#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/644237
วันที่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 20:36 น.
ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจ พวกเขาไม่ทำบ่อยเท่ากองทัพไทย แต่ทำไมถึงกุมอำนาจได้นาน?
เมียนมาต่างจากไทยตรงที่เมียนมามีการทำรัฐประหารแค่ 3 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ได้รับเอกราชมาเมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะที่ไทยผ่านการรัฐประหารมาถึง 13 ครั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ย้ำอีกครั้งว่าเมียนมาเคยผ่านรัฐประหารแค่ 3 ครั้งในช่วง 73 ปีประวัติศาสตร์ยุคใหม่
แต่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพเมียนมาไม่เก๋าเท่ากองทัพไทย มันหมายความว่าการเมืองไทยยังมีโอกาสให้ประชาชนและประชาธิปไตยได้ต่อต้านและโค่นล้มระบอบทหาร สลับกันไปสลับกันมา ส่วนเมียนมาทำรัฐประหารครั้งหนึ่งทหารจะอยู่ยาวจนลูกบวช!
ตัวอย่างเช่น การทำรัฐประหารครั้งแรกของเมียนมาคือปี 1962 (พ.ศ. 2505) เมื่อนายพลเนวินยึดอำนาจเปลี่ยนประเทศมาอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารผสมกับแนวคิดสังคมนิยม เชิดชูแนวคิดวิถีพม่าสู่สังคมนิยมทำการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ ปกครองประเทศด้วยกฎอัยการศึกนานถึง 12 ปี หลังจากนั้นจึงคลายกฎอัยการศึกแต่ยังปกครองด้วยทหารอยู่ดี
หลังการรัฐประหารแล้วเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมากจนกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา แต่ในทศวรรษที่ 80 เศรษฐกิจเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้แต่ในปี พ.ศ. 2530 จู่ๆ เนวินก็ตัดสินใจยกเลิกธนบัตรบางประเภททำให้เศรษฐกิจที่เริ่มจะดีขึ้นมาทรุดลงไปอีกทำให้เกิดการประท้วงในกลุ่มนักศึกษา กลายเป็นการชุมนุมและการวินาศกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐครั้งใหญ่ครั้งแรกนับแต่รัฐประหารเมื่อ 25 ปีก่อน
การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นจนในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 (เหตุการณ์ 8888) การประท้วงถึงขีดสุด เนวินสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยการใช้ปืนยิงผู้ชุมนุมบอกว่า “เมื่อทหารยิง ทหารจะยิงเพื่อฆ่า” ทหารยังบุกเข้าไปฆ่าหมอและพยาบาลที่รักษาผู้บาดเจ็บจากการประท้วงอีกด้วย
ถึงแม้ว่าเนวินจะลาออกไปและกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเริ่มก่อตัวขึ้น มีการหารือเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรค และยังมีผู้เล่านหน้าใหม่เข้ามาคือ อองซาน ซูจี ที่กระโจนเข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการปราศรัยกับผู้ชุมนุมและกลายเป็นสัญลัษณ์ของขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมานับแต่นั้น
แต่การปะท้วงก็ยังลุกลามจนถึงเดือนกันยายน กองทัพก็บดขยี้ความพยายามของฝ่ายประชาธิปไตย ผู้นำกองทัพที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจคือพลเอกอาวุโส ซอมอง ทำการ “ยึดอำนาจ” จากฝ่ายเนวินและตั้วสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือสลอร์ก (SLORC) ทำการควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการที่เข้มงวด ปราบผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และอ้างว่ากองทัพอำนาจก็เพื่อ “นำความเรียบร้อยและหยุดสถานการณ์ที่เลวร้ายลงที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายทั่วประเทศ”
