รายงานพิเศษ : แผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนยังเดินหน้า เร่งกู้ความเชื่อมั่นกลับมาเหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257420

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ภายใต้การปฏิรูปประเทศ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล “ระบบสหกรณ์” ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะสร้างพลังความช่วยเหลือกันภายในชุมชน และสร้างพลังต่อรองกับคนภายนอก แต่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความหละหลวมบางอย่าง ทำให้ “ระบบสหกรณ์” เกิดช่องโหว่จนทำให้เกิดการฉ้อโกงขึ้น ยกตัวอย่างคดีที่โด่งดังมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ กรณีของ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” ที่พบการทุจริต แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดมาจากตัวผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นกรณีส่วนบุคคลไม่ใช่ปัญหาที่องค์กรหรือสถาบันสหกรณ์ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อต่อระบบสหกรณ์เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ก็กำลังถูกสะสางจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ “ประกิต พิลังกาสา” อย่างเป็นระบบ

นายประกิต พิลังกาสา ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กล่าวว่า คณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในปัจจุบันเป็นชุดที่ 31 ซึ่งมีที่มาจากคำสั่งศาลล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฟื้นฟูกิจการตามแผนได้ โดยมีประธานกรรมการดำเนินการ 1 คน และกรรมการดำเนินการอีก 14 คน เป็นไปตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ เป้าหมายเร่งด่วนคือใช้หนี้สมาชิกเจ้าหนี้ทั้งหมดและทำให้ธุรกิจของสหกรณ์กลับมาสู่ภาวะปกติ

ตามแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วางแนวทางการหารายได้มาชำระหนี้กว่า 18,000 ล้านบาท ให้กับสมาชิกเจ้าหนี้กว่า 18,000 คน ไว้ 3 วิธีคือ การทำธุรกิจปกติ ทั้งธุรกิจเดิม คือปล่อยสินเชื่อ, รับชำระหนี้จากลูกหนี้ และประกอบธุรกิจใหม่ แนวทางที่ 2 มาจากการดำเนินคดีติดตามทรัพย์คืน และการจัดหาแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ 10,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อฟื้นฟูกิจการ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ทุกภาคส่วน รวมถึงสหกรณ์ฯ คลองจั่น ร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการโดยเร็ว เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสหกรณ์ และพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุดและจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อขับเคลื่อนแผนฟื้นฟู แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทำให้สหกรณ์ต้องเร่งหาเงินด้วยตัวเองมาเตรียมชำระหนี้ให้กับสมาชิก งวดที่ 3 วงเงิน 600 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน ปี 2560 และคงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อช่วยเร่งรัดหาแนวทางจัดหาแหล่งเงินกู้ต่อไป

ส่วนความคืบหน้าทางคดี มีคำสั่งศาลให้สหกรณ์ฯ ชนะคดีที่ฟ้องแพ่งนายศุภชัย กับพวกรวม 13 คน โดยต้องชดใช้เงิน 3,800 ล้านบาท ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดปัจจุบันระบุว่าในคดีนี้มีการอายัดทรัพย์สินไว้เกือบ 600 รายการ ตั้งแต่ปี 2556 ด้วย หากจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ สหกรณ์ฯ จะขอให้มีการบังคับนำทรัพย์สินเหล่านี้มาชดใช้แทน

 

รายงานพิเศษ : พัฒนาหมอดินอาสาสู่‘SMART FARMER’ สร้างเครือข่ายเกษตรกรคุณภาพระดับชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/256366

วันอังคาร ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

||

ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยต้องเผชิญปัญหาและความท้าทายนานัปการ เช่น การขาดความรู้ของเกษตรกร ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง การขาดแคลนน้ำสลับกับปัญหาอุทกภัย ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เนื่องจากการใช้สารเคมีในภาคเกษตร และการเติบโตของเมือง ปัญหาการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร และความท้าทายจากภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น การเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตร และความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ความยากจนของเกษตรกรรายย่อย และนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในที่สุด

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายปฏิรูปการเกษตรของประเทศไทย (ปี 2556-2561) เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรเป็นอีกหนึ่งในความสำคัญที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องร่วมดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในด้านการพัฒนา ทั้งประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการเกษตรและประโยชน์เพื่อเกษตรกร ที่จะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป เพื่อพาตัวเองก้าวสู่การเป็นเกษตรกรคุณภาพ หรือ Smart Farmer

นายสุรเดช เตียวตระกูล 

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการดำเนินการ เพื่อยกระดับมาตรฐานของเกษตรกรไทย ให้มีคุณภาพชีวิตและมาตรฐานองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรทุกคนได้รับการพัฒนา เป็นเกษตรกรที่มีความพร้อมรับกับสถานการณ์ด้านการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรไทยมีความพร้อม มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีหมอดินอาสาซึ่งเป็นเกษตรกรเครือข่ายเป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดินในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และทำหน้าเป็นผู้ประสานงานด้านการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในพื้นที่ ในการจัดการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน โดยหมอดินอาสาจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างเกษตรกรในหมู่บ้านกับกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน หมอดินอาสา จึงถือเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับกรมพัฒนาที่ดินและเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรในชุมชน เป็นผู้ที่ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลและปรับปรุงบำรุงดินให้กับชาวบ้านแทนเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน การใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสาครอบคลุมทั่วประเทศ 80,000 กว่าราย

