เห็นผลทันตา จ่ายค่าปรับมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/489113

เห็นผลทันตา จ่ายค่าปรับมากขึ้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เมื่อ วันที่ 21 มี.ค. ออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายการจราจร 3 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือการเข้มงวดจ่ายค่าปรับตามใบสั่ง หากฝ่าฝืนจะมีผลต่อการต่อทะเบียนภาษีหรืออาจถึงขั้นถูกฟ้องศาล

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า หลักคิดเรื่องนี้เพื่อต้องการให้เป็นผู้ขับขี่เปลี่ยนพฤติกรรมและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เนื่องจากที่ผ่านมาสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นทุกปี จนเมื่อปี 2559 ไทยติดอันดับประเทศที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากที่สุดของโลก

พล.ต.ท.วิทยา กล่าวว่า เหตุที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการออกใบสั่งและชำระค่าปรับ เนื่องจากแต่ละปีมีใบสั่งที่เจ้าพนักงานออกไปมากกว่า 1 ล้านใบไม่มีการชำระค่าปรับจำนวนมาก โดยปี 2559 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 1,738,296 ใบ แต่มีผู้มารายงานตัวชำระค่าปรับเพียง 698,300 ใบเท่านั้น หรือคิดเป็น 60% ข้อหาที่พบมากที่สุด คือ ขับรถเร็วเกินกำหนด รองลงมาไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร

ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการประเมินกลุ่มใบสั่งที่มีการชำระน้อย คือใบสั่งจากการตรวจสอบทางกล้องและส่งสำเนาไปทางไปรษณีย์มากกว่าการตรวจยึดใบขับขี่จากเจ้าพนักงานโดยตรง เนื่องจากปัญหาอาจเกิดที่ใบสั่งไปไม่ถึงผู้ครอบครองรถ หรือบางครั้งเจ้าของเพิกเฉยไม่มาชำระค่าปรับ แต่เมื่อครบกำหนดต่อทะเบียนเสียภาษีกับดำเนินการได้ ทำให้ใบสั่งนั้นเป็นอันต้องหมดอายุความลงภายใน 1 ปี นี่จึงเป็นจุดอ่อนที่ต้องขอแก้ไขกฎหมายการเรียกเก็บค่าปรับ

ทั้งนี้ เดิมทีนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลชำระค่าปรับคงค้างได้ ขณะนี้ได้ปลดล็อกเปิดให้สามารถตรวจสอบได้ในส่วนนี้ ผ่านระบบการตรวจสอบและระบบชำระค่าปรับเดียวกันทั่วประเทศจากผู้ปฏิบัติ 3 ฝ่าย คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ออกใบสั่ง ธนาคารกรุงไทยจะรับชำระค่าปรับ และกรมการขนส่งทางบก มีหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าหากพบว่ายังไม่มีการชำระค่าปรับ สามารถยุติการต่อทะเบียนไว้ก่อนได้จนกว่าเจ้าของรถจะไปดำเนินการให้เสร็จถึงที่สิ้นสุด

ขณะเดียวกันในเรื่องมาตรการตัดคะแนนเป็นเรื่องเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 2543 แต่ที่ผ่านมาได้ยุติการใช้ชั่วคราวสืบเนื่องจากประสบปัญหาในขั้นตอนบันทึกคะแนน และขณะนี้ได้ปรับปรุงและนำระบบนี้กลับมาใช้ร่วมกับใบสั่งปกติ หากเจ้าของรถถูกตัดคะแนนครบกำหนดจะต้องเข้ารับการอบรม หรือถูกพักใช้ใบอนุญาตตามระเบียบ สำหรับคะแนนที่ถูกหักมีตั้งแต่ 10, 20, 30 และ 40 คะแนนแล้วแต่ฐานความผิด

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ยังเล่าว่าการแก้ปัญหาการตรวจจับจากการบันทึกภาพ ที่ผ่านมาพบว่าสามารถตรวจสอบได้เฉพาะรถยนต์ เพราะมีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้าและหลังตัวรถ แต่กลุ่มรถจักรยานยนต์ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากแผ่นป้ายทะเบียนจะอยู่ด้านหลัง ซึ่งการแก้ปัญหาเบื้องต้นจะใช้วิธีสกัดจับกุมหรือตั้งด่านและเปรียบเทียบปรับเต็มอัตรา

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีแผนเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนวางระบบกล้องตรวจจับสองทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเอกชนจะได้ส่วนแบ่งจากค่าปรับ ซึ่งความคืบหน้าแผนโครงการดังกล่าวตอนนี้ผ่านความเห็นชอบจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้วกำลังอยู่ขั้นตอนของฝ่ายกฎหมาย

พล.ต.ท.วิทยา มั่นใจว่ามาตรการทั้งหมดที่ออกมาทำถูกทางแล้ว เนื่องจากพบว่าหลังมีคำสั่งมาตรา 44 มีผู้ที่ชำระค่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยก่อนและหลังวันที่ 21 มี.ค. 7 วัน คือ วันที่ 14-20 มี.ค. มีผู้ชำระค่าปรับทั้งสิ้น 7,888 ราย แต่หลังจากออกประกาศวันที่ 21-26 มี.ค. มีผู้มาชำระค่าปรับเพิ่มขึ้นรวม 13,782 ราย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากลุ่มผู้ที่ถูกใบสั่งก่อนหน้าวันที่ 21 มี.ค. ขณะนี้กฎหมายยังไม่สามารถบังคับย้อนหลังได้ จึงคิดว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่พลเมืองดีทุกคนที่ต้องตระหนัก เพราะการจะให้ยกเลิกใบสั่งทั้งหมดก่อนหน้าเป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งทำไม่ได้ แต่มาตรการที่จะดำเนินการเรียกเก็บค่าปรับกับใบสั่งที่ค้างอยู่ ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังหาทางว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่ามาตรการเข้มงวดที่ออกมาจะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.วิทยา ระบุว่า คำสั่งนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อให้เจ้าพนักงานได้ค่าปรับมากขึ้น เพราะเงินรางวัลจากค่าปรับเป็นเพียงส่วนน้อยและมีเพดานจำกัดเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 330 บาท/คน/วัน หากนำมาเทียบกับเงินค่าล่วงเวลา การที่เจ้าหน้าที่ต้องตื่นแต่เช้าและกลับบ้านดึกเพื่อทำงานอำนวยความสะดวกประชาชน และต้องเผชิญฝุ่นละอองบนมลพิษบนท้องถนน มองว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มค่า

พล.ต.ท.วิทยา ทิ้งท้ายว่า หากประชาชนเจอตำรวจที่ประพฤติมิชอบ ไม่ถูกระเบียบ ควรใช้กล้องหน้ารถบันทึกภาพไว้ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้ากระทำผิดทั้งตำรวจและประชาชน

 

“พัวพันการพนัน–คนดูไม่ยอมรับคำตัดสิน” ต้นเหตุเสี่ยงตายของกรรมการห้ามมวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 19:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488888

"พัวพันการพนัน–คนดูไม่ยอมรับคำตัดสิน" ต้นเหตุเสี่ยงตายของกรรมการห้ามมวย

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพชายหนุ่มสวมหมวกกันน็อกอำพรางใบหน้า กระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ พร้อมไม้หน้าสามขนาดถนัดมือ เดินดิ่งเข้าไปบรรจงตีเข้าที่ศรีษะของ “อุดม ดีกระจ่าง” ประธานกรรมการฝ่ายเทคนิคของสนามมวยลุมพินีจนเสียหลักร่างกายแทบทรุดลงกับพื้น ระหว่างนั้นนายอนุชา ประทุมมา พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามเข้ามาช่วยเหลือ จึงถูกเพื่อนคนร้ายที่คร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์ใช้อาวุธปืนยิงใส่เสียชีวิตทันที กลายเป็นข่าวดังไปทั่วสังคม

เหตุช็อกวงการมวยครั้งนี้กำลังถูกพูดถึงและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงต้นเหตุและความไม่ปลอดภัยของกรรมการห้ามมวย

ปฐมเหตุความขัดแย้ง

หนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุสลด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายที่ใช้ไม้ฟาดศรีษะกรรมการได้ คนร้ายสารภาพว่าเป็นคนลงมือไม่มีผู้จ้างวานและเจตนาฆ่า ต้องการมาสั่งสอนเพราะเสียพนัน ส่วนผู้ใช้ปืนยิงรปภ.เสียชีวิตกำลังอยู่ระหว่างหลบหนี

สมาส จันทะคล้อย ประธานกรรมการผู้ตัดสินมวยไทย เวทีราชดำเนิน มองว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกรรมการห้ามมวย ส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากการปฎิบัติหน้าที่ที่บรรดาเซียนมวยหรือคนดูมองว่า “ไม่ยุติธรรม” ซึ่งแยกออกไปได้หลายปัจจัย  เช่น ความสามารถของกรรมการเอง ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้ชมและกรรมการ แม้แต่เรื่องการพนัน

“ต้องยอมรับว่าวงการนี้มันมีพนัน คู่ไหนสูสีคู่คี่ เราก็พากันคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน กูต้องชนะ พอผิดหวังก็พาลไม่พอใจ เกิดความขัดแย้ง ทั้งที่ทุกอย่างมันจะจบเลย ถ้าทุกคนดูกีฬาให้เป็นกีฬา รู้จักยอมรับคำตัดสิน หากมองแล้วกรรมการตัดสินแย่ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ยุติธรรม ทางออกก็คือร้องเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของระดับฝ่ายบริหารที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ  ถ้าเล่นตัดสินกันเองแบบนี้ก็ตายกันหมด”

ถึงแม้หลายคนจะดูด้วยความบันเทิง แต่ต้องยอมรับว่าการพนันในสนามมวยนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อากัปกิริยาของคนในสนามเต็มไปด้วยหลากหลายท่าที มีการส่งซิกให้สัญญาณต่อรองราคา

สมาส เล่าว่า การพนันเกิดได้ทุกวินาทีในสนามมวย จากราคาต่อรองที่ขึ้นลงตลอดเวลาตามแต่สายตาของบรรดาเซียนมวย วันไหนใครผิดหวัง หมดเงินก็เสี่ยงที่จะมีอารมณ์ สุดท้ายโทษกรรมการว่าเป็นตัวปัญหา

“ราคามันไหลไปเรื่อยตามแต่ที่เขาเล่นกัน วินาทีนี้เล่นไอ้นี่ เดี๋ยวสักพักไอ้นี่ล้ม กลิ้งไปกับพื้น ก็มีคนเปิดราคาใหม่ คนมันเยอะ ราคาในสนามมันมีหลายวง หาจับชนกันไปเรื่อย”

 

 

