รัฐบาลช่วยทหารเมียนมา? ความคลุมเครือที่จะทำให้ไทยลำบาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646396

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.รัฐบาลช่วยทหารเมียนมา? อาการลับๆ ล่อๆ ที่จะทำให้ไทยลำบากสถานะของรัฐบาลไทยตอนนี้ถึงแม้ว่าอยากจะช่วยชาวเมียนมาด้วยการคุยกับกองทัพเมียนมา แต่ทำแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อไทยเอง

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศที่คณะรัฐประหารเมียนมาแต่งตั้งขึ้นมา คือ “วัณณะ มอง ลวิง” เดินทางมายังประเทศไทยด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยและเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังการรัฐประหาร เรื่องนี้เปิดเผยผ่านแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยให้กับสื่อต่างประเทศคือรอยเตอร์สั้นๆ เท่านั้น

หากได้ข้อมูลแค่นี้บางคนอาจจะคิดว่าทหารเมียนมาส่งตัวแทนมาหารืออะไรสักอย่างกับรัฐบาลไทย ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนการทำรัฐประหารในเมียนมา

แต่ในเวลาไม่นานนักมีความเคลื่อนไหวที่อินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย คือ “เรตโน มาร์ซูดี” จะเดินทางเยือนเมียนมา แต่จากรายงานเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียบอกว่ารัฐมนตรีจะไม่ไปเมียนมาแล้ว

“หลังจากคำนึงถึงการพัฒนาในปัจจุบันและข้อมูลของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแล้วนี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการเยือนเมียนมา” เตอูกู ไฟซาชาห์โฆษกกระทรวงการต่างประเทศชาวอินโดนีเซียกล่าวกับการบรรยายสรุปข่าว

ทางกระทรวงให้เหตุผลว่าเพราะ “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่”

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. มีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเดินทางมายังไทยเพื่อหารือและพยายามทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อหาทางแก้ไขผลพวงของการยึดอำนาจทางทหาร โดยเรื่องนี้แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยกล่าวกับรอยเตอร์

ในเวลาประมาณ 16.30 น. ชัดเจนในที่สุดว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเดินทางมาไทยแบบกะทันหันเพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และหลังจากนั้นไม่นานก็มีรายงานข่าวว่านายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยืนยันกับผู้สื่อข่าวเรื่องนี้แต่ไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ดูเผินๆ เหมือนปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่เมียนมากับอินโดนีเซีย

ความหมายของประโยคที่ว่า “มีสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่” ต้องย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน มีเอกสารหลุดมาจากฝั่งเมียนมาว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียจะเดินทางเยือนเมียนมา

ปรากฏว่าชาวเมียนมาแสดงความไม่พอใจอินโดนีเซียที่แสดงอาการเหมือนจะเอียงเข้าข้างทหาร จนมีการชุมนุมประท้วงที่ด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียในเมืองย่างกุ้ง โดยชาวเมียนมาคิดว่าอินโดนเซียพยายามเจรจากับกองทัพ

คนเมียนมาบอกไปถึงรัฐบาลอินโดนีเซียว่า “Please respect our votes and do hear our voices.” (โปรดเคารพการเลือกตั้งของเรา และรับฟังเสียงของเรา)

นี่อาจเป็นสาเหตุที่รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเลือกที่จะไม่บินไปเมียนมาเพราะจะต้องเจอกับแรงต้านแน่ๆ และเลือกที่จะใช้ไทยเป็นคนกลางในการคุยกับเมียนมา

แต่แหล่งข่าวในรัฐบาลไทยเผยกับเอเอฟพีว่า “การประชุมไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีอินโดนีเซีย ไทย และเมียนมาเสนอโดยฝ่ายไทย” แต่เอเอฟพีอ้างข้อเขียนคำตอบของนายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า “We didn’t plan on it but yes,” (เราไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ แต่ก็ใช่”) ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐมนตรีเมียนมากับอินโดนีเซียพบกันจริงแต่ไทยไม่ได้วางแผน

ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมบอกว่าเป็นเรื่องที่ทางเมียนมาขอมาเยี่ยมคารวะ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าไปรับรองอะไรทั้งสิ้น ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียก็ได้ขอเข้าพบทางรัฐมนตรีเมียนมาก่อนด้วย ในส่วนของเราเป็นเรื่องที่เมียนมามาขอคุยและขอเยี่ยมคารวะตน

