‘เหมืองหยกเลือด’ ธุรกิจในมือทหารที่คร่าชีวิตประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644538

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 20:10 น.

'เหมืองหยกเลือด' ธุรกิจในมือทหารที่คร่าชีวิตประชาชน

เปิดขุมทรัพย์กองทัพเมียนมามูลค่ามหาศาลแต่ไม่ตกถึงมือประชาชน

เหมืองหยกในเมืองพะกาน รัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศเมียนมานับว่าเป็นแหล่งหยกที่มีค่าและใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเกือบเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศตามรายงานขององค์กรเอ็นจีโอ Global Witness หรือสร้างมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 9 แสนล้านบาท) ต่อปี แต่เงินเหล่านั้นแทบจะไม่ถึงมือคนธรรมดาหรือกองทุนของรัฐเลย

ตามรายงานขององค์กรข้างต้นยังกล่าวอีกว่าการค้าหยกถูกควบคุมโดยกลุ่มชนชั้นนำของกองทัพเมียนมาและพวกพ้อง พวกเขากอบโกยผลกำไรมากมายบนความทุกข์ยากของแรงงานเหมือง

ขณะที่ประชาชนในรัฐคะฉิ่นต้องทุกข์ทรมานจากการสูญเสียวิถีชีวิตและภูมิทัศน์ มรดกทางธรรมชาติที่มีค่าที่สุดของพวกเขาถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา

“ต้นไม้อยู่ในสวนของเราแต่เราไม่ได้รับอนุญาตให้กินผลไม้” 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่หยกของเมียนมาเหมือนอยู่ในความลับ คนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทเจ้าของที่แท้จริงของขุมทรัพย์นี้ได้ ใครเป็นเจ้าของใบอนุญาต? ได้มาอย่างไร? เงื่อนไขของสัญญาคืออะไร? ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล? ปริมาณในการผลิต? ทุกอย่างยังคงถูกตั้งคำถาม

ในปี 2015 Global Witness เผยว่ามีนายทหารชั้นผู้ใหญ่จำนวนมากมีผลประโยชน์ในธุรกิจหยกพร้อมเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ได้แก่ พลเอกอาวุโส ตัน ชเว (Than Shwe) อดีตผู้นำเผด็จการรัฐบาลทหารเมียนมา, หม่อง หม่อง เต็ง (Maung Maung Thein) อดีตเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาล และ อุน มยินต์ (Ohn Myint) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปศุสัตว์การประมงและการพัฒนาชนบทซึ่งเป็นอดีตนายพลระดับสูงในรัฐคะฉิ่น

รวมถึงกองทัพเมียนมายังได้ถือหุ้นในอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัท Myanma Economic Holdings Limited และ Myanmar Economic Corporation

หลายคนในรัฐคะฉิ่นเชื่อว่ารายได้จากหยกจะช่วยสนับสนุนกองทัพในการทำสงครามกับกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army : KIA) และองค์การเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Organisation : KIO)

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เกิดเหตุฝนตกดินถล่มที่เหมืองหยกซึ่งคร่าชีวิตประชาชนในพื้นที่ไปกว่าร้อยราย แรงงานเหมืองถูกทับฝังอยู่ในนั้น ทำให้อุตสาหกรรมหยกในเมียนมาถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและถูกประณามถึงการไม่ดูแลสวัสดิภาพของแรงงานตลอดจนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในเหมือง

เหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2015 และ 2019 ซึ่งคร่าชีวิตแรงงานไปเกือบร้อยรายเช่นกัน แต่อุตสาหกรรมเหมืองก็ยังคงดำเนินต่อไปได้จนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพราะไม่มีผู้มีอำนาจคนใดมีอำนาจมากพอที่จะตรวจสอบและปฏิรูปการทำเหมืองนี้

ส่วนหนึ่งของบทความบนเว็บไซต์ ASEAN Today ยังระบุว่า “ตราบใดที่ททหารยังคงยึดครองเหมืองหยกในเมียนมาและพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ แรงงานเหมืองที่ถูกกดขี่จะยังคงต้องเผชิญกับอันตรายในอุตสาหกรรมขณะที่บรรดานายพลระดับสูงกอบโกยกำไร”

เว็บไซต์ Justice for Myanmar ระบุว่าเหมืองดังกล่าวเป็นของทหารและพวกพ้อง ดำเนินการโดยไม่มีการควบคุมและไม่โปร่งใสสร้างความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมเผยว่าผู้ที่รับผิดชอบในกรณีเหมืองถล่มเมื่อปีที่แล้วคือบริษัท Jade Land ซึ่งเป็นของ ยุป ซอ ควาง (Yup Zaw Hkwang) และครอบครัว

ยุป ซอ ควางเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทหารเมียนมาและเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในรัฐคะฉิ่น ขณะที่ Jade Land ของเขาก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นบริษัทหยกที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา

กองทัพเมียนมาเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัทย่อยและบริษัทแนวหน้าที่มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างบริษัท Myanma Economic Holdings Limited ของกองทัพก็ดำเนินการในอุตสาหกรรมหยกผ่านบริษัทในเครือคือ Myanmar Imperial Jade และเป็นที่ชัดเจนว่าผลกำไรมหาศาลย่อมไหลสู่บรรดาทหารชั้นนายพล นอกจากนี้กองทัพยังจัดหาใบอนุญาตในการขุดหยกให้กับพวกพ้อง เช่น KBZ Group

ตามรายงานยังได้ระบุรายชื่อบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ Jade Leaf ซึ่งถูกตำรวจตั้งข้อหาในเดือนมีนาคม 2020 ในข้อหาขุดหยกผิดกฎหมาย

นิตยสารธุรกิจ Frontier Myanmar เผยว่าแม้ว่าเมียนมาจะมีการเปิดเผยข้อมูลการจดทะเบียนและงบประมาณของบริษัทต่างๆ ในประเทศ แต่ก็ยังคงมีธุรกิจบางส่วนที่ถูกเก็บไว้ในกล่องดำ (black box) ซึ่งกล่องดำที่ใหญ่และมีกำไรมากที่สุดคือผลประโยชน์ทางธุรกิจของแวดวงทหาร

หลายบริษัทไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจนรวมถึงบริษัทของกองทัพเมียนมาอย่าง Myanmar Economic Holdings และ Myanmar Economic Corporation ด้วย

ก่อนหน้านี้กองทัพอ้างว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นความจริงหรือไม่ และผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นไปจบลงที่ใดและถูกใช้เพื่ออะไร

นอกเหนือจากความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎกรรมสิทธิ์ที่เป็นประโยชน์อย่างถูกต้องแล้วยังมีกรณีอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่ากองทัพกำลังเล่นนอกเกม อย่างการมีส่วนได้ส่วนเสียในท่าเรือสำคัญหลายแห่งในย่างกุ้งซึ่งสร้างความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest)

ยังมีกรณีที่ นี อ่อง (Ni Aung) กรรมการผู้จัดการการท่าเรือเมียนมาลงนามในสัญญานำเข้าก๊าซธรรมชาติบนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาซึ่งถูกเช่าโดยบริษัท Myanmar Economic Holdings ของกองทัพซึ่งอัยการระบุว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผิดกฎหมาย

เมื่อทหารเข้าสู่เวทีธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องเล่นตามกฎเดียวกับคนอื่นๆ จนท้ายที่สุดทั้งสองบริษัทข้างต้นของกองทัพก็ได้จดทะเบียนภายใต้กฎหมายและกำลังลงแข่งขันในภาคเอกชน

จัดอันดับนวัตกรรมโลกไทยพุ่ง 4 ขั้นสะท้อนการรับมือโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644531

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 18:02 น.