ยงศักดิ์ ณ สงขลา กรรมการจากเวทีมวยช่อง 7 สี ยอมรับว่า สิ่งที่ก้าวกระโดดไปพร้อมกับความนิยมในกีฬามวยก็คือ การพนัน โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดที่ทำให้เม็ดเงินในการพนันนั้นเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณจากในอดีต ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจสำหรับผู้ที่เสียผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า ผู้ตัดสินแทบทั้งหมดทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรมและเจตนาบริสุทธิ์

“มันมีการปล่อยข่าว มีการสร้างกระแสในแง่ลบให้กับผู้ตัดสิน แต่ผมกล้าการันตีว่า ผู้ตัดสินทุกคนทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ข่าวลือและกระแสอาจทำให้คนในวงการมวยมีความรู้สึกเชื่อหรือครหาในการทำหน้าที่”

ยงศักดิ์ บอกว่า วงการมวยมีความเป็นลูกผู้ชาย น้อยครั้งที่จะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น โดยวัฒนธรรมของการแสดงออกเมื่อเกิดความไม่พอใจเป็นไปในลักษณะส่งเสียงโห่ประท้วงเท่านั้น

“ตอนผู้ตัดสินชูมือ มีทั้งคนปรบมือและด่า ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การไม่พอใจถึงขั้นทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นน้อยมากในวงการมวย บางวงการหนักกว่าเยอะ ผมกล้าพูดว่า คนที่อยู่วงการมวยมีความเป็นลูกผู้ชายค่อนข้างสูง เป็นนักเลง ไม่ใช่อันธพาล แพ้คือแพ้ การส่งเสียงโห่ฮา ขว้างสิ่งของ คือสัญลักษณ์ของการแสดงออกว่าไม่ยอมรับ ไม่พอใจ บางครั้งก็ลงมาประท้วง ขอคำชี้แจงจากผู้ตัดสิน ซึ่งเมื่อผู้ตัดสินชี้แจง พวกเขาก็จะหยุดทันที นี่คือเสน่ห์ของวงการมวยบ้านเรา”

 

วางตัวให้เป็น อย่าให้กระทบกับการตัดสิน

ปัจจุบันเซียนพนันบางคนยังคงใช้อิทธิพลในการครอบงำการทำงานของกรรมการผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น สร้างกระเเสในเเง่ลบ ข่มขู่ กดดันทั้งทางตรงและอ้อม

สมาส บอกว่า กรรมการห้ามมวยต้องรู้จักปฎิบัติตน จัดการความสัมพันธ์กับคนเพื่อไม่ให้โน้มเอียงไปมีผลประโยชน์ที่ส่อไปในทางมิชอบ

“เคยมีโทรศัพท์มาหาผม ไม่เชิงเป็นข้อเสนอ พวกนี้เขาจะพยายามคุยเอาเราเป็นพวกไว้ก่อน เมื่อไหร่เป็นพวกแล้ว ข้อเสนอตามมาทีหลัง แต่เราอยู่มา 20 ปี ไม่คลุกคลีมีนอกมีในกับใคร พวกเซียนเราไม่ไปสนิทด้วย การวางตัวและระยะห่างมันทำให้เราปลอดภัย น่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ดีและอยู่ได้ยาวนาน”

ธานี ชัยสุนทรโยธิน หรือ เจ๋ง ท่าพระจันทร์ ที่ปรึกษานิตยสารมวยสยาม บอกว่า แม้กติการมวยไทยจะระบุและเป็นที่รับรู้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติไม่สามารถมองเห็นหรือตัดสินใจได้อย่างตรงไปตรงมาแม่นยำ 100 % เหมือนกีฬาที่ถูกกำหนดด้วยเวลา น้ำหนัก หรือตัวเลข ฉะนั้นความผิดพลาดหรือความคิดเห็นไม่ตรงกันจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเสมอ

“ทุกคนทราบดี ใครออกอาวุธชัดเจนจะแจ้งหนักหน่วง ใครออกอาวุธได้หลากหลายจะเป็นผู้ชนะ และถ้าคู่คี่สูสีนักมวยที่เป็นฝ่ายกระทำจะเป็นผู้ชนะ แต่ในทางปฎิบัติและตัดสินมันไม่ง่ายขนาดนั้น ทุกคนไม่ได้เห็นตรงกันไปซะหมด คนดูมวยถ่ายทอดสดกับคนดูที่เวทียังมองต่างมุมกันเลย เพราะงั้นมันยากที่จะมีอะไรชัดเจน”

ที่ปรึกษานิตยสารมวยสยาม บอกว่า ไม่มีใครรับประกันได้ว่ากรรมการต้องตัดสินแบบไหนถึงจะปลอดภัยหรือลดความเสี่ยงปราศจากความรุนแรงได้ 100% แต่อย่างน้อยที่สุด การสร้างศรัทธาความน่าเชื่อถือ มีการตัดสินที่ตรงไปตรงมา ก็ช่วยให้กรรมการผู้นั้นได้รับความเคารพและยอมรับได้

“สร้างความน่าเชื่อถือและปฎิบัติหน้าที่อย่างมั่นคงในรูปแบบที่แฟนมวยยอมรับ อย่างมวยสูสีคู่คี่ คุณเคยให้มวยฝ่ายเดินรุกไล่ชนะ คุณก็ควรจะให้การตัดสินแบบนี้เป็นมาตรฐานอย่างมั่นคง ต่อเนื่อง เป็นการลดข้อครหาได้ส่วนหนึ่ง เขาจะเห็นว่าเออ…คุณมีมาตรฐาน ไม่ใช่วันนี้มวยคู่คี่ ให้มวยเดินชนะ อีกวันให้มวยถอยชนะ ไม่ได้หมายถึงว่า มวยถอยต้องแพ้ตลอดนะ ถ้าออกอาวุธมันก็สามารถชนะได้ แต่อย่างน้อยๆ การมีมาตรฐานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยลดความเสี่ยงของความรุนแรงลงได้ ที่สำคัญการวางตัวสร้างบุคลิกน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ 100% หรอก”

 

ยกระดับความยุติธรรมให้วงการมวย

ทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) บอกว่า ผู้ตัดสินในเวทีมวยหลักของประเทศทุกคนต่างมีความรู้ความสามารถและจรรยาบรรณกำกับอยู่แล้ว หากละเมิดจะถูกลงโทษตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัจจุบัน กกท. ไม่สามารถกำกับดูแลการทำหน้าที่ได้อย่างทั่วถึง

“คนดูกีฬาต้องรู้จักยอมรับคำตัดสินเป็นพื้นฐาน หากไม่พอใจ รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม สามารถร้องเรียนการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินได้ ทางกกท. จะทำการพิจารณา โดยตั้งอนุกรรมการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องการพนันผมยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรรมการเสี่ยงต่ออันตราย ความรุนแรง ความไม่ปลอดภัยได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ว่ากันไปตามรูปมวยและกติกา”

ทนุเกียรติ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยอยู่ระหว่างหยิบยกเรื่องมาตรฐานการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินใจขึ้นมาพิจารณาและหาแนวทางพัฒนา เช่นกันกับการพัฒนาให้คนดูมีทัศนคติที่ดีและรู้จักยอมรับคำตัดสินมากขึ้น

สมาส กรรมการห้ามมวย บอกว่า เมื่อการพนันเกิดขึ้นจริงในวงการ ก็ควรมีวิธีจัดการให้ชัดเจน เพื่อยกระดับให้ทุกอย่างมีคุณภาพ มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม การทำให้มีมาตรฐานอย่างแท้จริงจะนำไปสู่ความเป็นมืออาชีพของนักมวย กรรมการ โปรโมเตอร์ เซียนมวย แม้กระทั่งคนดู ขณะเดียวยังทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายจนสามารถนำไปพัฒนาส่วนอื่นๆในวงการมวยไทยได้อีกมาก

“ตอนนี้คนพนันแบบไร้รูปแบบ กูทำไงก็ได้แล้วแต่เพื่อให้ชนะ เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วงการมวยมันต้องยกระดับเพื่อให้คนภายนอกเห็นว่า วงการนี้ไม่ใช่วงการมาเฟีย ไม่ใช่วงการนักเลง แต่เป็นวงการกีฬาที่น่าเข้าไปสัมผัสไม่ใช่ของคนบางกลุ่มเท่านั้น”

ยงศักดิ์ บอกว่า ถึงเวลาที่ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ตัดสินอาชีพในลักษณะองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อหารือข้อบกพร่อง ปรับทิศทางการตัดสินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ผมต้องการให้คนดูมวยทั้งประเทศเข้าใจตรงกัน ทั้งเซียน ชาวบ้าน คนต่างชาติ ไม่ใช่เซียนดูแบบหนึ่ง ชาวบ้านดูแบบหนึ่ง ฝรั่งดูแบบหนึ่ง แบบนั้นมันล้มเหลว ออกสู่สากลไม่ได้ ทำไงให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมด เห็นผู้ชนะเป็นภาพเดียวกัน”

 

 

นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย นายใหญ่แคมป์ ส.โชคกิจชัย และแพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี เห็นว่า ปัจจุบันมาตรฐานในการตัดสินนั้นมีอยู่แล้วและเป็นที่ยอมรับในส่วนใหญ่ เพียงแต่มีพื้นที่สีเทาในการตัดสินอยู่บ้าง โดยมักเกิดขึ้นกับการชกที่สูสี

“เซียนมวยที่เล่นกันเป็นแสนเป็นล้าน เขาเสียก็แค่โวยวาย เต็มที่ไม่พอใจก็ขอดูวิธีการตัดสิน พูดคุยกับผู้บริหารสนามมวย ขอให้ตรวจสอบ หากผิดพลาด กรรมการก็จะถูกคาดโทษ สั่งพักงาน นี่คือมาตรฐานการลงโทษของวงการมวยไทย ซึ่งความเห็นต่างระหว่างเซียนมวยและกรรมการมันเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง เพราะมีกระบวนการจัดการอยู่แล้ว”

นพ.สุทธิชัย บอกว่า การยกระดับความยุติธรรมโดยไม่สูญเสียสีสันและเสน่ห์ของวงการมวยก็คือ การมีกระบวนการจัดการตรวจสอบการทำหน้าที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับผ่านกรรมการกลาง ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ก่อนดำเนินการลงโทษทางวินัย

“โดยทั่วไปสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของวงการมวยไม่ได้รุนแรง ผมมองว่า เป็นสีสันเสน่ห์ของวงการ เรื่องสำคัญคือทำยังไงให้คนเห็นต่างไม่เลยเถิดไปถึงการแสดงความรุนแรงต่อกัน”

ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ในแวดวงมวยไทย โดยสรุปก็คือหากแต่ละคนทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ รู้จักยอมรับคำตัดสิน ไม่ระบายความแค้นใส่กันเอง ความรุนแรงก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เปิดรธน.60แก้มาตรา5 ให้ใช้ประเพณีการปกครองแก้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 18:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488885

เปิดรธน.60แก้มาตรา5 ให้ใช้ประเพณีการปกครองแก้วิกฤต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เนื้อหาใน รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้มีการแก้ไขเนื้อหาในบางมาตราต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติคณะกรรมการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ อาทิ

1.มาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ขณะที่ มาตรา 5 เดิม บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้

เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วม ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย

ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่

การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธาน ในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

2.มาตรา 12 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการ “เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ ในตําแหน่งองคมนตรี” และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ

ขณะที่ มาตรา 12 เดิม บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

3.มาตรา 16 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหาร พระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ขณะที่ มาตรา 16 เดิม ระบุว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

4.มาตรา 17 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เพราะ ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น แต่ต่อมาคณะองคมนตรีพิจารณาเห็นว่ามีความจําเป็นสมควร แต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์และไม่อาจกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งได้ทันการ ให้คณะองคมนตรี เสนอชื่อบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะ ตามลําดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกําหนดไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อประกาศในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นขึ้นเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

ขณะที่ มาตรา 17 เดิม ระบุว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.มาตรา 182 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ มาตรา 182 เดิมบัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับ ราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ในรัฐธรรมนูญ

ให้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงบรรดา ที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ

อ่านรายละเอียดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF

 

“กม.ห้ามนั่งท้ายกระบะไม่เป็นธรรมกับคนทำมาหากิน”เสียงครวญของชนชั้นปิกอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488718

"กม.ห้ามนั่งท้ายกระบะไม่เป็นธรรมกับคนทำมาหากิน"เสียงครวญของชนชั้นปิกอัพ

เรื่อง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

วันแรกของการประกาศใช้มาตรา 44 “ห้ามผู้โดยสารนั่งแคป-นั่งท้ายกระบะ” เกิดกระแสคัดค้านตามมาเป็นวงกว้าง

ประชาชนกว่า 90 % ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคนทำมาหากิน โดยเฉพาะอาชีพที่มีความจำเป็นต้องใช้กระบะหลังบรรทุกคน บรรทุกสิ่งของ เช่น รับเหมาก่อสร้าง ส่งน้ำแข็ง รับจ้างจัดสวนตัดต้นไม้ พ่อค้าแม่ค้า บ้างมองว่าบังคับกฎหมายปุบปับรวดเร็วเกินไป บ้างว่าไม่เป็นธรรมกับคนยากคนจน อีกหลายคนเชื่อว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

จิตรกร เล็งสาห์ พ่อค้าขายหมูตลาดคลองเตย บอกเสียงหนักแน่นว่า ไม่เห็นด้วย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ซื้อรถกระบะคันละเกือบล้านเพื่อใช้งานบรรทุกของ บรรทุกคน แต่กลับถูกกฎหมายห้าม สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

“อย่างงานรับเหมาก่อสร้าง เขาก็ต้องขนลูกน้องขึ้นรถจากที่นึงไปทำงานอีกที่นึง ถ้าออกกฎหมายมาแบบนี้ จะซื้อรถกระบะมาทำไม หรือเวลามีงานสำคัญ ไปเที่ยวไหน เขาก็สามารถพาพี่น้องไปด้วยได้ บางคนออกรถมา 7 – 8 แสน พอครอบครัวญาติพี่น้องออกไปด้วยไม่ได้ แล้วจะออกรถมาเพื่ออะไร มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย รถกระบะมันมีประโยชน์ บางคนออกรถมาเพื่อขนสินค้าและขนคน สาเหตุที่เลือกซื้อรถกระบะมีแคปเพราะราคาถูกกว่า ขนของไปขายได้หลายที่ พอไปขายของ ลูกน้องก็นั่งท้ายกระบะไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะให้ไปนั่งตรงไหน เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่ใช้รถเก๋งกันอยู่แล้ว มันทำให้คนค้าขายเดือดร้อน

 

เรนู ปานประสิทธิ์ แม่ค้าคนขายขนม มองว่า การห้ามไม่ให้นั่งท้ายกระบะ ข้อดีคือไม่อันตราย หากเกิดอุบัติเหตุคนจะไม่กระเด็นออกนอกตัวรถ แต่ข้อเสียคือ เวลาจะเดินทางไปไหนทั้งครอบครัว หรือมีลูกน้อง ก็จะโดยสารไม่ได้  ทั้งที่สามารถช่วยประหยัดเรื่องเวลา จำนวนคน จำนวนสิ่งของ

“ห้ามนั่งท้ายกระบะข้างนอกพอเข้าใจได้ว่าห้ามทำไม แต่ห้ามนั่งแคปที่อยู่ข้างในนี่ไม่เข้าใจจริงๆ ถ้ามันกลายเป็นรถผิดประเภทแล้วจะทำรถแบบนี้ออกมาทำไม าจะให้ไปซื้อรถประเภทอื่น เช่น รถตู้ที่สามารถโดยสารได้เยอะๆก็ไม่มีเงินขนาดนั้น ถ้ามี 5 คน แต่รถโดยสารไปได้แค่ 4 คน แล้วอีก 1 คนจะทำอย่างไร ให้นั่งแท็กซี่ตามไปเหรอ นี่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุดไป อยากเสนอให้อนุโลมให้นั่งแคปได้ อย่างน้อยก็ยังอันตรายน้อยกว่านั่งท้ายกระบะ

ด้าน พรทิพย์  นุย์นลำ แม่ค้าขายปลา เล่าว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องให้มีคนนั่งท้ายกระบะ เพื่อเฝ้าของไม่ให้ถูกลักขโมย หรือตกหล่น

“จะให้ย้ายมานั่งข้างหน้ากันหมดคงไม่ไหว ไม่มีคนคอยเฝ้าว่าของเราจะหายไหม คิดว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาจากอุบัติเหตุจากจราจรได้ไ อุบัติเหตุมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ขับรถคนเดียวยังเกิดอุบัติเหตุได้เลย ไม่ต้องเฉพาะเทศกาลหรอก  การออกกฎหมายมาก็เป็นเรื่องดี แต่มันปุบปับไป ควรไปเข้มงวดที่ตัวคนขับจะดีกว่า ขับรถมีวินัย ปลอดภัย แก้ปัญหาให้มันถูกจุดดีกว่า”

 

ขณะที่ ทวีทรัพย์ พงศ์พรทรัพย์ ผู้ประกอบการร้านน้ำแข็ง บอกว่า สำหรับตัวเองแล้ว การห้ามนั่งท้ายกระบะกระทบกับการทำงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในเเง่ความสะดวก ซึ่งพอปรับปรุงได้ คนงานไม่จำเป็นต้องยืนท้ายกระบะ เนื่องจากในการขนส่งน้ำเเข็งมีอุปกรณ์สายรัดดูเเลการเคลื่อนย้ายอยู่เเล้ว

“ห้ามนั่งแคปนั้นเป็นปัญหาเเน่นอน เพราะบรรทุกคนงานได้น้อยลงกฎหมายตัวนี้มีปัญหาในเชิงปฎิบัติมาก โดยเฉพาะหากมองในภาพรวมของผู้ประกอบการธุรกิจลักษณะขนส่งสินค้าในภาพรวมหากเปรียบเทียบการนั่งท้ายกระบะกับรถสองเเถว ความอันตรายเเทบไม่ต่างกันเลย หรือเเม้เเต่รถเมล์ ก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัย อันตรายพอกัน ยิ่งบอกไม่ให้นั่งเเคป คำถามคือแล้วคุณจะผลิตออกมาทำไม ไม่ต้องผลิตเเคปออกมาเลยดีกว่าไหม  ผมว่าตำรวจควรไปดูเเลเรื่องการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น ย้อนศร เล่นโทรศัพท์ขณะขับ เมาเเล้วขับ จะเข้าท่ากว่า

สุดท้าย ธราดล ทันด่วน หมอต้นไม้ชื่อดัง ผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นต้องใช้ท้ายกระบะในการขนคนและอุปกรณ์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายแบบปุบปับกะทันหันย่อมผลกระทบต่อสังคมวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยคนชนชั้นล่างที่เรียกว่า “ชนชั้นปิกอัพ”

“คนพวกนี้เป็นคนทำมาหากิน เป็นคนระดับล่างซึ่งไม่มีปากเสียง เมื่อโดนกวดขันเข้า ก็ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้จบๆ ฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่ผ่านมามันไม่ได้บังคับใช้เพื่อผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของตำรวจ แล้วจู่ๆจะมาบังคับใช้ ผมว่ามีปัญหาแน่ ผมทำงานเกี่ยวกับต้นไม้ รถที่ใช้ก็ต้องขนทั้งอุปกรณ์และคนงาน อาชีพผมคงไม่เดือดร้อนอะไรมาก ก็ไปคิดราคาเพิ่มกับลูกค้าแทน แต่ถ้าบังคับใช้จริงจังมันส่งผลกระทบกันหมด เช่น ผู้รับเหมาทำรถไฟฟ้า รับเหมาสร้างคอนโด ต้องตระเวนไปดูจุดต่างๆ เขาก็ใช้รถกระบะเพื่อขนคนและวัสดุทั้งนั้น แต่กลัวว่าจะทำไม่จริง ตอดเล็กตอดน้อย รีดไถเป็นระยะๆ ผมไม่เชื่อว่าจะทำจริงๆจังๆ แต่บังคับใช้ได้แค่คนชั้นล่างระดับบนเท่านั้น นั่นคือ ชนชั้นปิกอัพ

 

ธราดลบอกว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเริ่มทดลองกับกับรถราชการก่อน แล้วค่อยมาใช้กับรถของประชาชน

“ถ้าเป็นผม ผมจะยังไม่บังคับใช้กับคนทั่วไป เพราะรถของคนทั่วไปมีมากกว่ารถของราชการหลายเท่าตัว อยากให้นายกรัฐมนตรีทดลองทำกับรถราชการทุกคันก่อน โดยเฉพาะข้าราชการที่ขับรถส่วนตัว ควรไปกวดขันให้ปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อเป็นตัวอย่างให้ได้ก่อนแล้วคนทั่วไปจะทำตาม”

นี่คือหลากหลายเสียงสะท้อนที่กลั่นมาจากความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังจำเป็นต้องบรรทุกคน บรรทุกของไว้ท้ายกระบะ

 

“ไม่เรียนครูก็สอบครูได้”แก้ปัญหาการศึกษาไทยจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 22:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488339

"ไม่เรียนครูก็สอบครูได้"แก้ปัญหาการศึกษาไทยจริงหรือ?

โดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

เมื่อเร็วๆนี้ มีการจัดเวทีเสวนา เรื่อง “ตั๋วครู : วิกฤตของวิชาชีพครูจริงหรือ?” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ CHES, ทปสท. และองค์กรพันธมิตร เพื่อระดมความคิดและหาทางออกของกระบวนการผลิตครู ใช้ครู และพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกล่วววิกฤตการขาดแคลนครูในยุคปัจจุบัน

คนจบสาขาอื่นเป็นครูได้หรือเปล่า?

เป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาชีพครู เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโอกาสให้ผู้ไม่มีวุฒิครูมาสอบเป็นผู้ช่วยครูได้ จึงมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มนักศึกษาที่มีสิทธิ์สอบตามหลักสูตรครู 5 ปี และกลุ่มอาจารย์คณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์  ส่วนใหญ่มองว่าอาชีพครูเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการคัดเลือก

กมลเทพ ชังชู ผ.อ.โรงเรียนอนุบาลปราโมชพัฒนา กล่าวว่า ตนไม่ได้จบคณะครุศาสตร์มาโดยตรง แต่ได้เป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์แก่เด็กนักเรียนมาตั้งแต่เรียนจบ โดยอาศัยประสบการณ์จากตอนเป็นเด็ก เช่น คุณครูเคยสอนอย่างไรก็สอนเด็กแบบที่ครูเคยสอน กระทั่งสอนมาได้ 5 – 6 ปี แล้วได้ไปอบรมที่ต่างประเทศถึงได้รู้ว่า เราสอนเด็กไม่ได้ ควบคุมเด็กไม่ได้ จิตวิทยาไม่มี เป็นแค่ “คนเก่งที่สอนเด็ก” จนสุดท้ายต้องสั่งสมประสบการณ์ใหม่

“การที่ครูที่จบจากสาขาอื่นมาเป็นครูเป็นเรื่องที่ดี แต่จะเป็นแค่ครูที่เป็นคนเก่ง ทว่าสอนเด็กไม่เป็น กว่าจะสอนได้ต้องสะสมประสบกาณ์อยู่หลายปี แต่ถ้าเป็นครูที่มาจากครูสายตรง ก็จะรู้แค่ในมุมมองแคบตามที่เรียนมา รู้ไม่เท่าทันเท่าครูที่จบสายอื่น ติดอยู่ที่ความรู้เดิม เหมือนที่ครูวิทยาศาสตร์ก็รู้แต่เรื่องวิทยาศาสตร์”

 

สอนเด็กไม่ใช่เรื่องหมูๆ

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์ และข้าราชการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประสบการณ์ที่จบคณะครุศาสตร์มาแล้วได้ไปสอนเด็ก มีความตั้งใจที่จะสอนเด็กมาก แต่เด็กไม่รู้ไม่เข้าใจในที่สุดถึงได้รู้ว่าการที่มีความรู้แล้วไปสอนเด็กทันทีไม่ได้ ต้องใช้เวลาสอนนานหลายปีถึงจะมองตาเด็กเข้าใจว่าเด็กต้องการอะไร

“มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหนังสือเรียน ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจ ตอนนี้ต้องมองภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ได้มองแค่จุดใดจุดหนึ่ง ต้องมองว่าจะไปสอนใคร เพราะการสอนเด็กแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ทั้งการสอนเด็กที่เก่งและการสอนเด็กที่อ่อน
หลายคนบอกว่าให้ติวเตอร์ไปสอนเด็กก็ได้ เพราะติวเตอร์เก่งมาก แต่ผมกลับมองว่าติวเตอร์ก็สอนได้แค่เด็กที่เก่ง ลองให้ติวเตอร์สอนเด็กที่อ่อนดูจะทำได้ไหม ผมเคยไปสอนที่โรงเรียนสาธิต ผมตกใจมาก แค่ก้าวขาเข้าไปถึงหน้าประตูห้อง เด็กแย่งกันถามสิ่งที่ไม่เข้าใจจนหมดคาบ เราแทบไม่ต้องสอนอะไรด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เด็กรู้อยู่แล้ว แต่พอมาสอนในระดับมหาลัยราชภัฎ พูดแทบเป็นแทบตายจนหมดคาบ พอถามว่าสงสัยอะไรไหมสุดท้ายก็ไม่มีคนถาม นี่คือจุดที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด”

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า  การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาคน ต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ การพัฒนาต้องใช้เวลา ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้เท่านั้น แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วย ยอมรับว่าการมีใบประกอบวิชาชีพมีความจำเป็น โดยเฉพาะครูชั้นประถมศึกษา เพราะเป็นครูที่สอนเด็กเล็ก ต้องสอนทุกอย่าง และทุกวันนี้การสอบของนักเรียนในวิชาต่างๆ หรือการสอบบรรจุครูก็เป็นการสอบที่ดูแลความรู้ แต่ไม่ได้ดูที่คุณธรรม หากมีข้อสอบที่วัดความรู้มา ก็แค่ท่องจำและนำไปสอบ ใครๆก็ทำได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นคนที่เก่ง แต่ไม่เข้าใจเรื่องปัญหาการศึกษา การศึกษาคือการพัฒนาคน ต้องคิดอย่างเป็นระบบ เพราะตอนนี้คุณภาพการศึกษาไทยต่ำทั่วประเทศ ต่ำทุกสาขา ทุกมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงควรควรพัฒนาไปพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ เจตคติ ตอนนี้เราวัดกันแค่ด้านเดียวคือ ความรู้ การตกต่ำของคนไทยไม่ใช่เรื่องคุณภาพแต่เป็นเรื่องคุณธรรม ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดวิชา แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ”

 

ทางออกวิกฤตอาชีพครู

ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ อดีตประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า คนที่ไม่ได้เรียนครูมาโดยตรงสามารถเป็นครูได้ แต่จะดีกว่าและไม่เสี่ยงถ้าได้รับการฝึกฝนวิธีการสอน ไม่ใช่ว่าคนเป็นครูอยากสอนก็สอนได้เลยทันที ต้องมีเงื่อนไขที่เรียกว่า “VUCA” มาจากคำว่า Volatility (ความผันผวน) Uncertainty (ความไม่แน่นอน) Complexity (ความซับซ้อน) และ Ambiguity (ความคลุมเครือ) หลังจากที่ครูผ่านการอบรมและฝึกฝนแล้ว คนที่ไม่ได้เรียนด้านครูมาโดยตรงก็จะสามารถเป็นครูผู้สอนได้ทั้งหมดในทุกระดับชั้น ทุกวิชา เพราะผู้เรียนแตกต่างกัน ผู้สอน วิธีสอน วิธีความรู้ก็แตกต่างเหมือนกัน

“การเป็นครูนั้นไม่สามารถที่จะสอนวิธีเดียวกันให้กับเด็กนักเรียนได้ทุกคน ในวงการครูก็มีครูที่ไม่จบครุศาสตร์โดยตรงมาสอนและสามารถสอนดีก็มีเหมือนกัน และครูที่จบครุศาสตร์โดยตรงมาสอนเด็กนักเรียนแล้วสอนได้แย่ก็มี ทั้งผู้เรียนและผู้สอนต่างกัน ความรู้ที่ได้รับก็ต่างกันด้วย”

ผศ.ดร.สุรวาท ยืนยันว่า การศึกษาทุกวันนี้ไม่ได้ตกต่ำเพราะครู และครูก็ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด ยังมีครูที่ติดค้างอยู่ระบบอีกมาก เพราะที่ผ่านมาคุรุสภาได้เข้าไปปรับปรุงมาตรฐานการผลิตครูมาตลอด

“ตอนนี้ครูทั้งประเทศ ครูเก่ามี 70 – 75 % ผลิตโดยหลักสูตรในระบบเก่า ส่วนครูใหม่ที่จบจากหลักสูตรระบบใหม่ก็ได้เข้าสู่ระบบเพียงแค่ 10 – 15% เท่านั้น  ที่คุรุสภายังไม่ได้มีควบคุมและแนวทาง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น เราเดินทางมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ต้องมาปรับแนวทาง มีการรองรับงาน ไม่รองรับแบบสะเปะสะปะ”

 

สำหรับแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องตั๋วครูและผลิตครูให้ตอบโจทย์กับการศึกษาไทย ผศ.ดร.สุรวาท กล่าวว่า ควรปรับหลักสูตรครูให้เข้มข้นขึ้น ควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจน เป็นไปได้ไหมที่เด็กที่จบครูมาโดยตรง 5 ปี จะสอนได้ดีและมีความมั่นใจมากกว่า ส่วนคนที่ไม่ได้จบครูมาโดยตรงแต่อยากสอน ควรไปเรียนเพิ่มอีกสัก 1 – 2 ปี เพื่อเพิ่มทักษะการสอน

“ครู 1 คนต่อนักเรียน 1 ห้อง กี่คน ต้องการครูจากสาขาวิชาไหน สาขาวิชาไหนที่ครูขาดแคลน มีช่องว่างการศึกษาตรงไหน ควรควบคุมให้ชัด บางโรงเรียนครูเยอะจนล้น บางโรงเรียนครูขาดจนไม่พอต่อการสอนของเด็ก หากต้องการปรับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริงคิดว่าแนะนำมาถูกทาง แต่ต้องเลือกเด็กและครูผู้สอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ปัจจุบันมีสถาบันที่ผลิตครูกว่า 200 แห่ง เปิดโดยที่คุรุสภาไม่รู้ เพราะคุรุสภาไม่มีระบบและมาตรการควบคุมสถาบันผลิตครูมากพอ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ต้องกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจน หน่วยงานที่ต้องใช้ครูต้องมีแผนการจัดการอย่างชัดเจน ต้องการครูจบจากสาขาอะไร ต้องใช้จำนวนคนเท่าไหร่ อัตราเกษียณอายุเมื่อถึงอายุเท่าไหร่ และควรบอกล่วงหน้า เพราะครูไม่ได้เกษียณพร้อมกันทั้งหมด แต่ทยอยกันเกษียณ ถึงแม้จะเริ่มกำหนดทิศทางการผลิตครูและการศึกษาได้อย่างดีแล้ว แต่การเลือกเด็กนักเรียน การเลือกครู และการพัฒนาครู การปรับปรุงสภาพแวดล้อมจะต้องสอดคล้องกับความต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพการศึกษาด้วย”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การเสนอมุมมองของเรื่องการมีตั๋วครู เพื่ออำนวยและเปิดรับครูเท่านั้น สพฐ.ยังยืนยันว่ามีความจำเป็นที่ต้องได้ครูที่มีคุณภาพตรงตามสาขาที่สถานศึกษาต้องการ และได้ทันเวลา เมื่อต้องการให้เป็นแบบนี้ หลายฝ่ายมองว่าจึงควรจัดระบบครูและครูผู้ช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกัน

 

 

5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ – จนท.เลือกปฏิบัติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488299

5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ - จนท.เลือกปฏิบัติ?

