หาคำตอบ “ประตูกั้น” กระแทกผู้โดยสาร ระบบบกพร่องหรือปัญหาพฤติกรรมคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492813

หาคำตอบ "ประตูกั้น" กระแทกผู้โดยสาร ระบบบกพร่องหรือปัญหาพฤติกรรมคน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ระบบประตูกั้นอัตโนมัติบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสกำลังกลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้งานบางกลุ่มเห็นว่า ประตูบานเลื่อนสีแดงที่ใช้อยู่นั้นไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ เครื่องกั้นมักกระแทกสะโพกจนเกิดความเจ็บปวด นำไปสู่การเรียกร้องให้บริษัทผู้ดูแลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียที

นับตั้งแต่เปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 วันนี้ระบบประตูอัตโนมัติที่รองรับผู้ใช้งานสูงสุดกว่า 8 แสนเที่ยวต่อวันกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก…

 

หนีบเร็ว แรง ไม่ปลอดภัย

ธีรวุฒิ สถิตภัทรกุล เจ้าของแคมเปญ “เปลี่ยนซะทีเหอะ…ที่กั้นรถไฟฟ้าให้มันไม่กระแทกสะโพกจนม่วง” โดยรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org เห็นว่าเครื่องกั้นประตูรถไฟฟ้าบีทีเอส มักปิดเร็วและกระแทกผู้โดยสารอยู่เสมอ จึงขอเสนอให้เปลี่ยนระบบเครื่องกั้นให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

ธีรวุฒิ บอกว่า เครื่องกั้นประตูของรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นบีทีเอส ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มักจะปิดกระแทกโดนสะโพก โดยที่พนักงานบริเวณนั้นไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ซึ่งช่องทางประตูสำหรับคนตั้งครรภ์ก็ไม่ได้มีพนักงานคอยบริการเสมอไป รวมถึงส่วนตัวพยายามเข้าให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การใช้บริการรถไฟฟ้าแล้วก็ตาม

ทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่งมีผลต่อการบาดเจ็บในร่างกาย เขียวจนถึงม่วงบริเวณสะโพกเป็นสัปดาห์ข้อสังเกตคือ ระบบเครื่องกั้นประตูของประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีความอันตราย หรือสร้างความเจ็บปวดเท่ากับเมืองไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนระบบหรือพัฒนาให้เกิดความปลอดภัยเลย จึงขอเสนอให้ไปใช้ระบบเครื่องกั้นประตูแบบในประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว

เจ้าของแคมเปญรายนี้ บอกว่า เรื่องนี้แยกเป็น 2 ประเด็น 1.การใช้งานอย่างถูกต้อง 2.การพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

“เรื่องการใช้งานเครื่องกั้นที่ถูกวิธีนั้น ล่าสุดทางบีทีเอสได้ชี้แจงแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้กระแทกอย่างที่หลายคนโดน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าระบบไม่ได้ลื่นไหล แต่สำหรับประเด็นที่สอง สังคมยังไม่ได้รับการชี้แจง เรื่องการพัฒนาให้ดีขึ้น อาทิเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่เครื่องกั้นเป็นแบบพับไม่ใช่แนวขวาง คำถามคือ ระบบของบีทีเอส เมื่อใช้มาเป็น 10 ปี จะไม่มีการพัฒนาเลยหรือ เหล่านี้คือสิ่งที่องค์กรระดับใหญ่ที่เป็นองค์กรที่ก้าวหน้า ต้องนำไปขบคิด เพราะมีการร้องเรียน”

ไม่ต้องเร่งรีบ ประตูเปิดเมื่อสอดบัตร ปิดเมื่อเดินผ่าน

ภายหลังมีการเรียกร้องและวิพากษ์วิจารณ์จากพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง บีทีเอสได้มีการสาธิตช่องแตะบัตรโดยสารอัตโนมัติอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยสรุปคือ ช่องทางผ่านประตูอัตโนมัติมีความกว้าง 50 เซนติเมตร ทำงานด้วยระบบเซนเซอร์ที่มีมาตรฐาน ผู้โดยสารไม่ต้องรีบเดิน เพราะไม่ได้มีการตั้งเวลากำหนด ประตูจะเปิดเมื่อผู้โดยสารสอดบัตร และปิดเมื่อเดินผ่านไปแล้ว สำหรับผู้โดยสารที่ตั้งครรภ์ สูงอายุ หรือมีสัมภาระขนาดใหญ่ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดใช้ช่องทางพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวลองสอบถามผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสได้รับรู้ความเห็นและความเข้าใจดังนี้

ปิยนุช สุขใจดี อายุ 48 ปี บอกว่า หากมีสัมภาระหรือมากับเด็กต้องรีบเดินซะหน่อย เพราะกลัวว่าจะเดินไม่พ้นประตูอัตโนมัติ

ภาณุวัฒน์ พานิชกุล อายุ 18 ปี บอกว่า ไม่มีปัญหาและไม่เคยกังวลในการเดินผ่านประตู ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบก็สามารถพ้นประตูได้ด้วยความปลอดภัย

เบญจมาศ ทองประไพ อายุ 26 ปี บอกว่า ใช้งานมาหลายปี ไม่เคยโดนหนีบ ประตูมีมาตรฐานดีอยู่แล้ว

วิทยา รักจ้อย อายุ 21 ปี เล่าว่า เคยโดนหนีบเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างเดินผ่านพร้อมกระเป๋า หากเป็นไปได้อยากให้บีทีเอสปรับปรุงระบบลดความเสี่ยงอันตรายให้น้อยลง โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ละคนค่อนข้างรีบ ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการกระแทกได้

ษา อรษา 28 ปี บอกว่า ตัวเองไม่เคยถูกเครื่องกั้นกระแทก แต่พบเห็นชาวต่างชาติที่มาพร้อมกับกระเป๋าถูกกระแทกบ่อยครั้ง เข้าใจว่าประตูอัตโนมัติทำงานด้วยระบบเซนเซอร์และไม่มีปัญหาสำหรับผู้ใช้โดยทั่วไป แต่อยากให้มีการแจ้งเตือนชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับสัมภาระให้เลือกไปใช้ช่องทางพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายถูกกระแทก

ศจิกา ฉายอรุณ อายุ 26 ปี บอกว่า ระบบที่ใช้อยู่นั้นดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาสำหรับคนส่วนใหญ่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คิดว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้ใช้บางราย อย่างไรก็ตามหากมีเทคโนโลยีที่ดีกว่าก็ควรปรับปรุงพัฒนา

คลิปวิดีโอสาธิตการใช้งานประตูอัตโนมัติบีทีเอส โดย JS100

 

เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่พฤติกรรมและความรู้สึก

ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระบบรางของเมืองของไทย ให้ความรู้ว่า ระบบประตูอัตโนมัติที่รถไฟฟ้าบีทีเอสและเอ็มอาร์ทีใช้เป็นลักษณะบานเลื่อน ในแง่พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีปริมาณมากได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว

ประตูนี้เรียกว่า AFC barrier gates มีเซนเซอร์ชนิด optical ติดอยู่ 4 จุด ไล่ตามลำดับการเข้าใช้งาน เมื่อเราสอดตั๋วโดยสารเข้าไปในช่องสอดตั๋ว ตราบเท่าที่เรายังไม่ดึงตั๋วออกจากช่องรับตั๋ว barrier หรือประตูจะไม่เปิดออก เมื่อเราดึงตั๋วออกจากช่องรับตั๋วแล้วประตูจะเปิดออก ให้เราเดินเข้าไปได้ ระบบถูกออกแบบมาให้ป้องกันไม่ให้มีการโกงด้วยการเดินผ่านประตู มากกว่า 1 คน ในการสอดตั๋วครั้งเดียว ดังนั้น เซนเซอร์ทั้ง 4 จุด จะทำหน้าที่ตรวจสอบการเดินผ่านของคน และควบคุมการปิดประตู

“เซนเซอร์ตัวที่ 1 และ 2 จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่ามีคนผ่านเข้ามาแล้ว และประตูจะปิดลงเมื่อคนเดินผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 ส่วนเซนเซอร์ตัวที่ 4 มีไว้ตรวจสอบการผ่านออกไปจากประตู มีเพียงเหตุการณ์เดียวที่จะทำให้ประตูปิดตัวลง คือ มีคนเดินผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 สำหรับเหตุการณ์ปกติ ผู้โดยสารสามารถเดินผ่านแบบช้าๆ ไม่ต้องรีบได้โดยไม่เกิดเหตุการณ์ประตูหนีบ เวลาที่กำหนดมีมากพอ และในกรณีที่มีผู้โดยสารสอดบัตรติดๆ กัน ระบบจะตรวจจับได้ว่าต้องมีคนผ่านกี่คน ตามจำนวนตั๋วที่สอดติดๆ กัน ต่อให้จำนวนผู้โดยสารมีจำนวนมากก็จะไม่มีใครโดนหนีบ”

ภาพจาก http://www.bts.co.th

 

ภาพจาก http://www.bts.co.th

ดร.ประมวล บอกว่า เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการหนีบคือ ผู้โดยสารมีสัมภาระ กระเป๋าหรือสิ่งของ โดยถือนำเข้าไปก่อนจนถูกเซนเซอร์ตัวที่ 3 จับได้ ระบบจะเข้าใจว่ามีคนกำลังจะแอบผ่านประตูโดยไม่สอดบัตร หรือเข้าใจว่า สิ่งของนั้นเป็นผู้โดยสารและทำให้ตัวเราเองที่เดินตามหลังสิ่งของมาถูกประตูหนีบได้ ฉะนั้นหากต้องถือของผ่านประตู ให้ยกของให้สูงพ้นจากระดับเซนเซอร์ ก็จะไม่มีปัญหา

ในกรณีสตรีมีครรภ์ เจ้าหน้าที่จะเชิญให้ผู้โดยสารเดินผ่านประตูพิเศษซึ่งอยู่ด้านข้างแทน เพราะเข้าใจว่าอาจเกิดความผิดพลาดจากการตรวจสอบได้ เช่นกันกับในกรณีท้องใหญ่ เดินแอ่นมาก จนมีอะไรไปผ่านเซนเซอร์ตัวที่ 3 ก่อนที่ตัวจะเดินผ่านไปก็อาจเกิดความผิดพลาดและถูกหนีบได้

“พิจารณาจากเทคโนโลยีแล้ว ระบบที่บีทีเอสและเอ็มอาร์ทีใช้ ไม่ได้เก่า ล้าสมัย หรือไม่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัญหาที่กำลังเกิดในขณะนี้น่าจะเกิดจากความไม่เข้าใจของผู้โดยสาร ตลอดจนพฤติกรรมการถือของเดินนำเข้าไป การเปลี่ยนตัวประตูเป็นนวมแบบญี่ปุ่นจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ตราบเท่าที่ระบบตรวจจับ และพฤติกรรมการเดินผ่านยังเป็นแบบเดิม”

ผู้เชี่ยวชาญระบบราง ทิ้งท้ายว่า แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ความผิดพลาดของเทคโนโลยี เป็นเรื่องพฤติกรรมและความรู้สึกของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามเมื่อคนส่วนหนึ่งเห็นว่า ระบบที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม บีทีเอสก็อาจจะศึกษาเรียนรู้ระบบอื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับรถไฟฟ้าเส้นทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

 

3.6 หมื่นล้านซื้อเรือดำน้ำ เอามาช่วยโปะ “บัตรทอง” ดีไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492673

3.6 หมื่นล้านซื้อเรือดำน้ำ เอามาช่วยโปะ "บัตรทอง" ดีไหม?

