ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/485371

ทางรอดผู้บริโภคมืออาชีพ ในยุคเทคโนโลยี

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยปัจจุบันพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในทุกๆ ด้านตั้งแต่การทำงาน การดำรงชีวิต ซื้อของ รวมไปถึงการทำธุรกรรมต่างๆ ให้จบบนเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว แต่ทว่าประโยชน์มากมายที่ผู้บริโภคได้รับจากบริการที่สะดวกเหล่านี้ อีกด้านกลับมีปัญหาที่แฝงอยู่ เช่น การหลอกลวง ฉ้อโกง นี่จึงเป็นประเด็นที่เครือข่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันจัดเสวนา “เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไทยยุค 4.0” เพื่อเป็นขอแนะนำเตือนให้ผู้บริโภครู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี

สถาพร อารักษ์วทนะ นักวิจัยอิสระ สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันคนไทยใช้สื่อโซเชียลมีเดียกว่า 38 ล้านคน หรือ 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฟสบุ๊คยังคงเป็นสื่อออนไลน์ที่นิยมมากที่สุดถึง 41 ล้านยูสเซอร์ ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในกลุ่มยาอาหารเสริม และที่น่าตกใจพบว่าปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิตจากการสั่งซื้อยาอาหารเสริมผ่านระบบนี้จำนวน 4 ราย และมีผู้ที่ประสบเหตุเช่นนี้อีกมาก

ขณะที่ปัญหาโดยตรงของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายบนโลกออนไลน์เป็นสินค้าจริงหรือไม่ เพราะแม้แต่ตราหน่วยงานรับรองคุณภาพยังมีการปลอมแปลง ประกอบกับการทำงานของหลายหน่วยงานที่ดูแล ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องรอทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันก่อนว่าสินค้าที่พบผิดกฎหมายหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย

ดังนั้น เบื้องต้นวิธีการป้องกันในผู้บริโภค อย.ควรเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบระบบคลังฐานข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์สินค้าได้ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก่อนซื้อสินค้า แต่ปัจจุบันข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดให้ใช้เพียงหน่วยงานเท่านั้น

รศ.วิทยา กุลสมบูรณ์ ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันมาก โดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีเฉลี่ยวันละเกือบ 10 ชั่วโมง แบ่งเป็นคอมพิวเตอร์ประมาณกว่า 6 ชั่วโมงและโทรศัพท์มือถือมากกว่า 3 ชั่วโมง หลักๆเพื่อการติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูล ทำธุรกรรมต่างๆ

สำหรับเหตุผลที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้เทคโนโลยีทำธุรกรรมมากขึ้น เนื่องจากรู้สึกว่ามีความสะดวก มีบริการส่งถึงบ้าน มีร้านให้เลือกจำนวนมาก และซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าซื้อหน้าร้าน ทำให้ปัจจุบันการตลาดบนสื่อออนไลน์มีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี

รศ.วิทยา กล่าวว่า การป้องกันสิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทุกครั้งควรเก็บใบเสร็จการโอนเงินไว้ เพราะถ้าหากถูกโกงสามารถเรียกร้องได้ทันทีซึ่งมีผลทางคดี 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ แต่คิดว่าทางป้องกันดีที่สุดในเบื้องต้น ผู้บริโภคก็ควรตรวจสอบประวัติผู้ที่ทำธุรกรรมก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ควรเห็นกับสินค้าราคาถูกหรือแพงเกินไปเพราะถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้น อาจไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา

จินตนา ศรีนุเดช ผู้แทนสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า กล่าวว่า การเป็นผู้บริโภคมืออาชีพต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีทุกอย่างที่มี 2.ไม่ควรเชื่อข้อมูลจากแบรนด์สินค้าโดยทันที แต่ควรเชื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ต และการร้องเรียน 3.หากประสบปัญหาต้องกล้าร้องเรียนเพื่อเป็นผู้นำ ให้กับผู้บริโภคคนอื่นที่ไม่ได้รับความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานรัฐก็ควรสร้างกลไกมาดูแลคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้บริโภคอย่างแท้จริงและให้ภาคประชาชนมีส่วนผลักดัน

ปฏิวัติ เฉลิมชาติ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคประสบปัญหาจากการรู้ไม่ทันการใช้เทคโนโลยีมาก เช่น แชร์ข้อมูลลงไปโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรอง ตรงนี้จะเป็นช่องทางทำให้ผู้ประกอบการนำมาโต้ตอบผ่าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานหมิ่นประมาทได้ ดังนั้นแนะนำว่าผู้บริโภคต้องมีสติก่อนที่จะแชร์ข้อมูลลงไปบนสื่อออไลน์ เพื่อไม่ทำให้การเรียกร้องสิทธิได้รับผลกระทบ

ขณะที่การทำงานของหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภค ที่ผ่านมายังคงล้าช้าจึงอยากให้ปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เช่น การฟ้องร้องควรฟ้องแทนประชาชนผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่ให้แต่เพียงคำแนะนำและปล่อยให้ผู้บริโภคดำเนินการฟ้องร้องเอง

และสิ่งสำคัญที่อยากให้มีการปฏิรูปหน่วยหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคตอนนี้ ซึ่งมีความหลากหลายมากเกินไปถึง 7 หน่วยงานหลัก เช่น ถ้าหากต้องการร้องเรียนเรื่องยาต้องไป อย. ปัญหาจากการใช้รถต้องไปร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และปัญหาจากการใช้โทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตต้องไปสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้ ตั้งหน่วยงานมาดูแลคุ้มครองผู้บริโภคโดยตรงเพียงแห่งเดียว เช่น ที่ภาคประชาชนเสนอให้ตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ไม่มีความเป็นอิสระตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ที่อาจเข้ามาแทรกแซงได้

ดังนั้นภาคประชาชนขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว และเห็นควรทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอิสระจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถทำงานไม่เต็มที่ ไม่เช่นนั้นผู้เสียผลประโยชน์ก็ยังคงตกอยู่กับผู้บริโภคต่อไป เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

 

 

ชาวไร่รุ่นใหม่ ปลูกอ้อยอินทรีย์ ต้นทุนต่ำ ตลาดกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

สุจิต เมืองสุข

ชาวไร่รุ่นใหม่ ปลูกอ้อยอินทรีย์ ต้นทุนต่ำ ตลาดกว้าง

การปลูกอ้อยโดยทั่วไปของเกษตรกรพืชไร่ ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการและขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว และซื้อขาย หากไม่ทำการเกษตรให้ต่าง ก็ยังคงดำรงอาชีพเกษตรกรรมอยู่ได้ แต่เมื่อเกิดความคิดทำเกษตรที่แตกต่าง โอกาสที่จะพบเทคนิค กลยุทธ์ และต่อยอดการเกษตรที่ดำรงอยู่ให้ได้รับการพัฒนาก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เช่น คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรหนุ่มไฟแรง ชาวหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่บ่มเพาะการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เล็ก ด้วยพื้นเพเดิมของครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อว่างเว้นจากการเรียน คุณวงศกร ก็โดดเข้าไร่ เรียนรู้ทุกขั้นตอนและกระบวนการมาด้วยตนเอง หลังจบการศึกษาจึงเปิดกิจการเล็กๆ และทำไร่อ้อยกับครอบครัวพ่วงกันไปด้วย

การทำไร่อ้อย ของครอบครัวชนะภัย ยังคงดำเนินมาลักษณะเดียวกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วไป กระทั่ง 5 ปีก่อน คุณวงศกร มีแนวคิดการทำไร่อ้อยอินทรีย์ เขาเริ่มศึกษาแนวทาง และเริ่มทดลองในไร่อ้อยเดิมที่มีอยู่ 60 ไร่

“ผมชอบเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว เมื่อตัวเองทำไร่อ้อยก็อยากทำไร่อ้อยอินทรีย์บ้าง ตอนที่เริ่มทำ ก็ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ จะคิดจะทำจริงจัง ครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร จึงแบ่งพื้นที่เริ่มทำอินทรีย์ 60 ไร่ ตามความรู้เท่าที่มี ทั้งที่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงตลาดอ้อยอินทรีย์เลย ว่ามีโรงงานรับซื้อหรือไม่ แต่สิ่งที่มั่นใจว่าต้องได้จากการทำอินทรีย์คือ การลดต้นทุนที่ถาวร”

คุณวงศกร บอกว่า ตลอดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนจากการปลูกอ้อยปกติเป็นอ้อยอินทรีย์ นานถึง 3 ปี ซึ่งระหว่างนี้การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ปริมาณผลผลิตต่อไร่ก็ไม่ได้ลดน้อยลงกว่าเดิม แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ ลดการจัดการภายในไร่ลงหลายขั้นตอน

แปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร ปัจจุบันขยายเพิ่มเป็น 140 ไร่ แต่ยังคงทำไร่อ้อยปกติอีกเกือบ 100 ไร่ เหตุที่ไม่ทำแปลงอ้อยให้เป็นอินทรีย์ในทุกแปลง คุณวงศกร บอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะแปลงไม่ได้อยู่ติดกัน อีกทั้งแต่ละแปลงอยู่ติดกับแปลงของเพื่อนบ้าน ซึ่งการทำอินทรีย์จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากพื้นที่ปลูกที่ใช้สารเคมีอย่างน้อย 4-5 เมตร โดยรอบแปลง หรือปลูกไม้อื่นเป็นแนวกันชน จึงจะเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง แต่การที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงอ้อยทั้งหมดเป็นอินทรีย์ถือเป็นเรื่องดี เพราะปัจจุบันคุณวงศกรทำไร่อ้อยทั้ง 2 แบบ เพื่อการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต และเพื่อเป็นแปลงสำหรับผู้สนใจเข้ามาศึกษา โดยไม่หวงความรู้แต่อย่างใด

การเปลี่ยนจากไร่อ้อยทั่วไปมาเป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร บอกว่า เพราะเขาไม่มีเวลามาก การเริ่มต้นด้วยการปลูกพืชปรับปรุงดิน เช่น ปอเทือง หรือพืชตระกูลถั่ว จึงเลือกวิธีการปลูกอ้อยปกติไปก่อน แต่ไม่ใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ไม่เผาใบ ค่อยๆ เติมปุ๋ยอินทรีย์ และปั่นใบอ้อยป่นคลุกหมักในไร่ไปพร้อมกันแทน แต่ถ้าเกษตรกรท่านใดต้องการทำแปลงอินทรีย์ คุณวงศกร แนะนำว่า หากมีเวลาควรปลูกพืชปรับปรุงดินก่อน จะเป็นการดี

“ต้นทุนอ้อยอินทรีย์มีเพียงค่าปลูก ค่าอ้อยตอ ปุ๋ยอินทรีย์ ทำรุ่น บำรุงดิน ค่าแรงงานคน ค่าน้ำมันรถขนส่ง รวมทั้งสิ้นแล้ว พื้นที่ 140 ไร่ ต้นทุนไม่เกิน 150,000 บาท”

ต้นทุนของการทำอ้อยอินทรีย์สูงสุดคือ ค่าแรงงานคนที่ใช้ในการตัดอ้อยสด ดายหญ้า ถอนหญ้า ค่าตัดอ้อยสดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สูงที่สุด เพราะแต่ละครั้งของการตัดอ้อยสด ใช้แรงงานคนประมาณ 30 คน ค่าตัด ต่อมัด 2.50 บาท มัดละ 15 ลำ ในการตัดอ้อยสดต่อวัน แรงงาน 1 คน สามารถตัดอ้อยสดได้มากถึง 400 มัด ซึ่งการจ้างแรงงานในปัจจุบันถือเป็นปัญหามากที่สุด ผู้จ้างจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองจ่ายให้กับแรงงานก่อนถึงเวลาทำงาน มิฉะนั้น จะไม่มีแรงงานมารับจ้าง

