“แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม”ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 เมษายน 2560 เวลา 20:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490583

"แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม"ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มนิรนามแสร้งทำตัวเป็นคนไข้ เข้าไปรับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นนอกเวลาราชการ ก่อนพยายามข่มขืนเจ้าหน้าที่อนามัยหญิง แต่เจ้าตัวขัดขืนจนเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความหดหู่ใจให้กับคนทำงาน จนเกิดกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้ผู้มีอำนาจเห็นคุณค่าของบุคลากรเหล่านี้เสียที

บุคลากรน้อย งบจำกัด ชีวิตมีแต่ความเสี่ยง

จรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ประธานชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย บอกว่า บุคลากรทางการแพทย์ในรพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นเสี่ยงต่ออันตรายมาก ด้วยสถานที่ตั้งห่างไกล จำนวนบุคลากรมีน้อย การปฎิบัติหน้าที่ในช่วงเวลากลางคืน หลายครั้งต้องเข้าเวรเพียงคนเดียว ตลอดจนจรรยาบรรณของการทำงานซึ่งไม่ได้คิดถึงอันตรายหรือมีความระมัดระวังเพียงพอ ทั้งหมดนำไปสู่ความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น

“กลางคืนต้องอยู่เวรสลับกัน หลายแห่งต้องอยู่คนเดียว เพราะการจัดเวรเกี่ยวพันกับเรื่องบประมาณ และถึงแม้เจ้าหน้าที่จะอยู่ในชุมชน พอมีความคุ้นเคยกับชาวบ้าน แต่ปัญหาอาจจะเกิดจากคนนอกชุมชน เหตุการณ์จี้ปล้น ข่มขู่ พูดจาลวนลามเกิดขึ้นมาตลอด จะเป็นข่าวหรือไม่เท่านั้นเอง สถานีอนามัยบางแห่งอยู่โดดๆ ห่างไกลจากชุมชนก็เสี่ยงเข้าไปใหญ่”

บุคลากรภายใน รพ.สต. ประกอบไปด้วย นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน และลูกจ้างวิชาชีพ ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีอัตราแตกต่างกันออกไปตามขนาดและจำนวนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยไม่มีอัตราจ้างในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ การป้องกันความเสี่ยงอันตรายขึ้นอยู่การบริหารจัดการของตัวเอง ส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีกำหนดเวลาให้บริการสั้นลงเพื่อความปลอดภัยของบุคลากร

“ก่อน 20.00 น. บางพื้นที่ยังพอมีชาวบ้าน มีอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน) ช่วยดูแล แต่หลังจาก 20.00 น.ไปแล้ว เริ่มไม่มีความปลอดภัย บางแห่งจึงเลือกปิดให้บริการ แต่ยังมีคนอยู่เวร ซึ่งก็เสี่ยงสำหรับผู้หญิง เด็กจบใหม่ที่มีความคุ้นเคยหรือประสบการณ์น้อย”

แม้มีการกำหนดเวลาให้บริการ แต่ในทางปฏิบัติ หากมีคนไข้ซึ่งแฝงไปด้วยเจตนาร้ายเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องช่วย

“บางคนไปขอความช่วยเหลือถึงบ้านพักของเจ้าหน้าที่เลยก็มี บ้านพักนั้นตั้งอยู่ในสถานอนามัย คนเจตนาไม่ดี อาจจะมาเรียกเราตอน 3-4 ทุ่ม ด้วยลักษณะการปฎิบัติหน้าที่ของคนทำงาน เราไม่ได้คิดในแง่ร้าย คิดเพียงว่าจะให้บริการ แต่เจตนาของเขาเราไม่รู้ ทำให้การระมัดระวังตัวเองมันน้อยหรือไม่ได้ระวังเลย บางคนมาขอรับบริการแล้วเหตุการณ์มันพาไปก็มี”

คนขี้เมาตัวดี กอด – แซว

อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล พยาบาลวิชาชีพรพ.สต.บุ่งคำ ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี เล่าประสบการณ์ของตัวเองเมื่อครั้งถูกคนไข้ชายวัยรุ่นโผเข้ากอดจากด้านหลัง

“เขามาเพราะเวียนหัว เราดูแล้วเหมือนคนเมาอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้กลิ่นเหล้า ระหว่างเดินนำเข้าไปในห้องตรวจ ด้วยความที่เรายืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ เขาก็โผเข้ากอดเรา โชคดีเราเห็นก่อน ด้วยความตกใจเลยเผลอถีบเขากระเด็นล้มลง คนงานที่อยู่แถวนั้นได้ยินเสียงเข้า ก็เลยรีบวิ่งเข้ามาดู สุดท้ายมารู้ว่าเขาเมายาเสพติด”

บทเรียนที่เธอรับหลังเหตุการณ์นั้นก็คือการระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ไม่หันหลังให้กับคนไข้อีกต่อไป พยายามให้คนไข้อยู่ในสายตาตลอดเวลา เธอเผยว่า ลักษณะการลวนลามด้วยวาจาและร่างกายในลักษณะจับมือนั้นยังเกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มคนไข้ที่มีอาการมึนเมาสุรา

“พวกเมาๆ บางคนมาด้วยอุบัติเหตุ เข้ามาให้เราทำแผล ตอนทำก็พูดจาลวนลาม จับไม้จับมือพยาบาล”

อุไรวรรณ บอกว่า งบประมาณที่มีอย่างจำกัดเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าเวรเพียงแค่คนเดียว

“ตอนเย็นเพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันหมด เจ้าหน้าที่อยู่เวรคนเดียว ไม่มีเพื่อน ทางเราเซฟเรื่องเงินมาก ต้องประหยัด ไม่ให้อยู่เวรคู่กัน เมื่อก่อนเขาให้อยู่ถึง 20.30 น. ตอนหลังเขาให้อยู่แค่ 18.30 น. เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยของคนทำงานด้วย”