จัดอันดับนวัตกรรมโลกไทยพุ่ง 4 ขั้นสะท้อนการรับมือโควิด

อันดับในเอเชียไทยอยู่ที่ 6 ของภูมิภาคซึ่งถือว่าดีทีเดียว และสะท้อนถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบรับกับการระบาดและใช้โครงสร้างดิจิทัลรองรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

จากการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจ/ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนวัจกรรมมากที่สุด หรือ Bloomberg Innovation Index 2021 ปรากฎว่าในปีนี้ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นจากเดิมถึง 4 อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 36 จากเดิมเมื่อปี 2020 อยู่ในอันดับที่ 40

สำหรับประเทศที่มีนวัตกรรมก้าวหน้าที่สุดคือ 1. เกาหลีใต้ 2. สิงคโปร์ 3. สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการจัดอันดับในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าแต่ละประเทศนำเอานวัตกรรมมาใช้ในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 อย่างไรไปจนถึงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นเอาตัวรอดจากการระบาดได้

ประเทศไทยมีอันดับความเข้มข้นด้านการวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นหัวใจของนวัตกรรมอยู่ที่ 36 มีความเข้มข้นของเทคโนโลยีระดับสูงที่ 33 แต่ประสิทธิภาพด้านผลผลิตอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำคือ 55

ในส่วนของเอเชีย ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 6 โดยรองจาก 1. เกาหลีใต้ 2. สิงคโปร์ 3. ญี่ปุ่น (อันดับโลกที่ 12) 4. จีน (อันดับโลกที่ 16) 5. มาเลเซีย (อันดับโลกที่ 29) โดยในส่วนของมาเลเซียอันดับตกลงมา 2 ขั้น

ประเทศที่น่าจับตาคือเวียดนามก้าวขึ้นมา 2 อันดับมาอยู่ที่ 55 จากเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 57 เป็นที่น่าสังเกตว่าอินโดนีเซียซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจอาเซียนและมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคไม่ติดอยู่ในการจัดอันดับครั้งนี้

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

นักวิจัยเร่งศึกษา ‘โพรไบโอติกส์’ อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644506

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.

นักวิจัยเร่งศึกษา 'โพรไบโอติกส์' อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสู้โควิด

แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่นักวิจัยส่วนหนึ่งเชื่อว่าจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สามารถสู้กับไวรัสโคโรนาได้

งานวิจัยหลายฉบับจากทั่วโลกได้ตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของ “โพรไบโอติกส์” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อร่างกาย และเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ SARS-CoV-2 รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้โพรไบโอติกส์เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19

ส่วนหนึ่งจากงานวิจัยที่จัดทำโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์และจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยคิงซาอุด ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ระบุว่าจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (โพรไบโอติกส์) มีฤทธิ์ในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ รวมถึงปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ นักวิจัยจึงกำลังพยายามศึกษาการใช้โพรไบโอติกส์เพื่อต่อสู้กับโควิด-19

งานวิจัยจำนวนมากศึกษาความเกี่ยวข้องของโพรไบโอติกส์ในลำไส้และความผิดปกติของปอด ซึ่งรวมถึงโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบ มะเร็งปอด ปอดบวม และน้ำในเยื้อหุ้มปอด โดยระบุว่าการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจทำให้เกิดการรบกวนจุลินทรีย์ในลำไส้ อาทิ L. casei, L. gasseri, B. longum, B. bifidum, L. rhamnosus, L. plantarum, B. breve, Pediococcus pentosaceus และ Leuconostoc mesenteroides

ผลการศึกษาล่าสุดในประเทศจีนยังยืนยันว่าการติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของมนุษย์ โดยสังเกตจากผู้ป่วยโควิด-19 พบว่ามีจุลินทรีย์ Bifidobacterium spp. และ Lactobacillus spp. ในลำไส้ลดลง รวมถึงสัดส่วนของผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นโรคอุจจาระร่วงสูงถึง 36%

ทีมนักวิจัยจากประเทศจีนจึงได้ทดลองให้ผู้ป่วยโควิด-19 รับประทานโพรไบโอติกส์บางตัว และพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับภูมิคุ้มกันจากโพรไบโอติกส์มีอาการทุเลาลงมากกว่า รวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดลดลง ปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในอุจจาระมากขึ้น และสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันมีความเป็นกลางต่อเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตามบทบาทในการต้านเชื้อไวรัสโคโรนาของโพรไบโอติกส์ยังคงต้องได้รับการศึกษาและทดลองต่อไป

งานวิจัยอีกฉบับจากซาอุดีอาระเบียก็ได้สรุปว่าโพรไบโอติกส์จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของโฮสต์ซึ่งอาจรวมถึงช่วยบรรเทาอาการจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กล่าวคือโพรไบโอติกส์เป็นสารกระตุ้มภูมิคุ้มกันและมีแนวโน้มที่จะรักษาการติดเชื้อโควิด-19 ในกรณีที่ไม่มีวัคซีน

ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับงานวิจัยจากเวียดนามที่ระบุว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจกลไกของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ต่อไปเพื่อสามารถพัฒนายาหรือวัคซีนชนิดใหม่สำหรับต้านไวรัสโคโรนา

ดร. พอล วิชเมเยอร์ ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก นอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ระบุว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงศักยภาพของโพรไบโอติกส์ในการลดความรุนแรงของโรคติดเชื้อ ซึ่งเขาและทีมเชื่อว่าโพรไบโอติกส์สามารถนำไปใช้กับโรคโควิด-19 ได้เช่นเดียวกับการติดเชื้ออื่นๆ

“เรามีข้อมูลที่ศึกษาประโยชน์ของโพรไบโอติกส์พบว่ามีความสามารถในการบรรเทาอาการติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อเหล่านั้นในร่างกาย เราพบว่าโพรไบโอติกส์สามารถกำจัดไวรัสและแบคทีเรียรวมถึงควบคุมการอักเสบ และเราก็ทราบกันดีว่าโรคโควิด-19 นำไปสู้ภาวะอักเสบซึ่งโพรไบโอติกส์อาจช่วยได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าโพรไบโอติกส์สามารถลดการติดเชื้อทางเดินหายใจในผู้ใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ 30-50%” ดร. วิชเมเยอร์กล่าว

รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขบางส่วนก็ออกมาผลักดันให้ใช้โพรไบโอติกส์ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งออกมาโต้แย้งและไม่แนะนำให้ใช้โพรไบโอติกส์กับผู้ป่วยโควิด-19 จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แคร์รี เด็นเน็ตต์ นักโภชนาการและผู้เขียนบทความด้านสุขภาพระบุว่า แม้ว่าจะมีหลักฐานว่าโพรไบโอติกส์สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบนอย่างเช่นโรคไข้หวัด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่จะสามารถสรุปได้ว่าโพรไบโอติกส์จะป้องกันหรือรักษาโควิด-19 ได้

ด้านสมาคมวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศสำหรับโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ISAPP) ก็ระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันคำถามนี้อย่างแน่ชัด และย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีการใช้โพรไบโอติกส์หรือพรีไบโอติกส์ในการป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19

ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644521

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.

ประชาธิปไตยของอาเซียนกำลังล้มลุกคลุกคลาน

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กชี้ว่าภูมิภาคอาเซียนต้องสร้างเสรีภาพทั้งในการแสดงความคิดเห็นทั้งการศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การทำรัฐประหารในเมียนมาอาจทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวัง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกตกใจ เพราะการยึดอำนาจและจับกุมตัวอองซานซูจีก็คือการกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมของบรรดานายพลในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อ 10 ปีที่แล้วขณะที่การปกครองโดยทหารสิ้นสุดลง พวกเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และตอนนี้ก็หวนกลับมาทวงคืนอีกครั้งหลังจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งทหารหนุนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.