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียอธิบายเรื่องราวในเว็บไซต์ของกระทรวงว่า “ระหว่างการเดินทางไปกรุงเทพฯ ระยะสั้นดิฉันได้หารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นทวิภาคี” ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับข่าวของกรมสารนิเทศ เรตโน มาร์ซูดี ยังบอกว่า “ในการประชุมกับรัฐมนตรีดอน (ปรมัตถ์วินัย) เรายังได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการในเมียนมาร์รวมถึงการเตรียมการสำหรับการประชุมอาเซียนที่เสนอ”

เรตโน มาร์ซูดีบอกว่าที่จริงจะต้องเดินทางไปยังเนปยีดอเมืองหลวงของเมียนมาหลังจากมาเยือนไทยแต่ทริปนี้ถูกเลื่อนไป (เรื่องนี้ตรงกับการแถลงของกระทรวง) แต่มาร์ซูดีบอกว่า “ระหว่างที่ดิฉันพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ดิฉันได้รับข้อมูลว่า อู  วัณณะ มอง ลวิง อยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย ในที่สุดการประชุมกับ อู วัณณะ ก็ได้ดำเนินการที่สนามบินดอนเมืองซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็อยู่ที่นั่นด้วย”

เราจึงมีข้อมูลสองชุดในตอนนี้คือชุดที่บอกว่ารัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพกับที่บอกว่าเราไม่ได้วางแผนในเรื่องนี้ และจากปากคำของรัฐมนตรีอินโดนีเซียทุกอย่างเหมือน “เรื่องบังเอิญ”

อะไรจะบังเอิญได้ลงตัวขนาดนี้!

ปัญหาจึงตกอยู่ที่รัฐบาลไทยที่จะต้องทำให้ชัดเจนว่าทำไปทำไมและเพื่ออะไร เพราะในประเทศเรามีเสียงตำหนิว่าไทยต้อนรับรัฐมนตรีเมียนมาเท่ากับยอมรับการทำรัฐประหาร ซึ่งเสียงตำหนินี้ไม่ถูกต้องนักเพราะไทย “อาจจะ” ไม่ได้เป็นคู่หารือโดยตรง แต่น่าจะเป็นการเคลียร์กันระหว่างอินโดนีเซียกับเมียนมา

หลังการหารือนานแค่ 20 นาที รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียเคลียร์จุดยืนตัวเองเรียบร้อยว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ” ซึ่งการพูดแบบนี้เหมือนกับที่ประชาชนเมียนมาเรียกร้องให้อินโดนีเซียทำเพราะเข้าใจว่าอินโดนีเซียกำลังเหยียบย่ำหัวใจประชาชนเมียนมาและหันไปคบกับกองทัพ

รัฐมนตรีอินโดนีเซียยังบอกว่าจะหารืออย่างเข้มข้นกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายกองทัพหรือฝ่ายต่อต้าน เพื่อที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเมียนมา

อินโดนีเซียแสดงท่าทีแบบนี้ก็ชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้เชียร์กองทัพและยังห่วงประชาชน แต่รัฐบาลไทยเองกลับยังถูกคนในประเทศโจมตีแบบเข้าใจผิดว่ากำลังยอมรับกองทัพเมียนมา ยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อพล.อ. ประยุทธ์บอกว่ารัฐมนตรีเมียนมามาคารวะเท่านั้น ก็เท่ากับยอมรับฝ่ายนั้นนั่นเอง

บอกไปเลยว่าเป็นคนกลางหารือยังจะดูดีเสียกว่า 

เพราะสื่อของทางการเมียนมาคือ Global New Light of Myanmar บอกว่า “ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาร์ อู วัณณะ มอง ลวิง เดินทางมาเยือนประเทศไทยโดยเที่ยวบินพิเศษเวลา 7.00 น. และเดินทางกลับเนปยีดอ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2020”

ดูท่าจะไม่บังเอิญเสียแล้ว

นี่คือปัญหาของรัฐบาลมาโดยตลอดนั่นคือความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ปรากฏว่าพลังของการชี้แจงของรัฐบาลยังอ่อนด้อยกว่าทฤษฎีสมคบคิดและข่าวปลอมแบบไม่เห็นฝุ่น

ข่าวจากกรมสารนิเทศของไทยมีแต่เรื่องอื่นเสียอย่างนั้นคือข่าว “รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกระชับความร่วมมือไทย-อินโดนีเซีย จากกลไกทวิภาคี และส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคโดยมีอาเซียนเป็นแกนกลางกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย”

พูดกันตามตรงแล้วนอกจากจะเป็นข่าวที่ไม่มีคนสนใจ มันยังทำให้คนยิ่งสงสัยว่ากระทรวงการต่างประเทศปกปิดอะไรหรือไม่? เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ารัฐมนตรีอินโดนีเซียมาไทยเพื่ออะไร และยังไม่เอ่ยถึงฝ่ายเมียนมาด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ไปตกที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยเต็มๆ เพราะนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกเองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ

แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครและเป็นการเริ่มเริ่มที่ดีสมควรแก่ฐานะของอาเซียน เพียงแต่มันลึกลับซับซ้อนเกินไป หากคนเมียนมาเข้าใจผิดขึ้นมาไทยอาจจะลงเอยแบบอินโดนีเซียได้

ปรากฏว่ามันเป็นไปแล้ว จากการรายงานของ 7Day TV พบว่ามีชาวเมียนมาจำนวนหนึ่งไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตไทยในเมืองย่างกุ้ง บางคนถือแผ่นป้ายบอกว่า “เราไม่ยอมรับ วัณณะ มอง ลวิง” ซึ่งสะท้อนไปถึงรัฐบาลไทยว่าคนเมียนมาไม่เห็นด้วยที่ไทยต้อนรับคนที่กองทัพแต่งตั้งมา

ตอนนี้ยังมีการติดแฮชแท็ก #rejectASEANResolution (ไม่เอามติอาเซียน) ในหมู่ผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในเมียนมาเพราะเข้าใจว่าจีนอยู่เบื้องหลังผลักดันให้อาเซียนหาทางช่วยกองทัพเมียนมาให้คงในอำนาจ

ในแฮชแท็กนี้มีการเผยแพร่ข้อความในวงกว้างที่เรียกร้องให้ไทยและอาเซียนเคารพสิทธิของคนเมียนมาที่จะไม่เอาการเลือกตั้งใหม่ และพวกเขาเข้าใจว่าการประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ คือการสุมหัวเพื่อเปิดทางให้กองทัพจัดการเลือกตั้งใหม่

ข้อความที่แชร์กันส่วนหนึ่งบอกว่า “เรียนคนไทยที่รักและชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาซึ่งมาจากฝ่ายทหารและไม่ได้รับการเลือกตั้งจากพลเรือนจะเดินทางมากรุงเทพฯ ในวันนี้ (วันที่ 24 กุมภาพันธ์) เพื่อพบกับรัฐมนตรีอินโดนีเซียพร้อมกับรัฐมนตรีไทย แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่าพวกเขากำลังจะมีการประชุมที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งใหม่จากฝ่ายทหาร เราไม่ยอมรับสิ่งนั้น เราได้โหวตแล้วว่าเราต้องการใครและพวกเขาต้องเคารพการโหวตของเรา”

ข้อความนี้พร้อมแฮชแท็กไม่เอาอาเซียนที่มากกว่า 330,000 แฮชแท็ก (นับเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์)

นี่คือผลของการทำอะไรที่คลุมเครือในหมู่ประเทศอาเซียน ผลเสียที่หนักที่สุดคือการถูกเข้าใจว่าอาเซียนถูกจีนบงการ (ตอนนี้ยังมีการกระจายข่าวลือด้วยว่าจีนดันให้อินโดนีเซียมาคุยกับเมียนมา)

อาเซียนเองก็สงวนท่าทีจนเกินไปด้วยการไม่ยอมบอกให้กองทัพเมียนมาถอนตัวออกไปแต่บอกให้กองทัพต้องรักษาคำพูดด้วยการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมียนมายอมรับไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้วมีปัญหา

พวกเขาไม่ได้ต้องการการเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการให้อองซานซูจีเป็นผู้นำตามที่ผลการเลือกตั้งปรากฏให้เห็น

หลังจากเจอคนเมียนมาไปประท้วง ต่อมากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียจึงต้องแสดงท่าทีชัดขึ้นว่าไม่ต้องการการเลือกตั้งใหม่ และเมื่อมาคุยที่ไทยยังย้ำว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเมียนมาจะต้องได้รับความเคารพ”

แต่ไทยจะทำแบบเดียวกันหรือไม่ หรือจะยังหาทางรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางการทูตที่ไม่ได้เสียหายอะไรหากเป็นผลดีต่อประเทศ ประเด็นก็คือจะทำให้ชาวเมียนมาและประชาคมโลกเข้าใจว่าไทยได้ไม่ได้ช่วยทหารเมียนมายึดอำนาจเอาไว้?

