รายงานพิเศษ : ขับเคลื่อน Thailand 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261483

วันพุธ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปเยือนยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ด้านการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ” พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยนวัตกรรมดีเด่น เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงที่อยู่ในรั้วเกษตร โดยมี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นิสิต บุคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไปร่วมรับฟัง ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

 

รายงานพิเศษ : ‘พัฒนาที่ดินเขต12’พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ด้วยแนวทางพระราชดำริ ให้เกษตรกรทำกินได้อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261340

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สภาพดินในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมักจะมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดแนวทางตามพระราชดำริ จนเกษตรกรสามารถพลิกฟื้นผืนดินกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีกครั้งอย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา พื้นที่สูง ในขณะที่พื้นที่ทำการเกษตร ส่วนใหญ่มีปัญหาดินเปรี้ยว ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตรรวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพการเกษตรเป็นอย่างมาก สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริไว้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงเน้นเรื่องของการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ เพราะปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมีพื้นที่รวมกว่า 5 แสนกว่าไร่ เกือบ 6 แสนไร่ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่หลายครัวเรือน ดังนั้น การที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้มีการฟื้นฟูสภาพดินเพื่อให้กลับมาทำกินได้จึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ศูนย์ศึกษาพัฒนาการพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2525 ซึ่งในขณะนั้น พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดนราธิวาส ทำให้พระองค์ทรงรับทราบว่าเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาทำการเกษตรในที่ดินของตัวเองไม่ได้ เนื่องจากสภาพดินมีปัญหา ปลูกพืชอะไรก็ไม่เจริญเติบโต ได้ผลผลิตต่ำไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงทรงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษา โดยเลือกพื้นที่ ที่มีดินพรุ ดินเปรี้ยว ในศูนย์ฯ พิกุลทอง โดยพระราชทานแนวทางการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัดจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างหลายจังหวัดมีปัญหาดินเปรี้ยวจัด พบว่าเกิดจากในชั้นใต้ดินมีสารประกอบไพไรท์อยู่จำนวนมาก เมื่อดินแห้ง สารไพไรท์จะทำปฏิกิริยากับอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินแปรสภาพเป็นดินกรดจัดหรือเปรี้ยวจัด จึงมีพระราชดำริให้ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน เริ่มจากวิธีการแกล้งดินให้เปรี้ยว คือ ทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้นแกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้

สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัดจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้างโดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่องเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำนอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในแนวทางพระราชดำริที่นำมาปรับใช้ ยังมีอีกหลายๆ โครงการ หลายๆ แนวทางที่กรมพัฒนาที่ดินได้น้อมนำมาผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่นศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้นหรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง

“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริในการพลิกฟื้นผืนดินที่เสื่อมโทรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้กลับมาทำการเกษตร มีอาชีพ มีรายได้อีกครั้ง และไม่ได้มีเพียงด้านพืชเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงอาชีพเกษตรด้านปศุสัตว์และประมงอีกด้วย โดยเฉพาะแนวทางตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ช่วยให้เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่ไม่มาก สามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรเลี้ยงครอบครัวได้ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจเรียนรู้สามารถประสานกับสถานีพัฒนาที่ดินได้ทุกจังหวัด รวมถึงหมอดินอาสาที่อยู่ใกล้บ้านท่าน”นายปรีชา กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : 11 ปี กรมการข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261117

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 11 ปี ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจน
องค์กรต่างๆ มากมาย ต่างพากันไปร่วมแสดงความยินดีกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว อาทิ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล
อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมแสดงความยินดี นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมแสดงความยินดี โดยในงานนี้กรมการข้าวได้เชิญชวนให้ผู้มาร่วมแสดงความยินดีร่วมบริจาคทรัพย์สมทบทุนศิริราชมูลนิธิ เพื่อผู้ป่วยยากไร้โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการทำบุญร่วมกัน….

