นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646079

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 21:13 น.นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่? ในขณะที่รัฐบาลง่วนกับการแจกเงินให้ประชาชน และประชาชนสาละวนกับการไปรับเงินจากรัฐบาล มีคำถามว่านโยบายแบบนี้ยั่งยืนแค่ไหน และจะส่งผลที่น่ากลัวเหมือนที่บางคนเริ่มเตือนหรือไม่?

การแจกเงินให้ประชาชนโดยรัฐคือนโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยม (Populism) อย่างหนึ่ง เมื่อเอ่ยคำว่าประชานิยมขึ้นมาหลายๆ คนรู้สึกว่ามันเป็นคำที่ชวนแสลง ในประเทศไทยคำๆ นี้ถูกใช้โจมตีรัฐบาลทักษิณมาระยะหนึ่ง แต่ต่อมามันเริ่มเสื่อมมนต์ขลังเพราะรัฐบาลยุคหลังๆ ใช้นโยบายแนวเดียวกันหมด รวมถึงรัฐบาลของกลุ่มบุคคลที่ต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลทักษิณมาก่อนด้วย

รัฐบาลประยุทธ์ก็ใช้นโยบายประชานิยมหลายครั้ง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้งถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะในเวลานี้ที่มีการใช้นโยบายแจกเงิน “ช่วยเหลือประชาชน” โครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาความลำบากในช่วงการระบาดของโควิด-19 เช่น “เราชนะ” “เป๋าตัง” “คนละครึ่ง” ฯลฯ บางโครงการแจกกันตรงๆ บางโครงการแจกทางอ้อม

โครงการเหล่านี้มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตำหนิ (ไม่นับเสียงบ่นเรื่องความล้มเหลวทางเทคนิคของระบบ)

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ศูนย์ศึกษานโยบาย VoxEU มีบทความเรื่อง “ต้นทุนของประชานิยม: หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ผู้เขียนบทความ (ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์) บอกว่าประชานิยมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

พวกเขาสรุปสั้นๆ ว่า “หากประเทศต่างๆ ถูกครอบงำโดยประชานิยมไปสักครั้งหนึ่งแล้ว ประเทศเหล่านั้นก็มีแนวโน้มที่จะเห็นนโยบายประชานิยมเข้ามาครอบงำอีกในอนาคต” หากไม่เชื่อก็ลองสำรวจประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้ๆ ของประเทศไทยดูก็แล้วกันว่ามีรัฐบาลไหนหลังยุคทักษิณบ้างที่ไม่ได้ใช้ประชานิยม?

อนึ่ง มีข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ งานวิจัยนี้ให้รัฐบาลทักษิณเป็น “ประชานิยมฝ่ายขวา” พรรคเพื่อไทยถูกนิยมใน Wikipedia ว่าเป็น “ประชานิยม มีอุดมการณ์ทางการเมืองสายกลาง” พรรคภูมิใจไทยก็ถูกนิยามในลักษณะเดียวกัน แต่กับพรรคพลังประชารัฐกลับไม่ได้ถูกนิยมว่าเป็นประชานิยม ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ใช้ประชานิยมหนักพอสมควร

ผู้เขียนบทความยังสรุปว่า “ผู้นำในระบอบประชานิยมมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยมีการบริโภคและผลผลิตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว” หมายความว่า ผู้นำรัฐบาลไหนที่ใช้นโยบายนี้เตรียมใจไว้ไดเลยว่าจะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อนำมาแจกประชาชน (ซึ่งเงินบางส่วนก็มาจากภาษีประชาชนนั่นเอง) แต่ผลของการแจกเงินนั้นต่ำจนเรียกว่าไม่คุ้มเอาเลย เหมือนกับการลงทุนสูง แต่ผลที่ได้มาขาดทุน

นักวิจัยยกตัวอย่างเปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับระยะเวลาการใช้นโยบายประชานิยมได้ข้อสรุปว่า ประเทศที่ใช้ประชานิยมจะมีตัวเลข GDP ต่ำลงประมาณ 1% ต่อปีหลังจากที่ประชานิยมเข้ามามีอำนาจเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตก่อนหน้านั้น โดยไม่ว่ารัฐบาลประชานิยมจะคงอยู่ในอำนาจระยะสั้น (5 ปี) หรือระยะยาว (15 ปี) ผลก็ออกมาเหมือนกัน

ในแง่การเมือง ประชานิยมยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอนและสถาบันหลักด้านการเมืองเสื่อมถอยลง การใช้นโยบายประชานิยมจะสั่นคลอนตัวผู้นำหรือรัฐบาลหรือฝ่ายตุลาการ ฯลฯ จนจะหารัฐบาลประชานิยมที่จบแบบสวยๆ ได้ยาก

จากการเปรียบเทียบสถิติรัฐบาลประชานิยม 41 รัฐบาลพบว่ามีแค่ 7 รัฐบาลเท่านั้นที่ครบเทอมแบบที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวหรือถูกขับไล่ ยังไม่นับการที่นโยบายประเภทนี้สเทือนไปยังการเมืองระหว่างประเทศด้วย เพราะนำไปสู่การกีดกันทางการค้ากับประเทศอื่น

