กูรู “ล้มยักษ์” สแกน Startup เริ่มต้นดี แต่ทำยังไงถึงจะโตได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กูรู “ล้มยักษ์” สแกน Startup เริ่มต้นดี แต่ทำยังไงถึงจะโตได้

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ สตาร์ตอัพ (Startup) มีการพูดถึงกันหนาหูในสังคมไทย และเชื่อว่ายังจะเป็นกระแสอีกต่อไป เพราะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งต่างมีนโยบายสนับสนุนบรรดานักธุรกิจหน้าใหม่เหล่านี้

“คุณปพนธ์ มังคละธนะกุล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท ล้มยักษ์ จำกัด เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีกับผู้ประกอบการกลุ่มที่ว่ามานานพอสมควร เขาจะมาฉายภาพให้เห็นถึงสภาพสตาร์ตอัพในวันนี้และในอนาคต

“เฟซบุ๊ก-อะเมซอน” ต้นแบบ

ก่อนอื่นเขาอธิบายว่า สตาร์ตอัพ คือบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน โดยเฉพาะตั้งแต่มีโซเชียลมีเดีย มีความนิยมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นมาก เพียงแค่สร้างแฟนเพจขึ้นมา โพสต์สินค้าลงในหน้าเพจ มีการซื้อบูสต์ (Boost/Boost Post) ทั้งเพจและโพสต์ ทำให้การเข้าถึงและการโฆษณาทำได้ง่ายและถูก จึงเกิดร้านค้าบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกันเป็นดอกเห็ด

อย่างไรก็ตาม ในมุมที่มาจากฟากประเทศฝั่งยุโรปและอเมริกา ถ้าพูดถึงสตาร์ตอัพ หมายถึง เทคสตาร์ตอัพ (Tech Startup) ซึ่งคือบริษัทตั้งใหม่ที่เน้นเรื่องเทคโนโลยี โดยพยายามหาประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมา และคิดหา บิสซิเนสโมเดล (Business Model) เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของคนยุคใหม่

ส่วนใหญ่ผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพมาจาก 2 กลุ่มคน หนึ่งคือ คนที่ทำงานมาพอสมควร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง และออกมาเปิดบริษัทที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ ส่วนอีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา ทำงานมาบ้าง พอมีประสบการณ์ เห็นโลกการทำงาน แต่ยังไม่เกิดเป็นความเชี่ยวชาญ แต่กลุ่มนี้มาพร้อมพลังที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก ต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ โดยมีต้นแบบคือ พวกบริษัทไฮเทคในเมืองนอก ไม่ว่าจะเป็น Amazon.com, Facebook, Airbnb, Uber

สตาร์ตอัพยังรวมถึงธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และไม่สามารถเดินเองได้ ทิศทางธุรกิจยังไม่ชัดเจน ไม่แน่ว่าจะไปรอดหรือไม่ การตอบรับของตลาดและกลุ่มเป้าหมายต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการยังไม่ชัดเจน พูดง่ายๆ คือกลุ่มสตาร์ตอัพน่าจะเหมารวมถึงกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งถ้านับตามคำจำกัดความแบบนี้ น่าจะมีอยู่เป็นหลักไม่ต่ำกว่าล้านราย (จากจำนวนเอสเอ็มอี 2.5 ล้านราย)

คุณปพนธ์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ในบ้านเรามีกลุ่มสตาร์ตอัพเยอะมาก เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้ใครที่อยากทำการค้าสามารถทำได้ง่ายและเร็ว ส่วนมากเชื่อว่าไม่ได้จดทะเบียนบริษัทเสียด้วยซ้ำ มักจะเป็นกิจการที่ทำโดยเจ้าของคนเดียว หรือทำกับเพื่อน กับครอบครัว

“หากให้เปรียบคนที่ทำร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย น่าจะคล้ายๆ กับ พวกแผงลอย ร้านค้าตามตลาดนัดต่างๆ ที่สามารถเริ่มได้ง่าย เงินลงทุนต่ำ เน้นซื้อมาขายไป ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็กลุ่มที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง เริ่มมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้คล้ายๆ กับพวกร้านที่เป็นตึกแถว อยู่ในห้าง ต้องมีการลงทุนหน้าร้าน” คุณปพนธ์กล่าวและว่า “ธุรกิจสตาร์ตอัพส่วนใหญ่เป็นพวกค้าปลีก ค้าส่ง และบริการ มีการผลิตและอุตสาหกรรมบ้าง แต่สัดส่วนไม่เยอะ เนื่องจากมีการลงทุนสูง ส่วนกลุ่มเทคสตาร์ตอัพนั้นยังถือว่าเป็นกลุ่มน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

สารพัดปัญหาอุปสรรค

ผู้ก่อตั้งบริษัทล้มยักษ์ เล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มธุรกิจที่เริ่มมาไม่เกิน 2-3 ปีอยู่พอสมควร มีทั้งยังเตาะแตะ หาลู่วิ่งของตัวเองอยู่ และมีทั้งที่หาลู่วิ่งตัวเองเจอแล้ว แต่ยังมองไม่ชัดว่าลู่วิ่งนี้จะทอดยาวไปไกลแค่ไหน ส่วนใหญ่มักเริ่มจากความชอบส่วนตัว หรือหาทางแก้ปัญหาส่วนตัวที่ตัวเองมี แต่ธุรกิจที่มีในปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์ คนกลุ่มนี้เลยออกมาทำเอง จะได้มีสินค้าหรือตอบโจทย์จริงๆ ธุรกิจที่เจอ มีตั้งแต่ ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิก ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว พวกสบู่ แชมพู หรือพวกอาหารออร์แกนิก และมีอยู่รายหนึ่งที่สนใจพวกเครื่องหนังก็มาทำเป็นเครื่องหนัง พวกของใช้ส่วนตัว เย็บมือ ศึกษาการตัดเย็บจากเว็บไซต์บ้าง หนังสือบ้าง

“ผมเองชื่นชมคนกลุ่มนี้เพราะเขาเริ่มธุรกิจจากการต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างที่สนใจ ไม่ได้ตั้งต้นด้วยตัวเงินก่อน เป็นการเริ่มต้นอย่างถูกต้อง แต่ปัญหาที่เห็นคือ ส่วนใหญ่มีมุมมองจำกัดในเรื่องของธุรกิจ เพราะไม่ได้มองไปในมุมกว้างมากขึ้น”

เขายกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กรณีผู้ประกอบการสินค้าออร์แกนิก ที่ต้องการแก้ปัญหาการแพ้ง่ายของตัวเอง เรื่องคุณภาพไม่ต้องห่วง ดีแน่ ไม่มีย้อมแมว ซึ่งอาจจะต่างจากกลุ่มที่เข้ามาในไลน์ออร์แกนิกเพราะเห็นว่าเป็นเทรนด์ กลุ่มหลังนี้คุณภาพจริงๆ อาจไม่ถึง แต่เข้ามาเพราะเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่คนกลุ่มที่เริ่มต้นจากใจรักนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โอเปอเรติ้งโมเดล (Operating Model) ไม่สามารถขยายตลาดได้ เพราะต้นทุนสูง ทำให้ราคาขายสูงมาก ขายได้เฉพาะกลุ่มคนที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน หรือมีความสนใจอย่างเดียวกัน แต่ไม่สามารถขยายตลาดไปได้มากกว่านี้ จนกว่าจะปรับเปลี่ยนโอเปอเรติ้งโมเดลให้สามารถทำในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ และสามารถกดต้นทุนลงมาให้สามารถลดราคาขายลงมาได้