 

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์ฯพิกุลทอง’พลิกพื้นดินเปรี้ยวตามแนวพระราชดำริ พัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260348

วันพุธ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาและความทุกข์ยากของราษฎร เนื่องจากสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินพรุ มีสภาพเปรี้ยวจัดไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยทรงแนะนำให้ทำการแกล้งดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานในศูนย์ ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริด้วยการศึกษาวิจัยและปรับปรุงดินโดยวิธีแกล้งดินจนประสบผลสำเร็จ และยังได้มีการขยายผลการดำเนินงาน มีการประยุกต์ใช้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีในพื้นที่ของเกษตรกร จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้สามารถทำกินได้อย่างยั่งยืน

นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯพิกุลทอง จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2525 หน้าที่หลักของศูนย์ฯ คือ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อหารูปแบบในการพัฒนาพื้นที่พรุหรือพื้นที่ลุ่มต่ำให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำกินด้านการเกษตรได้ พร้อมกับการพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งการดำเนินงานของศูนย์ฯ พิกุลทอง เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานราชการหลายๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากลักษณะงานเป็นการพัฒนาพื้นที่พรุซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง การทำงานโดยหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่งคงไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริงได้ แต่ปัญหาหลักๆ ของพื้นที่จะเป็นเรื่องของสภาพดินเปรี้ยวจัด ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานที่นี่

สำหรับวิธีการแกล้งดินให้เปรี้ยว คือการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้สารไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเป็นกรดจัดจนถึงขั้นแกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ ได้แก่การใช้ปูนขาว หินปูนฝุ่น โรยลงไปในดินแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนจะทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันในดิน ทำให้ปริมาณกรดในดินลดลง ซึ่งหากใส่ในปริมาณที่มากพอจะส่งผลให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ส่วนการใช้น้ำจืดล้างกรดและสารพิษออกจากดินโดยตรง กรดจะถูกชะล้างออกอย่างช้าๆ และนานกว่าวิธีแรก นอกจากนี้จะทำการยกร่องเพื่อปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยมีคูน้ำอยู่ด้านข้าง และให้นำหน้าดินจากบริเวณที่เป็นคูมาเสริมหน้าดินเดิมที่เป็นคันร่องจะทำให้ได้หน้าดินที่หนาขึ้น ส่วนดินที่มีสารไพไรท์จะใช้เสริมด้านข้าง เมื่อใช้น้ำชะล้างบนสันร่อง กรดจะถูกน้ำชะล้างออกยังคูด้านข้างแล้วระบายออกไป

“จากการศึกษาการแกล้งดินตามแนวทางพระราชดำริ เมื่อได้ผลแล้วจึงนำไปขยายผลต่อในพื้นที่ของเกษตรกร โดยพื้นที่แรกคืออำเภอตากใบ ซึ่งเป็นเกษตรกรทำนา และมีปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยเฉพาะในพื้นที่บ้านโคกอิฐ โคกใน ซึ่งอยู่บริเวณขอบพรุโต๊ะแดง ที่เดิมไม่สามารถทำนาข้าวได้ แต่หลังที่ได้นำผลการศึกษาแกล้งดินไปส่งเสริมให้กับเกษตรกร ผลที่ได้คือสามารถพลิกฟื้นผืนดินจนสามารถทำการเกษตรและปลูกข้าวได้ผลผลิตดี 50-60 ถังต่อไร่ และยังขยายผลไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีสภาพดินเป็นดินเปรี้ยวจัดคล้ายๆ กับพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อีกทั้งขยายผลไปยังภาคกลางตอนล่าง เช่น นครนายก ที่มีสภาพดินและปัญหาคล้ายๆ กันให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน” นางสายหยุด กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง จ.นครปฐม ปลูกผักส่งออกมาตรฐาน IFOAM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260158

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์คลองโยง นับเป็นกลุ่มผู้ผลิตผักอินทรีย์กลุ่มหนึ่งในจังหวัดนครปฐมที่มีความเข้มแข็ง จัดเป็น
กลุ่มแรกๆ ที่ขานรับนโยบายของภาครัฐในเรื่องของการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ทำให้ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ระบบการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมั่นคง และสามารถผลิตพืชผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในจังหวัด โดยไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างรวมถึงปัญหาอื่นๆ เนื่องจากระยะเวลาในการทำเกษตรในรูปแบบอินทรีย์ของกลุ่มนี้มีระยะเวลาดำเนินการมาร่วม 10 ปี จึงทำให้การปนเปื้อนในดิน และสารเคมีตกค้างในดินและพืชผักหมดไปโดยสิ้นเชิง ประกอบกับปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วบางส่วน จึงสามารถส่งออกพืชผักบางชนิดไปยังตลาดต่างประเทศได้ อาทิ การส่งผักชีไปประเทศไต้หวัน ในขณะที่สมาชิกที่เหลือกำลังอยู่ในช่วงของการขอรับรองมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM

นางอุษา อุตสาหกุล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมด้านการตลาดของพืชผักอินทรีย์นั้น ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มฯ จะส่งไปยังตลาดคนรักสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ตลาดสุขใจ ตลาดในมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศิลปกร นอกจากนี้ ในปี 2560รัฐบาลยังมีนโยบายให้โรงพยาบาลสนับสนุนผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยนำร่องในจังหวัดนครปฐมเป็นจังหวัดแรก ซึ่งคาดว่าการทำตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์น่าจะขยายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการบริโภคผักปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่แม้ว่าช่องทางการตลาดจะมากขึ้นแต่การส่งเสริมก็จะไม่เน้นการขยายพื้นที่ในกลุ่มผู้ผลผลิตเดิม ทั้งนี้ก็เพื่อรักษามาตรฐานการผลิตให้คงไว้ภายใต้การทำเกษตรประณีตแบบพอเพียง

ทั้งนี้ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน นอกจากเข้ามาดำเนินงานด้านการให้ความรู้เรื่องการผลิต การปรับปรุงบำรุงดิน การตรวจวิเคราะห์ดินแล้ว กรมยังได้เข้ามาดูและประสานงานเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกเรื่องของเอกสารขอรับการตรวจรับรองจากหน่วยงานราชการอื่นๆ อาทิ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และหน่วยงานรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่างๆ อีกด้วย

นายไพบูลย์ สวัสดีจุ้ย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง อยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 1 ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม กล่าวว่า กลุ่มมีสมาชิกอยู่ 12 ราย มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งกลุ่มมาจากความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์ และต้องการดูแลสุขภาพ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการทำเกษตรโดยใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีนั้นส่งผลเสียต่อดิน ทำให้ต้นสูง ผลผลิตน้อย คุณภาพต่ำลง และเกษตรกรมีสุขภาพที่ไม่ดีเพราะต้องปนเปื้อนอยู่กับสารเคมีตลอด ซึ่งการปรับเปลี่ยนในครั้งนั้นเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้เช่นทุกวันนี้ ส่วนสำคัญเป็นเพราะรัฐบาลเองก็ต้องการให้เกษตรกรลด ละ เลิก การใช้สารเคมี จากแรงส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐจึงส่งผลให้การขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรโดยเฉพาะบ้านคลองโยงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ มีอาชีพที่มั่นคง และที่สำคัญมีสุขภาพที่ดี

ปัจจุบันกลุ่มมีการผลิตพืชผักกว่า 20 ชนิด เป็นการปลูกแบบหมุนเวียนกันไป ได้แก่ ตะไคร้ ข่า พริก คะน้า ผักชีฝรั่ง กวางตุ้ง กล้วย โหระพา ถั่วพู ผักบุ้งจัน ผักสลัด ฝรั่ง เป็นต้น โดยวิธีการปลูกนั้นจะเน้นการปลูกแบบยกร่องรอบแปลงเพื่อกักน้ำและป้องกันน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมี โดยรูปแบบแปลงจะวางแนวไปตามตะวัน เนื่องจากพืชใช้แสงแดดในการปรุงอาหารและช่วยฆ่าเชื้อโรคไปในตัว ในส่วนของการปรับปรุงบำรุงดินจะเน้นการใช้พืชตระกูลถั่วหว่านคลุมดินเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด พร้อมทั้งปลูกพืชสมุนไพรที่ช่วยกันแมลงไว้ในแปลงปลูก ซึ่งสามารถเก็บขายสร้างรายได้หลักจากเก็บเกี่ยวผลผลิตผักอีกทางหนึ่ง โดยก่อนปลูกเกษตรกรจะเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร และปรับปรุงโครงการสร้างดินด้วยปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ รวมทั้งทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองด้วยการนำเศษใบไม้ในพื้นที่ผสมกับแกลบเผา รำข้าวและมูลสัตว์มาหมักกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ส่วนน้ำหมักก็จะใช้เศษปลา เศษผักหมักกับน้ำตาลทรายแดงกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ไว้ฉีดเพื่อสร้างความร่วนซุยให้พืช

“จากการทำเกษตรในระบบอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมีเลยนั้นทำให้กลุ่มสามารถผลิตพืชผักปลอดภัยส่งต่อให้กับผู้บริโภค โดยไม่ทำลายทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ขายได้ราคาดีโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนในเรื่องของราคา อีกทั้งผักบางชนิดยังสามารถทำตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย อย่างเช่น ผักชีฝรั่งที่ในขณะนี้มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์ระดับสากลนั้นสามารถส่งผักชีฝรั่งไปขายยังตลาดต่างประเทศสร้างรายได้เข้าประเทศ และคาดว่าในอนาคตจะมีผักชนิดอื่นๆ สามารถส่งขายไปยังต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอีก” นายไพบูลย์ กล่าว

รายงานพิเศษ : รวมกลุ่มแปลงใหญ่เลี้ยงปลานิล เกษตรกรกาฬสินธุ์ยิ้มร่า‘ที่นี่มีประกันราคาไม่มีตก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260035

วันจันทร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ปลานิล” จัดเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถเลี้ยงได้ง่าย เจริญเติบโตเร็ว
มีรสชาติดี และเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง จากคุณสมบัติของปลานิลซึ่งเลี้ยงง่าย อีกทั้งกรมประมงได้มีการส่งเสริมด้านการปรับปรุงพันธุ์ปลาเพื่อให้ได้ปลานิลที่มีลักษณะสายพันธุ์ที่ดีขึ้น อาทิ การเจริญเติบโต ปริมาณความดก ของไข่ ผลผลิตและความต้านทานโรค ฯลฯ ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงปลานิลกันเป็นจำนวนมาก

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปลานิลจากการเพาะเลี้ยงอยู่ที่ 197,600 ตัน/ปี มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจำนวน 282,857 ราย กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และขณะนี้ในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากราคาปลานิลตกเสี่ยงต่อการประสบปัญหาขาดทุน อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยขาดข้อมูลความรู้และการจัดการด้านการตลาด ส่งผลให้ขาดอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐจึงจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือและกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารการตลาดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว อีกทั้งทางรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันผลิตเป็น “แปลงใหญ่” ทั้งด้านเกษตรและประมงเพื่อร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และร่วมกันจัดการด้านการตลาดโดยร่วมมือกับภาคเอกชนในลักษณะ “ประชารัฐ” โดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานลดต้นทุนและร่วมกันบริหารจัดการด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผอ.กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่จำนวน 356,600 ไร่ เป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการ “รวมกลุ่มกันของเกษตรกร” และการร่วมมือกันระหว่างกรมประมง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ ในการช่วยกันพัฒนาผลผลิตด้านการประมงอย่างยั่งยืน เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนกระชังเลี้ยงปลานิลในปี พ.ศ. 2550 จำนวน 100 กระชัง เป็น 14,000 กระชังในปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าภายในระยะเวลา 10 ปี ผลผลิตกว่า 14,000 ตันต่อปี โดยควบคุมจำนวนกระชังให้การใช้พื้นที่รวมกันไม่เกินร้อยละ 0.25 ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาในกระชังอย่างชัดเจนในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้
เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ (GAP) ปลานิลในอ่างเก็บน้ำดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

นอกจากการส่งเสริมและให้คำแนะนำในการเพาะเลี้ยงปลานิลจากทางกรมประมงแล้วนั้น ทางด้านตลาดเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังได้รับการสนับสนุนของบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำในรูปแบบ เกษตรพันธะสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (contract farming) กล่าวคือ ระบบการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม กับคู่สัญญา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเอกชนที่สัญญาว่าจะซื้อผลผลิตคืนจากอีกฝ่ายในราคาที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น เรียกว่า “ราคาประกัน” และจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อครบกำหนดสัญญา สำหรับการผลิตสัตว์น้ำในรูปแบบนี้ได้เข้ามามีบทบาทในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวช่วงประมาณ ปีพ.ศ. 2549 โดยบริษัทจะจัดเตรียมลูกปลานิลพันธุ์ดี คำแนะนำเรื่องการควบคุมโรค การให้สินเชื่อตลอดการเลี้ยง และรับซื้อปลานิลมีชีวิตขนาด 800 – 1,000 กรัม/ตัว ที่ราคา 59 บาท/กิโลกรัม ซึ่งหากเทียบกับราคารับซื้อปลานิลในท้องถิ่นจะอยู่ที่ประมาณ 45 – 50 บาท/กิโลกรัม ด้วยการส่งเสริมจากกรมประมงและหลายภาคส่วน อีกทั้งการรวมกลุ่มของเกษตรกรส่งผลให้ในปัจจุบันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จึงมีอาชีพที่มั่นคงเพราะ “ที่นี่มีประกันราคาไม่มีตก”