ราคาซื้อขายอ้อย ผันผวนตามราคาตลาดโลก เช่น ปี 2558 ที่ผ่านมา ราคารับซื้ออ้อย ตันละ 808 บาท สำหรับอ้อยอินทรีย์ ราคารับซื้อแม้จะเป็นราคาเดียวกับการรับซื้ออ้อยทั่วไป แต่อ้อยอินทรีย์ยังมีรายได้จากส่วนต่างเพิ่มให้ (100 บาท ต่อตัน) โดยไม่นับรวมจากต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จึงแน่นอนว่า ทุกรอบการผลิตของการปลูกอ้อยอินทรีย์ มีรายได้ที่สูงกว่าการปลูกอ้อยทั่วไปแน่นอน

คุณวงศกร ยอมรับว่า การทำไร่อ้อยไม่ว่าจะเป็นอ้อยปกติทั่วไปหรือแปลงอ้อยอินทรีย์ เกษตรกรจำเป็นต้องมีเครื่องจักรกลการเกษตรผ่อนแรง เพราะหลายขั้นตอนหากมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะลดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่าการจ้างแรงงานคน อีกทั้ง ยังได้ความสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบัน ผลผลิตจากแปลงอ้อยอินทรีย์ทั้ง 140 ไร่ ส่งตรงเข้าโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล ที. เอ็น. โรงงานในกลุ่มวังขนาย ซึ่งตั้งอยู่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ระยะห่างจากไร่ของคุณวงศกรเกือบ 100 กิโลเมตร แต่เพราะเป็นโรงงานเดียวที่อยู่ใกล้ และคุณวงศกร เห็นว่ามีข้อตกลงร่วมกันเมื่อเกษตรกรเข้าโครงการอ้อยอินทรีย์ตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบเกษตรกรมากที่สุด

แต่ขณะเดียวกัน การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีระบบระเบียบและวิธีพิจารณาที่เข้มงวด หากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน

ขั้นตอนการปลูกอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร แสดงความเห็นว่า ไม่ได้แตกต่างจากการปลูกอ้อยโดยทั่วไป โดยมีวิธีปลูกและปฏิบัติ ซึ่งได้รับคำแนะนำมาจากศูนย์พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กลุ่มวังขนาย ดังนี้

การวางแผนการจัดการ

ทำแนวป้องกันการปนเปื้อนทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ ได้แก่ การปลูกพืชในกลุ่มของไม้ยืนต้น โตเร็ว เป็นแนวกันชนรอบแปลง หรือพืชอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อป้องกันลมพัดสารพิษเข้ามาสู่แปลง การทำคันดินหรือร่องน้ำกั้นระหว่างแปลง ป้องกันการไหลบ่าของน้ำข้างนอกเข้ามาในแปลง รวมถึงการกันพื้นที่รอบแปลง ระยะห่าง 4-5 เมตร จากแปลงปลูกอื่น

ควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ เพื่อการปรับปรุงดิน ในการปรับปรุงดินควรทำก่อนปลูกพืชปุ๋ยสด หากพบว่าดินเป็นกรด ค่า PH ต่ำกว่า 5.5 ให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ตามอัตราที่แนะนำจากผลการวิเคราะห์ดิน หลังจากใส่ปูนแล้ว ประมาณ 10 วัน จึงปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน และอินทรียวัตถุในดิน เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า โสน หรือพืชตระกูลถั่วอื่นๆ แล้วไถกลบในช่วงที่พืชปุ๋ยสดเริ่มออกดอก หรืออายุประมาณ 50-60 วัน หลังการไถกลบพืชปุ๋ยสดแล้ว ประมาณ 15 วัน จึงปลูกอ้อย แต่ถ้าต้องการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารโพแทสเซียม ให้ใส่ขี้เถ้าจากโรงงานน้ำตาล ไถคลุกเคล้ากับดิน อย่างน้อย 2 ตัน ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดินพร้อมกันในช่วงที่ใส่ขี้เถ้า

การปลูกอ้อย

1. หลังจากไถยกร่องแล้ว รองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ สูตรอ้อยออร์แกนิก ตรามดเขียว อัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยใต้แถวท่อนพันธุ์อ้อย

2. สับท่อนพันธุ์ให้มีความยาวสม่ำเสมอ ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือประมาณ 3-4 ข้อตา

3. ในการปลูกอ้อยปลายฝน ควรกลบท่อนพันธุ์ให้แน่นและหนา ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าปลูกอ้อยต้นฝนหรืออ้อยน้ำราด ควรกลบดินให้สม่ำเสมอ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร

การดูแลรักษา

ควรปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวอ้อย เช่น ถั่วพร้า เพื่อป้องกันและควบคุมการงอกของวัชพืช และช่วยคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น โดยหว่านเมล็ดถั่วพร้าระหว่างร่องอ้อย หลังจากปลูกอ้อยเสร็จ จากนั้นฉีดพ่นด้วยสารสกัดชีวภาพ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตเสริมความแข็งแรงและเพิ่มความหวานของอ้อย ทุกๆ 15-20 วัน นอกจากนี้ จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องทุ่นแรงตามความเหมาะสม

ในการกำจัดแมลงศัตรูอ้อย ให้ใช้ชีววิธี เช่น ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโครแกรมม่า ในการควบคุมหนอนเจาะลำต้นและยอดอ้อย ปล่อยแมลงหางหนีบกำจัดหนอนกออ้อย เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว เพิ่มเชื้อราเมตาไรเซียม เพราะมีประสิทธิภาพในการควบคุมด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย

หากมีปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้วัว ขี้ควาย ที่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถนำมาใส่ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของอ้อยได้

เมื่อเข้าฤดูฝน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โรยข้างแถวอ้อยเป็นปุ๋ยแต่งหน้า แต่หากใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินที่ใช้ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานก่อน

ในการเก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลาตัดอ้อย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมจะแจ้งเวลาการตัดอ้อยอินทรีย์เข้าหีบ โดยเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวอ้อยสด ตัดโคนให้ชิดดิน สางใบอ้อยให้สะอาด ไม่เป็นอ้อยยอดยาว หลังจากตัดแล้วให้ส่งเข้าหีบ ไม่เกิน 48 ชั่วโมง

สำหรับจำนวนเกษตรกรที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย มีจำนวน 800 ราย คิดเป็นพื้นที่ได้รับการรับรองออร์แกนิกแล้ว 30,000 ไร่ ซึ่งแปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์นั้น อีกทั้งยังเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด (2559) จากรางวัลชาวไร่อ้อยดีเด่น ผลิตอ้อยอินทรีย์ ขอคำแนะนำปรึกษาจาก คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงได้ ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี หรือโทรศัพท์ (086) 130-6888

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่าย ตลาดต้องการมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

สาวบางแค 22

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่าย ตลาดต้องการมาก

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวโพดใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลิตได้น้อย บางปีจึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาใช้ในประเทศ

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหม และเก็บเกี่ยว ที่สำคัญให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสมที่จำหน่ายในท้องตลาด มักให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น

ในแต่ละปีการผลิต เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 2 ครั้ง ข้าวโพดรุ่นแรก เริ่มปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีฝนตกมาก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีความชื้นสูง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราและสารอะฟลาท็อกซิน การเพาะปลูกข้าวโพดรุ่น 2 ประมาณช่วงฤดูแล้ง แต่ข้าวโพดรุ่นนี้จะมีปริมาณผลผลิตไม่มาก การเพาะปลูกจะเริ่มในเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของปีถัดไป

คุยกับคนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

คุณกัณฑิมา อยู่เพ็ชร อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสาริกา อำเภอช่องสาริกา จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนถึงปัจจุบันยาวนานนับ 20 ปี สาเหตุที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เพราะแหล่งที่ดินทำกินในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา มีสภาพเป็นที่ดอน ไม่เอื้อต่อการทำนา แต่เหมาะต่อการปลูกพืชไร่มากกว่า เธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะพืชไร่ชนิดนี้ปลูกดูแลง่าย

ทุกวันนี้เธอมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 260 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของเธอเองและที่ดินเช่า สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ เธอยอมรับว่า ราคาไม่สู้ดีนัก จากเดิมที่เคยขายผลผลิตได้ในราคา 90 บาท ต่อถัง (1 ถัง น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม) ปีนี้ราคาลดลงเหลือแค่ 70 บาท ต่อถัง เท่านั้น

ในท้องถิ่นแห่งนี้ สามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 2 รุ่น ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มปลูกประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี เกษตรกรจะคอยสังเกตว่า หากฝนตกลงมาเมื่อไรก็จะลงมือปลูกทันที ส่วนผลผลิตรุ่น 2 จะลงมือปลูกอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากฝนมาล่าช้ากว่าปกติ เกษตรกรก็จะหันไปปลูกทานตะวันแทน

ปัจจุบันคุณกัณฑิมาเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เพราะมีขนาดฝักใหญ่ ยืนต้นดี ปลูกถี่ได้ อายุเก็บเกี่ยวฝักสดประมาณ 110 วัน หากเก็บฝักแห้งจะใช้เวลาปลูกประมาณ 120 วัน นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเด่นคือ ความสูงต้นปานกลาง ตำแหน่งฝักต่ำ ลำต้นแข็งแรง ระบบรากและการยืนต้นดี ให้ผลผลิตฝักเดี่ยว ขนาดใหญ่แต่แกนเล็ก เมล็ดลึก เปอร์เซ็นต์การกะเทาะสูง เปลือกหุ้มฝักมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่เนิน สภาพดินสมบูรณ์ ปริมาณน้ำฝนปานกลาง เมื่อปลูกในระยะห่าง 70×20 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น ไม่ควรเกิน 12,000 ต้น ต่อไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโพดต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ เมื่อดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม เริ่มจากช่วงรองพื้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีหมอดิน สูตร 10-10-5 พร้อมหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อบำรุงให้ธาตุอาหารหลัก รอง และเสริม สำหรับช่วยบำรุงระบบราก บำรุงลำต้นให้เติบโตเร็ว ใบเขียวนาน

ช่วงที่ทำรุ่น ใส่ปุ๋ยเคมีหมอดิน สูตร 27-12-6 ในอัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยบำรุงลำต้น ใบ ให้ต้นข้าวโพดมีฝักใหญ่ น้ำหนักดี เมล็ดติดเต็มฝัก สำหรับช่วงออกดอกหัว หากพบว่า ต้นข้าวโพดไม่สมบูรณ์ หรือกระทบแล้ง เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมอดิน สูตร 46-0-0 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยให้ดอกสมบูรณ์ ติดเมล็ดดี และให้ผลผลิตสูง

ด้าน คุณนงคราญ บุญอยู่ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ครอบครัวเธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เธอเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ ซี.พี.301 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยวไว ความชื้นต่ำ เมล็ดสีสวย ขายผลผลิตได้ราคาดี ขายฝักสดได้ในระยะ 90-95 วัน

ข้อดีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ ซี.พี.301 ที่โดนใจเกษตรกร นั่นก็คือ ต้นเตี้ย ปลูกถี่ได้ ลำต้นและระบบรากแข็งแรง ฝักเดี่ยว เมล็ดลึก ขนาดฝักสม่ำเสมอทั้งแปลง เปลือกหุ้มมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200-1,900 กิโลกรัม ต่อไร่ เติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่ต่ำ สภาพดินสมบูรณ์ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนดี ปลูกในระยะห่าง 70×20 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น ไม่ควรเกิน 12,000 ต้น ต่อไร่

ภาพรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย

ทุกวันนี้ปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือ ผลผลิตประมาณร้อยละ 85 ของผลผลิตทั้งหมด ออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม และเนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่าร้อยละ 50 ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมและพื้นที่เขตป่าไม้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เคยรายงานสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วงปี 2557/2558 ว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 7.40 ล้านไร่ ผลผลิต 5.01 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 676 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเพาะปลูกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะราคาปรับตัวลดลง เกษตรกรจำนวนมากจึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ทำให้ภาครัฐต้องใช้มาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6.84 โดยเฉพาะค่าเช่าที่ดินและค่าดูแลรักษา ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 13.91 และร้อยละ 13.68 ตามลำดับ นอกจากนี้ แนวโน้มความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาคปศุสัตว์ เฉลี่ยต่อปีร้อยละ 3.55 แต่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 1.50

ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่าร้อยละ 90 ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก แต่ผลผลิตรุ่นนี้มักเจอปัญหาฝนตกชุกและต่อเนื่องในช่วงระยะเก็บเกี่ยว ทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นนี้มักเกิดปัญหาด้านคุณภาพ เพราะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสูง มีโอกาสเกิดอะฟลาท็อกซินได้ง่าย ผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงไม่นิยมซื้อเก็บสต๊อกไว้ ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวมากในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม มีราคาอ่อนตัวลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต จึงขอให้เกษตรกรระมัดระวังเรื่องคุณภาพและการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว เพราะหากเมล็ดมีความชื้นสูงจะทำให้แตกหักง่ายและโอกาสเกิดอะฟลาท็อกซินง่ายยิ่งขึ้น

จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พบว่า ต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีศัตรูพืชและวัชพืช เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากนิยมใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงดิน ในช่วงที่ราคาปุ๋ยเคมีปรับเพิ่มขึ้นจะทำให้เกษตรกรแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“หญ้าเนเปียร์” พืชไร่ตัวใหม่ ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“หญ้าเนเปียร์” พืชไร่ตัวใหม่ ที่น่าจับตามอง

ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อยนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกรไทยได้ในอนาคต เพราะเกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ ได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า

โอกาสทางการตลาด

ของ “หญ้าเนเปียร์”

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และอิมแพค เมืองทองธานี จัดเสวนาเกี่ยวกับศักยภาพการตลาดของหญ้าเนเปียร์ โดยเชิญตัวแทนเกษตรกร ได้แก่ คุณสันติ เรืองทวีผล คุณอนันต์ พานิชสมัย และกลุ่มนักวิชาการ ได้แก่ คุณสรยุทธ วินิจฉัย และ ดร. ไกรลาศ เขียวทอง นักวิชาการกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นผู้วิจัยหญ้าสายพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับหญ้าเนเปียร์หลากหลายแง่มุม เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รู้จักกับพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่นี้มากขึ้น

คุณสันติ เรืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่ เลขที่ 197/1 หมู่ที่ 3 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา 30340 โทร. (081) 955-3549 การันตีว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกดูแลง่าย เพราะเป็นหญ้าลูกผสมที่เกิดจากการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์หญ้าลูกผสม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงโค กระบือ

คุณอนันต์ พานิชสมัย เกษตรกรที่ร่ำรวยจากการปลูก “หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1” ในพื้นที่อำเภอปากช่อง กล่าวว่า ผมได้สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาจาก ดร. ไกรลาศ ผมเชื่อว่า หญ้าเนเปียร์ มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะหญ้าชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่อาหารเลี้ยงโคเท่านั้น สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้หลายชนิด เช่น โคนม โคเนื้อ ประมง ไก่ สุกร ฯลฯ ที่ผ่านมา ซีพี เลี้ยงห่าน ในอำเภอโชคชัย 4,000 ตัว ก็ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารเลี้ยงห่าน โดยนำหญ้าเนเปียร์บดผสมกับรำข้าว เมนูนี้ห่านชอบมาก แถมเติบโตเร็วอีกต่างหาก เพราะหญ้าเนเปียร์มีวิตามินที่เป็นประโยชน์หลายชนิด

โดยทั่วไป หญ้าเนเปียร์ ขายในราคากิโลกรัมละ 1.60 บาท แต่ฤดูแล้งปีนี้ รัฐบาลห้ามปลูกข้าวนาปรัง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนฟางก้อนสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ ผมสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ราคาสูงกว่า 2 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนช่วงฤดูฝน ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่นิยมใช้หญ้าสดตามธรรมชาติเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้หญ้าเนเปียร์น้อยลง ผมก็หันมาผลิตหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเครือกิจการดับเบิ้ลเอ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอโชคชัย ในราคา ตันละ 700 บาท

คุณอนันต์ แนะนำว่า หากใครมีทำเลที่ตั้งแปลงปลูกหญ้าอยู่ใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคเนื้อ ฯลฯ ควรปลูกหญ้าเนเปียร์ต้นอ่อน ส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ป้อนโรงไฟฟ้าชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ควรเน้นตัดหญ้าต้นแก่ เพื่อป้อนขายโรงงาน ในราคาเฉลี่ยขั้นต้น ไม่ต่ำกว่า ตันละ 700 บาท

“หญ้าเนเปียร์” ปลูกดูแลง่าย

ที่ผ่านมา บริษัท คอร์นโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันศึกษา วิจัย และพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 พบว่า การใช้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง มาผลิตหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ และการลดมลภาวะ

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการน้ำระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบ ประมาณ 10-12% ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

ในแง่การปลูกและจัดการ ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ในเขตชลประทาน หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ปลูกที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุ ประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่าท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน จากนั้นตัดใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ เล็งเห็นว่า การส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์ เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมพัฒนาการใช้พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่มีสมรรถนะการผลิตสูงในระบบการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทย แค่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พื้นที่ 1 ไร่ จะเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ตอนนี้การเลี้ยงโคในประเทศเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายผลิตโคเนื้อส่งขายตลาดจีน เกษตรกรจะไปซื้อโครุ่นราคาถูกจากออสเตรเลียมาเลี้ยงขุน กินหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารหลัก เพื่อช่วยให้โคเติบโตเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน อุตสาหกรรมโคขุนของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ เพราะฟันกำไรจากการขายโคได้ ตัวละ 20,000 บาท แค่เลี้ยงโคขุนสัก 500,000 ตัว ส่งขายจีน โกยกำไร แค่ตัวละ 20,000 จะสร้างผลกำไรได้มากมายมหาศาล

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่าให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พระนครศรีอยุธยา เพาะลูกพันธุ์ปลาช่อนดี มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

รายงานพิเศษ-เส้นทางปลาช่อน

สุรเดช สดคมขำ

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พระนครศรีอยุธยา เพาะลูกพันธุ์ปลาช่อนดี มีคุณภาพ

“อนาคตการเลี้ยงปลาช่อน เดี๋ยวนี้แตกต่างกว่าสมัยก่อน คือเรามีการใช้อาหารเม็ดมากขึ้น มันทำให้การเลี้ยงเป็นแบบมาตรฐานขึ้น ซึ่งมี จีเอพี (GAP) ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีความสะอาด เพราะน้ำที่เลี้ยงไม่เน่าเสีย เพราะฉะนั้นตัวปลาก็สามารถทำราคาได้อีก เพราะมีที่มาที่ไป โดยสืบกระบวนการผลิตได้หมด ว่าเป็นลูกปลารุ่นไหน และมีการเพาะพันธุ์ การเลี้ยงอย่างไร ซึ่งเป็นการช่วยทำตลาดให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ทำให้วางห้างสรรพสินค้า และส่งออกยังต่างประเทศได้ เชื่อว่ายังมีโอกาสที่ดีในอนาคต” คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าว

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตั้งอยู่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการใช้อาหารเม็ดยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาช่อนสมัยก่อนจะเน้นหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยง และที่สำคัญยังใช้น้ำจำนวนมากในการเลี้ยง และต้นทุนการใช้ปลาเป็ดตัวเล็กๆ จากทะเล เพื่อนำมาบดเป็นเหยื่อสดก็มีราคาที่ถูก แต่เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ในหนอง คลอง บึง ก็มีปริมาณที่น้อยลงผิดกับสมัยเก่าก่อน จึงทำให้การช้อนลูกปลาช่อนแบบสมัยนี้ทำได้ยากอีกด้วย

“เมื่อมีการประกาศไม่ให้จับปลาเป็ด หรือปลาที่เป็นปลาทะเลสำหรับใช้เลี้ยงปลาช่อนได้น้อยลง จึงได้มีการทำการศึกษาให้ปลาช่อนได้กินอาหารเม็ด และทำให้ปลาช่อนที่เลี้ยงสามารถผลิตลูกปลาได้เอง เพื่อให้ปลาช่อนสามารถเลี้ยงได้ยั่งยืนถาวรต่อไป กรมประมง จึงมีการศึกษาวิจัย ซึ่งสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ก็ได้เลือกปลาช่อนที่เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง อย่างปลาช่อนแม่ลา มาศึกษาค้นคว้าวิธีการเพาะพันธุ์ ในปี 2544 เพื่อเป็นการศึกษาเบื้องต้น” คุณวินัย เล่าถึงที่มาของการเพาะพันธุ์ปลาช่อน

ผลักดันจากปลาธรรมชาติ

ขึ้นเป็นปลาเศรษฐกิจ

คุณวินัย เล่าให้ฟังอีกว่า งานของกรมประมง คือ การนำปลาจากแหล่งธรรมชาติที่เพาะขยายพันธุ์ไม่ได้ มาทำการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งปลาช่อนก็เป็นปลาที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดี สามารถทำได้จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ

“ปลาช่อนที่เรานำมาทำการเพาะพันธุ์ จะเป็นปลาที่เราไปหามาจากแหล่งธรรมชาติ จากนั้นก็เลี้ยงให้เชื่อง และมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ พอลูกออกมาก็เลี้ยงเป็นรุ่นต่อไป ให้มีความเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยฝึกให้อยู่ในที่กักขังได้ เพื่อเป็นปลาเลี้ยง ไม่ใช่เป็นปลาป่า” คุณวินัย บอกถึงแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์

ปลาช่อนที่เหมาะสมนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต้องมีอายุที่มากกว่า 8 เดือน ขึ้นไป จึงจะเป็นวัยที่เหมาะสมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ซึ่งการเพาะพันธุ์ก็มีวิธีการคล้ายๆ กับปลาชนิดอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือ ในเรื่องของการอนุบาลที่เป็นรูปแบบเฉพาะของปลาช่อน

เพียงเข้าใจวิธีการ

แค่ 1 วัน ก็ได้ลูกปลาช่อน

นำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร อยู่ในโรงเรือนหลังคาสูง ใส่น้ำให้มีความสูง ประมาณ 60 เซนติเมตร จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 300-400 กรัม ความยาวเฉลี่ย 35-40 เซนติเมตร อัตรา 10 ตัว ต่อตารางเมตร เลี้ยงแบบรวมเพศ โดยปิดรอบปากบ่อด้วยตะแกรงกันปลากระโดดออกจากบ่อเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

เมื่อเลี้ยงปลาได้อายุตามที่กำหนดและอยู่ในช่วงฤดูเพาะพันธุ์ปลาช่อน จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์โดยดูความแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย โดยเพศเมียมีลักษณะท้องจะอูมเป่ง ลำตัวสั้น ช่องเพศขยายใหญ่สีชมพูแดง ส่วนปลาเพศผู้ ลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมีย ครีบต่างๆ ยาว สีเข้ม การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปลาเครียดหรือบาดเจ็บ เพราะความเครียดและความบอบช้ำ จะส่งผลต่อการยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนสังเคราะห์

เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์ตรงตามที่ต้องการ จะนำมาจับคู่ จากนั้นฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับยาออกฤทธิ์ (domperidone) โดยแม่พันธุ์ใช้อัตราฮอร์โมนสังเคราะห์ 30 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ส่วนพ่อพันธุ์ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ในอัตราส่วน 20 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณข้างตัวปลาหรือโคนครีบหู

จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในถังพลาสติกทรงสูง ที่มีความจุ 70 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางถัง 30 เซนติเมตร ใส่น้ำลึก 60 เซนติเมตร จำนวน ถังละ 1 คู่ โดยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกัน ก่อนปิดปากถังด้วยตาข่ายพรางแสงสีดำ ให้ใส่เชือกฟางฉีกฝอยเป็นพวง จำนวน 1 พวง ให้ลอยอยู่ในถัง เพื่อแทนลังไข่ เมื่อครบระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ปลาจะรัดและผสมพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติ โดยปล่อยไข่ที่ผสมแล้วลอยบนผิวน้ำบริเวณรังไข่

ย้ายไข่ปลาช่อนจากถังที่ผสมพันธุ์ นำมาฟักรวมกันในถังไฟเบอร์กลาสทรงกลม ขนาดความจุ 2 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางปากถัง 2 เมตร ใส่น้ำให้มีความลึก 65 เซนติเมตร ใส่ไข่ฟัก 1-1.5 แสนฟอง ต่อถัง หลังฟักใช้กระชอนขนาดช่องตา 1 มิลลิเมตร เนื้อแข็งคอยตักไข่เสียทิ้ง

หลังจากไข่ฟักเป็นตัวปลาจะมีถุงไข่และติดอยู่ที่หน้าท้องใช้เป็นอาหารสำรอง ลูกปลามีขนาดเล็กสีดำ ลอยตัวเป็นกลุ่มนิ่งๆ ผิวหน้าน้ำ จากนั้นถุงไข่แดงจะยุบภายใน 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มกินอาหารและเริ่มว่ายน้ำรวมฝูงลงหาอาหารรอบถัง ซึ่งระยะนี้จะให้ไรแดงเป็นอาหาร โดยให้กินอิ่มอยู่ตลอดเวลา ดูแลลูกปลาอยู่อีกประมาณ 2 วัน จึงย้ายลงอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำลูกปลาช่อนลงอนุบาลในบ่อดิน ขนาด 200 ตารางเมตร จะต้องเตรียมบ่อให้สะอาดเสียก่อน ด้วยการตากดินทิ้งไว้ให้แห้ง โรยปูนขาว 15 กิโลกรัม กรองน้ำใส่ลงบ่อ ให้มีระดับ 40 เซนติเมตร แล้วเติมน้ำอามิ 12 ลิตร ปุ๋ยสูตร 16-20-0 1.2 กิโลกรัม ปุ๋ยสูตร 46-0-0 1.2 กิโลกรัม น้ำเขียว (Chlorella sp) 200 ลิตร ในส่วนของปุ๋ยให้บดละเอียดละลายปนกับส่วนผสมอื่น ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จนเกิดน้ำเขียวทั่วบ่อ จึงเติมเชื้อไรแดง 1 กิโลกรัม ซึ่งไรแดงจะขยายพันธุ์ขึ้นวันต่อมา จึงเติมน้ำให้สูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร เพื่อเจือจางปริมาณแอมโมเนียในน้ำ

จากนั้นปล่อยลูกปลาที่ได้จากถังกลมลงไปอนุบาลในบ่อดิน ให้อาหารเสริม ประกอบด้วย รำ ปลาป่น อัตรา 1 ต่อ 1 ละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น อนุบาลจนได้ลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 17-20 วัน จึงลากอวน โดยจะทำในระยะที่ลูกปลาจับรวมฝูง เพราะจะจับได้ง่ายกว่าช่วงที่ปลาแตกฝูงแล้วเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจต่อไป

ลูกปลาช่อน แข็งแรง

เป็นที่ต้องการของผู้สนใจ

คุณวินัย เล่าว่า การเลี้ยงปลาช่อนในสมัยนี้ค่อนข้างง่ายกว่าสมัยก่อน ใช้เวลาเลี้ยง ประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถเจริญเติบโตจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ และที่สำคัญสามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของประเทศที่มีแหล่งน้ำจืด

“ลูกพันธุ์ปลาช่อนที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนี้ ขนาดตัวไซซ์ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร อยู่ที่ตัวละ 20 สตางค์ ซึ่งต้นทุนนี้ค่อนข้างนานแล้วที่เคยตั้งไว้ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะมีการปรับราคา อยู่ที่ตัวละ 80 สตางค์ ซึ่งผู้ที่สนใจเมื่อซื้อไป สามารถนำไปเลี้ยงได้เลย หรือถ้าเกษตรกรคนใดสนใจอยากนำไปอนุบาลต่อ ก็จะได้ราคาตกอยู่ที่ ตัวละ 2-3 บาท มีขนาดใหญ่กว่า 2-3 เซนติเมตร” คุณวินัย กล่าวถึงราคาจำหน่าย

ปลาช่อน

เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย

หากใครที่กำลังมองอาชีพเกี่ยวกับประมงด้วยการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ปลาช่อนอาจตอบโจทย์ให้กับหลายๆ คน ที่กำลังรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจอยากเลี้ยงปลาอยู่ในขณะนี้

“จากการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ และผู้ที่มาอบรมที่ศูนย์นี้ ก็จะบอกกันว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายกว่าปลาอื่นๆ และก็ใช้พื้นที่ไม่มาก และที่สำคัญใช้น้ำน้อย สามารถใช้น้ำบาดาลเลี้ยงได้ เมื่อเลี้ยงแล้วใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ก็โตจำหน่ายได้ อย่างใครที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ก็สามารถที่จะเลี้ยงได้ แต่ต้องดูความพร้อมเรื่องตลาดด้วย” คุณวินัย บอก

ทั้งนี้ คุณวินัย ยังให้ความเห็นส่วนตัวในเรื่องของอนาคตของปลาช่อนทิ้งท้ายไว้ให้ด้วยว่า “จากความคิดผม ที่เห็นได้จากมีคนเริ่มนิยมมากขึ้น อาจเรียกได้ว่าปลาช่อนเป็นปลาคู่บ้านคู่เมืองของเราจริงๆ โดยมองย้อนจากสมัยก่อน แต่ตอนนี้ปลามันเริ่มมีจำนวนที่น้อยลงไปเรื่อยๆ จากธรรมชาติ ซึ่งมีข้อจำกัดอื่นๆ อีก รวมทั้งการเลี้ยงแบบเดิมๆ ก็ทำได้ยากแล้ว อย่างเช่น การใช้ปลาเล็กมาทำเหยื่อสด และการช้อนจากธรรมชาติ มันค่อนข้างมีน้อย หากเราสามารถทำปลาช่อนกลับมาได้อย่างเดิม ก็จะทำให้ตลาดขยายได้มากขึ้น ทำให้ตลาดกว้างไปได้เยอะอีกด้วย” คุณวินัย กล่าวแนะ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเข้าฝึกอบรมการเพาะพันธุ์ปลาช่อน และหาซื้อลูกพันธุ์ปลาที่มีความแข็งแรงนำไปเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด หมายเลขโทรศัพท์ (035) 704-171

เลี้ยงปลาช่อน เป็นงานสร้างเงิน ของ กังวาล ชูแก้ว ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

รายงานพิเศษเส้นทางปลาช่อน

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาช่อน เป็นงานสร้างเงิน ของ กังวาล ชูแก้ว ที่สุพรรณบุรี

ปลาช่อน เป็นปลาที่อาศัยแพร่กระจายทั่วไปตามแหล่งน้ำทั่วทุกภาคของไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นปลาที่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวกลมและเรียวยาว ประมาณ 30-40 เซนติเมตร หางมีลักษณะแบนข้าง ปากกว้าง ซึ่งภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวมีสีคล้ำอมน้ำตาลอ่อน

ปลาช่อน เป็นปลาที่มีความพิเศษคือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนได้เป็นแรมเดือน โดยการสะสมพลังงานไว้ หรือที่เรียกว่าปลาช่อนจำศีล

เนื้อปลาช่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู หรือทำเป็นปลาเค็มใส่เกลือก็อร่อยไม่แพ้กัน จึงนับว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชัง

คุณกังวาล ชูแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 200 หมู่ที่ 1 ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ลองเลี้ยงปลาช่อนจนประสบผลสำเร็จ จึงยึดเป็นอาชีพสร้างงานสร้างเงินได้แบบสบายๆ ในเวลานี้

จากพ่อค้า

ผันชีวิตสู่อาชีพประมง

คุณกังวาล เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมตนมีอาชีพค้าขายของชำทั่วไปกับภรรยา ต่อมาได้เห็นพี่ชายของภรรยาเลี้ยงปลาช่อน จึงเกิดความสนใจที่อยากจะทดลองเลี้ยงบ้าง เพราะสมัยก่อนนั้นต้นทุนเรื่องอาหารยังไม่แพงมากนัก และตลาดยังไปได้ดีอีกด้วย

“พอ ปี 2542 เราก็เลิกค้าขายของชำ มาเริ่มเลี้ยงปลาช่อน เพราะว่าช่วงนั้นพี่ชายภรรยาเลี้ยงแล้วได้ดีมาก เห็นเวลาที่เขาจับแล้วมันได้น้ำหนักปลาดี ซึ่งโชคดีที่เรามาเลี้ยงตอนนั้นไม่ต้องลองผิดลองถูกอะไรมาก เรามีต้นแบบที่เขาประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว เรื่องการเลี้ยงจึงไม่ใช่ปัญหาในตอนนั้นสำหรับการเริ่มต้น” คุณกังวาล เล่าถึงที่มา

จากความโชคดีที่มีแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ จึงทำให้การเลี้ยงปลาช่อนไม่เป็นอุปสรรค รวมทั้งเรื่องการตลาดอีกด้วย เขาจึงสามารถเลี้ยงได้แบบสบายๆ เลยทีเดียว

เลี้ยงง่าย โตดี

เพียงเข้าใจวิถีปลาช่อน

การเลี้ยงปลาช่อนให้มีการเจริญเติบโตที่ดีนั้น คุณกังวาล บอกว่า ในขั้นตอนแรกจะนำลูกปลาช่อนมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อน เพื่อให้ลูกปลาเจริญเติบโตเป็นขนาดไซซ์นิ้ว ซึ่งอาหารที่ให้ลูกปลาช่อนในระยะนี้กิน จะเป็นปลาทะเลผสมอาหารเสริมที่ผ่านการบดให้ละเอียด มีความเหลวเหมือนโจ๊ก

“ลูกปลาช่อน ส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ พวกชาวบ้านเขาก็ไปหาช้อนมาขายให้ เราก็จะเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน อาหารที่ให้ก็จะให้ทั้งวัน ให้กินเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าลูกปลาไม่กินกันเอง เราต้องมาฝึกอีกครั้งเพื่อให้กินอาหารให้เป็น เพราะธรรมชาติของปลาช่อนมันจะกินกันเอง แต่ถ้ามีให้กินตลอดมันก็จะไม่กินกันเอง ซึ่งใช้เวลาในระยะนี้ ประมาณ 2 เดือน ลูกปลาช่อนก็จะใหญ่ขึ้น ก็จะคัดไซซ์แยกมาใส่ลงเลี้ยงในบ่อที่สำหรับเลี้ยงต่อไป” คุณกังวาล กล่าว

การเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อให้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการของตลาดนั้น คุณกังวาล เล่าว่า น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยง ต้องหมุนเวียนตลอด และบ่อดินที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยง ต้องมีขนาด 20×40 เมตร ลึก 2 เมตร