โดย….พัชรศรี ปิ่นแก้ว

5 เม.ย.นี้ ตำรวจจะเริ่มกวดขันจับปรับจริงจังกับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยเฉพาะการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ รถกระบะ และรถโดยสารสาธารณะเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามา

ทั้งนี้ คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกมามีสองฉบับ คือเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รถตู้ลดจำนวนที่นั่งจาก 15 เหลือ 12 ที่นั่ง และ อีกคำสั่ง หากถูกใบสั่งแล้วไม่จ่ายค่าปรับจะต่อทะเบียนรถไม่ได้  วันนี้ยังคงมีคำถามว่า คำสั่งที่ออกมาช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยได้ถูกจุดหรือไม่

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คำสั่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ข้อเสียจะมีมากกว่า แม้ว่าข้อดีคือการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดต่อผู้กระทำความผิดจริง แต่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและยังเป็นการออกคำสั่งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจมากกว่า จึงขอตั้งคำถามว่า ถ้าประชาชนไม่ได้ทำผิดกฎจราจร แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรยัดข้อหา พวกเขาจะทำอย่างไร

อัจฉริยะ กล่าวว่า คำสั่งที่ออกมาจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจจราจรที่ประพฤติโดยมิชอบมากเกินไปต่อการมุ่งหวังเรียกเงินค่าปรับทางจราจรมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีช่องโหว่ที่ทำให้ตำรวจจราจรออกมาตั้งด่านอย่างที่เห็น

ขณะเดียวกัน การไม่จ่ายค่าปรับจะไม่ต่อภาษีรถเป็นคนละเรื่องกัน การเสียค่าปรับก็ต้องดูตามการกระทำความผิด หากว่ามีประชาชนถูกยัดข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ทั้งที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรและต้องทำอย่างไร ดังนั้น คำสั่งนี้ควรชี้แจงเรื่องบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยัดข้อหาให้ประชาชนหรือตำรวจที่ทำผิดพลาดอย่างชัดเจนด้วย ทั้งนี้ ได้ย้ำว่าควรกำหนดเอาความผิดด้วยเรื่องของความเร็ว และต้องระวังเรื่องใบสั่งที่ลักไก่ก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะแบบออนไลน์ รวมถึงการเลือกปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเก็บแต่คนหาเช้ากินค่ำเพราะไม่กล้ามีปากเสียง แต่คนรวยกลับทำเป็นมองไม่เห็น ก้มผูกรองเท้าปล่อยผ่านไป

อัจฉริยะ กล่าวต่อว่า ส่วนการออกข้อบังคับให้มีคาดเข็มขัดทุกที่นั่ง อันที่จริงควรออกคำสั่งเคร่งครัดแก้เรื่องการใช้ความเร็วมากกว่า เพราะทุกวันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ความเร็วเกินกำหนดทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องการลดจำนวนที่นั่งของรถตู้จาก 15 ที่นั่ง เหลือ 12 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะว่าตามสภาพรถตู้จะมีทางออกทางเดียวและหน้าต่างมีขนาดเล็กเปิดไม่ได้ และเห็นว่า ควรเสริมเรื่องการเพิ่มประตูรถให้มีทั้งสองข้างด้วยดีกว่า เพื่อสามารถหนีออกมาง่ายขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าว มีสาเหตุจากปัญหาที่ประชาชนไม่ยอมไปเสียค่าปรับ จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรไม่มีประสิทธิภาพ  เมื่อมีคำสั่งเป็นข้อบังคับใช้ทางกฎหมายน่าจะดีขึ้น แต่แง่หลักนิติธรรมกลายเป็นว่าจะได้รับผลกระทบ  เพราะการกระทำความผิดจราจรการเรียกค่าปรับกับการไม่ต่อภาษีทะเบียนรถถือว่าเป็นคนละเรื่อง ความจริงรัฐบาลควรไปปรับระบบการดำเนินการในการออกใบสั่ง การออกหมายเรียกและการสอบสวน ดังนั้น คำสั่งที่ออกมาแม้จะดีแต่จะสร้างความเครียดให้แก่ประชาชน กลายเป็นเรื่องสร้างแรงกดดันมากกว่าการทำให้เป็นแรงจูงใจ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเรียกเก็บค่าปรับตามปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะต้องเป็นหมายเรียกที่ได้จากศาลตามอำนาจของตุลาการที่จะพิจารณาการเรียกค่าปรับ ปัจจุบันกลายเป็นการเรียกค่าปรับมั่วไปหมด จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนเพราะว่าการเรียกเก็บค่าปรับ 400 บาทเท่ากันทั้งคนจนและคนรวย จำนวนเงินนี้สำหรับกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเพราะกว่าพวกเขาจะหามาได้ต้องเหนื่อยขนาดไหน จึงกลายว่าเป็นตำรวจที่โลภจะได้เงินค่าปรับมากขึ้นจากการเขียนใบสั่งกับคนจนที่เป็นเหยื่อ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือตำรวจจราจรมากขึ้น คือไม่มีการมอบรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร เพราะรางวัลทำให้ตำรวจโลภและยิ่งหากินมากขึ้น โดยการเขียนใบสั่งเพิ่มขึ้นตามยอดเจ้านายที่สั่งมา ยัดข้อหาให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องโดยเฉพาะคนจน ซึ่งเป็นการทำงานที่ง่ายและยิ่งมีกล้องยิ่งง่ายกว่าเดิม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ทั้งนี้อยากถามว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้าราชการ เคารพกฎจราจร มากน้อยแค่ไหน

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ขณะที่ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายจราจรอย่างจริงจัง แต่จะออกเป็นมาตรการเฉพาะช่วงเทศกาลแทน จึงคิดว่าเมื่อรัฐบาลมาสนใจจะทำสิ่งที่ให้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยมีตำรวจและกรมขนส่งทางบกประสานงานกัน ถือเป็นเรื่องที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่สาเหตุที่ทำไม่ได้เพราะต้องมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ แต่กว่าจะแก้เสร็จก็อาจจะไม่ทันสงกรานต์ จึงต้องออกมาเป็นคำสั่งแบบนี้  ส่วนตัวจึงเห็นด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาชีวิตประชาชน และเข้าใจคำสั่งที่เร่งรัดว่าคงใกล้ถึงช่วงสงกรานต์พอดี เรื่องการคาดเข็มขัดเป็นเรื่องที่คนไทยควรเรียนรู้และทำ เพราะต่างประเทศได้บังคับมานานแล้ว การบังคับใช้กฎหมายในไทยมีความอ่อนแอ จนกลายเป็นช่วงเทศกาลต่าง ๆ มักจะมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี จึงต้องหันกลับมามองถึงความปลอดภัยส่วนนี้

สังศิต กล่าวถึงคำสั่งที่ออกมาจะทำให้เกิดเป็นผลประโยชน์ต่อตำรวจมากขึ้นหรือไม่นั้น ตามความจริงแม้จะไม่มีคำสั่งดังกล่าว ตำรวจก็พยายามหาผลประโยชน์อยู่แล้ว หากยังไม่มีการปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจก็ยังหาผลประโยชน์ได้ตลอดเวลา จะทำให้เป็นจุดบอดของการปฏิบัติตามคำสั่ง ประชาชนจะถูกยัดข้อหามากขึ้น ทำให้ตำรวจสามารถหาช่องทางเอาเปรียบประชาชนได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับประชาชนก็ควรมีการป้องกันตัวและต้องช่วยกัน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ โดยประชาชนต้องช่วยกันเก็บหลักฐานทั้งรูป คลิป เสียง ไว้เป็นเครื่องมือป้องกันด้วย แต่ถ้ามองเป็นภาพรวมคำสั่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ยังคิดว่าต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะถึง ว่าจะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงหรือไม่ ถ้าผลออกมาว่ายังเหมือนเดิมก็คงต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่

สังศิต กล่าวว่า ส่วนการลดที่นั่งของรถตู้ ก็เห็นด้วย เพื่อลดการเอาเปรียบผู้ใช้บริการและมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการ ผู้ขับก็จะบอกว่าเดือดร้อน ตนคิดว่าการคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยต้องมีการเสียสละบ้าง เพราะจะอ้างว่าเป็นการทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น นับว่าไม่ถูก สิ่งที่ควรทำคือการช่วยคุ้มครองชีวิตผู้โดยสารของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“การเพิ่มเรื่องการออกคำสั่งช่วงเทศกาล เช่น การให้ 10 จังหวัดที่มียอดผู้เสียชีวิตและอุบัติเหตุสูงสุด ติดตามและรายงานอย่างเข้มงวด หากไม่มีจำนวนลดลงก็ต้องเพิ่มบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานและควบคุมจำนวนอุบัติเหตุให้ลดลง” สังศิต กล่าว

 

หนุนแก้พรบ.สงฆ์ เร่งสกัดจุดอ่อนมหาเถรสมาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486612

หนุนแก้พรบ.สงฆ์ เร่งสกัดจุดอ่อนมหาเถรสมาคม

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว

การจัดการกับปัญหาวัดพระธรรมกายและการล่าตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ที่ลากยาวมาเกือบ 1 ปีนับแต่ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรในคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ขณะที่รัฐมีนโยบายปฏิรูปวงการสงฆ์ควบคู่ไป มุมมองนักวิชาการมองแนวทางที่เกิดขึ้นขณะนี้อย่างไร

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถเรียกว่าการปฏิรูปสงฆ์ได้ ถ้าจะปฏิรูปจริงต้องแยกศาสนากับรัฐให้เป็นอิสระออกจากกัน รัฐต้องไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องความเชื่อ ต้องปล่อยให้ถกเถียงกันได้ด้วยเหตุผล เพราะการนับถือศาสนาเป็นเรื่องเสรี แต่รัฐต้องมีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการเงินของวัดโดยอาศัยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทั้งนี้การเงินของวัดต้องมีความโปร่งใส เพราะถ้าพระมีรายได้ก็ควรเสียภาษีค่าบวชด้วย หรือถ้าศาสนานั้นมีความเชื่อที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองและสังคม เช่น ลัทธิความเชื่อการฆ่าตัวตาย รัฐสามารถเข้ามาจัดการได้