“ในแต่ละปีกรมพัฒนาที่ดินจะจัดให้มีหลักสูตรการฝึกอบรมหมอดินอาสาขึ้น เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้แผนที่ข้อมูลกลุ่มชุดดิน หรือข้อมูลแผนที่ความเหมาะสมของดินกับพืชเศรษฐกิจ และสามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ตลอดจนสามารถเป็นวิทยากรบรรยาย และสาธิตงานด้านการพัฒนาที่ดินประจำศูนย์เรียนรู้และจุดเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินได้ สร้างจิตสำนึก รวมทั้งปรับทัศนคติแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อประยุกต์ใช้ในการพึ่งตนเองของเกษตรกร โดยหมอดินอาสาที่ผ่านการฝึกอบรม จะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้กับงานที่รับผิดชอบ และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดิน ช่วยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย การปรับปรุงบำรุงดิน การถ่ายทอดข่าวสารด้านการพัฒนาที่ดินและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

จะเห็นได้ว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรของประเทศไทยโดยการบูรณการร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิตการมีส่วนร่วมและการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาด้วยระบบสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/255353

วันจันทร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการหลวง (Royal project) เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อเป็นการหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

ปัจจุบันโครงการหลวง ดำเนินงานใน 8 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน มีสถานีวิจัยหลัก 4 สถานี และสถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการ จำนวน 21 ศูนย์ และหมู่บ้านพัฒนาอีก 6 หมู่บ้าน รวมหมู่บ้านในเขตปฏิบัติการทั้งสิ้น 267 หมู่บ้าน

โดยผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน ประกอบด้วย ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว ผลิตผลปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า โครงการหลวงและดอยคำ

หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมราษฎรบ้านแม่ปูนหลวง โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบ 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วยชาวไทยภูเขา เผ่า ลีซอ จีนฮ่อ และมูเซอแดง

นายอติชาต จักรคำปัน หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง ต.เวียง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย กล่าวว่า แต่เดิมนั้นชาวบ้านมีอาชีพเก็บชาป่าส่งจำหน่ายและปลูกฝิ่น ซึ่งพระองค์ได้รับสั่งให้ผู้อาวุโสหมู่บ้านและชาวเขาที่ตามเสด็จฯให้เลิกปลูกฝิ่นและพระองค์จะจัดหาไม้ผล พืชผักพันธุ์ดี เข้ามาให้ในพื้นที่ มาส่งเสริมให้กับเกษตรกร โดยเริ่มแรกเจ้าหน้าที่ได้นำไม้ผล เช่น บ๋วย พลับ และพีช มาเข้ามาแจกจ่ายให้เกษตรกรปลูก เพื่อไม่ให้เกษตรกรย้ายถิ่นฐานและทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงฯแห่งนี้ เป็นพื้นที่หลักในการส่งเสริมไม้ผล พืชผัก เขตหนาว รวมทั้ง ชาและกาแฟ ปัจจุบันเรามีนักวิชาการเข้ามาส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มีการร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด โดยทางโครงการหลวงจะส่งเสริมและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ส่วนเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ย โรงเรือน เป็นต้น ทางสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด จะเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงฯแห่งนี้สามารถสร้างรายได้กว่า 3 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความว่า “เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้นมีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือมนุษยธรรม หมายถึงให้ผู้อยู่ในถิ่นทุรกันดารสามารถมีความรู้พยุงตัวให้มีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่า ควรจะช่วย เพราะเป็นปัญหาใหญ่คือปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้าช่วยชาวเขาปลูกพืชที่เป็นประโยชน์บ้างเขาจะเลิกปลูกยาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการสูบฝิ่นและค้าฝิ่นได้ผลดี อันเป็นผลอย่างหนึ่ง”

ปัจจุบันผลผลิตของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวงแห่งนี้เป็นที่ยอมรับในตลาด อีกทั้งสามารถส่งออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงมีทั้งหมด 39 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็จะรับผลิตผลผลิตที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ลูกค้าหลักของโครงการหลวงส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรด โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้าและร้านของโครงการหลวงต่างๆ พร้อมกันนี้เกษตรที่เข้าร่วมโครงการหลวงฯ ต่างได้ผ่านการรับรองตามระบบรับรองมาตรฐาน GAP การเพาะปลูกที่ดี อีกทั้งโรงงานของโครงการหลวงฯทั้งหมดก็ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบ GMP HACCP แล้วทั้งสิ้น ซึ่งมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ออกจากโครงการหลวงฯทั้งหมดนั้นมีคุณภาพและมาตรฐานทุกขั้นตอน

นายสิทธิพล แสงทวีเจริญผล รองประธานสหกรณ์โครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด เล่าว่า เดิมพื้นที่แถบนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกฝิ่นเป็นหลัก แต่หลังจากที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาเยี่ยมเมื่อปี 2520 พระองค์ทรงให้ชาวบ้านยกเลิกการปลูกฝิ่น แล้วหาผลไม้ รวมถึงพืชผักเมืองหนาวมาปลูกทดแทน เมื่อชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่นมาปลูกไม้ผล และพืชผักเมืองหนาว อย่างเช่น บ๋วย
ท้อ เชอร์รี่ พลับ เป็นต้น ก็ส่งผลชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

“ต่อมาได้มีการจัดตั้งสหกรณ์โครงการหลวงแม่ปูนหลวง จำกัด จึงได้มีการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และหลังจากเข้าสู่ระบบสหกรณ์อย่างเต็มตัว จากที่เคยเสียค่าเดินทางไปซื้อปัจจัยการผลิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการขนส่งผัก ผลไม้ ไปจำหน่าย เมื่อมีระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ก็สามารถช่วยให้ลดต้นทุนการ
ผลิตลงได้มาก เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการรับซื้อสินค้าทั้งหมดจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้กับโครงการหลวง ส่วนในเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกดราคา อีกทั้งยังเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีให้แก่สมาชิกได้อีกด้วย” นายสิทธิพล กล่าว