ต้องคิดถึงธุรกิจขยายในอนาคต

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ สตาร์ตอัพเหล่านั้นมีสินค้าหรือบริการที่มีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถตั้งธุรกิจได้เพียงปลายนิ้วคลิกนี้ สินค้าต้องโดดเด่นในเชิงคุณค่าจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ในระยะยาว

“ดูตัวอย่างของร้านค้าต่างๆ ที่คนต้องรอคิวเข้าซื้อในช่วงแรก เพราะเป็นกระแสจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่พอผ่านไปไม่เท่าไร ความเห่อ ลดน้อยลง คิวไม่มีกันแล้ว ถ้าสินค้าไม่ดีจริง คือมีคุณค่าในสายตาผู้บริโภคก็ยากที่จะรอดในระยะยาว ผมคิดว่าสตาร์ตอัพต้องหาทางของตัวเองให้เจอว่าสินค้าหรือบริการของตน หรือบิสซิเนสโมเดลของตัวเองนั้น สามารถยืนระยะได้ในระยะยาว”

หากสินค้าขายดีจริงๆ ปัญหาในขั้นถัดไปคือ ต้องมี โอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม (Operating Platform) หรือ ระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการเติบโตได้จริง การเริ่มต้นธุรกิจกับการขยายธุรกิจนั้นมีความแตกต่างกันมาก เมื่อผ่านช่วงแรกไปแล้ว ธุรกิจมักจะชนเพดาน เนื่องจากระบบปฏิบัติการที่ใช้ตอนแรก ไม่สามารถรองรับการเติบโต ไม่ซับซ้อนเพียงพอ ดังนั้น สตาร์ตอัพทั้งหลายควรต้องมองเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้เมื่อถึงเวลาต้องขยาย จะได้ไม่ชนเพดานโดยไม่ทันตั้งตัว

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการมักเจอะเจอคือ เรื่องเงินทุน ประเด็นนี้ คุณปพนธ์ มองว่า เป็นปัญหาคลาสสิก ในประเทศไทยเคยชินแต่ระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่เหมาะกับการที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้กลุ่มสตาร์ตอัพ เนื่องจากความสามารถในการรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน บ้านเราต้องพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสมให้รองรับด้วย กองทุนร่วมทุน (Venture Capital หรือ VC) เป็นรูปแบบเงินทุนที่เหมาะสมกว่าธนาคารพาณิชย์ เพราะมีวิธีประเมินธุรกิจ โดยมองอนาคตเป็นหลัก และพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน เนื่องจากหวังผลตอบแทนที่สูงในกรณีที่ลงทุนแล้วบริษัทไปได้ดี

คุณปพนธ์ พูดถึงนโยบายสตาร์ตอัพของต่างประเทศว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลมักไม่ค่อยใช้วิธีสนับสนุนแบบให้เปล่า หรือมีโครงการสนับสนุนต่างๆ มาก แต่มักสนับสนุนผ่านระบบตลาดคือ ใช้กลไกของอุปสงค์ อุปทาน ให้ทำงานได้เต็มที่ แต่จะเน้นเรื่องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมเพื่อให้หนุนระบบตลาด เช่น มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่กองทุนร่วมทุน เพื่อให้คนที่มีเงิน และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมีแรงจูงใจมาลงทุนในรูปแบบนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เล่นมากหน้าหลายตา สตาร์ตอัพก็มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

รูปแบบการลงทุนของล้มยักษ์

“บริษัทล้มยักษ์เองก็พยายามหาบิสซิเนสโมเดลที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้อยู่ หนึ่งในบิสซิเนสโมเดลที่ดูคือ ให้คำปรึกษาผ่านการลงทุน เข้าไปลงทุนในบริษัทที่เห็นว่ามีศักยภาพ โดยเราต้องเข้าไปช่วยดูในเรื่องธุรกิจด้วย คงไม่ไปลงทุนอย่างเดียว ตอนนี้เรื่องการลงทุนอาจเป็นทั้งรูปแบบเอาเงินไปลงด้วย หรืออาจเป็นลงแรงแลกกับการถือหุ้น”

เขาให้คำแนะนำกลุ่มสตาร์ตอัพว่า ควรเริ่มต้นจากการหาปัญหาที่ตัวเองต้องการจะแก้ หรือเรื่องที่สนใจ อย่าเริ่มจากคิดเรื่องตัวเงินก่อน เมื่อมีโจทย์มีปัญหาที่ต้องการจะแก้แล้ว ถัดไปก็เป็นเรื่องการหาบิสซิเนสโมเดลที่จะไปแก้ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งยังมีนวัตกรรมที่เปิดกว้างอยู่ คือนวัตกรรมในเชิงบิสซิเนสโมเดล เทคโนโลยีสมัยใหม่ตอนนี้เอื้ออย่างมากกับการสร้างนวัตกรรมด้านบิสซิเนสโมเดล

ตัวอย่างที่เห็นชัดไม่ว่าจะเป็น Uber, Grab Taxi, Airbnb ล้วนเกิดจากการสร้างนวัตกรรมด้านบิสซิเนสโมเดลทั้งสิ้น บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ตัวที่ส่งมอบบริการเลย เป็นบริษัทที่ตัวเบามาก แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีที่สร้างบิสซิเนสโมเดลนั้นๆ

นอกจากนี้ ตอนที่คิดบิสซิเนสโมเดล ต้องคิดเผื่อสำหรับปริมาณธุรกิจที่มากด้วย คนส่วนใหญ่มักออกแบบบิสซิเนสโมเดล และโอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับปริมาณธุรกิจช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่ไม่รองรับปริมาณธุรกิจในอนาคต ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาอย่างมากข้างหน้า เพราะการปรับเรื่องพวกนี้ข้างหน้าเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก ต้องรื้อเยอะ ฉะนั้น เรื่องบิสซิเนสโมเดล และโอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม ต้องคิดให้มากๆ

“ผมมักจะบอกกับทีมงานประจำคือ เวลาจะออกแบบกระบวนการและระบบปฏิบัติการอะไรก็ตามนั้น ต้องคิดเสมอว่า เราออกแบบสำหรับสินค้าที่ขายดีเทน้ำเทท่านะ ความหมายก็คือ ถึงแม้จะเพิ่งเริ่มก็ตาม ระบบปฏิบัติการเราต้องรองรับปริมาณการค้าที่สูงมากๆ ได้ อย่าคิดง่ายคิดแค่ปริมาณปัจจุบัน หรือในอนาคตอันใกล้เท่านั้น เพราะเสียเวลาในช่วงออกแบบนั้นดีกว่าเสียเวลาไปปรับแก้ในอนาคต”

Startup คืออะไร

สตาร์ตอัพ (Startup) คือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน ซิลิคอนแวลลีย์ สหรัฐอเมริกา เวลานี้นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ก็ผ่านการเป็นสตาร์ตอัพมาก่อนแล้วทั้งนั้น