สำหรับการใช้มาตรา 44 มาแก้ปัญหาธรรมกาย สะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมแบบปกติกับการตามจับธัมมชโยได้ เพราะว่ายังมีความเป็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้มาตรา 44 อาจเกิดความเสียหายในสายตาของนานาชาติ และถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดเสรีภาพทางศาสนา ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในสายตานานาชาติก็เสียหายไปด้วย ที่สำคัญคือมันทำให้เสียระบบยุติธรรมไป และทางศาสนาก็เกิดความขัดแย้งกันจึงเป็นปัญหาอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพราะการเมืองกับรัฐบาลเข้ามายุ่งกับความเชื่อและเสรีทางศาสนามากเกินไป

“การกระทำของรัฐบาลต่อการหาตัวพระธัมมชโยถือว่าใช้อำนาจมากเกินไป ใช้งบประมาณมหาศาล และส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพทางมนุษยชน ซึ่งเป็นการดำเนินคดีเพียงแค่พระธัมมชโย แต่การเข้ามาเร่งรัดทั้งที่คดีความมีเวลา 15 ปี ทำให้พระและทหารมาเผชิญหน้ากัน ส่งผลให้มีทั้งผู้ป่วยและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย”

ถนอมสิงห์ โกศลนาวิน ประธานกรรมการมูลนิธิหยดธรรม เชียงใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ต้องมีการปฏิรูปสงฆ์ โดยต้องแก้ พ.ร.บ.สงฆ์ให้ทันสมัยและปรับโครงสร้าง เพราะมหาเถรสมาคมเกิดจากกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับกับความคิดอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะระบบสมณศักดิ์เป็นระบบที่ทำลายคณะสงฆ์อย่างมาก เนื่องจากการที่พระมียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาจนทำให้เสียหายต่อระบบของสงฆ์ ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ดูไม่ได้จริงจังกับระบบสมณศักดิ์เท่ากับประเทศไทย นอกจากนี้ระบบการเรียนของสงฆ์ก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบสมณศักดิ์ ดังนั้นควรยกเลิกระบบสมณศักดิ์ทิ้งเพราะเป็นระบบที่อันตราย

“โครงสร้างคณะสงฆ์เป็นสาเหตุที่ทำให้ธรรมกายเข้ามายึดคณะสงฆ์ไปอย่างง่าย เพราะว่าระบบสมณศักดิ์การให้ยศจะดูที่อายุถึงก็รับตำแหน่ง ซึ่งบุคคลนั้นเมื่ออายุมากบางครั้งการรับฟังจะเกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว” ถนอมสิงห์ กล่าว

ถนอมสิงห์ กล่าวว่า การที่รัฐเข้ามาจัดการกับวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะธรรมกายไม่ได้มีปัญหาแค่ความเชื่อที่สอนไม่ตรง หรือต่อให้สอนตรง ธรรมกายก็ยังผิดอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาแค่เรื่องความเชื่อ แต่เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่ต้องมารับฟังข้อกล่าวหาและไม่ยอมมา จะมากล่าวว่าพระมีอภิสิทธิ์ไม่ไปขึ้นศาลก็ไม่ได้

ถนอมสิงห์ กล่าวต่อว่า รัฐและศาสนาไม่ควรแยกออกจากกัน เพราะทั้งสองฝ่ายมีการเอื้อกันมาโดยตลอดไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ถ้าไม่มีรัฐสนับสนุน ศาสนาคงอยู่ยาก การแยกศาสนาจากรัฐมีหลายประเทศที่ทำไปแล้ว แต่ประเทศที่เห็นว่าแยกกันชัดเจน คือ เกาหลีเหนือ ส่วนประเทศอื่นคิดว่ามีแต่ในตัวหนังสือเพราะไม่ได้มีการทำจริง เช่น ญี่ปุ่น ที่ดูเหมือนแยกรัฐกับศาสนาแต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดีที่จะเริ่มต้นให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะการจัดการกับธัมมชโยเป็นตัวอย่างเรื่องการทำความผิด แต่พยายามจะอยู่เหนือกฎหมาย หากไม่ได้ทำผิดแล้วจะหนีทำไม ที่สุดถ้าฝ่ายรัฐสามารถแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ให้ทันสมัยขึ้นได้ ประเทศไทยก็จะพัฒนาไปอีกก้าวได้

 

จัดระเบียบ”ขายของออนไลน์”เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486585

จัดระเบียบ"ขายของออนไลน์"เพิ่มความเป็นธรรมหรือทำลายการค้า?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลาดการค้าในโลกออนไลน์กำลังเข้มงวดและดูจะยุติธรรมมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค เมื่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกข้อกำหนดให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องแสดงราคา รายละเอียดสินค้าและบริการให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำตามมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ทันทีไม่ต้องรอหมายจับ แถมยังมีการระบุถึง “สินบนนำจับ” ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าปรับหรือมูลค่าสินค้าสุทธิด้วย

พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมหาศาลในโลกดิจิทัล กำลังหนาวๆ ร้อนๆ และต้องปรับตัวไปกับประกาศฉบับนี้..

ฝืนธรรมชาติการค้าขายออนไลน์

ประกาศดังกล่าวทำให้การค้าในโลกออนไลน์นับจากนี้ไม่ว่าจะขายส่งหรือปลีก ต้องระบุราคาอย่างชัดเจน เทคนิคและประโยคที่ว่า “สนใจสอบถามราคาผ่าน inbox นะคะ” นั้นอาจเข้าข่ายมีความผิด อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ในมุมมองของคนทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ หลายคนมองว่า สินค้าบางประเภทไม่สามารถระบุราคาที่แน่ชัดผ่านช่องทางสาธารณะได้

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกว่า ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงราคาอย่างเปิดเผยทันทีนั้นอาจไม่เหมาะสมกับรูปแบบการขายสินค้าหรือบริการบางประเภทที่อาจปรับเปลี่ยนราคาบ่อยครั้ง เช่น สินค้าไอที สินค้าด้านการเกษตร ที่สำคัญอยากให้รัฐเข้าใจด้วยว่า “แชทคอมเมิร์ซ” หรือการพูดคุยนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจและกล้าจับจ่ายมากขึ้น

“ไม่อยากให้เหมารวมกับทุกตัวสินค้าและบริการโดยเฉพาะการไปเอากฎหมายและบทลงโทษมากำหนด ถ้าถึงขนาดบอกว่า เปิดเผยราคาสินค้าผ่านทาง inbox นั้นผิดกฎหมาย ผมคิดว่าฝืนธรรมชาติของการค้าออนไลน์ไปนิด โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเป็นลักษณะต้องการความมั่นใจ ต้องได้เจอหรือได้คุยกับผู้ขายก่อน ซึ่งอดีตเราใช้วิธีการโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนเป็นการแชท คือ เขาต้องการคุยเพื่อความมั่นใจ”

ภาวุธ บอกว่า โซเชียลมีเดียไม่เหมือนกับการขายผ่านทางเว็บไซต์ที่มีช่องให้ใส่ราคาชัดเจน เพราะฉะนั้นประกาศดังกล่าวควรเป็นแค่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะมากกว่าที่จะเป็นการบังคับในลักษณะมีบทลงโทษทางกฎหมาย เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางปฎิบัติจริง

ทั้งนี้ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ (สพธอ.) เผยตัวเลขการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตของไทย คาดการณ์ว่าปี 2559 มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 12.42% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ การขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นแซงยอดขายผ่านทางเว็บไซต์ไปแล้วในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากสถิติ พบว่า มียอดขาย 269,660 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สินค้าออนไลน์ในรูปแบบค้าปลีกตลอดจนการค้าของกลุ่มคนรายย่อยนั้นมีจำนวนมหาศาล

 

 

Inbox คุยกับลูกค้า=ป้องกันตัดราคา

ความเห็นจากแม่ค้าออนไลน์ “ฉันทชา อดิลักษณ์” ผู้ค้าเครื่องประดับ บอกว่า ร้านที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีการบอกราคาสินค้าเเต่ละตัวบนหน้าเว็บไซต์อยู่เเล้ว เพียงแต่เวลานำมาโพสต์หรือนำเสนอผ่านเฟซบุ๊กอาจจะไม่ได้ระบุราคาบอกไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งมองว่าเป็นช่องทางในการสร้างปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าและเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว เช่น การคอมเมนท์และแชร์ ซึ่งเป็นการกระจายการรับรู้ในวงกว้างอย่างหนึ่ง เเต่ส่วนตัวเเล้วหากมีคนคอมเมนท์ถามราคาสินค้า ตนเองก็พร้อมจะตอบกลับ

เหตุผลที่ร้านอื่นๆ ปิดบังราคาเเละต้องการเปิดเผยเฉพาะใน Inbox เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีราคาสูง หากนำเสนออย่างสาธารณะ อาจได้รับการตอบรับที่ไม่ค่อยดี อีกเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของการทำตลาด ระบุราคาไปเลย คู่เเข่งจะรับรู้เเละถูกขายตัดราคาได้

ฉันทชาพูดถึงผลกระทบจากประกาศใหม่ของกระทรวงพานิชย์ว่า ผู้ที่ขายสินค้าซึ่งออกแบบและผลิตเองไม่น่าจะได้รับผลกระทบ คนที่ได้รับผลโดยตรงน่าจะเป็นกลุ่มคนขายสินค้าประเภทได้รับความนิยมสูงหรือมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากต่อไปนี้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบราคาจากแต่ละแห่งได้อย่างรวดเร็ว

“พวกร้านขายเสื้อผ้าโหล หรืออะไรที่เป็นประเภทซื้อมาขายไป อาจจะขายยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคามากขึ้นแน่นอน เพจนี้ขาย 200 เปิดไปอีกเพจของเหมือนกันเลย แต่ขาย 150 ก็ซื้ออีกเพจ แม่ค้าขายของพวกนี้อาจจะต้องแข่งขันกันเรื่องราคามากขึ้น”

กุสุมา หมวกเทศ เเม่ค้าเสื้อผ้าออนไลน์ บอกว่า การเเสดงราคาทันทีลูกค้าบางคนอาจจะเห็นว่าเเพงเกินไปเเละสามารถนำไปเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันได้ นอกจากนั้นในเรื่องการสร้างความสนใจเเละน่าดึงดูดก็จะทำได้ลดลง เพราะลูกค้าอาจจะไม่กดไลค์หรือเเชร์ถ้าเห็นราคา อย่างไรก็ตามส่วนตัวเลือกที่จะประกาศราคาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

การตอบใน inbox สามารถให้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้มากกว่า และบางคนมองว่าเป็นช่องทางสร้างความเชื่อมั่นเเละไว้ใจซึ่งกันเเละกันได้ดีด้วย