“บ่อก่อนเลี้ยงเราก็ต้องเตรียมให้สะอาด ต้องมีการฉีดขี้เลน จากนั้นก็โรยด้วยปูนขาว เพราะบ่อที่สะอาด ทำให้ปลาที่เราเลี้ยงมาก็จะได้ดี ไม่เป็นจิ๋วหรือปลาดาบ เพราะไม่มีเชื้อโรค ปลาก็แข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี ส่วนข้างบ่ออาจใช้หินใหญ่ๆ วางข้าง ทำเป็นเหมือนเขื่อน เพราะปลาช่อนชอบคุดมุดดิน มันจะทำให้คันบ่อเราพังได้” คุณกังวาล บอก

เมื่อเตรียมบ่อเสร็จ จากนั้นนำปลาช่อนที่ผ่านการอนุบาลแล้ว ลงมาปล่อย จำนวน 10,000-15,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับบ่อขนาดที่กล่าวไปข้างต้น

อาหารที่ให้ปลาช่อนกินในระยะนี้เป็นเหยื่อสด ที่ได้จากปลาทะเลเช่นเคย แต่การผสมอาจแตกต่างกว่าการให้ลูกปลาช่อนกิน คือมีการใส่รำและอื่นๆ ลงไปด้วย เพื่ออาหารจะมีเนื้อที่หยาบขึ้น ให้ปลาช่อนกินดูตามความเหมาะสม

“ฟาร์มนี้จะให้กิน วันละ 2 มื้อ คือ เช้ากับเย็น แต่ถ้าใครมีเวลาพอ จะให้วันละ 3 มื้อ ก็ได้ ถ้าให้ 3 มื้อนี่ ปลาจะโตดี ได้ขนาดใหญ่เร็ว แต่ที่นี่จะให้มากไปอีกนิด ต้องดูตามขนาดของตัวปลาด้วย ว่าจะให้มากให้น้อยขนาดไหน เราคนเลี้ยงจะกะได้เลย” คุณกังวาล อธิบายเรื่องการให้อาหาร

เรื่องโรคของปลาช่อนช่วงที่มีปัญหามากที่สุด คุณกังวาล บอกว่า จะเป็นช่วงฤดูหนาวจะทำให้ปลามีแผลเกิดตามลำตัว หากแผลถ้าเป็นมากๆ แล้ว ไม่สามารถทำให้หายได้ ซึ่งการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดขึ้น คือในช่วงนี้จะปิดทางไหลเวียนของน้ำทั้งหมด เพื่อไม่ให้น้ำจากข้างนอกเข้ามาภายในบ่อ และหากเจอปลาเป็นแผลก็จะต้องหยุดให้อาหารสักระยะจนกว่าปลาจะหายดี

เลี้ยงปลาช่อนไปอีก อย่างน้อย 9 เดือน ปลาช่อนก็จะมีขนาดไซซ์ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นไซซ์ที่ตลาดต้องการ

ตลาดยังไปได้ดี

เพราะเนื้อปลาคนยังนิยมกิน

คุณกังวาล เล่าให้ฟังในเรื่องของการตลาดว่า ในช่วงแรกๆ ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากตนรู้จักกับคนในหลายจังหวัดจึงนำปลาไปส่งจำหน่ายได้ทั่ว ซึ่งปลาทั้งหมดก่อนที่จะนำไปส่งลูกค้า เขาจะต้องเป็นคนจับเอง ซึ่งผิดกับปลาอื่นๆ ที่มีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อ

“สมัยก่อนไปมาทั่ว ไม่ว่าจะภาคเหนือก็ไปส่ง ต่อมาพอคนเริ่มมาเลี้ยงกันมากขึ้น ส่วนแบ่งตลาดมันก็มีมากขึ้น เราก็จะส่งบริเวณใกล้เคียงนี้เอา อย่างในกรุงเทพฯ สิงห์บุรี และก็ในสุพรรณบุรี ราคาปลาช่อนช่วงนี้ก็ตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 130 บาท ช่วงที่ถูกสุดก็อยู่ที่ กิโลกรัมละ 110 บาท ราคาก็เป็นไปตามฤดูกาล” คุณกังวาล เล่าถึงการตลาด

น้ำดี พื้นที่เหมาะสม

การเลี้ยงปลาช่อนก็สำเร็จได้

คุณกังวาล บอกว่า ปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงปลาช่อนในช่วงหลังมานี้ จะเป็นเรื่องน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่กี่ปีมานี้ ในพื้นที่บริเวณแถบนี้ค่อนข้างที่จะมีน้ำในปริมาณที่จำกัด ทำให้น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ

“น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าภายในบ่อต้องให้มีน้ำหมุนเวียนตลอด หากเราทำเป็นบ่อปิด ไม่มีน้ำเข้าออกเลย ปลาก็จะหยุดกินอาหารไปเรื่อยๆ ต่อไปก็แทบไม่กินเลย ซึ่งทีนี้ก็จะมีขุดบ่อใหญ่ไว้ เพื่อให้ระบายน้ำออกจากบ่อเลี้ยงไปพัก แล้วก็เอาของที่พักเข้ามาสลับไปแบบนี้ ถ้าเราจะรอน้ำจากชลประทาน มันก็ไม่ไหว เราแย่แน่แบบนั้น เพราะช่วงนี้เขาจะปล่อยเป็นเวลา” คุณกังวาล กล่าวถึงปัญหา

ส่วนสำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนเป็นอาชีพ คุณกังวาล ฝากบอกว่า

“ปลาช่อน เป็นปลาที่เลี้ยงไม่ยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชอบความเงียบสงบ โดยพื้นที่เลี้ยงต้องไม่มีความวุ่นวาย หากมีเสียงดังจากรถที่วิ่งหรือแปลกกลิ่น ปลาช่อนก็จะหยุดกินอาหาร อย่างน้อย 1-2 วัน และอีกอย่างที่สำคัญเรื่องตลาดควรศึกษาให้ดีเสียก่อน เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วจึงค่อยตัดสินใจเลี้ยงได้เลย” คุณกังวาล กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกังวาล ชูแก้ว หมายเลขโทรศัพท์ (086) 344-1950

ไขปมผู้ปกครองกระเป๋าหนัก ยอมควักค่าเทอมอนุบาลแพงลิ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484873

ไขปมผู้ปกครองกระเป๋าหนัก ยอมควักค่าเทอมอนุบาลแพงลิ่ว

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

จากการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าเทอมในกลุ่มโรงเรียนอนุบาลเอกชน ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ของโรงเรียนแต่ละแห่ง ทำให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ พระราม 4 ค่าเทอมแรกเข้า 6.3 หมื่นบาท เทอมต่อไป 4 หมื่นบาท โรงเรียนแสงโสม ประชาชื่น ค่าแรกเข้า 5,000 บาท บวกค่าเทอม 4.1 หมื่นบาท โรงเรียนเพลินพัฒนา ทวีวัฒนา ค่าแรกเข้า 6.5 หมื่นบาท ค่าเทอม 1.3 แสนบาท/ปี ไม่รวมค่าเครื่องแบบ โรงเรียนรุ่งอรุณ บางขุนเทียน ค่าเทอมแรกเข้า 6 หมื่นบาท เทอมต่อไป 3.2 หมื่นบาท เรียน 3 เทอม โรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ค่าแรกเข้า 9,000 บาท หลักสูตรแบบบูรณาการค่าเทอม 6 หมื่นบาท หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม ค่าเทอม 9 หมื่นบาท โรงเรียนสาธิตพัฒนา คลองสามวา ค่าเทอมบวกค่าแรกเข้า 7 หมื่นบาท ฯลฯ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น

ทั้งหมดทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้ปกครองจึงยอมควักกระเป๋าแบกภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ข้อมูลที่เคยมีการรวบรวมไว้ระบุว่า ประชากรที่มีรายได้สูงนั้นใช้บริการโรงเรียนเอกชนเป็นหลัก ขณะที่รายได้น้อยพึ่งพาโรงเรียนของรัฐ เรื่องนี้แยกกันอย่างชัดเจน เพราะผู้ปกครองที่มีรายได้สูงมองว่าโรงเรียนเอกชนนั้นสามารถตอบสนองความต้องการที่คาดหวังจากโรงเรียนได้

คุณภาพการศึกษาที่ดีจากโรงเรียนอนุบาลเอกชน เกิดจากความคาดหวังว่าเด็กจะมีพื้นฐานที่ดีจนมีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 หรือในระดับที่สูงขึ้นๆ ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และแนวคิดนี้นี่เองที่ทำให้มีโรงเรียนอนุบาลเอกชนค่าเล่าเรียนสูงลิบ ตั้งขึ้นหรือบริหารจัดการจากทีมงานที่เคยอยู่ในกลุ่มโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก่อนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

“ยกตัวอย่างโรงเรียนสาธิตพัฒนา ซึ่งยกทีมบริหารมาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาทั้งทีม ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เด็กที่เข้ามาเรียนสามารถสอบเข้าสาธิตจุฬาฯ ได้ ผู้ปกครองจะพูดต่อๆ กันว่าเรียนที่นี่แล้วจะได้เรียนสาธิตจุฬาฯ เราจึงได้เห็นภาพวันเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ มีผู้ปกครองมาปักหลักจองคิวกันข้ามคืน ถึงขนาดกางเต็นท์นอนหน้าโรงเรียนล่วงหน้าสามวันห้าวัน มีการจัดคิวจอง มีเงินอย่างเดียวเรียนไม่ได้ ต้องมีความอุตสาหะด้วย ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งภาพการแข่งขันและตอบคำถามว่า ทำไมผู้ปกครองยอมจ่ายเงินค่าเทอมแพงลิบที่ชัดเจน”

ไกรยส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นค่านิยมเฉพาะกลุ่มของผู้ปกครองมีรายได้สูง ที่มีความพร้อมในการจ่ายเงิน ประกอบกับโรงเรียนในกลุ่มนี้มักจะตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญๆ ของกรุงเทพมหานคร หรือบนเนื้อที่ทำเลที่เดินทางสะดวก มีระบบการดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ปกครองกลุ่มนี้ แต่การแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนอนุบาลกลุ่มนี้ก็ยังถือว่าเป็นคนละกลุ่มกับผู้ปกครองที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกเรียนในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำที่ต้องจ่ายค่าเรียนปีละนับล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐ ศาสตร์การศึกษา สสค. ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลเป็นเรื่องที่ประเมินได้ยาก เพราะไม่มีการสอบวัดมาตรฐานความรู้ของเด็ก และยังเด็กเกินไปที่จะชี้วัดอะไรได้ การชี้วัดกรณีเดียวที่มีจึงหมายถึง เด็กอนุบาลคนนั้นๆ จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 โรงเรียนชั้นนำในสถาบันใดได้

“สอบเข้าเรียน ป.1 ในโรงเรียนดังที่ไหนได้จะเป็นผลลัพธ์ที่ชี้ชัดและเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ปกครองยอมจ่ายค่าเทอมอย่างไม่อั้น ทั้งหมดฟังดูเหมือนความพยายามซื้อความสำเร็จที่จะหาได้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำ ทั้งหมดเป็นแรงจูงใจเดียวกันของผู้ปกครอง”ไกรยส กล่าว และระบุด้วยว่า ความต้องการที่สูงกว่าจำนวนเก้าอี้ที่จะสามารถรองรับได้นี่เอง ที่จะเอื้อให้เกิดการแข่งขันในทางที่ผิด เพราะเด็กอนุบาลกลุ่มนี้จะต้องถูกวัดความรู้ด้วยความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่เด็กในวัย 5-6 ขวบ ไม่ควรที่จะถูกคาดหวังให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ควรเรียนผ่านการเล่น เรียนทักษะเชิงพัฒนา ทักษะเชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ใช่ต้องเรียนทักษะเชิงวิชาการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