แต่ในทางปฏิบัติทำการปราบปรามอย่างหนักกว่ายุคเนวินเสียอีก ในภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียวที่สลอร์กยึดอำนาจมีนักศึกษา พระสงฆ์ นักเรียนถูกฆ่าถึง 1,000 คน และอีก 500 คนถูกฆ่าขณะประท้วงที่สถานทูตสหรัฐในย่างกุ้ง รวมแล้ววิกฤตการณ์ 8888 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายเดือนกันยายนมีผู้สังเวยชีวิตไปถึง 10,000 คน อีกหลายพันคนหนีเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย
แม้จะใช้ไม้แข็งขนาดนี้แล้ว สลอร์กยังพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบโดยได้ให้คำสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งในปีหน้า (1989) แต่อองซานซูจีและนักการเมืองคนอื่นๆ ไม่เชื่อว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีถ้าทหารยังมีอำนาจ
โปรดสังเกตว่าทหารเมียนมาให้สัญญิงสัญญาว่าขอเวลา 1 ปีแล้วจะจัดการเลือกตั้งเหมือนการทำรัฐประหารคราวนี้ (ปี 2020) ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็คงไม่ยอมรับอีกเช่นเคย แต่ให้รับรู้ไว้ว่านี่คือแอกชั่นของกองทัพเมียนมาที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึง 33 ปีแล้ว
ปรากฎว่าสลอร์กจัดการเลือกตั้งจริงๆ แต่เป็นปี 1990 แต่ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งก็จัดการจับอองซานซูจีควบคุมตัวในบ้านพักเอาไว้ โดยตั้งเงื่อนไขว่าเธอจะเป็นอิสระถ้าเดินทางออกจากประเทศไป แต่ซูจีไม่ยอมทำตามจึงถูกควบคุมตัวไปเรื่อยๆ แม้แต่ในช่วงที่จัดเลือกตั้งปี 1990 ซึ่งปรากฎว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่เธอร่วมก่อตั้งขึ้นหลังกรณี 8888 ชนะแบบถล่มทลาย
แล้วก็เป็นเหมือนการเลือกตั้งปี 2020 ที่พรรคของซูจีชนะแบบถล่มทลายแล้วก็ถูกกองทัพกล่าวหาว่าโกงและหาเรื่องยึดอำนาจไป ย้อนกลับไปเมื่อปี 1990 ก็เช่นกัน หลังจากที่กองทัพจัดเลือกตั้งแล้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะพรรคสายทหาร ฝ่ายทหารก็ไม่ยอมเปิดสภา (เหมือนกับคราวนี้ที่ทำการยึดอำนาจในวันเปิดสภาพอดี)
ในปี 1992 ผู้นำของสลอร์กก็เปลี่ยนตัวจากพลเอก ซอมองมาเป็นพลเอกอาวุโส ต้านชเว ในด้านเศรษฐกิจแล้วสลอร์กดีกว่าระบอบเผด็จการทหารยุคเนวินต้องที่ใช้ระบบทุนนิยมขึ้นมาบ้างไม่ใช่สังคมนิยมที่ล้มเหลวจนประเทศยากจน แต่ในทางการเมืองสลอร์กกดขี่ประชาชนอย่างเลวร้าย
จากข้อกล่าวหาของ Amnesty International ระบุว่าภายใต้การปกครองของต้านชเว มีชาวพม่าจำนวนมากถึงหนึ่งล้านคนถูกส่งไปยังค่ายแรงงานทาสในป่าหรือค่ายแรงงานทาสในชนบทและถูกบังคับให้ใช้แรง รัฐบาลยังกดขี่เสรีภาพในการแสดงความเห็น
มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพม่ากวาดต้อนเด็กซึ่งบางคนอายุน้อยกว่า 10 ขวบมารับการเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ มีรายงานว่ากองทัพเมียนมาข่มขืนสตรีชนกลุ่มน้อยใมนปฏิบัติการโจมตีกองทัพของชนกลุ่มน้อยที่ก่อการในภูมิภาคต่างๆ
การใช้ไม้แข็งเหล่านี้ทำให้เมียนมามีการทำรัฐประหารน้อย แต่ทำแล้วอยู่นาน เพราะใช้การปกครองที่น่าหวาดกลัวทำให้ประชาชนไม่กล้าท้าทายอำนาจของทหารโดยตรงแต่ก็เก็บความไม่พอใจลึกๆ ไว้