 

รายงานพิเศษ : 101ปีการสหกรณ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258227

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

26 กุมภาพันธ์ของทุกปีถือเป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ” เพราะเป็นวันที่ถือกำเนิดสหกรณ์แห่งแรกขึ้นในประเทศไทย คือ “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้” ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 โดยมีกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ ตั้งขึ้นโดยความสนับสนุนของรัฐบาลในสมัยนั้น เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาในพื้นที่ โดยมีสมาชิกแรกตั้งเพียง 16 คน ทุนดำเนินงานเพียง 3,080 บาท เนื่องจากการขาดแคลนเงินทุนต้องกู้ยืมจากพ่อค้า และมักถูกเอารัดเอาเปรียบโดยการคิดดอกเบี้ยที่สูง

ก้าวสู่ปีที่ 101 ของการสหกรณ์ในประเทศไทย สหกรณ์ได้เติบโตและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งหมด 8,263 แห่ง แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีจำนวนสมาชิกรวมทุกประเภทกว่า 11 ล้านคน ซึ่งอยู่ในทุกๆ แวดวงของสังคมไทยมีปริมาณธุรกิจกว่า 2.2 ล้านล้านบาท

ระบบสหกรณ์ ได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ส่งเสริมและเน้นดำเนินโครงการที่สนับสนุนภาคการเกษตรผ่านสหกรณ์และเชื่อมั่นว่าระบบสหกรณ์จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรสมาชิกที่เป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และนำมาซึ่งความกินดี อยู่ดี และสร้างสังคมที่เป็นสุข

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เป็นสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง และสามารถเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกได้โดยแท้จริงซึ่งกรมได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในบทบาทและหน้าที่ของตน กล่าวคือ ฝ่ายบริหารจัดการ คณะกรรมการ ต้องดำเนินกิจการโดยยึดความต้องการของสมาชิกส่วนใหญ่เป็นสำคัญ มุ่งหวังผลกำไรคือความกินดีอยู่ดีของหมู่มวลสมาชิก สมาชิกมีหน้าที่ในการร่วมดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในฐานะเจ้าของและผู้ใช้บริการ และส่วนเสริมคือ ภาครัฐซึ่งจะเป็นส่วนที่เพิ่มเติมในการพัฒนาและยกระดับให้สหกรณ์มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อเป็นองค์กรที่เข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า พลังความร่วมมือของเหล่าบรรดาสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว และการรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ นั้นสามารถทำให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ แม้ว่าจะต้องประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา ทั้งวิกฤติต้มยำกุ้งและปรากฏการณ์แฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลให้ธุรกิจภาคเอกชนหลายๆ แห่งต้องล้มลงแต่ระบบสหกรณ์ยังสามารถดำเนินอยู่ได้ ซึ่งระบบสหกรณ์จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่งต่อประชาชนในระดับฐานรากของประเทศที่ยังคงมีอยู่ในทุกๆ แวดวงของสังคมไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งระบบสหกรณ์ได้เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้แก่เกษตรกรสมาชิก และเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ด้วยการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพมาให้บริการแก่สมาชิก เป็นแหล่งความรู้ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมให้เกิดการรวมซื้อเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง ส่งเสริมและวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นและมีคุณภาพ เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิก เพื่อการจำหน่ายและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พร้อมขยายช่องทางการตลาด ผ่านเครือข่ายสหกรณ์

นอกจากสหกรณ์ที่มีบทบาทในภาคการเกษตรแล้ว สหกรณ์นอกภาคการเกษตร คือ ออมทรัพย์ ร้านค้า และเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งกระจายอยู่ในชุมชนและมีบทบาทต่อสมาชิกในด้านการเงิน การจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการ โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ช่วยให้สมาชิกสามารถวางแผนทางการเงินส่งเสริมการออม สร้างการเข้าถึงแหล่งทุน และตัดวงจรหนี้นอกระบบ ส่งเสริมให้สมาชิกอยู่อย่างพอเพียง สามารถพึ่งตนเองได้ และมีความมั่นคงในชีวิตทั้งในวันนี้และอนาคตได้