รายงานพิเศษ : อุทกภัยบางสะพานครั้งประวัติศาสตร์….มีทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254741

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เข้าสู่ฤดูแล้งปี 2560 สถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวมทุกภูมิภาค แม้จะมีปริมาณในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศจะดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่ปริมาณก็ยังมีน้ำค่อนข้างน้อย ณ วันที่ 25 มกราคม 2560 มีปริมาณน้ำที่งานได้รวมทั้งสิ้น 24,343 ล้านลบ.ม. หรือเพียงประมาณร้อยละ 52 ของปริมาณการเก็บกักทั้งหมดเท่านั้น และที่สำคัญพื้นที่ชลประทานของเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 แห่ง ต้องประกาศขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดทำนาปรังอีก 1 ปี เพราะไม่สามารถส่งน้ำสนับสนุนได้

ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เขื่อนปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แม้ในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ที่เขื่อนบางลาง จ.ยะลา น้ำกลับน้อย ต้องประกาศงดจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรังด้วยเช่นกัน

ส่วนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การผลิตน้ำประปา ตลอดจนน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศน์ และน้ำสำรองเพื่อการปลูกข้าวนาปี ปีนี้ไม่มีปัญหา มีเพียงพอ แต่ขอให้ใช้่น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า

อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์น้ำในภาพรวมจะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่จะใช้บริหารจัดการในช่วงฤดูแล้งค่อนข้างน้อยก็ตาม แต่พื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดกลับประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง บางพื้นที่ท่วมแล้วท่วมอีก 3-4 รอบ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากฝนตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง และบางพื้นที่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ ประกอบกับน้ำทะเลหนุน การระบายน้ำลงทะเลจึงค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในพื้นที่ของจ.สุราษฎร์ธานี ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมทั้ง พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง และหนักที่สุดในรอบ 50 ปี คือ ที่อำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สร้างความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ โรงพยาบาลบางสะพาน จะต้องขนย้ายผู้ป่วยอย่างฉุกเฉิน ปิดการรักษาพยาบาลชั่วคราวทันที

พร้อมๆกับกระแสข่าวออกมาว่า ทำไมไม่มีการแจ้งเตือน!! น้ำท่วมเพราะเขื่อนแตก!!

สำหรับสาเหตุของน้ำท่วมบางสะพานนั้น ได้รับการชี้แจงจากกรมชลประทานว่า เกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา วัดปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยได้ถึง 446 มิลลิเมตร(มม.) และตกเป็นพื้นที่กว้างครอบคลุมลุ่มน้ำคลองบางสะพานทั้งหมดประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร จนทำให้มีปริมาณน้ำท่าเกิดขึ้นกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และไหลลงสู่คลองบางสะพานซึ่งแคบและคดเคี้ยวจนทำให้ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่อ.บางสะพาน ประกอบกับพื้นที่อ.บางสะพาน เองเป็นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะ เมื่อเกิดฝนตกหนักในพื้นที่หรือพื้นที่ใกล้เคียง น้ำจะไหลมารวมกันและท่วมขังบริเวณนี้เป็นประจำ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝนที่ตกหนักติดต่อกันถึง 2 วัน ส่งผลให้น้ำท่วมเป็นวงกว้างและรุนแรงสร้างความเสียหายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตรจำนวนมากดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่ว่า น้ำท่วมเพราะเขื่อนแตกนั้น จริงๆแล้วเขื่อนไม่ได้แตก เพียงแต่ปริมาณน้ำที่มากทำให้น้ำล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน และไม่ได้ล้นสันเขื่อนอีกด้วย และที่สำคัญหากพิจารณาข้อมูลอย่างเป็นธรรม อย่างเข้าใจแล้วจะรู้ว่า น้ำท่วมบางสะพานครั้งนี้ ไม่ได้มาจากน้ำที่ล้นเขื่อนแต่อย่างใด ในทางตรงข้่ามเขื่อนกลับช่วยลดปริมาณน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป

สำหรับเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่อ.บางสะพานนั้น เป็นอ่างฯขนาดเล็ก 3 แห่ง มีความจุรวมกันไม่ถึง 2 ล้านลบ.ม. ซึ่งอ่างฯทั้ง 3 แห่งมีปริมาณน้ำไหลเข้าจำนวนมากเช่นกัน ถ้าหากนำปริมาณน้ำที่ไหลล้นทางระบายน้ำฉุกเฉิน มาเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นทั้งลุ่มน้ำคือ 60 ล้านลบ.ม.แล้ว ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นน้ำที่ไหลออกจากอ่างฯทั้ง 3 แห่ง จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วม

กรมชลประทานได้ชี้แจงว่า สาเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ คือ ฝนตกหนักทั้งลุ่มน้ำคลองบางสะพาน ซึ่งมีลำน้ำสาขาจำนวนมากหลายสิบสาขา ในขณะที่มีลำน้ำสาขาเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่มีอ่างเก็บน้ำ และยังเป็นขนาดเล็ก แต่ก็สามารถชะลอและเก็บกักน้ำไม่ให้ไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในสาขาอื่นได้ ในขณะที่ลำน้ำสาขาอื่นๆไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำเลย ปริมาณท่าที่เกิดขึ้นจำนวนมากจึงไหลลงสู่คลองบางสะพานทั้งหมด จนล้นตลิ่งสร้างความเสียหายดังกล่าว ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและผังเมือง ชุมชนได้เจริญเติบโตขยายตัวเพิ่มขึ้น มีสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ความรุนแรง และความเสียหายจึงค่อนข้างมาก