สตาร์ตอัพไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมากมาย แต่ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเตอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการต่างๆ ไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้ (ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิ อะเมซอน) ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน

ปัจจุบัน มีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุนสตาร์ตอัพมากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนมีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร (Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่า VC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตั้งแต่ไอเดีย, นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่สตาร์ตอัพนอกจากจะได้เงินทุนแล้ว ยังจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน (ขอบคุณ http://www.thailandonlinefocus.com)

“๕oo TUKTUKS” กองทุนเพื่อสตาร์ตอัพเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“๕oo TUKTUKS” กองทุนเพื่อสตาร์ตอัพเมืองไทย

โลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน คือมุมมองของ คุณเรืองโรจน์ พูนผล หรือ คุณกระทิง เจ้าของโรงเรียนสอนสตาร์ตอัพและผู้ก่อตั้งกองทุน ๕oo TUKTUKS ที่โลดแล่นอยู่ในวงการสตาร์ตอัพตั้งแต่ยุคแรก มาจนถึงปัจจุบัน

สตาร์ตอัพยุคแรก สำเร็จ

สานต่อกองทุน ๕oo TUKTUKS

คุณกระทิง เล่าย้อนเรื่องราวก่อนเข้ามาสู่วงการสตาร์ตอัพว่า “หลังจากเรียนจบวิศวะไฟฟ้าที่จุฬาลงกรณ์ และเข้าทำงานกับบริษัทพีแอนด์จี นานร่วมกว่า 7 ปี ก่อนจะมีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อ MBA ที่ Stanford สหรัฐอเมริกา ฝึกงานกับบริษัท Mckinsey ก่อนจะได้เข้าทำงานที่ Silicon Valley และเป็นสตาร์ตอัพยุคแรกของไทยที่ทำ mobile application

ปัจจุบัน เปิดโรงเรียนสอนผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ชื่อ Disrurt University ซึ่งเป็นหลักสูตรบ่มเพาะ ให้ความรู้และไอเดียแก่ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ

“ตอนเปิดโรงเรียนแรกๆ นักเรียนต้องระดมทุนเอง ซึ่งระดมได้ไม่มากและทำได้ยาก ผมจึงคิดว่าทำไมเราไม่ทำเป็นกองทุนที่ระดมทุน เพื่อสานฝันให้กับสตาร์ตอัพไทย เป็นการเพิ่มโอกาส ลดช่องว่าง เพราะเห็นความสามารถของสตาร์ตอัพในเมืองไทยเก่งๆ มากมาย แต่มักติดปัญหาเรื่องเงินทุน จึงอยากลดช่องว่างตรงจุดนี้

เกิดเป็นแนวคิดที่จะระดมกองทุนเพื่อสนับสนุนและลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ เป็นกองทุนชื่อ ๕oo TUKTUKS ระดมทุนได้จากซิลิคอน วัลเลย์ และระดมทุนเองด้วย มูลค่ากองทุนรวมตอนนี้อยู่ที่ 420 ล้านบาท ระดมทุนมาแล้ว 3 เดือน ลงทุนไปแล้ว 10 บริษัท”

โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์และอีคอมเมิร์ซ เช่น Claim Di เป็นแอพเคลมประกันที่ไม่ต้องเรียกบริษัทประกันมายังที่เกิดเหตุ สามารถส่งข้อมูลผ่านแอพบนมือถือได้โดยไม่ต้องเสียเวลารอบริษัทประกัน เริ่มต้นลงทุน 20 ล้านบาท ขณะนี้มูลค่าการเติบโต 350 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะโตขึ้นเป็น 700 ล้านบาท ในระยะเวลาอันใกล้นี้

คุณกระทิง บอกว่า กองทุน ๕oo TUKTUKS จะระดมทุนเพื่อลงทุนกับผู้ประกอบการ โดยจะเข้าไปถือหุ้นส่วนหนึ่งและการลงทุนของกองทุนมีกฎ 3 ข้อหลักเพื่อพิจารณาธุรกิจของผู้ประกอบการสตาร์ตอัพคือ 1. โมเดลธุรกิจจะต้องได้รับการพิสูจน์ศักยภาพตลาด 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ 2. ตลาดต้องใหญ่ และ 3. ต้องมีทีมงานที่แข็งแกร่ง

เลือกเดินตามความฝัน

สตาร์ตอัพ คือคำตอบ

ช่วงปี 2013-2015 ที่ผ่านมานี้ สตาร์ตอัพในเมืองไทยเพิ่มขึ้นราว 3,000 ราย เติบโตขึ้นเกือบ 7 เท่า ถือเป็นสัญญาณของยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากของสตาร์ตอัพเมืองไทย

คุณกระทิง เล่าว่า “ความฝันของผม คืออยากจะสร้างให้เมืองไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นเมืองของเทคโนโลยีที่มีบริษัทเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น ให้เป็นเหมือนบริษัทที่สร้างกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงโลกและสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งหลายประเทศสามารถทำได้และสำเร็จไปแล้ว ผมก็อยากให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบนี้ขึ้นที่เมืองไทยเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะลาออกมาจากงานประจำ เพื่อมาสานต่อความฝันเรื่องสตาร์ตอัพ ตอนนั้นทำงานทั้งหมด 3 งาน จนมาถึงจุดที่ต้องเลือก ระหว่างงานประจำที่ทำ กับสิ่งที่เป็นความฝัน ผมเลือกเดินตามความฝัน เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในยุคของสตาร์ตอัพ”

คุณกระทิง เล่าต่อว่า อีก 2 ปีข้างหน้า สตาร์ตอัพเมืองไทยจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด เพราะปัจจุบันสตาร์ตอัพเมืองไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ตอนนี้เงินลงทุนสูงถึง 3 พันล้านบาท และแนวโน้มเงินลงทุนเติบโตขึ้นทุกปี รวมไปถึงขนาด จำนวนและองค์ประกอบอื่นๆ เช่น มีโครงการสงเคราะห์ผู้ประกอบการของดีแทคหรือเอไอเอส เป็นต้น

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยจากที่เคยนึกถึงเป็นเมืองท่องเที่ยว อนาคตข้างหน้าคนอาจได้เห็นประเทศไทยในมุมของประเทศธุรกิจเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์ไอเดีย

ธุรกิจสตาร์ตอัพ 2016 มาแรง

ไฟแนนซ์ อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์

สำหรับทิศทางของสตาร์ตอัพเมืองไทยปี 2016 คาดว่าการลงทุนจะเติบโตขึ้นอีก 2 เท่า เพราะภาวะเศรษฐกิจมีผลน้อยในโลกของสตาร์ตอัพที่เป็นโลกของดิจิตอล หากเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาทำธุรกิจต่างๆ บนออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากประหยัดกว่าการทำธุรกิจแบบออฟไลน์ และที่สำคัญสามารถวัดผลได้แม่นยำมากกว่า

