รายงานพิเศษ: เกษตรเขต2ดัน‘Young Smart Farmer’ต้นแบบขับเคลื่อนสู่ยุค‘เกษตร4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265651

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การพัฒนาการเกษตรสู่ยุคเกษตร 4.0 คือการพัฒนาการเกษตรไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ผสมผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การทำการเกษตรที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

อ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายการขับเคลื่อนให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาไปสู่เกษตรกร 4.0 ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก
ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี มีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรอยู่จำนวนมาก จึงมีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่ยุค 4.0 รวม 4 ด้านด้วยกัน ดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั่วไปให้เป็น Smart Farmer เน้นการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 2.ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็น Young Smart Farmer หรือเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้านนวัตกรรมสมัยใหม่ มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในการทำการเกษตรของตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่การทำเกษตรเชิงธุรกิจหรือเกษตรดิจิตอล 3.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Youth ยุวเกษตรให้มีทักษะการเกษตรขั้นพื้นฐาน เข้าถึง ICT และมีแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 4.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Woman แม่บ้านเกษตรกร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืน

เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั้ง 4 ส่วนควบคู่กันไปนั้นจะสามารถทำให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนาไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องเน้นหนักมากที่สุดอยู่ที่เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้เห็นลู่ทางในการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเอง นับเป็นกำลังสำคัญในการนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมข้อมูล Young Smart Farmer ของทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันตก นำมาจัดเป็นกลุ่มแบ่งตามระดับความสามารถ เช่น กลุ่ม A เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพสูง กลุ่ม B มีศักยภาพในระดับดี กลุ่ม C มีศักยภาพในระดับปานกลาง และกลุ่ม D
มีศักยภาพในระดับพอใช้ ก็จะนำผู้ที่อยู่ในแต่ละกลุ่มมาอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาจุดแข็งจุดด้อย จะได้เพิ่มเติมองค์ความรู้หรือพัฒนาให้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมต่อไป คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับผู้ที่อยู่ในกลุ่ม D ไป C จาก B ไป A เลื่อนขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งสามารถขึ้นมาอยู่ในจุดที่เข้มแข็งสามารถยืนได้ด้วยตนเองและแบ่งปันความรู้ความสามารถเผื่อแผ่ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ของตนเองต่อไปได้

ตัวอย่าง Young Smart Farmer ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายชาตรี รักธรรม จากเคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนด้านการ
เกษตรแล้วลาออกไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยี และใช้ช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

ชาตรี รักธรรม 

นายชาตรีเล่าว่า ส่วนตัวมองว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีความสุข มีอิสระในการวางแผนบริหารจัดการ และมีความมั่นคงได้ แต่ต้องทำเกษตรแบบสมัยใหม่ อันดับแรกที่ต้องทำคือมองตลาดให้เจอแล้วผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค และต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพมีมาตรฐานรองรับ ที่สำคัญคือต้องเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรงคือขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งปัจจุบันในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตื่นมาก็เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านมือถือ จากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม หากเราจะเป็นเกษตร 4.0 ก็ต้องพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ประโยชน์จากที่คนสนใจ อย่างเช่น ที่ฟาร์มจะเปิดเฟซบุ๊ค ชื่อ “กิฟท์ อู่ทอง สวนกล้วยอู่ทอง” ไม่ได้เปิดเพื่อขายสินค้า แต่เปิดให้ทุกคนเห็นสตอรี่ผ่านการเล่าเรื่องราวของการทำการเกษตรว่าที่สวนทำอะไรบ้าง ผลิตแบบไหน มีความปลอดภัยเพียงใด รวมถึงมีการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้อย่างไรบ้าง คนที่ติดตามดูเราก็จะเห็นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเขาก็จะสนใจมาซื้อสินค้าเราเอง

อีกอย่างผู้บริโภคในยุคนี้ต้องการสินค้าปลอดภัยและอยากสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ เราก็พัฒนาสวนเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเที่ยว กิน ช็อป เช่น เราปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในโรงเรือนปิดแบบปลอดสารเคมีอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บและซื้อกลับบ้านได้เลย หรือเมล่อนก็สามารถเขียนชื่อ หรือวาดรูป ทำสัญลักษณ์เพื่อจองและจ่ายเงิน รอเวลาผลผลิตเก็บเกี่ยวได้เจ้าของลูกนั้นจะมาเก็บเองหรือให้ส่งพัสดุไปให้ก็ได้ตามสะดวก