พกวเขาทิ้งท้ายว่าประชานิยมยังส่งผลให้หนี้สาธารณะและอัตราเงินเฟ้พุงพรวด เรื่องนี้สอดคล้องกับหนี้สาธารณะของไทยที่พุ่งถึงกว่า 10% เมื่อเทียบปี 2563 กับปี 2562 (คิดเป็น 52.13% ของ GDP) แม้ว่าจะยังไม่มีการเปรียบเทียบให้ชัดเจนว่าหนี้ที่พอกพูนเกี่ยวข้องกับนโยบายลด แลก แจก แถมของรัฐบาลหรือไม่

แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หนี้สาธารณะของไทยยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ สถานะหหนี้ของไทยตอนนี้อยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับทั้งโลก ยิ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่สัดส่วนหนี้สูงถึง 223.8% ซึ่งญี่ปุ่นก็สูงแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

แต่ประเทศไทยควรระวังที่จะซ้ำรอยประเทศอย่างที่หนี้สาธารณะสูงอันดับสองของโลก คือ 180.0% อิตาลีที่ 131.2% และโปรตุเกสที่ 127.7% (ตัวเลขปี 2017) ประเทศเหล่านี้พังพินาศเพราะนโยบายประชานิยม และตอนนี้ก็ยังไม่เข็ด คือโปรตุเกสที่ประชาชนที่เทพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย แล้วมอบความนิยมให้กับพรรคการเมืองฝ่ายขวาประชานิยม

ทำไมถึงยังไม่เข็ด? เพราะประชาชนบางประเทศไม่ได้สนใจว่าพรรคการเมืองจะซ้าย จะขวา ก้าหน้า หรือยึดของเก่า แต่สนใจว่ารัฐบาลจะให้อะไรพวกเขาได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองแบบที่ทำมาหากินอะไรไม่ได้ (ไม่ใช่หากินไม่ขึ้น แต่ไม่มีโอกาสทำมาหากินเพราะโรคระบาด)

แต่ประชานิยมในวยุโรปไม่มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ ในระยะหลังมันพ่วงมากับกระแสคลั่งชาติและเหยียดเชื้อชาติ ในโปรตุเกสก็ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องนี้

หากจะนับว่าประชานิยมไทยยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง ข้อดีนั้นก็คือมันยังไม่ผสมกับอุดมการณ์ทางการเมืองสุดโต่งที่แบบที่เกิดในยุโรป

มาถึงจุดนี้แล้วกับคำถามที่ว่า “นโยบายแจกเงินเป็นเรื่องแย่เสมอไปหรือไม่?”

ดานี รอดริก (Dani Rodrik) นักเศรษฐศาษสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวตุรกีบอกว่าไม่เสมอไป ในบทความเรือง “ประชานิยมจำเป็นจะต้องเป็นเศรษฐศาสตร์ที่แย่เสมอไปหรือไม่?” เขาเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “นักเศรษฐศาสตร์ไม่ชอบประชานิยม และไม่ชอบด้วยเหตุผลที่ดีด้วย คำๆ นี้ทำให้นึกถึงความไม่รับผิดชอบ ความไม่ยั่งยืน และมักจะจบลงด้วยหายนะและทำให้คนธรรมดาต้องเจ็บปวดทั้งๆ ที่เป็นคนกลุ่มที่นโยบายนี้มีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือ”

เขาเริ่มต้นด้วยทัศนะคติที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองเห็นและเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยก็คิดเหมือนกัน (จากประสบการณ์ของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา) และยังบอกว่าสิ่งที่ทำให้ประชานิยมไม่พึงปรารถนา เพราะว่ามันทำลายระบอบประชาธิปไตยและกลไกทางการเมือง

เหมือนที่ที่บางคนวิจารณ์รัฐบาลว่าใช้นโยบายแจกเงินเพื่อหว่านคะแนนนิยม ในแง่หนึ่งมันก็เสี่ยงที่จะถูกเรียกว่าเป็นการซื้อเสียงในเชิงนโยบายได้จริงๆ เหมือนกัน

แต่ดานี รอดริกยกตัวอย่างยุคสมัยที่ประชานิยมได้ผล คือไม่เพียงช่วยประชาชนได้จริงๆ แต่ยังช่วยกอบกู้การเมืองไม่ให้ล่มสลายได้ด้วย เขายกตัวอย่างสมัยประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกพบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือ Great Depression

ก่อนเกิดวิกฤตรูสเวลท์ไม่มีวี่แววจะใช้ประชานิยม แต่เพราะ Great Depression ทำให้ธุรกิจพังพินาศ ตามด้วยคนตกงานหลายล้าน ผลคือเศรษฐกิจขับเคลื่อนไม่ได้ การแก้ปัญหาส่วนหนึ่งคือการใช้นโยบาย New Deal คือรัฐใช้จ่ายอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการจ้างงานเอง (เพราะภาคธุรกิจจ้างไม่ไหว) แต่นโยบายแบบนี้เป็นแบบเคนเซี่ยนยังไม่ใช่ประชานิยม

แต่เขาก็ใช้ประชานิยมด้วย เช่น The Social Security Act ที่ช่วยเหลือคนเฒ่าคนแก่ด้วยสวัสดิการรวมถึงคนที่ตกงานด้วย (คล้ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับเราชนะ) เขายังใช้ประชานิยมจนสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วยการนำสหรัฐออกจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยมาตรฐานทองคำ เพื่อทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง (กระตุ้นส่งออก) และทำให้ดอกเบี้ยลดลง (กระตุ้นการลงทุน) ปรากฎว่าผลผลิตของประเทศเพิ่มขึ้นมาทันที