คุณกระทิง บอกว่า “เทรนด์ของธุรกิจสตาร์ตอัพปี 2016 ที่จะมาแรงมาก 3 อันดับคือ อันดับที่ 1 ธุรกิจด้านการเงิน ธนาคารต่างๆ เช่น การบริหารจัดการกองทุนส่วนตัว หรือการกู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านแบงก์ คือบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้อีกบุคคลได้ โดยไม่ต้องผ่านแบงก์ เนื่องจากตอนนี้แบงก์เริ่มมีการขยับตัวในเรื่องของการลงทุน เพราะเทคโนโลยีช่วยให้การทำงานได้รวดเร็ว อีกทั้งปัจจุบันคนหันมาบริหารจัดการเงินลงทุน การเงินส่วนบุคคลมากขึ้น เพราะทำได้ง่าย สะดวกและควบคุมได้ด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านนายหน้า ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจด้านการเงิน

ธุรกิจที่ 2 คือ อีคอมเมิร์ซ ที่ทำการค้าขายแบบออนไลน์ เพราะคนหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น และธุรกิจที่ 3 คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ต่างๆ เพราะโปรแกรมหรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้จะช่วยในการทำงานง่ายขึ้น เป็นระบบกว่าเดิม เช่น การนับจำนวนสต๊อกสินค้าและการคำนวณจำนวน หรือแม้กระทั่งการหาจำนวนต่างๆ ระบบโปรแกรมและคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นจะซัพพอร์ตการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูง”

ก่อนจะทิ้งท้ายให้กับคนที่อยากเป็นสตาร์ตอัพว่า “หัวใจของการเป็นสตาร์ตอัพ คือการปรับตัว รู้จักเปลี่ยนยุทธศาสตร์ อึดและทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสำเร็จ คิดต้องเพี้ยนและนอกกรอบ”

สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพไทยท่านใดที่สนใจกองทุน ๕oo TUKTUKS สามารถสอบถามรายละเอียดและติดต่อได้ที่อีเมล Krating@500.co

WASHBOX 24 นวัตกรรมธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

WASHBOX 24 นวัตกรรมธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านตู้

วอชบ๊อกซ์ 24 ได้เพิ่มบริการรับส่งของ โดยบริการส่งพัสดุด่วน ใช้ชื่อว่า “MOVEBOX 24” (มูฟบ๊อกซ์ 24) ร่วมมือกับ บริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS (เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส) รับส่งพัสดุไปรษณีย์ ยังมีบริการซื้อของออนไลน์ โดยร่วมมือกับเว็บไซต์ Cdiscount (ซีดิสเคานท์) ซึ่งเมื่อลูกค้าสั่งซื้อของออนไลน์กับทางเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถสั่งให้นำพัสดุมาจัดส่งได้ที่ตู้ของบ๊อกซ์ 24 สาขาใดก็ได้ที่ลูกค้าสะดวก

ออกตัวว่าไม่ได้ทำธุรกิจให้บริการ แต่เป็นธุรกิจโลจิสติกส์ สำหรับบริษัท วอชบ๊อกซ์ 24 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ WASHBOX 24 (วอชบ๊อกซ์ 24) บริการตู้ล็อกเกอร์ซัก อบ รีด เสื้อผ้า รับส่งพัสดุไปรษณีย์ รับฝากส่งสิ่งของ รวมถึงรับจ่ายบิล เจ้าของคือ คุณบอนด์ หรือ “นิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์” ผู้นำความก้าวหน้าทางนวัตกรรมมาใช้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเมืองให้ง่ายขึ้น

สตาร์ตอัพหนึ่งเดียวในไทย

เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิต

“วอชบ๊อกซ์ 24” คือ ตู้ล็อกเกอร์ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย จากธุรกิจซักรีด มาต่อยอดเป็นธุรกิจรับส่งพัสดุไปรษณีย์ รับฝากส่งสิ่งของและรับจ่ายบิล ในปี 2014 เขาเป็น Startup คนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที SeedStars World เวทีการแข่งขัน Startup ระดับโลก นอกจากนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ยังเป็นตัวแทนของคนไทยไปคว้ารางวัล Top 10 SeedStars World 2015 ที่สวิตเซอร์แลนด์

โดยที่มาของธุรกิจ ชายหนุ่ม เล่าว่า ก่อนมาทำธุรกิจของตัวเอง อดีตเคยเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งทำงานหนักมาก กลับบ้านดึก ปรากฏว่าไปร้านซักรีดเสื้อผ้าไม่ทัน ร้านปิดก่อนทุกครั้ง เป็นปัญหาส่วนตัวที่เชื่อว่าหลายคนก็เคยเจอ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะแก้ยังไง จนกระทั่งปี 2011 มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น ไปเห็นตู้ล็อกเกอร์อเนกประสงค์เยอะมาก จึงเกิดแนวคิด นำตู้เหล่านั้นมาใช้กับร้านซักรีดบ้าง

หลังกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น ชายหนุ่มบอกว่า รวมทีมกับเพื่อน 3 คน เก็บข้อมูลเรื่องตู้ล็อกเกอร์ พร้อมศึกษาพฤติกรรมโดยเจาะกลุ่มคนที่อาศัยในคอนโดมิเนียมก่อน แรกๆ กังวลเหมือนกันว่าลูกค้าจะไม่เข้าใจและใช้งานไม่เป็น แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่าต้องทำให้ได้ และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ลงทุนสั่งทำตู้ล็อกเกอร์ 2 ตู้ ตามสเปกของตัวเองเป็นตู้เหล็ก นำจอทัชสกรีนมาประกอบเข้าไป ใช้ไฟฟ้า จากนั้นสร้างระบบการเชื่อมต่อระหว่างตู้ให้ลิงก์เข้ากับสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android

คุณบอนด์ใช้เวลา 2 ปี กว่าตู้ล็อกเกอร์ซักอบรีดตู้แรกจะทำสำเร็จ เป็นการนำไอเดียจากสิ่งของที่มีอยู่มาต่อยอด นับเป็นตู้ซัก อบ รีด ตู้แรกของไทย และรายแรกของเอเชีย ซึ่งก่อนที่ชายหนุ่มจะผลิตตู้ในสเปกของตัวเอง เขาเคยไปสอบถามผู้ผลิตตู้ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สู้ราคาไม่ไหว เฉลี่ยตู้ละ 1 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนราคาตู้ของเขาหลักแสนบาทเท่านั้น

สะดวกง่าย จบที่มือถือ

เจาะกลุ่มลูกค้าคอนโดฯ

เมื่อตู้ซักรีดอัตโนมัติถูกสร้างขึ้นสำเร็จ ช่วงแรกต้องพบกับปัญหา เพราะความยากของธุรกิจนี้อยู่ที่การสื่อสารกับลูกค้า

“ผมนำตู้ซักรีดอัตโนมัติไปตั้งใต้คอนโดฯ 2 ที่คือ ลาดพร้าวซอย 5 และ สุขุมวิท 103 (อุดมสุข) คนจะไม่เข้าใจว่าตู้อะไร ดังนั้น จำเป็นต้องมีพนักงานคอยอธิบายวิธีการใช้งาน และสร้างความเข้าใจในธุรกิจ เน้นสร้างการรับรู้ในเรื่องความสะดวกสบายตามวิถีคนเมืองในยุคนี้”

คุณบอนด์ มองว่า วอชบ๊อกซ์ 24 ไม่ได้แข่งอยู่ในตลาดเดียวกับร้านซัก อบ รีด ทั่วไป ลูกค้าเลือกใช้บริการเพราะตอบโจทย์ลูกค้าแบบที่ร้านซัก อบ รีด ทั่วไปทำไม่ได้

ด้านการใช้งานของตู้ดังกล่าว มี 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ

1. ลงทะเบียน ได้ที่ http://www.WASHBOX 24.com หรือโหลดแอพพลิเคชั่น “BOX 24” หรือโทรผ่านเจ้าหน้าที่เบอร์ (089) 221-2244

2. กรอกข้อมูลลงบนจอทัชสกรีน ประตูตู้จะเปิดออกให้ใส่ผ้าเข้าไป สามารถส่งผ้าที่ตู้ล็อกเกอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน หรือจะเรียกเจ้าหน้าที่มารับผ้าที่บ้านก็ได้ (แต่ละวันเก็บผ้า 3 รอบ 07.00 น. 14.00 น. และ 20.00 น.)