“เกษตรกรยุค 4.0 ต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ต้องใช้ตลาดนำการผลิต และใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับภูมิปัญญา โดยเฉพาะการผลิตในโรงเรือนระบบปิดที่แม้ต้องลงทุนในระยะแรกแต่ผลที่ตามมาคือ ลดต้นทุนการผลิตในเรื่องสารเคมี และทำปุ๋ยใช้เองก็ลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงจากเดิมกว่า 50% ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35-50% ที่สำคัญคือสินค้ามีความปลอดภัยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เมื่อเราผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ทำแพ็กเกจจิ้งให้น่าสนใจ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่คนเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว ผลิตอะไรออกมาก็ขายได้หมด” เกษตรกรรุ่นใหม่ กล่าวย้ำ

 

รายงานพิเศษ : เปิดมหกรรมท่องเที่ยววิถีเกษตรและเครือข่ายกลุ่มแม่บ้าน 8จังหวัดภาคตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265124

วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.

การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร จะมุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือซึ่งกันและกันของคนภายในชุมชน เพื่อนำวัตถุดิบ ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น รวมไปถึงการขยายผลการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยววิถีเกษตร และส่งเสริมการดำเนินงานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่มีผลการดำเนินงานที่ดี ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 8 จังหวัดในความรับผิดชอบของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี แต่ละวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนองค์ความรู้และมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่การดำเนินการด้านการท่องเที่ยววิถีเกษตร ก็จะมีความโดดเด่นและมีจุดสนใจที่แตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยววิถีเกษตรได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากขึ้น เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สถาบันเกษตรกรอีกประเภทหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มผลิตและแปรรูปสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ที่ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง รักและสามัคคี พึ่งพาตนเองและพึ่งพาซึ่งกันและกันได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของวิสาหกิจชุมชนด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีเกษตรและสถาบันเกษตรกร ให้รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี จึงได้จัดงาน “มหกรรมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีเกษตรและเครือข่ายกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ปี 2560” ขึ้นเมื่อวันที่ 7-9 เมษายนที่ผ่านมา ณ อัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นการผนวกกิจกรรม 2 ด้านไว้ด้วยกัน เพื่อเผยแพร่งานวิสาหกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยววิถีเกษตร ผ่านการจัดแสดงแผนที่ท่องเที่ยววิถีเกษตรที่สำคัญของ 8 จังหวัด และการสาธิตแปรรูปอาหาร การแสดงและจำหน่ายผลผลิตการเกษตรของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร อาทิ แผนที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนกล้วยอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปสมุนไพร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปไวน์ผลไม้ วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจผลิตกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ความคาดหวังของการจัดงานดังกล่าว ไม่ได้มุ่งไปที่รายได้จากการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก แต่ต้องการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตได้มาพบเจอกับผู้บริโภค โดยเฉพาะอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ ตั้งอยู่ภายในตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดที่สมบูรณ์แบบมีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก จึงถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านมาจัดแสดงและจำหน่าย รวมถึงการโปรโมทกิจกรรมท่องเที่ยววิถีเกษตรให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้รับทราบจะได้ตามไปเที่ยวในโอกาสต่อไป เป็นการเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารให้กับกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกประการที่มุ่งหวังคือการใช้เวทีแห่งนี้เป็นการพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั้ง 8 จังหวัด เพื่อนำข้อมูลกลับไปพัฒนาศักยภาพของกลุ่มให้มีความเข้มแข็งและตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

“ผลจากการจัดมหกรรมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีเกษตร และเครือข่ายกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปี 2560 ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ประการแรกที่ได้รับคือการประชาสัมพันธ์ผลงานของวิสาหกิจชุมชนด้านการท่องเที่ยวและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ประการที่สองเครือข่ายสถาบันเกษตรกรได้รู้จักกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์กลับไปประยุกต์ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมของกลุ่มตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ประการที่สามคือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของ 8 จังหวัดที่มาร่วมงานดังกล่าวได้เห็นรูปแบบการจัดงานที่สามารถนำไปเป็นไอเดียในการส่งเสริมหรือไปดำเนินการในพื้นที่ของตนเอง เพื่อพัฒนาเกษตรกร พัฒนาศักยภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ผอ.อ้อมทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : จับตาศัตรูพืชถล่มช่วง‘ฤดูแล้ง’ กรมส่งเสริมฯแจ้งเตือนอากาศร้อนชื้นพบระบาดหลายชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264940