ส่วนประเด็นการแจ้งเตือนนั้น เมื่อตรวจพบว่ามีปริมาณน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก กรมชลประทานได้แจ้งไปยังทางจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ในหลายพื้นที่ที่ประชาชนได้รับการแจ้งเตือน ได้ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังอยู่ที่เดิมเพราะคิดว่า จะไม่รุนแรงเท่ากับน้ำท่วมใหญ่เมื่อครั้งปี 2548

ประสบการณ์ในอดีตของชาวบ้านคิดว่า “เอาอยู่” การเคลื่อนย้ายของขึ้นที่สูงคิดว่าเพียงพอ เช่นเดียวกับ โรงพยาบาลได้วางกระสอบทรายป้องกันเรียบร้อย แต่ความรุนแรงในครั้งนี้เกินที่คาดการณ์ รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้ ถามๆปู่ ย่า ตา ยาย ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รุนแรงที่สุด และน้ำมารวดเร็วมาก รถยนต์ที่สัญจรบนถนน โดยเฉพาะถนนเพชรเกษมที่เป็นถนนสายหลักลงสู่ภาคใต้ ถูกพัดเสียหายนับร้อยๆคัน แม้แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ยังไม่สามารถฝ่าความรุนแรงของกระแสน้ำในครั้งนี้ได้

อย่างไรก็ตามหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำ รถขุดตัก รถบรรทุก และเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเข้าตรวจสอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ หมู่ 5 บ้านโป่งสามสิบ ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน และอ่างเก็บน้ำคลองลอย หมู่ 8 บ้านคลองลอย ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน เพื่อตรวจสอบสภาพความมั่นคงของตัวอ่างเก็บน้ำและอาคารประกอบพบว่าตัวเขื่อนทางระบายน้ำล้นและอาคารประกอบยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง ผิวหน้าคันดินบางส่วนมีความเสียหายบ้างจากน้ำกัดเซาะ ทั้งนี้ กรมชลประทานจะพิจารณาวางแผนซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิม และให้ตรงกับความต้องการของประชาชนต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างถาวรนั้น กรมชลประทานได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งมีพระราชดำรัส เมื่อปี 2547 โดยสรุปว่า

“…พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนจรดจังหวัดชุมพรมีปริมาณน้ำในลำห้วยต่างๆเป็นจำนวนมากที่ไหลลงทะเล ให้กรมชลประทานพิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่างๆตามความเหมาะสมไว้ให้ประโยชน์ให้กับราษฎรและเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป…”

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยพื้นที่บริเวณตัวอำเภอบางสะพาน ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า หากจะให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจะดำเนินโครงการต่างๆดังนี้ ในระยะเร่งด่วน 1-2 ปี ได้ประสานแจ้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ สำหรับกรมชลประทานจะดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ คือ อ่างฯโป่งสามสิบ และอ่างฯบ้านคลองลอย ระยะสั้นจะดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่อ.บางสะพาน ซึ่งจะต้องมีการขุดลอกคลองบางสะพาน

ส่วนในระยะกลาง-ยาว พิจารณาขยายคลองระบายน้ำที่อ้อมเมือง เพื่อใช้ระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด พร้อมกับศึกษาความเหมาะสมการสร้างอ่างฯบ้านไทรทอง และอ่างฯคลองลอยเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) และขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อน

หากดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดนั้น จะสามารถทำให้น้ำที่ไหลผ่านเขตเมืองของ อ.บางสะพาน ได้ไม่น้อยกว่า 520 ลบ.ม./วินาที ส่วนการสร้างอ่่างเก็บน้ำจะทำให้มีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 15,450 ไร่

โครงการดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า คนบางสะพานจะเอาหรือไม่?

รายงานพิเศษ : กรมหมอดินสานต่อโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน-ลดต้นทุนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/254587

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานไว้ให้แก่คนไทยทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้อยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ทรงคิดค้น วิจัย และทดลองการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรมที่ไม่ได้ผลในเขตแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำในการเกษตร โดยเฉพาะการทำการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนน้ำ กรณีฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในการเพาะปลูก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย โดยให้นำหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรตามภูมิสังคม เน้นการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ การจัดการเพาะปลูกพืช และการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ มุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือน

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ร่วมดำเนินงานโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรในส่วนความรับผิดชอบของกรมฯ จำนวน 6,292 ราย โดยพร้อมให้การสนับสนุนในด้านการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างของดิน ด้านการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และต้องการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมในการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดินของกรมพัฒนาที่ดิน ชนิดต่างๆ ให้เกษตรกรเพื่อใช้ลดต้นทุนในการผลิตและช่วยเพิ่มผลผิต โดยเกษตรกรต้องมีความตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความซื่อสัตย์ มีความขยัน มีความอดทน ดังนี้

1.สนับสนุนสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากไร่นาเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยอินทรีย์ที่มีต้นทุนต่ำ และเกษตรกรสามารถผลิตเองและใช้เองในพื้นที่การเกษตร เพื่อใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในดินให้มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

2.สนับสนุนสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช และ พด.7สำหรับทำสารขับไล่แมลงศัตรูพืช พร้อมอุปกรณ์ในการผลิต ได้แก่ ถังหมัก กากน้ำตาล และให้การฝึกอบรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพโดยใช้เศษวัสดุต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งสารเร่งแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพในการใช้แตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์

3.ส่งเสริมการปรับปรุงพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว โดยการจัดหาวัสดุปูนเพื่อการเกษตร (โดโลไมท์) ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำไปหว่านในพื้นที่เพื่อช่วยปรับสภาพความเป็นกรดของดิน และให้เกิดความสมดุลของธาตุอาหารต่างๆ ในดิน