3. รอรับการแจ้งรับผ้าได้ทางแอพพลิเคชั่น จากนั้นจะมีคนไปรับผ้าที่ตู้นำมาที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งทางพนักงานจะทำการติดบาร์โค้ดผ้าทุกชิ้น ถ่ายรูปก่อน และหลังผ้าจะซักเสร็จ เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะของผ้าที่ซักได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น

4. รับผ้าได้ที่ตู้ล็อกเกอร์ โดยผ้าจะอยู่ในตู้ 48 ชั่วโมง จะมีรหัสการแจ้งเตือน ระบบการทำงานของตู้ทั้งหมดเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งลิงก์กับระบบแอพพลิเคชั่น “BOX 24” ให้ลูกค้าดาวน์โหลด และลงทะเบียน

ส่วนการชำระเงินจะแบ่งลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก และลูกค้าขาจร หากเป็นสมาชิก ทางร้านแนะนำให้ซื้อแบบเป็นรายแพ็กเกจ เริ่มต้นที่ 200 บาท ไม่มีวันหมดอายุ หักเงินจากบัตรเครดิต และเมื่อเงินในแพ็กเกจใกล้หมด จะมีข้อความแจ้งเตือน ส่วนลูกค้าขาจร ก็สามารถนำเสื้อผ้ามาฝากซัก เมื่อเสื้อผ้าถูกดำเนินการเรียบร้อย ลูกค้าจะได้รับรหัสแจ้งการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส พร้อมรับรหัสในการเปิดตู้ล็อกเกอร์ต่อไป

“ตลาดของธุรกิจนี้ใหญ่ไม่น้อย เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็มีร้านซักรีดกว่า 10,000 ร้าน กลุ่มเป้าหมายของเราคือคนทำงานในกรุงเทพฯ ที่อาศัยตามคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT โดยเริ่มต้นค่าบริการที่ 20 บาท ต่อชิ้น”

ขยายจุดบริการด้วยแฟรนไชส์

เพิ่มส่งพัสดุ-ช็อปออนไลน์

ไม่เพียงให้บริการซัก อบ รีด แต่วอชบ๊อกซ์ 24 ยังรับซักหมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตา ผ้าปูที่นอน กระเป๋า รองเท้า หมวก ถุงมือ ปลอกโซฟา ผ้าปูโต๊ะ โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางไปส่งยังโรงงานซักอีกที โดยราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทที่นำมาให้ทำความสะอาด ขนาด และจำนวน ซึ่งเริ่มต้นที่ชิ้นละ 30 บาท

ปัจจุบัน 2 ปีผ่านมา บ๊อกซ์ 24 มีจุดตั้งตู้ 43 สาขาทั่วกรุงเทพฯ เจาะตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า มีสมาชิก 2,000 คน จำนวนเสื้อผ้าที่ส่งมาซักรีดราว 12,000 ชิ้น ต่อเดือน และด้วยความแปลกใหม่ วอชบ๊อกซ์ 24 เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เริ่มมีการขายแฟรนไชส์ โดยขายตู้มาตรฐาน 8 ช่อง หน้ากว้าง 2 เมตร ลึก 50 เซนติเมตร สูง 1.90 เมตร ราคาตู้ละ 120,000 บาท โดยแบ่งรายได้ให้ 30 เปอร์เซ็นต์ ของการซักแห้ง และ 15 เปอร์เซ็นต์ของซักอบรีด ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ขยายจุดตั้งตู้ 200 สาขา

เจ้าของธุรกิจ เผยต่อไปว่า ทุกวันนี้ วอชบ๊อกซ์24 ได้เพิ่มบริการรับส่งของ โดยบริการส่งพัสดุด่วนใช้ชื่อว่า “MOVEBOX 24” (มูฟบ๊อกซ์ 24) ร่วมมือกับบริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS (เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส) รับส่งพัสดุไปรษณีย์ ยังมีบริการซื้อของออนไลน์ โดยร่วมมือกับเว็บไซต์ Cdiscount (ซีดิสเคานท์) ซึ่งเมื่อลูกค้าสั่งซื้อของออนไลน์กับทางเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถสั่งให้นำพัสดุมาจัดส่งได้ที่ตู้ของบ๊อกซ์ 24 สาขาใดก็ได้ที่ลูกค้าสะดวก จากนั้นเมื่อพัสดุมาถึง ลูกค้าก็จะได้รับการแจ้งเตือนให้ไปรับสินค้า

อนาคตต่อไปของ บ๊อกซ์ 24 นั้น เขาเตรียมขยายไปยังต่างประเทศ อย่าง ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง เขามองว่า ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีรูปแบบสังคมเมือง ที่พักอาศัยคล้ายคลึงกัน คาดว่าจะสามารถนำ บ๊อกซ์ 24 ไปเปิดตลาดได้ในช่วงปีหน้า

สำหรับข้อคิดที่คุณบอนด์ฝากไว้ให้เหล่าสตาร์ตอัพหน้าใหม่คือ การเจอปัญหาหรืออุปสรรค อยากให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะก้าวข้ามไปได้ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีหลายหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพทั้งเงินทุน องค์ความรู้ แต่ต้องรู้จักขวนขวาย ต้องไม่หยุดคิดค้น และไม่หยุดพัฒนา

จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ สู่ “top value” จุดเริ่มต้นของคนวัย 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

อันติกา

จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ สู่ “top value” จุดเริ่มต้นของคนวัย 19

“วัยรุ่น” คือช่วงเวลาศึกษาเล่าเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน อยู่กับการเล่นสนุก แต่ทว่าชีวิตวัยรุ่นของ “ธนากร แซ่ลิ้ม” กลับแตกต่างจากคนอื่น เขาเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 17 ปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บเงิน กระทั่งอายุ 19 ปี เขากลายเป็นเถ้าแก่ที่สามารถปั้นยอดขายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท

วัยรุ่นสร้างรายได้

ทำงานไป เรียนไป

เส้นทางการทำงานของคุณธนากร เกิดจากสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องดิ้นรน และเขาก็เริ่มต้นเล่าพื้นฐานชีวิตให้ฟังว่า