พยาบาลวิชาชีพรายนี้ยังเล่าประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขให้ฟังด้วยว่า เจอคนไข้ผู้ชายบุกเข้ามาในบ้านพัก เคาะเรียกประตูห้องนอนเพื่อให้เธอออกมาหา

“น้องหน้าตาดี ถูกแซวประจำ โดยเฉพาะพวกคนเมา บางคนชอบมาเรียก คุณหมอคนสวย รักคุณหมอจังเลยครับ วันหนึ่งนอนอยู่ในห้องพัก กลางคืนมีคนไข้ชายบุกเข้ามา เคาะประตูห้อง น้องก็กลัว โทรตามคนมาช่วยไว้ได้ สุดท้ายเขาย้ายออกจากบ้านพักเลย เทียวไปเทียวมาทำงาน เพราะกลัว แต่ทีนี้อยู่เวรคนเดียว ขับมอเตอร์ไซต์กลับบ้านคนเดียว ก็เท่ากับไปเสี่ยงเอาระหว่างทางอีก”

 

พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย

ปาริชาติ แก้วทองประคำ ประธานชมรมพยาบาลแห่งประเทศไทย ภาคใต้ตอนล่าง บอกว่า การปฎิบัติงานจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธภาพอันดีกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเอง ขณะเดียวต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยผ่านอุปกรณ์ด้วย

“เมื่อลงไปพัฒนาความสัมพันธ์กับชุมชน ทำให้เราเป็นที่รู้จัก รักและศรัทธา เขาจะค่อนข้างให้เกียรติและดูแลเรา เราไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหมือน รพ.ในระดับอำเภอ แต่ด้วยความสัมพันธ์ ทำให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดูแลความเรียบร้อยให้ ในด้านอุปกรณ์พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รพ.สต. ทุกแห่งมีการติดตั้งออดเตือนภัย ฉุกเฉินเมื่อไหร่กดทันที ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเช็กสภาพความเรียบร้อยสม่ำเสมอ ทำให้ไม่เคยเกิดเรื่องราวอันตรายขึ้นกับบุคลากร”

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม บอกว่า การคุกคามทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกๆ สถานที่การทำงาน สำหรับวงการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องลงทุนกับความปลอดภัยของผู้หญิง

“โดยหลักแล้วพวกเขาปฎิเสธคนมารับบริการไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเข้ามาแบบไหน ในเบื้องต้นการป้องกันต้องติดตั้งอุปกรณ์กล้องซีซีทีวี สัญญาณเตือนภัย และผู้บริหารต้องมีความตระหนักต่อความอ่อนไหวทางเพศ พยายามปิดช่องความเสี่ยงระหว่างคนไข้และคนทำงานในลักษณะสองต่อสอง เนื่องจากบางครั้งอันตรายทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก เช่นกันกับกฎหมายที่ต้องติดตามจับกุมลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างรวดเร็ว”

ด้านการแก้ไขปัญหาในภาพกว้างนั้น เอ็นจีโอด้านสตรี บอกว่า สถาบันครอบครัวและการศึกษา มีส่วนสำคัญมากในการมอบทัศนคติที่ดีให้กับคนไทย ทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข

4 มาตรการยกระดับความปลอดภัย

หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งหนึ่งในพื้นที่จ.บึงกาฬ ถูกคนร้าย ซึ่งทำทีมาขอรับบริการทำร้ายร่างกายและพยายามล่วงละเมิดทางเพศ

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ถูกกระทำในครั้งนี้ กระทรวงต้องปรับระบบบริการในสถานบริการโดยเฉพาะ รพ.สต. เบื้องต้น ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ให้กระทบกับผู้ป่วยที่มารับบริการ ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง กรณีมีผู้มาขอรับบริการในยามวิกาลให้พิจารณาตามความเหมาะสมคำนึงถึงความปลอดภัยและขอให้ลงมาช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นทีม

นพ.วิศณุ วิทยาบำรุง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ได้สั่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัยกรณีมีผู้ป่วยมาขอรับบริการฉุกเฉินนอกเวลาทำการ ดังนี้

1.ประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับบริการหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือทางหมายเลข 1669 ฟรีตลอด 24ชั่วโมง


2.ถ้าจำเป็นต้องลงมาให้บริการผู้ป่วยในยามวิกาลต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ชายให้ลงมาช่วยและต้องแจ้งผอ.รพ.สต.ด้วย


3.ให้ ผอ.รพสต. และสาธารณสุขอำเภอประสานกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ ในการให้มาตั้งตู้เช็คเหตุการณ์หน้ารพ.สต.


4.ห้ามเจ้าหน้าที่รพ.สต.ที่เป็นผู้หญิงลงมาให้บริการดูแลรักษานอกเวลาเวรโดยเฉพาะยามวิกาล

ทั้งนี้ได้กำชับให้สาธารณสุขอำเภอ และผู้อำนวยการ รพ.สต. ทุกแห่งช่วยดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย นอกจากนี้จะหารือกับสาธารณสุขอำเภอและ ผอ.รพ.สต.อีกครั้งเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ในการจัดระบบที่จะดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในรพ.สต.ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อไป อาทิ การจัดเจ้าหน้าที่ผู้ชายอยู่เวรนอกเวลาทำการ การติดตั้งกล้องวงจรปิด การจัดให้มีเวรรักษาความปลอดภัยที่เป็นชายนอนเฝ้าสถานที่เป็นประจำ การออกนอกสถานที่ เพื่อให้บริการยามวิกาล และออกชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้มแข็งเครือข่ายผู้นำชุมชนที่ดี

ถึงเวลาแล้วที่จะหันมามองสวัสดิภาพความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทั่วทุกภูมิภาคอย่างจริงจังเสียที

 

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490465

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ปัญหาช่องว่างที่ก่อให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายในการนำนโยบายการเมืองไปสู่การปฏิบัติ

ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล โดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อป้องกันมิให้นำไปสู่การทุจริตนับว่ามีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากมีความแนบแน่นระหว่างบุคคลที่รัฐบาล ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ดังนั้น การตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นนับว่าเป็นเรื่องยาก แม้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษก็อาจจะยากยิ่งกว่าเพราะความล่าช้าในการดำเนินคดีดังจะเห็นจากปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงอุปสรรคในการตรวจสอบทางกฎหาย ปัญหาที่ใหญ่และสำคัญคือ ในระบบกฎหมายไทยไม่มีกลไกการตรวจสอบ การกำหนดนโยบายที่สภาพบังคับอย่างแท้จริง เนื่องจากการตรวจสอบนโยบายจะถูกกำหนดแยกเป็นการตรวจสอบทางการเมือง โดยรัฐสภาแยกจากการตรวจสอบในทางปกครองที่มีศาลปกครองเป็นฝ่ายตุลาการที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ

ปัญหาอีกประการหนึ่งในช่องว่างของการควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐจากนโยบายรัฐบาลคือ ไม่มีการกำหนดความผิดและบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับฝ่ายการเมืองที่ฝ่าฝืนหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คงมีแต่ฝ่ายข้าราชการประจำหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐที่จะได้รับผลโดยตรงในทางการดำเนินงานด้านวินัยเท่านั้น

2.ปัญหาการสมคบกระทำความผิดกับการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย

บุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาต่อเมื่อได้มีการกระทำในขั้นพยายามไปจนกระทั่งความผิดสำเร็จ โดยหลักความรับผิดทางอาญาจะไม่ลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการคิด ตกลงใจ ตระเตรียมการ เพราะเหตุว่าเป็นขั้นตอนที่อยู่ในจิตใจของผู้กระทำที่ยังไม่สามารถกลับใจไม่ลงมือกระทำได้ และในขั้นตอนดังกล่าวยังไม่มีการกระทำที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสงบของสังคม หรือยังไม่สั่นสะเทือนความรู้สึกในความถูกต้องของสาธารณชน

กฎหมายอาญาควรเข้ามาลงโทษการกระทำในขั้นสมคบ เพื่อที่จะป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงมือกระทำความผิด ดังนั้น ความผิดสำเร็จฐานใดที่สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับสังคม ก็ยิ่งมีเหตุผลหนักแน่นที่จะลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการสมคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประเทศ การบังคับใช้กฎหมายอาญาเข้ามาลงโทษบุคคลที่สมคบกันทุจริตเชิงนโยบาย จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งดีกว่าการไม่ลงโทษและปล่อยให้ลงมือกระทำทุจริตและเกิดความเสียหายจนยากที่จะเยียวยา

3.ข้อเสนอแนะ

(1) การปรับปรุงข้อห้ามในการใช้นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งควรมีบทบาทในการวินิจฉัยและกำหนดบทลงโทษบุคคล หรือพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในการหาเสียงไว้ด้วย ซึ่งในกรณีนี้ควรมีการกำหนดหลักการสำคัญไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ต้องห้ามในการหาเสียงหรือไม่

การกำหนดเช่นนี้เชื่อว่าจะช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง มิให้พรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่งบประมาณของรัฐ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงคะแนนเสียง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาเสียงที่ระบุถึงตัวเลข จำนวนเงินที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการของรัฐบาล

(2) ความผิดฐานทุจริตเป็นความผิดที่ไม่มีผู้เสียหายที่เป็นปัจเจกชน ดังนั้น ลักษณะการกระทำความผิดจึงยากในการป้องกันและปราบปราม เพราะไม่มีปัจเจกชนที่เสียหายแจ้งความหรือดำเนินคดี การเพิ่มฐานความผิดในขั้นตอนของการสมคบและการเพิ่มบทลงโทษ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการกระทำดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับฐานความผิดอื่นๆ ตามกฎหมายอาญาไทยไม่ว่าจะเป็นการสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด สมคบกันก่อการร้าย สมคบกระทำความผิดที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การสมคบกันทุจริตสร้างความเสียหายกับสังคมมากพอกัน หรืออาจจะมากกว่าบรรดาความผิดที่กล่าวมา

ดังนั้น การกำหนดฐานความผิดสมคบกันทุจริตเพื่อเป็นการลงโทษผู้สมคบในขั้นตอนการวางแผนจึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำต่อไปที่สร้างความเสียหายที่เยียวยาได้ยาก หรือบางครั้งไม่อาจจะเยียวยาให้กลับคืนดังเดิมได้

(3) ในประเด็นการปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เห็นว่าควรนำร่างเนื้อหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเคยเสนอโดยคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กลับมาทบทวนปรับปรุงแก้ไข เพราะมีหลักการที่จะช่วยส่งเสริมป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายได้อีกทางหนึ่ง

 

รายงานพิเศษ : ‘พด.ยะลา’ปรับปรุงพื้นที่นาร้าง ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269716

วันศุกร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พื้นที่จังหวัดยะลา ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งภาคเศรษฐกิจและเกษตรกรรม แต่ด้วยปัญหาสภาพพื้นที่นาข้าวบางส่วนเป็นพื้นที่นาดอนและลุ่มน้ำเกินไปจึงไม่มีความเหมาะสมที่จะทำนาข้าว แต่เหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมัน อีกทั้งเกษตรกรขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาการผลิต ประกอบกับขาดความรู้ในการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดยะลาปล่อยทิ้งนาให้รกร้างว่างเปล่า แล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นแทนดังนั้น สถานีพัฒนาที่ดินยะลา กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริมด้านความรู้และปัจจัยการผลิตเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน จึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ให้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลวังพญา อ.รามัญ และอำเภออื่นๆ ในจังหวัดยะลา