วันพุธ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ระยะนี้จะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณฝนก็ไม่เพียงพอต่อด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่แล้งซ้ำซาก พื้นที่นอกเขตชลประทาน ประกอบกับจากข้อมูลสถานการณ์ศัตรูพืชในแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชพบการระบาดของศัตรูพืชหลายชนิด ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในนาที่ลุ่มเขตชลประทานควรวางแผนการใช้น้ำ และระวังการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งจะระบาดรุนแรงในช่วงที่มีอากาศร้อนและความชื้นค่อนข้างสูง นอกจากจะสามารถทำความเสียหายกับข้าวในทุกระยะของการเจริญเติบโตแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคใบหงิก (Ragged stunt) และโรคเขียวเตี้ย (Grassy stunt) มาสู่ต้นข้าว เป็นสาเหตุให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก และนอกจากนี้อาจพบการระบาดของหนอนกอข้าว แมลง หล่า แมลงสิง โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล เกษตรกรจึงควรสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้ระวังการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง และไรแดง ซึ่งจะระบาดรุนแรงในช่วงอากาศแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหากระบาดในต้นมันสำปะหลังที่ยังเล็กจะส่งผลกระทบมากจนถึงตายได้ เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงของตนเอง หากพบการระบาดในระยะเริ่มแรกซึ่งยังมีปริมาณน้อย ให้กำจัดโดยวิธีกล เช่น เก็บไปทำลายนอกแปลง พ่นน้ำเปล่า และเกษตรกรรายที่ยังไม่ปลูก แนะนำให้เริ่มปลูกช่วงต้นฤดูฝน เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องจะทำให้การระบาดลดลง และควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนปลูก

ส่วนในพืชอื่นๆ ขอให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกพืชอย่างสม่ำเสมอและเฝ้าระวังศัตรูพืช ดังนี้ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม ด้วงหมัดผัก เพลี้ยไฟ ไรแดง โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส อาการขาดธาตุอาหาร ไม้ผล ไม้ยืนต้น แมลงวันผลไม้ เพลี้ยไฟ หนอนเจาะผลทุเรียน หนอนเจาะขั้วผล เพลี้ยไก่แจ้ส้ม โรคระบบรากยางพารา โรคแอนแทรคโนส โรคกรีนนิ่งพืชตระกูลส้ม พืชไร่ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะฝักหนอนเจาะลำต้น โรคใบจุด

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดของศัตรูพืชในแต่ละพื้นที่ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย โทรศัพท์ 0-2955-1626 หรือศูนย์บริหารจัดการศัตรูพืชจังหวัดได้ในวันและเวลาราชการ

จรัญ  สิงประจิม

นุ้ย  แดงขำ

 

รายงานพิเศษ : ‘แกล้งดิน’ตามแนวทางพ่อ-ขยายผลสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264015

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นเมื่อปี 2524 และพระราชทานแนวทางแกล้งดิน เพื่อแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดให้เกษตรกรได้เพาะปลูกข้าว อย่างน้อยก็เพื่อเลี้ยงปากท้องให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพหลักในการศึกษา ทดลอง และนำผลศึกษาในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดที่ได้ไปขยายผลสู่เกษตรกรโดยรอบศูนย์ฯ รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและพื้นที่อื่นๆ ดังเช่น นายเดชมินทการต์ เกษตรกรที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับองค์ความรู้ในเรื่องของการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาปรับใช้ในพื้นที่รกร้างของตนเองจนสามารถพลิกฟื้นดินเปรี้ยวจัดให้สามารถทำการเกษตรกรและสามารถพึ่งพาตนเองได้

นายเดช มินทการต์ เกษตรกรบ้านโคกชุมบก อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่าเดิมที่ดินมีสภาพรกร้าง เนื่องจากดินมีปัญหาเปรี้ยวจัด ไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้ถึงปลูกก็ได้ผลผลิตไม่ดี ไม่คุ้มค่า แต่หลังจากที่ได้ไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เกิดแนวคิดว่าจะต้องพลิกฟื้นผืนดินที่รกร้างนี้ให้กลับมาใช้ประโยชน์ ให้สามารถปลูกพืช สร้างอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว จึงนำองค์ความรู้เรื่องการแกล้งดินที่ได้มาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ มาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสภาพดิน โดยมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ คอยให้คำแนะนำและสนับสนุน เริ่มจากปรับพื้นที่ขุดยกร่อง พร้อมกับใช้หินปูนฝุ่น โดโลไมท์ โรยลงไปในดินเพื่อให้ปูนจะทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันในดินช่วยให้ปริมาณกรดในดินลดลง และแบ่งให้มีพื้นที่ทำนาและพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักต่างๆ และยืนต้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างสูงสุด จากการน้อมนำแนวทางแก้ปัญหาดินเปรี้ยวด้วยการแกล้งดินส่งผลให้สภาพดินที่รกร้างปลูกพืชอะไรไม่ได้ สามารถปลูกข้าวได้ ปลูกพืชผัก ไม้ยืนต้นอื่นๆ ได้และให้ผลผลิตดี ทำให้ครอบครัวมีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ พิกุลทองฯ และสถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส ยังเข้ามาสนับสนุนสารเร่ง พด.และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่รวมกลุ่มกันผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