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว, เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

กลายเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบกับ “ความคุ้มค่า” ของการใช้งบประมาณก้อนโต 3.6 หมื่นล้านบาท ไปกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ ด้วยเหตุผลเรื่อง “ความมั่นคง” ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ดและยังมีปัญหาอีกมากมายกำลังรุมเร้า โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่ต้องการงบประมาณไปสะสางเยียวยาอีกจำนวนไม่น้อย

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้งบประมาณไปกับการรักษาพยาบาลประชาชนมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก โดยในส่วนของข้าราชการ 5 ล้านคน ใช้งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มากกว่า 2-3 เท่า ถ้าเทียบหัวต่อหัวกับประชาชนส่วนที่เหลือในสังคมอีก 48 ล้านคน ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนเพียงแค่ 1.4 แสนล้านบาท

“หากเทียบกันจะเห็นว่าการใช้เงินจำนวนมหาศาลกับการซื้อเรือดำน้ำ ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ รวมถึงยังเป็นเรือที่ยังถูกตั้งคำถามมากมายแต่ยังไม่ได้คำตอบ เช่น เรือคุณภาพดีจริงหรือไม่ ดังนั้นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติควรต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากขึ้น หรือหากนำเงินจำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาทมาใช้กับบัตรทองก็จะช่วยได้มากขึ้น จากปกติบัตรทองที่มีงบประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท”นิมิตร์ กล่าว

อดีตบอร์ด สปสช. ระบุว่า รัฐบาลควรกลับมาคิดถึงเรื่องพัฒนาระบบรัฐสวัสดิการให้ดีขึ้นโดยไม่ใช่แบบประชานิยม แต่ต้องทำให้เป็นรัฐสวัสดิการที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องมาพิสูจน์ว่าจนหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนคนจนและผู้สูงอายุ ซึ่งสังคมไทยจำเป็นที่จะต้องจัดการเรื่องความมั่นคงเรื่องรายได้ของผู้สูงวัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปัดภาระไปให้กับลูกหลานที่ลำพังเงินก็ไม่พอกินอยู่แล้ว

ศก.ไม่ดีต้องลดงบมั่นคง เน้นแก้ปัญหาปากท้อง

คำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า การใช้งบประมาณที่สูงมากไปกับการซื้อเรือดำน้ำ ขัดแย้งกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลบอกให้ประชาชนรัดเข็มขัด อีกทั้งยังให้สรรพากรเรียกภาษีจากคนมากขึ้น ควรที่จะนำเม็ดเงินนั้นมาพัฒนาในด้านที่สำคัญ เช่น พัฒนาสาธารณูปโภค การคมนาคม ระบบการขนส่ง หรือปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ถ้าเอางบประมาณไปใช้กับเรื่องสาธารณูปโภค จะได้ผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ เรื่องความปลอดภัย เพราะระบบขนส่งดี คุณภาพชีวิตคนก็ดีขึ้น แต่พอผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปแล้วประชาชนก็คงไปคัดค้านยาก

คำรณ กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี การใช้งบประมาณไปกับความมั่นคงควรจะลดลง หรือในส่วนของงบประมาณที่ไม่ได้สร้างรายได้ก็ควรต้องงดไป ประโยชน์จากเรือดำน้ำหากเอามาใช้ในน่านน้ำอันดามันที่มีความลึกพอจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างดี แต่หากใช้ตรงอ่าวไทยที่หลายคนคิดว่าตื้นก็จะใช้งานได้ระดับหนึ่ง

“แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นตอนนี้ ถามว่าจำเป็นไหม ก็คิดว่ายังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีเงินเหลือเฟือกองทัพเรือควรมีไหม ก็ไม่แปลก คือถ้าเรามีเงินคงคลังที่เหลือเฟือและฐานะทางเศรษฐกิจในประเทศดีก็ไม่มีปัญหา”คำรณ กล่าว

รัฐบาลทุ่มงบประมาณแก้ปัญหาสังคมน้อยไป

ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ นักวิชาการด้านการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำ โดย ครม.อนุมัติการจัดซื้อไปแล้ว จำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาทนั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับการนำงบประมาณจำนวนเท่ากันมาใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาในประเทศนั้นไม่สามารถเทียบกันได้ เพราะมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม หากมองจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน การจัดซื้อเรือดำน้ำอาจมีความจำเป็น ขณะที่หากนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวไปสนับสนุนด้านการศึกษา ก็มองว่าเป็นตัวเลขที่ยังน้อยเกินไป โดยหากเปรียบเทียบแล้วงบ 1.3 หมื่นล้านบาท เท่ากับงบประมาณที่รัฐนำไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หรือคิดเป็น 20% ของงบประมาณการศึกษาทั้งปีเท่านั้น

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลต้องชั่งใจระหว่างเรื่องความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาด้านสังคม อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการทุ่มเทงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาด้านสังคมอย่างครบวงจรน้อยเกินไป

“ยกตัวอย่างจากที่เพิ่งผ่านไป ก็คือ การจัดประชุมสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีการขับเคลื่อนสภาระดับตำบล 7,000 กว่าแห่ง สภาระดับเทศบาลตำบลอีก 2,000 กว่าแห่ง และสภาใน กทม.อีก 50 เขต ซึ่งรวมแล้วจะมีสภาเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นเกือบ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ แต่รัฐจัดงบประมาณให้น้อยมาก คือแค่ 304 ล้านบาท แค่งบประมาณในการประชุมยังไม่พอ ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก และถือเป็นการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตย”ศ.สมพงษ์ กล่าว

 

อย่าให้รักทำลาย-รับฟังด้วยหัวใจ หนทางลดปัญหา”ฆ่าตัวตาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492527

อย่าให้รักทำลาย-รับฟังด้วยหัวใจ หนทางลดปัญหา"ฆ่าตัวตาย"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สถิติการการฆ่าตัวตายล่าสุดของคนไทยจากข้อมูลโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เป็นเรื่องน่าห่วง เมื่อพบว่ามีคนฆ่าตัวตายสำเร็จกว่า 4,000 คน เท่ากับเฉลี่ยเดือนละประมาณ 350 คน หรือ ทุกๆ 2 ชั่วโมง คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน

ที่น่าสนใจคือ การฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์โดยเฉพาะความรัก ความหึงหวง จนนำไปสู่การทำร้ายตัวเองมากที่สุดถึง 20% รองลงมาคือ โรคซึมเศร้า และน้อยใจคนใกล้ชิดดุด่า

คำถามง่ายๆ แต่แก้ได้ยากคือ เราจะป้องกันและจัดการต้นเหตุของความตายนี้อย่างไร

ความรัก–ซึมเศร้า ปัญหาใหญ่สู่ความตาย

ความเศร้าเสียใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่ต้องเรียนรู้ก็คือวิธีรักษาเยียวยาความผิดหวังเพื่อให้จิตใจกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

“คนอกหักครั้งแรกอาจจะเจ็บหนัก แต่ครั้งที่สองจะเริ่มเข้าใจ แต่มีบางคนที่สมานแผลใจไม่ได้ อาจจะด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น บาดแผลนั้นรุนแรงเกินไป มีความผูกพันกันสูงหรือดูแลจิตใจตัวเองไม่เป็นจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือเลือกจบชีวิตด้วยการทำร้ายตัวเอง” เสียงจาก นพ.ประภาส อุครานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคซึมเศร้า

นพ.ประภาส บอกว่า ในการศึกษาทางการแพทย์พบว่า สาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายนั้นมาจาก “โรคซึมเศร้า” ที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง การรักษานอกจากจะต้องได้รับยาเพื่อปรับระดับของสารเคมีแล้วยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาจิตใจของคนไข้ควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตามในแง่ปฎิบัติพบว่า ผู้ป่วยหลายรายมักขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง บางรายเบื่อหน่ายที่จะต้องตกอยู่ในภาวะของคนป่วย หยุดยากะทันหันจนอาการกำเริบ ขณะที่บางรายไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นโรค

“ปัญหาสุขภาพจิตเหมือนตราบาป ไม่เหมือนโรคอื่น เป็นโรคหัวใจเรายังกล้าพูด กล้าเเลกเปลี่ยนกับคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องสุขภาพจิต น้อยคนจะกล้าไปบอกเพื่อนๆ หรือคนอื่นว่า ผมกำลังพบจิตแพทย์อยู่”

สถิติการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเฉลี่ยนเดือนละ 350 รายจากโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ เป็นเพียงตัวเลขของผู้ที่ทำสำเร็จเท่านั้น ซึ่งองค์การอนามัยโลกเคยประเมินไว้ว่า แท้จริงแล้ว มีคนพยายามฆ่าตัวตายราว 20 เท่าของคนที่ทำสำเร็จ ขณะเดียวกันยังมีการเปิดเผยว่าราว 75 เปอร์เซ็นต์ของการฆ่าตัวตายทั้งหมด เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง และคนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงคือเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีต้นๆ

นพ.ประภาส บอกว่า การฆ่าตัวตายในเมืองไทยนั้นสะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญ 2 อย่างคือ ปัญหาระบบสุขภาพจิตและปัญหาทางด้านสังคม

“คนไทยยังมีความรู้ ความตระหนักในระบบปัญหาสุขภาพน้อย ขาดการรักษาอย่างถูกวิธีและมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสะท้อนปัญหาด้านสังคม คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มีความเครียดง่าย จากสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต เอาแค่บนท้องถนนก็เจอปัญหาทะเลาะวิวาทได้แทบทุกวัน”

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกว่า วิธีลดปัญหาการฆ่าตัวตายต้องพัฒนาสังคมให้มีความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และที่ขาดไม่ได้คือจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่ต้องใส่ใจพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก

“จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์และปรัชญาชีวิต ต้องพัฒนาตั้งแต่การเลี้ยงดู ทำให้เขาเข้าใจ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีจิตสำนึกและเติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ จัดการความผิดหวังของตัวเองได้อย่างถูกวิธี เห็นมิติของสังคมในภาพกว้าง ไม่ใช่ยึดติดตัวเองกับความรัก ความสัมพันธ์หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเท่านั้น”