“หากไปดูข้อสอบเข้า ป.1 ก็จะเห็นได้ทันทีว่าข้อสอบกำลังวัดอะไรจากเด็ก ซึ่งเป็นการวัดเกินหลักสูตร วัดเกินพัฒนาการ ซึ่งจะมีเด็กที่ทำไม่ได้และถูกคัดออก กรณีนี้จะไม่ยุติธรรมกับเด็กที่ยังไม่มีพัฒนาการให้รองรับข้อสอบ และเป็นปัญหาที่มาจากความเหลื่อมล้ำของคุณภาพระหว่างสถานศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาในประเทศไทย คุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมจะมีผลกระทบต่อการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ผลกระทบต่ออนาคต ซึ่งหมายถึงหลักประกันด้านความสำเร็จในชีวิตที่มากเกินไป ทั้งหมดย้อนกลับมาผลักดันให้ผู้ปกครองต้องดิ้นรนจ่ายค่าเล่าเรียนอนุบาลที่สูงลิ่ว อยู่ในวงจรนี้อย่างเต็มใจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. ระบุทิ้งท้าย

มหากาพย์ “เรือดำน้ำ” ความพยายามที่ยังไม่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484872

มหากาพย์ "เรือดำน้ำ" ความพยายามที่ยังไม่สิ้นสุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เอาจริงแน่กับการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” รอบนี้ท่ามกลางกระแสคัดค้านที่เชี่ยวกราก ​

สัญญาณชัดเจนเมื่อ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม  พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม  นำผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้ง พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.  พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมพื้นที่อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช

พื้นที่ 40.78 ไร่ ในอู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้  สำหรับสร้างโรงซ่อมเรือดำน้ำขนาด 50x100x25 เมตร รองรับเรือดำน้ำรุ่น Yuan Class S 26 T จากสาธารณรัฐประชาชนจีนในอนาคต

พร้อมสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร ที่ออกมายืนยันชัดเจนว่างบประมาณการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้อยู่ใน​​ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ซึ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่จะเสนอ ครม.เมื่อไหร่เท่านั้น เวลานี้อยู่ในขั้นตอนประสานงานกับประเทศที่เราจะซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

สอดรับกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร.​ (สมัยนั้น) ออกมาชี้แจงว่าจากผลการศึกษากองทัพเรือมีมติเป็นเอกฉันท์ในการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 3 ลำ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท

ในอดีตที่ผ่านมากองทัพเรือเคยมีเรือดำน้ำมาประจำการรบมาแล้ว  4 ลำ ที่สั่งซื้อจากญี่ปุ่นเข้าประจำการกองทัพเรือไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งปลดระวางประจำการในปี 2494

แม้จะว่างเว้นการมีเรือดำน้ำประจำการมา 66 ปี แต่ไม่เคยว่างเว้นจาก​ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำที่มีการ​ผลักดันอย่างต่อเนื่องหลายยุคหลายรัฐบาล ​ แต่สุดท้ายด้วยเสียงคัดค้านและข้อท้วงติงถึงความคุ้มค่าในภาวะที่บ้านเมืองกำลังถังแตก ทำให้โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำมีอันต้องสะดุดไปหลายยก ​

​ชัดเจนที่สุด​คือช่วง ปี 2553 ​ ​สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และมี พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม   โดย  พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.ขณะนั้น ได้ผลักดันโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบใหม่ในวงเงินงบประมาณ 7,500 ล้านบาท

ครั้งนั้นคณะทำงานได้ข้อสรุปลงตัวที่การจัดซื้อเรือดำน้ำมือสอง รุ่น  Klasse 206A (U 206A) ของเยอรมนี 6 ลำ ที่ปลดประจำการไปแล้ว ​โดย​แบ่งเป็นเรือที่ใช้งานได้ 4 ลำ และเรือ​อีก 2 ลำ ที่จะนำมาเป็นอะไหล่

แต่ความพยายามรอบนี้ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อมีข่าวว่าถูกมือที่มองไม่เห็นสั่งเบรกไว้ ด้วยเหตุผล​ถูก​วิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าอย่างรุนแรง จนเกรงว่าจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งกำลังง่อนแง่นอย่างหนัก

อีกด้านหนึ่งมีกระแสข่าวว่า​เกิดความไม่ลงตัวภายในกองทัพกับสภากลาโหม ที่ยังมีความเห็นต่าง เมื่อมีบางฝ่าย​ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากเยอรมนี แต่ต้องการผลักดันเรือเรือดำน้ำ U209  มือหนึ่งจากประเทศเกาหลีใต้​ 2 ลำ ในวงเงิน 4 หมื่นล้านบาทเศษ

​ทำให้แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนี้เงียบหายไป ก่อนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมขณะนั้น เดินสายตรวจเยี่ยม​กองทัพเรืออย่างเป็นทางการ และส่งสัญญาณเห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำจากเยอรมนี

สุดท้ายเหมือนเรื่องจะถูกแช่แข็งจนครบกำหนดเลยเส้นตายวันที่ 29 ก.พ. 2555 ที่ทางเยอรมนีกำหนดต้องการคำตอบว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ ถือเป็นการปิดฉากการจัดซื้อเรือดำน้ำรอบนั้น

แต่ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำยังไม่จบ หลังรัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ที่มี พล.อ.ประวิตร วนกลับมาเป็น ​รมว.กลาโหม อีกครั้ง

แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำจึงถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่อีกรอบ ด้วยการตั้งคณะกรรมการคัดเลือก 17 คน ที่มี พล.ร.อ.ณรงค์พล ณ บางช้าง ผช.ผบ.ทร. เป็นประธาน เดินทางไปศึกษาดูเรือดำน้ำที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน และมีมติเอกฉันท์เลือกเรือดำน้ำจากจีน

อยู่ที่ว่านับจากนี้จะมีเหตุให้แผนจัดซื้อเรือดำน้ำต้องสะดุดหรือไม่

 

“ล้างบางอูเบอร์”…ถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจประชาชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484221

"ล้างบางอูเบอร์"...ถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจประชาชน?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากกรมการขนส่งทางบกไล่จับกุมรถบริการอูเบอร์ (UBER) ในพื้นที่กรุงเทพฯและเชียงใหม่ ข้อหาวิ่งรถผิดกฎหมายไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ สร้างกระแสไม่พอใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง

บ้างบอกว่าแท็กซี่อูเบอร์เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้บริการในวันที่แท็กซี่มิเตอร์ส่วนใหญ่พึ่งพาไม่ได้ บ้างมองว่ากฎหมายไทยล้าหลัง ปรับตัวและวิ่งไม่ทันการพัฒนาของโลกยุคใหม่

ผิดกฎหมาย ทำลายระบบขนส่ง

ณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า การให้บริการของอูเบอร์นั้นนอกจากผิดกฎหมายโดยตรงแล้ว ยังทำลายรูปเเบบขนส่งสาธารณะในระบบ ขณะเดียวกันยังเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบอาชีพสุจริตด้วย

“ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้พูดคุยกับทางผู้บริหารอูเบอร์แล้วว่าทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตามกฎหมายเมืองไทย แต่เขาขอให้เราแก้ไขให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการคือ ให้รถส่วนบุคคลสามารถใช้งานในรูปแบบสาธารณะได้ ซึ่งเราชี้แจงว่ากฎหมายไทยแยกชัดเจน ปะปนกันไม่ได้ เพราะระบบควบคุมดูแลต่างกัน แต่เขาก็ไม่ยอม มองว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นจุดแข็งของเขาและมีกลุ่มคนที่สนับสนุนอยู่”

ณันทพงศ์ บอกว่า ได้พยายามจัดทำแนวทางแก้ไขพัฒนาระบบแท็กซี่ที่มีอยู่ในกทม. เพื่อปิดช่องว่างที่ประชาชนติติงเข้ามา เช่น ปัญหาการปฎิเสธผู้โดยสาร คุณภาพอันย่ำแย่ของตัวรถ หรือแม้แต่พฤติกรรมของโชเฟอร์ ทุกอย่างกำลังดำเนินการเพื่อเพิ่มมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังได้ร่างกฎกระทรวงเสนอไปที่กระทรวงคมนาคมแล้ว โดยจะเพิ่มการให้บริการแท็กซี่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า แท็กซี่วีไอพี เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ต้องการคุณภาพอีกระดับ

“ทุกอย่างกำลังพัฒนา กรมการขนส่งทางบกกำลังส่งเสริมให้แท็กซี่เข้าสู่ระบบแอพพลิเคชั่นอย่างทั่วถึง ซึ่งหลายคันก็เริ่มเข้ามาแล้ว เช่น Grab taxi Allthai taxi ฉะนั้นต่อไปนี้พี่น้องประชาชนจะสามารถเรียกรับบริการได้อย่างสะดวกมากขึ้นเหมือนกับที่อูเบอร์ทำ และการปฎิเสธก็จะลดลง”

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า ภาครัฐพยายามทำความเข้าใจต่อประชาชนเรื่อยมาว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและอะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย หากใช้บริการแบบผิดกฎหมาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุ อันตราย หรือคดีความขึ้นมา ความคุ้มครองที่จะได้รับก็จะลดน้อยลงหรือไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

“รัฐไม่นิ่งนอนใจในการปราบปรามผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตามคงไม่ถึงขนาดใช้ยาแรงอย่างม.44 ตามที่ปรากฎเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด”

 

บริการดีที่กฎหมายวิ่งตามไม่ทัน

นิตยสารฟอร์บส ไทยแลนด์รายงานว่า อูเบอร์เป็นกิจการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจ้างพนักงานมากถึง 9,000 คน มีคนขับในเครือข่ายทั่วโลกถึง 1.5 ล้านคน แต่ละเดือนมีคนมากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกใช้บริการอูเบอร์

อย่างไรก็ตามอูเบอร์มักเผชิญกับปัญหาด้านกฎเกณฑ์ของทางการและการต่อต้านจากคนขับแท็กซี่ใน 450 เมืองของ 73 ประเทศ

กีรติ ดุกสุขแก้ว หนุ่มออฟฟิศวัย 26 ปี เล่าประสบการณ์ในฐานะคนขับอูเบอร์ให้ฟังว่า สัมผัสได้ชัดเจน ผู้โดยสารนั้นให้เกียรติ ไว้ใจ และรู้สึกดีต่อคนขับอูเบอร์มากกว่ารถแท็กซี่ปกติ

“ผมขับอูเบอร์มาประมาณ 1 ปีแล้ว เริ่มจากใช้บริการก่อนแล้วรู้สึกประทับใจ เห็นเป็นโอกาสสร้างรายได้ที่ดี คิดว่าความโปร่งใสในการให้บริการเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จ ทั้งคนขับและคนนั่ง พวกเขามีความไว้ใจซึ่งกันและกัน สามารถเช็กข้อมูลได้ทั้งหมด เราเป็นใครคุณเป็นใคร ติดตามได้ตลอดเส้นทางว่าขณะนี้อยู่ที่ไหน”

กีรติแนะนำว่า แท็กซี่ปกติควรเอาจุดด้อยหรือสิ่งที่ตัวเองกำลังต่อต้านไปเร่งพัฒนาปรับปรุงคุณภาพบริการของตัวเองดีกว่า เพราะการแข่งขันทำให้เกิดการพัฒนา ขณะที่กฎหมายไทยเองก็ถึงเวลาแก้ไขรองรับกับความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปของสังคม

“เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือก สุดท้ายใครดีกว่าก็จะอยู่รอด ถ้าคุณทำดีเขาก็เลือกคุณ”

ภาณุวัฒน์ หลาวเพ็ชร์ ผู้ให้บริการอูเบอร์ บอกว่า ความสะดวกและปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้คนเลือกใช้บริการอูเบอร์