นายสุชล แก้วเกาะสะบ้า ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินยะลา เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินยะลา จึงดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งโดยกระบวนการทำงานของกรมพัฒนาที่ดินคือการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยการขุดคูยกร่องเพื่อให้สามารถปลูกปาล์มน้ำมันบนคันดินได้ และสามารถเก็บกักน้ำในบริเวณร่องคูเพื่อให้ต้นปาล์มน้ำมันดึงน้ำขึ้นจากคูมาใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแล้ว ยังมีในเรื่องของฟื้นฟูดินเนื่องจากสภาพดินในพื้นที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องมีกระบวนการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น การใช้ปูนโดโลไมน์ การส่งเสริมให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสารเร่ง พด. เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งปัจจุบันโครงการปรับปรุงพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในอำเภอรามัญและอำเภออื่นๆ เป็นอย่างมาก

นายแวยูโซะ นาแว เกษตรกรตำบลวังพญา อ.รามัญ จ.ยะลา ที่เข้าร่วมโครงการพลิกฟื้นพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันจนปัจจุบันมีความเป็นอยู่ที่ดี กล่าวเสริมว่า ในอดีตยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำเกษตร อีกทั้งสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ ทำให้น้ำแห้งเร็ว ข้าวไม่ทันตั้งท้องน้ำก็แห้งหมดเสียก่อน จึงทำให้ได้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของการปลูกปาล์มน้ำมันแบบยกร่องได้รับการสนับสนุนพันธุ์ปาล์ม รวมถึงรับความรู้ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ด้วยการผลิตปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 และน้ำหมักชีวภาพ พด.2 ไว้สำหรับใช้เองในแปลง

“ระหว่างดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในโครงการเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินยะลาเข้ามาให้คำแนะนำ ส่งเสริมด้านองค์ความรู้อยู่ตลอดเวลา เช่น การตรวจสอบคุณภาพดิน วิธีการดูแลรักษา การใส่ปุ๋ยที่ถูกวิธีให้ช่วยลดต้นเพิ่มผลผลิต เป็นต้น รวมถึงจัดฝึกอบรมดูงานนอกสถานที่ พาไปดูงานสวนปาล์มที่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติตามต่อไป ซึ่งปัจจุบัน เกษตรกรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพที่มั่นคงด้วยการทำสวนปาล์มน้ำมันโดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่อีกเลย”นายแวยูโซะ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ทส.เปิด‘ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า’ รุกคืบทวงคืนผืนป่า-ปราบปรามกลุ่มอิทธิพลผู้บุกรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269558

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินเต็มไปด้วยทรัพยากร“ป่าไม้” ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ป่าไม้ของเรากลับถูกบุกรุกคุกคามจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี พ.ศ.2516 ที่เราเคยมีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศถึง 138 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 43.2% ของพื้นที่ประเทศ แต่จากข้อมูลของกรมป่าไม้เมื่อปี 2558 กลับพบว่าเนื้อที่ป่าไม้ในบ้านเราลดเหลือเพียง 102 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 31.6% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

หรือหากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ก็คือ ในช่วงเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วถึงกว่า 36 ล้านไร่!

ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องสูญเสียป่าไม้ไปอย่างมากมายขนาดนี้ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาหลักเพียงไม่กี่อย่างที่เป็นสาเหตุหลัก นั่นคือ การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกเพื่อแสวงหาที่ทำกินของประชาชน และการลักลอบเข้ามาถือครองพื้นที่เพื่อก่อสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลทางสังคม

นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถกอบกู้วิกฤติและพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับคืนมาอย่างเร่งด่วน!

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุก และแสวงประโยชน์ในการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตในภาครัฐ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการทวงคืนผืนป่าได้แล้วจำนวน 349,000.76 ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 212,498.37 ไร่

ขณะที่มาตรการหนึ่งที่ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อให้การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีศูนย์กลางในการประสานการปฏิบัติที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเหลือในการวิเคราะห์และติดตามผลการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” (ศปก.พป.) ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับ ศูนย์ปฏิบัติการของ กอ.รมน., เหล่าทัพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง โดยมีดำเนินงานภารกิจสำคัญประกอบด้วย

1.มุ่งเน้นในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่มีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

2.คดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ดินที่มิชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ป่า

3.การทำไม้มีค่าที่กระทำเป็นขบวนการเพื่อลักลอบไปจำหน่ายต่างประเทศ

4.การลักลอบมีหรือค้าสัตว์ป่า

5.ลดกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวกับเครือข่ายการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ทั้งนี้ การดำเนินการของ ศปก.พป. จะอยู่ภายใต้การกำกับของ “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพิทักษ์ป่า” ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติของ ศปก.พป. มีเป้าหมาย และทิศทางที่ชัดเจน มีความสุภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล นั่นคือ“การทวงคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน” เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตลอดไป

รายงานพิเศษ : โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง…พลิกชีวิตคนอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/269249

วันอังคาร ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
x

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดของประเทศ คือ 69.91 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 8.06 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 11.53 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่อีกกว่า 60 ล้านไร่ ยังต้องอาศัยน้ำฝนทำให้ขาดความมั่นคงในเรื่องน้ำ อีกทั้งในฤดูฝนก็ประสบปัญหาน้ำท่วม และในฤดูแล้งก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก เกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

จึงไม่แปลกเลยที่ทำให้มีผลผลิตข้าวนาปีเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ ค่อนข้างต่ำเพียงประมาณ 360 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ในขณะที่พื้นที่ชลประทานในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะกลางมีผลผลิตข้าวเฉลี่ยสูงถึง 1,000 กก.ต่อไร่ดังนั้นเกษตรกรในภาคอีสานจึงมีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างต่ำเพียง 87,486 บาท/ครัวเรือน/ปี ต่ำกว่าเกษตรกรภูมิภาคอื่นๆที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 148,437 บาท/ครัวเรือน/ปี และประชากรในภาคอีสานจึงมีคนยากจนมากที่สุดถึง 1.93 ล้านคน อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกในภาคอีสานนั้นไม่น่าจะแห้งแล้งเพราะมีฝนตกเฉลี่ยไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆเลยคือ ประมาณ 1,300 มิลลิเมตร(มม.)/ปี แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ทำให้มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อย พื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่บริเวณต้นน้ำด้านทิศตะวันตกกลับมีฝนตกน้อย และยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงค่อนข้างนานอีกด้วย ในขณะที่ด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงเป็นที่ราบลุ่มกลับมีฝนตกชุก แต่กลับมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อยมาก จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