ถ้าเป็นประเทศอื่น การทำแบบนี้ระบบการเมืองคงจะเสื่อมถอยไปแล้ว (อย่างที่ยกตัวอย่างงานวิจัยข้างต้น) แต่เพราะว่าสหรัฐมีการถ่วงดุลที่แข็งแกร่ง ทำให้ฝ่ายตุลาการช่วยขวางนโยบายที่ประชานิยมจนกระทบต่อภาคธุรกิจ เช่น ขวางกฎหมายการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ

นอกจากนี้ การที่รูสเวลท์ใช้ประชานิยมด้วยตัวเอง ยังช่วยสกัดกั้นประชานิยมที่เป็นพิษภัยที่ปลุกระดมขึ้นมาโดยพวกเหยียดเชื้อชาติและพวกนิยมเผด็จการฟาสชิสม์ในสหรัฐยุคนั้น เราจะเห็นได้ว่าฟาสชิสม์ไม่เกิดขึ้นในสหรัฐ แต่ไปเบ่งบานในยุโรปกลายเป็นนาซีและพรรคฟาสชิสม์ในอิตาลี กระทั่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ทุกวันนี้ยังเถียงกันไม่จบว่าพวกนาซีเป็นประชานิยมหรือไม่? แต่ฮันนาห์ อาเรนท์ (Hannah Arendt) นักทฤษฎีการเมืองชาวเยอรมัน-ยิว-อเมริกันที่มีประสบการณ์ตรงกับความเลวร้ายของพวกนาซีบอกว่า พวกนาซีเริ่มต้นมาจากประชานิยมในระดับหนึ่ง

ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ใหม่ๆ มีความวิตกกันว่ามันจะนำไปสู่ภาวะ Great Depression เหมือนเมื่อ 90 ปีก่อน เพราะก่อนจะเกิด Great Depression ในทศวรรษที่ 1920 – 20 มันนำหน้าด้วยการระบาดของไข้หวัดสเปนที่คนช้มตายไปหลายล้านคนทั่วโลก ความกัลวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยจะเกิดมีขึ้นมา

ถึงตอนนี้โลกเรายังไม่เจอกับ Great Depression 2.0 แต่เศรษฐกิจสะบักสะบอมเต็มที และมันมีเงื่อนไขให้รัฐบาลต่างๆ ต้องใช้วิธีแจกเงินช่วยประชาชนกันถ้วนหน้า มันเป็นสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องแจก

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือมันควรจะแจกไปถึงเมื่อไร? ถึงจุดไหนที่เรียกได้ว่ารัฐบาลที่แจกเพื่อความจำเป็นจริงๆ หรือเพื่อซื้อเสียงเชิงนโยบาย? และรัฐบาลจะทำอย่างไรกับภาวะเสพติดประชานิยมของประชาชนในระยะยาว?

สิ่งเหล่านี้จะย้ำเตือนรัฐาลว่าประชานิยมคือการเล่นกับไฟอย่างหนึ่ง อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่แรกว่าประชานิยมไม่ได้ทำให้รัฐบาลพบหายนะเท่านั้น แต่ยังทำให้ศักยภาพที่จะเติบโตของประเทศต้องหมดสิ้นไปด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by BAY ISMOYO / AFP

โลกมีความหวังหรือยังต้องรอไป? เมื่อวัคซีนเริ่มสกัดการระบาดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646067

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 19:32 น.โลกมีความหวังหรือยังต้องรอไป? เมื่อวัคซีนเริ่มสกัดการระบาดได้ จับตาวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคหลังอิสราเอลฉีดให้ประชาชนไปแล้วเกือบครึ่งประเทศ เผยได้ผลดีมากลดความเสี่ยงลงกว่า 95%

1. อิสราเอลซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนสูงที่สุดในโลก โดยได้เริ่มฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ให้กับประชาชนไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาเผยว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างมีนัยสำคัญ

2. โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลกล่าวว่าประชาชนมากกว่าร้อยละ 49 ของประชากรทั้งหมด 9 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว และความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ลดลง 95.8% สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม นอกจากนี้วัคซีนยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาถึง 98.9%

3. ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยในช่วงวันที่ 17 ม.ค. ถึง 6 ก.พ. ที่ผ่านมาชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส 89.4% ด้านไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเผยว่ากำลังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการฉีดวัคซีนในอิสราเอลและจะเปิดเผยข้อมูลทันที่เมื่อการวิเคราะห์เสร็จสมบูรณ์แล้ว

4. อย่างไรก็ตามรองศาสตราจารย์โซอี้ แมคลาเรน จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์บัลติมอร์เคาน์ตี้กล่าวว่าการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างแม่นยำเนื่องจากใช้ข้อมูลการทดสอบระดับชาติโดยไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างของอัตราการทดสอบระหว่างผู้ที่ได้รับวัคซีนและผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน หมายความว่าประสิทธิภาพในการยับยั้งการแพร่ระบาดที่แท้จริงของวัคซีนอาจต่ำกว่า 89.4% แต่จะเป็นเท่าไรนั้นจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

5. ทั้งนี้ ผลการทดลองวัคซีนในเฟส 3 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 95% เมื่อฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าได้ผลดีกับผู้สูงอายุด้วย