ปัญหาไม่สำคัญเท่ากับการรับฟังด้วยหัวใจ

ตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์ สมาคมที่ให้บริการเป็นเพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย เเนะนำว่า ทุกคนในสังคมสามารถลดปริมาณการฆ่าตัวตายได้ด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี ใช้หัวใจฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินเเละไม่สั่งสอน

“คนที่มีความเสี่ยงอยากฆ่าตัวตาย คือคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวจากโลกใบนี้ เผชิญกับความทุกข์ด้วยตัวเอง สิ่งที่เราทำได้คือ ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึก แม้กระทั่งความคิดอยากฆ่าตัวตาย ฟังโดยไม่ตัดสินว่าคุณคิดแบบนี้มันผิด คุณอ่อนแอไป แต่รับฟังให้เขาพรั่งพรูออกมา นี่คือวิธีการที่ดีที่สุด

“ถ้าไปบอกว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง มันผิด เรื่องแค่นี้ทำไมต้องทุกข์ด้วย พูดแบบนี้เขาจะรู้สึกทันทีว่าเราไม่เข้าใจ รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจไม่เก่ง เรื่องนิดเดียวจัดการไม่ได้ ทำให้เขาไม่อยากคุยกับเราอีก เมื่อไหร่ที่เขาคุยแล้วเจอสถานการณ์แบบนี้มันยิ่งทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่กล้าคุยกับใครอีกเลย เก็บทุกอย่างไว้ในใจ สะสมจนอาจเป็นกลายเป็นความตึงเครียดและนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง”

เบื้องหลังปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน หนทางสู่ความสำเร็จของคนๆ หนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกคน ฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้มากที่สุดคือ การเป็นเสมือนกระจกเงาที่คอยสะท้อนและทำให้อารมณ์ของผู้เป็นทุกข์กลับมาอยู่ในภาวะปกติให้ได้

“หากเขากำลังเศร้าเพราะคนรัก อาจลองถามว่า เมื่อแฟนคุณไม่ดี เคยคิดไหมว่าจะยุติความสัมพันธ์ ถ้าเขาบอกว่าเคย ก็ลองถามต่อว่า ถ้ายุติแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถามให้เขาเป็นคนคิดเอง ถ้าตอบว่า อ่อ..ถ้าเลิกหรอ คงรู้สึกโล่ง แล้วข้อเสียล่ะมีอะไรบ้าง เขาอาจจะบอกว่า คงมีปัญหาเรื่องเงินเพราะยังพึ่งพากันอยู่ คือทำตัวเป็นกระจกให้เขาสะท้อนความคิด ได้ตระหนักในหลายๆ แง่มุม ในที่สุดเขาจะเป็นคนชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเอง”

ตระการ บอกว่า หลักการของสมาคมฯ คือเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพเพียงพอในการเผชิญหน้ากับปัญหาและสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง หากอยู่ในภาวะอารมณ์ปกติที่พร้อมจะเรียบเรียงความคิดเพื่อนำไปสู่ทางออก

“มนุษย์มีศักยภาพเพียงพอในการเผชิญหน้ากับปัญหาเเละสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้ ตราบใดที่อารมณ์อยู่ในภาวะปกติ แต่หลายๆ ช่วงเขาอยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้สับสนและนึกอะไรไม่ออกจนเกิดอารมณ์ชั่ววูบ หน้าที่ของผู้ฟังคือ ทำให้ภาวะวิกฤตกลับสู่ความปกติ เมื่อนั้นเขาจะเริ่มเรียบเรียงและเผชิญปัญหาด้วยวิธีการของเขาเอง”

นายกสมาคมสะมาริตันส์ บอกว่า แต่ละปีมีคนที่ตกอยู่ในสภาวะความเศร้า โทรศัพท์เข้ามาระบายความทุกข์ถึง 1 หมื่นสาย โดยมีประมาณ 20% ที่ทุกข์มากถึงขนาดอยากจบชีวิตตัวเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สังคมทุกวันนี้เป็นปัจเจกมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่ เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและอ่อนแอ ไร้การดูแลจากคนใกล้ชิด แตกต่างจากสมัยก่อนที่อยู่กันเป็นครอบครัว มีคนที่คอยรับฟังและดูแลมากกว่าปัจจุบัน

อยากตาย เพราะไม่อยากรับรู้

นุ่น ณัฐพร หญิงสาววัย 27 ปีผู้เผชิญกับภาวะซึมเศร้าและอยู่ระหว่างรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่าอาการของเธอเริ่มจากภาวะกดดันภายในครอบครัว ความผิดหวังจากเพื่อนและคนรักอย่างแฟน ปัญหาใหญ่คือ ความเจ็บปวดที่คลี่คลายผ่านไปแล้วพร้อมกลับมาทำให้ชอกช้ำได้เสมอในยามที่ถูกกระตุ้นจากสถานการณ์รุนแรง

“คิดมากเรื่องที่บ้าน รู้สึกถูกบงการชีวิต กดดันไม่ได้เป็นตัวเอง ต้องฟังอย่างเดียว อ้าปากก็โดนหาว่าเถียง ฟังจนเก็บกด กลายเป็นคนที่แคร์คนสนิทมาก เวลาทะเลาะกับที่บ้าน อยากลืม แต่มันไม่ลืม บางครั้งคืนดีกันแล้วก็ยังไม่ลืม กับเพื่อนสนิท เราชอบเอาเรื่องเครียดของเพื่อนมาคิด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเหมือนอารมณ์คนแบกโลก เก็บมาคิดทุกอย่าง คิด คิด คิด  พอถึงเวลามีอะไรมากระทบกับจิตใจหนักๆ ก็จะเอาทุกอย่างมารวมกันหมด เป็นบ้า หาทางออกไม่ได้ คิดทำร้ายตัวเอง หนักเข้าก็คิดฆ่าตัวตาย”

อาการทำร้ายตัวเองของนุ่นก็คือ การใช้มือทุบศรีษะ กรีดข้อมือด้วยมีด เอาบุหรี่จี้แขนของตัวเองจนเป็นแผล

“เวลาทะเลาะกับแฟน ไม่มีที่ลง อยากทำเขาก็ทำไม่ลง ทุกครั้งที่ทำร้ายตัวเอง ในใจเราคิดว่า ไอ้… ทำไรไม่ได้อ่ะ ไม่มีใครเข้าใจ ทำไมวะ..ทำไม คิดว่าการทำร้าย เอาความเจ็บปวดมาลงกับตัวเองคือคำตอบทั้งที่ไม่ใช่ ทำไปแล้วก็ไม่รู้สึกดีขึ้น ถามว่ารู้ตัวไหม รู้ แต่ห้ามและควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้”

ครั้งหนึ่งเธอเคยเกือบตาย กินยาแก้เครียดที่หมอจ่ายให้กว่า 10 เม็ดหวังตัดปัญหาทุกอย่างลง

“มีปัญหาที่บ้านสะสมรู้สึกยกมันออกจากหัวไม่ได้ เล่าให้ใครฟังเป็นสิบเป็นร้อยก็เอาออกจากหัวไม่ได้ ทำไมวะ ทำไม ที่บ้านก็ไม่เข้าใจ พอมาทะเลาะกับแฟนอีก เลยรู้สึกอยากหลับไปเลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องมารับรู้อะไร”

ปัจจุบันสาววัย 27 ปีคนนี้เลือกเข้ารับการรักษากับแพทย์ในปีที่ผ่านมา ทำให้อาการต่างๆ ของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จนกระทั่งล้มเลิกความตั้งใจฆ่าตัวตายทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง

โลกนี้ยังมีทางออกให้กับทุกความล้มเหลว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ขอเพียงทุกคนรู้จักยอมรับปัญหาของตัวเองเเละระบายมันออกมากับคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้หรือเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรอรับฟังเสมอ

 

โลกร้อนระอุ อุณหภูมิทำลายสมดุลระบบนิเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492206

โลกร้อนระอุ อุณหภูมิทำลายสมดุลระบบนิเวศ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้ในปีนี้หลายสำนักจะรายงานตรงกันว่า จะมีอากาศร้อนสูงสุดอยู่ที่ 43 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าสถิติปีก่อน ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 44 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เพราะโดยภาพรวมแล้วยังถือว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันโดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าความร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ต่อเนื่องและสะสมมานาน ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ คือ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และอาจจะมีอากาศร้อนต่อไปจนทำลายสถิติที่บันทึกไว้เมื่อปีก่อน

อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่อากาศร้อนจะลากยาว เพราะยังอยู่ในอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญ อากาศร้อน ความแห้งแล้ง อาจจะลากยาวไปถึงต้นเดือน ก.ค.

“อากาศร้อนยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากก๊าซเรือนกระจก แต่ละปีโดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย และที่สำคัญกว่านั้นคืออากาศที่ร้อนขึ้นๆ จะทำให้พืชหายใจมากขึ้น

เดิมทีพืชแต่ละชนิดมีช่วงอุณหภูมิในการสังเคราะห์ที่ต่างกันตั้งแต่ 5-40 องศาเซลเซียส พืชเขตร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างสูง ปริมาณก๊าซในบรรยากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ในสภาพที่มีแสงและอุณหภูมิพอเหมาะ อัตราการสังเคราะห์แสงจะขึ้นกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ให้สูงขึ้น จะมีผลทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัว พืชจะไม่เพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงอีก”จิรพล กล่าว

นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุว่า สถิติอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเมื่อปี 2559 ทั้งบนบกและในน้ำร้อนที่สุดตั้งแต่เก็บข้อมูลกันมา 137 ปี นับเป็นการทำสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ข้อมูลของโนอาสอดคล้องกับผลการศึกษาขององค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) ที่พบว่า ปี 2559 เป็นปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกา และตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเมื่อปีที่แล้วความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนบนชั้นบรรยากาศโลกทำสถิติหนาแน่นที่สุดเช่นกัน

ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนระอุนี้จะส่งผลให้สัตว์บก พวกที่ทนช่วงอุณหภูมิได้ไม่มากเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ในบริเวณที่แหล่งน้ำมีน้อยสัตว์ต่างๆ จะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด อากาศร้อนยังส่งผลให้สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดที่ออกลูกเป็นไข่อาจมีสัดส่วนตัวผู้ ตัวเมียที่ผิดไป กรณีที่อุณหภูมิเป็นตัวกำหนดเพศลูก เช่น เพศของลูกจระเข้ที่ถูกกำหนดโดยอุณหภูมิขณะฟักไข่ ไข่ที่เจริญเติบโตในสภาวะฟักไข่ในสภาพอากาศอบอุ่น ลูกจะเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ แต่ไข่ที่ฟักในอุณหภูมิอันเย็นกว่าจะเป็นตัวเมียขนาดเล็กกว่า โดยปกติลูกที่ออกมาจะมีตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 5 ตัว