เป็นเวลา 30 กว่าปีมาแล้ว ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้น้อมนำพระราชดำริเรื่อง “แกล้งดิน” มาขยายผลสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ของเกษตรกรที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยวจัด ทำการเกษตรไม่ได้ ส่งผลให้เกษตรกรที่เคยปล่อยพื้นที่รกร้างให้กลับมาทำการเพาะปลูกได้ ดินที่เคยเปรี้ยวจัดที่ปลูกอะไรก็ไม่ได้ในอดีต ทุกวันนี้สามารถปลูกได้ ทั้งข้าว ปาล์มน้ำมัน พืชผัก ไม้ยืนต้นนานาชนิด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากผืนแผ่นดินได้อีกครั้ง เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดินขึ้น ไม่ลำบากเหมือนในอดีต

 

รายงานพิเศษ : เกษตรแปลงใหญ่ วิถีแห่งการลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263809

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยให้เกษตรรายย่อยที่มีอาชีพเดียวกันรวมกลุ่ม เพื่อให้เกิดการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิต เกิดการวางแผนการตลาดเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต มีการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า จากนโยบายดังกล่าวของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการงานร่วมกัน ตามบทบาท หน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาด สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ตลอดจนมีการบริหารจัดการที่ดี โดยในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินนั้น มีบทบาทในการวางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้แผนที่ Agri-Map เพื่อให้คำแนะนำการผลิตพืชในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นสินค้าเป้าหมาย เพิ่มศักยภาพในการผลิต ให้คำแนะนำในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความสมบูรณ์มีความเหมาะสมในการปลูกพืช และส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตรด้วยการนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตร สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ สำหรับการผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงยังส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมที่กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการในพื้นที่แปลงใหญ่นั้น จะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดพืชที่ปลูก เช่น แปลงใหญ่ข้าว จะมีการรณรงค์ให้เกษตรกรไถกลบตอซัง งดเผาฟางและตอซังพืช เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน ในส่วนของแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ข้าวโพด และอ้อย จะส่งเสริมและสาธิตการปลูกพืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ แปลงใหญ่ไม้ผล จะส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ดินกรดด้วยโดโลไมท์ เพื่อลดความรุนแรงของกรดในดิน แปลงใหญ่ไม้ผลและพืชผักจะผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน และแปลงใหญ่ที่ผลิตพืช จะส่งเสริมให้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า จากการรวมกันผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรมีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการพัฒนาคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดต้นทุนการผลิต มีรายได้เพิ่ม มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้

จากนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ในการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ของเกษตรกรจากพื้นฐานความเป็นประชารัฐ ที่เกิดจากความร่วมมือรวมพลังทุกภาคส่วน สร้างพลังในการแก้ไขปัญหา ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรสมัยใหม่สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

รายงานพิเศษ : เกษตรเขต2เปิดเวทีเกษตรกรพบผู้ประกอบการ เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263634

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ผ่านการส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีความปลอดภัยและได้การรับรองมาตรฐาน และสามารถเชื่อมโยงตลาดระดับต่างๆ เพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร ก่อเกิดความเข้มแข็ง มั่นคงและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้และทักษะในการผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดูแลสุขภาพของเกษตรกรผู้ผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตเข้าใจและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มส่งเสริมอาชีพให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังได้สนับสนุนส่งเสริมให้ทุกจังหวัดจัดตลาดเกษตรกร เป็นสถานที่จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตรที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ สามารถเชื่อมโยงตลาดระดับต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาดให้มีความเข้มแข็งมั่นคงและสามารถพึ่งพาตัวเองได้เป็นอย่างดี