6. เช่นเดียวกับผลการศึกษาที่จัดทำโดยศูนย์การแพทย์ชีบาในอสราเอล ซึ่งตีพิมพ์ลงบนวารสารทางการแพทย์ เดอะแลนซิตระบุว่าจากการทดลองโดยมีผู้เข้าร่วมเป็นบุคลากรทางการแพทย์ราว 7,000 คนพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการต้านไวรัส 85% ภายใน 15 ถึง 28 วันหลังได้รับวัคซีนเข็มแรก และจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 95% เมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่สองโดยเว้นระยะจากเข็มแรก 21 วัน

7. ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากสกอตแลนด์ได้เปิดเผยผลการศึกษาเปรียบเทียบประชาชนในประเทศที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกและประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยพบว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอาการเจ็บป่วยรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยภายใน 4 สัปดาห์หลังเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศพบว่าวัคซีนจากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคและแอสตราเซเนกาสามารถลดความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ได้ถึง 85% และ 94% ตามลำดับ

8. อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีที่แล้วสำนักงานกำกับดูแลด้านการแพทย์และสาธารณสุขขององักฤษ (MHRA) เตือนว่าผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้รุนแรงไม่ควรฉีดวัคซีนดังกล่าวหลังพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 รายมีผลข้างเคียงรุนแรง

9. นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาองค์การยานอร์เวย์ (NoMA) แถลงว่าพบผลข้างเคียงหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวเช่นกันซึ่งมีทั้งผลข้างเคียงรุนแรงและไม่รุนแรงตลอดจนมีผู้เสียชีวิต 33 ราย จากผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกทั้งหมด 55,000 ราย โดยผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว

10. ในเดือนเดียวกันนั้นศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ชี้ว่าผู้เข้ารับวัคซีน 4,393 รายมีผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค โดย 175 รายอาจมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง ซึ่ง CDC ระบุว่าอาการแพ้รุนแรงเป็นอาการที่รุนแรงถึงชีวิตแต่เกิดไม่บ่อยนักหลังการฉีดวัคซีน

11. ต่อมา CDC เปิดเผยข้อมูลใหม่อีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นาให้กับประชาชนรวมกว่า 13.7 ล้านโดส พบว่ามีผลข้างเคียงกับประชาชน 6,994 ราย โดย 640 รายมีผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 113 ราย โดยผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทครุนแรงมีจำนวน 46 ราย

12. ด้านผู้ผลิตวัคซีนยอมรับว่าหลังการฉีดวัคซีนอาจเกิดผลข้างเเคียงคล้ายอาการของโรคโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงอย่างเช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือหนาวสั่น แม้จะเป็นอาการไม่พึงประสงต์แต่เแพทย์ยืนยันว่าวัคซีนมีความปลอดภัย

13. อย่างไรก็ตามผลการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคอาจมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้ (B.1.351) โดยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต้านไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวลดลงราว 2 ใน 3 หรือกว่า 66% เมื่อเทียบกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่น

14. ด้านไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทคแถลงว่ากำลังพยายามหาแนวทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพวัคซีนเพื่อให้สามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

15. ขณะนี้ประเทศที่อนุมัติวัคซีนดังกล่าวให้ใช้งานได้ทั่วไป ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ เซอร์เบีย ซาอุดิอาระเบีย หมู่เกาะแฟโร และสหภาพยุโรป และอีก 32 ประเทศอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

Photo by STEVEN SAPHORE / AFP

ทำการค้าดีกว่ามารบ อินเดียเคลียร์ธุรกิจจีนลงทุนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646062

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 18:02 น.ทำการค้าดีกว่ามารบ อินเดียเคลียร์ธุรกิจจีนลงทุนได้หลัง 2 ฝ่ายตกลงถอนทหารจากชายแดนสืบเนื่องจากการเผชิญหน้ากันเมื่อปีที่แล้วจนบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่ายและหวิดจะกลายเป็นสงครามย่อยๆ

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลและอุตสาหกรรมว่ารัฐบาลอินเดียเตรียมที่จะอนุมัติข้อเสนอการลงทุน 45 โครงการจากจีนซึ่งน่าจะรวมถึงข้อเสนอจากค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีนอย่าง Great Wall Motor และ SAIC Motor Corp เนื่องจากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสองประเทศคลี่คลายลง และสองฝ่ายเริ่มถอนกำลังทหารจากชายแดนที่เป็นปัญหา

ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วหลังจากที่อินเดียควบคุมการลงทุนของจีนในประเทศอย่างเข้มงวดเพื่อตอบโต้การปะทะกันกับกองทหารจีนในภูมิภาคหิมาลัยตะวันตก ซึ่งอินเดียชี้ว่าฝ่ายจีนเริ่มก่อน ส่วนจีนกล่าวโทษกองกำลังของอินเดียที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

ข้อเสนอการลงทุนประมาณ 150 ข้อเสนอจากจีนมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต้องหยุดชะงักในอินเดียหลังความขัดแย้งดังกล่าว และยังทำให้บริษัทจากญี่ปุ่นและสหรัฐที่ลงทุนผ่านฮ่องกงก็ต้องชะงักไปด้วย เนื่องจากรัฐบาลจีนได้เพิ่มการตรวจสอบข้อเสนอด้านการลงทุนเข้มงวดขึ้นเพื่อคัดกรองว่าการลงทุนมาจากจีนหรือไม่