ความไม่สมดุลของการกระจายตัวของฝนและลักษณะภูมิประเทศ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคอีสานแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้พื้นที่ป่าของภาคอีสานที่มีค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำที่ซึมซับอยู่ใต้ดินก็มีน้อยอีกด้วย

ส่วนข้อดีของภาคอีสานนั้นคือ มีศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ค่อนข้างพร้อม คือ มีประชากรมากถึงร้อยละ 33 ของประเทศ และ
ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มีแรงงานภาคเกษตร ร้อยละ 50 ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรดิน คือ มีพื้นที่ถือครองการเกษตรมากถึงร้อยละ 43 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง “น้ำ” ก็จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในภาคอีสานได้ ความมั่นคงในอาชีพการเกษตร ฐานะทางด้านเศรษฐกิจของเกษตรกรจะเกิดขึ้นทันที เพราะจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้เต็มศักยภาพจากปัจจุบันที่ใช้ที่ดินทำการเกษตรได้เฉพาะในช่วงฤดูฝน 4-5 เดือนเท่านั้น และยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอีกด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หาแนวทางสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในทุกพื้นที่ การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กับภาคอีสานนั้นว่า มีแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการพิจารณานำน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขงมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก เช่น แก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลได้อนุมัติและดำเนินการก่อสร้างแก้มลิง จำนวน 30 แห่ง ใน 5 จังหวัดในลุ่มน้ำโขง-อีสาน เสร็จเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นคงและเป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว มีโครงการที่สำคัญๆและมีความเป็นไปได้ในทางวิศวกรรม ได้แก่ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง เป็นการผสมผสานแนวคิดเดิมและเสนอแนวคิดใหม่ในการที่จะแก้ไขปัญหาน้ำให้เป็นระบบ โดยใช้หลักการพัฒนาแบบองค์รวมเชื่อมโยงกันระหว่างโครงการที่พัฒนาแล้วกับโครงการที่จะเกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จรวบยอดเกิดประโยชน์ครอบคลุมทั้งภาคอีสาน ซึ่งจะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้าจากการมีน้ำใช้หล่อเลี้ยงชีวิตให้อุดมสมบูรณ์และมีโอกาส มีทางเลือกหลากหลายในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขสมบูรณ์

สำหรับการดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงนั้น หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพก็จะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,084 กม. ซึ่งจะทำให้พื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 33.50 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.78 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.72 ล้านไร่ ปริมาณน้ำที่จะส่งในฤดูฝนประมาณ 22,274 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และในฤดูแล้งประมาณ 10,260 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานนั้น จะดำเนินการพัฒนาโครงการในระยะที่ 1 ก่อน โดยจะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 1 แถว คลองส่งน้ำสายหลัก 2 สาย ระยะทางรวม 244 กม. เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 6 จังหวัด 22 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 1.69 ล้านไร่โดยแบ่งเป็นส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 0.94 ล้านไร่ และส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำ0.75 ล้านไร่ ปริมาณน้ำส่งในฤดูฝน 1,669 ล้าน ลบ.ม. และปริมาณน้ำส่งในฤดูแล้ง 1,259 ล้าน ลบ.ม.

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิประเทศบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย โดยจะทำการปรับปรุงปากแม่น้ำเลย ขุดคลองชักน้ำ และขุดเจาะปากทางเข้าอุโมงค์ส่งน้ำ พร้อมก่อสร้างอาคารชลประทานพร้อมระบบกระจายน้ำ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่ต่างๆ และนำส่วนที่เหลือน้ำไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เขื่อนห้วยหลวงจังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ผลศึกษายังได้เสนอให้มีการสร้างประตูระบายน้ำเพื่อยกระดับน้ำให้ไหลๆไปตามลำน้ำเลยเป็นระยะทาง 49 กิโลเมตร ซึ่งจะสามารถเก็บกักตามลำน้ำได้ประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อให้พื้นที่สองฝั่งลำน้ำเลยมีการนำน้ำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ยังเสนอให้มีการพัฒนาระบบชลประทานด้วยการสูบน้ำ ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้อีกประมาณ 66,905 ไร่ ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณบ้านธาตุอ.เชียงคาน ขึ้นไปจนถึงตัวอำเภอเมืองเลยด้วย

ผลจากการพัฒนาตามโครงการนี้ จะทำให้อีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายที่วางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี และเป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ

อีสานจะเขียวขจีทั่วทุกพื้นที่ ความเป็นอยู่ที่มั่นคง เศรษฐกิจที่มั่งคั่งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!!

รายงานพิเศษ :สศก.เชื่อมั่นผลไม้ภาคตะวันออก ดันจีดีพีเกษตรไตรมาส2เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268095

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนมิถุนายน ของทุกปี จะเป็นช่วงผลไม้ภาคตะวันออก ออกมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกจะมีปริมาณมากขึ้นแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก
ที่ออกในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2560) จะมีปริมาณที่ใกล้เคียงกับปีปกติคือปี 2556-2557 เนื่องจากปี 2558-2559 เป็นปีที่ประสบกับภาวะภัยแล้ง ทำให้ผลไม้ออกน้อยกว่าปกติ ฉะนั้นในปี 2560 ปริมาณผลผลิตน่าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาแต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งเกษตรกรมีการบริหารจัดการให้ผลผลิตออกนอกฤดูส่วนหนึ่งทำให้ผลผลิตไม่กระจุกตัวในช่วงที่ผลผลิตออกพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกส่วนใหญ่มีการบริหารจัดการแปลงที่ดี ได้รับการรับรองมาตรฐานแปลง GAP ขณะที่โรงคัดบรรจุก็ได้มาตรฐาน GMP และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่งผลให้สินค้ามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะทุเรียน ได้รับความสนใจในต่างประเทศอย่างมาก เช่น มณฑลเสฉวน ประเทศจีน ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีตลาดใหม่อย่างเกาหลีใต้ ทำให้ความต้องการผลไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อมั่นว่าผลไม้ภาคตะวันออกที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดจะมีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ และจะช่วยให้จีดีพีภาคเกษตร ไตรมาส 2 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย

ในปีที่ผ่านมาผลไม้ไทยได้ส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโลก ประมาณ 80% มูลค่าส่งออกรวม 25,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ทุเรียนมีการส่งออกมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท มังคุด ส่งออก 4,200 ล้านบาท และเงาะ 550 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ระยะที่ 1 (2558-2560) เพื่อพัฒนาผลไม้ไทยให้เป็นผลไม้ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจีเอพี มีการบริหารจัดการผลผลิตกระจายออกนอกฤดู มีการดูแลรักษาผลผลิตโดยเฉพาะการเก็บผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญคือสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ รวมถึงการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะทำงานระดับจังหวัด หรือ Single Command ที่ได้ลงพื้นที่พบปะกับเจ้าของสวนผลไม้โดยเฉพาะสวนทุเรียน รวมถึงผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ รณรงค์ให้เก็บเกี่ยวเฉพาะทุเรียนที่มีผลแก่เท่านั้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทุเรียนราชาแห่งผลไม้ไทย ให้คงความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคต่อไป

“จากความสามารถของเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่มีการปรับตัวนำนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้งความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี อีกทั้งพัฒนางานวิจัย เช่น การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ หรือการแปรรูป ล้วนส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตได้ยาวนานและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากเกษตรกรสามารถรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด เชื่อมั่นว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ไทย
จะเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 10% อย่างแน่นอน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับเกษตรกรที่สนใจกระบวนการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ สามารถไปเรียนรู้ได้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก. 882 ศูนย์ทั่วประเทศ) เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของตนเอง สร้างโอกาสและรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

 

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต5สงขลา‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ แนะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267315

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์การผลิตข้าวใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2559 มีพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 524,562 ไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยว 520,300 ไร่ มีผลผลิตรวม 91395 ตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 409 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตค่อนข้างน้อย ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงและปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวมีแนวโน้มการระบาดรุนแรงมากขึ้น

นายจตุรงค์ พรหมวิจิต นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การผลิตข้าวในภาคใต้ตอนล่าง มี 2 ประเภท คือผลิตเพื่อบริโภคและผลิตเพื่อการค้าโดยเกษตรกรที่ผลิตเพื่อบริโภคมักจะใช้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองเป็นหลักเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวพันธุ์มาเลย์ซีบูกันตัง ข้าวเล็บนก และมีการใช้ข้าวพันธุ์ส่งเสริมบ้างเช่น ข้าวหอมปทุมธานี 1 เป็นต้น ข้าวที่ผลิตเพื่อบริโภคเกษตรกรจะตากแดด 2-3 แดดและเก็บรักษาไว้ในโรงเรือน ส่วนเกษตรกรที่ผลิตเพื่อการค้าจะใช้พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง หอมปทุมธานี 1 ชัยนาท 1 พิษณุโลก 2 ตระกูล กข เช่น กข 5 29 34 และ 47 เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเมล็ดแข็ง ที่ผู้บริโภคไม่นิยม เกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายที่หน้าแปลง ไม่มีการตากแดดเพื่อลดความชื้น หรือการเก็บไว้ในยุ้งฉางเพื่อชะลอการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อทุกปีดังนั้นเกษตรกรจะต้องปรับแนวคิดการทำนาใหม่ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติคือ ลดการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง เกษตรกรต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีบริสุทธิ์ ไม่มีเมล็ดอื่นปลอมปน โดยปกติอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนาหว่านสำรวยประมาณ 14-15 กิโลกรัมต่อไร่ นาหยอดดินแห้งและหยอดน้ำตมอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินและการผสมปุ๋ยใช้เอง มีการประเมินตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ หรือการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนการปลูกพืช รวมถึงการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นหัวใจหลักของระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ผลผลิตที่ได้จะดี มีคุณภาพสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ โดยการใช้ปุ๋ยพืชสดเช่นปลูกปอเทืองและไถกลบเมื่อออกดอก แหนแดง สาหร่ายในนาข้าว และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ การรวมกลุ่มเพื่อการผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรกล การซื้อปัจจัยการผลิต ในรูปนาแปลงใหญ่การทำนาในภาคใต้ตอนล่าง มีต้นทุนการผลิตที่สูง ปัจจัยที่สำคัญคือค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมีและการจ้างเครื่องจักรกลการเกษตรทั้งรถไถนา และรถเกี่ยวข้าว เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีราคาแพง และเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ การซื้อปัจจัยการผลิต และจ้างเครื่องจักรกลทางการเกษตร ถ้าต่างคนต่างซื้อและจ้างจะได้ราคาทั่วไปตามท้องตลาดแต่ถ้าเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน หรือซื้อในรูปกลุ่ม จะมีอำนาจในการต่อรองด้านราคาให้ต่ำลงได้ เช่นการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ของทางราชการ เกษตรกรจะได้ส่วนลดอย่างน้อย 5% ส่วนการซื้อปุ๋ย หรือการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรก็เช่นกันเกษตรกรสามารถต่อรองราคากับร้านค้าหรือบริษัทที่จำหน่าย หรือให้เช่าบริการเครื่องจักรกลในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดได้