“นอกจากนี้อากาศที่ร้อนขึ้นยังส่งผลให้สัตว์และคนติดโรคบางอย่างเพิ่ม เพราะแมลงพาหะฟักตัวดีขึ้นในสภาพอากาศที่ร้อน รวมถึงผลผลิตเฉลี่ยจากสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงระบบโรงเรือนอาจลดลง ทั้งนี้ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบนั้นขึ้นกับอุณหภูมิว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน” นำชัย กล่าว

สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ และรองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกผู้ศึกษาวิจัยทางทะเลที่ขั้วโลกใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีงานวิจัยที่ระบุว่า โลกของเราจะมีอุณหภูมิขยับขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นตามอย่างช้าๆ ในปี 2558–2559 สิ่งที่ตามมาก็คือ เกิดปะการังฟอกขาว ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ ได้ฆ่าปะการังน้ำตื้นจำนวน 2 ใน 3 ของแนวปะการังเกรท แบร์ริเออร์ รีฟ ในประเทศออสเตรเลีย ที่ยาวถึง 2,300 กิโลเมตร

“ปะการังแถบทะเลจีนใต้ก็กำลังจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลายสิบปี ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของปะการัง นักวิทยาศาสตร์พบว่าเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปะการังและสัตว์น้ำในทะเลตายไปราว 40% อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเปิดสูงกว่าระดับปกติ 2 องศาเซลเซียส ทำให้กังวลว่าความผิดปกติของสภาพอากาศเหล่านี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 2 ปี หรือทุกปีจนกระทั่งแนวปะการังจะตายไปจนหมด

และเมื่อไม่มีแนวปะการังสัตว์ทะเลที่อาศัยหรือหากินตามแนวปะการังก็จะได้รับผลกระทบและลดจำนวนลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อระบบนิเวศทางทะเลที่ขั้วโลกใต้ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ในโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และภายใต้โครงการของ สวทช. พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พยาธิเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง จากเดิมที่พบในตัวปลา ขณะนี้สามารถพบได้ที่ภายนอกตัวปลาอีกด้วย เรื่องนี้เป็นการค้นพบใหม่ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจุฬาฯ กล่าว

 

กับดัก 4.0 หนทางฉุดรั้งการพัฒนาแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 17:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492135

กับดัก 4.0 หนทางฉุดรั้งการพัฒนาแรงงานไทย

โดย…วิรวินทร์ ศรีโหมด

แรงงาน ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศให้มีความเข้มแข็ง ก้าวหน้า ฉะนั้นในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคน ซึ่งจะใช้วิธีการรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไปคงไม่ได้ แต่ต้องเพิ่มในเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์เข้ามาร่วมด้วย

นี่จึงเป็นประเด็นที่กระทรวงแรงงาน จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อเรื่อง “ May Day ความหวังของแรงงาน จาก Manpower สู่ Brainpower ” เพื่อเป็นเวทีวิพากษ์ถึงทิศทางและอนาคตของแรงงานไทยว่า ควรเดินอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างถูกต้องพร้อมการเปลี่ยนแปลงจากแรงงานปกติ สู่ แรงงานที่ทำงานด้วยปัญญา เนื่องในโอกาสที่จะเข้าสู่วันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม นี้

รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า ในสังคมไทยแม้ปัจจุบันคำว่า 4.0 มีการกล่าวถึงกันมาก แต่ความเป็นจริงความเข้าใจเรื่องนี้ สำหรับภาคแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง และการที่รัฐต้องการนำ 4.0 เข้ามาแก้ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง ส่วนตัวขอถามว่า ความเป็นจริงประเทศไทย มีการกระจายรายได้กันจริงหรือไม่ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของไทย อยู่กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูล

และอีกอย่างสิ่งที่น่ากังวลคือไทยยังเป็นประเทศ ที่มีการพัฒนาศึกษาวิจัยอยู่ในอันดับต่ำสุดในเอเชีย ไม่เหมือนสิงคโปร์ อินเดีย ที่ลงทุนในเรื่องการศึกษาวิจัยมาก ฉะนั้นมองว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา วิจัยให้เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิตอล 4.0 ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่วิจัยแล้วเก็บเป็นงานวิชาการหรือเกิดประโยชน์เฉพาะบุคคล

ดังนั้นการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็ต้องคำนึกถึงประชาชนรายได้กลุ่มใหญ่ของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านแรงงานสอดคล้องกับระบบการที่จะพัฒนาอย่างแท้จริง

ณรงค์ โชควัฒนา นักธุรกิจอิสระ วิพากษ์ว่า โลกใหม่ในยุคศตวรรษนี้ถือ เป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเครื่องจักร เทคโนโลยี หากเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งไทยจะเปลี่ยนแปลงแบบเดิมโดยยังคงผลิตด้วยแรงคนไม่ได้ เพราะคนไม่สามารถสู้กับแรงงานเครื่องจักรกล ที่รับคำสั่งทำตามโปรแกรมอยู่ตลอดเวลาได้

ทั้งนี้ยอมรับว่า งานวิจัยในประเทศไทยเก่งเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่น แต่งานวิจัยของไทยยังทำเพื่อวิชาการและส่วนตัว ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อสังคมส่วนรวม เหมือนต่างประเทศ เช่นเยอรมันที่ทุกบริษัทจะมุ่งพัฒนาวิจัยเพื่อให้เกิดการแข่งขันและนำผลที่ได้มาใช้ประโยชน์ แต่ไทยไม่ยอมทำเช่นนั้น เพราะมัวแต่กลับสนับสนุนระบบธุรกิจผู้ขาด จึงทำให้งานวิจัยของไทยสู่ประเทศอื่นไม่ได้

“ยุคทศตวรรษที่ 21 นี้ ที่มีการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยต้องพร้อมรับการแข่งขันและสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้ได้ ไม่ใช่นิยมแต่การไปซื้อเทคโนโลยีของประเทศอื่น เพราะเท่ากับว่ายิ่งเป็นการสร้างรายได้ และทรัพยากรให้กับต่างประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

ณรงค์ ชี้ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปพร้อมกับควรต้องได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ เพื่อให้อนาคตประเทศไทยสามารถสร้างเครื่องจักรได้ มากกว่าเป็นเพียงผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นประเทศไทย จะมีแต่หนี้สินเพราะต้องคอยซื้อของจากชาติอื่นอยู่ตลอด และถ้าหากประเทศไทยยังขายทรัพย์กรแรงงานถูกๆ เหมือนประเทศอื่นอยู่ ก็ไม่มีวันหลุดพ้นจะประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ดังนั้นทิศทางของไทย ไม่ควรพัฒนาเฉพาะเครื่องจักร แต่ต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นประเทศผู้พัฒนาแรงงาน ทั้งด้านด้านฝีมือ ความสามารถ และสติปัญญา เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหมดและพัฒนาได้อยู่ตลอด

ชัยพร จันทนา ประธานองค์การลูกจ้างสภาแรงงานอิสระแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐปล่อยให้ลูกจ้างต่อรองกับทุนข้ามชาติเพียงอย่างเดียว และไม่เคยส่งเสริมเรื่องการพัฒนา แต่กลับมีการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ฉะนั้นไทยแลนด์ 4.0 อยากร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือกลุ่มภาคแรงงานทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องการศึกษา ภาษา เพราะทุกวันนี้ในสังคมอยู่แบบเอารัดเอาเปรียบกัน เพราะทุกฝ่ายคิดแต่เพียงทำเพื่อหวังผลกำไรเท่านั้น ฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องการพัฒนาคน รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้างต้องช่วยกันพัฒนา ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถสู้กับชาติอื่นได้

พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ในอีก 15 ปีข้างหน้า ฉะนั้นการปรับตัวจึงต้องทำให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยุคโลกาภิวัฒน์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่วนตัวในฐานะผู้ที่เกี่ยวที่ทำงานด้านแรงงานคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และผู้ใช้แรงงาน จะต้องปรับตัว โดยรัฐจะทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปฏิรูปกฎหมาย ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนภาคธุรกิจ นายจ้าง แรงงาน ต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจและตัวเองให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทคโนโลยีในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่กำลังคนของประเทศ ต้องใช้สติปัญหา ความรู้ ความสามารถเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการทำงาน และความมั่นคงในการดำรงชีวิตไปพร้อมกัน

สุวิทยา จันทวงศ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงาน กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีการกำหนดกรอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาทิ ด้านความมั่นคง ด้านความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาศักยภาพของคน การสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม และการบริหารจัดการหน่วยงานรัฐ ซึ่งทั้งหมดกระทรวงแรงงานได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด พร้อมกับได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศระยะ 20 ปี ( ปี 2560 – 2579 ) เนื่องจากกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่ต้องพัฒนากำลังคนของประเทศ

 

ย้อนรอย”ทายาทกระทิงแดงชนตร.” 5ปีเลื่อนคดีมาราธอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492129

ย้อนรอย"ทายาทกระทิงแดงชนตร." 5ปีเลื่อนคดีมาราธอน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 เกิดข่าวครึกโครมใหญ่โต หลัง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” ควบรถสปอร์ตหรู เฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา มาด้วยความเร็วพุ่งชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ตราโล่ ยี่ห้อไทเกอร์ จนดาบตำรวจถูกลากไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตอย่างอนาถ

แน่นอนว่าไม่ใช่คดีเล็กน้อยทั่วไป ผู้ตายเป็นตำรวจและผู้ก่อเหตุเป็นถึงทายาทแสนล้านเครื่องดื่มชูกำลัง คดีย่อมไม่เงียบเป็นเป่าสากแน่  เช้าวันนั้น “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ในขณะนั้น) บึ่งรถมาตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองทันที พร้อมประกาศเดิมพันใช้ตำแหน่งตัวเองค้ำประกันว่า ต้องได้คนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เรียกเสียงฮือฮาในแวดวงตำรวจและสื่อมวลอย่างมาก

“หากทางฝ่ายคู่กรณียังไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ ก็จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก200 นาย และหากยังไม่ได้ตัวอีก ก็จะขอลาออกจากตำแหน่ง เพราะในฐานะผู้บังคับบัญชา จะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเสียชีวิตไปฟรีๆ” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวหลังตรวจสอบบ้านพักหรูนายเฉลิม อยู่วิทยา 3 ก.ย.2555

คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ สร้างขวัญกำลังใจให้กับลูกน้องอย่างมาก เพราะสังคมต่างเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะได้ผู้ต้องหาตัวจริงมาดำเนินคดี แต่แล้วเหตุกับตาลปัตรมีตำรวจนายหนึ่งนำพ่อบ้านดูแลรถมามอบตัวกับตำรวจ อ้างตัวเป็นคนขับรถคันเกิดเหตุ แต่ไม่สามารถตบตานายตำรวจใหญ่ อย่าง “บิ๊กแจ๊ด” ได้ จนถึงขั้นขนาดควันออกหูปรี๊ดแตก ก่อนบอกว่า “ผมไม่พอใจเพราะไปเอาตัวปลอมมามอบตัว ส่วนคนขับรถชนตำรวจตัวจริงยังลอยนวลอยู่ ผมทราบดีว่า สวป.คนดังกล่าวมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้กับบ้านของลูกชายเจ้าสัวกระทิงแดง แต่ทำงานแบบนี้ใช้ไม่ได้”