เหตุการณ์นี้นับเป็นความขมขื่นสำหรับเสรีภาพที่เพิ่งเริ่มขึ้นของเมียนมา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองว่าการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารเป็นความสำเร็จ และยังเป็นสัญญาณร้านสำหรับทั้งภูมิภาคซึ่งความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยเกิดความตะกุกตะกัก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเนปิดอว์ซึ่งอองซานซูจีถูกควบคุมตัวไว้อยู่ในจุดปลายสุดของความล้มเหลวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มืดมนของเมียนมาภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติและเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ในระหว่างนั้นบุตรสาวของนายพลอองซานถูกคุมขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลา 15 ปีในช่วงกว่า 20 ปี

แต่การเข้าควบคุมหนือยึดอำนาจกำลังเป็นกระแสในประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา ซึ่งเสรีภาพและความโปร่งใสของรัฐบาลถูกละเลย บลูมเบิร์กยกตัวอย่างประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับกระแสการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทางการไทยไม่สนใจการประท้วงและยังปิดปากผู้เห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกับคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ส่วนมาเลเซีย บรรดานักปฏิรูปถูกกีดกัน ความหวังที่ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าพังทลายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งแรกนับตั้งแต่มาเลเซียประกาศเอกราช

ขณะที่ในอินโดนีเซีย ซึ่งโค่นทหารสำเร็จเมื่อช่วงอายุคนที่ผ่านมา เริ่มสูญเสียความเป็นเสรีภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือแม้แต่เวียดนามที่เปลี่ยนจากระบบการจำกัดอำนาจที่จะกระจายเฉพาะผู้มีอำนาจระดับสูงไปสู่การรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางภายใต้การกุมบังเหียนของประธานาธิบดี เหงียนฟู่จ่อง

ส่วนหนึ่งนั้น เกือบทุกประเทศมีความตึงเครียดหรือความรุนแรงเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยหรือศาสนา ดังนั้นประชาธิปไตยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง

นอกจากนี้ ชาติตะวันตกยังผิดหวังกับอองซานซูจีที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1991 และกลายเป็นผู้ชี้ทางสว่างสู่ประชาธิปไตย ขณะอยู่ในอำนาจเธอไม่สามารถสร้างความปรองดองในประเทศ ล้มเหลวในการยุติความขัดแย้ง หรือควบคุมกองทัพ ซ้ำยังปิดปากเงียบเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในขณะที่นักข่าวถูกจับกุมโดยไร้เหตุผล และแก้ตัวแทนกองทัพเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

ความจริงก็คือ ประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นในเมียนมาอย่างแท้จริง มีเพียงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือน จากการที่ประชาชนเริ่มมีสิทธิ์ทางการเมืองและมีเสรีภาพอันนำมาสู่การชนะการเลือกตั้งของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของอองซานซูจีในปี 2015

ในขณะนั้นเมียนมาเริ่มเปิดเศรษฐกิจซึ่งอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่เป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่เดินทางเยือนเมียนมาเมื่อปี 2012 ยกให้เป็นความสำเร็จด้านนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ จนนำมาสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

ทว่า กองทัพยังคงควบคุมทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยึดกระทรวงสำคัญ การกันที่นั่งในสภาไว้ 25% ซึ่งเพียงพอต่อการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และยังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ลี มอร์เกนเบสเซอร์ จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธเผยกับบลูมเบิร์กว่า ทหารมีอำนาจในการตัดสินใจและชี้เป็นชี้ตาย ทุกอย่างต้องผ่านการเห็นชอบจากทหาร

เมื่อทหารเริ่มกังวลว่าการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วจะไม่สามารถโค่นพรรค NLD และเกรงว่าแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงชิงตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นและไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกได้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถของทหารในการกำหนดการเลือกตั้งและผลลัพธ์อื่นๆ และการควบคุมแรงต่อต้านในยุคของสมาร์ทโฟน

ขณะนี้ชาวเมียนมาต่างพากันเคาะหม้อเคาะกระทะ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็พากันหยุดงานเพื่อปรท้วงการทำรัฐประหาร

แอรอน คอนเนลลี จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์บอกกับบลูมเบิร์กว่า การประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีหน้าเดิมๆ บวกกับความพยายามที่จะวางกลเม็ดทั้งหมดไว้ที่รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยทหาร เป็นหลักฐานว่าหลังจากผ่านพ้น 1 ปีของประกาศภาวะฉุกเฉินไปแล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมก่อนเกิดรัฐประหาร เพียงแต่จะไม่มีพรรค NLD

อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คอนเนลลีมองไว้คือ ทหารยึดอำนาจแบบยาวๆ รัฐบาลทหารที่สลายการประท้วงที่นำโดยนักเรียนนักศึกษาในปี 1988 อนุญาตให้มีการเลือกตั้งในอีก 2 ปีต่อมา และเมื่อชัดเจนแล้วว่าพรรคของอองซานซูจีชนะ ทหารก็ไม่เคยยอมรับผลการเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจใช้เวลาถึงชั่วอายุคน

แนวทางนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

เบน แบลนด์ จากสถาบันวิชาการโลวีของออสเตรเลียเผยว่า การเปลี่ยนผ่านไม่ได้ชัดเจนเสมอไป และไม่ใช่การถอยหลังทุกครั้งจะเหมือนกัน โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียว่า ภายใต้รัฐบาลโจโกวีมีการประนีประนอมด้วยการเลือกอดีตนายพลที่เคยถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม แต่ทหารก็ไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ

หรืออย่างกรณีของ โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ที่มักจะโจมตีหรือจับกุมฝ่ายตรงข้าม และปล่อยให้ตำรวจมีอำนาจล้นเหลือ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเขาต้องลงจากตำแหน่งหลังครบวาระ 6 ปีในปี 2022 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรๆ จะกลับไปเป็นเมือนช่วงก่อนเกิดเรื่องเหล่านี้อย่างรวดเร็ว

แล้วชาติตะวันตกช่วยได้ไหม?

สำหรับเมียนมา แม้แต่การคว่ำบาตรยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเกิดผลอย่างที่ต้องการ ไหนจะจีนที่อาจทำให้มาตรการเหล่านี้สูญเปล่าอีก

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ต้องการขยายอำนาจมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บวกกับการที่จีนเคยช่วยเหลืออองซานซูจีในอดีต ครั้งนี้จีนคงไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือด้านการเงินหรือการลงทุนแก่เมียนมาหากจีนจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยเหลือนี้

ส่วนไทยซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ากับเมียนมาคงไม่ขัดขวางกองทัพเมียนมา

ดังนั้นจุดอ่อนก็คือเศรษฐกิจ กองทัพเมียนมาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร และเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทุกประเทศในภูมิภาคต้องปล่อยให้เกิดเสรีภาพ สร้างเสรีภาพทางการศึกษาเพื่อสร้างเจ้าของกิจการที่มีคุณภาพ สร้างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

Photo by STR / AFP

เชื้ออังกฤษกลายพันธุ์อีกหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644496

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 13:11 น.