“เรียกง่าย โปรโมชั่นดี คิดราคาตามจริง ไม่มีการปัดเศษ ไม่มีการพูดว่าผมไม่มีเงินทอนนะครับ คนที่จะขับได้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทุกอย่างมันสะดวก ชัดเจนโปร่งใส คนเลยชอบ ผมเคยขึ้นแท็กซี่กับเพื่อน 5 คน โดนโชเฟอร์บ่นว่า ‘จริงๆ 5 คนนี่ขึ้นไม่ได้นะครับ ถ้าไม่ติดไฟเขียวนี่พี่ไล่ลงแล้วนะ’ เขาบ่นเราทั้งๆที่ใบหน้าเขายังไม่ตรงกับบัตรประจำตัวที่วางไว้หน้ารถเลย กลายเป็นคนทำผิดกฎหมายมาสอนผู้โดยสารเสียอีก”

กฤษณะ ยันตรปกรณ์ หนุ่มวัย 35 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการบริการซึ่งเลือกขับอูเบอร์เป็นอาชีพเสริม บอกว่า ผู้โดยสารพยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองอยู่แล้ว

“ไม่มีปฎิเสธผู้โดยสาร ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกพาไปอ้อมที่ไหน เพราะมีรายละเอียดบน Google Map บอกอยู่แล้ว”

กฤษณะ บอกว่าผู้บริหารอูเบอร์ควรจะพูดคุยกับรัฐบาลไทย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในข้อกฎหมายหรือทำให้เป้าหมายเดินไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

 

หมือนเอาเด็กมาแข่งกับผู้ใหญ่

วิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่  บอกว่า เข้าใจว่าประชาชนย่อมอยากเลือกในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีกว่า แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้ชัดเจนก็คือ ภาครัฐจะเอาอย่างไรกับการให้บริการที่ผิดกฎหมาย

“กลุ่มแท็กซี่ต้องการความชัดเจนจากทางราชการหรือรัฐบาลจะเอาอย่างไรกับเรื่องพวกนี้ รถยนต์ไม่ต้องถูกกฎหมายแต่บริการดีกว่า แบบนี้ใช้ได้ไหม ถ้าได้ พวกผมแท็กซี่กว่าแสนคัน จะได้เลิกจดทะเบียนรถสาธารณะแล้วไปเป็นแท็กซี่ป้ายดำ ใช้รถส่วนบุคคลมาวิ่งกันบ้าง”

ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ บอกว่า ปัจจุบันต้นทุนการให้บริการของรถแท็กซี่มิเตอร์ทั่วไปนั้นสูงกว่า เพราะราคาถูกกำหนดจากทางราชการ ขณะที่คู่แข่งนั้นทุกอย่างเปิดกว้าง สามารถกำหนดราคาเองได้ จึงเป็นความไม่เท่าเทียมในการแข่งขันและบริการ

“อีกคนมีกรอบให้แข่ง อีกคนไม่มี ยังไงก็สู้กันไม่ได้ เขาประชาสัมพันธ์ได้ทุกรูปแบบ แต่ของเราไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนเอาเด็กมัธยมไปลงแข่งสนามเดียวกันกับทีมชาติ” วิฑูรย์ระบุ

 

สะดวกใจที่จะใช้ สบายใจที่จะขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีประชาชนบางกลุ่มเต็มใจที่จะใช้บริการอูเบอร์ แม้กฎหมายไทยจะไม่ยอมรับก็ตาม

ปณาลี ลีฬหะสุวรรณ พนักงานออฟฟิศสาวผู้ใช้บริการอูเบอร์และแกร็บแท็กซี่เป็นประจำ เล่าว่า ได้รับประสบการณ์ในแง่บวกเสมอเมื่อเลือกใช้บริการขนส่งทั้งสองรูปแบบ

เธอไม่เข้าใจว่าเมื่อบริการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เหตุใดกฎหมายถึงไม่ดำเนินการปรับปรุงเพื่อรองรับเสียที

“เราต้องการโอกาสในการเลือกรับบริการ Grab taxiคิดราคาในลักษณะเหมาจ่ายจากจุด A ไปยังจุด B เรารู้ได้ทันทีว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ขณะที่อูเบอร์เป็นการประมาณการณ์ ขึ้นอยู่กับระยะทางและเวลา สำหรับผู้บริโภคในยุคนี้ การมีตัวเลือกทำให้เราประเมินได้ว่า ช่วงเวลานั้นๆเราควรเลือกใช้บริการใด”

ปณาลี ย้อนความให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เลือกใช้บริการอูเบอร์มาจากโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดและการบริการที่แสนสะดวกสบาย

“แทนที่เราจะนั่งแท็กซี่ธรรมดา จ่ายราคาเต็ม เราเลือกอันที่มีส่วนลดดีกว่าไหม ไม่อยากอารมณ์เสียต้องไปยืนข้างถนนแล้วโบกรถคันแล้วคันเล่า บางที 20 นาทียังไม่ได้ขึ้นเลย เทียบกับอูเบอร์แล้ว เรารู้เวลาที่ชัดเจน ถ้าไม่มีรถก็ไม่ต้องออกไปรอ ทุกอย่างมันวางแผนได้ ถ้าพูดถึงความปลอดภัย เวลากลับบ้านดึก ถ้าไปแท็กซี่เราต้องนั่งคุยโทรศัพท์ตลอดเส้นทาง เพราะผู้ใหญ่ไม่ไว้ใจ แต่ถ้าเป็นอูเบอร์ เขาสามารถติดตามเราได้ตลอดเส้นทางจากจีพีเอสที่เราแชร์ อยู่ตรงไหน ออกนอกเส้นทางหรือเปล่า มันทำให้คนที่บ้านรู้สึกสบายใจ”

มนุษย์เงินเดือนรายนี้ชี้ว่า หากภาครัฐยังไม่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพแท็กซี่มิเตอร์ อูเบอร์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าตลอดไป

“เคยลองเรียกแท็กซี่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เชื่อไหม เราจดเลขทะเบียนได้เป็น 10 คันที่บอกปฎิเสธ แล้วก็โทรไปแจ้งกรมการขนส่งทางบก แต่ถามว่ามันใช่หน้าที่ของเราไหมที่ต้องเสียเวลามาคอยรายงานความผิดมันซะทุกครั้ง เสียเวลาและสู้ไปจ่ายเงินให้กับความแน่นอนดีกว่าปะ”

ธนกฤต อมาตยกุล นักเดินทางหนุ่ม ระบายว่า การปฎิเสธผู้โดยสารกลายเป็นภาพจำแท็กซี่ในเมืองไทยไปแล้ว ทำให้วันนี้หลายคนอยากได้บริการอื่นที่ดีกว่า

“แท็กซี่เรียกยาก ชอบปฎิเสธ ในเมื่อคุณไม่รับลูกค้า ลูกค้าเขาก็เปลี่ยนไปที่อื่น คุณอยากปฎิเสธเอง คุณทำตัวเอง แต่กฎหมายล้าหลัง แทนที่จะยอมรับและล้อไปกับสิ่งที่ทำให้ประชาชนสะดวกสบายมากขึ้น”

ณัฐพร อร่ามกุลชัย ผู้โดยสารอีกราย บอกว่า แท็กซี่มิเตอร์และภาครัฐควรจะเรียนรู้ปัจจัยความสำเร็จและเหตุผลที่คนเลือกใช้บริการอูเบอร์มากกว่าการปิดกันและไม่ปรับปรุงกฎหมายให้วิ่งตามทัน

“สะดวก บริการดี คนขับมารยาทเยี่ยม มีใจที่อยากจะบริการจริงๆ รถที่ใช้ก็สะอาดสะอ้าน ได้รับความปลอดภัย เพราะเรามีเบอร์ มีข้อมูลเบื้องต้นชัดเจน ทั้งหมดทำให้เราประทับใจมากกว่าแท็กซี่ปกติ”


ทั้งหมดนี้คือหลากหลายความคิดเห็นต่อบริการขนส่งสารธารณะในเมืองไทย ที่ภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับฟัง

 

“จ้างพี่เลี้ยงเด็ก”…เรื่องน่าปวดใจของพ่อแม่รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/484082

"จ้างพี่เลี้ยงเด็ก"...เรื่องน่าปวดใจของพ่อแม่รุ่นใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพพี่เลี้ยงแสดงพฤติกรรมดุด่า ทำร้ายทุบตีเด็กๆ ปรากฎเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในสังคม สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนเป็นพ่อแม่ยิ่งนัก

ในวันที่หลายครอบครัวต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงหรือฝากลูกไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก คำถามที่ตามมาคือ จะไว้ใจคนที่มาทำหน้าที่เลี้ยงลูกของเราได้จริงหรือ

คิดให้ดีก่อนเลือก”พี่เลี้ยงเด็ก”

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน ประกอบกับความเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น  ผลักดันให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และมักประสบปัญหาขาดแคลนคนเลี้ยงดูลูก จำเป็นต้องฝากเลี้ยงยังสถานรับเลี้ยงเด็กหรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลถึงบ้าน

ครูยุ่น-มนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก บอกว่า ในฐานะนายจ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องคัดกรอง ตรวจคุณสมบัติและข้อมูลประจำตัวเบื้องต้นของลูกจ้างอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

“คัดเลือกคนที่มีประสบการณ์ หรือได้รับการคอนเฟิร์มจากคนรู้จัก เราจะได้รับรู้นิสัยเบื้องต้นของเขา ไม่ใช่ไปประกาศเอาใครก็ไม่รู้มา ต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีหลักฐานส่วนบุคคลครบถ้วน ในด้านร่างกายต้องขอใบรับรองจากแพทย์ เช็คว่ามีประวัติเป็นโรคติดต่อไหม พยายามสังเกตตามร่างกาย มีความเสียหายจากโรคหรือความรุนแรงอื่นหรือไม่  เป็นไปได้เลือกคนที่เคยผ่านการอบรมการเลี้ยงดูเด็กเล็กจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชนได้ยิ่งดี”

นอกจากประสบการณ์ สิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญคือ ทักษะเฉพาะทางของพี่เลี้ยง การระมัดระวังในเครื่องความปลอดภัย เนื่องจากพี่เลี้ยงเป็นอาชีพที่ต้องให้เวลาอย่างเต็มที่กับเด็ก ละสายตาไม่ได้เด็ดขาด

ครูยุ่น บอกว่า ขณะสัมภาษณ์พูดคุยกับพี่เลี้ยง ผู้จ้างอาจทดลองให้เขาลองเล่นกับเด็ก และสังเกตเวลาที่เขาอยู่กับเด็กว่ามีทักษะด้านการพัฒนา ทักษะด้านความปลอดภัย และภาวะด้านจิตใจที่ดี ตลอดจนท่าทีในลักษณะระมัดระวังความปลอดภัยอยู่เสมอหรือไม่

“เรื่องเหล่านี้เป็นรายละเอียดสำคัญ อาจจะดูยากสักหน่อย แต่ต้องพยายามสอบถาม สังเกตให้ได้มากที่สุด ตอนสัมภาษณ์อาจลองโยนปัญหาให้เขาแก้ไข เช่น เด็กตัวร้อนไม่สบายคุณจะทำอย่างไร เด็กร้องไห้อยู่ มีโทรศัพท์ดังขึ้นจะทำอย่างไร ดูการพูดคุย การอุ้ม การหยอกล้อ การปลอบโยน และการควบคุมอารมณ์ตัวเอง อย่าเอาคนลักษณะบ้าพลัง ขี้หงุดหงิด หรือเป็นพวกที่คิดแต่จะบังคับเด็กมาทำงาน พี่เลี้ยงที่ดีควรจะเป็นคนรักเด็ก ชอบอยู่กับเด็ก ทนเสียงร้องได้  มีความคิดสร้างสรรค์หากิจกรรมทำกับเด็กได้ เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง”

