั้งสองคิมเป็นการแสดงจิตสาธารณะในส่วนของคนรวยที่สร้างตัวเอง

“มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองมีบางอย่างที่ทายาทคนร่ำรวยไม่มี”

Photo by – / Dong-A Ilbo / AFP

สตาร์ทอัพยุคโควิดดึงหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อรับความเสี่ยงแทนแม่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646475

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 15:45 น.สตาร์ทอัพยุคโควิดดึงหุ่นยนต์ฆ่าเชื้อรับความเสี่ยงแทนแม่บ้านเมื่อไม่มีใครอยากสัมผัสเชื้อโรค สตาร์ทอัพออสเตรเลียผุดไอเดียหุ่นยนต์ทำความสะอาดสถานที่กักตัว

แน่นอนว่าสถานที่กักตัวซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มากจากพื้นที่เสี่ยงหรือกลุ่มเสี่ยงติดโควิด-19 จึงเป็นสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคมากมายรวมถึงเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใครต้องการสัมผัสกับเชื้อโรค รวมถึงพนักงานทำความสะอาดแต่พวกเขาไม่มีทางเลือก

ด้วยแนวคิดที่ว่า “จะดีแค่ไหนหากไม่ต้องมีใครสัมผัสกับเชื้อโรคเหล่านั้น” August Robotics สตาร์ทอัพสัญชาติออสเตรเลียจึงได้เปิดตัว “Diego” หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดสถานที่กักตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือหุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือหุ่นยนต์ถูพื้นธรรมดา แต่อเล็กซ์ ไวแอ็ตต์ วัย 44 ปี ผู้ต่อตั้งและผู้บริหาร August Robotics เผยว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถทำความสะอาดโรงแรมหรือสถานที่กักตัวอื่นๆ ได้อย่างมีมาตรฐาน

ด้วยแสงอัลตราไวโอเลตความเข้มสูงซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ใช้ในโรงพยาบาลปฏิบัติการ นอกจากนี้มันยังสามารถจำกัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้อย่างหมดจดทุกซอกทุกมุมไม่ว่าจะเป็น โซฟา พรม หมอน และอื่นๆ รวมถึงอากาศ

ไวแอ็ตต์กล่าวว่า Diego จะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจรั่วไหลออกจากสถานที่กักตัวผ่านพนักงานทำความสะอาดที่สัมผัสกับไวรัส ซึ่งหากเราสามารถปกป้องพนักงานทำความสะอาดได้เราก็สามารถปกป้องชุมชนภายนอกได้เช่นกัน

โดยได้เคลมคุณสมบัติของหุ่นยนต์ตัวนี้ไว้ว่าสามารถฆ่าเชื้อในห้องขนาด 30 ตร.ม. ภายในเวลา 5-10 นาที, มีการนำทางแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบพร้อมการตรวจจับสิ่งกีดขวางขั้นสูง, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานและความคล่องแคล่วในระดับสูง, หน้าจอสัมผัสที่ใช้งานได้สะดวก, มีระบบติดตามและรายงานการฆ่าเชื้อโรค, ระบบความปลอดภัยหลายชั้นเพื่อให้แน่ใจว่าแสงยูวีจะดับลงต่อหน้าผู้คน, ใช้ได้กับห้องทุกขนาด และการสนับสนุนบริการอย่างเต็มรูปแบบ

August Robotics ได้เปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นล่าสุดไปแล้วที่ฮ่องกงเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะเปิดตัวในออสเตรเลียในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยไวแอ็ตต์เผยว่าในฐานะเด็กเมลเบิร์นเขาต้องการนำหุ่นยนต์นี้ไปเผยแพร่ในออสเตรเลียโดยเร็วที่สุดรวมถึงพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐด้วย

ความสำเร็จครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำมากมาย อาทิ Skip Capital, Blackbird Ventures, Atlassian, และ Grok Ventures ด้วยความประทับใจในตัวไวแอ็ตต์และความตื่นเต้นในศักยภาพของหุ่นยนต์ Diego

ทั้งนี้ August Robotics เปิดตัวในปี 2018 โดยการแสดงสินค้าของ “Lionel” หุ่นยนต์ตัวแรกกำลังหยุดชะงักลงเมื่อเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ไวแอ็ตต์กล่าวว่าเมื่อภาคธุรกิตฟื้นตัวแล้วเขาจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่

ครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน สหรัฐโจมตีทางอากาศล้างแค้นในซีเรีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646450