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ให้มีกระบวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากทิศทางการตลาดผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เกษตรกรจึงต้องปรับตัวให้ความสำคัญในการผลิตตามหลักวิชาการที่ถูกต้องเพื่อได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เกษตรกรจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้การตลาด เพื่อวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งชนิด ประเภท และช่วงเวลาที่ตลาดต้องการ ดังนั้น แนวทางการส่งเสริมการผลิตจึงต้องเน้นการพัฒนาการผลิตให้ปลอดภัยได้มาตรฐานในแหล่งปลูกเศรษฐกิจและสามารถเชื่อมโยงการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ได้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผ่านโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการตลาดเกษตรกร โครงการเกษตรอินทรีย์ และเครือข่ายกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และเพื่อการขับเคลื่อนงานดังกล่าวจึงจัดการสัมมนาสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดผลผลิตการเกษตร ปี 2560 ขึ้น ณ โรงแรมราชศุภมิตร อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรสมาชิกตลาดเกษตรกร เกษตรกรสมาชิกกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (Modern Trade) และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัด ภายใต้สังกัดสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี รวม 129 คน เพื่อสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตจากกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และด้านการตลาดเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตคุณภาพ และขยายสู่ตลาดในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐาน ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตจากกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และตลาดเกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตกลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และผลผลิตสมาชิกตลาดเกษตรกร การเสวนาผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร เรื่อง ความต้องการรับซื้อผลผลิตการเกษตร การเสวนาเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรสมาชิกกลุ่มส่งเสริมอาชีพ และเกษตรกรสมาชิกตลาดเกษตร เรื่อง มาตรฐานสินค้าเกษตร…ทางรอดเกษตรไทย และบรรยาย เรื่อง การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยนายอานัติ วิเศษรจนา รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

“ผลจากการจัดสัมมนาและกิจกรรมต่างๆ ในครั้งนี้ นับเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ผลิตได้พบปะกับผู้ประกอบการโดยตรงเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการผลิตการตลาดของสินค้าเกษตร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตให้มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน”

รายงานพิเศษ : ‘ณรงค์ กลิ่นถือศีล’เกษตรกรต้นแบบข้าวอินทรีย์ ‘สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’จังหวัดนครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263465

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การยกระดับเกษตรกร เป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประชากรไทยและพัฒนาให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบตามนโยบาย Thailand 4.0 เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง Smart Farmer ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพของตนเอง นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการตลาด มีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการนำข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและต่อยอดผลผลิตของตนเองมากขึ้น

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร การสร้างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกร 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ตลอดจนการสร้างเกษตรกรต้นแบบ หรือ Smart Farmer โดยได้มีการถ่ายทอดไปยังหมอดินอาสาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม และเกษตรกรไทยในอนาคต

นายณรงค์ กลิ่นถือศีล หมอดินอาสาประจำตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่สืบทอดการทำเกษตรกรรมจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก จากการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว การทำนาข้าวในพื้นที่ 58 ไร่ และใช้สารเคมีเป็นจำนวนมากมาตลอด เพราะขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก่อให้เกิดหนี้สิน จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินการใช้ปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นและใช้ในปริมาณเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม การนำดินในพื้นที่ทำการเกษตรของตนไปตรวจวิเคราะห์ การจัดการพื้นที่ตามผลวิเคราะห์ดิน ได้รับคำแนะนำให้รู้จักถึงลักษณะของดินและรู้จักดินในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงการพัฒนาที่ดินและการปรับปรุงบำรุงดินโดยวิธีต่างๆ อาทิ การลดการเผาตอซังข้าว โดยเปลี่ยนมาเป็นการไถกลบ การปลูกพืชปุ๋ยสดอย่างเช่น ปอเทือง หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน การตัดวงจรการระบายของโรคในพืช ลดการใช้สารเคมี ซึ่งเมื่อได้รับความรู้และนำความแนะนำต่างๆ มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนจึงเริ่มเห็นผลที่เกิดขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิตที่ลดลง ผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักมูลนิธิข้าวขวัญซึ่งมีเกษตรกรที่ทำนา โดยวิธีปลอดภัยจากสารพิษจนประสบความสำเร็จ จึงเกิดความเชื่อถือและนำแนวคิดมาปรับใช้กับพื้นที่การทำนาของครอบครัว โดยเริ่มทดลองทำนาที่ปลอดภัยจากสารพิษเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