ระยะเวลากว่า 5 ปี เกิดข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรมแล้วเหตุใดเล่าถึงล่าช้า มีการตั้งคำถามกระทุ้งจากสังคมมากมาย ผู้ก่อเหตุอย่างนายวรยุทธ ยังลอยนวลใช้ชีวิตหรูหราตามปกติ ไม่ได้สะทกสะท้านอย่างใด หนำซ้ำสื่อต่างประเทศยังนำเสนอข่าวนายวรยุทธ ใช้ชีวิตแสนสุขสบายในต่างประเทศ แต่ไม่ยอมมามอบตัวต่อสู้คดีตามกฎหมาย ต่างกับครอบครัวของดาบตำรวจวิเชียร วาดหวังว่ากระบวนการทางกฎหมายจะนำตัวคนก่อเหตุมาดำเนินคดีได้เสียที

 

จนแล้วจนรอดนายวรยุทธ ก็ยังไม่ปรากฏตัว กระทั่งศาลคดีอาญากรุงเทพใต้ มีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 โดยมีหนังสือให้มาพบพนักงานอัยการเพื่อนำตัวไปส่งฟ้องต่อศาล

แต่ที่ผ่านมา นายวรยุทธ ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานอัยการรวมถึงพนักงานสอบสวนของ สน.ทองหล่อ รวม 6 ครั้ง ให้เหตุผลอ้างว่าติดธุระอยู่ต่างประเทศ 2 ครั้ง  ถัดมาอ้างว่าได้ไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการของสภาฯ ว่า ไม่ได้ขับรถเร็ว 3 ครั้ง  และล่าสุดยื่นขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม 1 ครั้ง

เหตุผลสารพัดที่ถูกหยิบยกมาอ้างต่อศาล ทำให้คดีความยืดเยื้อยาวนานหลายปี สุดท้ายทำให้บางคดีหมดอายุความไปอย่างน่าเสียดาย

สรุปคดีแล้ว นายวรยุทธ ถูกพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อแจ้งความใน 3 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย

1.ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความ 15 ปี ซึ่งยังเหลืออายุความอีก 10 ปี จะหมดอายุความ 3 ก.ย. 2570

2.ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน ซึ่งมีอายุความ 5 ปี นั่นหมายความว่าข้อหานี้จะหมดอายุความในเดือนก.ย.ปีนี้

3.ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่มีอายุความ 1 ปี ทำให้หมดอายุความไปแล้วเมื่อปี 2556

ช่วงเวลาที่ผ่านแสดงให้เห็นนายวรยุทธ พยายามประวิงเวลาทางคดี ที่สำคัญยังไม่เคยมาพบศาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว และล่าสุดกำหนดนัดวันที่ 27 เม.ย. นายวรยุทธ ยังพยายามทอดเวลามอบหมายให้ทนายความขอเลื่อนการนัดอีก แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากผลัดผ่อนมาแล้วหลายครั้ง

นี่เองกระมัง ทำให้สำนักงานอัยสูงสุด จำเป็นต้องใช้ไม้เด็ดตัดสินใจออกหมายจับนายวรยุทธ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 5 ปี แรงทัดทานจากสังคมชี้ให้เห็นแล้วว่า ความรวยอาจอยู่เหนือกฎหมาย

 

พลิกกฎหมาย “ชั้นความลับ” ปมซื้อเรือดำน้ำ(ลึกลับ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 13:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491894

พลิกกฎหมาย "ชั้นความลับ" ปมซื้อเรือดำน้ำ(ลึกลับ)

โดย…ชัยรัตน์ เพชรไตรรัตน์

ถ้อยแถลงของรัฐบาล ทั้งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเป็นทำนองเดียวกันว่า การที่ไม่มีการแถลงข่าวคณะรัฐมนตรี มีมติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน มูลค่า13,500 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 18 เม.ย.นั้นเพราะเป็นความลับ เป็นเอกสารมุมแดง

“การกำหนดชั้นความลับของวาระที่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.นั้น มีความเป็นมานาน 40-50 ปีแล้ว ดังนั้นหากเอกสารใดเป็นเรื่องลับหรือมุมแดงก็เป็นเรื่องที่หารือเสร็จแล้วหน่วยงานต้นสังกัดก็จัดเก็บคืนไปและไม่มีการแถลงข่าว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นเรื่อง และเอกสารมุมแดงก็เป็นไปตามข้อกำหนดเกณฑ์ อาทิ เรื่องภาษี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงกลาโหมขอมาว่าเป็นมุมแดง แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็ต้องมีการยกเลิกมุมแดงและเปิดเผยให้ทราบ เช่น คราวที่แล้วกฎหมายในพระองค์ที่เข้าสภาไปก็เป็นเรื่องลับหรือมุมแดง แต่พอถึงจุดหนึ่งก็เปิดเผย อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ครม.วันเดียวกันนี้ก็จะมีการยกเลิกชั้นความลับหลายเรื่องด้วยกัน”นายวิษณุ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกดูกฎหมายกำหนดชั้นความลับทางราชการ  พบว่า ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ซึ่งออกในสมัย นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ คือได้กำหนดประเภทชั้นความลับ  แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย

1.ลับที่สุด  (TOP SECRET) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด

2.ลับมาก  (SECRET) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง

3. ลับ  (CONFIDENTIAL) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ

ทั้งนี้การกำหนดให้ข้อมูลข่าวสารลับอยู่ในชั้นความลับใดให้พิจารณาถึงองค์ประกอบ ต่อไปนี้ 1.ความสำคัญของเนื้อหา 2.แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร 3.วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ 4.จำนวนบุคคลที่ควรรับทราบ 5.ผลกระทบหากมีการเปิดเผย และ 6.หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่องหรือผู้อนุมัติ

 

 

ขณะเดียวกันในกรณีเป็นการสมควร หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะกำหนดระเบียบการใด เพื่อปฏิบัติเพิ่มเติมจากระเบียบนี้ก็ได้และถ้าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า การปฏิบัติตามระเบียบนี้ในเรื่องใดจะก่อให้เกิดความยุ่งยากโดยไม่เหมาะสม หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะกำหนดวิธีการรักษาความลับในเรื่องนั้นด้วยวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพเท่ากันหรือดีกว่าแทนได้

สำหรับหนังสือของราชการกำหนดไว้ดังนี้

“ลับที่สุด” ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ ได้แก่ ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งดังต่อไปนี้ขึ้นไปอธิบดี หัวหน้าคณะทูต ผู้ช่วยทูตทหาร ผู้บัญชาการตำรวจหัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทั้งสามเหล่าทัพ

“ลับมาก” ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ ได้แก่ ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งดังต่อไปนี้ขึ้นไปหัวหน้ากอง ผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ ผู้บังคับการกองบิน และหัวหน้าหน่วยราชการอิสระ ซึ่งมีตำแหน่งชั้นหัวหน้าแผนก ผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือชั้นสาม และผู้บังคับหมวดบิน ข้าราชการตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งต่อไปนี้ขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ คือ หัวหน้าแผนก ผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือชั้นสาม และผู้บังคับหมวดบิน

ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับพร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบการกำหนดชั้นของความลับของข้อมูลข่าวสารลับนั้นด้วยว่าเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด ในการนี้ อาจมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวได้ตามความจำเป็นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ในกรณีที่สามารถมอบอำนาจได้ตามกฎหมาย

ฉะนั้นโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่18 เม.ย.แล้วไม่มีการแถลง จะอ้างเป็นเรื่องความลับหรือ ลึกลับ นั้น ประชาชนเท่านั้นจะเป็นคนตัดสิน

 

“หยุดตีทะเบียนสื่อ” หยุดครอบงำประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491862

"หยุดตีทะเบียนสื่อ" หยุดครอบงำประชาชน

โดย…ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

3 พฤษภาคม ของทุกปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประกาศให้เป็นเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

เป็นเวลากว่า 24 ปีแล้วที่ทุกประเทศซึ่งเป็นสมาชิกได้จัดกิจกรรมเพื่อให้สังคมตระหนักในบทบาทของ “สื่อสารมวลชน” ฐานะตัวแทนปากเสียงของประชาชนที่มีเสรีภาพ รวมถึงเพื่อสื่อสารไปยังรัฐบาลผู้มีอำนาจในประเทศ ที่ต้องเคารพการทำหน้าที่นั้น และสนับสนุนเสรีภาพแห่งการแสดงความคิด ความเห็น และการแสดงออกโดยสุจริต

ก่อนที่วัน “เสรีภาพสื่อมวลชนโลก ปี 2560 จะเวียนมาถึง  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย  ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ จัดกิจกรรมสำคัญให้สื่อมวลชน-ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกองบรรณาธิการร่วมส่งสโลแกนประกวดเพื่อใช้ในงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดยยึดเหตุการณ์ที่เครือข่ายรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติเตรียมผลักดัน ร่างกฎหมายที่ใช้ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า “กฎหมายคุมสื่อฯ”

การเปิดให้นักข่าว กองบรรณาธิการทุกแขนง ส่งสโลแกนเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกให้เป็น “ธงนำ” ของงานเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ในประเทศไทยนับเป็นครั้งแรก  โดย ปราเมศ เหล็กเพชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ย้ำว่า นักข่าวคือพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานขององค์กรวิชาชีพ  และหลังจากที่ได้วิเคราะห์แล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ออกโดย “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เขียนให้ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ต้องมีใบอนุญาต และใบอนุญาตดังกล่าวนี้สามารถถูกเพิกถอนได้โดยกลุ่มบุคคล ซึ่งมีตัวภาครัฐเข้าร่วม จึงเปิดทางให้มีการแทรกแซงและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

สำหรับ การเปิดให้ สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในกองบรรณาธิการสื่อฯ เข้าร่วมส่งสโลแกนนั้น ได้รับความสนใจ จากสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งในส่วนกลาง และภูมิภาค ที่ส่งผลงานรวม 64 ชิ้นเข้าให้คัดเลือก แต่ละสโลแกนนั้น สะท้อนถึงข้อห่วงใยอย่างยิ่งในสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน รอบด้าน

สโลแกนที่ชนะจากการตัดสินของคณะกรรมการฯ คือ “หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดครอบงำสื่อมวลชน” ซึ่งเป็นการผสม 2 สโลแกน จากนักข่าว 2 คน คือ  สุธิดา ปล้องพุดซา นักข่าวจากช่อง 9 อสมท.  ส่งสโลแกนว่า “หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดปิดกั้นเสรีภาพประชาชน” และ อรรถชยา โทนุศิษย์ ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.เดลินิวส์  สโลแกนที่ส่งคือ “หยุดกฎหมายคุมสื่อ หยุดครอบงำประชาชน”