“ขอให้ความเชื่อมั่นว่า ในพื้นที่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการฟื้นฟูและปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกมากขึ้น สามารปลูกพืชที่มีความหลากหลาย ได้คุณภาพที่ดี จำหน่ายได้ราคาดี มีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

สุรเดช เตียวตระกูล

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490246

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศเผย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มอัตราโทษปรับในกรณีกระทำความผิดทางอาญา จากเดิมทีอัตราโทษปรับในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขบางประการ ดังนี้

1.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

มาตรา 334 ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ธรรมดา เดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท เปลี่ยนเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท มาตรา 335 เกี่ยวกับการลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท

มาตรา 336 ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนการวิ่งราวทรัพย์ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้เพิ่มโทษปรับเป็นตั้งแต่ 4 หมื่น-1.4 แสนบาท โดยยังคงโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปีไว้ตามเดิม

มาตรา 339 ความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือให้พ้นการจับกุม เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 แสนบาท

มาตรา 340 ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 หมื่นบาท กฎหมายใหม่แก้เป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 แสนบาท และหากการปล้นทรัพย์มีผู้กระทำแม้แต่คนเดียวที่มีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12-20 ปี และปรับตั้งแต่ 2.4-4 แสนบาท

มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นการทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับใหม่เป็น 6 หมื่นบาท

2.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 154 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท ซึ่งกฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กฎหมายเดิมบัญญัติให้ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ยังให้คงโทษจำคุกในอัตราเดิม แต่เพิ่มโทษปรับเป็น 2 หมื่น-2 แสนบาท

3.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 201 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท หรือประหารชีวิต แต่กฎหมายใหม่ได้กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกและประหารชีวิตยังคงไว้ตามเดิม

4.ความผิดเกี่ยวกับเพศ

มาตรา 280 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี หรือเกินกว่า 15 ปี จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส เดิมผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 1-4 หมื่นบาท แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับเป็น 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกยังคงไว้ตามเดิม

5.ความผิดต่อร่างกาย

มาตรา 297 เดิมทีในกรณีที่ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี โดยไม่มีโทษปรับ แต่กฎหมายได้กำหนดโทษปรับขึ้นมา ซึ่งบัญญัติให้มีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-2 แสนบาท

ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่แล้ว จะช่วยให้การก่ออาชญากรรมของประเทศลดลงหรือไม่ต่อไป

 

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง “บัญชี PWL สหรัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490160

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง "บัญชี PWL สหรัฐ"

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การลงนามในคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุ การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย มีการโยงถึงประเด็นที่สหรัฐแสดงความไม่ความพอใจต่อการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่ยังดีพอ และอาจเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทยในระยะต่อจากนี้

ทั้งนี้ ในการจัดสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับจากปี 2550 ที่ไทยถูกสหรัฐจัดอันดับให้อยู่ในบัญชี PWL นี้

หากไล่เรียงการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชี PWL เริ่มตั้งแต่ภาคเอกชนสำคัญของสหรัฐ โดยกลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ได้เสนอต่อยูเอสทีอาร์ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL เพื่อให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น

หลังจากนั้น ยูเอสทีอาร์ได้เผยแพร่รายงานประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 2560 (National Trade Estimate Report on Foreign Trade) หรือรายงาน NTE ช่วงวันที่ 31 มี.ค. 2560 โดยระบุว่าในปี 2559 สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2558 ซึ่งสหรัฐส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.9%

ในรายงาน NTE ปี 2560 ได้ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปในประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย มีการอ้างถึงปีที่ผ่านมาแม้สหรัฐจะกำหนดให้มีการทบทวนสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตรา 301 พิเศษนอกรอบ (Out of Cycle Review) แต่ในพื้นที่สีแดง (Notorious Market) ของไทย ก็ยังพบการวางขายสินค้าละเมิดจำนวนมาก ที่สำคัญพบการละเมิดผ่านเครือข่ายออนไลน์และโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความกังวลการแก้ไขปัญหาการจดสิทธิบัตรคั่งค้าง (Backlog) ซึ่งมีจำนวนมาก การละเมิดซอฟต์แวร์เถื่อนในหน่วยงานราชการและเอกชนของไทย และการลักลอบใช้สัญญาณเคเบิลเถื่อน เป็นต้น

ล่าสุดในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ทางสหรัฐได้ออกมาตอกย้ำประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาในที่ประชุม โดยระบุถึงการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง เพราะการแก้ไขปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการจดสิทธิบัตรที่ยังล่าช้า

อย่างไรก็ตาม TIFA JC ครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ ไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการหารือในประเด็นการแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งใช้เวลาพูดคุยยาวนานเป็นครึ่งวันก็ตาม โดยผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐแจ้งว่าจะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่ประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

ด้าน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ยอมรับว่าแม้ขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไทยอยู่ในกลุ่มรายชื่อที่ถูกสอบปมขาดดุลของสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพราะสหรัฐน่าจะพุ่งเป้าไปที่ จีน เม็กซิโกเป็นหลัก แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการกีดกันนำเข้าสินค้าต่างๆ ซึ่งได้พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 มาสะสางสิทธิบัตรที่คั่งค้าง

“หลังจากนี้น่าจะมีคำสั่งมาตรา 44 ออกมาใช้ในการสะสางการยื่นจดสิทธิบัตรคั่งค้าง ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ การใช้มาตรา 44 รวมสิทธิบัตรยา หรือแยกสิทธิบัตรยาออกไป แต่ถ้าดำเนินการแล้วยังจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชี PWL ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะถ้าเราได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ประชาคมโลกรับรู้ ก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในด้านการเข้ามาลงทุน” สนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปต้องจับตาดูการจัดอันดับสถานะไทยในบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ ซึ่งน่าติดตามว่าหากไทยยังคงอยู่ในบัญชี PWL ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แม้ว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ไทยอยู่ในบัญชีดังกล่าว สหรัฐจะยังไม่เคยใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทย แต่ในอนาคตอันใกล้ภายใต้นโยบายการปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันของทรัมป์ ทำให้การติดอยู่ในบัญชี PWL ในปีที่ 10 เป็นเรื่องไม่ค่อยสู้ดีกับไทยนัก