ครูยุ่นบอกว่า การกำหนดกฎระเบียบและบทบาทการทำงานให้ชัดเจน ก็นับเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลย

“อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ต้องบอกลูกจ้างให้ชัด เช่น ห้ามพาเด็กออกนอกบ้าน บางคนเอาไปเล่นข้างนอก ไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านนานๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี หรือเรื่องบทบาทการทำงาน ทุกอย่างต้องชัดเจน จ้างเขามาเลี้ยงลูก อย่าไปสั่งให้เขาทำอย่างอื่นเยอะแยะ ล้างจาน ล้างรถ ซักผ้า ทำกับข้าว กดดันเขาเกินไปมันเสี่ยงต่อความเครียดและอารมณ์ในแง่ลบที่อาจลามไปถึงการแสดงในลักษณะรุนแรงต่อเด็กได้”

เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้คำแนะนำว่า เมื่อจ้างพี่เลี้ยงเด็กแล้ว พ่อแม่ต้องยอมรับว่า เขาคือส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ถึงแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากแต่ละวันเขาอยู่กับลูกเราหลายชั่วโมง ฉะนั้นจำเป็นต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศและความรู้สึกที่ดี อย่ามองเขาเป็นคนอื่นคนไกล หรือเหยียดอาชีพคิดเพียงแค่ว่าเป็นคนใช้ เพราะเมื่อไหร่ที่ลูกจ้างรู้สึกดี ผลกระทบแง่บวกก็ส่งต่อไปถึงลูกเรา

หลีกเลี่ยงคนขี้หงุดหงิด-บ้าอำนาจ-ชอบใช้ความรุนแรง

นอกจากจ้างพี่เลี้ยงมาดูเเลลูกที่บ้าน อีกวิธีที่พ่อแม่หลายคนนิยมคือ นำเด็กไปฝากไว้ตามสถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีอยู่สองประเภทด้วยกัน ประเภทแรก ตามกฎหมายกำหนดคือ ถ้าเลี้ยงดูเด็กมากกว่า 6 คนขึ้นไป ต้องไปลงทะเบียนเพื่อได้รับการตรวจสอบ ถ้าเป็นของเอกชนจะขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ถ้าเป็นของภาครัฐจะขึ้นกับองค์กรท้องถิ่นในการดูแลและควบคุม กลุ่มพี่เลี้ยงที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน จะต้องผ่านการฝึกอบรม ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานเป็นพนักงานประจำ

อีกประเภทคือ บ้านที่รับเลี้ยงเด็กที่มีเด็กน้อยกว่า 6 คน อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐและไม่ต้องผ่านการควบคุมใดๆ แต่สามารถรับเลี้ยงเด็กได้ ซึ่งจะส่งผลในเรื่องคุณภาพของพี่เลี้ยง พ่อ แม่ที่นำลูกไปฝากเลี้ยงต้องเข้าใจด้วยว่า พี่เลี้ยงอาจจะไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลี้ยงเด็กมากนัก แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ศึกษาหาข้อมูลให้มากพอก่อนตัดสินใจ”

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี วิเคราะห์ว่า ความรุนแรงที่พี่เลี้ยงเด็กแสดงออกเกิดจากสองสาเหตุหลักสำคัญคือ ซึมซับความรุนแรงผ่านการเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเด็ก และมีความเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงถึงจะสามารถควบคุมเด็กได้

“บางคนอาจมีพื้นฐานอารมณ์ที่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก บางส่วนเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อว่าต้องใช้อำนาจ อารมณ์รุนแรงกับเด็กจึงจะสามารถควบคุมพวกเขาได้ ขณะที่บางกลุ่มอาจถูกกระตุ้นอารมณ์จากพฤติกรรมของเด็กๆที่อาจเลี้ยงยาก บางคนถูกหยิกแขน ผลักหัว ใช้น้ำเสียงรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก พอโตมาเป็นผู้ใหญ่ก็ไปใช้วิธีการเดียวกัน ซึ่งมันเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ได้ช่วยอะไรเด็กเลย”

พญ.จิราภรณ์ บอกว่า เด็กจะซึมซับสิ่งแวดล้อมทุกอย่างที่พวกเขาเผชิญ หากใช้เวลาอยู่กับใครมาก ก็จะซึมซับรับรู้สิ่งเหล่านั้นไปมากเช่นกัน

“ผลกระทบจากความรุนแรง ส่วนหนึ่งอาจส่งผลให้เด็กๆ เกิดความก้าวร้าวมากขึ้นและเริ่มใช้ความรุนแรงตอบโต้ หลายคนมีพฤติกรรมหวาดกลัว วิตกกังวล งอเเง หลบเลี่ยง ไม่ร่าเริง และเริ่มไม่อยากมาโรงเรียน หรืออีกรูปแบบหนึ่ง เด็กอาจจะรู้สึกว่าตัวเองแย่ เป็นคนไม่ได้เรื่อง ใช้ไม่ได้ ความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย”

คุณหมอยอมรับว่า เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครองที่จะใช้เวลาสั้นๆประเมินบุคคลที่จะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่จะลดความเสี่ยงต่ออันตรายได้ก็คือ การหมั่นตรวจเช็กสภาพความคิดความอ่าน และร่างกายของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ

“หน้าที่ของเราคือคอยสำรวจลูก คุยกับลูกและบอกกับลูกว่า ถ้ามีใครใช้คำพูดไม่ดี รุนแรงให้มาบอกแม่นะ สำรวจตามเนื้อตัวร่างกายลูกว่า มีบาดแผลร่องรอยช้ำจ้ำเขียวหรือเปล่า ที่สำคัญฟังลูกเยอะๆ เช็คสภาพความคิดความอ่านเขา ขณะเดียวกันก็อาจจะลองพูดคุยกับเพื่อนผู้ปกครองคนอื่นๆ ถ้าได้ยินเรื่องราวของใครก็นำมาเป็นแนวคิดหรือระมัดระวังลูกตัวเองมากขึ้น”

เช็คสภาพร่างกาย-จิตใจลูกทุกวัน

ณิชารัศม์ ลีลาสันติ คุณแม่ลูกอ่อนวัย 8 เดือน บอกว่า ด้วยภาระหน้าที่การงานทำให้เธอไม่สามารถอยู่เลี้ยงลูกที่บ้านได้ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็ก โดยกลั่นกรองเบื้องต้นจากคำแนะนำของญาติพี่น้อง

“โชคยังดีที่มีคนรู้จักแนะนำพี่เลี้ยงให้ ทำให้เรามั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ก็ติดกล้องวงจรปิดภายในบ้านไว้เพื่อความมั่นใจเหมือนกัน เราจ้างเขาให้มากินอยู่นอนที่บ้านเราเลย ผ่านมา 5 เดือนแล้ว ทุกอย่างปกติ ลูกร่าเริงแจ่มใส พี่เลี้ยงก็ดูสบายอกสบายใจ”

ณิชารัศม์กำหนดบทบาทและหน้าที่ของพี่เลี้ยงอย่างชัดเจนว่า ให้เลี้ยงเด็กเพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่ต้องลำบาก ขอให้โฟกัสกับเด็กเท่านั้น

ธาริกา ภัทราตระการกุล คุณแม่ยังสาว บอกว่า นับตั้งแต่ได้เป็นแม่คนเมื่อ 1 ปีก่อนทุกครั้งที่เห็นข่าวพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายใช้ความรุนแรงกับเด็กแล้วรู้สึกสะเทือนใจ โดยขณะนี้เธออยู่ระหว่างค้นหาพี่เลี้ยงที่น่าไว้ใจมาดูแลลูกของตัวเอง

“คุณสมบัติที่คาดหวังคือ ต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กระดับหนึ่ง บุคลิกภาพที่ดี พูดเพราะ ใจเย็น มีสถานที่พักสามารถเดินทางมาทำงานได้สะดวก และคิดราคาค่าตอบแทนที่เหมาะสม เราจะพยายามพูดคุยในเบื้องต้นให้ได้มากที่สุด แม้มันจะเป็นเรื่องยากในทางปฎิบัติแต่เราจะพยายามถามคำถาม รอดูคำตอบ สังเกตอารมณ์และการแสดงออกของเขา เชื่อว่าพอจะประเมินอะไรหลายๆ อย่างได้บ้าง”

ธาริกา บอกว่า การปล่อยลูกไว้กับคนอื่นนั้นหลีกหนีความกังวลไม่ได้อยู่แล้ว แต่จะพยายามเอาใจใส่ลูกจ้างอย่างเต็มที่ให้เขามีความสุขกับงานและเต็มที่ในการเลี้ยงดูลูกน้อยของเรา

ทรรศ์พร มุขวิชิต พนักงานรัฐวิสาหกิจ บอกว่า มีเนอสเซอรี่น้อยแห่งที่ปล่อยให้ใครก็ได้เข้าไปดูพื้นที่ภายในและเยี่ยมชมการดูแลของพี่เลี้ยงเด็กได้นานๆในระดับที่สามารถประเมินได้ว่า สถานที่แห่งนี้ดีหรือไม่ดี ฉะนั้นการตัดสินใจว่าจะให้ลูกไปอยู่ที่ไหนจึงขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจและการบอกปากต่อปาก

“ส่งลูกทั้งสองคนไปอยู่กับเนอสเซอรี่ตั้งแต่ 4 เดือน ยาวไปจนกระทั่งเข้าโรงเรียนอนุบาลเลย สิ่งที่ทำได้ในตอนแรกคือการสำรวจความสะอาดและปลอดภัยของสถานที่ ที่ให้น้ำหนักมากๆก็คือ เจ้าของสถานที่ ถ้าเขาไม่ใช่คนเลี้ยงเด็กเอง เราไม่ให้ลูกไปอยู่เด็ดขาด เพราะถือว่าละเลยความรับผิดชอบ อาจจะเปิดโรงเรียนเพื่อธุรกิจเพื่อหาเงินเท่านั้น ไม่ได้รักเด็กจริงๆ”

เธอบอกว่า ข้อดีของการส่งให้ลูกไปอยู่เนอสเซอรี่ ทำให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้เร็วกว่าเด็กๆ ทั่วไป แถมยังมีพัฒนาการในด้านร่างกายที่ดีด้วย

ไชยา ใจดี ผู้ปกครองอีกรายบอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะรับรู้อารมณ์และพฤติกรรมของคนเลี้ยงตั้งแต่แรกเห็น เบื้องต้นทำได้แค่ดูภาพรวมของสถานที่ ความสะอาดปลอดภัย จากนั้นค่อยสำรวจพฤติกรรมพี่เลี้ยงและลูกของเราในแต่ละวัน

“ตอนเอาลูกไปให้เขาเลี้ยงมันยากที่จะรู้ว่าพี่เลี้ยงคนนี้เป็นอย่างไร เวลาถามเขาก็ต้องบอกอยู่แล้วว่า เขารักเด็ก เป็นคนใจเย็น แต่ในความเป็นจริงมันก็ต้องดูจากพฤติกรรมเด็ก ถ้าพี่เลี้ยงดุ เครียด มีการใช้ความรุนแรงจริง ลูกเราก็จะบอกว่าวันนี้ถูกทำอะไรมาบ้าง และวันอื่นๆเขาก็คงไม่อยากไปอีกแล้ว” คุณพ่อลูกหนึ่งกล่าว

ความรุนเเรงต่อเด็กนั้นไม่ควรเกิดขึ้น ได้เวลาแล้วที่พ่อเเม่ผู้ปกครองที่จ้างพี่เลี้ยงเด็กต้องพยายามเอาใจใส่ ติดตามพฤติกรรมของลูกน้อยให้มากขึ้นในแต่ละวัน