“ตอนอายุประมาณ 12 ขวบ พ่อส่งไปเรียนหนังสือระดับมัธยมที่ประเทศจีน ซึ่งตอนนั้นผมใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป พ่อส่งเงินไปให้ไม่ขัดสน แต่ราว 5 ปี พ่อกับแม่แยกทางกัน ผมกลับประเทศไทยไปอยู่กับแม่ เห็นแม่ขายของลำบาก จึงคิดทำงาน ผมเริ่มต้นกับการเป็นผู้ช่วยไกด์ เพราะมีความรู้ด้านภาษาจีน ขายสินค้าจิวเวลรี่ สินค้าแบรนด์เนมให้คนจีน และระหว่างนั้นเรียน กศน. ระดับมัธยมไปด้วย เพราะว่าวุฒิที่จบจากจีนใช้เทียบไม่ได้”

ปัจจุบัน คุณธนากร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด

หลังจากเป็นผู้ช่วยไกด์ได้สักพักก็มีโอกาสเข้าไปทำงานในโรงงานผู้ผลิตแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี โดยเดินทางไปกลับระหว่างบ้านย่านบางนา

ตำแหน่งเซลส์ ทำให้เขาเรียนรู้งาน เรียนรู้การแก้ปัญหา และได้รู้จักลูกค้า กอปรกับเป็นคนทำงานเกินเงินเดือน ให้ใจก่อนจะรับ

ในวัยเพียง 18 ปี เขาได้รับเงินเดือน 20,000 กว่าบาท และรถยนต์คันเล็กๆ 1 คัน แต่ทว่าพอถึงวัย 19 ปี เขาก็เบนเข็มทิศชีวิตตัวเอง ก้าวสู่ผู้ประกอบการเต็มตัว

“ตอนเริ่มต้นทำงาน ได้เงินเดือน 3,500 บาท ให้แม่ 1,000 บาท แต่พอมาอยู่บริษัท ได้เงินเดือนมากพอ มีรถเล็กๆ ขับคันหนึ่ง ตอนนั้นก็มองว่ามากนะครับ แต่ความฝันของผมคือ อยากมีบ้านให้แม่อยู่ อยากมีรถยนต์เป็นของตนเอง ผมจึงตัดสินใจออก”

เถ้าแก่วัย 19 ปี

มีรายได้หลักร้อยล้าน

ในวัย 19 ปี เขาเปิดบริษัท สวิทซเฟลค จำกัด ด้วยวงเงินลงทุนที่เก็บสะสม 200,000 บาท นำเข้าเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ โดยเจาะตลาดล่าง ขายเครื่องจักรราคา 5-10 ล้านบาท เพราะเชื่อว่ามีช่องว่างให้ก้าวเดิน กอปรกับการลงทุนไม่มาก

“ผมทำหน้าที่เทรดดิ้ง พอมีออร์เดอร์ก็สั่งสินค้า ทำให้ลงทุนไม่มาก แต่ว่าช่วงแรกยอมรับว่าลำบาก เพราะไม่ได้เรียนจบวิศวะ อาศัยตอนทำงานอยู่บริษัทมีลูกค้าหลายรายคอยให้โอกาสและสนับสนุน ซึ่งต่อมาประมาณ 3 ปี ผมมีบ้านหลังใหญ่ให้แม่ มีรถขับ มีรายได้บางปี 400 ล้านบาท และได้ขยายธุรกิจเพิ่ม รวมตอนนี้ 4 บริษัท ที่เกี่ยวกับงานด้านบรรจุภัณฑ์ รายได้โดยรวมกับธุรกิจนี้ก็ประมาณ 500 ล้านบาท ต่อปี”

แม้จะมีปัญหาในงาน แต่ทว่ากับการทำธุรกิจนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นโอกาส เพราะตลาดยังแทบหาคู่แข่งไม่ได้ “ผมเลือกทำในสิ่งที่ผมชำนาญ ผมรู้จักตลาด กอปรกับทำการบ้านมาดี และมีเป้าหมายชัดเจน”

แต่ทว่ากับธุรกิจนี้ ในปัจจุบันแม้จะยังคงไปได้ ก็ไม่หวือหวา เพราะความต้องการตลาดยังอยู่ในวงจำกัด ฉะนั้น ยอดขายจึงไม่อาจเติบโต แต่ก็ไม่ตก จึงเรียกได้ว่ามีภาวะทรงตัวอยู่บนความมั่นคง

ระยะเวลาก้าวผ่านมาถึงวันนี้ กับวัย 33 ปี ไฟในการทำงานยังคงเต็มเปี่ยม แน่นอนว่า คุณธนากรไม่หยุด เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ และแน่นอน ต้องแตกต่าง

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงผุดขึ้น ภายใต้ชื่อ http://www.topvalue.com “แม้ธุรกิจนี้จะเป็นความใหม่สำหรับผม แต่นี่คือโอกาส เพราะจากได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจุบัน ซื้อขายผ่านออนไลน์สูงขึ้น และมีแนวโน้มยิ่งมากขึ้นๆ ฉะนั้น ถ้าตัดสินใจทำ มันเหมือนเริ่มต้นไปพร้อมๆ กับคู่แข่ง ซึ่งผมมองว่าคนไทย 70 ล้านคน แม้จะมีผู้เล่นรายใหญ่กำลูกค้าไว้แล้ว 50 ล้านคน แต่ที่เหลือ 20 ล้านคน นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น กับตลาดเออีซีก็สามารถขยายต่อไปได้อีกด้วย”

ผุดธุรกิจออนไลน์

อนาคตไกล กำไรงาม

ความต่างคือสิ่งที่คุณธนากรคิดและลงมือทำ โดยเขามองว่า คนไทยฝีมือดีมีอยู่จำนวนมาก แต่ทว่าหลายคนขาดโอกาสการทำตลาด เพราะขาดด้านเงินทุน ดังนั้น top value จึงเหมือนประตูเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีโอกาสสร้างตลาดสร้างยอดขาย

“ผมตั้งใจให้ top value เป็นพลาซ่าที่ทุกคนนำของมาขายร่วมกัน ซึ่งสินค้าแบรนด์แนมก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งต้องมีคือ สินค้าคุณภาพดีโดยฝีมือคนไทย อย่าง สินค้าโอท็อป สินค้าของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ แม่บ้าน หรือแม้กระทั่งผู้พิการ ที่มีความสามารถมีฝีมือ โดยเราจะจัดระบบเขียนโปรแกรม เชื่อมต่อการชำระเงินให้พร้อม ผู้ใดต้องการนำสินค้ามาขายกับเรา ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากเลย แค่โหลดภาพเป็น เหมือนทำในเฟซบุ๊ก เท่านี้ก็ขายของเขากับเราได้แล้ว”

สินค้าแท้ ราคาถูก คือสิ่งที่ top value ตั้งเจตนาไว้ โดยอย่างน้อยถูกกว่าห้างสรรพสินค้า 30-40 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ยิ่งต้องชูจุดขายนี้ เพื่อสร้างจำนวนผู้เข้าชม สร้างการรับรู้ในวงกว้าง ฉะนั้น การหักเปอร์เซ็นต์ยอดขายคืนกลับสู่ top value เพียง 0.5-2 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถทำให้สินค้าดีๆ ราคาถูกลงได้