ความขัดแย้งเมื่อปีที่แล้วยังช่วยเร่งให้อินเดียแบนแอพลิเคชั่นจากจีนไปถึง 59 แอป รวมถึงแอปยอดนิยมอย่าง TikTok และ WeChat ซึ่งอินเดียยังคงแบนต่อไปจากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม แต่ไม่แน่ชัดว่าหลังจากเคลียร์ปัญหาชายแดนได้แล้ว อินเดียจะเลิกแบนแอปเหล่านี้หรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งของสาเหตุที่แบนก็คือความกังวลเรื่องความมั่นคง

Photo by Diptendu DUTTA / AFP

Xiaomi เล็งผลิตรถยนต์ของตัวเอง เกาะกระแส EV มาแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646049

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 16:40 น.Xiaomi เล็งผลิตรถยนต์ของตัวเอง เกาะกระแส EV มาแรงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนของจีนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หลังจากความนิยมใน EV เพิ่มมากขึ้น

รายงานของสำนักข่าว iFengNews ในจีนที่อ้างแหล่งข่าวหลายแห่งระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า Xiaomi (เสียวหมี่) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังวางแผนที่จะสร้างรถยนต์ของตัวเอง ตามรอยบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนอีกรายคือ Huawei (หัวเหว่ย) ที่ขยายธุรกิจเข้ามาในอุตสาหกรรมรถยนต์เหมือนกัน

Xiaomi กำลังพิจารณาว่าการขยายธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์จะการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ แต่ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดและแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวยังอ้างว่ามีตัวแปรมากมายและไม่มีอะไรที่ได้รับการตัดสินใจเป็นชิ้นเป็นอัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แหล่งข่าวระบุก็คือโครงการนี้จะนำโดย เหลยจวิน (Lei Jun) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทโดยตรง แต่ทาง Xiaomi ยังไม่ได้ยืนยันอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

ส่วนข้อมูลจากการรายงานของสื่อจีนอีกรายหนึ่งคือ LatePost โดยอ้างแหล่งข่าววงในระบุว่าการตัดสินใจของ Xiaomi ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นหลังจากผ่านการพิจารณามานานหลายปี แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่าโครงการของบริษัท ยังคงเป็นแผนเริ่มต้นและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ เหลยจวิน เคยไปพบปะกับเอลอน มัสก์ผู้ก่อตั้ง Tesla ถึงสองครั้งในปี 2013 ด้วยความสนใจในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งในเวลานี้บริษัทใหญ่ๆ ในจีนหลายแห่งทั้งในวงการและนอกวงการรถยนต์ต่างก็สนใจในการดัน EV ออกสู่ตลอดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถสัญชาติจีน Geely และ Baidu ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตก็จับมือกับ Geely เพื่อลุยตลาดรถยนต์เช่นกัน

รายงานจากสื่อจีนระบุว่า บริษัท Xiaomi ต้องกระจายความเสี่ยเนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเผชิญกับความซบเซา นอกจากนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

Photo by GREG BAKER / AFP

หญิงอเมริกันเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดติดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646036

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 15:01 น.หญิงอเมริกันเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดติดโควิด-19นับเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

สำนักข่าว NBC News รายงานว่าหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งในรัฐมิชิแกนเสียชีวิตหลังปลูกถ่ายปอดที่ปนเปื้อนไวรัสโคโรนา แม้จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยและการทดสอบในเบื้องต้นเป็นลบ

โดยดร. แดเนียล เคาล์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการโรคติดเชื้อจากการปลูกถ่ายของศูนย์การแพทย์มิชิแกนเขียนรายงานเกี่ยวกับกรณีนี้ไว้ในวารสารทางการแพทย์ American Journal of Transplantation ระบุว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นเคสเดียวในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะทั้งหมดเกือบ 40,000 เคสในปี 2020

โดยผู้ป่วยรายนี้ได้รับปอดจากหญิงรายหนึ่งในเขตมิดเวสต์ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง โดยเธอได้บริจาคอวัยวะให้กับผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อย่างไรก็ตามการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอของผู้บริจาคก็มีผลการทดสอบไวรัสโคโรนาเป็นลบ

รวมทั้งครอบครัวของผู้บริจาคก็กล่าวกับแพทย์ว่าเธอไม่มีประวัติการณ์เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือมีอาการป่วยใดๆ และไม่ทราบว่ามีผู้ใกล้ชิดคนใดที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19

ทว่า 3 วันหลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ความดันโลหิตลดลง และมีอาการหายใจลำบาก จากการตรวจสอบพบว่าเธอติดเชื้อในปอด

อาการของเธอเริ่มแย่ลงจนมีอาการช็อกและการทำงานของหัวใจมีปัญหา แพทย์จึงตัดสินใจตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาและพบว่ามีผลเป็นบวก ต่อมาเธอเสียชีวิตลงใน 61 วันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ

นอกจากนี้ 4 วันหลังจากการปลูกถ่ายศัลยแพทย์คนหนึ่งในทีมแพทย์ที่ทำการผ่าตัดก็มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกเช่นกัน การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมพบว่าผู้ป่วยและศัลยแพทย์ได้รับเชื้อจากผู้บริจาคอวัยวะ ขณะที่ทีมแพทย์อีก 10 คนไม่ติดเชื้อ

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองผู้บริจาคอวัยวะอย่างละเอียดมากขึ้น โดยดร. เคาล์กล่าวว่าทีมแพทย์จะไม่ใช้อวัยวะนั้นๆ อย่างแน่นอนหากมีผลตรวจไวรัสโคโรนาเป็นบวก