นายกสมาคมนักข่าวฯ อธิบายความว่า เพราะทั้ง2สโลแกนนั้นมีถ้อยคำที่ทรงพลัง และตรงกับสถานการณ์ทั้งคู่ แต่อย่างละครึ่ง  ดังนั้นกรรมการจึงนำทั้ง 2 ผสานเพื่อเกิดเป็นพลังที่ทรงอนุภาพ และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด

สำหรับความในใจของ 2ผู้ชนะเลิศ ต่อกิจกรรมครั้งนี้ เห็นตรงกันอย่างยิ่งว่า การกำกับมาตรฐานข้อมูลข่าวสาร หรือตรวจสอบจริยธรรมของนักข่าว เป็นเพียงข้ออ้างที่ภาครัฐต้องการควบคุมการนำเสนอข้อเท็จจริง มากกว่ามุ่งหวังที่จะสร้างคุณภาพของการสื่อสารข้อเท็จจริงสู่ประชาชน

สุธิดา สะท้อนมุมมองว่า เมื่อมีอาญาสิทธิที่ให้องค์กรใดลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพได้ ผ่านการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นั่นเท่ากับสร้างความหวาดกลัวการทำหน้าที่ตรวจสอบ นำเสนอข้อเท็จจริงของนักข่าว ต่อสาธารณะ  และความกลัวนั่นเองจะนำมาซึ่งขาดความอิสระต่อการนำเสนอข้อมูล

“กลไกที่ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อคุมมาตรฐานการนำเนอข่าว ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐร่วมด้วย อย่างน้อย 2 คนนั้น อาจส่งผลต่องานตรวจสอบบุคคลของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกันประเด็นที่ผู้ทำกฎหมายต้องการสร้างมาตรฐานวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมจริง ไม่ควรใช้กฎหมายใดมาควบคุม แต่ควรให้สิทธิองค์กรสื่อ หรือผู้ประกอบการสื่อสารมวลชน ทำความเข้าใจและ สร้างจิตสำนึกร่วมกัน”

ขณะที่ “อรรถชยา”  เห็นไปในทางเดียวกันว่า สื่อมวลชน อาจถูกขวางการทำหน้าที่ เพราะเงื่อนไขที่ต้องมี “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” ที่เพิกถอนได้ นั่นเท่ากับว่า อิสระของการทำข่าว โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลจะลดน้อยลง เพราะเมื่อนำเสนอสิ่งที่ไม่ตรงใจผู้มีอำนาจ อาจถูกถอดถอนจากหน้าที่สื่อข่าวได้

“สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ต่างจากอาชีพอื่น เพราะต้องทำงานตรวจสอบ เปิดโปง ขุดคุ้ยการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจและรัฐ  ดังนั้นเมื่อมีเงื่อนไขตามร่างกฎหมายใหม่เข้ามา จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของการนำเสนอข่าวสารอย่างรุนแรงและอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่รับรองสิทธิเสรีภาพไว้”

ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.เดลินิวส์  ขยายแนวคิดของตัวเองด้วยว่า สื่อมวลชน ไม่ใช่สื่อของรัฐ หรือ สื่อของรัฐบาล หรือ สื่อของพรรคการเมือง เพราะตามความหมาย คำว่า สื่อมวลชน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงสู่ประชาชน แม้จะไม่มีร่างกฎหมายคุมสื่อฯ แต่การทำหน้าที่ต้องถูกตรวจเข้มทั้งจากกองบรรณาธิการในสำนักงาน และถูกตรวจสอบจากประชาชนผ่านสิทธิของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายละเมิด หรือ กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่ง สื่อมวลชนตระหนักเป็นอย่างดี และทำหน้าที่ด้วยความระวัง ดังนั้นข้อสังเกตหนึ่งที่อาจพิจารณาได้จากความต้องการให้มีกฎหมายคุมสื่อ คือ กลัวการถูกเปิดโปงจากสื่อใช่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาสื่อได้ทำหน้าที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล จนเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาลในหลายคดี

นอกจากรางวัลชนะเลิศแล้ว ยังมีสโลแกนของตัวแทนสื่อมวลชนที่ผ่านเข้ารอบอีก 10 ชิ้น อย่าง “สมัชชา หุ่นสาระ  อดีตนักข่าวสายการเมือง-ทำเนียบรัฐบาล ปัจจุบันสังกัดฐานเศรษฐกิจ” ที่ใช้มุมมองถ่ายทอดเป็นสโลแกนว่า “กฎ (หมาย) คุมสื่อ… กดเสรีภาพ” , มรุต มะหะหมัด นักข่าวสายรัฐสภา นสพ.ไทยรัฐ เขียนสโลแกนว่า “ตีทะเบียน..สื่อมวลชน เท่ากับ ปล่อยคอร์รัปชั่น – ทำลายชาติ”,   “อนุชา ทองเติม นักข่าวสายการเมือง นสพ.มติชน” ส่งสโลแกน ว่า “เสรีภาพ ผลประโยชน์ชาติ ปราศจากการครอบงำ”  โดยให้เหตุผลว่า  หากมีการออกกฎหมายคุมสื่อจะส่งผลต่อการทำหน้าที่ของสื่อในการตรวจสอบการทุจริต นั่นเท่ากับการปล่อยให้การคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาแห่งรากฐานของโครงสร้างพัฒนาประเทศ ขยายตัวและในที่สุดประเทศจะล่มสลาย

ขณะที่ สื่อสายภูมิภาค ร่วมส่ง “สโลแกน” เข้าประชันกันอย่างไม่ยอมแพ้ และใช้ประสบการณ์กลั่นเป็นคำ เชื่อมเป็นประโยค สะท้อนภาพความเป็นจริง เช่น ตัวแทนสายเหนือ “วริษฐา ภักดี นักข่าว นสพ.ลานนาโพสต์ ส่งสโลแกน “ต้านกฎหมายคุมสื่อ ยืนหยัดเสรีภาพบนความรับผิดชอบ”, สื่อภาคใต้ ศุภกรณ์ แสงสว่าง นักข่าวนสพ.พิทักษ์ไทย จาก จ.ระยอง ส่งสโลแกน  “สื่อคือโรงเรียนของสังคม อย่าปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ”

ขณะที่ตัวแทนคนข่าวภูมิภาค อย่าง ณรงค์  ภัยกำจัด  บรรณาธิการ นสพ.และเว็บไซต์ข่าวสันติภาพ จ.พิษณุโลก” ยังถอดรหัสในสโลแกนที่ส่ง ว่า“สื่อเสรี อิสรภาพบนความถูกต้องเที่ยงธรรม”  หมายถึง  สื่อเสรี ไม่ควรถูกกฎหมาย หรือหน่วยงานรัฐมาควบคุม หากมีอิสระ เท่ากับหลักประกันของข้อมูลที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม หากมีการควบคุม เชื่อว่าจะกระทบต่อการทำหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน  ดังนั้นแนวทางที่จะกำกับสื่อมวลชนที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับ คือ ให้ “องค์กรสื่อมวลชน” กำกับดูแล ตรวจสอบกันเอง

นอกจากนั้นยังมีสโลแกนของตัวแทนนักข่าวโทรทัศน์-ช่างภาพ-นักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผ่านรอบคัดเลือก อาทิ สโลแกน “เลิกกฎหมายคุมสื่อฯ เปิดทางเสรีภาพประชาชน” ของ “ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ-สายการสื่อสาร สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” , นฤพล อาจหาญ นักข่าวรุ่นใหม่ ของช่อง8 สายสังคม-ทั่วไป ถ่ายทอดมุมมอง เป็นสโลแกนว่า “ควบคุมสื่อ มัดมือประชาชน” , ธนพล บางยี่ขัน นักข่าวสายการเมือง นสพ.โพสต์ทูเดย์ ส่งสโลแกน “ขึ้น..ทะเบียนสื่อ ลด…เสรีภาพประชาชน, รวมถึงช่างภาพมือรางวัล ภัทรชัย ปรีชาพานิช สังกัดโพสต์ทูเดย์  เจ้าของสโลแกน “หยุด กม.คุมสื่อ หยุดย้อนยุคคุมความคิด”

ทั้งหมดคือการสะท้อนภาพที่ทำให้เห็นว่า “สื่อมวลชน” คือ “ประชาชน” เมื่อสื่อมวลชนถูกกระทำจากฝ่ายรัฐ ประชาชนย่อมได้รับผลกระทบที่ไม่ต่างกัน

ในมุมของนักกฎหมายอย่าง ชำนาญ จันทร์เรือง คอลัมนิสต์นสพ.กรุงเทพธุรกิจ” ที่ส่งสโลแกน “รัฐควบคุมสื่อ คือ ควบคุมเสรีภาพประชาชน”เข้าประกวด สะท้อนมุมมองสำคัญว่าความพยายามควบคุมสื่อ เท่ากับ ความพยายามคุมความคิดของประชาชน ซึ่งฝ่ายรัฐทั้งมาจากเลือกตั้ง หรือ มาโดยอำนาจพิเศษ พยายามทำมาตลอด สิ่งที่สะท้อนจากความพยายามทำเรื่องนี้ คือ การสร้างจุดเสี่ยงให้กับตัวเอง ที่สังคมไม่อาจทนได้ต่อการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

ชำนาญ บอกว่า การกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อต้องมีใบอนุญาตโดยอ้างเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงานนั้น ถือเป็นมายาคติ แต่ใช้จริงไม่ได้ เพราะการตรวจสอบการทำหน้าที่สื่อข่าวนั้น คนอ่านจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า สื่อไหนมีคุณภาพ สื่อไหนไม่ดี  ดังนั้นอย่าคิดว่าหากมีกฎหมายแรงแล้ว จะป้องกันให้คนไม่ทำได้ ดูอย่างกฎหมายยาเสพติด ต่อให้เขียนแรงแค่ไหน ปัญหายาเสพติดไม่ได้ลดลง

ขณะที่สโลแกนของ  วิจักร์พันธุ์ หาญลำยวง ผู้สื่อข่าวสายการเมือง นสพ.ไทยโพสต์ ที่ว่า “เสรีภาพ ไร้พันธนาการ หยุดใช้ อธิปไตย ในดุลยพินิจ” สะท้อนให้เห็นมุมมองต่อความเสี่ยงที่ไร้หลักประกันความถูกต้อง ชอบธรรม  กรณีให้อำนาจกลุ่มบุคคล ในนาม “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ”ชี้คุณ ชี้โทษ และใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษทัณฑ์ ที่มีขั้นสูงสุดคือ เพิกถอนความเป็นสื่อมวลชน