บอกกันตรงๆ ว่ารัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์นั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะไปประสานงานเรื่องเมียนมา เพราะในประเทศก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลและตั้งคำถามกับความชอบธรรมของรัฐบาลมาโดยตลอด การไปนั่งตรงกลางจะยิ่งทำให้คนเข้าใจว่า รัฐบาลไทยที่เริ่มต้นจากการทำรัฐประหารและหลังจากเลือกตั้งแล้วทหารก็ยังคุมในหลายๆ ด้าน จะเข้าข้างกองทัพเมียนมาเป็นแน่

เหมือนกับข้อความที่ชาวเมียนมาแชร์กันในวันประชุมไตรภาคีที่กรุงเทพฯ ที่ตอนท้ายบอกว่า “ตอนนี้เราเชื่อว่าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงในเมียนมาและไทย” ข้อความนี้สะท้อนว่านอกจากพวกเขาจะไม่ไว้ใจรัฐบาลไทยแล้ว คนเมียนมายังมองว่าคนไทยอยู่ในฐานะเดียวกับพวกเขาด้วยในอันที่จะต้องสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

คงไม่ต้องถามว่าคนเมียนมาคิดว่าคนไทยต้องสู้กับใคร

Photo by STR / AFP

นายกอาร์เมเนียอ้างทหารเตรียมรัฐประหาร ชวนฝ่ายหนุนลงถนนประท้วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646402

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:45 น.นายกอาร์เมเนียอ้างทหารเตรียมรัฐประหาร ชวนฝ่ายหนุนลงถนนประท้วงการเมืองอาร์เมเนียตึงเครียด ผู้นำอ้างทหารพยายามทำรัฐประหาร ชวนฝ่ายสนับสนุนลงถนนประท้วง

นายกรัฐมนตรี นิโคล ปาชินเนียน ของอาร์เมเนียประกาศผ่านเฟซบุ๊คโดยกล่าวหาว่า ผู้นำกองทัพพยายามทำรัฐประหาร และเรียกร้องให้ประชาชนที่สนับสนุนตนเองออกมารวมตัวกันที่จัตุรัสรีพับลิกในกรุงเยเรวาน เนื่องจากกก่อนหน้านี้ผู้นำกองทัพอาร์เมเนียได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปาชินเนียนลาออกจากตำแหน่ง

“ผมถือว่าแถลงการณ์ของผู้นำกองทัพเป็นการพยายามทำรัฐประหารของกองทัพ ผมขอเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนของเรามารวมตัวกันที่จัตุรัสรีพับลิกเดี๋ยวนี้” ปาชินเนียนระบุในเฟซบุ๊ค

ก่อนหน้านี้ปาชินเนียนสั่งปลดรองผู้บัญชาการกองทัพต่อด้วยปลดผู้บัญชาการกองทัพ ส่งผลให้กองทัพออกแถลงการณ์ให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงร่วมลงนาม 40 ราย และระบุว่า ปาชินเนียนและรัฐบาลไม่มีความสามารถในการตัดสินใจที่เหมาะสมในช่วงเวลาวิกฤตที่ตัดสินชะตาของชาวอาร์เมเนีย

ทั้งนี้ มีกระแสเรียกร้องให้ปาชินเนียนลาออกจากตำแหน่งหลายครั้ง รวมทั้งจากประธานาธิบดี อาร์แมน ซาร์กซียัน นับตั้งแต่อาร์เมเนียลงนามในข้อตกลงสงบศึกกรณีพิพาทเหนือดินแดนนากอร์โน-คาราบัคกับอาเซอร์ไบจานเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ปีที่แล้ว โดยอาร์เมเนียต้องเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้อาเซอร์ไบจาน

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ชาวอาร์เมเนียรู้สึกว่าเสียหน้า จึงมีการรวมตัวกันในกรุงเยเรวานเพื่อปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันเดียวกับที่มีการลงนามข้อตกลง

ด้าน ดิมิทริ เปซคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเผยว่า รัสเซียกังวลกับสถานการณ์ในอาร์เมเนียและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ

Photo by AFP

ส่องสเป็กรถ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ทำไมพังยับเยินแต่รอดชีวิตมาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646395

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:30 น.ส่องสเป็กรถ 'ไทเกอร์ วูดส์' ทำไมพังยับเยินแต่รอดชีวิตมาได้นอกจากสติของคนขับรถแล้ว ระบบนิรภัยและความแข็งแรงของรถก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ขณะนี้ไทเกอร์ วูดส์ อดีตนักกอล์ฟมือวางอันดับ 1 ของโลกรู้สึกตัวแล้วหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยแพทย์เปิดเผยว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่กระดูกและกล้ามเนื้อขาขวา โดยพบกระดูกหักหลายตำแหน่งรวมถึงกระดูกหักแบบเปิดหรือกระดูกหักทะลุผิวหนัง