“ปัญหาที่ลูกค้าประสบกับการซื้อขายออนไลน์คือ โดนหลอก ทั้งสินค้าปลอม และผู้ขายไม่มีตัวตนจริง top value จึงเป็นรายแรกจัดตั้ง Pop-Up Store ร้านค้าชั่วคราวบนสถานีรถไฟฟ้าเจ้าแรกในประเทศไทย เป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ที่เขาต้องการเห็นหน้าตาสินค้า และหน้าร้านที่มีความน่าเชื่อถือ โดยตั้งอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า BTS สยามสแควร์ จุดศูนย์กลางในการรับสินค้าและสั่งซื้อสินค้า ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ทำธุรกรรมผ่านทางหน้าเว็บไซต์ topvalue.com อีกทั้งยังเป็นหน้าร้านเพื่ออัพเดตสินค้าใหม่ทุกวัน ซึ่งนับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับนักช็อปออนไลน์ได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ top value ยังมีแผนขยาย Pop-Up Store ไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอีกหลายจุด เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้บริการ

แท้ ถูก รวดเร็ว

การันตีไม่ดี คืนเงิน

กับการทำระบบโปรแกรมให้ง่ายต่อการซื้อขาย คุณธนากร ว่า คือสิ่งสำคัญ โดยกำหนดไว้ ต้องการให้แม้ผู้มีความรู้ด้านไอทีน้อย ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่ตนเองต้องการบน http://www.topvalue.com ได้

“เราต้องการให้ top value เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ให้ผู้ซื้อมีความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ขายก็มีความคุ้มค่าสูงสุด ฉะนั้น สิ่งที่ top value ทำคือ ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบสินค้าก่อนนำมาจำหน่าย และก่อนการส่งสินค้า ต้องเป็นของแท้เท่านั้น และหากเกิดความผิดพลาดการันตีคืนเงิน 2 เท่าทันที ส่วนการส่งของให้ถึงมือลูกค้าต้องรวดเร็ว ไม่เกิน 2 วัน โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสินค้าก่อนจ่ายเงินปลายทางได้ และหากไม่พอใจยินดีรับคืน รับเปลี่ยนภายใน 7 วัน ขอแค่สภาพยังดีเหมือนเดิม นี่คือการสร้างความมั่นใจ”

ปัจจุบัน จำนวนร้านค้าเปิดธุรกิจค้าขายออนไลน์กับ top value มีอยู่กว่า 1,500 ร้าน กับจำนวนสินค้ามากกว่า 30,000 รายการ โดยแบ่งหมวดหมู่ไว้ 10 กลุ่ม อาทิ ไอที เครื่องสำอาง แม่และเด็ก แฟชั่น อาหารสัตว์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และภายในปีหน้าจะเพิ่มจำนวนสินค้าอีกเท่าตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กับจำนวนผู้เข้าชมเว็บ top value ขณะนี้ตกวันละประมาณ 15,000-20,000 คน “การทำให้ลูกค้าเข้ามาชมเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยาก โดยได้ร่วมมือลงโฆษณาผ่านกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก ไลน์ แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เขาซื้อ และวิธีที่ดีคือ ตกแต่งเว็บไซต์ให้สวยงาม วางตำแหน่งสินค้าให้ง่ายต่อการพบเห็น ทำระบบการซื้อขายให้สะดวกไม่ซับซ้อน และขายสินค้าราคาถูก”

วางครึ่งปีหน้า 100 ล้าน

ตลาดออนไลน์ยังไงก็โต

แม้ในวันนี้ยอดขายจะไม่คุ้มการลงทุนไปกับตัวเลข 50-70 ล้านบาท แต่คุณธนากรเชื่อว่า นี่คือการเริ่มต้นที่เห็นอนาคตไกล โดยดูจากพฤติกรรมการจับจ่ายที่เข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่อาจมีความรู้ด้านไอทีไม่มากนัก

“ถ้าดูยอดขาย ปีนี้โตขึ้นหลายเท่า อยู่ที่หลักสิบล้านบาท โดยเราวางไว้กลางปีหน้ายอดขายจะแตะ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผมว่าไม่ยากเลย ส่วนผู้เข้าชมก็ตั้งเป้าให้ได้ 3-4 เท่าครับ”

แม้ในวันนี้จะมีผู้สนใจก้าวสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์กันมากขึ้น แต่ทว่า คุณธนากร กลับไม่ได้มองเป็นการแข่งขัน แต่ยังสนับสนุนให้ลงมาเล่นในสนามนี้ โดยให้เหตุผลว่า จำนวนผู้ใช้มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น เป็นธุรกิจสามารถทำง่าย ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ

“ธุรกิจนี้สามารถเริ่มจากเล็กๆ ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเกินตัว ผมอยากให้ทุกคนทำ ยิ่งมีผู้ลงสู่สนามเยอะ ยิ่งก่อให้เกิดการพัฒนา ผมว่าตลาดออนไลน์มันใหญ่มาก แต่ว่าต้องหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ ควรทำในสิ่งที่ถนัด หาความแปลกใหม่ ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ แต่ต้องอยู่ในความต้องการของตลาด”

คุณธนากร ยังกล่าวถึงหลักการทำงาน โดยเฉพาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงมือจริง ปักหมุดในสิ่งซึ่งตนเองตั้งใจทำ โดยไม่ไขว้เขว เพราะการเปลี่ยนเพียงเพราะเจออุปสรรคจะทำให้ไม่ไปถึงจุดที่เรียกว่าความสำเร็จ

“ผมว่า การทำธุรกิจในครั้งแรก จะให้ประสบความสำเร็จแบบราบรื่นคงเป็นไปได้ยากมาก แต่สิ่งที่ผมแนะนำ คือต้องมีความพร้อม เปรียบเทียบง่ายๆ อย่างถ้าจะล่านก เราควรมีปืนในมือ นกมาเมื่อไหร่ยิงได้ทันที ครั้งแรกๆ อาจพลาด แต่เรารู้ว่าพลาดเพราะอะไร ครั้งต่อไปก็ตั้งใจใหม่ วันหนึ่งต้องสำเร็จครับ”

สนใจติดต่อ บริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 30/119 หมู่ 1 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000 โทรศัพท์ (034) 452-217-8 และที่ เลขที่ 98 อาคารสาทร สแควร์ ชั้น 37 สาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 หรือคลิก http://www.topvalue.com

เกรนเน่ย์-สแน็กพันธุ์ใหม่ ข้าวกล้องไทย “ท้าชน” มันฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

พารนี

เกรนเน่ย์-สแน็กพันธุ์ใหม่ ข้าวกล้องไทย “ท้าชน” มันฝรั่ง

“พ่อ-แม่ยุคใหม่ มีการเรียนรู้เรื่องการกิน เรื่องสุขภาพที่ถูกต้อง มากกว่าคนยุคเก่า พวกเขาน่าจะมองหาสินค้าที่ดีให้กับตัวเองหรือกับลูกหลาน และถ้าที่สหรัฐอเมริกาขายได้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย จีน สิงคโปร์ ก็น่าจะขายได้”

แม้เพิ่งจะเดินสายพานการผลิตล็อตแรกไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