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.ครั้งแรกของรัฐบาลไบเดน สหรัฐโจมตีทางอากาศล้างแค้นในซีเรียไบเดนสั่งโจมตีทางอากาศในซีเรียถล่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลัง ล้างแค้นที่ถูกถล่มฐานทัพในอิรัก

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน สั่งการให้กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทางภาคตะวันออกของซีเรียติดกับพรมแดนอิรัก ถล่มสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เป็นของกลุ่มกบฏคาตาอิบฮิซบุลลอห์ (KH) และกลุ่มคาตาอิบ ซาอิด อัล ชูฮาดา (KSS) ซึ่งเป็น 2 กองกำลังอิรักที่อิหร่านหนุนหลัง เพื่อตอบโต้ที่ฐานทัพของสหรัฐในอิรักถูกโจมตีก่อนหน้านี้

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุในแถลงการณ์ว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน เมื่อช่วงเย็นกองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลังในตะวันออกของซีเรีย”

เคอร์บีไม่ได้ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตกี่ราย ทว่าองค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรียเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 17 รายหลังจากรถบรรทุก 3 คันที่บรรทุกอาวุธที่ขับมาจากอิรักใกล้กับเมืองบุคามาลของซีเรียถูกถล่ม โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นกองกำลังฮาช อัล ชาบีที่ทางการอิรักหนุนหลังและเป็นกลุ่มที่คุมกลุ่มกบฏเล็กๆ ที่มีสายสัมพันธ์กับอิหร่าน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการโจมตีกลุ่มกบฏที่อิหร่านหนุนหลังครั้งแรกภายใต้รัฐบาลไบเดน และเกิดขึ้นหลังจากฐานของสหรัฐและพันธมิตรในอิรักถูกถล่ม 3 ครั้งเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเผยว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐเป็นการส่งสัญญาณว่าแม้สหรัฐต้องการจะลงโทษกลุ่มกบฏ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการทำให้สถานการณ์บานปลาย

Photo by SAUL LOEB / AFP

‘บิล เกตส์’ เตือนไม่รวยเท่า ‘อีลอน มัสก์’ อย่าเล่นบิตคอยน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646448

วันที่ 26 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.'บิล เกตส์' เตือนไม่รวยเท่า 'อีลอน มัสก์' อย่าเล่นบิตคอยน์บิล เกตส์ เผยสาเหตุไม่ลงทุนบิตคอยน์ เตือนระวังความเสี่ยง

บีบีซีเผยสาเหตุที่บิล เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) ไม่ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้กันทั่วโลกอย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) โดยเขาได้กล่าวระหว่างการสนทนาในคลับเฮาส์ว่าเขาชอบลงทุนในบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์มากกว่า โดยยกตัวอย่างบริษัทผลิตวัคซีน

ซึ่งก่อนหน้านี้บิล เกตส์ ก็เพิ่งทิ้งหุ้นอาลีบาบา (Alibaba) ของแจ็ค หม่า และหันไปลงทุนในบริษัทชเรอดิงเงอร์ (Schrödinger) บริษัทวิทยาศาสตร์ชีวภาพผู้พัฒนาซอฟแวร์ผลิตยาไปหมาดๆ ขณะที่อาลีบาบาและแจ็ค หม่ากำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการถูกรัฐบาลตรวจสอบกรณีผูกขาด

นอกจากนี้บิล เกตส์ เคยให้สัมภาษณ์ต่อบลูมเบิร์กถึงความตื่นตัวของอีลอน มัสก์ ในการลงทุนบิตคอยน์ว่า “ผมมองว่าถ้าคุณมีเงินน้อยกว่าอีลอน มัสก์ คุณก็ควรระวัง (การลงทุนในบิตคอยน์)”

“อีลอน มัสก์มีเงินมหาศาลและเขามีความซับซ้อนสุดๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าบิตคอยน์ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่สามารถคาดเดาได้” บิล เกตส์กล่าว

เช่นเดียวกับ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการลงทุนในบิตคอยน์ว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ มูลค่าของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวหลังจากที่บริษัทเทสลาของอีลอน มัสก์ ประกาศว่าจะลงทุน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และวางแผนจะรับชำระเงินเป็นบิตคอยน์ด้วย แต่จากนั้นไม่นานมูลค่าของบิตคอยน์ก็ดิ่งลงถึง 20%

Photo by Alex Wong/Getty Images/AFP