ด้านสภาพรถของเขาอยู่ในสภาพพังยับเยินจากการพุ่งชนก่อนที่จะพลิกคว่ำกลิ้งลงเนินเขาหลายร้อยฟุต ซึ่งคาดว่าเกิดจากการขับรถเร็วโดยถนนในพื้นที่จำกัดความเร็วไว้ที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยชีวิตระบุว่าเขาโชคดีมากที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ Genesis GV80 เอสยูวีสุดหรูจาก Hyundai ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักได้รับความสนใจขึ้นมาชั่วข้ามคืนเนื่องจากช่วยให้ไทเกอร์ วูดส์ รอดชีวิตมาได้

GV80 ได้รับการออกแบบโดยเน้นความแข็งแรงของตัวถัง ซึ่งผสมด้วยอะลูมิเนียมเพื่อลดการยุบตัวและสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างห้องโดยสาร ที่สำคัญคือมีระบบถุงลมนิรภัยถึง 10 จุด พร้อมถุงลมนิรภัยคั่นเบาะคู่หน้า

ทางแบรนด์เคลมว่ารถรุ่นนี้มีระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยหลีกเลี่ยงการชนด้วยระบบแจ้งเตือนยานพาหนะที่อาจมองไม่เห็นและตรวจจับรถที่ชะลอตัวหรือหยุดอยู่ข้างหน้ารวมถึงตรวจจับคนเดินถนนด้วย ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนถึงการชนที่อาจเกิดขึ้นและเบรกโดยอัตโนมัติเมื่อจำเป็น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ที่ช่วยชีวิตไทเกอร์ วูดส์ออกจากที่เกิดเหตุระบุว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้

ทั้งนี้ บริษัท Genesis ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Hyundai Motor เป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการแข่งขันกอล์ฟ PGA Tour ที่ไทเกอร์ วูดส์ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในลอสแองเจลิส

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

อังกฤษเผย COVAX เริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646403

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 18:25 น.อังกฤษเผยCOVAXเริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักรแถลงว่าวัคซีนจากโครงการ COVAX ได้เริ่มใช้แล้วในประเทศกำลังพัฒนา

เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) GAVI ซึ่งเป็นหน่วยงานพันธมิตรร่วมพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ประกาศเริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยวัคซีนชุดแรกได้ส่งไปถึงกรุงอัครา ประเทศกานาเมื่อเช้าวันที่ 24 ก.พ. ทั้งนี้สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงการ COVAX โดยได้ให้เงินสนับสนุนจำนวน 548 ล้านปอนด์เพื่อให้ทั่วโลกได้เข้าถึงวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึง

นายโดมินิก ราบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวว่า

“วันนี้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้เริ่มแจกจ่ายให้กับประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยุติการแพร่ระบาดของโรค

“สหราชอาณาจักรในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ที่สุดในโครงการ COVAX ขอยืนยันว่าวัคซีนจำนวนกว่าพันล้านโดสจะถูกส่งไปยัง 92 ประเทศ เพื่อไม่ให้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการต่อสู้กับโรคระบาดระดับโลกนี้

“เราจะรักษาชีวิตคนและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในอนาคตได้ก็ต่อเมื่อเราป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในประเทศกำลังพัฒนาด้วย”

Photo by Tolga Akmen / AFP

ผู้นำเกาหลีใต้ไม่ฉีดวัคซีนเป็นคนแรกยันคนเชื่อมั่นอยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646383

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 17:30 น.ผู้นำเกาหลีใต้ไม่ฉีดวัคซีนเป็นคนแรกยันคนเชื่อมั่นอยู่แล้วเกาหลีใต้จะไม่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้นักการเมืองเป็นกลุ่มแรก ปธน.มุนแจอินยืนยันจะรอตามคิว

ทางการเกาหลีใต้ยืนยันจะไม่ฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ซึ่งจะเริ่มฉีดเข็มแรกพรุ่งนี้ (26 ก.พ.) แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากพรรคฝ่ายค้านให้ประธานาธิบดี มุนแจอิน ฉีดวัคซีนเป็นคนแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดานักการเมืองเกาหลีใต้ถกเถียงกันว่ามุนแจอินควรฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 เป็นคนแรกหรือไม่ จนนายกรัฐมนตรี ชุงเซคยุน กล่าวตำหนิผ่านเฟซบุ๊คว่า ไม่ควรนำวัคซีนมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งทางการเมือง และย้ำให้เชื่อมั่นในรัฐบาล