เหตุเพราะว่าสหรัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างในมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่คิดว่าเอาเปรียบสหรัฐ ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สินค้าไทยได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐอยู่หลายรายการ รวมถึงการตอบโต้ทางการค้าในรูปแบบ อื่นๆ ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) และมาตรการสุขอนามัยที่จะเข้มงวดมากขึ้น

ไม่รวมถึงประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ที่สหรัฐเข้ามาเข้มงวดในการจัดอันดับไทยอีกครั้ง แม้ว่าในปี 2559 สหรัฐจะประกาศสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปรับเพิ่มอันดับให้ไทยอยู่ในสถานะดีขึ้น (เทียร์ 2) “ที่ต้องจับตามอง” หลังจากที่เคยถูกจัดระดับ “เทียร์ 3” ก็อาจเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจากการแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้านของไทยยังไม่คืบหน้ามากพอ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องตั้งรับและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์กีดกันการค้าที่รุนแรงมากขึ้นภายใต้นโยบายปกป้องประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

 

อวสาน หมุดคณะราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490141

อวสาน หมุดคณะราษฎร

จากใจทายาทพระยาพหลฯ  อวสาน หมุดคณะราษฎร  “ไม่ลบความทรงจำ2475”

เรื่อง ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อจู่ๆ “หมุด 2475” หรือ “หมุดคณะราษฎร” บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถูกรื้อถอนอย่างเงียบๆ  หลังจากหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ถูกฝังติดตั้งเมื่อปี 2479 รวมแล้ว 81 ปี

“หมุดคณะราษฎร” ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งคณะราษฎร นำโดยพระยาพหลหลหยุหเสนา ได้ทำการปฏิวัติทำให้ประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้น

หมุดทองเหลืองดังกล่าวนี้เป็นตำแหน่งที่ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อ่านประกาศคณะราษฎรมีข้อความปักบนหมุดว่า “ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”  แต่หมุดใหม่ที่เปลี่ยนขึ้นก่อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 เขียนข้อความใหม่ขึ้นแทนว่า

“ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง……ขอประเทศสยามจงเจริญ ยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

 

 

ย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2479  มีพิธีฝังหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญที่ทำด้วยโลหะสัมฤทธิ์  เหตุการณ์นั้นเป็นความต้องการของพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ต้องการสร้างวัตถุเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ที่เป็นจุดกำเนิดของการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

งานดังกล่าวได้มีลักษณะเหมือนการจำลองเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีคณะทหารบกและทหารเรือรวมไปถึงพลเรือนได้ไปชุมนุมกันที่ ลานพระราชวังดุสิต เพื่อร่วมประกอบพิธีสำคัญนี้ จากนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปราศรัยที่มีเนื้อหาถึงการให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ111 ปี ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ”

“พี่น้องเคยร่วมตายทั้งหลาย ท่านยังระลึกได้หรือไม่ว่าตำบลใดเป็นที่ที่เราได้เคยร่วมกำลัง ร่วมใจร่วมความคิดกระทำการเพื่อขอความเป็นอิสรเสรี ให้แก่ปวงชนชาวสยาม ข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านคงจะจำได้แต่เพียงเลือนๆและบางท่านที่ต้องถูกใช้ไปทำหน้าที่อื่นๆที่ห่างไกลออกไป ก็คงไม่ทราบว่าจุดนั้นแห่งใดแน่

…ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราชาวสยามไม่ควรจะหลงลืมที่สำคัญอันนี้เสียเลย เพราะเป็นที่กำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเราถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเป็นมิ่งขวัญของประชาชาติด้วย มิ่งขวัญของพวกเราชาวสยามได้เริ่มถูกเรียกและถูกเชิญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ ในขณะวันและเวลาทีกล่าวนั้นพวกท่านผู้ร่วมก่อการได้มอบชีวิตจิตใจไว้แก่ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ที่จะยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อขอรับพระราชทานแลกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น สำหรับเป็นเครื่องป้องกันการหลงลืม และให้เป็นอนุสรณ์สืบต่อไปภายภาคหน้า

…ฉะนั้น หมุดที่จะวางลง ณ ที่นี้จึงเรียกว่า หมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ในมงคลสมัยซึ่งเป็นวันบรรจบครบรอบ ๔ รอบปีแห่งการรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดีอยู่แล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสวางหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ณ ที่ซึ่งเตรียมการไว้นั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 

 

 

ขณะที่ พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาทพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา กล่าวกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงความรู้สึกที่ หมุดคณะราษฎรถูกถอดรื้อออกว่า  เพิ่งทราบข่าวเหมือนกันแต่ ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่คิดอะไรมาก เพราะทุกอย่างล้วนตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรจีรัง แต่หมุดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะพระยาพหลพลหยุหาเสนา ได้ยืนตรงจุดนี้อ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 และมาทำหมุดนี้เมื่อปี 2479 เกือบ 80 ปีแล้ว เพื่อเป็นที่รำลึกในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกรมโยธาและเทศบาลได้หล่อจากทองแดงสำริด