เชื้ออังกฤษกลายพันธุ์อีกหวั่นวัคซีนเอาไม่อยู่

อังกฤษใช้วิธีใหม่ใช้วัคซีนของสองบริษัทฉีดให้ประชาชนพร้อมๆ กัน

โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 ได้กลายพันธุ์อีกครั้งแล้วในสหราชอาณาจักร โดยเรียกว่า Kent variant ซึ่งกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ย่อย E484K และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักรอาจกระทบต่อการฉีดวัคซีน

รายงานจากสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England) ระบุว่า การกลายพันธุ์อาจทำให้โควิด-19 เล็ดรอดจากการป้องกันร่างกายโดยแอนติบอดี จากการตรวจสอบตัวอย่างบางส่วน คาดว่าตัวอย่างเชื้อเหล่านี้อาจกลายพันธุ์นี้โดยอิสระแทนที่จะรับเชื้อมาจากแพร่กระจายจากกรณีเดียว

ลักษณะแบบนี้หมายความว่าเอกลายพันธุ์อาจจะแพร่เชื้อได้มากขึ้นนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะดื้อต่อการป้องกันภูมิคุ้มกันร่างที่เกิดจากการได้รับจากวัคซีนหรือมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำในผู้ที่เคยติดเชื้อก่อนหน้านี้

สำนักข่าว CNN รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่าการกลายพันธุ์ใหม่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนซโน้มการระบาดของโควิด -19 ในสหราชอาณาจักรและทั่วโลกหรือไม่

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า E484K อาจเป็นตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังว่าทำไมวัคซีนบางชนิดจึงมีประสิทธิผลน้อยลงเมื่อใช้ในประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่พบการกลายพันธุ์ คือสหราชอาณาจักร บราซิล และแอฟริกาใต้

ล่าสุด มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและรัฐบาลอังกฤษเตรียมที่จะทำการทดลองโดยนำเอาวัคซีนของ AstraZeneca กับ Pfizer มาใช้พร้อมกันโดยฉีดคนละช็อต เพื่อที่จะดูว่าการใช้ช็อตที่ผลิตจากต่างบริษัทกันจะให้ผลที่ดีกว่าหรือแย่กว่าการฉีดจากบริษัทเดียวกัน 2 ช็อต

นายพลมินอ่องหล่ายและความโหดร้ายของกองทัพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644476

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.

นายพลมินอ่องหล่ายและความโหดร้ายของกองทัพเมียนมา

ชื่อของนายพล มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและกองทัพเมียนมาได้รับความสนใจจากชาวโลกอีกครั้งหลังจากเขาทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของนายพล มินอ่องหล่าย และบทบาทการปราบปรามชาวโรฮีนจาอย่างทารุณโหดร้ายของกองทัพเมียนมาภายใต้การสั่งการของทหารรายนี้

อันที่จริงแล้วนายพลมินอ่องหล่ายมีกำหนดเกษียณในเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ในวัย 65 ปีตามอายุราชการสำหรับผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่แทนที่จะเตรียมตัวอำลาตำแหน่งและมองหาผู้สืบทอด เขากลับยึดอำนาจรัฐบาลด้วยการก่อรัฐประหาร และมีแนวโน้มว่าจะยังไม่ยอมลงจากตำแหน่งง่ายๆ

แต่ย้อนไปในวัยหนุ่มนั้นแทบไม่มีใครคิดว่าเขาจะก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด มินอ่องหล่ายไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเรียกร้องทางการเมืองที่แผ่กระจายเป็นวงกว้างในเมียนมาในขณะที่เขากำลังศึกษากฎหมายในย่างกุ้งช่วงปี 1972-1974 ขณะที่เพื่อนๆ ออกไปประท้วง ตัวเขากลับยื่นใบสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยป้องกันชาติแห่งประเทศพม่า (DSA) และพยายามอยู่ 3 ครั้งจึงได้เข้าเรียนในปี 1947

เรื่องราวในวัยรุ่นของเขาถูกบอกเล่าในหลากหลายมุมมอง เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งบอกกับรอยเตอร์สในปี 2016 ว่าเขาเป็นคนพูดน้อย ทำตัวติดดิน ส่วนคำบอกเล่าในนิวยอร์กไทม์สระบุว่าเขาเป็นอันธพาลที่ชอบระรานเพื่อนร่วมชั้นให้อับอายขายหน้า

ขณะที่ Hla Oo นักเขียนชาวเมียนมาที่ลี้ภัยไปอยู่ออสเตรเลียซึ่งรู้จักมินอ่องหล่ายตอนเด็กๆ บอกว่า เขาเป็นคนขยัน ตั้งใจเรียน ที่พาตัวเองไต่เต้าจนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของกองทัพ ส่วนอดีตนายทหารในโรงเรียนเตรียมทหารบอกกับรอยเตอร์สว่า “เขาค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างมั่นคง” และเนกินเปา คิปเกน จากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจินดาลของอินเดียบอกว่า “เขาไม่ใช่คนที่โดดเด่นในกองทัพเมียนมา”

จุดเปลี่ยนชีวิตของมินอ่องหล่ายเริ่มหลังจากเขาเข้าร่วมกองพลทหารราบเบาที่ 88 ซึ่งตานฉ่วยอดีตผู้นำประเทศและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาเป็นผู้บังคับบัญชา

มินอ่องหล่ายได้รับความไว้วางใจจากตานฉ่วยและช่วยงานตานฉ่วยเรื่อยมาจนกระทั่งตานฉ่วยนั่งเก้าอี้ผู้นำรัฐบาลทหารในปี 1992

ปี 2011 ตานฉ่วยแต่งตั้งมินอ่องหล่ายเป็นทายาททางการททหารและผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนแรกของเมียนมาในยุคหลังจากรัฐบาลทหารปกครองประเทศและการเปลี่ยนผ่านเมียนมาสู่ประชาธิปไตยค่อยๆ เริ่มต้น

นักการทูตในเมืองย่างกุ้งเผยว่า ในช่วงที่อองซานซูจีเป็นรัฐบาลในปี 2016 มินอ่องหล่ายเริ่มปรับเปลี่ยนบทบาทจากทหารเงียบขรึมมาเป็นนักการเมืองและบุคคลสาธารณะ ทั้งการใช้เฟซบุ๊คทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ การพบปะกับบุคคลที่มีตำแหน่งสูง และการเข้าวัด

นอกจากนี้ ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพคือคนคุมเกมทางการเมืองตัวจริง ด้วยการเข้าร่วมการพบปะหารืออย่างเป็นทางการหลายครั้งโดยเฉพาะในจีนและญี่ปุ่น และยังได้ต้อนรับบุคคลสำคัญ อาทิ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ในปี 2017 โดยการพบปะหารือเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกภาพและนำมาแชร์ในโลกโซเชียลเพื่อสร้างภาพลักษณ์

ต่อมาในปี 2016 มินอ่องหล่ายได้สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดานักสังเกตการณ์ด้วยการต่ออายุราชการทหารของตัวเองออกไปอีก 5 ปี ซึ่งขณะนั้นใครๆ ต่างก็คาดว่าเขาจะลงจากตำแหน่งระหว่างที่มีการปรับตำแหน่งผู้นำในกองทัพ

ปี 2017 ชื่อเสียงของกองทัพเมียนมาเสื่อมเสียอย่างหนักในสายตาชาวโลก เมื่อกองทัพลงมือกวาดล้างชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่อย่างหนักจนชาวโรฮีนจากว่า 730,000 คนต้องเข้าบังกลาเทศซึ่งมีพรมแดนติดกัน

แม้จะมีข่าวออกมาเป็นระยะว่ากองทัพเมียนมาฏิบัติกับชาวโรฮีนจาด้วยความทารุณโหดร้ายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการฆ่า ข่มขืน รุมโทรม เผาหมู่บ้านจนราบเป็นหน้ากลอง แต่กองทัพเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด อ้างว่าเป็นเพียงการตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาโจมตีป้อมของทางการ