AFP PHOTO / RODGER BOSCH

เวียดนามใช้คริปโตมากอันดับสองของโลก ไทยไม่ติดท็อป10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646032

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 13:55 น.เวียดนามใช้คริปโตมากอันดับสองของโลก ไทยไม่ติดท็อป10ถึงแม้ที่เวียดนามจะยังไม่ถูกกฎหมาย แต่มันได้รับความนิยมมากขึ้นจนรัฐบาลเริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้

จากการสำรวจโดย Statista Global Consumer Survey ใน 74 ประเทศพบว่าชาวไนจีเรียใช้หรือครอบครองคริปโตเคอเรนซี่มากที่สุดในโลกในสัดส่วนถึง 32% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรที่ใช้สกุลเงินดิจิทัล

อันดับที่ 2 คือเวียดนาม อันดับที่ 3 ยังเป็นเพื่อนบ้านอาเซียนของไทยคือฟิลิปปินส์ สาเหตุที่ทำให้คริปโตฯ เป็นที่นิยมในประเทศเหล่านี้ก็เนื่องมาจากประชาชนที่ออกไปทำงานต่างแดนนิยมส่งเงินกลับบ้านด้วยสกุลเงินดิจิทัล

ชาวเวียดนามพลัดถิ่นมักส่งเงินกลับไปยังประเทศเวียดนามเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกตน แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการนำเงินที่ส่งกลับมาไปใช้ลงทุนในประเทศด้วย โดย Bitcoin, Ethereum, Litecoin และ Ripple เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเวียดนาม

ในบางประเทศ เช่น ไนจีเรียประชาชนมีความจำเป็นต้องส่งเงินข้ามประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายในการส่งเงินค่อนข้างสูง ในระยะหลังจึงหันมาใช้คริปโตในการส่งเงิน

ในประเทศฟิลิปปินส์ ธนาคารกลางของประเทศอำนวยความสะดวกประชาชนในการใช้คริปโตฯ โดยอนุมัติให้เปิดบริการการแลกเปลี่ยนเงินตราปกติกับคริปโตฯ หลายแห่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในการโอนและส่งเงินข้ามประเทศ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ส่งออกแรงงานไปทำงานต่างแดนมากที่สุดประเทศหนึ่ง และบางธนาคารให้บริการ Bitcoin ATM ที่ย่านการค้าในกรุงมะนิลาด้วย

ในส่วนของเวียดนาม สกุลเงินดิจิทัลไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลว่าเป็นวิธีการชำระเงินที่ถูกกฎหมายในเวียดนาม ธนาคารกลางเวียดนามเตือนว่าการเป็นเจ้าของ การซื้อขาย และใช้สกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงและไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

Photo by Ozan KOSE / AFP

เมียนมาเริ่มแล้ว! นัดประท้วงครั้งใหญ่สุดไม่สนรัฐขู่อาจถึงตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646021

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 12:47 น.เมียนมาเริ่มแล้ว! นัดประท้วงครั้งใหญ่สุดไม่สนรัฐขู่อาจถึงตายชาวเมียนมานัดหยุดงานรวมตัวประท้วงทั่วประเทศขับไล่รัฐบาลทหาร

วันนี้ (22 ก.พ.) ชาวเมียนมานัดชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มรวมตัวกันในหลายเมือง อาทิ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ เพื่อต่อต้านรัฐประหารของกองทัพเมียนมา ขณะที่รัฐบาลขู่ว่าอาจมีผู้ประท้วงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น

The Irrawaddy สำนักข่าวท้องถิ่นเมียนมาระบุว่ามีแนวโน้มว่าอาจมีประชาชนนับล้านคนจากทุกสาขาอาชีพมาร่วมชุมนุมประท้วงทั่วประเทศหลังจากที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนจำนวนมาก

กลุ่มผู้ชุมนุมนัดหมายกันวันนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 22.2.2021 เพื่อล้อกับการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในวันที่ 8.8.1998 ซึ่งเป็นการประท้วงขับไล่ระบอบเผด็จการของนายพลเนวิน

ในวันนี้ธุรกิจหลายแห่งในเมียนมาหยุดดำเนินการเนื่องจากประชาชนเข้าร่วมประท้วง โดยเจ้าของกิจการร้านค้าต่างๆ แจ้งต่อลูกค้าตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะปิดทำการในวันนี้เพื่อเข้าร่วมชุมนุมประท้วง

รวมถึง City Mart ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศก็ประกาศว่าจะปิดทำการทุกสาขาในวันนี้

นอกจากนี้ข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนคนงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ประกาศหยุดงาน ส่งผลให้หลายภาคส่วนของเมียนมาหยุดชะงัก โดยนักเคลื่อนไหวและผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากยังได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนมาเข้าร่วมชุมนุมประท้วงด้วย

โดยขณะนี้มีผู้ประท้วงชาวเมียนมาเสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายและมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 500 ราย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fmyanmarnownews%2Fposts%2F2030702113744183&width=500&show_text=true&height=670&appId

Photo by STR / AFP

ชาวเท็กซัสไร้ไฟฟ้า ผิงไฟในบ้านเผาวอดยาย-หลานดับ 4 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646012