ทายาทพระยาพหลพลพยุหเสนา  กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความพยายามทำลาย หมุดคณะราษฎร มาโดยตลอดแทนที่จะปกป้องรักษาไว้กับแผ่นดิน ขนาดปัจจุบันก็ยังปล่อยให้รถวิ่งทับหมุด  แต่เชื่อว่า แม้จะมีการเปลี่ยนหมุดไปแล้ว ก็ไม่สามารถลบล้างความทรงจำเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ ใครอยากจะรื้อก็ตามสบาย

“ความทรงจำไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณถอนหมุดแล้ว ทำลายมัน ทุกอย่างจะจบ เพราะถ้าใครทำชั่ว ทำดี ยันชั่วลูกหลานเหลนโหลน มันก็ยังถูกพูดถึง ดังนั้น ไม่ต้องหาสัญลักษณ์อะไรเก็บไว้เป็นที่รำลึก  แต่คุณก็สามารถปิดบังคนรุ่นหลังได้ เพราะเดี๋ยวเทคโนโลยีมันกว้างไกล”

ทายาทแกนนำคณะราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันใครคิดจะทำอะไรก็ได้ เพราะถือว่ามีอำนาจ แต่คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าตลอด วันหนึ่งอาจถูกทำลาย แล้วแต่กรรมที่ก่อ ตนเองก็ไม่รู้สึกวิตกอะไรแล้ว เพราะปัจจุบันอายุก็ 78 ปี ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ใครอยากทำอะไรก็ทำ แต่ถ้าหมดอำนาจขึ้นมาเมื่้อไร เมื่อนั้นก็จะจบทุกอย่าง

เมื่อถามว่า อยากให้มีการชี้แจงหรือไม่ว่าเปลี่ยนหมุดเพราะอะไร พันตรีพุทธินาถ กล่าวว่า ไม่ต้องชี้แจง เพราะพูดไปก็คงเหมือนการแก้ตัว 3 ปีที่ผ่านก็เห็นแล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้นในทางที่ดีงามหรือไม่ แต่ถ้าเขาทำดี ทุกอย่างก็จะถูกจดจำ ถ้ายังยึดติดเรื่องตัวกู ของกู ทำในสิ่งที่ไม่ดี ยึดตัวตน ก็เตรียมรับกรรมของตัวเองไว้ได้เลย

“วันนี้ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ผมยังอยู่ หรือดวงวิญญาณมีจริง ท่านก็คงไม่คิดอะไรเหมือนผม ท่านก็คงคิดอย่างที่พุทธองค์ว่า ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรเป็นของแท้แน่นอน ใครอยากทำอะไรก็ทำไป”   ทายาทพระยาพหลฯ ทิ้งท้าย

 

 

 

3 ล้านดอกไม้จันทน์ 36 แบบ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490019

3 ล้านดอกไม้จันทน์ 36 แบบ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำลังจะมีขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. 2560 ตามที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันประกอบพระราชพิธีต่อไป

พระราชพิธีแบ่งเป็น 5 วัน ประกอบด้วย วันที่ 1 พระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง วันที่ 2 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 3 เก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 4 งานพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และวันที่ 5 เลี้ยงพระภิกษุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมจัดทำซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่จำนวน 101 ซุ้ม เตรียมดอกไม้จันทน์จำนวน 3 ล้านดอก เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน โดยซุ้มต่างๆ แบ่งเป็น ซุ้มขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม อาทิ ข้างกองสลากเดิมจำนวน 2 ซุ้ม สวนสันติชัยปราการ ฐานทัพเรือกรุงเทพ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เชิงสะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า ลานเซ็นทรัลเวิลด์ (สตช.) กองบัญชาการกองทัพบก หน้าลานสนามศุภชลาศัย วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร บริเวณหน้าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ สวนหลวง ร.9

นอกจากนี้ ยังมีซุ้มขนาดกลางมีจำนวน 23 ซุ้ม ได้แก่ บริเวณถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน 4 ซุ้ม ถนนราชดำเนินกลาง จำนวน 4 ซุ้ม ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 6 ซุ้ม ถนนหลานหลวง จำนวน 3 ซุ้ม และตามวัดต่างๆ จำนวน 6 ซุ้ม

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้เตรียมรูปแบบการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ไว้หลากหลายรวม 36 แบบ อาทิ ลักษณะดอกบานชื่น ดอกจำปา ดอกกล้วยไม้ ดอกดารารัตน์ ดอกบัวสาย กุหลาบ พุดซ้อน ฯลฯ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประชาชนนำไปประดิษฐ์ได้เองและทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น ใบตองแห้ง กาบกล้วย ผักตบชวา เป็นต้น โดย กทม.จะจัดเตรียมดอกไม้จันทน์สำหรับประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 3 ล้านดอก

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กทม.จะนำดอกไม้สีเหลืองประดับตกแต่งบนถนนทุกเส้นทางที่มุ่งสู่สนามหลวง และขอเชิญชวนประชาชนร่วมประดับดอกไม้สีเหลืองบริเวณอาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งถือเป็นสีประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กล่าวว่า กทม.ขอเปิดรับบริจาควัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่น เช่น เปลือกข้าวโพด ใบตองแห้ง ผักตบชวาที่รีดแล้ว หรือวัสดุที่สามารถนำมาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ได้ เพื่อนำมาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในการแจกจ่ายให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ลวดลายของดอกไม้จันทน์ที่โดดเด่นผ่านการพิจารณาจากสำนักพระราชวังแล้ว อาทิ ดอกคารเนชั่นแคทลียา พุดซ้อน แก้ว ลีลาวดี ดารารัตน์ กุหลาบ ฯลฯ ซึ่งได้รับการออกแบบจากอาจารย์ผู้ฝึกสอนจากโรงเรียนฝึกสอนอาชีพ กทม. ร่วมกันออกแบบและประดิษฐ์อย่างเต็มความสามารถ