ด้านสมาชิกสหกรณ์การเกษตรกรป.กลาง มะปรางมันปัตตานี จำกัด จังหวัดปัตตานี นางสาวอรุณี จันทร์หอม กล่าวว่า “พวกเรารวมกลุ่มกันแล้วก็เข้าไปที่สหกรณ์ บอกสิ่งที่เราอยากจะทำ เราไม่รู้เรื่องอะไรสหกรณ์ก็สามารถให้คำแนะนำเราได้ เราไม่มีเงินลงทุนสหกรณ์สามารถให้เรากู้ยืมได้ สหกรณ์ช่วยเหลือเราทุกอย่างจนเราสามารถตั้งตัวได้และทำให้สมาชิกของเรามีรายได้จนทุกวันนี้

ดร.วิณะโรจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สำคัญของการพัฒนาสหกรณ์ คือ รากเหง้าความเป็นสหกรณ์ สมาชิกทุกคนต้องมีจิตสำนึกในหน้าที่ เข้าใจอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ต้องไม่มุ่งหวังผลกำไรเพื่อมาแบ่งปันกัน สหกรณ์ต้องหันกลับไปดูแลสมาชิกอย่างแท้จริง ซึ่งความยั่งยืนของสหกรณ์จะเกิดขึ้นได้จะต้องดำเนินงานด้วยการมีส่วนร่วม ความซื่อสัตย์สุจริต เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : เปิดประชาพิจารณ์‘กฎหมายถุงพลาสติก’ 3จังหวัดชายฝั่งล้างบาง‘ขยะทะเล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258079

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตะลึง!แพขยะยาวกว่า 10 กม. กลางทะเลอ่าวไทย

เผย“ไทย”ติดอันดับโลกทิ้งขยะลงทะเล

ข่าวพาดหัวตัวโตของสำนักข่าวหลายแห่งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีประจักษ์พยานเป็นภาพแพขยะทอดยาวต่อเนื่องกันกว่า 10 กิโลเมตร ลอยอยู่กลางทะเลอ่าวไทยบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร อันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระดับ “วิกฤติ” ของ “ปัญหาขยะทะเล” ในประเทศไทย

ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายให้เป็น “วาระแห่งชาติ”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2558 มีปริมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 4.94 ล้านตัน/ปี หรือ 19% ขณะที่มีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 8.34 ล้านตัน หรือ 30% แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 7.15 ล้านตัน หรือ 27% และถูกทิ้งตกค้างในพื้นที่มากถึง 6.22 ล้านตัน หรือ 23%

ขณะที่จากฐานข้อมูลขยะทะเลเมื่อปี 2558 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ว่า 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล มีปริมาณขยะมากถึง 10 ล้านตัน และมีขยะมากถึง 5 ล้านตัน หรือครึ่งต่อครึ่งที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และมีโอกาสถูกชะพัดพาลงทะเล กลายเป็นขยะทะเล

โดยประมาณว่า ในแต่ละปีจะมีขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 5 หมื่นตัน หรือ 750 ล้านชิ้น! โดยขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกมากที่สุด 13% หลอดเครื่องดื่ม 10% ฝากพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร อย่างละ 8% ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ เช่น เชือก ก้นบุหรี่ กระป๋อง กระดาษ โฟม และขวดเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยที่มาของขยะจาก 2 ทาง คือ จากกิจกรรมบนฝั่ง และกิจกรรมในทะเล

นอกจากนี้ จากการสำรวจของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2010 ยังพบว่า ในบรรดา 192 ประเทศที่ติดชายฝั่งทะเล ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า “สถานการณ์แพขยะในทะเลดังกล่าว ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงการเดินเรือ การประมง และที่สำคัญ คือ ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพอนามัยประชาชนอย่างรุนแรง จึงได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว” ซึ่งเบื้องต้นสามารถจัดเก็บได้กว่า 5,407 กิโลกรัม จำนวนกว่า 80,000 ชิ้น ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ไปดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการใช้มาตรการเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยนำร่องใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต

นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการศึกษามาตรการทางนโยบายเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกของประเทศต่างๆ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ มาตรการทางกฎหมาย (Regulative Measure) และมาตรการทางสมัครใจ (Voluntary Measure) โดยมาตรการทางกฎหมายมีการดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ การใช้มาตรการเก็บภาษีถุงพลาสติกทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเทศส่วนใหญ่เลือกดำเนินการให้ผู้บริโภค คือ ผู้ใช้ถุงพลาสติกเป็นผู้จ่ายภาษี ทำให้ลดปริมาณการใช้ลงได้เป็นอย่างมาก ประมาณร้อยละ 80-90 เช่น อังกฤษเก็บ 5p ต่อถุง(ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) มีผลบังคับใช้กับบริษัท/ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 250 คน แต่ยังไม่มีผลบังคับกับบริษัท/ร้านค้าขนาดเล็ก มาเลเซียบังคับเก็บภาษีถุงพลาสติกในรัฐเซลังงอร์และปีนัง ส่วนประเทศไต้หวันไม่ได้กำหนดอัตราภาษีตายตัว โดยก่อนดำเนินการไต้หวันมีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 2.5 ถุงต่อคนต่อวัน หลังดำเนินมาตรการแล้ว 1 ปี อัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงกว่าร้อยละ 80

ส่วนอีกรูปแบบ คือ การออกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก พบว่าอัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงประมาณร้อยละ 60 เช่น ประเทศจีนห้ามมิให้มีการผลิต จัดจำหน่าย และใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง ผู้ประกอบการที่ให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าต้องเสียค่าปรับ 10,000 หยวน หรือ 50,000 บาท หลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 ปี สามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้ร้อยละ 66 สหรัฐอเมริกาห้ามใช้ถุงพลาสติก 20 รัฐ 132 เมือง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก ได้แก่ แอฟริกาใต้ ยูกันดา โซมาเลีย เคนยา แทนซาเนีย เป็นต้น

โดยหลังจากนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ จะร่วมกันนำร่องขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ใน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต และนอกจากขยะทะเลแล้วยังจะดำเนินการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมทั้ง 4 ภาค เป็นภาพรวมของประเทศ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงแต่ทำให้สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกของประเทศ

แต่ยังจะส่งผลต่อภาพรวมการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศ ให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน

รายงานพิเศษ : ‘เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ’ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน-เพิ่มมูลค่าสินค้า-บริหารจัดการเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257716

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีการบริหารจัดการที่ดีภายใต้การสนับสนุนและบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ซึ่งเป็นการสนับสนุนในด้านความรู้โดยการใช้งานวิจัย นวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เข้าไปช่วยพัฒนา สนับสนุนการทำการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในด้านต่างๆ รวมทั้งยกระดับมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย สำหรับเงินทุนรัฐบาลได้สนับสนุนโครงการสินเชื่อระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่นำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาการผลิตของกลุ่ม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการที่ทำไมต้องมีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องว่า ความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ เป็นการใช้จุดแข็งของภาคเอกชนในเรื่อง การบริหารจัดการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการตลาด มาช่วยให้เกษตรกรมีความสามารถพัฒนาการผลิต และเข้าถึงตลาด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีความยั่งยืน และมั่งคงในอาชีพเกษตร ซึ่งความร่วมมือ กับเอกชนในการดำเนินงานแปลงใหญ่แต่ละแปลง เกษตรกรไม่ได้มีข้อผูกมัดในการใช้ปัจจัยการผลิตจากภาคเอกชนรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้เกษตรกรสามารถตัดสินใจเลือกใช้ได้ด้วยตนเอง รวมถึงด้านการตลาดเกษตรกรก็มีอิสระในการที่จะจำหน่ายให้กับเอกชนที่มีเงื่อนไขที่ดีสำหรับเกษตรกร ทั้งนี้ แปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ เป็นการดำเนินการร่วมกันของคณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ มีจำนวน 58 แปลง จากแปลงใหญ่ของประเทศทั้งหมด 600 แปลง (ปี 2559) ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ดำเนินการตามแนวทางที่กล่าวมาแล้วเช่นกัน

“คำว่าผูกขาดจะไม่เกิดขึ้นในระบบแปลงใหญ่ เพราะความร่วมมือกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ไม่ได้ร่วมมือในเรื่องตลาดเพียงอย่างเดียว และในเรื่องตลาดสำหรับการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ไม่ได้เป็นตลาดผูกขาดสำหรับเอกชนรายใดรายหนึ่ง ในการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในแปลงใหญ่ทุกแปลง ได้เปิดโอกาสให้เอกชนทุกรายสามารถเข้าร่วมดำเนินงานได้ในทุกด้าน รวมทั้งการรับซื้อผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถตัดสินใจจำหน่ายกับรายที่ให้ราคา และมีเงื่อนไขที่เกษตรกรพอใจ ทั้งนี้อาจจะเป็นผู้ส่งออก พ่อค้าท้องถิ่น หรือเอกชนขาดใหญ่ เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด ได้มีบริษัทส่งออกเข้ามารับซื้อ และส่งออกไปต่างประเทศ ผัก และสับปะรด ได้มีการเชื่อมโยงกับ Modern trade ในการเข้ามารับซื้อเพื่อจำหน่ายในประเทศ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสามารถทำธุรกิจได้ด้วยตนเอง ตัวอย่าง เช่น แปลงใหญ่ข้าว อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เกษตรกรสามารถส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ขายตลาดต่างประเทศได้โดยตรง ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐที่สามารถเห็นเป็นรูปธรรม” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว


สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน พัฒนาราชบุรีตามแผนที่‘AGRI–MAP’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257589

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงให้ความสำคัญอันดับแรกกับนโยบายลดต้นทุนการผลิต สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และเกษตรกรต้องสามารถต่อยอดเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้เกษตรกรทุกภาคส่วนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และภาคเกษตรต้องมีความมั่นคง ยั่งยืน โดยใช้ระบบการสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ซึ่งต้องมีการดำเนินงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมทุกหน่วยงานในสังกัดถึงแผนการขับเคลื่อนการเกษตร โครงการ Zoning by Agri-Map ของจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีพื้นที่ทำการเกษตรกรรมประมาณ1,686,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ทำนาปลูกข้าว บางส่วนยกร่องปลูกผักทำสวนผลไม้ และพื้นที่ดอนส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ เช่น อ้อย สับปะรด ข้าวโพด ข้าวฟ่างถั่วต่างๆ บางพื้นที่มีการใช้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา และหอย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว แต่ยังมีเกษตรกรที่ปลูกข้าวอยู่ในพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ซึ่งสภาพพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินตื้นขาดความอุดมสมบูรณ์ และขาดแคลนน้ำ โดยเป็นนาข้าว 31,000 ไร่ สับปะรด 4,400 ไร่ มันสำปะหลัง 1,000 ไร่ ซึ่งในปี 2560 นี้ เกษตรกรบางส่วนที่ปลูกข้าวมีความประสงค์และพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามแผนที่ Agri-Map ที่สร้างรายได้ที่ดีกว่า เช่น ปลูกอ้อย 1,450 ไร่ สับปะรด 300 ไร่ ทำการเกษตรผสมผสาน 500 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 585 ไร่ และทำประมง 7.5 ไร่รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,642.50 ไร่

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน ได้วางแผนงานเข้าไปพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดราชบุรี ที่มีปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและเกษตรกร ส่วนใหญ่ต้องยินดีให้ความร่วมมือในการดำเนินงานและยกเป็นตัวอย่างเป็นจังหวัดนำร่อง โดยสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สภาพเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้อง กำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำไปพร้อมกับการทำเกษตรกรรมและด้านอื่นๆ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ให้การฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลดีของการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแผนที่ Agri-Map เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตจากนาข้าวเป็นพืชชนิดอื่นๆ ทำปศุสัตว์ ทำประมง เกษตรทฤษฎีใหม่ การเกษตรผสมผสาน ที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรดิน การจัดการเพาะปลูกพืช การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้นวัตกรรมต่างๆ เช่น สารเร่งซุปเปอร์พด.1 ผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ทำน้ำหมักชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ช่วยกันโรครากเน่าโคนเน่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ทำสารบำบัดน้ำเน่าเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืช แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด (ปอเทือง) ปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินดิน ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก พืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายดังกล่าวของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (N) ให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร โดยการดำเนินการจะสำเร็จได้จะต้องเกิดจากตัวเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องมีกำลังใจที่ดี มีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง และเปิดใจยอมรับคำแนะนำในการที่จะเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบเดิมๆ ไปเป็นการทำการเกษตรสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น มีการใช้นวัตกรรมองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ต้องหาโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับงานวิจัยวิชาการจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั่วประเทศ (ศพก. 882 ศูนย์) ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่การเกษตรของตนเองและชุมชน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายของเกษตรกรไทย ในการก้าวข้ามสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้มีผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้ทุกหน่วยงานช่วยกันสานต่อทำให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งขยายผลปฏิบัติสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงและเกิดความยั่งยืนมั่นคงอย่างแท้จริง