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 11:40 น.ชาวเท็กซัสไร้ไฟฟ้า ผิงไฟในบ้านเผาวอดยาย-หลานดับ 4 รายหญิงชาวเท็กซัสเล่าวินาทีสูญเสียแม่และลูกไปด้วยวิกฤตภัยหนาวรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

ซีเอ็นเอ็นเปิดเผยบทสัมภาษณ์ของแจ็คกี้ ฝ่าม เหงียน (Jackie Pham Nguyen) หญิงสัญชาติเวียดนามซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองชูการ์แลนด์ รัฐเท็กซัสเล่าวินาทีที่ต้องสูญเสียแม่และลูกไปหลังประสบภัยหนาวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

เหงียนเปิดเผยว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วภัยหนาวในรัฐเท็กซัสส่งผลให้หลายครอบครัวต้องพยายามเอาชีวิตรอดเนื่องจากไม่มีน้ำและไฟฟ้าใช้รวมถึงครอบครัวของเธอด้วย

คุณยายลวน เลอ (Loan Le) แม่ของเธอมาหาเธอและลูกๆ ที่บ้านหลังจากที่บ้านของคุณยายไฟดับ “เราคิดว่าเราโชคดีจริงๆ เพราะเรายังมีไฟฟ้าใช้จนถึงหัวค่ำ” เหงียนกล่าว

แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นไฟก็ดับลง เธอรีบจุดเตาไฟเพื่อให้ความอบอุ่น ขณะที่ลูกของเธอ โอลิเวีย (Olivia) วัย 11 ปี, เอดิสัน (Edison) วัย 8 ปี และโคเล็ต (Colette) วัย 5 ปี นั่งเล่นเกมกระดานกับคุณยายจนถึงประมาณ 21.30 น.

เหงียนเล่าว่า “ฉันพาลูกๆ เข้านอนและรู้สึกตัวอีกที่ก็อยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเข้ามาพูดกับฉันว่าไม่มีใครตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”

ก่อนหน้านั้นเกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของเธอ เธอจำได้แต่ว่าขณะนั้นเธออยู่ที่ชั้นล่างของบ้านและไม่สามารถขึ้นไปหาลูกๆ ที่กำลังนอนอยู่ชั้นบนได้ เธอได้แต่กรีดร้องพยายามตะโกนเรียกลูกๆ หวังว่าพวกเขาจะออกมาและกระโดดหนีออกจากกองเพลิงไปได้แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น

เหงียนกล่าวว่าการสูยเสียแม่และลูกๆ ของเธอเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ หัวใจของเธอแตกสลายและจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

ดั๊ก อาดอลฟ์ (Doug Adolph) โฆษกเมืองชูการ์แลนด์เล่าวว่าเหงียนต้องพยายามหักห้ามใจที่จะไม่กลับเข้าไปในบ้าน และหน่วยดับเพลิงมาถึงในเวลาประมาณ 2.00 น. ซึ่งใช้เวลากว่าชั่วโมงจึงจะสามารถควบคุมเพลิงได้

อาดอลฟ์กล่าวว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุของเพลิงไหม้ได้แต่ครอบครัวนี้โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาพยายามสร้างความอบอุ่นโดยการใช้เตาผิงไฟในบ้าน

ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงไม่มีไฟฟ้าใช้มาเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงแล้ว

ทั้งนี้ เธอได้เปิดรับบริจาคบนเว็บไซต์ GoFundMe ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมเงินได้แล้วกว่า 289,655 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเธอระบุว่าเงินเหล่านี้จะนำไปมอบให้แก่องค์กรหรือมูลนิธิ

Photo by Angela Weiss / AFP

อิสราเอลเริ่มเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังฉีดวัคซีนโควิดประชากรแล้วเกือบครึ่งประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/645998

วันที่ 22 ก.พ. 2564 เวลา 09:09 น.อิสราเอลเริ่มเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังฉีดวัคซีนโควิดประชากรแล้วเกือบครึ่งประเทศอิสราเอลเริ่มให้สถานประกอบการต่างๆกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง หลังประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโควิดคนละ 2 โดสเกือบครึ่งประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลได้อนุญาตให้สถานประกอบการต่างๆ เช่น ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และตลาดต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลานานเกือบ 2 เดือน

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุวา ขณะนี้มีชาวอิสราเอลที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิดแล้วประมาณ 3.2 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดราว 9 ล้านคน โดยประชาชนที่ได้รับวัคซีนแล้ว จะได้รับสถานะ “Green Pass” บนแอปพลิเคชันของกระทรวสาธารณสุข

ขณะที่การใช้บริการสถานออกกำลังกาย โรงแรม การเข้าชมคอนเสิร์ต โรงภาพยนตร์ และงานสันทนาการประเภทอื่นๆ จะอนุญาตเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 แล้ว 2 โดส หรือเป็นผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19 แล้วเท่านั้น

ด้าน โรงเรียนส่วนใหญ่ในอิสราเอลได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนแล้ว และคาดว่าโรงเรียนส่วนอื่นๆที่เหลือทั้งหมดจะกลับมาเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งภายในเดือนมี.ค.