นอกจากนี้กองทัพมักสัญญาว่ายึดอำนาจแล้วจะจัดเลือกตั้งเพื่อสถาปนารัฐบาลพลเรือนอีกครั้ง แต่ก็เป็นแค่สัญญาปากเปล่า เพราะประชาธิปไตยที่ทหารประเคนให้นั้นจะต้องมีที่ทางให้ทหารกุมอำนาจต่อไปด้วย และตราบใดที่พรรคของกองทัพไม่ชนะ กองทัพจะไม่มีวันปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจอยู่ได้นาน
ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1993 ต้านชเวอนุญาตให้มีการประชุมแห่งชาติในเดือนมกราคม แต่ย้ำว่าสภาจะต้องมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลในอนาคตและสามารถระงับการประชุมเป็นครั้งคราว
ปรากฎว่าพอทำแบบนี้พรรค NLD ก็เบื่อหน่ายกับการแทรกแซงจึงวอล์กเอาท์จากสภาไปในปลายปี 1995 และในที่สุดสภาก็ถูกยุบในเดือนมีนาคม 1996 โดยกองทัพมีเหตุผลที่ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญ และตามมาด้วยการกวาดล้าง NLD อย่างหนักช่วง 2 – 3 ปีหลังจากนั้น
ต่อมาในปี 2005 ทหารเมียนมาทำท่าจะให้ประชาธิปไตยอีกโดย เปิดสภาแห่งชาติขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1993 เพื่อพยายามเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แต่องค์กรและพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่สำคัญรวมถึงสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมโดยทหารอนุญาตให้เลือกเฉพาะพรรคเล็กๆ เท่านั้น สุดท้ายการเปิดสภาถูกปิดไปอีกในปีถัดมา
อองซานซูจีนั้นถูกจับแล้วก็ปล่อย จับแล้วปล่อยอยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับท่าทีต่อพรรค NLD เดี๋ยวก็เชิญร่วมตั้งสภาเดี๋ยวก็กีดกัน รวมถึงการสัญญิงสัญญาเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย ประเดี๋ยวก็จริงจัง ประเดี๋ยวก็เลิก ท่าทีของกองทัพเมียนมาแบบนี้ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด ฝ่ายประชาธิปไตยจะโดนลูกไม้แบบเดิมอีก
เช่นเดียวกับการใช้แท็กติก “การปกครองอันน่าสยดสยอง” กองทัพเมียนมามักใช้วิธีการปราบปรามที่รุนแรงกว่ากองทัพไทยหลายขุม เรียกได้ว่าประท้วงใหญ่ๆ แต่ละครั้งต้องมีเสียชีวิตจากการปราบปราม
เช่น การประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชนปี 2007 มีผู้เสียชีวิต 13 – 138 คน (ตัวเลขไม่แน่นอน) และไม่มีการปรานีกระทั่งพระภิกษุซึ่งถูกจับกุมและจำคุกบางองค์นานถึง 68 ปี คือ อู คัมภีระ แต่ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมาหลังการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ปี 2012 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเมียนมาพร้อมที่จะบดขยี้ใครก็ตามที่ขวางทางไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงในสังคมเมียนมา
ในการประท้วงทหารปี 2007 ยังมีเหตุการณ์คล้ายๆ การรัฐประหารในปีนี้ คือรัฐบาลทหารพยายามตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2007 แต่ไม่สำเร็จมากนักและยังล่าช้าเพราะการประท้วงเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้มีข่าวการกวาดล้างเล็ดรอดออกมาสู่โลกภายนอกเป็นจำนวนมาก
แต่ในการทำรัฐประหารครั้งนี้ สิ่งที่กองทัพเมียนมาทำอย่างแรกๆ คือลดความเร็วสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้หลังจากที่มีการรายงานข่าวโดยรอยเตอร์ซึ่งเป็นสำนักข่าวแรกที่เปิดเผยข่างการทำรัฐประหาร เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวออกมาอย่างขนานใหญ่ มีเพียงข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาแบบกระปริบกระปรอย
หากมีการตัดสัญญาณระยะยาวและมีการกวาดล้างฝ่ายต่อต้าน โลกจะแทบไม่มีทางรู้ขอบเขตความเสียหายแบบชัวร์ๆ ได้เลย และจะเป็นการวางรากฐานการครองอำนาจของกองทัพให้นานขึ้นไปอีก
แต่สิ่งที่จะทำให้กองทัพอยู่นาน คือการแสร้งว่ากองทัพยอมสละอำนาจแล้วมอบประชาธิปไตยให้จริงๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างปี 2016–2021 ซึ่งดูยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างแรกคือรัฐธรรมนูญถูกทหารเขียนเอาไว้เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง (เช่น กำหนดสัดส่วนคนของตนในสภาในอัตราที่สามารถวีโต้มติของสมาชิกสภาพรรคอื่นๆ ได้)
การเขียนกฎหมายของประเทศเพื่อรักษาอำนาจตัวเองแบบเนียนๆ แล้วเรียกว่าเป็นการปฏิรูปประชาธิปไตย “ดูยังไงก็ปลอม” และท้ายที่สุดแล้วของปลอมก็ทนไม่ไหว ต้องออกมาทำรัฐประหารในที่สุดเพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองเขียนไม่ช่วยอุดช่องโหว่เมื่อพรรคฝ่ายทหารแพ้พรรคพลเรือนอยู่ร่ำไป
ไม่แน่ว่าในระยะ 1 ปีหลังจากนี้จะมีการร่างรัฐธรรนูญขึ้นมาใหม่ แบบที่ว่าพรรคพลเรือนชนะได้ก็ชนะไป แต่พรรคฝ่ายทหารจะมีอำนาจเท่าเทียมกัน
แทคติกการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาจึงอิงกับหลักการ “ทำน้อยๆ แต่ยึดนานๆ” ต่างกับกองทัพไทยที่ “ทำบ่อยๆ แต่อยู่ไม่ยืด”
ถามว่าการยึดอำนาจของเมียนมาครั้งนี้เลียนแบบการรัฐประหารของไทยปี 2557 หรือไม่เพราะคล้ายคลึงกันตรงที่คำสัญญา “ขอเวลา 1 ปี” (หรือขอเวลาอีกไม่นาน) ตอบว่านี่ไม่ใช่แท็กติกของไทย แต่เป็นสิ่งที่กองทัพเมียนมาเคยสัญญามาแล้วก่อนจะจับซูจีขังนานถึง 15 กว่าปี แล้วก็ผิดคำสัญญา
ถามว่ากองทัพเมียนมาจะทำตามสัญญาหรือไม่? ถ้ายกเอาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาซึ่งกองทัพเมียนมาเคยตระบัดสัตย์มาหรือไม่ก็วางเกมตลบหลังเอาไว้แล้ว สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ายากที่จะทำตามสัญญา
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

It wasn’t until Nov. 20 that an EU agreement with BioNTech was finalized. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Alex Kraus.
The TraceTogether contact-tracing phone app. After countries from the U.S. to Australia to Israel collected reams of data during the pandemic, they may start to see uses for that information beyond the original intent. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Lauryn Ishak
Japanese Prime Minister Yoshihide Suga
US President Joe Biden

Donald Trump boards Marine One to leave the White House for the last time as president on Jan. 20, 2021. MUST CREDIT: Washington Post photo by Bill O’Leary
กระแสต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาบนโลกออนไลน์ก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน
กองทัพเมียนมาแถลงพร้อมจัดเลือกตั้งใหม่หลังพ้นกำหนดระยะเวลาภาวะฉุกเฉิน 1 ปี ชี้ซูจีชนะเลือกตั้งมาอย่างไม่โปร่งใส
แอมเนสตี้แถลงเรียกร้องกองทัพเมียนมาชี้แจงข้อกฎหมายที่ใช้ในการคุมตัว “อองซาน ซูจี” และนักการเมือง ชี้หากไม่มีการตั้งข้อหาที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องปล่อยตัวทันที