“สื่อฯ ไม่กลัวการปฏิรูป แต่การปฏิรูปที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงบริบทความจริง ซึ่งร่างกฎหมายคุมสื่อฯ ของกมธ. สื่อมวลชน ในสปท. คือการผ่องถ่าย ยกอำนาจไปให้คณะบุคคล ทั้งที่ไม่ใช่คนที่คลุกคลีกับวงการสื่อมวลชน และไม่ได้เข้าใจในความเป็นไปของวงการ ถ้าจะพูดถึงการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนมันก็มีกฎหมายอื่นๆ บังคับใช้อยู่ และปัจจุบันสื่อมวลชนนั้นถูกฟ้องร้องจากกฎหมายเหล่านั้นจำนวนมาก”วิจักพันธุ์ สะท้อนมุมมองด้วยประสบการณ์ในวงการหลายสิบปี

สอดคล้องกับมุมมองคนรุ่นใหม่ อย่าง “ธีรนัย จารุวัสตร์ ผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ” ที่มองในมุมข้อกฎหมายหลายฉบับต่อการกำกับการทำงานของสื่อมวลชน ทำให้การทำงานในยุคปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อข้อมูล-ข่าวสารก่อนนำเสนอต่อสาธารณะ และหลายครั้งกฎหมายเชิงกำกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เช่น กฎหมายคอมพิวเตอร์ ยังถูกใช้มากเกินความจำเป็น ทั้งที่เป็นการเปิดโปงข้อเท็จจริง

ขณะที่สโลแกน ซึ่ง “ธีรนัย” ส่งเข้าพิจารณา คือ “ขอให้สื่อสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นสื่อที่อยู่ในระเบียบวินัย และรักความเชื่อง” ถูกถอดมาจากมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจปัจจุบัน ต้องคอยควบคุม และจัดระเบียบสื่อมวลชน คล้ายกับการควบคุมเด็ก ให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยมุมคิดของสโลแกน คือ ล้อมาจากคำขวัญวันเด็ก ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เมื่อปี 2504”

“สิ่งที่อ้างว่าต้องการสร้างมาตรฐานให้กับสื่อฯ แต่เนื้อหาคือยอมเสียเสรีภาพ ขณะที่เจตนาของรัฐที่ต้องการความรับผิดชอบของสื่อฯ แต่สิ่งที่ซ่อนคือ สร้างความกลัวต่อการรายงานข่าว หากทำไม่เข้าหู หรือ รัฐไม่ชอบ มีสิทธิถูกถอนใบอนุญาต นั่นไม่ใช่การทำเพื่อยกมาตรฐาน แต่คือการควบคุม”ธีรนัย สะท้อน

พร้อมบอกเล่าในมุมมองของนักข่าวที่ต้องคลุกคลีกับข่าวสารในต่างประเทศด้วยว่า “ยอมรับว่าต่างประเทศที่ถูกเรียกว่าประเทศประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกา มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสาร ด้วยการยื่นเรื่องฟ้องร้อง แต่บุคคลที่มีอำนาจตัดสินว่า สื่อนำเสนอข่าวสารเป็นอย่างนั้น คือ“ศาลฎีกาสหรัฐฯ” และจากบันทึกของคำตัดสินนั้น คือ การเข้าข้างการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เขาสนับสนุนเสรีภาพ มากกว่าความพยายามควบคุม

อย่างไรก็ดีนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมุมมองคนในวงการสื่อสารมวลชนต่อ ร่างกฎหมายคุมสื่อมวลชนในยุค 4.0 ที่คนวงการสื่อร่วมกันต่อต้านกฎหมายการละเมิดสิทธิการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และการรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงของประชาชนที่องคาพยพของรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่

ที่มา http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=4352:2017-04-26-03-08-43&catid=5:professional-media-organizations-and-movements&Itemid=8

 

วิบากกรรม! “ธาริต” รูดม่านชีวิตราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491734

วิบากกรรม! "ธาริต" รูดม่านชีวิตราชการ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ร่อนหนังสือชี้มูลความผิด “ธาริต เพ็งดิษฐ์”อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ลงโทษไล่นายธาริตออกจากราชการ

แจ่มแจ้งขึ้นเมื่อ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของนายธาริต ส่งหนังสือชี้แจงมีคำสั่งลงโทษไล่นายธาริต ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากการทุจริตต่อหน้าที่มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นการดำเนินการตามที่ประธาน ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติร่ำรวยผิดปกติเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังพบว่ามีทรัพย์สินมากผิดปกติ และหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินไปนับ 100 ล้านบาท

ประกาศิตไล่ออกนายธาริต ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ สื่อมวลชนได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามรายละเอียด นายธาริต แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ ตรวจสอบพบว่าเปลี่ยนหมายเลขใหม่แล้ว แน่นอนว่าคดีนี้ สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคอการเมือง ในอดีตที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างโดดเด่น

แม้นายธาริต จะถูกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 ให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ จนถึงปัจจุบัน แต่ห้วงเวลาที่ผ่านมา “ธาริต”พยายามต่อสู้ชี้แจงทุกข้อครหากับ ป.ป.ช. เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่า ทรัพย์สินทุกอย่างได้มาอย่างถูกต้อง ไม่ได้มีการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ตั้งแต่ คสช.เข้ายึดอำนาจและโยกย้ายนายธาริต เข้ากรุช่วง 2-3 ปีนี้ก็ไม่ค่อยปรากฏตัวที่สาธารณะเหมือนอดีต

การถูกดำเนินคดีปมร่ำรวยผิดปกติ เริ่มต้นจากการถูกร้องเรียนเรื่องการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศหรู ในพื้นที่ป่าสงวน จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคดีดังกล่าว อันคือมรสุมชีวิตของนายธาริต จนชีวิตราชการเสียศูนย์ และมติไล่ออกเองนี้อาจทำให้กระทบกับสวัสดิการทางราชการอย่างบำเหน็จบำนาญได้

“เพราะผมตกเป็นเป้าหมายถูกดำเนินการ จากบทบาทอธิบดีดีเอสไอที่เข้าไปรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี ทำให้ถูกฟ้องมากถึง 30 คดี และศาลตัดสินยกฟ้องไปแล้ว 19 คดี ผมจึงมั่นใจในศาลยุติธรรม ทุกคดีผมพร้อมต่อสู้จนถึงชั้นฎีกา ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน”ธาริต กล่าวชี้แจงประเด็นร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2558

ขณะที่ นางจรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า มาตรการลงโทษข้าราชการถึงขั้น “ไล่ออก” ถือว่ารุนแรงสูงที่สุดในระบบราชการ เพราะจะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญที่เป็นสวัสดิการของข้าราชการที่ทำงานมาตลอดชีวิตการงาน ส่วนมาตรการลงโทษ “ให้ออก” กับ “ปลดออก” ข้าราชการคนนั้นยังมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญอยู่ อย่างเช่นกรณี นายสุภัฒ สงวนดีกุล อดีตรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คดีขโมยรูภาพในโรงแรมญี่ปุ่น

“แต่กรณีนายธาริต แม้จะถูกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีไล่ออก แต่ก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ต่อคณะกรรมการ ก.พ.ค. เพราะนายธาริต เป็นข้าราชการพลเรือนคนหนึ่ง ซึ่งคำสั่งไล่ออกนายธาริต เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะนายธาริต ถูกโยกย้ายมาจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม มาเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

ส่วนการอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร หากนายธาริต พอใจหรือไม่พอใจต่อผลคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. นายธาริตยังมีสิทธิ์ฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เป็นธรรม

นางจรวยพร กล่าวว่า กรณีเปรียบเทียบคล้าย นายธาริต เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ข้าราชการระดับสูงที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดส่วนใหญ่เกษียณอายุราชการไปแล้ว อาจมีอยู่หนึ่งกรณี คือ กรณี นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีร่ำรวยผิดปกติ แต่นายสุพจน์ ชิงลาออกไปก่อน นายสุพจน์จึงไม่ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. แต่อย่างใด

เช่นเดียวกับกรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าฯททท. ร่ำรวยผิดปกติ เป็นคนละกรณีกันเนื่องจาก ททท.เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือน ขั้นตอนหรือกระบวนการทางกฎหมายจึงแตกต่างกัน

 

สำหรับชีวิตโลดโผนทางการเมืองเริ่มต้น เมื่อ“พรรคประชาธิปัตย์” ก้าวขึ้นเป็นรัฐบาล มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โอนย้ายนายธาริต นั่งเก้าอธิบดีดีเอสไอ หลังสั่งเด้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น ห้วงเวลานี้เองทำให้ฟากฝั่งตรงข้ามทางการเมืองเชื่ออย่างสนิทใจว่านายธาริต คือเด็กในคาถาของพรรคประชาธิปัตย์

กระทั่งเกิดเหตุการณ์วิกฤติทางการเมืองปี 2553 มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. นายธาริต สวมหัวโขนรับบทกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำหน้าที่แถลงข่าวครั้งสำคัญในฐานะทีมโฆษก และยังเดินหน้าทำคดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำการชุมนุม เช่น คดีก่อการร้าย ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว

ไม่นานการเมืองผลัดใบ“พรรคเพื่อไทย” เป็นรัฐบาล หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายแรกที่ต้องกำจัดคือนายธาริต แต่พลิกความคาดหมายของหลายฝ่าย รัฐบาลกลับเลือกใช้งาน แถมตอบสนองนโยบายรับลูกกับรัฐบาลเป็นอย่างดี ลุยทำคดีฝ่ายตรงข้าม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเคยร่วมทำงานมา จนมีการตั้งฉายาว่า “ธาริต เปลี่ยนสี” ล้อมาจากนามสกุลของ “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

หลังจากนี้นายธาริต ยังคงถูก ป.ป.ช. ดำเนินการตามล่าหาทรัพย์สินที่อาจมีการยักย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลอื่นอีก ถือเป็นวิบากกรรมของนายธาริต และเป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการที่คิดกระทำผิดหาผลประโยชน์จากหน้าที่โดยมิชอบ

 

“แชร์ลูกโซ่” เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491053

"แชร์ลูกโซ่" เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาธุรกิจในลักษณะฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะแชร์ลูกโซ่กลายเป็นประเด็นร้อนให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ไล่ตั้งแต่การลอยแพนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คนที่สนามบินสุวรรณภูมิของซินแสโชกุน กรณีแพทย์หญิงใช้ความสนิทสนมหลอกเอาเงินจากเพื่อนๆไปลงทุนในบริษัททัวร์ รวมถึงการร้องทุกข์จากประชาชนกว่า 50 ราย หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในเหมืองแร่ทองคำ มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งหมดกลายเป็นความกังวลว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อให้เห็นแทบทุกปี

จิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่น-ไว้วางใจ กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย อธิบายคำจำกัดความของการฉ้อโกงประเภท “แชร์ลูกโซ่” ว่า เป็นลักษณะการเชิญชวนให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนให้ คนที่เข้ามาร่วมหากสามารถหาสมาชิกเพิ่มได้ก็จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น