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลระบุว่า ณ วันอาทิตย์ที่ 21 ก.พ. อิสราเอลพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 3,452 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 747,965 ราย ขณะเดียวกันพบผู้เสียชีวิตรายใหม่จำนวน 37 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็น 5,563 ราย

Biden and Trudeau try to reset relations after Trump #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30402994

Biden and Trudeau try to reset relations after Trump

InternationalFeb 24. 2021

By The Washington Post · Anne Gearan, Amanda Coletta

Even through a video screen, you could feel the warm fuzzies between President Joe Biden and Canadian Prime Minister Justin Trudeau as the two met Tuesday for a symbolic rebooting of neighborly relations grown testy over the past four years.

https://www.washingtonpost.com/video/c/embed/04812110-2c5e-4178-af1f-104a8235a989?ptvads=block&playthrough=false

Biden recalled visiting Canada in 2016 when he was vice president and joked about his poor French. Trudeau said he welcomed partnership with the United States “to keep making sure we are pulling our weight around the world and making the world a better and safer place for everyone.”

The relief on Trudeau’s masked face was obvious as he and Biden held the pandemic version of an Oval Office sit-down. Trudeau was in Ottawa and Biden in Washington, but the White House clearly intended the session to be intimate and celebratory, a sort of hug meant to salve Canada’s wounded pride after the slights inflicted by President Donald Trump.

“The United States has no closer friend – no closer friend – than Canada,” Biden said. “That’s why you were my first call,” he added, and the first foreign leader to receive an invitation to the White House, even if conducted long-distance.

Neither leader mentioned Trump by name during the portion of their long-distance meeting seen by reporters. They didn’t have to.

“U.S. leadership has been sorely missed over the past years,” Trudeau said. He noted how differently the process of crafting a joint statement went this time: “It’s nice when the Americans aren’t pulling out all references to climate change, and instead adding them in.”

That was partly a reference to a disastrous 2018 meeting of the Group of Seven industrialized democracies hosted by Canada. Trump skipped the session on climate change and refused to sign onto a statement endorsing the Paris climate agreement. Trump pulled the United States out of that pact; Biden recently rejoined it.

Trump’s outburst at the time of that G-7 meeting included personally attacking Trudeau, tweeting after leaving the meeting that his Canadian host was “very dishonest” and “weak.”

The shock and hurt in Canada, the largest U.S. trading partner and a close ally, was hard to overstate. But for all the palpable relief Tuesday, several irritants remain between the two countries, and Biden added one more on his first day in office when he canceled the permit for the Keystone XL pipeline.

Ahead of the meeting, opposition lawmakers from across Canada’s political spectrum called on Trudeau to push for an exemption from Biden’s “Buy American” executive order on procurement, which could squeeze Canadian firms out of U.S. government contracts.

Conservative Party leader Erin O’Toole also urged the prime minister to ask Biden to let Canada acquire its coronavirus vaccines from U.S.-based manufacturers. Canada has been obtaining vaccines from Europe, and recent shipments have encountered delays.

“At a time when both our countries need to be focused on getting people back to work and returning to normal post-covid-19, Justin Trudeau needs to show Canadians he’ll stand up for our interests and our jobs,” O’Toole said in a statement.

None of that appeared to dampen the mood Tuesday.

The White House released a “road map” for U.S.-Canada relations, focused on a recovery from the pandemic, a reversal of the economic downturn and cooperation on climate change and other priorities. Among those is a recommitment to traditional alliances and international institutions such as the United Nations, NATO, the Group of Seven and the World Trade Organization.

The United States and Canada also will work together to resume three-way meetings with Mexico, a White House statement said.

Trudeau was just one of the traditional allies whom Trump publicly scorned, and both the Canadian and U.S. leaders were eager Tuesday to signal a clean break from the former president’s tendency toward isolationism and protectionism.

Trump had mused about sending troops to the U.S.-Canada border, for example, and ordered the manufacturing giant 3M to stop sending N95 masks to Canada, before reaching a deal with the company that would allow the protective gear to continue flowing.

Trump trade adviser Peter Navarro even appeared to call into question the motives for Canada’s contribution to the U.S.-led mission in Afghanistan, in which 158 Canadian soldiers have been killed.

The comments were “such an affront to Canadian contribution and Canadian loss,” a deputy defense minister wrote to Canada’s ambassador to the United States in an email obtained by The Washington Post through a public records request.

Biden is now trying to make up for those years of tension. Even though it was the diplomatic equivalent of a Zoom meeting, Tuesday’s session, as the first one-on-one with a foreign leader, was meant to reflect the resetting of a traditionally close relationship.

The White House arranged the day with as many bells and whistles as could be managed virtually. After their private meeting, Biden and Trudeau appeared side by side on separate screens to make public statements.

“Now that the United States is back in the Paris agreement, we intend to demonstrate our leadership in order to spur other countries to raise their own ambitions,” Biden said.

He made a point of condemning the detention in China of two Canadians caught up in a dispute over Canada’s arrest of Huawei executive Meng Wanzhou. “Human beings are not bartering chips,” Biden said.

Trudeau, who called Biden “Joe,” added, “We’re facing tough times, no doubt. But we’re not facing them alone. Canada and the United States are each other’s closest allies, most important trading partners and oldest friends.”

Still, Canada’s relationship with the new administration got off to a bumpy start. On Biden’s first day in office, he signed an executive order revoking the permit for Calgary-based TC Energy’s Keystone XL pipeline expansion, which would carry Canadian crude oil from Alberta to Nebraska.

The move was not a surprise, but Canadian officials had hoped for a chance to make their case.

A senior U.S. official told reporters Monday that the United States considers the matter settled. “The decision will not be reconsidered. It has already been made,” said the official, who spoke on the condition of anonymity to preview the meeting.