ก่อนหน้านี้มุนแจอินและนักการเมืองจากทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเผยว่ายินดีฉีดวัคซีนเป็นคนแรก ทว่าต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีแจ้งว่ามุนแจอินจะรอให้ถึงคิวการฉีดวัคซีนของตัวเองก่อน เนื่องจากชาวเกาหลีใต้ไม่มีข้อกังวลเรื่องการฉีดวัคซีน จึงไม่ต้องฉีดโชว์

การสำรวจความคิดเห็นของรัฐบาลพบว่า ชาวเกาหลีใต้ที่มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนกว่า 90% ต้องการฉีดวัคซีน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า จะเดินตามแผนการฉีดวัคซีนเดิมให้กับกลุ่มบุคลากรทางสาธารณสุขและกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในวัคซีน

ทำไมสื่อนอกเคยเรียกตลาดนัดจตุจักรว่า “อู่ฮั่นสอง”? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646366

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 16:34 น.ทำไมสื่อนอกเคยเรียกตลาดนัดจตุจักรว่า "อู่ฮั่นสอง"?ไม่ใช่แค่ WHO แต่สื่อนอกยังเคยกล่าวหาว่าตลาดและค้างคาวไทยเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

หลังจากที่ เทอา โคลเซน ฟิเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสชาวเดนมาร์ก หนึ่งในทีมวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ลงพื้นที่สำรวจหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่สัตว์ หรือสัตว์สู่มนุษย์ในตลาดค้าสัตว์ป่าและสัตว์แปลกบางแห่งที่มีความแออัด อย่างที่เคยเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยยกตัวอย่างตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร

แม้ว่าเธอจะออกมาแก้แล้วว่าไม่ได้กล่าวหาว่าไทยเป็นแหล่งแพร่เชื้อเพียงแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น แต่หลายคนก็ยังมองว่านับว่าเป็นการยกตัวอย่างที่สร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วในช่วงที่เพิ่มเริ่มมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ไม่นานเว็บไซต์ข่าวเดอะซันได้นำเสนอตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักรซึ่งนำโดยเลียม บาร์ทเล็ตต์ นักข่าวชาวออสเตรเลีย และสตีเวน กัลสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ระบุว่าตลาดแห่งนี้มีการค้าสัตว์ป่าจำนวนมากรวมถึงการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายโดยเปรียบตลาดนัดจตุจักรว่าเป็น “อู่ฮั่นแห่งที่สอง”

โดยชี้ว่าตลาดดังกล่าวรองรับผู้คนหลายพันคนในแต่ละวันและบรรยากาศที่คับแคบแออัดจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัส

อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่าผลการตรวจหาเชื้อไวรัสในตลาดไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ต้นตอของโรคโควิด-19 ในสัตว์เลี้ยงแต่อย่างใด เช่นเดียวกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติฯ ชี้แจงว่าได้เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อในสัตว์ทุกกลุ่มและไม่พบเชื้อไวรัสโคโรนา ดังนั้นข้อมูลที่ว่าไทยเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาจึงไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้สำนักกรุงเทพมหานครระบุว่าตลาดนัดจตุจักรไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาจำหน่าย ส่วนตลาดค้าสัตว์ตามข่าวคือตลาดศรีสมรัตน์ เป็นตลาดเอกชนที่อยู่ในบริเวณข้างเคียง ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเฝ้าระวังทำความสะอาดและขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้าจัดระเบียบแผงค้าและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สำหรับประเด็นค้างคาวเกือกม้าของไทยที่ก่อนหน้านี้วารสาร Nature Communications ตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งนำโดยนักวิจัยจากประเทศไทยและสิงคโปร์ชี้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Sars-CoV-2) อาจแพร่ระบาดในกลุ่มค้างคาวหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย

โดยมีการพบไวรัสที่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 จากค้างคาวเกือกม้าหรือค้างคาวมงกุฎ 5 ตัวในประเทศไทย

ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบพบว่าเชื้อไวรัสที่พบในค้างคาวมีรหัสพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 91 แต่ยังไม่มีข้อมูลการติดต่อระหว่างค้างคาวมาสู่คนแต่อย่างใด ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าไม่สามารถก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้

รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646362

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 15:00 น.รมว.ตปท.อินโดฯ-เมียนมาเยือนไทยทำไมไม่ต้องกักตัว?รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาเข้าพบ ดอน ปรมัตถ์วินัย วันเดียวกับที่เดินทางถึงไทย โดยไม่กัตัว

จากกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เมียนมา อินโดนีเซีย พบปะหารือกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) หลายคนอาจสังเกตว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาและอินโดนีเซียเข้าหารือกันภายในวันเดียวกับที่เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยไม่ผ่านการกักตัว 14 วันตามมาตรการควบคุม Covid-19

