ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482560

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด
สถานการณ์ลดลงของจำนวนประชากรเกิดใหม่ เป็นเรื่องที่หลายประเทศกำลังเผชิญและกำลังหาวิธีแก้ รวมถึงประเทศไทย ที่พบว่าเมื่อช่วงปี 2506-2526 อัตราการเกิดของเด็กไทยสูงเกินกว่า 1 ล้านคน แต่หลังจากนั้นก็มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ
ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กไทยอยู่ที่ 7 แสนคน/ปี และกำลังมีแนวโน้มลดลง ทำให้กังวลกันว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยอาจเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่มาจากสาเหตุประชากรมีน้อย
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมให้เพิ่มประชากรด้วยนโยบาย “มีลูกเพื่อชาติ”
ศ.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า ปัจจุบันขณะนี้อัตราจำนวนการเกิดของเด็กไทยลดลงมาก หากเทียบกับอดีตที่มีมากกว่า 1 ล้านคนในทุกปี แต่ขณะนี้จำนวนการเกิดลดต่ำลงเรื่อยๆ อาทิ เมื่อปี 2557 อัตราการเกิดอยู่ที่ 7.7 แสนคน ปี 2558 เกิด 7.4 แสนคน ล่าสุดปี 2559 เกิดอยู่ที่ 7 แสนคน
สาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก มาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป และสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ผู้หญิงไทยในอดีตมักเป็นช้างเท้าหลังทำงานอยู่แต่บ้าน ส่วนผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้หญิงออกไปทำงานมากขึ้น ประกอบกับผู้หญิงยุคใหม่รักความอิสระ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผู้หญิงยุคใหม่ไม่อยากมีลูก เพราะกังวลหลากหลายปัญหาทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัว รวมถึงกังวลว่าจะมีความยุ่งยากกับชีวิตส่วนตัว
นอกจากนี้ เหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีลูกน้อย มาจากวิถีชีวิตเปลี่ยนไป สมัยก่อนที่คิดว่าการมีลูกไม่เป็นภาระเหมือนปัจจุบัน เพราะคนเลี้ยงสมัยก่อนเป็นระบบครอบครัวใหญ่ที่ช่วยกันเลี้ยง แต่ปัจจุบันไม่มีใครช่วยเลี้ยง และการนำเด็กเล็กไปฝากกับเนิร์สเซอรี่ นอกจากต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ผู้ปกครองไม่สามารถไว้ใจได้เต็มที่อย่างที่เห็นในข่าว และจากพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบันอย่างที่พบเห็นในสื่อ สาเหตุเหล่านี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แม้อดีตแต่ละครอบครัวต้องมีลูกอย่างน้อย 2 คนเพื่อมาทดแทนพ่อกับแม่
“เตือนว่าหากสถานการณ์การเกิดยังเป็นเช่นนี้ ซึ่งกำลังสวนทางกับจำนวนการตายที่เพิ่มขึ้น คาดว่าอีก 10 ปี อัตราการเกิดและการตายจะเท่ากัน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย ตรงนี้จะทำให้จำนวนประชากรไทยไม่มีความสมดุล อาจมีผล กระทบกับเรื่องแรงงานของไทยในอนาคต”
ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ส่วนตัวมองว่ามาถูกทาง ฉะนั้นไม่ต้องกลัว แต่การดำเนินการทุกภาคส่วนของประเทศควรร่วมมือกันทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่ารีบร้อน เพราะการเพิ่มจำนวนประชากรต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพประชากรพร้อมกับจะต้องลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของคนให้ได้ เพราะถ้าทำให้คนที่จะเกิดมาไม่มีคุณภาพ ก็อย่าไปมีเลยดีกว่า
ศ.ปราโมทย์ มองว่า นโยบายที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นขณะนี้ อาทิ ให้แม่ลาคลอดได้ 90 วัน สนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตรแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ จำนวน 600 บาท/เดือน แจกวิตามินธาตุเหล็กและโฟลิกเพื่อให้
ร่างกายผู้หญิงมีความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ให้ผู้ชายที่รับราชการสามารถลางานได้ 15 วัน ไปดูแลภรรยาและลูกหลังคลอด โดยได้รับเงินเดือนปกติ และกำลังจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (ปี 2560-2569) เป็นนโยบายที่เหมาะสม
ทั้งนี้ หากเทียบกับประเทศที่กระตุ้นในเรื่องนี้อย่างสิงคโปร์ อาทิ การสนับสนุนเงินโบนัสสวัสดิการต่างๆ นั้น มองว่าถ้าประเทศไทยมีเงินอาจไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องนี้ส่วนตัวไม่อยากวิจารณ์มาก เพราะเชื่อว่าบางทีก็อาจมีบุคคลบางกลุ่มต้องการมีลูกเพื่อเงิน และเมื่อเป็นเช่นนั้นอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เพราะการที่รัฐมี นโยบายว่ามีลูกหนึ่งคนจะได้เงินหลักแสน เชื่อว่าหลายคนอาจสนใจ แต่หลังจากนั้นอาจมีปัญหาการดูแลเด็ก เพราะจะไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นนโยบายเช่นนี้ต้องระวัง เพราะไทยยังมีความรู้สึกทางความคิดบางอย่าง เช่น เรื่องชาตินิยมที่ยังมีมาก รวมถึงหลักเรื่องศาสนา การใช้ชีวิต
“นโยบายส่งเสริมการมีลูกแบบสิงคโปร์ต้องระวัง ซึ่งอาจเป็นดาบสองคม เพราะประเทศไทยประชากรยังมีหลายระดับทางฐานะเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ไม่เหมือนสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจระดับประชากรไม่มีความแตกต่างกัน แต่ไทยยังมีคนจน ฉะนั้นถ้ารัฐทุ่มเงินจำนวนมากลงไปก็อาจทำให้คนบางกลุ่มพร้อมที่จะมีลูกเพื่อเงินก็เป็นได้”
ศ.ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า การสนับสนุนให้คนมีลูกเพิ่ม ควรทำไปพร้อมกับพัฒนาทักษะเด็กที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะการผลิตลูกเพื่อชาติ ควรทำแบบตั้งใจ เริ่มตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอดจะต้องมีการเลี้ยงดูและให้การศึกษา ใส่ใจในทุกขั้นตอนของชีวิต เพราะคนเหล่านี้จะต้องเติบโตมาเป็นกำลังคนที่สำคัญของประเทศ ไม่เช่นนั้นถ้าหวังเพียงต้องการเพิ่มจำนวนประชากร แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูให้มีคุณภาพได้ อย่าไปมีจะดีกว่า



กันตพร หาญพาณิชย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล





การสอบเพิ่มทักษะแรงงานไทย
ปรีชา กรทอง ประธานสมาคมเพื่อแรงงานไทย (สิงคโปร์)
วาสนา สีสัง จิตรกรไทยอิสระที่เดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์
ธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์













ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand
ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand
ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand
