เพียงสิทธิ์พื้นฐานความเป็นมนุษย์ เสียงร้องขอของแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/480059

เพียงสิทธิ์พื้นฐานความเป็นมนุษย์ เสียงร้องขอของแรงงานต่างด้าว

เรื่อง กันติพิชญ์ ใจบุญ

จำนวนแรงงานต่างด้าวในจ.ภูเก็ตที่มีมากกว่า 3 แสนคน กว่า 80% ของจำนวนดังกล่าวเป็นแรงงานพม่าที่เข้ามาใช้แรงงานแลกเงินตรา แต่ระหว่างการทำงานนี้ พวกเขากำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการคลอดบุตรที่ดูเหมือนพวกเขาเหล่านี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายของรัฐบาลไทย

สิ่งที่ยึดถือว่า การรักษาอาการเจ็บป่วยต้องมาก่อนเรื่องเงินทอง อาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมด และสิ่งที่สะท้อนออกมาในหลักมนุษยธรรมด้านการรักษาพยาบาลในจ.ภูเก็ต ของโรงพยาบาลภาครัฐในบางแห่ง ชั่วยามนี้กำลังถูกตั้งคำถาม

แต่สิ่งใดกันที่โรงพยาบาลไม่อาจจะช่วยเหลือได้ หรือสิทธิ์ของการเข้าถึงการรักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าว อาจไม่ได้ครอบคลุมจักรวาลอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

ต่อจากนี้คือเสียงสะท้อนของพื้นที่จ.ภูเก็ต ที่ถูกขนานนามว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน และเป็นเมืองใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ แต่อีกด้านพลังกายจากแรงงานต่างด้าว เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมา เขาก็้ต้องการสิทธิ์อันพึงได้ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน รวมถึงอีกด้านของเสียงจากโรงพยาบาลที่สะท้อนเรื่องดังกล่าวได้ชัดแจ้งไม่ต่างกัน

แรงงานคลอดลูก ปัญหาเกิดทันที

 

สุมนา ภักบุลวัชร ผู้ประสานงานภาคสนาม ศูนย์พัฒนาสังคม มูลนิธิคาทอลิคสุราษฎร์ธานี (สาขาภูเก็ต) สะท้อนปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะชาวพม่าซึ่งมาเป็นแรงงานในจ.ภูเก็ตมากถึงกว่า 3 แสนคน ว่า ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โรงพยาบาลใน จ.ภูเก็ต ไม่ขายบัตรประกันสุขภาพแก่แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือแรงงานที่มีบัตรประกันสุขภาพอยู่แล้ว หากพบว่าตั้งครรภ์ ก็จะไม่ต่ออายุบัตรประกันสุขภาพให้ และเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลไม่เกิน 28 วันของแม่ได้ อีกทั้งไม่ขายบัตรประกันสุขภาพแก่เด็กเหล่านี้ด้วย

กล่าวคือ แต่เดิมก่อนปี 2558  แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์และซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไว้แล้ว เมื่อคลอดบุตร บุตรสามารถใช้สิทธิการรักษาของแม่ได้เป็นเวลาไม่เกิน 28 วัน หลังจากนั้นทางโรงพยาบาลต้องขายบัตรประกันสุขภาพให้แก่เด็กรายละ 365 บาท แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่ใช่รูปแบบที่กล่าวถึงนี้

“เคยถามไปยังโรงพยาบาลของรัฐ เขาก็ตอบกลับมาว่าเพราะขาดทุน ขายให้ไม่ได้ ขณะเดียวกันเสียงจากการหารือกับหน่วยงานรัฐในหลายๆ ครั้ง ก็ได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกันว่า ต้องการแรงงาน ไม่ได้ต้องการให้แรงงานมาคลอดลูก เพราะรับภาวะกันไม่ไหว” สุมนา กล่าว

ผลพวงดังกล่าวจากแนวปฏิบัติของภาครัฐที่กำหนดมาเช่นนี้ สุมนา ฉายภาพว่า เป็นการสร้างปัญหาที่ตามมา เพราะแรงงานต่างด้าวต้องจ่ายค่าทำคลอดและค่ารักษาต่างๆเอง 100% สิ่งที่พบคือเมื่อเด็กคลอดแล้วมีร่างกายไม่แข็งแรง น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเหลือง ก็ต้องเข้าตู้อบหรือทำการรักษาเพิ่มเติม ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง และเกิดปัญหาเด็กถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลเนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเงินมาจ่าย กลัวว่าหากไม่จ่ายแล้วจะถูกยึดพาสปอร์ตหรือถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง

ทั้งนี้ เด็กที่ถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล หากตามตัวพ่อแม่ไม่พบ จะมีปัญหาไม่สามารถแจ้งสัญชาติเกิดได้ แม้จะถูกส่งตัวไปสถานสงเคราะห์แต่ก็เลี้ยงได้แต่ตัว แต่ไม่สามารถหาพ่อแม่บุญธรรมให้ได้เพราะไม่มีสถานะตามกฎหมาย เด็กก็จะเติบโตมาในประเทศไทยแบบคนไร้สัญชาติ และจะกลับประเทศต้นทางก็ไม่ได้อีก

นอกจากปัญหาการคลอดบุตรแล้ว สุมนา ยังเผยว่า พบปัญหาว่าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเอกสารจากนายจ้าง เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อนำไปประกอบขอใบรับรองการเกิดของบุตรแรงงานต่างด้าว ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้วไม่จำเป็นจะต้องใช้เอกสารของนายจ้างแต่อย่างใด

“ในอดีตมีคนที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปเรียกเก็บค่าขอใบรับรองการเกิดบุตรแรงงานต่างด้าว ทำให้โรงพยาบาลต้องเรียกขอเอกสารของนายจ้างเพื่อยืนยันด้วย ซึ่งนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องให้เพราะไม่เกี่ยวข้อง ผลตรงนี้ทำให้เด็กบางส่วนขอใบรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลไม่ได้” สุมนา ย้ำ

ปัจจุบัน มีเด็กที่ไม่ได้รับการรับรองการเกิดในจ.ภูเก็ตมากถึงกว่า 100 คน ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีสถานะบุคคล และเติบโตอย่างคนไร้สัญชาติ และจะกลับประเทศของพ่อและแม่ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าเด็กเหล่านี้เป็นใคร มีรากเหง้ามากจากไหน

“การคลอดบุตรเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แรงงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ แต่ถามแรงงานว่าอยากมีลูกหรือไม่ คำตอบคือไม่อยากมี แต่มีเพราะพลาด เพราะเขายังขาดความรู้ด้านคุมกำเนิด” สุมนา ทิ้งท้าย

นายจ้างหวั่นแรงงานหาย ธุรกิจเสี่ยงเจ๊ง และรัฐต้องเหลียวมอง

 


วิระชัย เสดสม ประธานชมรมผู้ประกอบการรับเหมาจังหวัดภูเก็ต
สะท้อนปัญหาของแรงงานต่างชาติว่า ภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ที่ต้องเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในงานก่อสร้างแล้ว แรงงานคนไทยแทบจะไม่มี กลุ่มผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างชาติเป็นหลักในการทำงาน แต่ด้วยแรงงานข้ามชาติสำหรับขั้นตอนการขออนญาตก็มีความยุ่งยาก เพราะข้อกฎหมายที่ยิบย่อยทำให้ระบบการทำงานของผุ้ประกอบการได้รับแรงสะเทือนไปไม่น้อย

“ในเรื่องของสุขภาพแรงงาน ปกติแล้ว นายจ้างก็จะช่วยดูแลในทุกคน และดูแลดีในระดับหนึ่ง เพราะพวกเขาคือกำลังสำคัญในการทำงาน เรื่องการคลอดบุตรของแรงงานเองก็เช่นกัน ถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ หรือใช้สิทธิ์ไม่ได้ นายจ้างก็จะช่วยเหลือ หรือให้เงินไปทำคลอดเลย เราไม่ได้ใจดำขนาดนั้น” วิระชัย แจงเรื่องการดูแลแรงงานข้ามชาติ

แต่สิ่งที่วิระชัยกังวล และเพื่อนสมาชิกในชมรมก็เล็งเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน คำตอบนั้นคือการขาดแคลนแรงงาน โดยแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้จะกลับถิ่นฐานอย่างแน่นอนในระยะเวลาไม่เกินอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะด้วยทุกวันนี้เมียนมาร์กำลังพัฒนาประเทศอย่างหนัก แรงงานก็เห็นช่องทาง เห็นงาน และแน่นอนว่าได้อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิด และแรงงานจะเลือกกลับถิ่นฐาน เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ประกอบการในประเทศไทยก็เตรียมตัวเข้าสู่ภาวะ “เจ๊ง” ในธุรกิจของตัวเองได้เลย

วิระชัย เสริมเรื่องนี้ว่า คนไทยทำงานแรงงานเพียงแค่ 1% เท่านั้น ร้านค้าทุกแห่งก็ใช้แรงงานต่างด้าวในการขับเคลื่อน ผลกระทบหากแรงงานกลับถิ่นฐาน ผลกระทบจะไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ภูเก็ต แต่ปัญหาจะครอบคลุมไปทั้งประเทศ

“ผมไม่รู้ว่ารัฐเห็นปัญหานี้หรือไม่ หรือประเมินสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานเอาไว้อย่างไร ทราบว่าจะมีการทำบันทึกความร่วมมือกับเมียนมาร์ แต่ค่าใช้จ่ายในการนำแรงงานเข้ามาทำงานก็จะสูงขึ้น นายจ้างจะต้องแบกรับภาระเรื่องนี้ รวมถึงค่าแรงก็จะสูงขึ้น และที่สำคัญคือไม่ได้มีการประกันว่าจะได้แรงงานที่มีทักษะตรงกับสายการทำงานที่ต้องการ เพราะบางคนไม่รู้จักจอบ ไม่รู้จักอุปกรณ์ ก็ขอค่าแรงแล้ว 350 บาทต่อวัน”

เมื่อวกมาคุยกันเรื่องค่าแรงของแรงงานต่างชาติในจ.ภูเก็ต วิระชัย บอกถึงเรื่องนี้ด้วยความคุ้นชิน เขายกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาค่าจ้างรายวันขั้นต่ำ สำหรับผู้ประกอบการในภูเก็ตไม่ได้ตื่นเต้นกับข่าวนี้มากนัก เพราะด้วยความจริง ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าแรงในราคา 400-500 บาทต่อวันอยู่แล้ว มันคือราคาที่ต้องจ่ายให้กับแรงงานทุกวัน และสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าแรงที่สูงกว่าปกติถือว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่เรื่องที่ต้องมุ่งเน้นสำหรับผู้ประกอบการรับเหมาในจ.ภูเก็ต คือการอยากให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพได้ใส่ใจกับกลุ่มแรงงานต่างชาติ เพราะกลุ่มแรงงานเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่เข้ามาพัฒนาประเทศไทย เมื่อพวกเขาได้สิทธิ์ในการซื้อบัตรประกันสุขภาพประจำปี ที่ใช้จ่ายซื้อไปปีละนับร้อยล้านบาท เราก็ต้องเข้าใจและให้เขาได้รับการรักษาสุขภาพ เพราะอีกมุมก็เหมือนกลุ่มแรงงานต่างชาติก็เข้ามาอุดหนุนบ้านเราด้วยเช่นกัน

ไม่ต่างจากภาณุวัฒน์ พงเพ็ชร รองประธานชมรมผู้ประกอบการรับเหมาจังหวัดภูเก็ต เสริมวิระชัยว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเองก็รับแรงงานเถื่อนเข้ามาทำงานจำนวนไม่น้อย แต่ชมรมฯ จะรณรงค์เป็นประจำเพื่อให้นายจ้างใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาด้านแรงงานได้คือการสร้างความรู้ที่แท้จริงให้กับแรงงานข้ามชาติในทักษะที่เหมาะสมกับการทำงาน เพราะทุกวันนี้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานก็ไม่มีความรู้ โดยเฉพาะด้านการช่าง

“นายจ้างก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ ขณะที่ก็ต้องยอมจ่ายค่าแรงอย่างสูงเพราะแรงงานหายากแล้ว และต้องมาฝึกทักษะในวิชาชีพช่างให้ด้วย”

ภาณุวัฒน์ เสริมเรื่องการดูแลสุขภาพแรงงานในประเด็นการคลอดบุตรย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าห้ามไม่ได้แน่นอนกับเรื่องมีลูก ตั้งท้อง เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในมุมของนายจ้างเมื่อลูกจ้างตั้งท้อง ก็หมายความว่าการสูญเสียแรงงานไปแล้ว และเมื่อคลอดออกมาก็ต้องดูแลลูกของแรงงานด้วย อีกทั้งบางพื้นที่พักอาศัยก็ไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยงดูลูก

“แต่ทั้งนี้ไม่ว่าคนชาติไหนก็ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน ผมจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาใส่ใจเรื่องนี้ในเรื่องของสุขภาพแรงงานข้ามชาติ เพราะถ้าแรงงานสุขภาพดี ก็จะทำงานได้ นายจ้างก็ได้ทำงานสำเร็จ ระบบเศรษฐกิจก็พัฒนา เริ่มต้นดี ปลายทางก็จะดีตาม” ภาณุวัฒน์ แสดงความเห็น

ลำบาก และวิตก แรงงานร้องขอสิทธิ์รักษา

หากถามถึงว่าครอบครัวแรงงานต่างด้าวได้รับผลกระทบอย่างไรเกี่ยวกับบัตรประกันสุขภาพ ที่มีก็เหมือนจะไม่ได้ใช้ คำตอบผ่านครอบครัวแรงงานพม่า สามชีวิตพ่อแม่ลูกให้คำตอบถึงผลกระทบที่ว่าอย่างน่าสนใจ

ยี แรงงานสาวชาวพม่า พร้อมด้วยชาย แรงงานหนุ่มจากประเทศเดียวกัน มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อยในวัย 3 ขวบ ที่เกิดในประเทศไทย ยีและชายมีบัตรประกันสุขภาพ แต่ล่าสุดก็ไม่ได้รับการต่ออายุบัตร ขณะที่ลูกสาวเธอก็ไม่ได้สิทธิ์ซื้อบัตรประกันสุขภาพในฐานะคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน ส่ิงนี้ทำให้สองพ่อแม่ชาวพม่าวิตกอย่างหนัก เพราะในอนาคตไม่รู้ได้เลยว่าลูกสาวตัวน้อยของเธอจะเจ็บป่วยรุนแรงบ้างหรือไม่ และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินเท่าไหร่กัน

“ลูกสาวทำบัตรประกันสุขภาพไม่ได้ แม้ตอนนี้เขายังแข็งแรงดีอยู่ วิ่งเล่นได้ตามปกติ เป็นเด็กร่าเริง แต่เรื่องสุขภาพของลูกสาวก็ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ค่อนข้างกังวลกับตรงนี้ อยากให้โรงพยาบาลรัฐในภูเก็ตช่วยขายบัตรประกันสุขภาพให้หน่อย” ยี เล่า

เมื่อคลอดลูกสาวตัวน้อย ยีใช้สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพที่เธอมีอยู่ ซึ่งตามระเบียบตามที่เธอเข้าใจ คือบัตรดังกล่าวสามารถครอบคลุมการทำคลอดได้ แต่เมื่อถึงห้องคลอด ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ของเธอแจ้งว่าจะต้องมีค่าทำคลอดอีก 6,000 บาท โชคดีที่เธอและสามีมีเงินเก็บเอาไว้ จึงนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้

ยี เล่าว่า แต่เมื่อหลังคลอดลูกสาวมา โรงพยาบาลกลับไม่ขายบัตรประกันสุขภาพให้กับลูกสาวเธอ รวมถึงไม่ต่อบัตรประกันสุขภาพของเธอและของสามีด้วย เมื่อสอบถามผ่านทางล่าม โรงพยาบาลแจ้งว่าเพราะเด็กยังไม่ครบกำหนดอายุขายบัตรให้ได้คือ 18 ปีขึ้นไป แต่ระเบียบที่เธอทราบมา โรงพยาบาลสามารถทำบัตรให้เด็กที่เพิ่งคลอดได้ ด้วยราคาปีละ 365 บาท และหวังจากบัตรนี้เพราะลูกยังเล็ก เจ็บป่วยจะได้มีสิทธิ์ในการรักษา

รายรับค่าแรงของสองสามีภรรยาชาวเมียนมาร์ ทำหน้าที่ขายของให้กับนายจ้างที่ตลาดแห่งหนึ่ง มีรายได้ต่อวันรวมกันที่ 800 บาท บางส่วนเก็บหอมรอมริบเอาไว้ส่งกลับบ้านเกิดประเทศพม่าเดือนละ 6,000 บาท อีกส่วนหนึ่งเป็นค่ากินใช้ขณะเป็นแรงงานอยู่ที่จ.ภูเก็ต

“ต่อไปคงส่งลูกสาวกลับพม่าเพื่อให้ตายายช่วยเลี้ยง อีกอย่างการค่ารักษาพยาบาลที่พม่าถูกกว่าที่ประเทศไทย ก็ต้องจำใจจากลูกเพราะจำเป็นจริงๆ เราสู้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่นี่ไม่ไหว” ยี เล่า

อีกด้านจากครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงงานชาวพม่าด้วยเช่นกัน หญิงสาวชื่อ อายีกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน อีกไม่นานก็จะครบกำหนดทำคลอด ซึ่งโรงพยาบาลรัฐแจ้งกับเธอว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายทำคลอดราว 2 หมื่นบาท สิ่งที่เธอทำได้คือต้องไปกู้เงินนอกระบบมา เพราะจากค่าแรงที่ได้รับรวมถึงค่าแรงของสามี ไม่เพียงพอที่จะทำคลอดได้

และสิ่งที่อายีและสามีกังวล คือเรื่องของบัตรประกันสุขภาพเช่นกัน กรณีของเธอก็ไม่ต่างจากแรงงานพม่ารายอื่นๆ ที่โรงพยาบาลปฏิเสธการขายบัตรประกันสุขภาพให้กับเธอ และเมื่อคลอดลูกมาแล้ว จะต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมอีกบ้าง

“เขาแจ้งราคาค่าทำคลอดมา 2 หมื่นบาท ตอนนี้สามีทำงานคนเดียว มีรายได้เดือนละหมื่นบาทนิดๆ คงไม่พอจะไปทำคลอด จึงต้องไปกู้เงินนอกระบบมาเป็นค่าคลอด ก็ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ก็ต้องยอมเพราะไม่มีหนทางจริงๆ” อายี เล่า พร้อมเปรียบเทียบจากกรณีที่คลอดลูกคนแรกที่ประเทศพม่า มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,800-2,000 บาท

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปคลอดลูกที่ประเทศพม่า อายีให้คำตอบว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมความเชื่อของเธอ ที่หญิงท้องจะต้องอยู่ใกล้กับสามี และอยากให้สามีดูแลด้วย แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือโรงพยาบาลในประเทศไทยมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ครบครันมากว่าพม่า และเชื่อใจความปลอดภัยมากกว่า แม้ต้องแลกมาด้วยเงินที่หยิบยืมกู้มาก็ตาม

“แต่หลายครั้งก็เจอปัญหา เมื่อไปโรงพยาบาลก็ไม่รู้จะสื่อสารกับแพทย์ หรือพยาบาลอย่างไร เพราะเราก็ไม่รู้ภาษาไทย ล่ามก็ไม่มี บางครั้งเมื่อเจ็บป่วนก็ต้องจ้างล่ามไปโรงพยาบาลกับเรา ตรงนี้ก็มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย” อายี ย้ำถึงปัญหา

ยันสิทธิ์ขายบัตรประกันสุขภาพ รพ.ตัดสินใจเอง

 

ดร.ประพรศรี นรินทร์รักษ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต (สสจ.ภูเก็ต) กล่าวถึงเรื่องปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานต่างชาติว่า ด้วยมนุษยธรรม แพทย์จะต้องรักษาผู้ป่วยก่อนเรื่องอื่นใดอยู่แล้ว และใครมาที่โรงพยาบาลเพราะเจ็บป่วย แพทย์ก็ไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ โดยในพื้นที่จ.ภูเก็ตก็มีการดูแลกลุ่มแรงงานต่างด้าวอย่างทั่วถึงในทุกด้าน และจะต้องรายงานด้านสุขภาพของแรงงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทราบในทุกๆ เดือน

“แต่ยอมรับว่าหลายโรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่จ.ภูเก็ตจะมีปัญหาด้านบริการอยู่ โดยเ ฉพาะเรื่องการสื่อสารภาษาพม่า ซึ่งเราหาแทบไม่ได้ และต้องหาล่ามที่สื่อสารได้มาช่วย ซึ่งบางครั้งก็ได้ แต่บางครั้งก็ไม่ได้” ดร.ประพรศรี กล่าว

รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีบัตรประกันสุขภาพของแรงงานต่างด้าวนั้น หากเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ถูกกฎหมาย โรงพยาบาลของรัฐก็ต้องขายบัตรประกันสุขภาพให้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีช่องที่โรงพยาบาลไม่อาจขายให้แรงงานต่างด้าวได้ เพราะกฎระเบียบสามารถให้โรงพยาบาลใช้ดุลยพินิจในการขายบัตรประกันสุขภาพได้ด้วย

“ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่สามารถขายบัตรประกันสุขภาพให้ได้ เกิดจากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการเจ็บป่วยของแรงงานอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน หรือการทำงานนั้นๆ มีผลกระทบต่อสุขภาพได้ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม ท่ผ่านมาได้บูรณาการระบบบริการสุขภาพแรงงานต่างด้าวกับภาคส่วนต่างๆ ให้ได้ตามหลักมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและสร้างหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุม เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค รวมถึงฟื้นฟูสมรรถภาพ และการรักษาพยาบาล

ดร.ประพรศรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาในปี 2560 จ.ภูเก็ตได้ตรวจสุขภาพและจัดระบบหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวรวมทั้งสิ้น 7.2 หมื่นราย รวมค่าใช้จ่ายที่บริการค่ารักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 94 ล้านบาท

“จำนวนนี้มีบริการรับฝากครรภ์และทำการคลอดร่วมด้วย 1,362 ราย และยังมีการจัดอบรมอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติพื่อให้ความรู้ดูแลสุขภาพตนเอง ครอบคลุมทุกอำเภอรวม 62 คน” ดร.ประพรศรี กล่าว

ทางออกที่ไม่ยาก และไม่ง่าย

 

ขณะที่ฟากฝั่งของโรงพยาบาลของรัฐ หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลป่าตอง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางสำคัญของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาภูเก็ต แรงงานต่างด้าว และคนไทยในพื้นที่ด้วยกันเอง

ปัญหาของแรงงานต่างด้าว โรงพยาบาลป่าตองได้ประสบมาบ้างหรือไม่ และคำตอบจาก นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง บอกเล่าถึงการรักษาสุขภาพแรงงานต่างด้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลป่าตอง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนไทย คนในพื้นที่ หรือแม้แต่แรงงานต่างด้าว เรามีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สถานที่เดียวกัน แพทย์คนเดียวกัน และจ่ายยาเหมือนกัน

และหากเป็นแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่าจะมีล่ามประจำของโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือในการสื่อสารระหว่างคนไข้และแพทย์ พยาบาล ขณะเดียวกันโรงพยาบาลป่าตองก็ส่งเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านภาษา และเร็วๆ นี้จะส่งไปอบรมภาษาจีนด้วย

“คนพม่าเข้ามารับบริการในปี 2559 สูงถึง 3,258 คน และหลากหลายปัญหาที่พบก็จะเป็นการทำงานผิดประเภท การเข้าไม่ถึงวัคซีนในเด็ก และบางส่วนเป็นแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย แต่เราก็ต้องรักษาเพราะไม่สามารถจะเลือกได้ คนเจ็บคนไข้มาหา อย่างไรก็ต้องรักษาให้การช่วยเหลือ”

นพ.ศิริชัย กล่าวว่า แต่แน่นอนว่าปัญหาด้านการเงินก็ต้องได้รับผลกระทบอยู่บ้าง โดยการรักษาแรงงานต่างด้าวที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ระหว่างปี 2558-2560 เกิดการสูญเสียด้านรายได้ทั้งส่วนของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกรวมกว่า 1.4 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลก็ชดเชยได้จากการเคลมประกันด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งโรงพยาบาลป่าตองเป็นโรงพยาบาลที่เรียกเก็บค่าประกันได้มากที่สุดในประเทศ

ในส่วนการส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐทั้ง 3 แห่งในจ.ภูเก็ตนั้น ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในการรับและส่งต่อผู้ป่วย ทั้งในส่วนอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือการคลอดฉุกเฉิน ซึ่งแรงงานต่างด้าวสามารถเข้าใช้บริการได้ และโรงพยาบาลจะเรียกเก็บจากต้นทางตามบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็จะมีเกณฑ์ในการเรียกเก็บตามหลักความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม นพ.ศิริชัย ยอมรับว่า ยังพบปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มาคลอดบุตรและได้ทิ้งลูกเอาไว้ที่โรงพยาบาลอยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งคือไม่มีค่ารักษาพยาบาล ค่าทำคลอด หรือเกรงว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร

“แล้วแบบนี้จะให้โรงพยาบาลทำอย่างไร เพราะมีเด็กมาอยู่ด้วย หน่วยงานอื่นๆ หรือนายจ้างมาช่วยได้บ้างมั้ย โรงพยาบาลป่าตองก็ต้องรับไว้ ผมรับไว้ทุกเคส และดูแลให้หมด นโยบายของผมคือมีเงินเก็บเงิน ไม่มีเงินก็ต้องรักษา แต่หากไม่มีการชดเชยรายได้จากส่วนอื่นๆ ก็ยอมรับว่าอยู่ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ผมเห็นว่าควรมีหน่วยงานมาช่วยโรงพยาบาลบริหารจัดการด้วย”

“แต่กรณีที่ไม่รับเด็กก็มี เพราะบางครั้งที่มีคนนำเด็กมาให้เพราะพบเจอ เราก็รับไม่ได้ เพราะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กเป็นใคร ลูกเต้าเหล่าใคร หรือเด็กไม่มีเอกสาร แต่รูปแบบนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง แนะแนวคิดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจว่า อีกด้านรัฐบาลพม่าก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือจัดการแรงงานด้วย ไม่ใช่ว่าจะส่งแรงงานออกมาทำงานประเทศเราเพียงอย่างเดียว ด้านสุขภาพก็ปล่อยเป็นภาระของรัฐบาลไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง นายจ้างเองก็เช่นกัน เพราะทุกวันนี้ได้งานจากแรงงานแลกกับการจ่ายค่าจ้างเพียงน้อยนิด เมื่อแรงงานเจ็บป่วยก็โยนมาที่ภาครัฐเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ธุรกิจของพวกคุณเติบโตได้ ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ผลักภาระมาอย่างเดียว อาจจะเป็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงาน ลงขันกันคนละนิดละหน่อยให้มันเคลื่อนต่อไปได้

“ส่วนเรื่องบัตรประกันสุขภาพที่แรงงานต่างด้าวมีสิทธิ์จะซื้อในราคา 3,200 บาทในทุกๆ 2 ปี ผมบอกได้เลยว่าไม่มีประกันใดในโลกนี้หรอกที่จ่ายราคานี้แล้วจะครอบคลุมได้ทุกอย่าง บางคนถึงมีค่าคลอดเพิ่มเข้ามา ค่ายาต่างๆ เข้ามาอีก จะเข้าใจว่าครอบคลุมทั้งหมดคงไม่ได้ อีกอย่างคนไทยยังไม่ได้สิทธิ์แบบนี้ด้วยซ้ำไป แรงงานต่างด้าวบางคนย้ายถิ่นฐานทำงานก็ซื้อบัตรประกันสุขภาพอีกแห่งได้เลย ต่างจากคนไทยที่ต้องทำเรื่อง รอโอนย้ายสิทธิ์บัตรทอง คนไทยยังไม่ได้สิทธิ์นี้ด้วยซ้ำ” นพ.ศิริชัย ทิ้งท้าย

 

เนื้อนาบุญพุทธศาสนา “สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20” ผู้มีจริยวัตรเรียบง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/480042

เนื้อนาบุญพุทธศาสนา "สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20" ผู้มีจริยวัตรเรียบง่าย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นับเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศไทย ที่มีสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  หลังสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2556 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดสถาปนาให้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์  (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่  ซึ่งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ จะมีพิธีสถาปนาที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

ขณะที่ทางวัดราชบพิธฯ ได้ตระเตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดและทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบภายในวัดเพื่อเตรียมความพร้อมการสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20

โดยในส่วนตำหนักอรุณ ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์  ทางวัดได้บูรณะด้วยการขัดทำความสะอาดและทาสีใหม่  ซึ่งใช้สีเปลือกไข่ ตัดขอบบานประตูหน้าต่างด้วยสีเขียวอ่อนและเข้มอย่างสวยงาม  มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 ก.พ. นอกจากนี้ยังเตรียมจัดสถานที่บริเวณชั้น 1 ของตำหนักอรุณ ใช้เป็นสำนักงานของสมเด็จพระสังฆราชเช่นกัน

 

แม้สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช หรือ “ประมุขทางสงฆ์”  ท่านได้กำชับเรื่องการจัดงานในครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่เน้นเอิกเกริก  เฉกเช่นเดียวกับจริยวัตรของท่านมักได้รับการพูดถึงอยู่เสมอจากคนใกล้ชิดและลูกศิษย์ว่า ท่านดำรงตนอยู่ศีลธรรมอย่างเคร่งครัด สมถะไม่หรูหราฟุ่มเฟือยไม่เคยต้องมัวหมองเรื่องเงินทองให้เสื่อมเสียเกียรติ ที่สำคัญยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัย

จริยวัตรปัจจุบันของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยังทบทวนฝึกฝนอ่านตำรับตำราอยู่เป็นประจำทุกคืน กว่าจะเข้านอนได้ก็ช่วงเวลา 22.00 -23.00 น. และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเวลาประมาณ ตี 5 เศษ เพื่อมาเดินออกกำลังกาย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงของทุกวัน  โดยสังเกตได้จากการเดินเหินของท่านยังคงแข็งแรง แม้อายุท่านจะ 90 ปี แล้วก็ตาม

ย้อนอดีตสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อัมพโร เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ นามเดิมว่า “อัมพร ประสัตถพงศ์” เกิดวันเสาร์ที่ 26 มิ.ย.พ.ศ. 2470 ตำบลบางป่า อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี โดยครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ในวัยเด็กท่านเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ต.โคกกระเทียม อ.เมือง จ.ลพบุรี กระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ต่อมาปี 2480 สมเด็จพระมหามุนีวงศ์  ได้บรรพชาเป็นสามเณร วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อครั้งเป็นสามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ เคยไปอยู่จำพรรษาที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม

กระทั่งปี 2483 สมเด็จสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี จากนั้นในปี 2484 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท และปี 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค กระทั่งในปี 2488 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค

ช่วงปี 2490 ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) นำมาฝากกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) โดยได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ในวันที่ 9 พ.ค.พ.ศ. 2491 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  ซึ่งได้สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ให้

เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค พระอัมพร ท่านหมั่นเพียรศึกษาตำรา  ก่อนเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จบการศึกษาศาสนศาสตรบัณฑิต และได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ มหาวิทยาลัยพาราณสี  ประเทศอินเดีย กระทั่งจบการศึกษา ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ปี 2512 ก่อนเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดราชบพิธฯ

สำหรับภารกิจและงานเผยแพร่ที่โดดเด่น พระอัมพร ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

กระทั่งในปี 2552 สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินตากโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ได้มรณภาพลง  ทำให้พระอัมพรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ต่อมาที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติเห็นชอบแต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ จวบจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเป็นประธานอำนวยการฝ่ายบรรพชิต พระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม  สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ยังเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 ฝ่ายธรรมยุต  ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ,นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.), กรรมการบริหารมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ,แม่กองงานพระธรรมทูต และยังเป็นประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ฝั้นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน  นับเป็นเนื้อนาบุญของประเทศที่จะกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ

 

 

AD เพราะเคยเจ็บมาเยอะ “เบเบ้ ธันย์ชนก” ลงทุนกับชีวิต คิดยังไงก็คุ้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 14:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/news/484953

เพราะเคยเจ็บมาเยอะ "เบเบ้ ธันย์ชนก" ลงทุนกับชีวิต คิดยังไงก็คุ้ม!

เมื่อเทรนด์สุขภาพยังคงมาแรง การตื่นเช้าไปวิ่ง หรือเลิกงานเข้ายิมออกกำลังกายได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลายๆ คน รวมถึงเน็ตไอดอลรุ่นบุคเบิกขวัญใจวัยทีนคนนี้ “เบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา” ถ้าใครติดตามเธอผ่านโซเชียลมีเดีย จะเห็นได้เลยว่าเบเบ้เปลี่ยนไปแล้ว ทิ้งภาพวัยใสในวันวาน กลายเป็นสาวรักสุขภาพหุ่นเฟิร์ม ที่มาพร้อมคำแนะนำในการดูแลรูปร่างให้กับแฟนๆ ที่ติดตามเธออีกด้วย

วันนี้ “เบเบ้” ได้มาเล่าถึงความสนใจในการดูแลสุขภาพ เมื่อวันเวลาผ่านไป ทำให้เธอคนนี้มองเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ใครจะไปเชื่อว่าสมัยก่อนเธอก็เคยมีปัญหาสุขภาพไม่น้อย เพราะใช้งานมันหนักเกินไป

• เมื่อก่อนอ่อนแอแต่ตอนนี้…

“ตอนนี้ชอบออกกำลังกายมากค่ะ และตั้งแต่หันมาออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น สิ่งแรกที่ได้รับเลย คือตัวเราเอง สุขภาพดีขึ้น ไม่ค่อยเจ็บป่วย จากเมื่อก่อนจะเป็นคนป่วยบ่อย ที่เป็นตลอดเลยคือโรคกระเพาะอาหาร ชอบปวดท้องบ่อยๆ เพราะทานอาหารไม่เป็นเวลา บางครั้งก็ต้องอด ต้องคอยดูแลรูปร่างไม่ให้อ้วน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย นี่เลยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หันมาออกกำลังกาย และอีกเรื่องที่ดีใจคือเราสามารถชักจูงคนรอบข้างให้หันมาออกกำลังกายได้ด้วย ทั้งเพื่อนๆ และแฟน”

• เป้าหมายของการออกกำลังกายที่แท้จริง

“ความสุขค่ะ เป็นความสุขหนึ่งในชีวิตเลย จริงๆ เริ่มหันมาออกกำลังกายหลายปีแล้ว ตั้งแต่ยังไม่เป็นเทรนด์ ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ ชอบหากิจกรรมนู่นนี่ทำ ออกกำลังกายในตอนแรกเลยเป็นเหมือนกิจกรรมอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปเลย เป็นกิจกรรมที่พยายามทำให้ได้ทุกวัน ถ้าในวันปกติมีงานสายๆ หน่อย เราจะตื่นเช้ากว่าเดิมไปวิ่งสัก 30-60 นาทีก่อนออกไปทำงาน แต่ช่วงนี้มีถ่ายละคร ก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ แต่ก็พยายามหาเวลาว่างเพื่อให้ได้ไปออกมากที่สุด”

• ลงทุนกับสุขภาพคุ้มค่าที่สุด

“มองว่าการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ออกกำลังกายเป็นประจำ ดูแลอาหารการกิน เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง คือลงทุนกับตัวเอง เพื่อให้มีสุขภาพดี น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว จนตอนนี้เราไม่ได้กังวลเรื่องกับโรคภัยไข้เจ็บเลย เพราะเชื่อในความแข็งแรงของตัวเอง”

• ตอนนี้มีการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเรื่องดูแลสุขภาพมาให้ด้วย เบเบ้ คิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร

“เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มันสบายใจมาก ที่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จากการซื้อคอนโดมาเพื่อปล่อยเช่า มีการการันตีผลตอบแทนจากค่าเช่าให้แน่นอน เหมือนเสือนอนกิน เราสามารถไปทำงานอย่างอื่นได้ แล้วส่วนนี้ก็เปรียบเสมือนรายได้ประจำของเรา เป็นเงินที่งอกเงยมาจากทรัพย์สินของเรา แล้วก็เป็นเรื่องดีมากที่ผลตอบแทนยังให้โปรแกรมดูแลสุขภาพด้วย ซึ่งดีสำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นออกกำลังกายยังไง ดูแลตัวเองยังไง”

รู้จักการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ทั้งผลตอบแทนและโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบที่เบเบ้สนใจ กับ “Live Long Rich Life” โครงการลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าของบริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ที่เห็นความสำคัญของสุขภาพนักลงทุนยุคนี้ เพราะนอกจากจะการันตีผลตอบแทน 6.5% นาน 6 ปี เหมือนมีคนมาเช่าทันทีหลังได้รับกรรมสิทธิ์ แต่นักลงทุนยังได้รับโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมระดับ High-End จากพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ (Panacee Medical Center) สถาบันแพทย์ทางเลือกจากเยอรมนี พันธมิตรหลักของณุศาศิริในมูลค่า 3% ของการลงทุน สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและงาน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http:// www.nusasiri.com/the-greatest-wealth-is-health

 

AD เชิญร่วมสัมมนาฟรี เรียนต่อการโรงแรม และการจัดการบริหารธุรกิจในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 14:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484502

เชิญร่วมสัมมนาฟรี เรียนต่อการโรงแรม และการจัดการบริหารธุรกิจในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

*** ในวันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม เวลา 13:00 น. โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ (BTS ชิดลม ทางออกประตู 2)

สอบถามรายละเอียดงานสัมมนา หรือ สำรองที่นั่งได้ที่ 02-652-1481

ทำไมเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์
เพราะสวิตเซอร์แลนด์มอบการศึกษาที่เปี่ยมคุณภาพ นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีเยี่ยมและครบครันที่สุด ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางยุโรป ไปไหนมาไหนสะดวกสบายอีกทั้งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ติดอันดับต้นๆของโลก และที่โดดเด่นที่สุด คือ เป็นดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดวิชาการโรงแรมและงานบริการที่เลื่องชื่อ

ต้นกำเนิดวิชาการโรงแรมและงานบริการสมัยใหม่
ดินแดนแห่งขุนเขาและทะเลสาบแห่งนี้สั่งสมชื่อเสียงเกี่ยวกับงานด้านการโรงแรมและบริการมาตั้งแต่อดีต ทั้งนี้ก็เพื่อสนอง ความต้องการที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับแขกมีระดับ ตั้งแต่ชนชั้นสูงไปจนถึงบรรดาราชนิกูลเชื้อพระวงศ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่นิยมเดินทางมายังสวิตเซอร์แลนด์และเข้าพักในโรงแรมหรู จึงกล่าวได้เต็มปากว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นต้นกำเนิด วิชาการโรงแรมและบริการอย่างแท้จริง โดยนักการโรงแรมชาวสวิสได้วางระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในโรงแรม ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกบุคลากรให้กับอุตสาหกรรมการโรงแรมมาอย่างยาวนาน

อุตสาหกรรมบริการ…สายอาชีพที่มีอนาคตสดใส
ได้สื่อสารและทำงานกับผู้คนมากมายจากหลากหลายวงการ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง เนื่องจากต้องอยู่ในสังคมแบบอินเตอร์ฯทั้งด้านการเรียนและการทำงานก้าวควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วของอุตสาหกรรมบริการสนุกสนานกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สร้างความพึงพอใจ และ โอกาสทางด้านอาชีพที่เปิดกว้างไม่เพียงเฉพาะงานโรงแรม แต่ครอบคลุมหลายสาขาวิชาชีพ

เรียนต่อการโรงแรม ที่ไหนก็ไม่เหมาะเท่าสวิตเซอร์แลนด์
เพราะเหตุใด…….ก็เพราะสวิตเซอร์แลนด์มีข้อดีมากมายที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างไม่ต้องลังเล ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษาที่มีคุณภาพติอันดับโลก ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป พร้อมระบบขนส่งที่มีโครงสร้างเครือข่ายดีเยี่ยม ช่วยให้การเดินทางไปยังเมืองหลักๆ เช่น ปารีส ลอนดอน และอีกหลายเมืองในยุโรปเป็นไปอย่างรวดเร็วสะดวกสบาย นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ ยังขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่สวยงาม บรรยากาศดี อุ่นใจในความปลอดภัยที่รัฐให้ความสำคัญสูง อีกทั้งยังมีระบบบริการด้านสุขภาพที่เป็นเลิศอีกด้วย

เปิดประตูสู่วิชาชีพการบริการ จบการโรงแรมสามารถทำงานในสาขาอาชีพด้านไหนได้บ้าง ?
ความท้าทาย และประสบการณ์ที่หลากหลายกำลังรอคุณอยู่ ประตูสู่ความสำเร็จในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการเปิดกว้างให้กับผู้มีใจรักในงานด้านนี้อย่างแท้จริง บุคลากรที่จบการศึกษาและผ่านระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพจะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างมั่นใจ เนื่องจากมีงานที่พร้อมรองรับรออยู่มากมาย อาทิ

งานด้านปฏิบัติการโรงแรม (Hotel Operation)
– การจัดเลี้ยงและจัดประชุม (Banquets and Conference)
– การจัดการอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage Management)
– งานต้อนรับส่วนหน้า (Front Office)
– งานด้านแม่บ้าน (Housekeeping)
– การบริหารจัดการร้านอาหาร (Restaurant Management)

บริหารการจัดการ (Management)
– บริหารงานสำนักงานส่วนกลาง (Corporate Headquarters)
– การบริหารจัดการทั่วไป (General Management)
– งานประชาสัมพันธ์ (Public Relations)
– งานด้านการขาย (sales)

งานท่องเที่ยว (Tourism)
– สายการบินและท่าอากาศยานนานาชาติ (Airlines)
– คาสิโน (Casinos)
– เรือสำราญ (Cruises)
– สถานพักผ่อนและสถานบันเทิง (Leisure and Entertainment)
– สถานเสริมความงาม สุขภาพ และสปา (Spa and Wellness)
– บริษัทท่องเที่ยว (Travel)

งานจัดการธุรกิจ (Business)
– การจัดการด้านการเงิน (Finance)
– การจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resources)
– การตลาด (Marketing)
– การบริหารรายได้ (Revenue Management)

งานออกแบบ (Design)
– การบริหารงานโครงการ (Project Management)
– การออกแบบโรงแรม (Hotel design)
– การบริหารแบรนด์หรู (Luxury Brand Management)
– การบริหารการค้าปลีกสำหรับสินค้าแบรนด์หรู (Retail Management of Luxury Brands)

งานธุรกิจด้านการทำอาหาร (Culinary)
– หัวหน้าแผนกครัว (Executive Chef)
– เชฟอิสระ (Private Chef)
– เชฟอาหารเพื่อสุขภาพ
– เชฟโครงการวิจัยและพัฒนา
– เชฟรายการสอนทำอาหารทางโทรทัศน์ (TV Food Show Consultant)
– เจ้าของร้านอาหาร (Restaurant Owner)
– นักเขียนบทความด้านอาหารและนักวิจารณ์อาหาร (Food Writer/Critic)

อาชีพด้านอื่นๆ
– ที่ปรึกษา (Consulting)
– อาจารย์/นักการศึกษา (Education)
– ผู้ประกอบการ (Entrepreneur)
– นักบริหารจัดการอีเวนท์ (Event Management)
– องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organisation)
– อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)


 

วรสิทธิ์ อิสสระ “ปลาวาฬ”

จบการศึกษาจาก : Cesar Ritz Colleges Switzerland

ปัจจุบันทำงานที่ : Sri Panwa Phuket Hotel ผู้บริหารและเจ้าของโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต

“สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ถือว่ามีคุณภาพด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป อีกทั้งยังได้รับการขนานนามให้เป็นดินแดนแห่งต้นกำเนิดอุตสาหกรรมด้านการบริการ ทำให้การศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากนักศึกษาทั่วทุกมุมโลก”


 

ลักษมีกานต์ อิงคะกุล “เพิร์ลลี่”

จบการศึกษาจาก :
Hotel Institute Montreux – HIM
– BBA in Business Management and Hotel, Restaurant and Resort Management

Swiss Hotel Management School-SHMS, Caux Campus
-Higher Diploma in Hospitality Management

ปัจจุบันทำงานที่ : Creative Director & Chief of Unicorn Division at Cloudforest and Asia Director at
One Young World

“เป็นประสบการณ์ที่ดีจนแทบไม่น่าเชื่อ เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในเชิงวิชาการ และสิ่งที่ได้เรียนรู้มากกว่านั้นคือ ประสบการณ์การใช้ชีวิต การได้อยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากเรามีเพื่อนที่มาจากต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย นับเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยจริง ๆ เพราะในทุก ๆ วันต้องใช้ชีวิต ต้องทานอาหาร ต้องเรียน และอยู่กับเพื่อน ๆ มากมายที่มาเรียนด้วยกัน จึงทำให้เรามีเพื่อนเยอะมาก และแน่นอน เพิร์ลลี่จะยังคงรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อน ๆ ทุกคนต่อไป แม้ว่าจะเรียนจบไปแล้ว เพราะจะช่วยให้เรามีเครือข่ายอยู่ทั่วทุกมุมโลกเลยที”


 

Swiss Education Group

518/5 ชั้น 7 อาคารมณียา ถนนเพลินจิต แขวงปทุมวัน เขตลุมพินี กรุงเทพฯ 10330 (สถานีรถไฟฟ้า ชิดลม ทางออก 2)
โทร : 02-652-1481
เว็บไซต์ : https://www.swisseducation.ac/
อีเมล์ : counselling@swisseducation.com
เฟซบุ๊ค : https://www.facebook.com/swisseducationgroupthailand/
IG : SEG_THAILAND
ไลน์ : SEG_THAILAND

 

“อนันดา แคมปัส” ออฟฟิศน่าอิจฉาของมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/479996

"อนันดา แคมปัส" ออฟฟิศน่าอิจฉาของมนุษย์เงินเดือน

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…วิศิษฐ์ แถมเงิน

“งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน” ถ้อยคำที่ดูเหมือนจะสอดคล้องอยู่ไม่น้อยกับบรรยากาศการทำงานภายใน “อนันดา แคมปัส” (Ananda Campus) ออฟฟิศใหม่ของ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ที่ใช้งบลงทุนถึง 300 ล้านบาท จนได้ชื่อว่าเป็นออฟฟิศที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ที่นั่น ชานนท์ เรืองกฤตยา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทักทายทีมงานโพสต์ทูเดย์อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเล่าที่มาที่ไปของบ้านหลังใหม่ให้ได้ฟังกัน

ชานนท์ เรืองกฤตยา

เขาเริ่มต้นเล่าว่า Ananda Campus ตั้งอยู่ภายในอาคาร FYI ถนนพระราม 4 ติดกับ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีพื้นที่รวมทั้งหมด 8,225 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนสำนักงาน 5,741 ตารางเมตร พื้นที่ส่วนสันทนาการ 1,100 ตารางเมตร และพื้นที่ห้องประชุม 45 ห้อง 900 ตารางเมตร

ซีอีโอหนุ่ม บอกว่า พยายามสร้างวัฒนธรรมให้องค์กรแห่งนี้เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคม โดยเฉพาะคน Gen-Y ซึ่งมีทัศนคติต่อการใช้ชีวิตและการทำงานที่แตกต่างออกไป มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบทำอะไรในกรอบ ไม่ชอบงานประจำ เกลียดการถูกบังคับ รักอิสระ เบื่อง่าย สมาธิสั้น และเป็นพวกอยากทำงานน้อยแต่ได้มาก ทั้งหมดเป็นที่มาของ Ananda Campus พื้นที่ซึ่งผสมผสานการเรียนรู้ การทำงานและเล่นไว้ด้วยกันจนเป็นชีวิต

“ชีวิตมันไม่ใช่แค่ทำงานอยู่ไปวันๆ เพื่อเงินเดือน อดทนกับสถานที่หรือเจ้านายที่คุณไม่ชอบ คิดเพียงว่าอย่างน้อยก็มีงานทำ มันไม่ใช่ คนยุคใหม่เขาเชื่อในสิ่งที่ทำ มองหาความหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ไม่มองแค่เงินเดือนเป็นหลัก แต่เริ่มมองไปถึงสังคม สถานที่ทำงาน เเละเลือกทำอะไรที่มีความหมายกับโลกใบนี้มากขึ้น” 

ทาวน์ ฮอล์ พื้นที่สำหรับประชุมใหญ่ ปาร์ตี้ หรือกิจกรรมอื่นๆ ของบริษัท

วัฒนธรรมและสถานที่ทำงาน เป็นเรื่องที่ ชานนท์ พยายามสร้างให้ตอบโจทย์และเอื้อให้คนยุคใหม่อยากใช้ชีวิตมากที่สุด โดยภายใน Ananda Campus ผู้บริหาร พนักงานทั่วไป ทุกคนต่างใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน ไม่มีห้องส่วนตัว โต๊ะประจำ และลำดับขั้นองค์กรตลอดจนความเจ้ายศเจ้าอย่าง

ขณะที่ในด้านสวัสดิการ พนักงานรวมกว่า 1,000 คนของอนันดา นั่งรถไฟฟ้าและรับประทานอาหารกลางวันฟรี

“เราพยายามสร้างพลังแง่บวกให้พวกเขาตั้งแต่ตื่นนอน สนับสนุนให้ใช้รถไฟฟ้า เพราะอยากให้มีชีวิตการเดินทางที่สะดวก ไม่ใช่ตื่นมาแล้วเครียดว่าจะไปทำงานยังไง รถติด ชีวิตฉันบัดซบ หงุดหงิด และมานอยด์ในที่ทำงานจนเป็นวงจรหมุนไปเรื่อยๆ

ผมหวังว่า คนทำงานที่นี่จะเป็นจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลัง มองโลกในแง่บวก ต้องการคนขั้วบวกมาทำงานในองค์กรและวัฒนธรรมในขั้วบวก เพื่อช่วยกันคิดแก้ปัญหาให้กับสังคม อย่างที่บอกชีวิตมันไม่ใช่แค่งานหรือเล่น แต่มันผสมกันแล้ว คิดและทำ เราสร้างสรรค์ร่วมกัน”

รับประทานอาหารกลางวันฟรี

ชานนท์ เชื่อว่า วัฒนธรรมสำคัญกว่าข้อกำหนดหรือกฎระเบียบ ต้องการให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความไว้วางใจและรับผิดชอบกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยโฟกัสและจัดการกับงานด้วยวิธีการของตัวเอง

“เราไม่ชอบองค์กรที่มีข้อกำหนดเยอะ แต่ต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นวัฒนธรรม ยกตัวอย่างสังคมบางสังคมไม่ต้องมีกฎหมายมากมาย แต่มีวัฒนธรรมจนกลายเป็นระเบียบที่ดี ในที่สุดแล้วสิ่งสำคัญคือวัฒนธรรมหรือนิสัยของหมู่คณะชุมชนนั้น คุณมีกฎหมายเยอะ แต่ไม่ปฎิบัติ ก็ไม่รู้จะมีไปเพื่ออะไร เรารู้ว่าทุกคนโตๆ กันแล้ว ต้องรับผิดชอบ ไม่อย่างนั้นบริษัทเราจะอยู่กันได้อย่างไร”

พื้นที่สำหรับพักผ่อนซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับโต๊ะทำงาน

“เรามีห้องพักผ่อนติดกับโต๊ะทำงาน เพราะเข้าใจว่าเวลาคนมันล้า ถึงเวลาต้องชาร์จแบตก็ต้องชาร์จ วัฒนธรรมเราคือความไว้วางใจและความรับผิดชอบ จะเข้ามาทำงานเวลาไหนก็เรื่องของคุณ แต่ทุกคนมีเป้าหมายของตัวเองที่ต้องเดินไป และหวังว่าจะไม่มีใครมาทำลายระบบความไว้วางใจกัน”ซีอีโอหนุ่มระบุ

ชานนท์ ยืนยันว่า สิ่งที่ลงมือทำนั้นให้ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ โดยวัดจากยอดเติบโตในแต่ละปีของบริษัท ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าว่าวัฒนธรรมองค์กรรูปแบบใหม่จะทำให้บริษัทเติบโตมากถึง 300% ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงาน

“เราเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นเจ้าตลาดคอนโดติดรถไฟฟ้า ปีที่แล้วมียอดโอนทั้งสิ้นกว่า 16,000 ล้านบาท ปีนี้เตรียมโอนทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2020 จะมียอดโอนอีกกว่า 60,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าดูตัวเลขการเติบโต สิ่งที่เราจ่ายนั้นใช่อยู่แล้ว เเละผมคิดว่าทุกคนควรกล้าจ่ายเเละสร้างวัฒนธรรมเพื่อชีวิตที่ดีของพนักงาน”

เขาทิ้งท้ายว่า “ไม่ว่าคุณจะออกแบบออฟฟิศหรูหราหรือเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขนาดไหนก็ไม่มีความหมาย หากสุดท้ายแล้วไม่มีการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร”

ในแต่ละวันพนักงานสามารถเลือกที่นั่งได้ตามความต้องการด้วยโต๊ะทำงานแบบ hot-desk ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารเเละประสานงาน

 

ที่นี่มีระบบจองโต๊ะทำงาน ห้องประชุมผ่านแอปพลิเคชันเเละระบบอิเล็กทรอนิกสุดล้ำภายในห้องประชุม

 

ในพื้นที่ทำงานยังมีห้องส่วนตัวสำหรับคุยโทรศัพท์ด้วย

 

พื้นที่สำหรับคนที่ต้องการสมาธิหรือความเป็นส่วนตัวในการทำงาน

 

พื้นที่คาเฟ่ ซึ่งสามารถเป็น co-working space หรือประชุมงานกันได้ด้วย

 

อีกมุมพักผ่อนเเละทำงานที่ใครก็สามารถมาใช้งานได้

 

 

 

 

 

 

ชมคลิปโพสต์ทูเดย์พาสำรวจบรรยากาศภายในออฟฟิศ “อนันดา แคมปัส”

 

ปิดฉาก”บีอาร์ที” ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังลงคลอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/479778

ปิดฉาก"บีอาร์ที" ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังลงคลอง?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีมติยกเลิกโครงการรถโดยสารด่วนพิเศษ (บีอาร์ที)

เสียงวิจารณ์ดังกระหึ่มตามมา บ้างเห็นด้วยว่าไม่คุ้มค่ากับงบประมาณปีละเกือบ 200 ล้านบาท แถมยังไม่ช่วยแก้ปัญหาจราจร บ้างส่ายหัวไม่พอใจเพราะจะส่งผลกระทบกับประชาชนที่ใช้บริการจำนวนไม่น้อย

7 ปี…ขาดทุน 1,000 ล้าน 

ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน โครงการรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ทีริเริ่มในสมัยอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม. แต่เปิดให้บริการวันแรกเมื่อ 29 พ.ค.2553 ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

เส้นทางบีอาร์ที เริ่มต้นจากบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี วิ่งไปตามถนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านเเยกถนนจันทน์ เเยกนราราม 3 เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 3 ลอดใต้สะพานพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามเเม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่เเยกถนนรัชดาภิเษก-ราชพฤกษ์ ระยะทางรวม 15.9 กิโลเมตร มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร 12 สถานี จัดช่องทาง การเดินรถแยกจากช่องทางปกติบนพื้นถนนเดิม ยกเว้นบนสะพานข้ามทางแยกและสะพานพระราม 3 ที่เดินรถในช่องเดินรถร่วมกับรถยนต์ และบริเวณทางแยกบางจุดที่ใช้ช่องทางร่วมกับรถทั่วไป ทั้งนี้บีอาร์ทีมีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่อื่น เช่น สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสตลาดพลู

จากการเปิดเผยของ ศุภมิตร ลายทอง หัวหน้ากลุ่มงานเครื่องหมายจราจร 2 สจส. ในฐานะหัวหน้าดูแลโครงการบีอาร์ที พบว่า ปี 2559 บีอาร์ทีให้บริการวิ่งรถทั้งหมด 25 คัน ไป-กลับวันละ 300 เที่ยว และเพิ่มเติมในช่วงเวลาเร่งด่วน ช่วงเช้า 6.00 – 9.00 น. ช่วงเย็น 17.00 – 20.00 น. ความถี่ในการวิ่งคือ 10 นาทีต่อคัน และ 5 นาทีในเวลาเร่งด่วน

กำหนดเป้าหมายผู้โดยสารไว้ที่ 30,000 คนต่อวัน แต่มีผู้ใช้บริการประมาณ 23,000 คน สูงสุด 28,000 คนต่อวัน  สำหรับสถิติผู้โดยสารตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ 31 เมษายน 2559 มีผู้โดยสารทั้งสิ้น 33,187,577 เที่ยวต่อคน มีรายรับค่าโดยสารรวม 199.8 ล้านบาท รายจ่าย 1,237.6 ล้านบาท และหมายความว่า กทม.ต้องจ่ายชดเชยให้จำนวน 1,038 ล้านบาท ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา โดยมีค่าบริหารจัดการอยู่ราว 18 ล้านบาทต่อเดือน จากรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท ทำให้กทม. ต้องจ่ายเงินชดเชยเดือนละประมาณ 15 ล้านบาท

                                                ตารางสรุปรายรับค่าโดยสาร – รายจ่าย BRT ปี 2553 – 2559

 หมายเหตุ : 1.เริ่มเก็บค่าโดยสาร 10 บาท ตลอดสายตั้งเเต่ 1 ก.ย.2553 
                2.ปรับรถค่าโดยสารเป็น  5 บาทตลอดสาย ตั้งเเต่ 15 เม.ย.2556 – 30 มิ.ย.2559
                3.ปี 2553* ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2553 
                4.ปี 2559** ข้อมูลตั้งเเต่เดือน ม.ค. – เม.ย. 2559

ยกเลิกบีอาร์ที=ถอยหลังตกคลอง

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะหนึ่งในผู้ริเริ่มทำโครงการบีอาร์ที บอกว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายและเข้าใจได้ยากกับการยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยในปี 2559 บีอาร์ทีมีผู้โดยสารเฉลี่ยถึง 23,427 คนต่อวัน ซึ่งถือว่ามีจำนวนผู้โดยสารพอๆกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขณะที่ค่าสร้างบีอาร์ทีถูกกว่าค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงถึงประมาณ 20 เท่า เมื่อดูผลประกอบการ ปรากฎว่าบีอาร์ทีขาดทุนเพียงแค่ประมาณ 500,000 บาทต่อวัน ในขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงขาดทุนถึง 3.5 ล้านบาทต่อวัน

ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า การให้บริการขนส่งมวลชนโดยภาครัฐ ไม่ว่าที่ไหนก็ขาดทุนกันทั้งนั้น เพราะถือเป็นพันธกิจสาธารณะ หรือ พีเอสโอ (Public Service Obligation) ที่รัฐต้องให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่หวังผลกำไร แต่ต้องทำให้ขาดทุนน้อยที่สุด

ดร.สามารถ บอกว่า หากกทม.อ้างว่าการให้บริการบีอาร์ทีไม่ใช่ภารกิจหลักของกทม. ถามว่าเหตุใดกทม.จึงคิดโครงการถไฟฟ้าบีทีเอสขึ้นมาแล้วให้เอกชนรับสัมปทานไป เมื่อบีทีเอสเป็นภารกิจหลักของกทม.ได้ บีอาร์ทีก็จะต้องเป็นภารกิจหลักของกทม.ได้เช่นกัน ที่สำคัญหากเห็นว่าการให้บริการระบบขนส่งมวลชนไม่ใช่ภารกิจหลักของกทม. ทำไมจึงมีแนวคิดที่จะโอนขสมก.มาอยู่กับกทม. และหากการแก้ปัญหาจราจรไม่ใช่ภารกิจหลักของกทม. แล้วทำไมจึงมีแนวคิดที่จะโอนตำรวจจราจรมาสังกัดกทม.

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า น่าเสียดายที่กทม.ไม่คำนึงถึงข้อคิดเห็นของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่เสนอแนะให้กทม.ปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชน ขณะเดียวกัน ยังน่าเสียดายที่เลือกยกเลิกบีอาร์ทีในขณะที่กทม.ได้รับรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา กทม.ได้ปรับอัตราค่าโดยสารจากเดิม 5 บาทตลอดสาย เป็นการเก็บตามโซนหรือพื้นที่โดยมีค่าโดยสาร 2 อัตราคือ 5 บาท และ 10 บาท รวมเวลากว่า 4 เดือนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่า กทม.สามารถเก็บค่าโดยสารได้เพิ่มขึ้นถึง 27% ทำให้การขาดทุนลดลง

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกว่า การคืนผิวจราจรให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เท่ากับทำให้ผู้ใช้รถส่วนตัวจะมีโอกาสได้ใช้ผิวจราจรมากขึ้น ปริมาณรถส่วนตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น หากยังคงแก้ปัญหาจราจรโดยลดโอกาสของผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งนับเป็นการ “ถอยหลังตกคลอง” การแก้ปัญหาจราจรก็จะไม่มีวันได้ผล

“ผมอยากขอให้กทม.พิจารณาทบทวน หากมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงบีอาร์ที มั่นใจว่าจะสามารถลดการขาดทุนได้แน่ แต่ถ้ากทม.ไม่อยากบริหารจัดการเดินรถบีอาร์ทีด้วยตนเอง ควรเปิดโอกาสให้เอกชนรับสัมปทานไปเช่นเดียวกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็ยังดีกว่ายกเลิก คิดใหม่เถอะครับ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวมในการช่วยลดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง ลดก๊าซเรือนกระจก และประหยัดเวลาการเดินทาง”ดร.สามารถทิ้งท้าย

 

เมืองที่ดีต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชน

เหตุผลในการก่อสร้างบีอาร์ทีคือ ต้องการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่มีในปัจจุบันให้สมบูรณ์ สร้างต้นแบบการเดินทางให้มีความปลอดภัยเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล พยายามเป็นระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าให้ได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้งบลงทุนทั้งสิ้น 2,009,700,000 บาท

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ บอกว่า การขาดทุนของรถโดยสารสาธารณะเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชนและความสำเร็จหรือล้มเหลวในโครงการรัฐไม่จำเป็นต้องดูที่ผลประกอบการในลักษณะเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่จะชี้วัดว่าบีอาร์ทีนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรเป็นจำนวนผู้โดยสารและการแก้ไขปัญหาจราจร

“6 ปีขาดทุน 1,000 ล้าน เหมือนจะเป็นตัวเลขที่สูง แต่จริงๆหากเอามาหารเฉลี่ยแล้วจะเท่ากับปีละไม่ถึง 200 ล้านบาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ 10 กว่าล้านบาท ซึ่งหากดูจำนวนผู้โดยสารและการพัฒนาเติบโตในอนาคตนับว่ารับได้”

ดร.สุเมธ มองว่า ปัญหาหลักของบีอาร์ทีคือ การกำหนดเส้นทางวิ่งที่ผิดพลาดในช่วงเริ่มต้น ความพิเศษของเลนเฉพาะที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง และราคาที่ต่ำเกินไปหากเปรียบเทียบกับคุณภาพ

“ตอนลากเส้นทางบีอาร์ที เราให้ความสำคัญและคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพของถนนเป็นหลัก คือความกว้างเพื่อสามารถสร้างเลนพิเศษได้ ไม่ได้คำนึงถึงความหนาแน่นของประชากร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ มากเพียงพอ สุดท้ายเลยไปจบที่ถนนพระราม 3 เรื่องนี้เป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งผมมองว่าบีอาร์ทีน่าจะประสบความสำเร็จกว่านี้ หากวิ่งในถนนลาดพร้าว

ปัญหาที่สองคือ ไม่สามารถทำให้บีอาร์ทีมีเลนที่เอ็กคลูซีฟได้ ช่วงขึ้นลงสะพานข้ามแยกต้องวิ่งร่วมกับรถยนต์อื่นๆ จนนำไปสู่ข้อกำจัดด้านการทำความเร็ว ปัญหาที่สามคือ การกำหนดราคาที่ต่ำเกินไปเพียงแค่ 5 บาท ซึ่งไม่ได้สะท้อนคุณภาพในการให้บริการ”

ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทิ้งท้ายว่า การยกเลิกบีอาร์ที จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบการจราจรภาพรวมและเป็นการตัดสินใจที่สวนทางกับการเติบโตของเมืองที่ดีในอนาคต

“เมืองในอนาคตไม่สามารถอยู่ได้ด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและถนน ไม่อย่างนั้นความเป็นเมืองจะย่ำแย่ หากผู้บริหารกทม. เห็นว่าระบบขนส่งมวลชนไม่ใช่ภารกิจหลักของตัวเอง ก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่ากังวล ลองนึกภาพดู ผู้ใช้งานบีอาร์ทีในปัจจุบัน 2 หมื่นคน ถ้ามีสัก 5 พันคน หันไปเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวอะไรจะเกิดขึ้นบนท้องถนน”

ถึงอย่างนั้น ก่อนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2560 อันเป็นวันสุดท้ายของการให้บริการบีอาร์ที  น่าสนใจว่าจะมีการพิจารณาทบทวนลมหายใจของโครงการดังกล่าวอีกครั้งหรือไม่

 

AD หากการออมเงิน เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484139

หากการออมเงิน เป็นเรื่องยากสำหรับคุณ

วันนี้ เรามีวิธีง่ายๆ ให้สนุกได้ทุกวัน!!!

ค่านิยมคนไทยจำนวนมากในปัจจุบันต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อนฝูง ความมีหน้ามีตาในสังคม ด้วยการใช้เงินเพื่อจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนม ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา แว่นตา เครื่องสำอาง ฯลฯ หรือแม้แต่จะรับประทานอาหารก็ต้องเป็นร้านสุดหรู ดื่มเครื่องดื่มราคาแพงๆ เพียงเพื่อต้องการถ่ายรูปไปโพสต์ตามโซเชี่ยลมีเดีย ถ้ามีรายได้มากพอไม่เดือดร้อนใครก็ว่าไปอย่าง แต่สำหรับบางคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นหนี้มากมายแต่ยังใช้ชีวิตเกินตัว เลิกสักทีเถิดครับ! อย่าให้ใครว่าเราได้ว่า “เรื่องใช้เงิน (แบบไม่คิด) คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” หลักการง่ายๆ สำหรับใครที่อยากจะรวย ต้องการจะมีเงินเก็บเพื่อสร้างฐานะ สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำหรับการเพิ่มรายได้ในสมัยนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การลงทุนเพื่อทำการค้า หรือจะค้าขายสินค้าใดๆ ต้องศึกษาข้อมูล ศึกษาตลาดให้ดีก่อนลงมือทำ เพราะบางอาชีพที่เห็นคนอื่นทำแล้วประสบความสำเร็จเยอะๆ ก็ใช้ว่าจะไปรอดทุกคน อันนี้ก็ต้องศึกษากันให้ดี แต่สำหรับ “ลดรายจ่าย” เก็บเงินของตัวเองให้อยู่ในกระเป๋าให้นานที่สุดนี่ละครับ อันนี้ล่ะชัวร์ เป็นวิธีง่ายๆ ใกล้ตัว จนหลายคนอาจจะมองไม่เห็น

อย่าให้ใครว่าไทย” หรือ Thailand Campaign เป็นโครงการรณรงค์ระดับประเทศ ขับเคลื่อนโดย “เครือข่ายอนาคตไทย” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน 112 องค์กร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คนไทยปรับเปลี่ยนทัศนคติ ลดเลิกพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่งจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยในปีนี้เน้นเรื่องการรณรงค์เรื่อง “อย่าให้ใครว่าไทยไม่ออม” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง….โดยมีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงการออมมากขึ้น มองว่าเป็น “เรื่องของคนรุ่นใหม่…ฉลาด…เท่…รู้จักคิดและวางแผนอนาคต” โดยเริ่มจากเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ทำได้ง่ายๆ ทุกวัน

เครือข่ายอนาคตไทย จึงได้พัฒนาตัวช่วยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยออมที่สนุก ทันสมัย และทำได้จริง โดยมี 2 รูปแบบให้เลือกใช้กันได้ตามความถนัด

 

1. ปฏิทิน คิดดี…มีตังค์ เหมาะกับทุกคน ไม่ว่ารุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ ก็สนุกกับการออมได้ทุก เพราะนี่คือปฏิทินที่มี 12 เดือน หรือ 365 วัน ที่จะมาแนะนำว่า ในแต่ละวันคุณจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อหาช่องทางเพิ่มรายได้ในแต่ละวันได้อย่างไรบ้าง เช่น วันไหนควรหยุดใช้รถส่วนตัว วันไหนควรทำอาหารกินเอง วันไหนควรออมเงิน วันไหนควรทำอาหารอะไรทาน วันไหนควรไปอบรมทำขนมเพื่อรับประทานและขาย ฯลฯ ที่สำคัญมีลูกเล่นให้สามารถหยอดเงินเก็บไว้ในปฏิทินได้ด้วย และเมื่อครบในแต่ละเดือนคุณจะรู้ได้จริงๆ ว่าคุณมีเงินเหลือเก็บได้อีกมาก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการขอรับปฏิทิน คิดดี…มีตังค์ ได้ที่ เฟสบุ๊ค “เครือข่ายอนาคตไทย”

2. แอปพลิเคชั่น คิดดี…มีตังค์ อันนี้เอาใจสาวก “Smart Phone” โดยเฉพาะ สามารถเข้าไปดาวน์โหลด App คิดดี…มีตังค์ ฟรีได้แล้ววันนี้ ทั้งที่ app store https://goo.gl/mdqRbo และ google store https://goo.gl/wdhnZA ใครที่มีเป้าหมายที่จะมีเงินหมื่น เงินแสน เงินล้าน อยากมีบ้านในฝัน มีรถที่ชอบ หรือไปท่องเที่ยวในที่ที่ปรารถนา ฯลฯ App นี้ช่วยคิดคำนวณช่วยได้ เพียงคุณใส่ข้อมูลลงไปตามคำถามที่ถาม คุณก็จะได้คำตอบทันที แถมยังมีปฏิทินคิดดี…มีตังค์ ใส่ไว้ให้ด้วย เรียกว่าเป็น 2 in 1 เลยทีเดียว ดาวน์โหลด App นี้ไว้ ใช้ได้ทุกที่แบบไม่ต้องพกพาปฏิทิน

นอกจากนี้ยังมีเมนูเสริม เมนูหา เมนูออม เมนูใช้ เป็นแนวทางที่จะหารายได้เสริม การลงทุน การออม ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรม เรียกว่ามีมาให้ครบถ้วนเรื่อง “เงิน

เราอยากชวนคุณมาร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดฟุ้งเฟ้อ เพิ่มความพอเพียงให้ชีวิตได้ทุกวัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันจะส่งผลการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคมไทย อย่าให้ใครว่าไทยไม่ออม เริ่มได้ที่ตัวคุณตั้งแต่วันนี้

#เครือข่ายอนาคตไทย #อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟ้อ #พอเพียง #อย่าให้ใครว่าไม่ออม #พอเพียงอย่างเพียงพอ

 

เจตจำนงผู้นำแก้ทุจริต ไม่ใช่แค่พูดต้องลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/479501

เจตจำนงผู้นำแก้ทุจริต ไม่ใช่แค่พูดต้องลงมือทำ

สิ่งที่ทำได้เลยคือการแก้ไขปัญหาทุจริตต้องแก้ที่ต้นเหตุ เริ่มจากเรื่องอายุความคดีการทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ

การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเอาจริงเอาจังเข้ามาแก้ไขตั้งแต่หลังรัฐประหาร แต่ทว่าผ่านมา 2 ปีกว่ากลับยังไม่เห็นความคืบหน้าชัดเจน

​นำมาสู่งานเสวนา เรื่อง  “แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ชาตินี้ หรือชาติหน้า” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับมูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

​ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวอิศรา แม้ในช่วงหลังรัฐ ประหาร 22 พ.ค. 2557 ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นจะลดลง แต่ต่อมาตัวเลขกลับมาอยู่ที่เดิม ส่วนการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจะรอชาตินี้หรือชาติหน้านั้นอยู่ที่ปัจจัยหลัก 4 ประการ

1.เจตจำนงของตัวผู้นำ ซึ่งไม่ได้อยู่แค่การแถลงหรือการพูด แต่อยู่ที่การลงมือกระทำ​ ที่ผ่านมาผู้นำใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวโยกย้ายข้าราชการ 400 ราย แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าทั้ง 400 รายนั้นถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกดำเนินคดีอาญาอย่างไรบ้าง

เจตจำนงนี้ต้องพิสูจน์โดยการกระทำที่ไม่เลือกปฏิบัติ เช่น กรณีองค์กรท้องถิ่นบางแห่งที่มีพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่าทุจริตแต่กลับไม่ถูกโยกย้าย หรือการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยุติการดำเนินคดีแต่กลับไม่เปิดเผยรายละเอียด

2​.ประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระในการตรวจสอบ ซึ่งในอดีตและปัจจุบันการทำงานของ ป.ป.ช.ในชั้นอนุกรรมการก็ยังคงล่าช้า  รวมทั้งวิธีการตรวจสอบที่บางเรื่องก็ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหายไปอย่างไร้ร่องรอย

3.การเปิดเผยข้อมูล ​ซึ่งปัจจุบันสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบค้นหามาใช้ให้เห็นข้อมูลการค้นหาชื่อบริษัท ก็จะพบโครงการที่เอกชนเป็นคู่สัญญากับรัฐ แต่ยังมีข้อจำกัดตรงที่ สตง.รับผิดชอบหน่วยงานเพียง 10% ของ 7 หมื่นหน่วยงาน ขณะที่หน่วยงานที่มีข้อมูลครบถ้วนคือกรมบัญชีกลาง ยังมีปัญหาตรงที่ยัง
ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล

อีกปัญหาคือเรื่องการผูกขาดที่จะต้องแก้ไข เช่น เรื่องสินค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิที่จะต้องทำให้เกิดการแข่งขัน อีกทั้ง​โครงการประชารัฐ​ที่เอาทุนใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายก็ทำให้เกิดข้อสงสัยในการผูกขาด

4.การตื่นตัวของภาคประชาชน ที่ผ่านมาเหมือนจะมีการตื่นตัวมากขึ้นแต่ในรายละเอียดแล้ว เช่น ในโซเชียล มีเดีย ซึ่งการตื่นตัวยังเป็นเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอรุนแรงมากกว่าใช้ข้อมูล ซึ่งหากพัฒนาต่อไปต้องทำให้เกิดการตื่นตัวและใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ด้าน รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. ระบุว่าองค์ประกอบสำคัญในการทุจริตจะต้องมี 3 ประสาน คือ 1.นักการเมือง 2.กลุ่มทุน และ 3.ข้าราชการ ขณะที่​การจัดการทุจริตก็ต้องใช้ 3 ประสานเช่นกัน ได้แก่ 1.คนวงในที่มีข้อมูลหรือข้าราชการที่ดี  2.สื่อที่เป็นคนเข้าไปตรวจสอบประโคมข่าว และ 3.ภาคประชาชน

ที่ผ่านมากรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ที่ศาลต่างประเทศตัดสินแล้วว่าผิดในประเทศอื่นนั้นมีการเรียกร้องขอเงินคืนจากบริษัท แต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ไม่เอาเงินคืน เราจึงต้องทำ​ให้สังคมตื่นตัว ติดตาม และตรวจสอบอย่าคิดว่าไม่ใช่เงินของตัวเอง

ทั้งนี้ ข้าราชการคือผีบ้าน นักการเมืองคือผีป่า ถ้าหากผีบ้านเข้มแข็ง ผีป่าก็ไม่สามารถมาสิงได้ บางเรื่องเคยคิดว่าคงไม่สามารถเอาผิดได้จนย่ามใจทำมา แต่พอสุดท้ายเปลี่ยนรัฐบาลก็สามารถเอาผิดได้ ดังนั้นเรื่องการปราบทุจริตอาจไม่ต้องรอชาติหน้า แต่อาจเป็นรัฐบาลหน้าก็ได้

วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน

ส่วน วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า หากมาตรฐานการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ของประเทศไทยยังเป็นอย่างนี้ คงต้องไปเกิดใหม่เพื่อรอเห็นการแก้ปัญหาได้ โดยวิธีแก้จะต้องทำให้ผลตอบแทนความเสี่ยงในการกระทำทุจริตไม่คุ้มค่า จะไม่กล้าทุจริตต่อไป

ที่จะต้องไม่มีอายุความ รวมทั้งแก้ไข ป.วิอาญาให้ประชาชนฟ้องศาลเรื่องทุจริตได้โดยตรง หากผู้นำจริงใจจะแก้ปัญหาทุจริตก็ขอให้ใช้มาตรา 44 ดำเนินการกับสองเรื่องนี้

วีระ ระบุว่า กรณีอุทยานราชภักดิ์มีใบเสร็จชัดเจน แต่กรรมการตรวจสอบบอกว่าไม่พบความผิด ในฐานะผู้ร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้เคยได้รับการติดต่อจาก พล.อ.คนหนึ่ง ขอให้ถอนคดีออกจาก ป.ป.ช. แต่ได้ยืนยันว่าทำไม่ได้ เพราะทุจริตถือเป็นเรื่องอาญาแผ่นดินจะจบได้อย่างไร

อีกทั้งสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบอกว่ามีการจ่ายเงิน 30-40% แต่รัฐบาลทหาร​พูดกันว่าบางโครงการจ่าย 50% ​ตราบใดที่ผู้นำรัฐบาลหรือคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องเสียเอง และไม่มีความจริงจังจริงใจในการแก้ปัญหา​ก็คงแก้ไม่ได้

 

“วูบคาสนาม” โศกนาฏกรรมบนผืนหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/479015

"วูบคาสนาม" โศกนาฏกรรมบนผืนหญ้า

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุเศร้าสลดในวงการกีฬาเมื่อ “ดำรงค์ ภูสมนึก” วัย 31 ปี นักฟุตซอลสโมสรราชนาวี หมดสติคาสนามในระหว่างแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตร ที่จังหวัดระยอง ก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการสูญเสียในสนามฟุตบอลและบทเรียนที่น่าเรียนรู้ก็คือ อะไรคือสาเหตุและวิธีป้องกันจากภัยที่ไม่คาดฝันนี้

หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน อันตรายใกล้ตัว

เหตุการณ์เสียชีวิตกะทันหันด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในวงการฟุตบอลรอบโลก ตัวอย่างเช่น

26 มิ.ย.46 ในศึกฟุตบอล คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ล้มหมดสติและเสียชีวิต บริเวณกลางสนามในเกมรอบรองชนะเลิศที่พบกับ โคลัมเบีย

27 เม.ย. 58 เกรกอรี เมอร์เทนส์ ปราการหลังวัย 24 ปี ของโลเคเรน สโมสรฟุตบอลลีกเบลเยียม ทรุดคาสนามหลังเล่นไปได้แค่ 15 นาที เสียชีวิต ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

7 พ.ค.59 ศึกฟุตบอลโรมาเนียลีก “แพทริค เอก็อง” มิดฟิลด์ชาวแคเมอรูนของดินาโม บูคาเรสต์ เป็นลมล้มฟุบ ผู้เล่นในสนามต่างเข้าไปช่วยเหลือและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์พยายามช่วยชีวิตอยู่นานชั่วโมงกว่า แต่ไม่สำเร็จ ทำให้เอก็อง เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 26 ปี

8 พ.ค. 59 แบร์นาโด ริเบโร นักเตะชาวบราซิเลียน เสียชีวิตระหว่างลงเตะเกมสมัครเล่นที่ประเทศบ้านเกิด โดยกองกลางวัย 26 ปี จู่ๆ ก็ฟุบหมดสติระหว่างแข่งขัน และแม้ถูกนำส่ง รพ.ที่อยู่ใกล้เคียงทันที แต่ทีมแพทย์ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหัวใจและหลอดเลือด สถาบันโรคทรวงอก ให้ความรู้ว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน” ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ซึ่งอาจมีโรคประจำตัวอื่นๆ ประกอบ

“สาเหตุส่วนใหญ่อันดับ 1 เกิดจากหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถมาเลี้ยงหัวใจได้ หัวใจจึงหยุดเต้น พวกนี้มักจะพบในคนสูงวัย และกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

“พูดง่ายๆ หลอดเลือดก็เหมือนกับท่อน้ำประปา มีคราบไขมัน น้ำตาล เกาะอยู่ และเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของเลือด”

มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ เสียชีวิตระหว่างแข่งขัน ภาพจาก http://www.dailymail.co.uk/

สำหรับกลุ่มนักกีฬาอาชีพ นพ.เกรียงไกร  บอกว่า สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เกิดจากการมีผนังหัวใจที่หนา ประกอบกับมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย

“สาเหตุอันดับหนึ่งในการเสียชีวิตของพวกอายุน้อยในหมู่นักกีฬา มักเกิดจากการมีผนังหัวใจหนา ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์มาตั้งแต่กำเนิด พอผนังหัวใจหนา ช่องหัวใจก็เล็ก ในขณะที่ออกแรงมากๆ ก็จะเกิดการบีบตัวเร็วและแรง ส่วนใหญ่มักมีภาวะการเต้นของหัวใจผิดปกติร่วมด้วย จนหมดสติในไม่กี่วินาทีและเสียชีวิตในไม่กี่นาที”

ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ บอกว่า วงการกีฬาในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มีการป้องกันอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง ดูประวัติครอบครัว และทำอัลตราซาวด์หัวใจ (ECHO) เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับรู้ข้อจำกัดของนักกีฬาแต่ละราย

ทั้งนี้หากเกิดเหตุร้ายขึ้นในสนามสิ่งสำคัญ คือการปฐมพยาบาลช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากเกิดขึ้นกับผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล โอกาสรอดนั้นมีเพียงแค่ 10 เปอร์เซนต์

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่มีโรคประจำตัวมาก่อนและไม่มี เพราะฉะนั้นสนามฟุตบอลและสนามกีฬา ควรมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการอบรมการกู้ชีพประจำอยู่ทุกสนาม พร้อมกับมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ เพื่อช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ให้เลือดยังสามารถหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้เพียงพอก่อนไปถึงโรงพยาบาล”

นพ.เกรียงไกร แนะนำว่า ก่อนจะก้าวไปเป็นนักฟุตบอลหรือนักกีฬาอาชีพ ต้องประเมินร่างกายของตัวเองอย่างละเอียดว่าพร้อมหรือไม่ ขณะที่สโมสรฟุตบอลแต่ละแห่งก็ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานการคัดกรองสุขภาพของนักเตะ บางครั้งอาจมีโรคและความเสี่ยงระดับสูงแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว

สวิตา ธรรมวิถี

ดูแลหัวใจให้ดี เจ็บร้าวที่หน้าอกอย่าฝืน

สวิตา ธรรมวิถี นักกายภาพบำบัดจากสโมสรฟุตบอลแบงค็อก ยูไนเต็ด ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก บอกว่า สโมสรระดับอาชีพแทบทั้งหมดมีการตรวจเช็กความสมบูรณ์ร่างกายนักเตะเพื่อประเมินสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งเอ็กซเรย์ปอด ตรวจเลือด ปัสสาวะ โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคตับ ภาวะไขมันในเลือดสูง สมรรถภาพของหัวใจ สมรรถภาพทางกีฬาและอาการบาดเจ็บที่เคยเป็นมาก่อนว่ายังคงมีอยู่หรือไม่  เพื่อทางสโมสรจะได้เฝ้าระวัง ติดตามอาการและแก้ไขให้หายสนิท พร้อมกลับเข้าสู่การแข่งขันได้ 100%

“ถ้าเป็นการตรวจค้นหาความเสี่ยงของสมรรถภาพหัวใจ ทางสโมสรจะส่งนักเตะตรวจเฉพาะโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหัวใจ ซึ่งใช้วิธีการหลักๆ 2 วิธี คือ หนึ่ง การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography) และสองการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งสายพานร่วมกับการวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง (EST: Exercise stress test with EKG monitor) การตรวจทั้งสองวิธีเพื่อวินิจฉัย ประเมินความรุนแรง ความเสี่ยงของภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้หรือพยากรณ์ภาวะอื่นๆ ของนักเตะได้ด้วย เช่น หอบหืด”

เธอ เผยว่า ข้อมูลสุขภาพของนักเตะแต่ละราย นำไปสู่การเฝ้าระวังขณะฝึกซ้อมและแข่งขัน ช่วยกำหนดโปรแกรมการฝึกซ้อมเพื่อไม่ให้แต่ละคนตกอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงอันตราย ทั้งนี้นอกจากสมรรถภาพร่างกายแล้ว สโมสรยังจำเป็นต้องสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร การพักผ่อน โดยเฉพาะ “บุหรี่และเหล้า” ที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้คุณภาพหัวใจของนักเตะนั้นอ่อนแอและหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น  อุดตันง่ายขึ้น การสูบฉีดเลือดของหัวใจแย่ลง  เช่นเดียวกับปอดที่สูญเสียประสิทธิภาพในการหายใจเมื่อบวกกับอายุ และภาวะความกดดันต่างๆ ในสนาม เช่น ความเครียดหรืออาการตื่นเต้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้หัวใจขาดเลือดและนำไปสู่ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้

ทั้งนี้ นักกายภาพบำบัด บอกว่า หากนักเตะคนไหนมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกลักษณะเหมือนถูกบีบทับ ใจสั่น และมีอาการปวดร้าวจากอกขึ้นไปที่กราม หรือปวดร้าวไปถึงด้านในของแขนซ้าย อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะโรคหัวใจขาดเลือด หากเป็นมากจะทำให้เป็นลมหมดสติทันที ต้องรีบแจ้งทุกคนในทีม หรือหากเกิดขึ้นระหว่างฝึกซ้อมหรือแข่งขัน ห้ามฝืนทนเด็ดขาด รีบนั่งลง และแจ้งนักกายภาพบำบัดประจำทีม แพทย์หรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงทันที จะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันเวลาก่อนจะเกิดอันตรายถึงชีวิต

โฟกัสที่ฟุตบอล อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

“ส่วนตัวแล้วไม่กลัว เพราะเคยเห็นเพื่อนที่ดูแลตัวเองอย่างดีวูบในสนามมาแล้ว ทำให้รู้ว่าต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเองได้ ผมเลือกทำใจและสนุกกับการเล่นกีฬาอย่างเต็มที่”  สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย และสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี บอกชัดถ้อยชัดคำหลังถูกถามว่ากลัวหรือไม่กับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในสนาม

เขา บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักกีฬาคือ การรู้จักร่างกายตัวเองและหากไม่ไหวจริงๆ ก็ควรหยุด อย่างไรก็ตามในเกมการแข่งขันจริง เต็มไปด้วยความเข้มข้นในทุกๆ จังหวะ ทำให้เป็นเรื่องยากในการควบคุมร่างกาย

“ในสนาม เราควบคุมภาวะอันตรายยาก ทุกคนโฟกัสกับการแข่งขันและเต็มที่ทุกหยด อย่างถ้าวิ่งตีคู่กันมาแล้วเกิดรู้สึกว่าเหนื่อย มันก็คงหยุดทันทีไม่ได้ ต่อให้หัวใจเต้นแรงขนาดไหน ถ้าอยู่ในโมเม้นท์สำคัญ เหนื่อยแค่ไหนก็คงหยุดไม่ได้”

ดาวเตะทีมชาติไทย บอกว่า ปัจจุบันหลายๆ สโมรสรในเมืองไทยมีทีมแพทย์คอยตรวจสภาพร่างกายจริง แต่ยังไม่ได้ละเอียดถึงขนาดบอกได้ว่า นักเตะมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องความฟิตและความเต็มที่ในการซ้อมมากกว่า ในทางสุขภาพนั้นนับว่าน้อย

ปานศิริ สุกุนีย์ ภาพจากเฟซบุ๊ก Pansiri Sukunee

ปานศิริ สุกุนีย์ นักเตะจากสโมสรฟุตบอลประจวบ เอฟซี ในไทยลีกดิวิชั่น 1 บอกว่า ทุกสโมสรอาชีพในเมืองไทยเริ่มพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและการแพทย์มากขึ้นแล้ว ขณะที่นักฟุตบอลหลายคนก็เริ่มปฎิบัติตัวแบบมืออาชีพทั้งในและนอกสนาม

“สโมสรมีการตรวจเช็กสภาพร่างกายสม่ำเสมอ ค่าไขมัน น้ำตาล เขาพยายามทำให้เราพร้อม และแข็งแรงมากที่สุด ในบทบาทหน้าที่นักฟุตบอล แต่ละเกมนั้นต้องเต็มที่ อยู่ในสนามน้อยคนจะคิดเรื่องความตาย”

มิดฟิลด์หนุ่มรายนี้ บอกอีกว่า  เมื่อเลือกเป็นนักฟุตบอลแล้ว ก็ต้องพยายามดูแลร่างกายตัวเองให้ดีที่สุด อาการหรือโรคที่เกิดขึ้น หากอยู่นอกเหนือการควบคุม ก็พูดยากว่าจะต้องป้องกันและรับมือกับมันอย่างไร

“ไม่เกี่ยวว่าจะวิ่งเยอะ วิ่งน้อย มันเป็นภาวะเฉียบพลัน และไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรอก”

ด้าน วิวัฒน์ ไทยเจริญ นักฟุตซอลทีมชาติไทย บอกว่า ถึงเเม้จะรู้เสียใจ หดหู่ต่อการจากไปของเพื่อนร่วมอาชีพ เเต่ไม่ได้รู้สึกกลัวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับตัวเอง อย่างไรก็ตามคงถึงเวลาหันกลับมาดูเเลใส่ใจสภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น

“เข้าใจว่าการเสียชีวิตนั้นมาจากหลากหลายองค์ประกอบทั้ง สภาพร่างกาย อากาศ การพักผ่อน เหตุการณ์นี้น่าจะทำให้นักกีฬาอาชีพทุกคนหันกลับมาดูเเลตัวเอง เเละเตือนสติว่า ถ้าไม่พร้อม อย่าฝืนเด็ดขาด”

วิวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า อนาคตหากทุกสโมสรมีทีมเเพทย์คอยเช็กสภาพร่างกายอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ น่าจะป้องกันอันตรายเเละยกระดับวงการฟุตบอลไทยได้มาก

การจากไปในสนามของนักเตะแต่ละรายนั้น เป็นเสมือนบทเรียนให้คนที่ยังอยู่เอาจริงเอาจังกับการดูแลใส่ใจสุขภาพของตัวเอง เพื่อชีวิตการค้าแข้งที่ยาวนานที่สุด

ขอบคุณภาพจาก bangkok united

 

ส่อง “กฎหมายจราจรใหม่” เมื่อคนไทยไร้วินัยจึงต้องใช้ยาแรง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/478860

ส่อง "กฎหมายจราจรใหม่" เมื่อคนไทยไร้วินัยจึงต้องใช้ยาแรง?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

หลังจากเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ …) พ.ศ…. หรือเรียกให้เข้าใจง่ายว่า“กฎหมายจราจรใหม่” ท่ามกลางการจับตามองของผู้ใช้รถใช้ถนน

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังตามมาเซ็งแซ่ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเป็นการเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น ลดการกระทำผิดซ้ำซาก ช่วยให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น ขณะที่ประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทั้งยังเพิ่มอำนาจให้ตำรวจในการจับกุม งานนี้มีสิทธิ์โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

กฎหมายจราจรใหม่…ติดดาบให้ตำรวจ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาพระราชบัญญัติจราจรทางบก ถูกมองว่าเก่าแก่ล้าสมัย ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างตำรวจจราจรกับผู้ขับขี่เป็นประจำ ทั้งหมดนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายจราจรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) เปิดเผยว่า สาเหตุหลักของการแก้ไขกฎหมายจราจรครั้งนี้คือ 1.กฎหมายฉบับเก่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย 2.โทษเบาเกินไป ทำให้ประชาชนไม่เกรงกลัวกฎหมาย กระทำผิดซ้ำซาก โดยเฉพาะการไม่ยอมไปจ่ายใบสั่ง แต่ละปีมีผู้ไปจ่ายใบสั่งเพียง 20% เท่านั้น นอกจากนี้คือการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ลดอุบัติเหตุ

“ทุกประเทศเวลาแก้ไขกฎหมายจราจรจะเน้นหลัก 3 E ประกอบด้วย 1.ด้านให้ความรู้ (Education) เพื่อให้คนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมาย เมื่อรู้ก็จะมีวินัย ไม่กระทำผิด 2.ด้านวิศวกรรม (Engineering) จัดการจราจรให้มีความปลอดภัย เช่น ติดป้ายสัญลักษณ์ ทางม้าลาย ไฟกะพริบ เป็นต้น 3.ด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) ที่ผ่านมาโทษปรับของจราจรต่ำมาก ทำให้คนไม่กลัว ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปัญหาใหญ่สุดคือ ประชาชนไม่ยอมจ่ายใบสั่ง เนื่องจากติดขัดด้านข้อกฎหมายบางประการ ไม่ครอบคลุม ทำให้ระบบการเชื่อมต่อระหว่างตำรวจจราจรกับกรมขนส่งทางบกไม่สมบูรณ์ เมื่อในโลกโซเชียลพูดต่อๆกันไปว่า โดนแจกใบสั่งเก็บไว้หนึ่งปีไม่ต้องไปจ่าย เดี๋ยวใบสั่งก็โมฆะ หรือไม่จ่ายใบสั่งก็ยังต่อภาษีประจำปีได้ตามปกติ บางคนโดนยึดใบขับขี่แต่ไปแจ้งความเท็จว่าใบขับขี่หาย ไม่รู้เลยว่าผิดกฎหมายอาญา ทั้งหมดนี้่ทำให้คนละเมิดกฎจราจรอยู่เรื่อย ฝ่าไฟแดง วิ่งช่องทางด่วน ขับย้อนศร จอดในที่ห้ามจอด ขับเร็วเกินกำหนด ตามมาด้วยปัญหารถติดและอุบัติเหตุต่างๆนานา

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบก.จร.

สำหรับสาระสำคัญที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงในร่างพรบ.จราจรฉบับใหม่ มีทั้งสิ้น 12 ประเด็นสำคัญดังนี้

1.แก้ไขน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจากเดิม 1,600 กิโลกรัม เป็น 2,200 กิโลกรัม ไม่ต้องขับในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือช่องที่ใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทาง

2.ผู้โดยสารในรถทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย จากเดิมกำหนดเฉพาะผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าเท่านั้น

3.ให้ตำรวจออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ขับขี่ที่ไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งให้มาชำระค่าปรับภายใน 15 วัน หากยังไม่ปฏิบัติตามก็ให้ชะลอการรับชำระภาษีประจำปีไว้ก่อน โดยให้นายทะเบียนมีอำนาจยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของบุคคลนั้น

4.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมีอำนาจสั่งให้ทดสอบลมหายใจ ปัสสาวะ เลือด หรือวิธีการอื่นว่าผู้ขับขี่สุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

5.สามารถยึดรถที่ใช้ในขณะกระทำความผิดในบางข้อหาได้ เช่น เมาแล้วขับ ขับรถประมาทหวาดเสียว แข่งรถ โดยเจ้าของรถต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษารถเอง

6.เพิ่มโทษความผิดฐานแข่งรถโดยมิได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 6,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ จากเดิมจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000 – 10,000 บาท

7.รวมกลุ่มหรือมั่วสุมแข่งรถโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 3,000 – 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.เพิ่มโทษความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอื่นๆ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาต และยึดรถในชั้นศาล (ไม่เกิน 7 วัน) ด้วย จากเดิมจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท

9.เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จำคุก 1 – 5 ปี ปรับ 20,000 – 100,000 บาท พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 – 6 ปี ปรับ 40,000 – 120,000 บาท พักใช้ใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3 – 10 ปี ปรับ 60,000 – 200,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

10.ผู้บังคับการตำรวจนครบาล และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ได้ ซึ่งผู้สั่งยึดใบขับขี่อาจบันทึกการยึดและคะแนน ดำเนินการอบรมทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งใน 1 ปี รวมทั้งสั่งพักการใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่เสียคะแนนมากของผู้ขับขี่นั้นโดยมีกำหนดครั้งละไม่เกิน 90 วัน

11.ผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดซ้ำภายใน 1 ปี ให้เพิ่มจำนวนค่าปรับขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 2 เท่าของจำนวนค่าปรับที่ได้ชำระในความผิดครั้งก่อน

12.ผู้ประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยรถแท็กซี่ที่ไม่จอดรถ ณ สถานที่ที่กำหนด โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิม 1,000 บาท

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกต่อว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ยังออกนโยบายให้ 88 สน.และ บก.จร. หันมาใช้วิธีจับกุมผู้กระทำผิดและฝ่าฝืนกฎหมายจราจร ด้วยการใช้กล้องถ่ายรูปแทนการตั้งด่าน โดยจะเริ่มวันที่ 1 ก.พ.นี้เป็นต้นไป

“เมื่อพรบ.ฉบับใหม่บังคับใช้ ไม่จ่ายใบสั่งก็ต่อภาษีรถไม่ได้ เราจึงออกนโยบายใช้กล้องแทนตั้งด่านเสริมไปด้วย ต่อไปตำรวจอาจไม่ต้องตั้งด่านแล้ว ใช้กล้องถ่ายรูปแล้วส่งทางไปรษณีย์แทน คุณไม่จ่ายก็จะต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้ ปัจจุบันเรามีทั้งกล้องตรวจจับความเร็ว กล้องตรวจจับตามสี่แยกไฟแดงใหญ่ๆทั่วกทม. นอกจากนี้เราจะเพิ่้มกล้องในจุดที่คนฝ่าฝืนกฎหมายบ่อยๆ เช่น คอสะพาน ที่มักจะมีรถไปเบียดแทรกตรงทางขึ้น ทำให้รถติดขัด

ข้อดีของการตั้งด่านคือมันมีผลทางจิตวิทยา พอคนเห็นด่านตรวจ นอกจากจะกวดขันวินัยจราจร ยังช่วยป้องปรามเรื่องอาชญากรรมด้วย ข้อเสียคือเกิดเหตุปะทะกับประชาชนอยู่บ่อยครั้ง การใช้กล้องแทนตั้งด่านจะลดปัญหาตรงนี้ลงได้ คนใช้รถใช้ถนนไม่รู้ว่ากล้องอยู่จุดไหนบ้าง เขาจะระมัดระวังตัวไม่กล้าทำผิด แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ พอมีแต่กล้อง คนที่คิดจะก่อเหตุอาชญากรรมก็ไม่เกรงกลัว เพราะไม่มีตำรวจตั้งด่าน เช่น พกพาอาวุธ ขนยาเสพติด นักเรียนตีกัน วิ่งราวลักจี้ชิงปล้น

ผู้การตำรวจจราจร เชื่อว่า กฎหมายจราจรฉบับใหม่จะช่วยปลดล็อกทำให้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้่น ประชาชนเกรงกลัวไม่กล้าละเมิดกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ ที่สำคัญยังช่วยลดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างตำรวจกับประชาชนลงได้ด้วย

ทุกวันนี้ยอมรับว่าตำรวจจราจรทำงานลำบากมาก ถ้าประชาชนรู้กฎหมายจริงๆก็โอเค เรายอมรับ สามารถโต้แย้งได้ แต่ประชาชนบางคนทำผิดชัดเจน แถมไม่รู้กฎหมาย เอะอะอะไรก็ควักกล้องมาถ่ายลงโซเชียลไว้ก่อน คิดว่าถ้าถ่ายคลิปตำรวจจะไม่กล้าจับ ประชาชนมีสิทธิ์ถ่ายคลิปการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจได้ครับ ดีเสียอีกถือเป็นการตรวจสอบการทำงานให้เจ้าหน้าที่มีความโปร่งใส แต่ถ้าทำผิด แล้วเถียงข้างๆคูๆ ทู่ซี้ ก็จะทำให้ยิ่งวุ่นวายกันไปใหญ่

ใช้ระบบไอทีจัดทำประวัติความผิดซ้ำ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า เห็นด้วยการกับแก้ไขกฎหมายจราจรเพื่อให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน แต่การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพต้องคำนึงถึง 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.ต้องทำให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสถูกตรวจพบ  2.ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงพอจะยับยั้งไม่ให้คนกล้าผิด

การยับยั้งไม่ให้คนกระทำความผิด (Deterrent) ต้องทำให้เขารู้สึกว่ามีโอกาสถูกตรวจจับ ไม่ว่าจะด้วยกล้องหรือตั้งด่านกวดขัน เช่น ขับรถเร็ว ไม่ใส่หมวกกันน็อก เมาแล้วขับ และเมื่อถูกตรวจจับแล้ว บทลงโทษก็ต้องรุนแรง ประเมินดูแล้วว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงทำผิด ซึ่งบทลงโทษก็ควรเชื่อมโยงกับจำนวนครั้งของการทำผิดด้วย เช่น เมาแล้วขับครั้งที่ 1 ถูกปรับ 5,000 บาท แต่ถ้าเมาแล้วขับครั้งที่ 2 บทลงโทษก็น่าจะแรงขึ้นอีกหนึ่งเท่า นั่นคือ ปรับ 10,000บาท ครั้งที่สามจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ในต่างประเทศก็ทำกัน อย่างเวียดนาม ทำผิดครั้งแรกปรับ ครั้งสองปรับเพิ่มเป็นสองเท่า ครั้งที่สามก็ยึดรถ แบบนี้คนจะเกรงกลัวกฎหมาย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนน มองว่า การใช้เทคโนโลยีกล้องมาใช้จับกุมผู้กระทำผิดแทนตั้งด่าน เพื่อลดปัญหากระทบกระทั่งขัดแย้ง สะท้อนว่าคนไทยไม่เชื่อมั่นตำรวจ

“เวลาเห็นตำรวจตั้งด่าน ในหัวจะคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ ต้องโดนเรียกแน่ วันนี้ซวยแน่ ด่านตรวจมักถูกเชื่อมโยงกับเรื่องการเสียค่าปรับ ตามมาด้วยการโต้เถียงปะทะคารม แต่ถ้านำกล้องมาใช้ คนทำผิดก็จะเถียงไม่ได้ เพราะมีหลักฐานชัดเจน ที่ผ่านมาการใช้กล้องตรวจจับแล้วส่งใบสั่งทางไปรษณีย์มันไม่เวิร์ค เพราะคนรู้ช่องโหว่ ไม่จ่ายใบสั่ง เดี๋ยวครบหนึ่งปีก็หมดอายุความ ไม่จ่ายใบสั่งก็ไปต่อทะเบียนได้ปกติ การแก้ไขกฎหมายคราวนี้จะทำให้คนระมัดระวังมากขึ้น เมื่อใบแจ้งข้อกล่าวหามาที่บ้าน เชื่อว่าคนก็จะรีบไปจ่าย”

นพ.ธนะพงศ์ บอกอีกว่า จุดอ่อนของกฎหมายจราจรเมืองไทยคือ ไม่มีระบบจัดเก็บประวัติการกระทำความผิดของผู้ต้องหา

ที่ผ่านมาคนที่ทำผิดกฎจราจร จะไปสืบค้นประวัติยากมาก เพราะใบสั่งมันไม่ได้เก็บเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ แต่เป็นใบกระดาษซึ่งสุดท้ายก็โละไป ไม่เหมือนคดีอาญา เช่น เมาแล้วขับ ดังนั้นการจัดทำประวัติการกระทำผิดเป็นอิเล็กทรอนิกไฟล์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะจะตรวจสอบได้ว่าใครทำผิดซ้ำ จากนั้นก็จะได้ดำเนินการลงโทษให้รุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน การปรับอย่างเดียวในคดีเมาแล้วขับอาจไม่ตอบโจทย์ กรณีนี้คนรวยจะไม่กลัว เพราะบางทีจ่ายค่าเหล้าอาจจะแพงกว่าค่าปรับอีก เขาก็ไม่ซีเรียส บทลงโทษที่ควรเพิ่มเติมมากกว่าแค่ปรับคือ โทษกักขัง อบรม หรือคุมประพฤติ เพราะบทลงโทษเหล่านี้จะทำให้เขาเสียเวลา รวมถึงการยึดรถ บ้านเราไม่นิยมใช้เพราะเป็นภาระรับผิดชอบของตำรวจ ไหนจะหาที่จอด ไหนจะต้องคอยดูแล ดังนั้นการยึดรถก็ควรระบุในข้อบังคับเลยว่า การเก็บรักษารถเป็นภาระของผู้กระทำความผิด เหมือนในต่างประเทศ คุณต้องมาหาบริษัทมาลากรถไปจอดเอง เก็บเงินทั้งหมดที่คุณ ถ้าถูกอบรมคุณก็ต้องเป็นคนจ่าย

นอกจากนี้ อยากให้บ้านเราให้ความสำคัญกับพฤติกรรมอันตราย โดยแยกบทลงโทษให้ชัดเจนและรุนแรงกว่าโทษประมาททั่วไป เช่น เมาแล้วขับ ฝ่าไฟแดง  ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ ข้อหาเหล่านี้ในต่างประเทศโทษแรงมาก เพราะคุณขับรถบนท้องถนนทำอันตรายต่อตัวเองแล้วยังทำอันตรายต่อผู้อื่นด้วย แต่บ้านเรายังถูกเหมารวมเป็นบทลงโทษประมาท ซึ่งโทษเบามาก หลายคดีแค่รอลงอาญา”

 “ยกเลิกเปอร์เซนต์ใบสั่ง”ข้อเรียกร้องของชาวสองล้อ

ขณะที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นประจำทุกวันอย่าง ภีรสิทธิ์ จิระวงศ์ไพศาล แอดมินเพจปลดแอกชาวสองล้อ มองว่า ภาพรวมของการแก้ไขกฎหมายจราจรฉบับใหม่ถือว่ายังแก้ไม่ตรงจุด ไม่ครอบคลุมปัญหาทั้งระบบ ที่สำคัญไม่ได้แก้ปัญหาสำคัญๆที่ประชาชนเรียกร้องเลย

“กฎหมายที่ประชาชนเรียกร้องให้มีการแก้มาตลอด เช่น กฎหมายที่บังคับให้มอเตอร์ไซค์วิ่งชิดซ้าย กฎหมายนี้ใช้มา 40 ปี วันนี้สภาพรถ สภาพถนนเปลี่ยนไปแล้ว ร้อยเปอร์เซนต์ของคนขับรถมอเตอร์ไซค์ปฏิบัติตามไม่ได้หรอก เพราะไหนจะท่อระบายน้ำ ไหนจะรถตู้ รถแท็กซี่ รถประจำทางจอดแช่ ก็ต้องวิ่งขวา หรือกฎหมายห้ามวิ่งระหว่างช่องจราจร จะให้วิ่งต่อท้ายรถคันหน้าอย่างเดียวมันไม่ใช่ เพราะรถมอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบมาให้คล่องตัว ต้องมีวิ่งระหว่างรถบ้าง เพราะรถมันติด หรือกฎหมายกำหนดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถามว่าใครทำได้บ้าง แม้ตำรวจจะอะลุ้มอล่วย แต่ถามว่าทำไมไม่แก้กฎหมายให้มันเป็นลายลักษณ์อักษรไปเลย ทั้งหมดเกิดจากความล้าสมัยของกฎหมาย ดังนั้นถ้าประชาชนจึงปฏิบัติตามไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นำไปสู่การกระทบกระทั่งขัดแย้งอย่างที่เห็นในทุกวันนี้”

ภีรสิทธิ์ บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดไม่จ่ายค่าใบสั่งไม่สามารถต่อภาษีรถประจำปีได้

การออกใบสั่งเป็นอำนาจของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ใบสั่งทุกใบตำรวจมีผลประโยชน์จากเปอร์เซนต์ใบสั่ง ซึ่งปีนึงใบสั่งทั้งหมดมีมูลค่าเป็นพันล้าน เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจจะใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นธรรมได้ยังไง เหมือนเซลล์ขายของ ขายได้เยอะก็ได้ส่วนแบ่งเยอะ ดังนั้นถ้าอยากจะแก้กฎหมายจราจรจริงๆ ผมขอเรียกร้องให้ยกเลิกเปอร์เซนต์ใบสั่ง เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเปอร์เซนต์ใบสั่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้คนเจอข้อหาแปลกๆและไม่เป็นธรรมเยอะมาก บางคันจับบางคันไม่จับ บางข้อหาขนส่งบอกถูกต้อง แต่ตำรวจกลับบอกว่าผิด ซึ่งมาจากดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ทั้งนั้น

ส่วนนโยบายใช้กล้องแทนตั้งด่าน ผมไม่เชื่อว่าทำได้จริง เป็นแค่แนวคิดสวยหรู สร้างภาพ เราเคยสำรวจพบว่ากรุงเทพฯมีการตั้งด่านมากที่สุดในโลก วันธรรมดาตั้งด่านกันมากกว่า 100 ด่าน คิดดูว่ารายได้จะขนาดไหน วันหนึ่งถ้าบอกว่าจะเลิกตั้งด่าน หันมาใช้กล้องแทน มันใช้ได้กับบางข้อหาที่พิสูจน์ได้ชัดเจน เช่น ฝ่าไฟแดง ย้อนศร  ขึ้นฟุตบาท แต่สำหรับข้อหาที่ไม่พิสูจน์ได้ชัดเจน เช่น วิ่งขวา คุณส่งใบสั่งถึงบ้าน เราไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใดๆเลย เพราะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตำรวจล้วนๆ แบบนี้พวกเราโดนทั้งขึ้นท่องล่อง”

แอดมินเพจปลดแอกชาวสองล้อ ทิ้งท้ายว่า อยากให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชนบ้าง เรื่องการแก้ปัญหาจราจร เท่าที่ฟังการให้สัมภาษณ์ของผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ข้อมูลที่ได้รับคนละเรื่องกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

“การจะแก้ไขกฎหมายจราจร อย่ารีบร้อน ควรฟังเสียงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถบรรทุก ซึ่งทุกวันนี้เดือดร้อนกันมาก พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้พูดเลย คนที่แก้กฎหมายดันเป็นคนที่อยู่ในห้องแอร์ ไปไหนมาไหนมีรถนำขบวน ไม่เคยขับไปเจอรถติดทุกวัน ไม่เคยวิ่งขวา หรือขึ้นสะพานแล้วโดนจับเหมือนพวกเรา เรื่องจราจรมันส่งผลกระทบกับรถทุกชนิด ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นล้านคน จึงอยากเสนอให้มีเวทีปฏิรูปกฎหมายจราจรทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม ชวนทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันรับฟัง แสดงความคิดเห็น ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน คนขับรถโดยสาร ตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก นักวิชาการ แต่คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเมื่อใดที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้าแตะ”

แม้วันนี้ร่างพ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่ยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการเพื่อให้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทว่าจากการแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นสำคัญหลายข้อ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คงต้องรอดูว่ากฎหมายจราจรฉบับใหม่นี้จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่คาดหวังไว้หรือไม่.