รูปแบบของธุรกิจลักษณะแชร์ลูกโซ่มีหลากหลาย เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ การลงทุนในตลาดหุ้น-ทองคำ สกุลเงินดิจิตอล การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเกษตร พูดง่ายๆว่ามีการพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลา

“รูปแบบการลงทุนนั้นไม่สำคัญเท่ากับการสร้างความน่าเชื่อถือ ทำยังไงให้คนเชื่อว่าธุรกิจนี้เป็นไปได้ มีเงินอยู่จริงและน่าลงทุน”

สามารถ ยอมรับว่า มิจฉาชีพเหล่านี้วางแผนเป็นอย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะหลอกลวง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามแต่ลักษณะการลงทุน เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป้าหมายคือผู้สูงอายุและชาวบ้านต่างจังหวัด ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่ติดกับโลกเทคโนโลยี อยากรวยเร็ว

“ความน่ากลัวในปัจจุบันคือ การใช้โซเซียลมีเดียเป็นเครื่องมือเข้ามาหลอกล่อ สมัยก่อนผู้เสียหายท่านหนึ่งเคยเล่าว่า เกือบตกเป็นเหยื่อแม่ชม้อยซะแล้ว แต่เพราะรถติดจึงไปไม่ทัน โชคดีรอดมาได้ ผิดกับสมัยนี้ มีทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ ติดต่อโอนเงินกันได้ตลอด มิจฉาชีพหลายคนตั้งกลุ่มไลน์ดึงคนที่ไม่รู้จักเข้ามา มีกระบวนการแบ่งงานกันทำ หน้าม้า คนนึงคอยเชิดชู โน้มน้าว คนนึงสร้างความน่าเชื่อถือ อีกคนดัดแปลงข้อมูล เช่น สลิปเงิน ใส่ยอดสูงๆ แล้วโพสต์ลงไปในห้องไลน์ ไม่นานก็มีคนเชื่อ”

ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ฯ บอกว่า โดยทั่วไปเหยื่อจะเริ่มหลงกลเพราะความสงสัย เริ่มทดลองจ่ายเงินลงทุนในจำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน เมื่อเห็นว่าได้ผลตอบแทนจริงก็จะเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ ก่อนจะขยับจำนวนเงินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“พอเห็นในไลน์ว่า มีคนได้เงินจริง จะเริ่มคิดแล้ว เฮ้ย..ลองหน่อย หย่อนเงินลงไปดู เช่น อ้างว่าได้ผลตอบแทน 10% ของเงินต้น หย่อนไป 1,000 บาทได้กลับมา 100 บาท เออได้จริงนี่หว่า เริ่มขยับเงินสูงขึ้นๆ เริ่มชักชวนคนรู้จักมาร่วมลงทุน แต่พอองค์กรมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ถึงทางตันก็กลายเป็นปัญหา”

 

สารพัดเล่ห์เหลี่ยม “ล่าเหยื่อ”

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) สคบ. รวบรวมรูปแบบแชร์ลูกโซ่ยอดฮิตที่สามารถดึงคนอยากรวยเข้ามาเป็นเหยื่อไว้ดังนี้

– แอบอ้างชื่อผู้มีอิทธิพล พยายามหว่านล้อมว่า ผู้มีอิทธิพลหรือคนดังคนนั้นสามารถเอื้อประโยชน์กับคนใดคนหนึ่งได้ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและเกิดความมั่นใจ

– ล็อกเป้ากลุ่มนักศึกษาเป็นเป้าหมาย พวกนี้อยากสบายและเชื่อใจคน มีการชักชวนในลักษณะใช้คนในกลุ่มอาจเป็นเพื่อนเฟซบุ๊กหรือไอดอล แชร์ข้อมูลรายได้ โชว์ความเป็นอยู่ที่หรูหรารายได้ดีท่องเที่ยวต่างประเทศโดยลักษณะธุรกิจจะแฝงด้วยการขายสินค้า แต่ไม่เน้นการขาย เน้นให้มีการจ่ายค่าสมาชิกและขยายเครือข่าย

– ใช้อัตราแลกเปลี่ยนดึงดูดใจ มีวิธีการเชิญชวนผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียให้คนมาร่วมลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเสนอเงินปันผลให้ทุกเดือน ขณะเดียวกันหากผู้ลงทุนปรับสถานะตัวเองเป็นตัวแทน ชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนก็จะได้รับผลประโยชน์กลับคืน

– ใช้สินค้าเกษตรเป็นตัวล่อ เป็นการลงทุนในกองทุนสินค้าเกษตร มีการคืนเงินบางส่วนในระยะแรกๆ เพื่อให้ผู้ลงทุนวางใจ และชักชวนผู้อื่นมาลงทุนด้วย เพราะเห็นประโยชน์จากผลตอบแทน เมื่อมีการลงทุนมากขึ้น กองทุนนั้นก็ปิดตัวลงโดยไร้ผู้รับผิดชอบ สร้างความเดือดร้อนในการติดตามดำเนินคดี

– ขายฝันระดมทุนตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นลักษณะบริษัทข้ามชาติ ด้วยการวางแผนธุรกิจระดมทุนแลกกับสิทธิในการถือหุ้นในบริษัท และอาจมีสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งสมาชิกสามารถซื้อได้ในราคาถูก แต่เป้าหมายที่นำมาชวนเชื่อคือการขายฝันว่าบริษัทมีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากพอก็จะปิดตัวหนี

– ผลิตภัณฑ์อวดอ้างสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค อาศัยความเจ็บป่วยมาเป็นเครื่องมือหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อ ซึ่งแชร์ลูกโซ่รูปแบบนี้ระบาดในพื้นที่ต่างจังหวัด

– อ้างศาสนาและการทำบุญ ใช้การทำบุญบังหน้า ได้ทั้งบุญและเงิน สร้างความน่าเชื่อถือโดยการติดตั้งป้ายโฆษณาแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชนหรือคนมีชื่อเสียงในพื้นที่ว่าได้มาร่วมทำบุญ

– หากินในลักษณะทัวร์ท่องเที่ยว เป็นพฤติกรรมแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนควรระมัดระวัง ซึ่งกรณีซินแสโชกุนสะท้อนให้เห็นว่า การจูงใจในลักษณะการท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้นกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

– ซื้อขายประมูลทองคำ กรณีนี้เอาทองมาเป็นตัวล่อ เปิดโอกาสให้ทำสัญญาผ่อนทองในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เช่น ผ่อน 10 งวดในราคาเพียง 20,000 บาท ถูกกว่าท้องตลาดถึง 4,000 บาท หากสามารถหาเหยื่อรายอื่นมาผ่อนทองได้อีก ก็จะได้ทองเพิ่มอีก 1 เส้นทันที แต่เมื่อผ่อนไปถึงกำหนดเวลากลับไม่ได้อะไรเลย

พิฆเนศ บอกว่า เหตุผลใหญ่สำคัญที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อคือ ความเชื่อมั่นและภาวะเกรงใจจากคนใกล้ชิด ขณะที่ความโลภและภาพลักษณ์อันน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลหรือเหล่าคนดังนั้นเป็นส่วนประกอบตามมาภายหลัง

“คนใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นสำคัญมาก บางทีเชื่อใจ เกรงใจ อาศัยช่องนี้ในการขยายธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องความโลภอย่างเดียว ถ้าเป็นคนไม่รู้จักมาชวน ค่อนข้างยากมากที่เราจะยอม แต่ตัวคนใกล้ชิดพูดนี่ตัวดี เช่น พี่ชาย น้องสาว เพื่อนสนิท ญาติๆ นี่แหละ ‘โหย…ลองดิ กูได้มาแล้วนะมึง’ พวกนี้ตัวหลักเลย ขยายต่อกันเป็นช่วงๆ”

 

ประชาชนต้องตาสว่าง ภาครัฐต้องเข้มงวด

ปัญหาเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือการฉ้อโกงประชาชน ถือเป็นภัยร้ายที่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของสังคมและประชาชนในทุกระดับ นอกจากนั้นยังทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจขายตรงอื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สามารถบอกว่า จากความเสียหายของการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อ 3.2 แสนรายชื่อ เสนอให้ทาง สนช. แก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ 50 ปี

“คดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันศาลพิพากษาจำคุกจำเลยคดีนี้ 22 คน ตั้งแต่ 12,255-12,267 ปี แต่มิจฉาชีพติดจริงแค่ 20 ปี เพราะมีกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) ระบุว่าถ้าอัตราโทษไม่ถึง 10 ปี ลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น เราจึงเสนอแก้กฎหมายให้มีอัตราโทษระหว่าง 7-14 ปี เพื่อให้ติดคุกอย่างน้อย 50 ปี”

อีกเรื่องที่ผู้ต่อต้านธุรกิจแชร์ลูกโซ่อยากผลักดันก็คือ ต้องการให้ภาครัฐมีหน่วยงานลักษณะ “One-Stop Service” บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

“ไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน สถานีตำรวจ กองปราบปราม กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ประชาชนไม่เข้าใจ ต้องมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้บทบาทของภาครัฐยังต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวควรพัฒนาปฎิบัติการเชิงรุก สร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุม ผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

“อย่ารอให้ประชาชนไปหลงเชื่อ เกิดความเสียหายก่อนแล้วรัฐค่อยทำงาน สมมุติผมไปบอกเพื่อนว่า เฮ้ยบริษัทเอ มันผิดกฎหมายนะ เพื่อนที่มันเชื่อและลงทุนไปแล้วก็คงด่าผมว่า ไอ้บ้า มันได้เงินจริงๆ เว้ย มึงเห็นไหมเนี่ย กลายเป็นทะเลาะกันอีก เพราะงั้นมันไม่ควรเป็นหน้าที่ผมเป็นหลัก แต่มันควรเป็นหน้าที่รัฐในการมาบอกว่า บริษัทนี้มันผิดไหมและจัดการมันก่อนซะ”

สามารถ ทิ้งท้ายว่า ทุกคนสามารถผิดพลาดได้หมด สิ่งสำคัญคืออย่าเขินอาย เมื่อตกเป็นเหยื่อ กรุณาเข้ามาร้องทุกข์และทำหน้าที่ช่วยเหลือ ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นต่อไป เพื่อตัดวงจรแชร์ลูกโซ่

“แชร์ลูกโซ่นั่นเป็นอาชญากรเลือดเย็น ฆ่าคนทั้งเป็นได้ อย่าหลงเชื่อเขาเด็ดขาด แม้เป็นข้อมูลจากคนใกล้ตัว หากไม่ชอบมาพากลหรือมีผลประโยชน์น่าสงสัย ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบก่อนอย่างรอบคอบ”

ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารนั้นมีมากมายเเละเข้าถึงได้ไม่ยาก การตรวจสอบเเละเปรียบเทียบข้อมูล ลักษณะการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลตอบเเทน เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเสียเวลาเพื่อจะได้ไม่ต้องน้ำตาตกในภายหลัง

จุดจบของผู้ร่วมขบวนการคดียูฟันในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน