“แชร์ลูกโซ่” เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491053

"แชร์ลูกโซ่" เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาธุรกิจในลักษณะฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะแชร์ลูกโซ่กลายเป็นประเด็นร้อนให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ไล่ตั้งแต่การลอยแพนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คนที่สนามบินสุวรรณภูมิของซินแสโชกุน กรณีแพทย์หญิงใช้ความสนิทสนมหลอกเอาเงินจากเพื่อนๆไปลงทุนในบริษัททัวร์ รวมถึงการร้องทุกข์จากประชาชนกว่า 50 ราย หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในเหมืองแร่ทองคำ มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งหมดกลายเป็นความกังวลว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อให้เห็นแทบทุกปี

จิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่น-ไว้วางใจ กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย อธิบายคำจำกัดความของการฉ้อโกงประเภท “แชร์ลูกโซ่” ว่า เป็นลักษณะการเชิญชวนให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนให้ คนที่เข้ามาร่วมหากสามารถหาสมาชิกเพิ่มได้ก็จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น

รูปแบบของธุรกิจลักษณะแชร์ลูกโซ่มีหลากหลาย เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ การลงทุนในตลาดหุ้น-ทองคำ สกุลเงินดิจิตอล การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเกษตร พูดง่ายๆว่ามีการพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลา

“รูปแบบการลงทุนนั้นไม่สำคัญเท่ากับการสร้างความน่าเชื่อถือ ทำยังไงให้คนเชื่อว่าธุรกิจนี้เป็นไปได้ มีเงินอยู่จริงและน่าลงทุน”

สามารถ ยอมรับว่า มิจฉาชีพเหล่านี้วางแผนเป็นอย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะหลอกลวง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามแต่ลักษณะการลงทุน เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป้าหมายคือผู้สูงอายุและชาวบ้านต่างจังหวัด ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่ติดกับโลกเทคโนโลยี อยากรวยเร็ว

“ความน่ากลัวในปัจจุบันคือ การใช้โซเซียลมีเดียเป็นเครื่องมือเข้ามาหลอกล่อ สมัยก่อนผู้เสียหายท่านหนึ่งเคยเล่าว่า เกือบตกเป็นเหยื่อแม่ชม้อยซะแล้ว แต่เพราะรถติดจึงไปไม่ทัน โชคดีรอดมาได้ ผิดกับสมัยนี้ มีทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ ติดต่อโอนเงินกันได้ตลอด มิจฉาชีพหลายคนตั้งกลุ่มไลน์ดึงคนที่ไม่รู้จักเข้ามา มีกระบวนการแบ่งงานกันทำ หน้าม้า คนนึงคอยเชิดชู โน้มน้าว คนนึงสร้างความน่าเชื่อถือ อีกคนดัดแปลงข้อมูล เช่น สลิปเงิน ใส่ยอดสูงๆ แล้วโพสต์ลงไปในห้องไลน์ ไม่นานก็มีคนเชื่อ”

ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ฯ บอกว่า โดยทั่วไปเหยื่อจะเริ่มหลงกลเพราะความสงสัย เริ่มทดลองจ่ายเงินลงทุนในจำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน เมื่อเห็นว่าได้ผลตอบแทนจริงก็จะเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ ก่อนจะขยับจำนวนเงินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“พอเห็นในไลน์ว่า มีคนได้เงินจริง จะเริ่มคิดแล้ว เฮ้ย..ลองหน่อย หย่อนเงินลงไปดู เช่น อ้างว่าได้ผลตอบแทน 10% ของเงินต้น หย่อนไป 1,000 บาทได้กลับมา 100 บาท เออได้จริงนี่หว่า เริ่มขยับเงินสูงขึ้นๆ เริ่มชักชวนคนรู้จักมาร่วมลงทุน แต่พอองค์กรมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ถึงทางตันก็กลายเป็นปัญหา”

 

สารพัดเล่ห์เหลี่ยม “ล่าเหยื่อ”

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) สคบ. รวบรวมรูปแบบแชร์ลูกโซ่ยอดฮิตที่สามารถดึงคนอยากรวยเข้ามาเป็นเหยื่อไว้ดังนี้

– แอบอ้างชื่อผู้มีอิทธิพล พยายามหว่านล้อมว่า ผู้มีอิทธิพลหรือคนดังคนนั้นสามารถเอื้อประโยชน์กับคนใดคนหนึ่งได้ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและเกิดความมั่นใจ

– ล็อกเป้ากลุ่มนักศึกษาเป็นเป้าหมาย พวกนี้อยากสบายและเชื่อใจคน มีการชักชวนในลักษณะใช้คนในกลุ่มอาจเป็นเพื่อนเฟซบุ๊กหรือไอดอล แชร์ข้อมูลรายได้ โชว์ความเป็นอยู่ที่หรูหรารายได้ดีท่องเที่ยวต่างประเทศโดยลักษณะธุรกิจจะแฝงด้วยการขายสินค้า แต่ไม่เน้นการขาย เน้นให้มีการจ่ายค่าสมาชิกและขยายเครือข่าย

– ใช้อัตราแลกเปลี่ยนดึงดูดใจ มีวิธีการเชิญชวนผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียให้คนมาร่วมลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเสนอเงินปันผลให้ทุกเดือน ขณะเดียวกันหากผู้ลงทุนปรับสถานะตัวเองเป็นตัวแทน ชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนก็จะได้รับผลประโยชน์กลับคืน

– ใช้สินค้าเกษตรเป็นตัวล่อ เป็นการลงทุนในกองทุนสินค้าเกษตร มีการคืนเงินบางส่วนในระยะแรกๆ เพื่อให้ผู้ลงทุนวางใจ และชักชวนผู้อื่นมาลงทุนด้วย เพราะเห็นประโยชน์จากผลตอบแทน เมื่อมีการลงทุนมากขึ้น กองทุนนั้นก็ปิดตัวลงโดยไร้ผู้รับผิดชอบ สร้างความเดือดร้อนในการติดตามดำเนินคดี

– ขายฝันระดมทุนตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นลักษณะบริษัทข้ามชาติ ด้วยการวางแผนธุรกิจระดมทุนแลกกับสิทธิในการถือหุ้นในบริษัท และอาจมีสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งสมาชิกสามารถซื้อได้ในราคาถูก แต่เป้าหมายที่นำมาชวนเชื่อคือการขายฝันว่าบริษัทมีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากพอก็จะปิดตัวหนี

– ผลิตภัณฑ์อวดอ้างสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค อาศัยความเจ็บป่วยมาเป็นเครื่องมือหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อ ซึ่งแชร์ลูกโซ่รูปแบบนี้ระบาดในพื้นที่ต่างจังหวัด

– อ้างศาสนาและการทำบุญ ใช้การทำบุญบังหน้า ได้ทั้งบุญและเงิน สร้างความน่าเชื่อถือโดยการติดตั้งป้ายโฆษณาแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชนหรือคนมีชื่อเสียงในพื้นที่ว่าได้มาร่วมทำบุญ

– หากินในลักษณะทัวร์ท่องเที่ยว เป็นพฤติกรรมแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนควรระมัดระวัง ซึ่งกรณีซินแสโชกุนสะท้อนให้เห็นว่า การจูงใจในลักษณะการท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้นกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

– ซื้อขายประมูลทองคำ กรณีนี้เอาทองมาเป็นตัวล่อ เปิดโอกาสให้ทำสัญญาผ่อนทองในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เช่น ผ่อน 10 งวดในราคาเพียง 20,000 บาท ถูกกว่าท้องตลาดถึง 4,000 บาท หากสามารถหาเหยื่อรายอื่นมาผ่อนทองได้อีก ก็จะได้ทองเพิ่มอีก 1 เส้นทันที แต่เมื่อผ่อนไปถึงกำหนดเวลากลับไม่ได้อะไรเลย

พิฆเนศ บอกว่า เหตุผลใหญ่สำคัญที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อคือ ความเชื่อมั่นและภาวะเกรงใจจากคนใกล้ชิด ขณะที่ความโลภและภาพลักษณ์อันน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลหรือเหล่าคนดังนั้นเป็นส่วนประกอบตามมาภายหลัง

“คนใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นสำคัญมาก บางทีเชื่อใจ เกรงใจ อาศัยช่องนี้ในการขยายธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องความโลภอย่างเดียว ถ้าเป็นคนไม่รู้จักมาชวน ค่อนข้างยากมากที่เราจะยอม แต่ตัวคนใกล้ชิดพูดนี่ตัวดี เช่น พี่ชาย น้องสาว เพื่อนสนิท ญาติๆ นี่แหละ ‘โหย…ลองดิ กูได้มาแล้วนะมึง’ พวกนี้ตัวหลักเลย ขยายต่อกันเป็นช่วงๆ”

 

ประชาชนต้องตาสว่าง ภาครัฐต้องเข้มงวด

ปัญหาเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือการฉ้อโกงประชาชน ถือเป็นภัยร้ายที่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของสังคมและประชาชนในทุกระดับ นอกจากนั้นยังทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจขายตรงอื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สามารถบอกว่า จากความเสียหายของการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อ 3.2 แสนรายชื่อ เสนอให้ทาง สนช. แก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ 50 ปี

“คดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันศาลพิพากษาจำคุกจำเลยคดีนี้ 22 คน ตั้งแต่ 12,255-12,267 ปี แต่มิจฉาชีพติดจริงแค่ 20 ปี เพราะมีกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) ระบุว่าถ้าอัตราโทษไม่ถึง 10 ปี ลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น เราจึงเสนอแก้กฎหมายให้มีอัตราโทษระหว่าง 7-14 ปี เพื่อให้ติดคุกอย่างน้อย 50 ปี”

อีกเรื่องที่ผู้ต่อต้านธุรกิจแชร์ลูกโซ่อยากผลักดันก็คือ ต้องการให้ภาครัฐมีหน่วยงานลักษณะ “One-Stop Service” บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

“ไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน สถานีตำรวจ กองปราบปราม กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ประชาชนไม่เข้าใจ ต้องมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้บทบาทของภาครัฐยังต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวควรพัฒนาปฎิบัติการเชิงรุก สร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุม ผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

“อย่ารอให้ประชาชนไปหลงเชื่อ เกิดความเสียหายก่อนแล้วรัฐค่อยทำงาน สมมุติผมไปบอกเพื่อนว่า เฮ้ยบริษัทเอ มันผิดกฎหมายนะ เพื่อนที่มันเชื่อและลงทุนไปแล้วก็คงด่าผมว่า ไอ้บ้า มันได้เงินจริงๆ เว้ย มึงเห็นไหมเนี่ย กลายเป็นทะเลาะกันอีก เพราะงั้นมันไม่ควรเป็นหน้าที่ผมเป็นหลัก แต่มันควรเป็นหน้าที่รัฐในการมาบอกว่า บริษัทนี้มันผิดไหมและจัดการมันก่อนซะ”

สามารถ ทิ้งท้ายว่า ทุกคนสามารถผิดพลาดได้หมด สิ่งสำคัญคืออย่าเขินอาย เมื่อตกเป็นเหยื่อ กรุณาเข้ามาร้องทุกข์และทำหน้าที่ช่วยเหลือ ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นต่อไป เพื่อตัดวงจรแชร์ลูกโซ่

“แชร์ลูกโซ่นั่นเป็นอาชญากรเลือดเย็น ฆ่าคนทั้งเป็นได้ อย่าหลงเชื่อเขาเด็ดขาด แม้เป็นข้อมูลจากคนใกล้ตัว หากไม่ชอบมาพากลหรือมีผลประโยชน์น่าสงสัย ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบก่อนอย่างรอบคอบ”

ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารนั้นมีมากมายเเละเข้าถึงได้ไม่ยาก การตรวจสอบเเละเปรียบเทียบข้อมูล ลักษณะการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลตอบเเทน เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเสียเวลาเพื่อจะได้ไม่ต้องน้ำตาตกในภายหลัง

จุดจบของผู้ร่วมขบวนการคดียูฟันในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

 

“แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม”ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 เมษายน 2560 เวลา 20:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490583

"แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม"ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มนิรนามแสร้งทำตัวเป็นคนไข้ เข้าไปรับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นนอกเวลาราชการ ก่อนพยายามข่มขืนเจ้าหน้าที่อนามัยหญิง แต่เจ้าตัวขัดขืนจนเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความหดหู่ใจให้กับคนทำงาน จนเกิดกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้ผู้มีอำนาจเห็นคุณค่าของบุคลากรเหล่านี้เสียที

บุคลากรน้อย งบจำกัด ชีวิตมีแต่ความเสี่ยง

จรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ประธานชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย บอกว่า บุคลากรทางการแพทย์ในรพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นเสี่ยงต่ออันตรายมาก ด้วยสถานที่ตั้งห่างไกล จำนวนบุคลากรมีน้อย การปฎิบัติหน้าที่ในช่วงเวลากลางคืน หลายครั้งต้องเข้าเวรเพียงคนเดียว ตลอดจนจรรยาบรรณของการทำงานซึ่งไม่ได้คิดถึงอันตรายหรือมีความระมัดระวังเพียงพอ ทั้งหมดนำไปสู่ความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น

“กลางคืนต้องอยู่เวรสลับกัน หลายแห่งต้องอยู่คนเดียว เพราะการจัดเวรเกี่ยวพันกับเรื่องบประมาณ และถึงแม้เจ้าหน้าที่จะอยู่ในชุมชน พอมีความคุ้นเคยกับชาวบ้าน แต่ปัญหาอาจจะเกิดจากคนนอกชุมชน เหตุการณ์จี้ปล้น ข่มขู่ พูดจาลวนลามเกิดขึ้นมาตลอด จะเป็นข่าวหรือไม่เท่านั้นเอง สถานีอนามัยบางแห่งอยู่โดดๆ ห่างไกลจากชุมชนก็เสี่ยงเข้าไปใหญ่”

บุคลากรภายใน รพ.สต. ประกอบไปด้วย นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน และลูกจ้างวิชาชีพ ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีอัตราแตกต่างกันออกไปตามขนาดและจำนวนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยไม่มีอัตราจ้างในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ การป้องกันความเสี่ยงอันตรายขึ้นอยู่การบริหารจัดการของตัวเอง ส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีกำหนดเวลาให้บริการสั้นลงเพื่อความปลอดภัยของบุคลากร

“ก่อน 20.00 น. บางพื้นที่ยังพอมีชาวบ้าน มีอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน) ช่วยดูแล แต่หลังจาก 20.00 น.ไปแล้ว เริ่มไม่มีความปลอดภัย บางแห่งจึงเลือกปิดให้บริการ แต่ยังมีคนอยู่เวร ซึ่งก็เสี่ยงสำหรับผู้หญิง เด็กจบใหม่ที่มีความคุ้นเคยหรือประสบการณ์น้อย”

แม้มีการกำหนดเวลาให้บริการ แต่ในทางปฏิบัติ หากมีคนไข้ซึ่งแฝงไปด้วยเจตนาร้ายเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องช่วย

“บางคนไปขอความช่วยเหลือถึงบ้านพักของเจ้าหน้าที่เลยก็มี บ้านพักนั้นตั้งอยู่ในสถานอนามัย คนเจตนาไม่ดี อาจจะมาเรียกเราตอน 3-4 ทุ่ม ด้วยลักษณะการปฎิบัติหน้าที่ของคนทำงาน เราไม่ได้คิดในแง่ร้าย คิดเพียงว่าจะให้บริการ แต่เจตนาของเขาเราไม่รู้ ทำให้การระมัดระวังตัวเองมันน้อยหรือไม่ได้ระวังเลย บางคนมาขอรับบริการแล้วเหตุการณ์มันพาไปก็มี”

คนขี้เมาตัวดี กอด – แซว

อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล พยาบาลวิชาชีพรพ.สต.บุ่งคำ ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี เล่าประสบการณ์ของตัวเองเมื่อครั้งถูกคนไข้ชายวัยรุ่นโผเข้ากอดจากด้านหลัง

“เขามาเพราะเวียนหัว เราดูแล้วเหมือนคนเมาอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้กลิ่นเหล้า ระหว่างเดินนำเข้าไปในห้องตรวจ ด้วยความที่เรายืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ เขาก็โผเข้ากอดเรา โชคดีเราเห็นก่อน ด้วยความตกใจเลยเผลอถีบเขากระเด็นล้มลง คนงานที่อยู่แถวนั้นได้ยินเสียงเข้า ก็เลยรีบวิ่งเข้ามาดู สุดท้ายมารู้ว่าเขาเมายาเสพติด”

บทเรียนที่เธอรับหลังเหตุการณ์นั้นก็คือการระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ไม่หันหลังให้กับคนไข้อีกต่อไป พยายามให้คนไข้อยู่ในสายตาตลอดเวลา เธอเผยว่า ลักษณะการลวนลามด้วยวาจาและร่างกายในลักษณะจับมือนั้นยังเกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มคนไข้ที่มีอาการมึนเมาสุรา

“พวกเมาๆ บางคนมาด้วยอุบัติเหตุ เข้ามาให้เราทำแผล ตอนทำก็พูดจาลวนลาม จับไม้จับมือพยาบาล”

อุไรวรรณ บอกว่า งบประมาณที่มีอย่างจำกัดเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าเวรเพียงแค่คนเดียว

“ตอนเย็นเพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันหมด เจ้าหน้าที่อยู่เวรคนเดียว ไม่มีเพื่อน ทางเราเซฟเรื่องเงินมาก ต้องประหยัด ไม่ให้อยู่เวรคู่กัน เมื่อก่อนเขาให้อยู่ถึง 20.30 น. ตอนหลังเขาให้อยู่แค่ 18.30 น. เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยของคนทำงานด้วย”

พยาบาลวิชาชีพรายนี้ยังเล่าประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขให้ฟังด้วยว่า เจอคนไข้ผู้ชายบุกเข้ามาในบ้านพัก เคาะเรียกประตูห้องนอนเพื่อให้เธอออกมาหา

“น้องหน้าตาดี ถูกแซวประจำ โดยเฉพาะพวกคนเมา บางคนชอบมาเรียก คุณหมอคนสวย รักคุณหมอจังเลยครับ วันหนึ่งนอนอยู่ในห้องพัก กลางคืนมีคนไข้ชายบุกเข้ามา เคาะประตูห้อง น้องก็กลัว โทรตามคนมาช่วยไว้ได้ สุดท้ายเขาย้ายออกจากบ้านพักเลย เทียวไปเทียวมาทำงาน เพราะกลัว แต่ทีนี้อยู่เวรคนเดียว ขับมอเตอร์ไซต์กลับบ้านคนเดียว ก็เท่ากับไปเสี่ยงเอาระหว่างทางอีก”

 

พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย

ปาริชาติ แก้วทองประคำ ประธานชมรมพยาบาลแห่งประเทศไทย ภาคใต้ตอนล่าง บอกว่า การปฎิบัติงานจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธภาพอันดีกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเอง ขณะเดียวต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยผ่านอุปกรณ์ด้วย

“เมื่อลงไปพัฒนาความสัมพันธ์กับชุมชน ทำให้เราเป็นที่รู้จัก รักและศรัทธา เขาจะค่อนข้างให้เกียรติและดูแลเรา เราไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหมือน รพ.ในระดับอำเภอ แต่ด้วยความสัมพันธ์ ทำให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดูแลความเรียบร้อยให้ ในด้านอุปกรณ์พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รพ.สต. ทุกแห่งมีการติดตั้งออดเตือนภัย ฉุกเฉินเมื่อไหร่กดทันที ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเช็กสภาพความเรียบร้อยสม่ำเสมอ ทำให้ไม่เคยเกิดเรื่องราวอันตรายขึ้นกับบุคลากร”

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม บอกว่า การคุกคามทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกๆ สถานที่การทำงาน สำหรับวงการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องลงทุนกับความปลอดภัยของผู้หญิง

“โดยหลักแล้วพวกเขาปฎิเสธคนมารับบริการไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเข้ามาแบบไหน ในเบื้องต้นการป้องกันต้องติดตั้งอุปกรณ์กล้องซีซีทีวี สัญญาณเตือนภัย และผู้บริหารต้องมีความตระหนักต่อความอ่อนไหวทางเพศ พยายามปิดช่องความเสี่ยงระหว่างคนไข้และคนทำงานในลักษณะสองต่อสอง เนื่องจากบางครั้งอันตรายทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก เช่นกันกับกฎหมายที่ต้องติดตามจับกุมลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างรวดเร็ว”

ด้านการแก้ไขปัญหาในภาพกว้างนั้น เอ็นจีโอด้านสตรี บอกว่า สถาบันครอบครัวและการศึกษา มีส่วนสำคัญมากในการมอบทัศนคติที่ดีให้กับคนไทย ทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข

4 มาตรการยกระดับความปลอดภัย

หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งหนึ่งในพื้นที่จ.บึงกาฬ ถูกคนร้าย ซึ่งทำทีมาขอรับบริการทำร้ายร่างกายและพยายามล่วงละเมิดทางเพศ

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ถูกกระทำในครั้งนี้ กระทรวงต้องปรับระบบบริการในสถานบริการโดยเฉพาะ รพ.สต. เบื้องต้น ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ให้กระทบกับผู้ป่วยที่มารับบริการ ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง กรณีมีผู้มาขอรับบริการในยามวิกาลให้พิจารณาตามความเหมาะสมคำนึงถึงความปลอดภัยและขอให้ลงมาช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นทีม

นพ.วิศณุ วิทยาบำรุง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ได้สั่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัยกรณีมีผู้ป่วยมาขอรับบริการฉุกเฉินนอกเวลาทำการ ดังนี้

1.ประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับบริการหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือทางหมายเลข 1669 ฟรีตลอด 24ชั่วโมง


2.ถ้าจำเป็นต้องลงมาให้บริการผู้ป่วยในยามวิกาลต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ชายให้ลงมาช่วยและต้องแจ้งผอ.รพ.สต.ด้วย


3.ให้ ผอ.รพสต. และสาธารณสุขอำเภอประสานกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ ในการให้มาตั้งตู้เช็คเหตุการณ์หน้ารพ.สต.


4.ห้ามเจ้าหน้าที่รพ.สต.ที่เป็นผู้หญิงลงมาให้บริการดูแลรักษานอกเวลาเวรโดยเฉพาะยามวิกาล

ทั้งนี้ได้กำชับให้สาธารณสุขอำเภอ และผู้อำนวยการ รพ.สต. ทุกแห่งช่วยดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย นอกจากนี้จะหารือกับสาธารณสุขอำเภอและ ผอ.รพ.สต.อีกครั้งเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ในการจัดระบบที่จะดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในรพ.สต.ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อไป อาทิ การจัดเจ้าหน้าที่ผู้ชายอยู่เวรนอกเวลาทำการ การติดตั้งกล้องวงจรปิด การจัดให้มีเวรรักษาความปลอดภัยที่เป็นชายนอนเฝ้าสถานที่เป็นประจำ การออกนอกสถานที่ เพื่อให้บริการยามวิกาล และออกชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้มแข็งเครือข่ายผู้นำชุมชนที่ดี

ถึงเวลาแล้วที่จะหันมามองสวัสดิภาพความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทั่วทุกภูมิภาคอย่างจริงจังเสียที

 

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490465

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ปัญหาช่องว่างที่ก่อให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายในการนำนโยบายการเมืองไปสู่การปฏิบัติ

ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล โดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อป้องกันมิให้นำไปสู่การทุจริตนับว่ามีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากมีความแนบแน่นระหว่างบุคคลที่รัฐบาล ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ดังนั้น การตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นนับว่าเป็นเรื่องยาก แม้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษก็อาจจะยากยิ่งกว่าเพราะความล่าช้าในการดำเนินคดีดังจะเห็นจากปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงอุปสรรคในการตรวจสอบทางกฎหาย ปัญหาที่ใหญ่และสำคัญคือ ในระบบกฎหมายไทยไม่มีกลไกการตรวจสอบ การกำหนดนโยบายที่สภาพบังคับอย่างแท้จริง เนื่องจากการตรวจสอบนโยบายจะถูกกำหนดแยกเป็นการตรวจสอบทางการเมือง โดยรัฐสภาแยกจากการตรวจสอบในทางปกครองที่มีศาลปกครองเป็นฝ่ายตุลาการที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ

ปัญหาอีกประการหนึ่งในช่องว่างของการควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐจากนโยบายรัฐบาลคือ ไม่มีการกำหนดความผิดและบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับฝ่ายการเมืองที่ฝ่าฝืนหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คงมีแต่ฝ่ายข้าราชการประจำหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐที่จะได้รับผลโดยตรงในทางการดำเนินงานด้านวินัยเท่านั้น

2.ปัญหาการสมคบกระทำความผิดกับการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย

บุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาต่อเมื่อได้มีการกระทำในขั้นพยายามไปจนกระทั่งความผิดสำเร็จ โดยหลักความรับผิดทางอาญาจะไม่ลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการคิด ตกลงใจ ตระเตรียมการ เพราะเหตุว่าเป็นขั้นตอนที่อยู่ในจิตใจของผู้กระทำที่ยังไม่สามารถกลับใจไม่ลงมือกระทำได้ และในขั้นตอนดังกล่าวยังไม่มีการกระทำที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสงบของสังคม หรือยังไม่สั่นสะเทือนความรู้สึกในความถูกต้องของสาธารณชน

กฎหมายอาญาควรเข้ามาลงโทษการกระทำในขั้นสมคบ เพื่อที่จะป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงมือกระทำความผิด ดังนั้น ความผิดสำเร็จฐานใดที่สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับสังคม ก็ยิ่งมีเหตุผลหนักแน่นที่จะลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการสมคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประเทศ การบังคับใช้กฎหมายอาญาเข้ามาลงโทษบุคคลที่สมคบกันทุจริตเชิงนโยบาย จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งดีกว่าการไม่ลงโทษและปล่อยให้ลงมือกระทำทุจริตและเกิดความเสียหายจนยากที่จะเยียวยา

3.ข้อเสนอแนะ

(1) การปรับปรุงข้อห้ามในการใช้นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งควรมีบทบาทในการวินิจฉัยและกำหนดบทลงโทษบุคคล หรือพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในการหาเสียงไว้ด้วย ซึ่งในกรณีนี้ควรมีการกำหนดหลักการสำคัญไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ต้องห้ามในการหาเสียงหรือไม่

การกำหนดเช่นนี้เชื่อว่าจะช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง มิให้พรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่งบประมาณของรัฐ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงคะแนนเสียง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาเสียงที่ระบุถึงตัวเลข จำนวนเงินที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการของรัฐบาล

(2) ความผิดฐานทุจริตเป็นความผิดที่ไม่มีผู้เสียหายที่เป็นปัจเจกชน ดังนั้น ลักษณะการกระทำความผิดจึงยากในการป้องกันและปราบปราม เพราะไม่มีปัจเจกชนที่เสียหายแจ้งความหรือดำเนินคดี การเพิ่มฐานความผิดในขั้นตอนของการสมคบและการเพิ่มบทลงโทษ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการกระทำดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับฐานความผิดอื่นๆ ตามกฎหมายอาญาไทยไม่ว่าจะเป็นการสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด สมคบกันก่อการร้าย สมคบกระทำความผิดที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การสมคบกันทุจริตสร้างความเสียหายกับสังคมมากพอกัน หรืออาจจะมากกว่าบรรดาความผิดที่กล่าวมา

ดังนั้น การกำหนดฐานความผิดสมคบกันทุจริตเพื่อเป็นการลงโทษผู้สมคบในขั้นตอนการวางแผนจึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำต่อไปที่สร้างความเสียหายที่เยียวยาได้ยาก หรือบางครั้งไม่อาจจะเยียวยาให้กลับคืนดังเดิมได้

(3) ในประเด็นการปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เห็นว่าควรนำร่างเนื้อหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเคยเสนอโดยคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กลับมาทบทวนปรับปรุงแก้ไข เพราะมีหลักการที่จะช่วยส่งเสริมป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายได้อีกทางหนึ่ง

 

รายงานพิเศษ : ‘พด.ยะลา’ปรับปรุงพื้นที่นาร้าง ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269716

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่จังหวัดยะลา ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งภาคเศรษฐกิจและเกษตรกรรม แต่ด้วยปัญหาสภาพพื้นที่นาข้าวบางส่วนเป็นพื้นที่นาดอนและลุ่มน้ำเกินไปจึงไม่มีความเหมาะสมที่จะทำนาข้าว แต่เหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมัน อีกทั้งเกษตรกรขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาการผลิต ประกอบกับขาดความรู้ในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดยะลาปล่อยทิ้งนาให้รกร้างว่างเปล่า แล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นแทนดังนั้น สถานีพัฒนาที่ดินยะลา กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริมด้านความรู้และปัจจัยการผลิตเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ให้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลวังพญา อ.รามัญ และอำเภออื่นๆ ในจังหวัดยะลา

นายสุชล แก้วเกาะสะบ้า ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินยะลา เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินยะลา จึงดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งโดยกระบวนการทำงานของกรมพัฒนาที่ดินคือการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยการขุดคูยกร่องเพื่อให้สามารถปลูกปาล์มน้ำมันบนคันดินได้ และสามารถเก็บกักน้ำในบริเวณร่องคูเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันดึงน้ำขึ้นจากคูมาใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว ยังมีในเรื่องของฟื้นฟูดินเนื่องจากสภาพดินในพื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องมีกระบวนการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น การใช้ปูนโดโลไมน์ การส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสารเร่ง พด. เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งปัจจุบันโครงการปรับปรุงพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในอำเภอรามัญและอำเภออื่นๆ เป็นอย่างมาก

นายแวยูโซะ นาแว เกษตรกรตำบลวังพญา อ.รามัญ จ.ยะลา ที่เข้าร่วมโครงการพลิกฟื้นพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันจนปัจจุบันมีความเป็นอยู่ที่ดี กล่าวเสริมว่า ในอดีตยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำเกษตร อีกทั้งสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ ทำให้น้ำแห้งเร็ว ข้าวไม่ทันตั้งท้องน้ำก็แห้งหมดเสียก่อน จึงทำให้ได้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของการปลูกปาล์มน้ำมันแบบยกร่องได้รับการสนับสนุนพันธุ์ปาล์ม รวมถึงรับความรู้ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ด้วยการผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 และน้ำหมักชีวภาพ พด.2 ไว้สำหรับใช้เองในแปลง

“ระหว่างดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในโครงการเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินยะลาเข้ามาให้คำแนะนำ ส่งเสริมด้านองค์ความรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น การตรวจสอบคุณภาพดิน วิธีการดูแลรักษา การใส่ปุ๋ยที่ถูกวิธีให้ช่วยลดต้นเพิ่มผลผลิต เป็นต้น รวมถึงจัดฝึกอบรมดูงานนอกสถานที่ พาไปดูงานสวนปาล์มที่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติตามต่อไป ซึ่งปัจจุบัน เกษตรกรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพที่มั่นคงด้วยการทำสวนปาล์มน้ำมันโดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่อีกเลย”นายแวยูโซะ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ทส.เปิด‘ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า’ รุกคืบทวงคืนผืนป่า-ปราบปรามกลุ่มอิทธิพลผู้บุกรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269558

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินเต็มไปด้วยทรัพยากร“ป่าไม้” ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ป่าไม้ของเรากลับถูกบุกรุกคุกคามจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี พ.ศ.2516 ที่เราเคยมีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศถึง 138 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 43.2% ของพื้นที่ประเทศ แต่จากข้อมูลของกรมป่าไม้เมื่อปี 2558 กลับพบว่าเนื้อที่ป่าไม้ในบ้านเราลดเหลือเพียง 102 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 31.6% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

หรือหากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ก็คือ ในช่วงเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วถึงกว่า 36 ล้านไร่!

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องสูญเสียป่าไม้ไปอย่างมากมายขนาดนี้ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาหลักเพียงไม่กี่อย่างที่เป็นสาเหตุหลัก นั่นคือ การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกเพื่อแสวงหาที่ทำกินของประชาชน และการลักลอบเข้ามาถือครองพื้นที่เพื่อก่อสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลทางสังคม

นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถกอบกู้วิกฤติและพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับคืนมาอย่างเร่งด่วน!

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุก และแสวงประโยชน์ในการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตในภาครัฐ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการทวงคืนผืนป่าได้แล้วจำนวน 349,000.76 ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 212,498.37 ไร่

ขณะที่มาตรการหนึ่งที่ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อให้การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีศูนย์กลางในการประสานการปฏิบัติที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเหลือในการวิเคราะห์และติดตามผลการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” (ศปก.พป.) ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับ ศูนย์ปฏิบัติการของ กอ.รมน., เหล่าทัพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง โดยมีดำเนินงานภารกิจสำคัญประกอบด้วย

1.มุ่งเน้นในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่มีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

2.คดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ดินที่มิชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ป่า

3.การทำไม้มีค่าที่กระทำเป็นขบวนการเพื่อลักลอบไปจำหน่ายต่างประเทศ

4.การลักลอบมีหรือค้าสัตว์ป่า

5.ลดกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวกับเครือข่ายการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ทั้งนี้ การดำเนินการของ ศปก.พป. จะอยู่ภายใต้การกำกับของ “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพิทักษ์ป่า” ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติของ ศปก.พป. มีเป้าหมาย และทิศทางที่ชัดเจน มีความสุภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล นั่นคือ“การทวงคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน” เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตลอดไป

รายงานพิเศษ : โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง…พลิกชีวิตคนอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269249

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
x

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดของประเทศ คือ 69.91 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 8.06 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11.53 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 60 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ อีกทั้งในฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วม และในฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก เกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

จึงไม่แปลกเลยที่ทำให้มีผลผลิตข้าวนาปีเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ ค่อนข้างต่ำเพียงประมาณ 360 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ในขณะที่พื้นที่ชลประทานในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะกลางมีผลผลิตข้าวเฉลี่ยสูงถึง 1,000 กก.ต่อไร่ดังนั้นเกษตรกรในภาคอีสานจึงมีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างต่ำเพียง 87,486 บาท/ครัวเรือน/ปี ต่ำกว่าเกษตรกรภูมิภาคอื่นๆที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 148,437 บาท/ครัวเรือน/ปี และประชากรในภาคอีสานจึงมีคนยากจนมากที่สุดถึง 1.93 ล้านคน อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกในภาคอีสานนั้นไม่น่าจะแห้งแล้งเพราะมีฝนตกเฉลี่ยไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆเลยคือ ประมาณ 1,300 มิลลิเมตร(มม.)/ปี แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ทำให้มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อย พื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่บริเวณต้นน้ำด้านทิศตะวันตกกลับมีฝนตกน้อย และยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงค่อนข้างนานอีกด้วย ในขณะที่ด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงเป็นที่ราบลุ่มกลับมีฝนตกชุก แต่กลับมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อยมาก จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

ความไม่สมดุลของการกระจายตัวของฝนและลักษณะภูมิประเทศ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคอีสานแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้พื้นที่ป่าของภาคอีสานที่มีค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำที่ซึมซับอยู่ใต้ดินก็มีน้อยอีกด้วย

ส่วนข้อดีของภาคอีสานนั้นคือ มีศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างพร้อม คือ มีประชากรมากถึงร้อยละ 33 ของประเทศ และ
ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มีแรงงานภาคเกษตร ร้อยละ 50 ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรดิน คือ มีพื้นที่ถือครองการเกษตรมากถึงร้อยละ 43 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง “น้ำ” ก็จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในภาคอีสานได้ ความมั่นคงในอาชีพการเกษตร ฐานะทางด้านเศรษฐกิจของเกษตรกรจะเกิดขึ้นทันที เพราะจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้เต็มศักยภาพจากปัจจุบันที่ใช้ที่ดินทำการเกษตรได้เฉพาะในช่วงฤดูฝน 4-5 เดือนเท่านั้น และยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หาแนวทางสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในทุกพื้นที่ การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กับภาคอีสานนั้นว่า มีแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการพิจารณานำน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก เช่น แก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลได้อนุมัติและดำเนินการก่อสร้างแก้มลิง จำนวน 30 แห่ง ใน 5 จังหวัดในลุ่มน้ำโขง-อีสาน เสร็จเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นคงและเป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว มีโครงการที่สำคัญๆและมีความเป็นไปได้ในทางวิศวกรรม ได้แก่ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง เป็นการผสมผสานแนวคิดเดิมและเสนอแนวคิดใหม่ในการที่จะแก้ไขปัญหาน้ำให้เป็นระบบ โดยใช้หลักการพัฒนาแบบองค์รวมเชื่อมโยงกันระหว่างโครงการที่พัฒนาแล้วกับโครงการที่จะเกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จรวบยอดเกิดประโยชน์ครอบคลุมทั้งภาคอีสาน ซึ่งจะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้าจากการมีน้ำใช้หล่อเลี้ยงชีวิตให้อุดมสมบูรณ์และมีโอกาส มีทางเลือกหลากหลายในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขสมบูรณ์

สำหรับการดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงนั้น หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพก็จะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,084 กม. ซึ่งจะทำให้พื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 33.50 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.78 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.72 ล้านไร่ ปริมาณน้ำที่จะส่งในฤดูฝนประมาณ 22,274 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และในฤดูแล้งประมาณ 10,260 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานนั้น จะดำเนินการพัฒนาโครงการในระยะที่ 1 ก่อน โดยจะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 1 แถว คลองส่งน้ำสายหลัก 2 สาย ระยะทางรวม 244 กม. เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 6 จังหวัด 22 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 1.69 ล้านไร่โดยแบ่งเป็นส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 0.94 ล้านไร่ และส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำ0.75 ล้านไร่ ปริมาณน้ำส่งในฤดูฝน 1,669 ล้าน ลบ.ม. และปริมาณน้ำส่งในฤดูแล้ง 1,259 ล้าน ลบ.ม.

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิประเทศบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย โดยจะทำการปรับปรุงปากแม่น้ำเลย ขุดคลองชักน้ำ และขุดเจาะปากทางเข้าอุโมงค์ส่งน้ำ พร้อมก่อสร้างอาคารชลประทานพร้อมระบบกระจายน้ำ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่ต่างๆ และนำส่วนที่เหลือน้ำไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เขื่อนห้วยหลวงจังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ผลศึกษายังได้เสนอให้มีการสร้างประตูระบายน้ำเพื่อยกระดับน้ำให้ไหลๆไปตามลำน้ำเลยเป็นระยะทาง 49 กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถเก็บกักตามลำน้ำได้ประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อให้พื้นที่สองฝั่งลำน้ำเลยมีการนำน้ำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ยังเสนอให้มีการพัฒนาระบบชลประทานด้วยการสูบน้ำ ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้อีกประมาณ 66,905 ไร่ ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณบ้านธาตุอ.เชียงคาน ขึ้นไปจนถึงตัวอำเภอเมืองเลยด้วย

ผลจากการพัฒนาตามโครงการนี้ จะทำให้อีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายที่วางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี และเป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ

อีสานจะเขียวขจีทั่วทุกพื้นที่ ความเป็นอยู่ที่มั่นคง เศรษฐกิจที่มั่งคั่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!!

รายงานพิเศษ :สศก.เชื่อมั่นผลไม้ภาคตะวันออก ดันจีดีพีเกษตรไตรมาส2เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268095

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนมิถุนายน ของทุกปี จะเป็นช่วงผลไม้ภาคตะวันออก ออกมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกจะมีปริมาณมากขึ้นแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก
ที่ออกในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2560) จะมีปริมาณที่ใกล้เคียงกับปีปกติคือปี 2556-2557 เนื่องจากปี 2558-2559 เป็นปีที่ประสบกับภาวะภัยแล้ง ทำให้ผลไม้ออกน้อยกว่าปกติ ฉะนั้นในปี 2560 ปริมาณผลผลิตน่าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาแต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งเกษตรกรมีการบริหารจัดการให้ผลผลิตออกนอกฤดูส่วนหนึ่งทำให้ผลผลิตไม่กระจุกตัวในช่วงที่ผลผลิตออกพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการแปลงที่ดี ได้รับการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ขณะที่โรงคัดบรรจุก็ได้มาตรฐาน GMP และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้สินค้ามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะทุเรียน ได้รับความสนใจในต่างประเทศอย่างมาก เช่น มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีตลาดใหม่อย่างเกาหลีใต้ ทำให้ความต้องการผลไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าผลไม้ภาคตะวันออกที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดจะมีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ และจะช่วยให้จีดีพีภาคเกษตร ไตรมาส 2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย

ในปีที่ผ่านมาผลไม้ไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโลก ประมาณ 80% มูลค่าส่งออกรวม 25,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ทุเรียนมีการส่งออกมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท มังคุด ส่งออก 4,200 ล้านบาท และเงาะ 550 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ระยะที่ 1 (2558-2560) เพื่อพัฒนาผลไม้ไทยให้เป็นผลไม้ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจีเอพี มีการบริหารจัดการผลผลิตกระจายออกนอกฤดู มีการดูแลรักษาผลผลิตโดยเฉพาะการเก็บผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญคือสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ รวมถึงการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะทำงานระดับจังหวัด หรือ Single Command ที่ได้ลงพื้นที่พบปะกับเจ้าของสวนผลไม้โดยเฉพาะสวนทุเรียน รวมถึงผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ รณรงค์ให้เก็บเกี่ยวเฉพาะทุเรียนที่มีผลแก่เท่านั้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทุเรียนราชาแห่งผลไม้ไทย ให้คงความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคต่อไป

“จากความสามารถของเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่มีการปรับตัวนำนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้งความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี อีกทั้งพัฒนางานวิจัย เช่น การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ หรือการแปรรูป ล้วนส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตได้ยาวนานและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากเกษตรกรสามารถรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด เชื่อมั่นว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ไทย
จะเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 10% อย่างแน่นอน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจกระบวนการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ สามารถไปเรียนรู้ได้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศ) เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของตนเอง สร้างโอกาสและรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

 

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลา‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ แนะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267315

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์การผลิตข้าวใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2559 มีพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 524,562 ไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยว 520,300 ไร่ มีผลผลิตรวม 91395 ตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 409 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตค่อนข้างน้อย ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงและปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวมีแนวโน้มการระบาดรุนแรงมากขึ้น

นายจตุรงค์ พรหมวิจิต นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การผลิตข้าวในภาคใต้ตอนล่าง มี 2 ประเภท คือผลิตเพื่อบริโภคและผลิตเพื่อการค้าโดยเกษตรกรที่ผลิตเพื่อบริโภคมักจะใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเป็นหลักเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวพันธุ์มาเลย์ซีบูกันตัง ข้าวเล็บนก และมีการใช้ข้าวพันธุ์ส่งเสริมบ้างเช่น ข้าวหอมปทุมธานี 1 เป็นต้น ข้าวที่ผลิตเพื่อบริโภคเกษตรกรจะตากแดด 2-3 แดดและเก็บรักษาไว้ในโรงเรือน ส่วนเกษตรกรที่ผลิตเพื่อการค้าจะใช้พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง หอมปทุมธานี 1 ชัยนาท 1 พิษณุโลก 2 ตระกูล กข เช่น กข 5 29 34 และ 47 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเมล็ดแข็ง ที่ผู้บริโภคไม่นิยม เกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายที่หน้าแปลง ไม่มีการตากแดดเพื่อลดความชื้น หรือการเก็บไว้ในยุ้งฉางเพื่อชะลอการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อทุกปีดังนั้นเกษตรกรจะต้องปรับแนวคิดการทำนาใหม่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติคือ ลดการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง เกษตรกรต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีบริสุทธิ์ ไม่มีเมล็ดอื่นปลอมปน โดยปกติอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนาหว่านสำรวยประมาณ 14-15 กิโลกรัมต่อไร่ นาหยอดดินแห้งและหยอดน้ำตมอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและการผสมปุ๋ยใช้เอง มีการประเมินตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ หรือการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนการปลูกพืช รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นหัวใจหลักของระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ผลผลิตที่ได้จะดี มีคุณภาพสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ โดยการใช้ปุ๋ยพืชสดเช่นปลูกปอเทืองและไถกลบเมื่อออกดอก แหนแดง สาหร่ายในนาข้าว และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ การรวมกลุ่มเพื่อการผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรกล การซื้อปัจจัยการผลิต ในรูปนาแปลงใหญ่การทำนาในภาคใต้ตอนล่าง มีต้นทุนการผลิตที่สูง ปัจจัยที่สำคัญคือค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมีและการจ้างเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งรถไถนา และรถเกี่ยวข้าว เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีราคาแพง และเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ การซื้อปัจจัยการผลิต และจ้างเครื่องจักรกลทางการเกษตร ถ้าต่างคนต่างซื้อและจ้างจะได้ราคาทั่วไปตามท้องตลาดแต่ถ้าเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน หรือซื้อในรูปกลุ่ม จะมีอำนาจในการต่อรองด้านราคาให้ต่ำลงได้ เช่นการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ของทางราชการ เกษตรกรจะได้ส่วนลดอย่างน้อย 5% ส่วนการซื้อปุ๋ย หรือการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรก็เช่นกันเกษตรกรสามารถต่อรองราคากับร้านค้าหรือบริษัทที่จำหน่าย หรือให้เช่าบริการเครื่องจักรกลในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดได้

ทั้งนี้ เกษตรกรทำนาในภาคใต้ตอนล่างมักประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด เนื่องจากสภาพปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ในขณะที่ผลผลิตต่อไรต่ำ ประสบกับภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และปัญหาราคาข้าวตกต่ำจากข้ออ้างข้าวมีความชื้น และสิ่งปลอมปนสูง ดังนั้น
เกษตรกรทำนาในภาคใต้ตอนล่าง จึงควรปรับแนวคิดและวิธีการผลิตที่มุ่งเน้นเพื่อการบริโภค และแปรรูปเป็นหลัก ไม่เน้นการผลิตเพื่อการจำหน่ายข้าวเปลือกกับโรงสีและนายทุน ถึงแม้ว่าภาคไต้จะเป็นพื้นที่ที่ผลิตข้าวไม่เพียงพอกับผู้บริโภค แต่ไม่เป็นข้อได้เปรียบในการจำหน่ายข้าวได้ราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่การปรับแนวคิดการผลิตข้าวของเกษตรกรจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการลดต้นทุนการผลิตดังที่กล่าวมา มีการจัดการพื้นที่ไม่ให้มีวัชพืช และสิ่งปลอมปนในผลผลิตข้าว มีการตากข้าวเปลือกเพื่อลดความชื้น จัดทำยุ้งฉางเพื่อพักเก็บและยืดอายุการเก็บผลผลิตให้นานขึ้น มีการแปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสารและผลิตภัณฑ์จำหน่าย ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง โดยอาจมีการรวมกลุ่มกันตั้งโรงสีข้าวในชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เก็บข้าวในยุ้งฉางหรือหันมาแปรรูปทำการตลาดและจำหน่ายเอง จะช่วยลดปริมาณข้าวเปลือกในตลาดให้น้อยลง สามารถช่วยผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง

“การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางที่เกษตรกรสามารถดำเนินการได้และสามารถแก้ปัญหาการทำนาได้อย่างสัมฤทธิผล แต่เกษตรกรจะต้องมีแนวคิดในการพัฒนาที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของตนเองอย่างเป็นระบบ มีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เป็นอยู่ ต้องมีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และระบบธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง จะต้องปรับเปลี่ยนระบบแนวคิดจากเดิมค่อนข้างชัดเจน มีการผลิตเชิงประณีตมีมุมมองการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก และใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบในการขับเคลื่อน”นายจตุรงค์ กล่าว

รายงานพิเศษ : พด.เร่งขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เชื่อมั่นระบบPGSสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267150

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เผยใช้ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System: PGS) เป็นใบเบิกทางสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คาดสามารถยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปี พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน” พร้อมกับให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนงานเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งระบบ โดยในปี 2560 กรมพัฒนาที่ดินมีแผนการดำเนินงานมุ่งเน้นไปที่การพัฒนากลุ่มเกษตรกรฯ ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกร

โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 กลุ่ม เกษตรกร 1,000 ราย พื้นที่ 10,000 ไร่ ใน 50 จังหวัด พร้อมกันนั้นก็จะมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS จำนวน 10 แห่ง ใน 8 จังหวัด และจัดฝึกอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ จำนวน 3 หลักสูตร คือ หลักสูตร “รอบรู้เกษตรอินทรีย์” หลักสูตร “การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม” และหลักสูตร “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อนในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ดังกล่าวได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์กรมพัฒนาที่ดิน” เพื่อชี้แจงนโยบายเกษตรอินทรีย์และแนวทางการดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ปี 2560 รวมถึงบทบาทหน้าที่ของมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นวิทยากรแกนหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับจากการอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรม และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งยังเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย โครงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS การเก็บข้อมูลกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการพัฒนาเกษตร กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS โดยภาพรวมจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาทางวิชาการ ให้คำแนะนำสนับสนุนช่วยเหลือให้กลุ่มเกษตรกรพัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์จนผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน และมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และเชื่อมโยงด้านการตลาดเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกร

เข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง

นายเข้มแข็ง กล่าวว่า ทั้งนี้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในปีนี้มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรผ่านระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) มีเป้าหมายเริ่มจากพี่น้องเกษตรกรรายย่อย ที่เดิมทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วเพียงแต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ได้ แต่กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วมดังกล่าว เป็นกระบวนการรับรองโดยใช้รูปแบบการรับรองโดยเกษตรกรด้วยกันเอง ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้ความซื่อสัตย์ในการประกอบอาชีพ ทั้งยังเป็นรูปแบบและมาตรฐานเดียวกับที่ยอมรับกันในระดับสากล ฉะนั้นการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองจากระบบดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาที่ดิน มีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในปีนี้ ซึ่งมีมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรได้รับการรับรองในระดับสากล น่าจะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรสามารถเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้เพิ่มขึ้น ด้วยระบบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เป็นไปตามวัตถุประสงค์การส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมและสมัครใจ เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของภาครัฐต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้วยระบบ‘QR Trace’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265771

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยวางเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและการเพิ่มความตระหนักความรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าทางการเกษตร โดยการบริหารจัดการร่วมกันในรูปแบบของสหกรณ์ ซึ่งจากการลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก พบว่า สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด จังหวัดตาก เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดีของขบวนการสหกรณ์แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ และได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ โดยมีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 400 ราย พื้นที่ 8,000 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3จากเดิมต้นทุนกิโลกรัมละ 5.90 บาท เป็น 5.64 บาทและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 669 กก./ไร่ เป็น 900 กก./ไร่อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทาง โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์และตลาดเอกชนอื่นๆ

โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด ได้นำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ QR-Trace โดยใช้ QR Code ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรฐานสากลที่ใช้ติดบนกระสอบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลการผลิต แหล่งผลิต คำแนะนำต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อไปปลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน หากเมล็ดพันธุ์นั้นเกิดปัญหามีการปลอมปน ก็จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบนี้ และไปปรับปรุงแก้ไขในกระบวนการผลิตของเกษตรกรต้นทางได้ โดยเฉพาะกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3 ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้นำเมล็ดพันธุ์ดีของทางราชการไปต่อยอดขยายผลในเชิงพาณิชย์ โดยจดทะเบียนการค้า ภายใต้ชื่อการค้า “นว.3” มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ จำนวน 160 ราย พื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด และสหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด ผลที่เกษตรกรสมาชิกผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้รับคือรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วไปประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อไร่ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตเบื้องต้นให้กับเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปปลูก เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งพันธุ์ดีซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกนับเป็นการยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรของไทยอีกขั้นหนึ่ง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน และก้าวสู่ระดับสากลในอนาคต