ทว่าเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วสำนักข่าวนิวยอร์กไทม์สและองค์กรสิทธิมนุษยชน Fortify Rights ได้ร่วมกันเผยแพร่คลิปวิดีโอของทหาร 2 นายที่ให้การว่ามีการฆ่า ข่มขืน และขุดหลุมฝังศพชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่จริง และพวกเขาทั้งคู่ได้รับคำสั่งให้สังหารชาวโรฮีนจาทุกคนและทำลายหมู่บ้าน

ช่วงหนึ่งในคลิป Myo Win Tun เผยว่า “เรากราดยิงใส่ทุกคน เรายิงชายมุสลิมที่หน้าผากแล้วแตะร่างให้กลิ้งลงหลุม” และยังบอกว่าเขาข่มขืนหญิงรายหนึ่ง ฝังผู้หญิงอีก 8 คน เด็ก 7 คน ผู้ชาย 15 คนในหลุมเดียวกัน

ส่วน Zaw Naing Tun เล่าว่าเขาได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ฆ่าชาวโรฮีนจาให้หมด และเขายังเห็นทหารที่ยศสูงกว่าข่มขืนผู้หญิงชาวโรฮีนจาหลายคน

คำบอกเล่าของทั้งคู่ถือเป็นครั้งแรกที่ทหารเมียนมายอมรับว่ามีการกวาดล้างชาวโรฮีนจาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นการกระทำที่องค์การสหประชาชาติและองค์การสิทธิมนุษยชนประณามว่ากองทัพตั้งใจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

คำให้การของทหาร 2 นายซึ่งหนีทหารแล้วข้ามมายังพรมแดนบังกลาเทศก่อนจะถูกจับกุมตัวโดยกองทัพอาระกัน สอดคล้องกับคำให้การของชาวโรฮีนจาที่หนีไปที่บังกลาเทศ และรายงานของคณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมาและองค์การนิรโทษกรรมสากล (AI)

รายงานเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศกับคนกลุ่มน้อยในรัฐคะฉิ่น ฉาน และชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ของคณะสืบสวนข้อเท็จจริงของสหประชาชาติในเมียนมาระบุว่า ทหารเมียนมาข่มขืน รุมโทรม และใช้กำลังอื่นๆ รวมทั้งบังคับให้ผู้หญิง เด็กหญิง เด็กชาย ผู้ชาย และคนรักร่วมเพศมีเพศสัมพันธ์ โดยเป็นประจำและทำอย่างเป็นระบบ

รายงานระบุอีกว่า ผู้หญิงและเด็กชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนถูกข่มขืน โดย 80% ของการข่มขืนที่คณะสืบสวนฯ พบเป็นการรุมโทรม และในจำนวนนี้เป็นฝีมือทหารเมียนมา 82%

รายงานยังสรุปว่า เจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาของกองทัพเมียนมาแสดงให้เห็นผ่านวิธีการฆ่าผู้หญิงในชุมชนชาวโรฮีนจา ทำให้ผู้หญิงและเด็กหญิงได้รับอันตรายทั้งทางร่างกายและจิตใจ บังคับให้ผู้หญิงและเด็กหญิงโรฮีนจาทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อถอนรากถอนโคนชาวโรฮีนจาไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งใช้มาตรการป้องกันไม่ให้มีการให้กำเนิดทารกรุ่นใหม่

ด้วยเหตุนี้ภาพลักษณ์ของมินอ่องหหล่ายในสายตาประชาคมโลกคือผู้อยู่เบื้องหลังการกวาดล้างชาวโรฮีนจาในเมียนมา

คิปเกนกล่าวว่า “แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกี่ยวของโดยตรงหรือเป็นการส่วนตัว แต่ในทางทหารในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการ เขาเป็นคนอนุมัติการกระทำนี้”

และแม้ว่าหลายประเทศจะใช้คำว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในการเอ่ยถึงการกระทำของทหารเมียนมาต่อชาวโรฮีนจา แต่มินอ่องหล่ายกลับปกป้องกองทัพอย่างเปิดเผยทั้งในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ อีกทั้งมินอ่องหล่ายยังยังเรียกชาวโรฮีนจาว่า เบงกาลี เพื่อจะบอกว่าชาวโรฮีนจาเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่ชาวเมียนมา

และยังสร้างความชอบธรรมให้กองทัพด้วยการพูดย้ำๆ ว่า “ดินแดนของเราต้องเป็นของคนเมียนมา”

ทำไม ‘เวียตเจ็ทแอร์’ ยังโกยกำไรแม้ในช่วงโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644433

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 10:00 น.

ทำไม 'เวียตเจ็ทแอร์' ยังโกยกำไรแม้ในช่วงโควิดระบาด

สายการบินเวียตเจ็ทของเวียดนามรายงานผลประกอบการปีโควิด กำไรทะลุ 90 ล้านบาทแถมไม่ต้องไล่ออกพนักงาน

เวียตเจ็ทแอร์ สายการบินราคาประหยัดของเวียดนาม รายงานผลประกอบการล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคมระบุว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรหลังหักภาษีแล้วถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นสายการบินเพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่ได้ปรับลดพนักงานแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

เวียตเจ็ทกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการเที่ยวบินทั้งหมด 78,462 เที่ยว ซึ่งลดลงจากปี 2019 ที่ให้บริการ 139,000 เที่ยว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส ถึงกระนั้นเวียตเจ็ทก็ยังคงทำกำไรได้ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 90 ล้านบาท ขณะที่สายการบินอื่นๆ ตกอยู่ในภาวะขาดทุนหรือต้องปิดกิจการ

กุญแจสำคัญคือการหารายได้เสริม ซึ่งในปีที่ผ่านมารายได้เสริมของเวียตเจ็ทคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด “เวียตเจ็ทพยายามส่งเสริมบริการเสริมเพื่อชดเชยรายได้จากการใช้บริการเครื่องบินที่ลดลง” แถลงการณ์ของสายการบินระบุ

ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินขนส่งสินค้า โดยในปี 2020 ปริมาณสินค้าของสายการบินเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และไตรมาสที่แล้วรายได้จากการขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019

เวียตเจ็ทไม่มีเครื่องบินบรรทุกสินค้าเป็นของตัวเองจึงต้องดัดแปลงเครื่องบินโดยสารเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า โดยการถอดที่นั่งออกและยึดสินค้าด้วยตาข่าย นอกจากนี้ยังได้ทำข้อตกลงร่วมกับบริษัทอื่นๆ ทำให้สามารถขยายเครือข่ายการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปและสหรัฐ อาทิ บริษัทขนส่งสินค้ายูพีเอส

นอกจากนี้รายได้เพิ่มเติมยังมาจากการเปิดศูนย์บริการพิเศษภาคพื้นดินที่สนามบินนานาชาติโหน่ยบายในฮานอย นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้แล้วยังช่วยให้สายการบินจัดการต้นทุนการดำเนินงานได้ดีขึ้น ตลอดจนทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์และปรับปรุงคุณภาพการบริการ

อีกทั้งยังระบุว่าสายการบินไม่จำเป็นต้องปรับลดพนักงานแต่สามารถลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ได้ เช่นค่าใช้จ่ายในการใช้ยานพาหนะและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรายวันก็ลดลง 10%

ปัจจัยสนับสนุนอีกประการคือเวียดนามมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างน้อย ทำให้ไม่มีมาตรการที่ขัดขวางการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยการลดภาษี ขยายระยะเวลาการชำระภาษี ลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงเครื่องบินและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตลอดจนได้รับการพิจารณาข้อเสนอความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสำหรับสายการบินท้องถิ่น

AFP PHOTO / HOANG DINH Nam

ทหารเมียนมาสั่งบล็อค Facebook #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644483

วันที่ 04 ก.พ. 2564 เวลา 08:57 น.