ลลิดา ดวงรัตน์ ครูผู้สอนวิชาศิลปะประดิษฐ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ทางโรงเรียนฝึกอาชีพจำนวน 10 แห่งทั่ว กทม. ได้รับมอบหมายให้ฝึกสอนและประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์แห่งละ 1 แสนดอก โดยเปิดสอนให้ประชาชนและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้เรียนรู้เพื่อกลับไปสอนต่อในหน่วยงานของตัวเองในวันที่ 21 เม.ย.นี้

ลลิดา กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเลือกสอนประดิษฐ์ดอกแก้ว เนื่องจากเป็นดอกไม้ไทย มีกลิ่นหอม สีขาวสะอาด ลักษณะช่อดอกมีความอ่อนหวาน ประดิษฐ์ขึ้นได้จากวัสดุที่หาง่าย เช่น กระดาษ และขั้นตอนการทำจะใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าที่สุด แทบไม่ให้เหลือเศษทิ้งอย่างเด็ดขาด

ส่วนความหมายของดอกไม้จันทน์รูปแบบอื่น อาทิ พุดซ้อน กล้วยไม้ บัวสาย หรือลีลาวดี เป็นดอกไม้ไทยที่พบเห็นได้ทั่วไป หากนำวัสดุเหลือใช้มาทำดอกไม้เหล่านี้ก็จะออกมาสวยงาม มีความอ่อนหวาน ลักษณะคล้ายของจริง คงความเป็นไทย อีกทั้งอยู่บนพื้นฐานของความประหยัดตามคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“มีความภูมิใจที่เป็นประชาชนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างไร และเมื่อมีโอกาสนี้จึงตั้งใจอย่างมากในการออกแบบหรือถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจด้วยความเต็มใจ มักจะบอกผู้มาเรียนทุกครั้งว่า ขอให้ทุกคนมาร่วมเป็นหนึ่งใน 3 ล้านดอกไม้จันทน์เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน” ลลิดา กล่าว

สำหรับภาพรวมการดำเนินการในส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดกำลังเตรียมจัดทำซุ้มขนาดใหญ่ 76 ซุ้ม และซุ้มขนาดกลางทุกอำเภอ 802 ซุ้มส่วนในต่างประเทศจะมีซุ้มขนาดกลางที่สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุล 96 ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดไทย 539 ซุ้ม

 

ย้อนชม “วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 13:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/489278

ย้อนชม "วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475"

โดย…ส.สต

ท่านผู้อ่านได้ชื่นชมพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นพระราชพิธียิ่งใหญ่ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 ไปแล้ว

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรก ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยมีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ 16 ฉบับ แต่ที่จัดเป็นพระราชพิธีมี 2 ครั้ง คือ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 และฉบับปี พ.ศ. 2511

พระเจ้าแผ่นดินทรงลงพระบรมนามาภิธัยในรัฐธรรมนูญ / ภาพ : สมุดภาพ พระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1

 

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญวันที่ 6 เม.ย. 2560 นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ดังหมายกำหนดการว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เวลา 15.00 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงยืนหน้าพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านเปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตามตำแหน่งเป็นมหาสมาคม

เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว พระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี เจ้าพนักงานอาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับพระราชลัญจกรแล้วเชิญไปประดิษฐานบนพานทองที่เสาบัวหน้ามหาสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จบแล้ว ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ 21 นัด และวัดทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังและกลอง

ขบวนแห่ของกรมแผนที่

 

ครั้นสุดเสียงปืนใหญ่ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินกลับ

ฉลองรัฐธรรมนูญ 2475

ผู้เขียนขอย้อนอดีต 10 ธ.ค. 2475ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2475) ให้แก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งบรรยากาศในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญและการฉลองเมื่อ พ.ศ. 2475นั้นยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ดูจากภาพในหนังสือสมุดภาพพระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1ของสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ที่ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ซึ่งเป็นภาพหายาก

ธงชัยเขียนในคำนำเล่าถึงสมุดภาพพระยาพหลฯ ภาค 1 ว่า เป็นผลงานลำดับที่ 32 ของสำนักพิมพ์ต้นฉบับ เป็นการประมวลภาพเก่าของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เรียงตามลำดับเวลา พร้อมทั้งเหตุการณ์งานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

คณะผู้แทนราษฎรและราษฎรเฝ้า ในงานพระราชทานรัฐธรรมนูญ

 

ธงชัยเล่าถึงที่มาของภาพว่า ภาพนี้เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระยาพหลฯ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี ที่จัดแสดงในรูปพิพิธภัณฑ์เล็กๆ หลังจากได้รับมอบสิ่งของและภาพถ่ายจากทายาทตระกูลพหลโยธินเมื่อ พ.ศ. 2536

ธงชัย เล่าว่า เมื่อชมพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวในวันที่ 9 ก.พ. 2555 สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วทราบว่ายังมีภาพอีกจำนวนมากที่ไม่ได้จัดแสดง จึงได้ติดต่อทายาทของพระยาพหลฯ ซึ่งเหลือ 4 ท่าน เพื่อขออนุญาตจัดพิมพ์เผยแพร่ ท่านก็อนุญาต

ทายาททั้ง 4 คือ พ.ต.พุทธินาถ ฐ.พหลพลพยุหเสนา พจี สุทธินาค พวงแก้วสาตรปรุง และ พ.ต.พรหมธรมหัชชัย พหลพลพยุหเสนา

ภาพที่เสนอวันนี้สแกนจากสมุดภาพพระยาพหลฯ ภาค 1 โดยได้รับอนุญาตจาก ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ แล้ว

รัฐธรรมนูญไทยใน 30 วินาที