จากการติดต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวพบว่าไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ดี จากการรวบรวมข้อมูลของโพสต์ทูเดย์พบว่ามีประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 เรื่องข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 12) โดยมีรายละเอียดเกี่ยวการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคล 11 กลุ่ม ที่ได้รับการยกเว้นให้เข้าประเทศไทยได้ในข้อ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

(3) บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว

ส่วนข้อ 2 มาตรป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อควบคุมดูแลให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรปฏิบัติตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา และหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้โดยเคร่งครัด และให้ผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานควบคุมโรคติดต่อสั่งหรือกำหนดหนดเป็นเงื่อนไขในการเดินทาง หรือการเข้ามาในราชอาณาจักร รับการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานที่ที่และตามมระยะเวลา ซึ่งทางราชการกำหนด หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว เพื่อให้มาตรวจหาเชื้อเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการติดเชื้อก็ได้

สำหรับข้อสงสัยว่ากลุ่มข้อยกเว้นข้างต้นมีมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างไร

จากคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 เรื่องแนวปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 6 ในข้อ 3 และ ข้อ 5 มีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 3 บุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว แบ่งมาตรการดังนี้

มาตรการก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1)หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ชุมชนไม่น้อยกว่า 14 วัน

2)ให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

  • หนังสือที่รับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง
  • ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางดังกล่าวไม่มีเชื้อโรคโควิด-19 โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • หน่วยงานต้นสังกัดมีหนังสือรับรองการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล หรือเอกสารหลักฐาน ซึ่งแสดงถึงหลักประกันที่ผู้เดินทางดังกล่าวสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพหรือรักษาพยาบาล ซึ่งรวมถึงโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักร

3)ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ผู้เดินทาง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศของประเทศต้นทางก่อนออกเดินทาง

มาตรการเมื่อเดินทางถึง/ระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร

1)ให้คัดกอรงอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ที่ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

2)ให้ยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

3)ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

4)ให้เข้ารับการกักกันในพำนักของบุคคลดังกล่าวภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

เมื่ออ่านกฎหมายทั้งสองฉบับพบว่า ข้อความในข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และ มาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2563 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีข้อความขัดแย้งกัน

มาตรการสำหรับบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย กำหนดให้บุคคลเหล่านี้ต้องเข้ารับการกักกันในที่พำนักของบุคคลดังกล่าว ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน

ทว่าข้อ 2 ของประกาศราชกิจจานุเบกษาฯ กลับเปิดช่องให้เลือกว่าจะแยกกักกันตัว หรือปฏิบัติตามระบบการตรวจสอบการเดินทางในราชอาณาจักร หรือการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว

ความขัดแย้งกันของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้อาจนำมาสู่ความสับสนของสาธารณชน และอาจเกิดความลักลั่นในการนำมาปฏิบัติ

ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646333

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 13:30 น.ญี่ปุ่นพร้อมจ่าย 12.5 ล้านบาทถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิตรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศจ่ายเงินชดเชย 12.5 ล้านบาท หากประชาชนฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต

โนริฮิสะ ทะมุระ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยจำนวน 44,200,000 เยน หรือ 12,536,372 บาทให้แก่ครอบครัวหากฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 แล้วเสียชีวิต และจ่ายค่าทำศพอีกไม่เกิน 209,000 เยน หรือ 59,275 บาท หลังพบชาวญี่ปุ่นตไม่กล้าฉีดวัคซีน เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วมีอาการเจ็บป่วยหรือได้รับผลข้างเคียงระยะยาว อาทิ พิการ จะได้รับเงินชดเชยปีละ 5 ล้านเยน หรือ 1,417,096 บาท

อันที่จริง รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายจ่ายเงินชดเชยผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนอยู่แล้ว แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ

ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646325

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.ทีม WHO ปัดโบ้ยไทยต้นตอโควิดแค่ยกตัวอย่างเฉยๆผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กชี้ข่าวบิดเบือนไม่ได้กล่าวหาไทยเป็นต้นตอโควิด-19

สืบเนื่องจากกรณีที่สื่อเดนมาร์กรายงานว่า เทอา โคลเซน ฟิเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสชาวเดนมาร์ก หนึ่งในทีมวิจัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ลงพื้นที่สำรวจหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่นระบุว่าตลาดนัดจตุจักรของไทยอาจเป็นต้นตอในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาก่อนที่จะแพร่ไปยังเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์