ทหารเมียนมาสั่งบล็อค Facebook

หลังจากที่ประชาชนเริ่มนัดแนะกันต่อต้านการยึดอำนาจผ่านโซเชียลมีเดีย

มีรายงานว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเกตเวย์ระหว่างประเทศและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในพม่าทั้งหมดได้รับคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 จากกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของเมียนมาร์ (MoTC) ให้บล็อกบริการโซเชียลมีเดีย Facebook ชั่วคราว จนถึงวันที่ 7 กันยายน

ข้อมูลนี้ปรากฎในเว็บไซต์ของบริษัท Telenor Group และบริษัทระบุว่า “แม้ว่าคำสั่งจะอิงพื้นฐานทางกฎหมายตามกฎหมายเมียนมา แต่ Telenor ไม่เชื่อว่าคำขอนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นและสอดคล้องตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม Telenor Myanmar ได้ตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ในขณะที่แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

ต่อมา Facebook ระบุว่าบริการในพม่า ‘หยุดชะงัก’ โดยบริการบางอย่างไม่สามารถใช้งานได้ในเมียนมาร์ หลายวันหลังจากที่กองทัพยึดอำนาจในการรัฐประหาร

“เราทราบดีว่าการเข้าถึง Facebook ของบางคนในตอนนี้ถูกรบกวน” โฆษกของบริษัทกล่าวกับ AFP “เราขอเรียกร้องให้ทางการฟื้นฟูการเชื่อมต่อเพื่อให้ผู้คนในเมียนมาสามารถสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนๆ และเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้”

Photo by STR / AFP

จีนเล่นเกมอันตราย “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” กับเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644323

วันที่ 03 ก.พ. 2564 เวลา 21:30 น.

จีนเล่นเกมอันตราย "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม" กับเมียนมา

ขณะที่หลายประเทศออกมาต่อต้านเมียนมากรณีรัฐประหาร พันธมิตรอย่างจีนอาจใช้โอกาสนี้ขยายอิทธิพลในภูมิภาค แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ค่อนข้างอันตรายต่อเสถียรภาพในเมียนมา

1. หลังเกิดเหตุรัฐประหารในเมียนมาก็ดูเหมือนว่าสหรัฐจะเริ่มตีตัวออกห่างด้วยเหตุที่ว่าเมียนมาสร้างความถดถอยในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย หนำซ้ำโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐยังออกมาประกาศกร้าวเตือนเมียนมาว่าอาจนำมาตรการคว่ำบาตรมาใช้กับเมียนมาอีกครั้งด้วย

2. ถึงกระนั้นเมียนมาก็ยังมีพันธมิตรที่แน่นแฟ้นอย่างจีนที่ไม่ได้ออกมาประณามเหตุรัฐประหารในครั้งนี้อย่างที่นานาประเทศทำ เพียงแต่กล่าวว่ารับทราบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมขอให้ทุกฝ่ายสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้โดยเร็วเท่านั้น อีกทั้งสื่อจีนอย่างโกลบอลไทม์ยังเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “รัฐประหาร” (coup) โดยเรียกว่า “ปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี” (cabinet reshuffle) แทน

3. ทั้งนี้ จีนเละเมียนมาได้จับมือเซ็นสัญญาโครงการระหว่างประเทศหลายโครงการด้วยกัน อีกทั้งเมียนมายังเป็นประเทศที่สำคัญของนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (Belt and Road Initiative : BRI) ซึ่งรวมถึงการที่จีนสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกเจาะพยู” ในรัฐยะไข่ของเมียนมาด้วย

4. ท่าเรือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) ซึ่งจะกลายเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน และเอื้อให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางและส่งออกสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งถูกปิดกั้นโดยสหรัฐ

5. นอกจากท่าเรือดังกล่าวแล้วจีนและเมียนมายังมีข้อตกลงร่วมกันภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) อย่างการสร้างเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งเชื่อมจากมณฑลยูนนานของจีนที่ไม่มีทางออกทางทะเลไปสู่ชายฝั่งทางฝั่งตะวันตกของเมียนมา ตลอดจนแผนการปรับปรุงและขยายเขตปริมณฑลของนครย่างกุ้งด้วย

6. การจับมือกันระหว่างจีนและเมียนมาในครั้งนั้นจะส่งผลให้จีนได้ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และสามารถแพร่กระจายอิทธิพลของตนไปได้ทั่วภูมิภาค

7. อย่างไรก็ตามหลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประกาศว่าจะมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์รัฐประหารในเมียนมา ประเทศจีนก็ได้ใช้สิทธิออกเสียยับยั้งหรือวีโต้ หากที่ประชุมมีมติลงโทษเมียนมาในกรณีรัฐประหารซึ่งสวนทางกับท่าทีของประเทศอื่นๆ

8. อาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มตีตัวออกห่างเมียนมา ในขณะที่จีนยังคงให้การสนับสนุนในฐานะพันธมิตรที่ดี อาจส่งผลให้จีนสามารถคว้าโอกาสในการใกล้ชิดกับเมียนมาครั้งนี้ขยายอิทธิพลของตนเพิ่มขึ้นไปอีก

9. เช่นเดียวกับยาสุฮิเดะ นากายามะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นที่มองว่าการรัฐประหารในเมียนมาอาจกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเพิ่มอิทธิพลของจีนในภูมิภาค และญี่ปุ่นไม่ควรระงับความร่วมมือกับเมียนมาเพราะจะทำให้เมียนมาและจีนมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นการสร้างโอกาสในการขยายอิทธิพลให้กับประเทศจีน

10. IANS สำนักข่าวของอินเดียยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าการรัฐประหารโดยกองทัพของเมียนมาอาจเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศจีนเข้ามาใกล้ชิดกับประเทศเมียนมา อย่างในช่วงปี 1990 ถึง 2000 ช่วงที่เมียนมาปกครองด้วยรัฐบาลทหารก็ได้รับการสนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน

11. พล.อ. มินอ่องหล่าย ผู้นำการยึดอำนาจยังค่อนข้างใกล้ชิดกับจีน โดยเขาเดินทางจีนบ่อยครั้งที่สุดรองจากไทย เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมนี่เองที่หวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเดินทางมาเยือนเมียนมาและได้เข้าพบกับมินอ่องหล่ายด้วย โดยย้ำว่าประเทศทั้งสองมีสัมพันธ์แบบ Paukphaw 

12. Paukphaw เป็นภาษาพม่าที่หมายถึง “พี่น้องท้องเดียวกัน”คนพม่าใช้เรียกคนจีนด้วยความสนิทสนม และแนวคิดเรื่องเมียนมา-จีนเป็นพี่น้องกัน หรือ Paukphaw ถูกย้ำหลายๆ ครั้ง เช่นตอนที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนเดินทางมาเยือนเมียนมาเมื่อปีที่แล้วก็เอ่ยถึงคำๆ นี้หลายครั้ง

13. เมื่อหวางอี้มาหยอดคำหวานเรื่องพี่เรื่องน้องแล้ว ก็เอ่ยว่าจีนหวังที่จะเห็นโครงการ CMEC เดินหน้าแบบเต็มสูบอีกครั้งหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว (โปรดสังเกตว่าตอนนั้นเมียนมาเพิ่งจะเลือกตั้งเสร็จมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020 แต่มีปัญหาเรื่องพรรคของกองทัพไม่ยอมรับผลเลือกตั้งที่พรรคของอองซานซูจีชนะถล่มทลาย)

14. ตอนที่พบกับหวางอี้ รัฐบาลใหม่ยังไม่มี สมาชิกสภายังไม่สาบานตน มินอ่องหล่ายได้ตอบหวางอี้ไปว่ากองทัพเมียนมากสนับสนุนทั้งสองประเทศในการเร่งโครงการ CMEC แม้จะอยู่ในช่วงการระบาดก็ตาม ในเวลานี้มินอ่องหล่ายอำนาจในมือเต็มที่แล้ว เชื่อได้ว่าโครงการ CMEC เดินหน้าแน่ๆ

15. คำถามก็คือจีนจะใช้ประโยชน์จาก CMEC นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจหรือไม่? เพราะมีการพูดถึงกันมานานแล้วว่าจีนอาจใช้ประโยชน์จากท่าเรือท่าเรือน้ำลึกเจาะพยูด้วยเหตุผลอื่น เช่น อาจใช้เป็นฐานทัพเรือหรืออย่างน้อยก็ศูนย์กลางโลจิสติกของกองทัพจีน

16. เรื่องนี้ถูกวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญและไม่เชี่ยวชาญต่างของประเทศมาระยะหนึ่งว่าเป็นไปได้นั่นคือถูกใช้เป็นศูนย์โลจิสติกหรือจุดแวะของกองทัพจีน ซึ่งกองทัพจีนหรือ PLA นั้นเป็นทั้งกองทัพและยังมีธุรกิจในเครืออีกด้วยซึ่งธุรกิจเหล่านั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการทหาร (ดังจะเห็นได้จากการที่สหัรฐขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ PLA ให้ถอนจากตลาดหุ้นสหรัฐ สาเหตุเพราะมีประเด็นเรื่องความมั่นคง)

17. แต่กองทัพเมียนมามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ยึดมั่นในเอกราชและอธิปไตยของชาติ และในกองทัพเมียนมาเองก็มีการแบ่งฝักฝ่าย (factions) กลุ่มในกองทัพเหล่านี้เคยมีอิทธิพลต่อการชี้นำประเทศมาแล้ว เช่น หากเห็นว่ายังไม่ควรปฏิรูปบางกลุ่มในกองทัพก็จัดคัดค้านหรือแนะให้ชลอไปก่อน

18. เช่นเดียวกันในกองทัพมีทั้งกลุ่มที่นิยมจีนและกลุ่มต่อต้านจีน ความไม่พอใจจีนนั้นมีตั้งแต่การที่จีนสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย เช่น พวกโกก้างในแถบรัฐฉาน กองทัพว้า กองทัพอาระกัน/กองทัพเอกราชกะฉิ่นที่ปฏิบัติการในแถบรัฐกะฉิ่น

19. ความระแวงจีนในกองทัพเมียนมาแสดงออกให้เห็นจากการที่กองทัพหันไปคบหากับอินเดียในกิจการด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่นฝึกร่วมและซื้ออาวุธ) ฝ่ายนำในกองทัพเมียนมายังเชื่อว่าจีนตีสองหน้า ทางหนึ่งก็พยายามจูบปากเมียนมาเพื่อหาทางออกทะเลอันดามัน-อ่าวเบงกอล ทางหนึ่งก็สนับสนุนชนกลุ่มน้อย หากเป็นเช่นนี้จริงจีนก็เหมือนเหยียบเรือสองแคม แต่ทางการจีนปฏิเสธมาโดยตลอด

20. ดังนั้นมินอ่องหล่ายจะยอมให้จีนมาพัฒนา CMEC หรือไม่? ก่อนอื่นต้องรับทราบก่อนว่ามินอ่องหล่ายค่อนข้างจะพอใจกับจีน เพราะจีนทำให้เขาพึงพอใจ ตัวเขาเองถูกกล่าวหาว่าบัญชาการการสังหารหมู่ชาวโรฮิงยาซึ่งอาจเข้าข่ายข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยซ้ำ แต่มินอ่องหล่ายได้รับทราบว่าจีนยืนเคียงข้างเขาและขอบคุณ “จุดยืนที่ถูกต้องและยืนหยัดต่อประชาคมนานาชาติในประเด็นรัฐยะไข่”

21. มินอ่องหล่ายถึงกับบอกว่า “เมียนมาถือว่าจีนเป็นมิตรตลอดกาลและหุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ” พูดกันถึงขนาดนี้แล้วย่อมจะคาดเดาได้ว่าเขาจะสนับสนุนโครงการ CMEC แต่จะถึงกับให้มามีปฏิบัติการทหารในแถวนั้นหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่ขอให้สังเกตว่ามินอ่องหล่ายยกจีนเป็น “หุ้นส่วนด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ”

20. ในช่วงสองสามปีมานี้ดูเหมือนกองทัพเมียนมาจะ “คล้อยตาม” จีนมากขึ้น เช่น กองทัพยอมหยุดยิงกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยแต่ฝ่ายเดียวระหว่างเดือนธันวาคม 2018 – เมษายน 2019 หลังจากที่มีการเจรจาที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายจีนซึ่งมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังกองกำลังชนกลุ่มน้อยใกล้ชายแดนจีน

21. การเข้ามาเป็นผู้ช่วยไกล่เกลี่ยของจีนเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะความขัดแย้งในเมียนมากระทบต่อการลงทุนของจีนด้วย (มีการโจมตีพื้นที่ที่จีนจะสร้างทางบรถไฟตามโครงการ Belt and Road) การที่กองกำลังที่จีนสนับสนุนและไม่สนับสนุนมาโจมตีโครงการจีนเสียเอง ทำให้จีนหันมาสนิทกับกองทัพเมียนมามากขึ้น และบรรเทาความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อจีน

22. มีประเด็นน่าสังเกตเรื่องหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วโฆษกของกองทัพเมียนมากล่าวว่ามีประเทศหนึ่งอยู่เบื้องหลังกองกำลังอาระกันหลังจากพบอาวุธที่ทันสมัยที่รัฐยะไข่ ในประเด็นนี้สื่อต่างประเทศชี้ไปที่จีน โดยเฉพาะสื่ออินเดีย (อย่าลืมว่าอินเดียมีความขัดแย้งถึงขั้นใช้กำลังทหารกับจีน) ส่วนเจ้าหน้าที่อินเดียเผยว่าจีนหนุนหลังกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาที่เคลื่อนไหวแถบชายแดนอินเดีย-เมียนมา โดยกองทัพอาระกันทำหน้าที่เป็นคนกลางนำอาวุธจากจีนไปแจกจ่ายกลุ่มติดอาวุธเหล่านั้น

23. ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา U Min Zaw Oo ชี้ว่ามีการซื้อขายอาวุธสองทาง ทางหนึ่งเจ้าหน้าที่ในมณฑลยูนนาน (ใกล้กับรัฐกะฉิ่นซึ่งกองทัพอาระกันเคยไปฝึกรบที่นั่น) ซึ่งกลุ่มติดอาวุธอาจมีสายสัมพันธ์ด้วยอาจแอบขายอาวุธให้ หรืออีกทางไปซื้อมาจากตลาดมืด ซึ่งมันเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทางการไทยที่แม่สอดจับอาวุธที่ผลิตจากจีนใหม่ๆ ได้ แห่ลงข่าวในกลุ่มติดอาวุธบอกกับสำนักข่าว The Irrawaddy ว่าอาวุธพวกนี้น่าจะนำไปขายให้กลุ่มกองทัพอาระกัน เพราะกลุ่มนี้ให้ราคาดี แต่คำถามที่ยังไม่ได้คำตอบคือ อาวุธพวกนี้จีนส่งมาขายหรือผ่านคนกลางในตลาดมืดมาโดยจีนไม่รู้?

24. เมื่อปีที่แล้ว ซุนกั๋วเซียงผู้แทนของจีนมาเข้าพบมินอ่องหล่ายและมีรายงานว่ามินอ่องหล่ายบอกกับฝ่ายจีนอาวุธที่กลุ่มติดอาวุธใช้นั้นมาจากทางจีน หลังการหารือเสร็จสิ้นแล้วมินอ่องหล่ายบอกกับ Yomiuri Shimbun ของญี่ปุ่นว่ากลุ่มติดอาวุธในเมียนมาได้รับอาวุธจากทางจีนทางอ้อม แต่ก็ไม่บอกอะไรมากกว่านั้น

25. พื้นที่ CMEC ที่จีนกำลังจะปั้นให้เป็นจุดแวะพักทางเศรษฐกิจและการทหาร ยังเป็นพื้นที่ของรัฐยะไข่ อันเป็นรัฐที่กองทัพอาระกันปฏิบัติการและเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากแถบหนึ่งเพราะกองทัพอาระกันและกองทัพเมียนมารบกันอย่างหนักหน่วง แต่โปรดสังเกตว่ากองทัพอาระกันแม้จะถูกกล่าวหากว่ามีจีนเป็นแบ๊คอัพ แต่ไม่ได้ร่วมในข้อตกลงหยุดยิงที่จีนเป็นคนกลาง พวกเขาเพิ่งจะมาหยุดยิงเองแต่ฝ่ายเดียวเมื่อเดือนพฤศจิกายน

26. ดูเหมือนว่าคนยะไข่ (หรืออาระกัน) จะให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนี้อย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะยะไข่/อาระกันมีอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง และที่สำคัญกองทัพเมียนมายังปฏิบัติต่อชาวบ้านและผู้ต้องสงสัยชาวยะไข่อย่างเหี้ยมโหด อย่างที่ พริสซิลลา แคลปป์ อดีตเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐประจำเมียนมาบอกกับ Radio Free Asia ว่าความเหี้ยมเป็น “วัฒนธรรม” ของกองทัพเมียนมา และมันเป็นวัฒนธรรมที่เป็นพิษ (toxic) ซึ่งผู้ที่สร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ขึ้นมาก็คือผู้นำกองทัพและฝึกให้ทหารเมียนมามีวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรง

27. มีรายงานว่าความรุนแรงเริ่มจะเข้าไปถึงเมืองเจาะพยูที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกเจาะพยู เมื่อปีที่แล้วทหารเมียนมาเริ่มจับกุมพลเรือนในเมืองเพราะต้องสงสัยว่าพัวพันกับกองทัพอาระกัน หลายคนพยายามหนีออกไปบางคนต้องไปพึ่งใบบุญของวัดซึ่งมีมากมายในเมืองเจาะพยู แต่บางคนโชคไม่ดีถูกยิงและทุบตีเพื่อรีดข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่

28. อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่กองทัพอาระกันรบกับกองทัพเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว พวกเขายังแยกออกไปโจมตีโครงการกาลาดัน ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมต่อเมียนมากับอินเดียทางทะเล (จากท่าเรือซิตตเวในรัฐยะไข่) และทางบก (ปาเลตวาในรัฐชิน) พื้นที่นี้ชุกชุมไปด้วยกองกำลังติดอาวุธ แต่กลุ่มที่เล็งเป้าโครงการของอินเดียคือกองทัพอาระกัน

29. ไม่น่าแปลกใจที่อินเดียจะพยายามย้ำแล้วย้ำอีกว่าจีนมีส่วนบ่อนทำลายเมียนมาด้วยการ “สนับสนุน” อาวุธให้กลุ่มอย่างกองทัพอาระกัน (ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าได้อาวุธจากจีนโดยตรงหรือลักลอบมาจากตลาดมืด) ความพัวพันของอินเดียกระมังที่ทำให้กองทัพอาระกันที่ใช้อาวุธจีนหันมาโจมตีโครงการของอินเดียในรัฐยะไข่เสียเลย

30. จีนจึงไม่ใช่แค่คน “ฉวยโอกาส” ผ่านการรัฐประหารในเมียนมา แต่เป็นผู้มีส่วนชี้ชะตาว่าเมียนมาจะมีสันติภาพระหว่างกองทัพกับชนกลุ่มน้อยได้เลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่มินอ่องหล่ายจะมองจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ยิ่งหากชาติตะวันตกคว่ำบาตรเมียนมาด้วยแล้ว เมียนมาจะเหลือหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดคือจีน สิ่งเดียวที่จีนจะต้องทำก็คือทำให้กลุ่มติดอาวุธภายใต้อิทธิพลจีนต้องรามือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจีนในเมียนมา ภายใต้ยุคเผด็จการทหารครั้งใหม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nyein CHAN NAING / POOL / AFP

Tokyo Olympics organizers unveil their pandemic playbook #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Tokyo Olympics organizers unveil their pandemic playbook

InternationalFeb 04. 2021A man wearing a protective mask, left, stands in front of Olympic rings installed in Tokyo on March 11, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Kiyoshi Ota.A man wearing a protective mask, left, stands in front of Olympic rings installed in Tokyo on March 11, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Kiyoshi Ota.

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Ayai Tomisawa, Yuki Hagiwara

The organizers of the delayed Tokyo Olympics unveiled a set of rules governing how teams move about and interact in order to avoid the spread of the covid-19 pathogen, assuming that the games will go ahead this summer as planned.

Coronavirus tests will be conducted before and after arrival in Japan and then at least every four days, with movements in the country limited to a pre-determined plan, according to the first version of the “Playbook” unveiled on Wednesday. The document was prepared by the Tokyo Organizing Committee, the International Olympic Committee and the International Paralympic Committee.

The protocols outlined in the playbook are aimed at holding a successful games even as countries across the globe struggle to bring the pandemic under control. Japan implemented stricter measures last month seeking to reduce infections and pave the way for the Olympics, which were postponed last year.

While questions linger over whether the games can be held at all, the playbook is an important step in clarifying the conditions under which they can take place. The document was light on many details, however, including how and on what schedule participants, athletes and other staff would be tested for coronavirus.

Organizers said they will decide those specifics in an update in April, in order to make use of the latest technology. Participants will need to submit a negative test before departure for Japan and may be tested on arrival.

One thing was clear: vaccinations won’t be mandatory. The organizers won’t require athletes and teams to be inoculated in order to take part, but said instead that they’ll work with each national Olympic committee to “encourage and assist their athletes, officials and stakeholders to get vaccinated in their home countries, in line with national immunisation guidelines, before they go to Japan.”

That also means that the participants will have to comply with the rules in the playbook, whether they have been vaccinated or not, they added.

Teams were told not to join events as spectators, and not to use public transport. They will also have to download Japan’s smartphone app for contact tracing. They will not have to quarantine when they arrive in the country, but they will be housed in the Olympic Village rather than being dispersed around hotels in Tokyo.

“Tokyo is the best prepared city we have ever seen,” Christophe Dubi, IOC Olympic Games Executive Director, said on video conference.

Despite speculation over the future of the games, the organizers continued to insist Wednesday that they would go ahead. They cited the knowledge gained on how the virus spreads since the decision last March to postpone the Games, as well as the successful resumption of thousands of other sports worldwide among reasons for their optimism.

The playbook made no specific mention of how spectators would be handled. Decisions on that question, including the number allowed and the prospects for overseas spectators, will be made within the next few weeks, Dubi said.

The Tokyo 2020 Committee has already indicated that it will need to decide on whether to impose limits on attendance or restrict spectators from entering the country by this spring, due to the ticketing process.

The playbook will also be updated as the pandemic situation changes ahead of the games, which are set to kick off on July 23, a year after they were originally due to start.

The next version of the playbook will be released in April, when test events are carried out, Games Delivery Officer Hidemasa Nakamura of the Tokyo 2020 organizing committee said at the conference. More details on protocols for people working in close proximity to athletes will be forthcoming, Nakamura said.