แหล่งข่าวผู้ค้าขายในโลกออนไลน์ บอกว่า ในทางปฎิบัติการพูดคุยใน inbox สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ขณะเดียวกันยังป้องกันการไม่เเจ้งเตือนของระบบเฟซบุ๊กในบางโพสต์ด้วย มากกว่านั้นการประกาศราคาหน้าโพสต์ทันที ยังส่งผลให้ถูกตัดราคาและแย่งลูกค้าจากเเม่ค้าร้านอื่นๆได้

“บางร้านเสียเงินค่าโฆษณาไปจำนวนมาก เเต่กลับถูกตัดราคา มีเเม่ค้าร้านอื่นๆ มาไล่แอดลูกค้าจากคอมเม้นท์ใต้ภาพสินค้าของเราไป บางคนโดนพวกนี้โกง โดนหลอกต่อก็มี เพราะงั้นเหตุผลที่ inbox มันมีมากกว่าเเค่เรื่องปกปิดราคา” เเม่ค้ารายนี้ระบุ

 

 

เป้าหมายคือรายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า จุดมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้คือ คุ้มครองผู้บริโภค สร้างความชัดเจนและความยุติธรรมให้กับการค้าขายออนไลน์ เนื่องจากในอดีตมีข่าวปรากฎจำนวนมากว่า ผู้ขายไม่ระบุราคาสินค้าและบริการ รวมถึงมีบางส่วนไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ โดยประกาศนี้มุ่งบังคับใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทุกราย แต่ยอมรับว่าในทางปฎิบัติ ช่วงแรกอาจดูแลเข้มข้นกับกลุ่มที่มีการจดทะเบียนอีคอมเมิร์ซก่อนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย

ในเชิงป้องกันอยากให้ทุกคนแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติทราบดีว่า มีผู้จำหน่ายสินค้าหลายรูปแบบ เช่น ขายกระเป๋า รองเท้าที่ตัวเองเลิกใช้แล้วโดยไม่ได้ประกาศราคาที่ชัดเจน ลักษณะนี้เราคงไม่สามารถเข้าไปติดตามได้หมด ด้วยรูปแบบการขาย ข้อมูลและทรัพยากรที่เรามี เพราะฉะนั้นเป้าหมายแรกคืออยากจะดูแลคนที่ทำธุรกิจการค้าออนไลน์อย่างจริงจัง คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคมากที่สุด โดยต้องการให้ประกาศราคา บอกรายละเอียดขนาดคุณภาพของสินค้า พูดง่ายๆ กรุณาอธิบายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผู้บริโภคจะได้ประเมินและเลือกซื้อของที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

นันทวัลย์ บอกด้วยว่า สิ่งที่สังคมออนไลน์พากันแชร์ว่า หลังประกาศฉบับนี้ พวกเขาจะพากันแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับเงินสินบนนำจับ 25% นั้น ในแง่ปฎิบัติจริงคงเป็นได้ยาก ยืนยันว่ามีเจตนาทางบวก ไม่ได้ต้องการให้ตามล่าเหยื่อหรือเอาเปรียบการค้าขายในกลุ่มรายเล็กรายย่อย

แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายในระบุว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างให้สายงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานทางกฎหมาย เขียนกรอบและแนวทางปฎิบัติให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นประกาศฉบับใหม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับการบังคับใช้ นอกจากนั้นยังต้องมีการกำหนดสถานะของผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์และโซเซียลมีเดียให้ชัดเจนด้วย อาจมีการแบ่งระดับ เพื่อให้สามารถลงโทษได้ตามขนาดและรูปแบบการขายของธุรกิจ เช่น หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไม่ระบุราคาสินค้า อาจถูกปรับในจำนวนเงิน 6,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ที่มีขนาดเล็กลงมา แต่มีแหล่งขายสินค้าที่แน่อนอาจกำหนดค่าปรับไว้ที่ 2,000 บาท ขณะที่ผู้จำหน่ายรายเล็กทั่วไป อาจถูกปรับที่ 400 บาท เป็นต้น

การออกข้อกำหนดครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดความเป็นยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่การค้าออนไลน์เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน “ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486102

ถอดบทเรียนไฟไหม้ห้างฟอร์จูน "ปฏิบัติตามกฎหมาย-ตรวจเช็คอุปกรณ์-ซ้อมรับมือ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่วันนี้หนีไม่พ้นเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. บริเวณโซนพลาซ่า ซึ่งเป็นอาคารสูง 10 ชั้น ต้นเพลิงพร้อมกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 3 เจ้าหน้าที่ทำการฉีดควบคุมเพลิง และใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ไม่นานหลังเกิดเหตุ ศัลย์ มูลศาสตร์ ผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อาคารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุเป็นร้านขายเครื่องเสียงชื่อ”สวนเสียง” มีขนาดความกว้างประมาณ 20 ตารางเมตร ได้รับแจ้ง เวลาประมาณ 7.15 น. โดยเวลาดังกล่าวระบบดับเพลิงของตัวอาคารทำงานปกติ เมื่อตรวจพบกลุ่มควัน สปริงเกอร์ก็ทำงานทันที ต่อมาได้ประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงตัวอาคารเข้ามาทำการฉีดสกัดเพลิง และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงจนสามารถควบคุมได้สำเร็จ

พื้นที่เพลิงไหม้นั้นเสียหายเฉพาะบริเวณของร้านเครื่องเสียงไม่กระทบร้านใกล้เคียงคาดว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันจะเปิดทำการในส่วนของร้านอื่นๆได้ตามปกติ

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รักษาการผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า การจัดการเพลิงไหม้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ได้น่ากลัวและอันตรายเท่ากับเชื้อเพลิงในกลุ่มสารเคมี ที่สำคัญโดยหลักการการก่อสร้างอาคารและตึกสูงในประเทศไทยถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัย กฎหมายกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเจ้าของอาคารและผู้ตรวจสอบ

แนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงนั้นมีระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นลักษณะของการบอกว่าคุณต้องมีอุปกรณ์ในการจัดการหากเกิดเหตุฉุกเฉินยังไงบ้าง ต้องมีระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ เสียงสัญญาณเตือนเหตุ เครื่องตรวจจับควัน ระบบท่อ ลิฟท์ดับเพลิง เครื่องปั๊มน้ำ เป็นต้น พูดง่ายๆ กฎหมายควบคุมและบอกให้คุณมีระบบในการจัดการ แต่ระบบจะทำงานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบอาคารประจำปีว่าได้ไปตรวจสอบหรือเปล่าว่าอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานได้หรือไม่ วางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆได้ถูกต้องแค่ไหน จัดการอุปสรรคที่อาจขัดขวางการทำงานได้มากน้อยเพียงไร สำหรับอาคารสูงถ้าอุปกรณ์ทุกอย่างได้มาตรฐาน อุบัติเหตุเพลิงไหม้มันไม่ลุกลามมากไปกว่าที่เกิดขึ้นเหตุภายในห้อง” พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ระบุ

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า การจัดการพื้นที่โดยรอบอาคาร มีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพไว้พร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันถือเป็นเรื่องสำคัญในการลดความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

“เพลิงไหม้ในอาคารสูง สิ่งที่น่ากังวัลคือ พื้นที่ในการปฎิบัติการ เนื่องจากสถานที่และอาคารหลายแห่งมักละเลยในการสร้างพื้นที่ฉุกเฉินไว้ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ดับเพลิงภายในอาคารยังมักขาดการดูแล เช่น ลิฟท์ฉุกเฉินไม่ทำงาน สัญญาณและไฟฉุกเฉินแจ้งเตือนไม่ทั่วถึง สปริงเกอร์ไม่ทำงาน พวกนี้หลายแห่งปล่อยปละละเลย วัวหายล้อมคอก รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยทำ”

อัญวุฒิ บอกว่า หากเจ้าของผู้ดูแลสถานที่ใส่ใจกับทีมรักษาความปลอดภัย มีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานและเข้าถึงได้ง่าย หากถึงเวลาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นก็จะสามารถจัดการปัญหาเบื้องต้นได้ดีและทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า หลักใหญ่ 4 ข้อในการกำจัดความเสี่ยงต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ประชาชนควรรู้คือ

จัดการความเสี่ยงด้วยตัวเอง

“ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้ด้วยตัวเองก่อน โดยมีความรอบคอบในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงและต้นเหตุเพลิงไหม้ได้”

ทางหนีทีไล่

“ตัวอย่างใกล้ตัวเช่น บ้าน ต้องมีหน้าต่างสัก 1 บาน ประตูหรือพื้นที่ที่สามารถเปิดออกได้ง่ายและเป็นที่รับรู้ของทุกคนในบ้าน ปัจจุบันหลายคนละเลย ต่อเติมบ้านเรือนอาคารสถานที่จนอาจเป็นอุปสรรคในยามฉุกเฉินได้”

ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย

“เครื่องจับควัน เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายมากในปัจจุบัน หากมีการติดตั้ง ตรวจเช็คเเละทดลองใช้อย่างสม่ำเสมอ ความปลอดภัยในสถานที่ก็จะมีมากขึ้น”

ซ้อม ซ้อม ซ้อม

“หลายคนมักละเลยหรือไม่ใส่ใจการร่วมซ้อมหนีไฟของบริษัท สถานประกอบการ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก”

เอนก ยืนยันว่า อาคารขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างภายหลังปี พ.ศ. 2535 ตัวอาคารจะสามารถผจญเพลิงได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว โดยมีกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตามเจ้าของอาคาร ผู้ประกอบการ พนักงานหรือผู้อยู่อาศัยต้องใส่ใจในการซ้อมและมีแผนรองรับหากเกิดเหตุ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกอาคารต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตกอยู่ในความประมาท หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์จัดการเพลิงไหม้เเละซ้อมรับมืออยู่เสมอ

 

“ใบขับขี่ใหม่”เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

5 มีนาคม 2560 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485440

"ใบขับขี่ใหม่"เสียเงินเสียเวลาแต่ได้คนขับมีคุณภาพ?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมืองไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

นอกจากปัญหาเมาแล้วขับ ซิ่ง ซ่า คึกคะนอง  “ทักษะการขับรถที่ไร้คุณภาพ” ก็ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องถนนบ้านเราเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบอนุญาตขับรถและการขอต่ออายุ โดยบังคับให้ทุกคนต้องเรียนกับโรงเรียนสอนขับรถภายใต้การกำกับดูแลของกรมขนส่งทางบก ต้องผ่านการอบรมความรู้เรื่องกฎจราจร 15 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า