ภายหลังผู้เชี่ยวชาญรายนี้ได้ออกมาชี้แจงว่าตนไม่ได้กล่าวหาว่าตลาดนัดจตุจักรเป็นต้นตอของโควิด-19 เพียงแต่ระบุว่ามีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์จากสัตว์สู่สัตว์ หรือสัตว์สู่มนุษย์ในตลาดค้าสัตว์บางแห่งที่มีความแออัด อย่างที่เคยเกิดการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยยกตัวอย่างตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร พร้อมตำหนิสื่อที่รายงานข่าวบิดเบือน

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงประเด็นที่มีสื่อรายหนึ่งรายงานว่าเธอกล่าวหาค้างคาวไทยอาจเป็นต้นตอของไวรัสโคโรนา โดยเธอได้ออกมาชี้แจงว่าเธอเพียงแค่รายงานการค้นพบล่าสุดเท่านั้นว่าทีมวิจัยค้นพบไวรัสซึ่งใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2) ในค้างคาวเกือกม้าในประเทศไทยแต่ไม่ได้กล่าวว่าค้างคาวไทยเป็นต้นตอของไวรัสแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเธอจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ยังคงมีชาวเน็ตจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติติติงคำพูดของเธอว่าเป็นคำพูดที่สร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย

Enig i at overskriften og indledning i denne artikel desv er m til at forvrænge indhold og budskab: at disse markeder m levende (eksotiske/vilde) dyr tæt stablet i små bure kan være udgangspunkt for pandemiske virus, som vi har set det tidligere fx #SARS i 2003. @torshammer50 https://t.co/uIA69D7DAk— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Important notice: Im not pointing at that specific market only stating the there is a high chance that infections cross species animal to animal or animal to humans at such markets.— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

Hmm…faktisk ikke helt korrekt citeret. Vi peger blot på seneste fund fra bl.a. Thailand hvor hesteskonæse flagermus også har vist sig at være værter for virus m høj lighed m SARS-CoV-2…. https://t.co/0nab1XJKBY— Thea K Fischer, Prof. i PH Virus Inf. og Epidemier (@TheaKFischer) February 23, 2021

สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646306

วันที่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 10:30 น.สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ผุดไอเดียหมักเบียร์ทางไกลโกยเงินทุนหลักสิบล้านZymoscope สตาร์ทอัพคราฟต์เบียร์หน้าใหม่ระดุมทุนได้กว่า 30 ล้านหลังเปิดตัวได้เพียงไม่กี่ปี

1. Zymoscope บริษัทคราฟต์เบียร์สัญชาติเดนมาร์ก สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ถึง 960,000 ยูโร หรือราว 35 ล้านบาท แม้จะเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2019 เท่านั้น และคาดว่าจะสูงถึง 414,000 ล้านยูโร หรือราว 15 ล้านล้านบาทภายในปี 2025 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ถึง 20%

2. Zymoscope เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่จะใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเบียร์และตรวจสอบการหมักเบียร์แบบเรียลไทม์ในระยะไกลทำให้ผู้ผลิตเบียร์สามารถควบคุมและปรับกระบวนการหมักได้ดีขึ้น รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายและปรับขนาดได้ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ช่วยให้กระบวนการผลิตสิ้นเปลืองน้อยลง

3. Petros Venetopoulos ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Zymoscope เผยว่านี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่และ Zymoscope บรรลุเป้าหมายแล้ว ด้วยแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจของพวกเขาทำให้ดึงเงินลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนรายใหญ่ อาทิ Rockstart, Vækstfonden และ Mads Heine

4. นอกจากนี้ Zymoscope กำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ในเดนมาร์ก 6 แห่ง และมีเป้าหมายที่จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในตลาดคราฟต์เบียร์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเงินทุนที่ได้รับจะนำไปขยายทีมที่แข็งแกร่ง รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์และดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย

5. Mark Durno หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท Rockstart AgriFood หนึ่งในนักลงทุนกล่าวว่านวัตกรรมนี้จะช่วยให้เทคนิคการหมักเบียร์ที่มีมายาวนานหลายศตวรรษเป็นแบบดิจิทัล และสร้างปรากฏการณ์ให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มด้วยความหลงใหลในคราฟต์เบียร์ประกอบกับทีมงานที่มีทักษะจาก Zymoscope นั่นทำให้เขาตื่นเต้นที่จะได้ร่วมลงทุนด้วย

6. Mads Heine นักลงทุนรายใหญ่กล่าวว่าแม้จะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาไม่นาน แต่ Zymoscope สร้างความประทับใจด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งของทีม และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าความตั้งใจของพวกเขาจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ นวัตกรรมและกระบวนการหมักเบียร์ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างยิ่ง

Photo by Michele Spatari / AFP