นายณรงค์ บอกว่า การทำเกษตรแบบปลอดภัยเกษตรกรจะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยสร้างแนวกันชน ซึ่งประกอบไปด้วยคันดินความกว้าง 1 เมตร ขุดร่องน้ำรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมีจากพื้นที่ข้างเคียง เพราะการทำเกษตรแบบปลอดภัยนั้นจะต้องเอื้อพื้นที่ทั้งหมด ว่าจะเป็น ดิน น้ำ และพืช ทั้งนี้ ยังได้มีการศึกษาถึงหลักการทำเกษตรทฤษฏีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงชี้แนะแนวทางให้แก่เกษตรกรไทยจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรให้เหมาะสมมีความหลากหลายและครบวงจร เพื่อก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ดังนั้นในพื้นที่58 ไร่ จึงได้แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร ดังนี้ การทำนา การปลูกพืชผสมผสาน เช่น กล้วยหอม ต้นหม่อน ชะอม มะม่วง สะเดา ฯลฯ การเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ สุกร วัว และนำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ย การขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา พร้อมทั้งปลูกหญ้าแฝกรอบขอบบ่อป้องกันการพังทลายของดินและช่วยไม่ให้บ่อน้ำตื้นเขินจากตะกอนดินที่เกิดจากการชะล้างของน้ำฝน

นับว่าเป็นการใช้ระบบชีววิถีของธรรมชาติให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน ดูแลกันอีกทั้งสำรวจแมลงในแปลงนาควบคู่กับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค และหากพบศัตรูพืชจะใช้สารไล่แมลง ได้แก่ น้ำสะเดาหมักโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง ใช้แหนแดงควบคุมวัชพืช พร้อมทั้งผลิตขยายและการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อควบคุมและป้องกันเชื้อรา ในนาข้าวซึ่งเป็นการนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จนนำมาสู่การรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชปลอดภัย (Organic Thailand)

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการทำการเกษตรแบบครบวงจร จึงได้ริเริ่มและหันมาปลูกข้าวพันธุ์ที่นิยมบริโภคในชุมชนไว้แปรรูป โดยได้สร้างโรงสีขนาดกลาง เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวในรูปของข้าวกล้อง ปลายข้าว ข้าวท่อน รำ และแกลบ เพื่อจำหน่ายในชุมชน พร้อมปรับปรุงสถานที่แปลงนาของตนเองเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำนาระบบอินทรีย์ ลดต้นทุนการปลูกข้าว เป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รักษา ระบบนิเวศให้คงอยู่เพื่อลูกหลานได้เห็นคุณค่าและหวงแหนต่อไป โดยได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลแหลมบัว ภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 7 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช กิจกรรมด้านการแปรรูปข้าว กิจกรรมด้านชลประทาน (มีการเปิดประตูระบายน้ำ) กิจกรรมด้านการประมง (ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ) กิจกรรมด้านวิชาการ (ดูแปลงสาธิต) กิจกรรมด้านปศุสัตว์ (การเลี้ยงไก่ สุกร วัวฯลฯ) กิจกรรมการปลูกข้าวนาโยน (โยนกล้า) กิจกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน (การผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ)

“นายณรงค์ กลิ่นถือศีล” ถือเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จจากการทำการเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ก่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิต มีการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง จากการผลิตที่ถูกหลักการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) การวางแผนการผลิต การตลาด บวกความใฝ่รู้ในอาชีพ นำมาเป็นหลักการและความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการ Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัดนครปฐม “เกษตรกรต้นแบบข้าวอินทรีย์”การทำนาที่มุ่งลดต้นทุน ควบคู่กับความปลอดภัย บวกความใฝ่รู้ในอาชีพชาวนาที่ไม่หยุดหย่อน โดยนำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทั้งถ่ายทอดภูมิแก่เพื่อนร่วมอาชีพ ของ “ณรงค์ กลิ่นถือศีล” เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 31 ปี แห่งเมืองนครปฐม ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัดการทำนาที่มุ่งลดต้นทุน ควบคู่กับความปลอดภัย บวกความใฝ่รู้ในอาชีพชาวนาที่ไม่หยุดหย่อน โดยนำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทั้งถ่ายทอดภูมิแก่เพื่อนร่วมอาชีพ ของ“ณรงค์กลิ่นถือศีล” เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 31 ปี แห่งเมืองนครปฐม ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัด

รายงานพิเศษ : กรมหมอดินเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรตามนโยบาย 4.0 ส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263002

วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องการขับเคลื่อน “Thailand 4.0” รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model) ในทุกมิติ ทั้งภาคธุรกิจ เกษตร การศึกษา ไปสู่โมเดลใหม่ Thailand 4.0ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต เพื่อให้เกิดมีรายได้เพิ่มขึ้นมุ่งแก้ปัญหาให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการ มีการพิจารณาทบทวนกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีการต่อยอด ต้องทบทวนกฎหมายตลอดจนระเบียบปฏิบัติต่างๆ ให้มีความทันสมัย ปรับปรุงการทำงานให้มีความรวดเร็ว เกษตรกรเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยเกษตรกรให้ผันตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตร มาเป็นผู้ประกอบการทางการเกษตรสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า Smart Farmerมีการบริหารจัดการที่ดีมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และสามารถเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน เพื่อขายสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศไทย

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าจากนโยบายการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” โดยเน้นการพัฒนาสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชม ทำการขับเคลื่อนตามแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไกประชารัฐ ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ กรมพัฒนาที่ดิน พร้อมดำเนินงานขับเคลื่อนภาคการเกษตรเข้าสู่การเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ตามแผน “ยุทธศาสตร์ A4”ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรในการที่จะลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแท้จริง และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการเกษตร โดยเกษตรกรต้องปรับตัวจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ ทำน้อยแต่ได้มาก เนื่องจากกรมมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือต่างๆ ในพื้นที่ทุกจังหวัด สามารถนำองค์ความรู้ที่เป็นผลงานวิจัยวิชาการด้านการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่มีการทดลอง ทดสอบ วิจัยจนประสบผลสำเร็จ สามารถขยายผลปฏิบัตินำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ของเกษตรกร

โดยสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการขับเคลื่อนภาคเกษตร 4.0 คือ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ที่เป็นโครงการการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังมีการใช้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด. ชนิดต่างๆ มาใช้ช่วยเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพดีและช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดินที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรในชุมชน ให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.ชนิดต่างๆ ในการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ การใช้พืชปุ๋ยสดเพิ่มสะสมปริมาณอินทรียวัตถุในพื้นที่การเกษตร การป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้งด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การดูแลรักษาแหล่งน้ำในไร่นาการปลูกหญ้าแฝกพืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินในการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และจะทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งเตรียมความพร้อมของบุคลากรสู่การเป็น Smart Officer การพัฒนาเสริมสร้างความรู้ให้เกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer รวมทั้งสร้างต้นแบบเกษตรกร ซึ่งเป็นหมอดินอาสาในชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรมมีความรู้ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการทำเกษตร และสามารถนำความรู้มาเผยแพร่ต่อเกษตรกรในพื้นที่

“ได้สั่งการให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด เน้นการทำงานเชิงรุก โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา โดยเข้าไปให้ความรู้สร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้เห็นประโยชน์ของการทำการเกษตรกรรมที่มีการนำเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ ให้คำแนะนำและแจกจ่ายนวัตกรรมชนิดต่างๆ ของกรมที่ช่วยในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถทำเองใช้เองได้จริง เลือกปรับใช้ให้เหมาะสมในการพัฒนาที่ดินในแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่างกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรทำการรวมกลุ่มเพื่อให้มีความเข้มแข็ง สามารถทำการผลิตแบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ใช้หลักการตลาดนำหน้าการผลิต ต้องผลิตในสิ่งที่ตลาดต้องการและมีปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่เกษตรกรควรยึดไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต คือ การน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความขยัน อดทน ในการทำงานในพื้นที่เกษตรกรรม ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยวิชาการจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั่วประเทศ (ศพก. 882 ศูนย์) ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเกษตรของตนเองและชุมชน นำมาใช้ในการพัฒนาต่อยอดการผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน ตามนโยบาย Thailand 4.0 นั่นเอง

รายงานพิเศษ : 38 ปี สศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/262465

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 38 ปี ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่เวียนมาบรรจบอีกปี โดยในปีนี้มีหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง สศก.จึงได้เชิญชวนผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดี ร่วมกันบริจาคเพื่อมูลนิธิ ดร.สมนึก ศรีปลั่ง เพื่อเป็นการทำบุญร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายธีรภัทร ปรยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในงาน พร้อมทั้งนั่งโต๊ะร่วมแถลงข่าว โดยประเด็นข่าวที่ สศก. แถลงในงานนี้ ได้แก่ GDP ภาคเกษตร ไตรมาส 1 และแนวโน้ม ปี’60 การวิเคราะห์ GDP การเกษตรต่อหัว เศรษฐกิจการเกษตรรายภูมิภาค ภาวะเศรษฐกิจสังคม ครัวเรือนเกษตร และผลการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