เสียเวลา มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการซื้อใบขับขี่

เมืองไทยได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังด้านรถยนต์ มองว่า การได้ใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทยนั้นง่ายเกินไป

สมัยก่อนพ่อแม่พี่น้องสอนขับรถให้ แล้วไปซื้อพรบ.จราจรมาท่องไม่กี่ข้อ ก็ไปสอบใบขับขี่ได้เลย เราจึงมีคนที่ขับรถได้เต็มถนน แต่ขับรถไม่เป็น ขับรถได้คือ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก แต่เวลาขับรถผ่านสี่แยกเปิดไฟฉุกเฉิน ยังเถียงกันอยู่ทั้งประเทศว่าถูกต้องหรือไม่ การมีชั่วโมงอบรมเรื่องกฎจราจร ข้อกฎหมาย มารยาท ข้อพึงปฏิบัติที่มากขึ้น จะช่วยคัดกรองคนขับที่มีคุณภาพออกสู่ท้องถนน

เรื่องค่าใช้จ่ายแพงขึ้น คนก็บ่นเกินไป รถคันละเป็นแสนคุณซื้อได้ แต่กลับไม่ยอมเสียค่าเรียนขับรถที่ถูกต้องแค่ 5,000 แถมใช้ได้หลายปี ถ้าคิดตามความรับผิดชอบของสังคมแล้วไม่แพงหรอก หรือการอบรม 15 ชั่วโมง วันนี้ไปอบรม 3 ชั่วโมง พรุ่งนี้ไปอบรมเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง กักตุนไปเรื่อยๆ อย่างน้อยมันได้ฝึกระเบียบ ฝึกความอดทนว่ากว่าคุณจะได้ใบขับขี่มานั้นมันยากเย็นแค่ไหน

กูรูด้านรถยนต์รายนี้ กล่าวว่า ความกังวลที่ว่าจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาซื้อใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกต้องควบคุมโรงเรียนสอนขับรถเอกชนอย่างเข้มงวด เพราะถ้าย่อหย่อนก็เท่ากับตีงูให้กากิน ทำให้โรงเรียนเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งออกใบขับขี่

การกำหนดหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่แบบใหม่ ผมมองว่าปัญหาต่างๆบนที่เกิดขึ้นบนท้องถนนที่เป็นอยู่มันคงแก้ไม่ได้ เพราะคนที่มีใบขับขี่ไปแล้วมันก็เป็นไปแล้ว แต่มันช่วยจะไม่ให้ปัญหาใหม่งอกเงยขึ้น ยกตัวอย่างเวลาผมจัดอบรมการขับรถ คนเกือบครึ่งห้องยังไม่รู้ว่าจะวัดน้ำมันเครื่องตรงไหน วัดยางลม วัดน้ำกลั่นยังไง เวลาขับรถไปเสียกลางถนนมันก็เป็นภาระสังคม ฉะนั้นนอกจากข้อกฎหมาย วินัยจราจร ควรเรียนรู้เรื่องรถและช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นด้วย

เรียนขับรถดีกว่าให้ใครไม่รู้มาสอน

ชูฤทธิ์ นิลพุดซา วิทยากรสถาบันสอนขับรถยนต์ Safe Driver Education เห็นด้วยกับการเข้มงวดในการออกใบอนุญาตขับขี่

“ในฐานะครูสอนขับรถ ผมเห็นด้วยนะที่ต้องทำให้มันได้ยากขึ้น ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ คุณต้องไปเรียนขับรถ 2-3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ ขับให้ครูฝึกดูทุกวัน ภายใน 3 เดือนเขาจะดูว่าคุณพร้อมที่จะขับออกมาบนท้องถนนไหม ขับอย่างมีคุณภาพไหม การให้เพื่อนสอนขับรถกับเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรม ถ้าผู้สอนเป็นคนอารมณ์ร้อน เวลาขับก็จะใจร้อน ด่า ขับเร็ว คนเรียนก็จะจดจำตรงนี้ไป เวลาออกไปขับจริงก็จะใจร้อน หงุดหงิด และมีอารมณ์ตาม แต่ถ้าเรียนจากสถาบันดีที่มีคุณภาพเขาจะปลูกฝังเลยว่าต้องมีทักษะการขับที่ดี มีจิตสำนึก มีน้ำใจ เน้นเรื่องทัศนคติ เรื่องความปลอดภัย

ครูสอนขับรถหนุ่มรายนี้ ยอมรับว่า การอนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนขับรถและออกใบขับขี่ได้ อาจเป็นช่องโหว่ทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่เกิดขึ้น

ที่ผ่านมาบ้านเรามีโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สอนขับรถ และสามารถออกใบขับขี่ได้ด้วย แต่หลายแห่งไม่ค่อยมีคุณภาพ ยังซื้อใบขับขี่ได้อยู่ พอได้ง่าย เวลาออกไปขับรถบนถนนก็ไม่มีคุณภาพ ไม่มีจิตสำนึก ไม่รู้กฎหมาย เกิดอุบัติเหตุตามมา ดังนั้นกรมการขนส่งทางบกต้องคัดกรองโรงเรียนสอนขับรถให้ดีๆ มีการตรวจสอบที่เข้มข้น ใครขายใบขับขี่ หรือออกใบขับขี่ง่าย ไม่มีคุณภาพ ก็สั่งปิดเลย ถ้าคัดกรองไม่ดี จะสร้างปัญหา ปล่อยคนขับที่ไม่มีคุณภาพออกมา ขับสะเปะสะปะ ประมาท เสี่ยงอันตราย บางโรคที่ไม่อนุญาตให้ขับรถ เช่น โรคหัวใจ ลมบ้าหมู ห้ามขับรถเลย แต่บางสถาบันยังออกใบขับขี่ให้”

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนขับรถที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-5,000 บาทนั้น ชูฤทธิ์ให้ความเห็นไว้อย่างน่าคิด

ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าเงินไทยประมาณ 8 หมื่นบาท เรียน 3 เดือนกว่าจะได้ใบขับขี่ แถมเรียนแล้วถ้ายังขับไม่ได้ก็ต้องไปลงเรียนใหม่ ที่ญี่ปุ่น วิชาขับรถต้องอ่านหนังสือเล่มหนาๆไม่ต่างจากหนังสือแบบเรียน แบบนี้ถึงจะได้คนขับที่มีคุณภาพ ถ้าเรียนง่ายๆผ่านออกมาง่ายๆก็จะได้คนขับที่ไม่มีคุณภาพ เกิดขับไปเกิดอุบัติเหตุ ค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสน หรือไปชนคนตาย ค่าเสียหายเป็นล้าน แถมติดคุกอีก เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาทในการเรียนขับรถที่ถูกต้องนั้นถือว่าไม่แพงเลย

เพิ่มความเข้มงวดมือใหม่หัดขับ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) บอกว่า ปัจจุบันคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงบนถนน หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือตัวคนขับรถที่ไม่มีทักษะ ขาดความรู้ความรับผิดชอบ ฉะนั้นการที่กรมการขนส่งทางบกจะยกระดับเรื่องการออกใบอนุญาตขับขี่ถือเป็นทิศทางที่เหมาะสม

ในต่างประเทศ ชั่วโมงการอบรมไม่ใช่แค่ 15 ชั่วโมง การได้ใบขับขี่จะเป็นขั้นเป็นตอน (graduated licensing) หมายความว่า ต้องปูพื้นฐานการเรียนรู้ อบรมอย่างเป็นระบบ เช่น ญี่ปุ่น อบรมความรู้ 30 ชั่วโมง แล้วค่อยไปสอบภาคปฏิบัติโดยให้ไปขับรถอยู่ภายใต้การกำกับของครูฝึก ตั้งแต่การปรับเบาะ ปรับกระจก ออกรถ จนถึงขับบนถนนจริงๆ ไม่ใช่แค่ถอยเข้าถอยออกแบบที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบัน หากสอบผ่านสิ่งที่จะได้มาคือ ใบขับขี่ชั่วคราว (learner) อายุ 1 ปี แถมยังมีเงื่อนไขต่างๆอีกหลายข้อ เทียบกับบ้านเราที่จะอบรม 15 ชั่วโมงนั้นไม่ได้เยอะเลย”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าคิดต่อคือ การอบรม 15 ชั่วโมงที่โรงเรียนสอนขับรถได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางบกให้เข้ามาดูแลนั้น ทำอย่างไรให้ได้มาตรฐาน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ สื่อ และครูผู้สอนให้ใกล้เคียงกันทุกโรงเรียน

ควรมีการตรวจสอบประเมินว่า ใครผ่านอบรมและทดสอบจากโรงเรียนไหน ถ้าไปขับรถชน เมาแล้วขับ ทำพฤติกรรมไม่ดีบนท้องถนน แล้วไปย้อนดูว่าจบมาจากโรงเรียนอะไร ก็จะรู้ได้ว่า คนนี้ขาประจำ คนนี้ทำผิดซ้ำซาก พูดง่ายๆคือ ต้องให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมโยงข้อมูล คนที่มาทำใบขับขี่ หรือต่ออายุใบขับขี่ ควรเก็บบันทึกประวัติ ยกตัวอย่างเน็ตไอดอลสาวคนหนึ่งที่ขับรถไปชนรถคันอื่น 9 คันรวด แล้วคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี แต่กลับโพสต์ว่าไปต่อใบขับขี่ที่หมดอายุ ตรงนี้เป็นการอุดช่องโหว่ที่ทำให้เรารู้ประวัติว่า ใครถูกแบล็กลิสต์ ใครควรระงับใบขับขี่ ใครถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

นักวิชาการด้านความปลอดภับบนท้องถนน ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐเข้มงวดเป็นการเฉพาะกับคนที่ถือใบขับขี่ชั่วคราว เพราะข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า คนที่เพิ่งได้ใบอนุญาตขับขี่ในปีแรกมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงสุด หมายถึงพวกมือใหม่หัดขับทั้งหลาย

“ทำอย่างไรที่จะควบคุมคนพวกนี้อย่างเข้มงวดที่สุด เช่น ออกบทลงโทษที่รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงคนที่ไม่มีใบขับขี่ หรือไม่พกใบขับขี่ขณะขับรถ พวกนี้ถือว่าอันตรายมาก ที่ผ่านมาเรามีบทลงโทษอ่อนมาก คนจึงไม่เกรงกลัว

ท่ามกลางเสียงบ่นว่า หลักเกณฑ์การออกใบขับขี่ใหม่นั้นทำให้ประชาชนเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังอาจทำให้เกิดการซื้อใบขับขี่กันขึ้น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากปล่อยให้ได้ใบขับขี่มาง่ายๆสบายๆ อาจสร้างปัญหาที่ใหญ่โตกว่าตามมาอย่างคาดไม่ถึง.