ทั้งนี้ เกษตรกรทำนาในภาคใต้ตอนล่างมักประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด เนื่องจากสภาพปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ในขณะที่ผลผลิตต่อไรต่ำ ประสบกับภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง และปัญหาราคาข้าวตกต่ำจากข้ออ้างข้าวมีความชื้น และสิ่งปลอมปนสูง ดังนั้น
เกษตรกรทำนาในภาคใต้ตอนล่าง จึงควรปรับแนวคิดและวิธีการผลิตที่มุ่งเน้นเพื่อการบริโภค และแปรรูปเป็นหลัก ไม่เน้นการผลิตเพื่อการจำหน่ายข้าวเปลือกกับโรงสีและนายทุน ถึงแม้ว่าภาคไต้จะเป็นพื้นที่ที่ผลิตข้าวไม่เพียงพอกับผู้บริโภค แต่ไม่เป็นข้อได้เปรียบในการจำหน่ายข้าวได้ราคาสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่การปรับแนวคิดการผลิตข้าวของเกษตรกรจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการลดต้นทุนการผลิตดังที่กล่าวมา มีการจัดการพื้นที่ไม่ให้มีวัชพืช และสิ่งปลอมปนในผลผลิตข้าว มีการตากข้าวเปลือกเพื่อลดความชื้น จัดทำยุ้งฉางเพื่อพักเก็บและยืดอายุการเก็บผลผลิตให้นานขึ้น มีการแปรรูปผลผลิตเป็นข้าวสารและผลิตภัณฑ์จำหน่าย ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง โดยอาจมีการรวมกลุ่มกันตั้งโรงสีข้าวในชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เก็บข้าวในยุ้งฉางหรือหันมาแปรรูปทำการตลาดและจำหน่ายเอง จะช่วยลดปริมาณข้าวเปลือกในตลาดให้น้อยลง สามารถช่วยผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง

“การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางที่เกษตรกรสามารถดำเนินการได้และสามารถแก้ปัญหาการทำนาได้อย่างสัมฤทธิผล แต่เกษตรกรจะต้องมีแนวคิดในการพัฒนาที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของตนเองอย่างเป็นระบบ มีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่เป็นอยู่ ต้องมีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และระบบธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง จะต้องปรับเปลี่ยนระบบแนวคิดจากเดิมค่อนข้างชัดเจน มีการผลิตเชิงประณีตมีมุมมองการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก และใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบในการขับเคลื่อน”นายจตุรงค์ กล่าว

รายงานพิเศษ : พด.เร่งขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เชื่อมั่นระบบPGSสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/267150

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เผยใช้ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System: PGS) เป็นใบเบิกทางสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คาดสามารถยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปี พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน” พร้อมกับให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนงานเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งระบบ โดยในปี 2560 กรมพัฒนาที่ดินมีแผนการดำเนินงานมุ่งเน้นไปที่การพัฒนากลุ่มเกษตรกรฯ ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกร

โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 กลุ่ม เกษตรกร 1,000 ราย พื้นที่ 10,000 ไร่ ใน 50 จังหวัด พร้อมกันนั้นก็จะมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS จำนวน 10 แห่ง ใน 8 จังหวัด และจัดฝึกอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ จำนวน 3 หลักสูตร คือ หลักสูตร “รอบรู้เกษตรอินทรีย์” หลักสูตร “การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม” และหลักสูตร “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อนในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ดังกล่าวได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์กรมพัฒนาที่ดิน” เพื่อชี้แจงนโยบายเกษตรอินทรีย์และแนวทางการดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ปี 2560 รวมถึงบทบาทหน้าที่ของมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นวิทยากรแกนหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับจากการอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรม และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งยังเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย โครงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS การเก็บข้อมูลกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการพัฒนาเกษตร กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS โดยภาพรวมจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาทางวิชาการ ให้คำแนะนำสนับสนุนช่วยเหลือให้กลุ่มเกษตรกรพัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์จนผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน และมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และเชื่อมโยงด้านการตลาดเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มเกษตรกร

เข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง

นายเข้มแข็ง กล่าวว่า ทั้งนี้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในปีนี้มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรผ่านระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) มีเป้าหมายเริ่มจากพี่น้องเกษตรกรรายย่อย ที่เดิมทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วเพียงแต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ได้ แต่กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วมดังกล่าว เป็นกระบวนการรับรองโดยใช้รูปแบบการรับรองโดยเกษตรกรด้วยกันเอง ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้ความซื่อสัตย์ในการประกอบอาชีพ ทั้งยังเป็นรูปแบบและมาตรฐานเดียวกับที่ยอมรับกันในระดับสากล ฉะนั้นการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองจากระบบดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาที่ดิน มีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในปีนี้ ซึ่งมีมิสเตอร์เกษตรอินทรีย์ เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรได้รับการรับรองในระดับสากล น่าจะผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรสามารถเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้เพิ่มขึ้น ด้วยระบบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เป็นไปตามวัตถุประสงค์การส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมและสมัครใจ เข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของภาครัฐต่อไป

รายงานพิเศษ : สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้วยระบบ‘QR Trace’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265771

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยวางเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและการเพิ่มความตระหนักความรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เดินหน้าพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าทางการเกษตร โดยการบริหารจัดการร่วมกันในรูปแบบของสหกรณ์ ซึ่งจากการลงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก พบว่า สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด จังหวัดตาก เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ดีของขบวนการสหกรณ์แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ และได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ โดยมีสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 400 ราย พื้นที่ 8,000 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3จากเดิมต้นทุนกิโลกรัมละ 5.90 บาท เป็น 5.64 บาทและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 669 กก./ไร่ เป็น 900 กก./ไร่อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทาง โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์และตลาดเอกชนอื่นๆ

โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด ได้นำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ QR-Trace โดยใช้ QR Code ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมาตรฐานสากลที่ใช้ติดบนกระสอบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลการผลิต แหล่งผลิต คำแนะนำต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อไปปลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน หากเมล็ดพันธุ์นั้นเกิดปัญหามีการปลอมปน ก็จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบนี้ และไปปรับปรุงแก้ไขในกระบวนการผลิตของเกษตรกรต้นทางได้ โดยเฉพาะกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3 ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้นำเมล็ดพันธุ์ดีของทางราชการไปต่อยอดขยายผลในเชิงพาณิชย์ โดยจดทะเบียนการค้า ภายใต้ชื่อการค้า “นว.3” มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ จำนวน 160 ราย พื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด และสหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด ผลที่เกษตรกรสมาชิกผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้รับคือรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วไปประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อไร่ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตเบื้องต้นให้กับเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไปปลูก เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งพันธุ์ดีซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรสมาชิกนับเป็นการยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรของไทยอีกขั้นหนึ่ง เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน และก้าวสู่ระดับสากลในอนาคต

 

รายงานพิเศษ: เกษตรเขต2ดัน‘Young Smart Farmer’ต้นแบบขับเคลื่อนสู่ยุค‘เกษตร4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265651

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การพัฒนาการเกษตรสู่ยุคเกษตร 4.0 คือการพัฒนาการเกษตรไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ผสมผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การทำการเกษตรที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

อ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายการขับเคลื่อนให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาไปสู่เกษตรกร 4.0 ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก
ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี มีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรอยู่จำนวนมาก จึงมีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่ยุค 4.0 รวม 4 ด้านด้วยกัน ดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั่วไปให้เป็น Smart Farmer เน้นการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 2.ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็น Young Smart Farmer หรือเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้านนวัตกรรมสมัยใหม่ มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในการทำการเกษตรของตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่การทำเกษตรเชิงธุรกิจหรือเกษตรดิจิตอล 3.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Youth ยุวเกษตรให้มีทักษะการเกษตรขั้นพื้นฐาน เข้าถึง ICT และมีแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 4.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Woman แม่บ้านเกษตรกร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืน

เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั้ง 4 ส่วนควบคู่กันไปนั้นจะสามารถทำให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนาไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องเน้นหนักมากที่สุดอยู่ที่เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้เห็นลู่ทางในการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเอง นับเป็นกำลังสำคัญในการนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมข้อมูล Young Smart Farmer ของทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันตก นำมาจัดเป็นกลุ่มแบ่งตามระดับความสามารถ เช่น กลุ่ม A เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพสูง กลุ่ม B มีศักยภาพในระดับดี กลุ่ม C มีศักยภาพในระดับปานกลาง และกลุ่ม D
มีศักยภาพในระดับพอใช้ ก็จะนำผู้ที่อยู่ในแต่ละกลุ่มมาอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาจุดแข็งจุดด้อย จะได้เพิ่มเติมองค์ความรู้หรือพัฒนาให้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมต่อไป คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับผู้ที่อยู่ในกลุ่ม D ไป C จาก B ไป A เลื่อนขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งสามารถขึ้นมาอยู่ในจุดที่เข้มแข็งสามารถยืนได้ด้วยตนเองและแบ่งปันความรู้ความสามารถเผื่อแผ่ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ของตนเองต่อไปได้

ตัวอย่าง Young Smart Farmer ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายชาตรี รักธรรม จากเคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนด้านการ
เกษตรแล้วลาออกไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยี และใช้ช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

ชาตรี รักธรรม 

นายชาตรีเล่าว่า ส่วนตัวมองว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีความสุข มีอิสระในการวางแผนบริหารจัดการ และมีความมั่นคงได้ แต่ต้องทำเกษตรแบบสมัยใหม่ อันดับแรกที่ต้องทำคือมองตลาดให้เจอแล้วผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค และต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพมีมาตรฐานรองรับ ที่สำคัญคือต้องเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรงคือขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งปัจจุบันในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตื่นมาก็เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านมือถือ จากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม หากเราจะเป็นเกษตร 4.0 ก็ต้องพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ประโยชน์จากที่คนสนใจ อย่างเช่น ที่ฟาร์มจะเปิดเฟซบุ๊ค ชื่อ “กิฟท์ อู่ทอง สวนกล้วยอู่ทอง” ไม่ได้เปิดเพื่อขายสินค้า แต่เปิดให้ทุกคนเห็นสตอรี่ผ่านการเล่าเรื่องราวของการทำการเกษตรว่าที่สวนทำอะไรบ้าง ผลิตแบบไหน มีความปลอดภัยเพียงใด รวมถึงมีการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้อย่างไรบ้าง คนที่ติดตามดูเราก็จะเห็นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเขาก็จะสนใจมาซื้อสินค้าเราเอง

อีกอย่างผู้บริโภคในยุคนี้ต้องการสินค้าปลอดภัยและอยากสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ เราก็พัฒนาสวนเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเที่ยว กิน ช็อป เช่น เราปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในโรงเรือนปิดแบบปลอดสารเคมีอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บและซื้อกลับบ้านได้เลย หรือเมล่อนก็สามารถเขียนชื่อ หรือวาดรูป ทำสัญลักษณ์เพื่อจองและจ่ายเงิน รอเวลาผลผลิตเก็บเกี่ยวได้เจ้าของลูกนั้นจะมาเก็บเองหรือให้ส่งพัสดุไปให้ก็ได้ตามสะดวก

“เกษตรกรยุค 4.0 ต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ต้องใช้ตลาดนำการผลิต และใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับภูมิปัญญา โดยเฉพาะการผลิตในโรงเรือนระบบปิดที่แม้ต้องลงทุนในระยะแรกแต่ผลที่ตามมาคือ ลดต้นทุนการผลิตในเรื่องสารเคมี และทำปุ๋ยใช้เองก็ลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงจากเดิมกว่า 50% ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35-50% ที่สำคัญคือสินค้ามีความปลอดภัยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เมื่อเราผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ทำแพ็กเกจจิ้งให้น่าสนใจ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่คนเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว ผลิตอะไรออกมาก็ขายได้หมด” เกษตรกรรุ่นใหม่ กล่าวย้ำ