รายงานพิเศษ : เดินหน้ารวมกลุ่ม-ลดต้นทุนยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้วยการบริหารจัดการแปลงรวมในรูปแบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261873

วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น มุ่งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร ด้วยการนำระบบสหกรณ์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการแปลงด้วยการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั่วประเทศกว่า 1,000 แปลง และมีสหกรณ์อยู่ในพื้นที่แปลงใหญ่ จำนวน 329 แปลง 334 สหกรณ์ ประกอบด้วย 1) แปลงใหญ่ที่ดำเนินการในพื้นที่ของสหกรณ์ จำนวน 36 แปลง 37 สหกรณ์ มีจำนวนสมาชิก 7,696 คน พื้นที่ 171,482 ไร่ 2) แปลงใหญ่ที่มีสมาชิกของสหกรณ์อยู่ในพื้นที่ จำนวน 283 แปลง 287 สหกรณ์ มีจำนวนสมาชิก 15,470 คน พื้นที่ 205,005 ไร่ 3) แปลงใหญ่สมัยใหม่ ดำเนินการในพื้นที่สหกรณ์ 10 แห่ง มีสมาชิก 379 คน พื้นที่ 3,593 ไร่

ปัจจุบันการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการในรูปแบบของสหกรณ์ เกิดขึ้นครอบคลุมทุกประเภทสินค้าการเกษตรทั้งพืช ตัวอย่างเช่น แปลงใหญ่ข้าว การผลิตข้าวครบวงจร ส่งเสริมแปลงมาตรฐาน GAP พื้นที่ 1,390 ไร่ จ.เชียงใหม่โดยสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด, แปลงใหญ่ถั่วเหลือง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พื้นที่รวม 1,171 ไร่ โดยสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด, แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันครบวงจร ส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน PSPO รวมพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ โดยสหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด จ.กระบี่ และแปลงใหญ่มันสำปะหลังระบบน้ำหยด รวมพื้นที่กว่า 3,224 ไร่ โดยสหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จ.กำแพงเพชร, แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.ตาก รวมพื้นที่ 8,000 ไร่ โดยสหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด เป็นต้น ปศุสัตว์ เช่น แปลงใหญ่โคเนื้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี รวมโคเนื้อ 400 ตัว แปลงหญ้ากว่า 300 ไร่ โดยสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด, แปลงใหญ่โคนม จำนวน 50 ราย ยกระดับการพัฒนาศักยภาพการผลิตน้ำนมเกรดพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จ.สระบุรี โดยสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด และประมง เช่น แปลงใหญ่ปลานิล จ.เชียงราย พื้นที่รวม 533 ไร่ โดยสหกรณ์ประมงพาน จำกัด, แปลงใหญ่กุ้งขาว ในพื้นที่ จ.จันทบุรี รวมพื้นที่ประมาณ 2,750 ไร่ โดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี จำกัด และสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จำกัด และแปลงใหญ่ปลานิลปนกุ้งขาวในรูปแบบประชารัฐ สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด ร่วมกับบริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด รวมพื้นที่ 2,100 ไร่ เป็นต้น

โดยสหกรณ์ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่วางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ Agri-Map และตรงตามความต้องการของตลาด, สร้างองค์ความรู้ ยกระดับการทำการเกษตรเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์หรือพันธุ์สัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อลดปริมาณของต้นทุนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ, สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกร เพื่อเป็นทั้งทุนในการทำการเกษตร และปลอดดอกเบี้ยเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งน้ำ ด้วยการขุดสระกักเก็บน้ำ เจาะบ่อบาดาลสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำจากภายนอก, ธนาคารสินค้าเกษตร ดำเนินการจัดหาและจำหน่ายปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลทางการเกษตร อุปกรณ์การตลาด มาให้บริการแก่สมาชิก ด้านการรวบรวมและแปรรูป สหกรณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางในการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และยังเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือในรูปแบบของประชารัฐในด้านต่างๆ ทั้งในการพัฒนาคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ของสินค้า การสร้างช่องทางด้านการตลาด ซึ่งส่งผลให้มีการทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรจากพื้นที่แปลงใหญ่ ผ่านระบบสหกรณ์แล้ว จำนวน 417 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง โคนมและโคเนื้อ

ด้วยระบบสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยลดต้นทุนที่ลดลงจากการรวมซื้อ เพิ่มรายได้และสร้างอำนาจการต่อรองให้สามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคายุติธรรมควบคู่กับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาชีพ และยั่งยืน