แต่หนุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์ “เกรนเน่ย์” กลับได้รับเชิญจากหน่วยงานภาครัฐถึง 2 งานติด ให้เป็น 1 ใน Startup เพียงไม่กี่ราย ที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อพรีเซ้นต์สินค้าที่มีอยู่ในมือ

Grainey – เกรนเน่ย์ คือชื่อแบรนด์สแน็กพันธุ์ใหม่ ที่ผลิตจากข้าวกล้องหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ นำมาผ่านกระบวนการ “ป๊อป” หรือทำให้พองคล้ายกับข้าวโพดคั่ว แล้วนำมารีดให้เป็นแผ่นบางเฉียบ ก่อนนำไปเคลือบด้วยน้ำผึ้งดอกลำไย ของดีเมืองเชียงใหม่ จากนั้นจึงมาผ่านกระบวนการอบลมร้อนเพื่อไล่ความชื้น เพิ่มความกรุบกรอบและทำให้ไม่เสียง่าย

ขนมเพื่อสุขภาพ

ตัวช่วย-ไม่อ้วน

“ข้าวกล้องหอมมะลิของไทย มีประโยชน์มาก สามารถช่วยลดน้ำตาลในเส้นเลือด แม้นำมาแปรรูปคุณสมบัติหลายอย่างก็ไม่หายไป และให้แคลอรีต่ำ ปริมาตรข้าวกล้อง 20 กรัม ให้แคลอรีน้อยกว่าแอปเปิ้ล 1 ลูก แต่มีไฟเบอร์พอๆ กับแอปเปิ้ล 1 ลูกเลยทีเดียว” คุณโสรัจ มหรรณพกุล ซีอีโอวัย 25 แห่งบริษัท ฟูลเกิล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเกรนเน่ย์ สแน็กทำจากข้าวกล้อง เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนสมุทรปราการ สมัยอยู่ชั้นมัธยมศึกษามีโอกาสได้ทุนไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา เลยศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์

ส่วนกิจการของตัวเอง ที่เพิ่งจะตั้งต้นเมื่อไม่นานมานี้ จุดเริ่มน่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากสมัยเรียนอยู่ไฮสคูล

“ตอนอายุ 18 ผมหนัก 130 กิโลกรัม จนครอบครัวอุปถัมภ์ที่อเมริกา ชวนให้ลดน้ำหนัก ด้วยการเล่นกีฬา และปรับการกินให้ถูกต้อง ด้วยความเป็นเด็กติดขนม ผมเลยมองหาอะไรที่กินแล้วไม่อ้วนแทนมันฝรั่งซึ่งกินเป็นประจำวันละ 1 ถุงใหญ่ๆ” คุณโสรัจ เกริ่นที่มา

และว่า หลังจากเสิร์ชหาข้อมูลออนไลน์ จนได้พบ “ไรซ์ป๊อป” ยี่ห้อหนึ่ง เป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยการป๊อป คล้ายกับข้าวโพดคั่ว ซึ่งได้การยอมรับเป็นของว่างที่คนเป็นเบาหวานและโรคหัวใจทานได้

อย่างไรก็ตาม ขนมชนิดดังกล่าว ไม่ใช่ทานแล้วช่วยลดน้ำหนัก แต่แค่ทำให้ “ไม่อ้วน” เท่านั้นเอง

และจากการออกกำลังกายควบคู่กับการทานที่ถูกต้อง ยามว่างก็มี “ไรซ์ป๊อป” เป็นขนมคู่กาย

ผ่านไป 6 เดือน คุณโสรัจสามารถลดน้ำหนักตัว จาก 130 กิโลกรัม เหลือ 70 กว่าได้ จนหลายคนไม่เชื่อสายตา

นับจากนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน กลับเมืองไทยหรือท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ

เขาเป็นต้องมี “ตัวช่วย” คลายหิว เป็นขนมชนิดดังว่าติดตัวอยู่ตลอด

เจาะกลุ่มสาวออฟฟิศ

มั่นใจตลาดสดใส

หลังจากจบปริญญาตรี ทำงานประจำได้ไม่ถึงปี จึงมีความคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองมากกว่าเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน

จึงหวนคิดถึงขนมประจำตัว ที่เมืองไทยยังไม่มียี่ห้อไหนทำขาย

ก่อนรวบรวมไอเดียออกมาเป็นชุดความคิด

“พ่อ-แม่ยุคใหม่ มีการเรียนรู้เรื่องการกิน เรื่องสุขภาพที่ถูกต้อง มากกว่าคนยุคเก่า พวกเขาน่าจะมองหาสินค้าที่ดีให้กับตัวเองหรือกับลูกหลาน และถ้าที่สหรัฐอเมริกาขายได้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย จีน สิงคโปร์ ก็น่าจะขายได้”

เมื่อมาพิจารณาเรื่องวัตถุดิบ คุณโสรัจ บอก ยิ่งได้เปรียบ เพราะไทยนับเป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดีไม่น้อยหน้าใคร แต่เรื่องของการแปรรูปยังด้อยอยู่ ที่ผ่านมา แม้มีการแปรรูปสินค้าเกษตรกันไม่น้อย แต่ไม่ใช่การแปรรูปเพื่อแข่งขันระดับโลก ฉะนั้น หากมีการนำข้าวมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ระดับสากลยอมรับได้ น่าจะเป็นการเปิดตลาดข้าวไทยได้อีกทางหนึ่ง

“ถ้าถามว่าคู่แข่งสินค้าในแบบของผมคือใคร บอกเลยว่าแข่งกับมันฝรั่งทอด ขนมจังก์ฟู้ดทั้งหลาย จะขอเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการกินขนมเพื่อสุขภาพมากกว่ากินตามใจปาก” คุณโสรัจ บอกอย่างนั้น

และยังระบุถึง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าในแบบของเขาด้วยว่า ตั้งเป้าไปที่บรรดาสาวออฟฟิศ ที่อยากหุ่นดี แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย

“จากสถิติยอดการค้นหาในกูเกิ้ลของผู้หญิง พบว่า ส่วนใหญ่จะถามว่ากินอะไรแล้วไม่อ้วน มากกว่าออกกำลังกายยังไงแล้วไม่อ้วน เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่ค่อยแอ๊กทีฟ จึงมักสรรหาของที่กินแล้วไม่อ้วนมากกว่า ซึ่งในตลาดของกินประเภทนั้นยังไม่มี นอกจากยาลดน้ำหนัก

ขนมตัวนี้ จึงน่าจะตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ต้องย้ำก่อนว่า ไม่ใช่กินแล้วผอม แต่กินแล้วไม่อ้วน และถ้ากินควบคู่ไปกับการออกกำลังกายได้ จะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการทำให้คนกินมีสุขภาพดี” คุณโสรัจ อธิบาย

เป็น Startup

ต้องกล้า-อดทน-ทำใจ

ครั้นแนวคิดเคลียร์ กลุ่มเป้าหมายชัด ว่าที่เจ้าของกิจการ จึงเดินหน้ามองหาโรงงานผลิตโออีเอ็ม แต่ที่ไหนๆ ก็ไม่สามารถทำได้ตรงตามความต้องการ จึงตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศ ไล่ไปตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป เพื่อตระเวนหาเครื่องจักรใช้ในการผลิต

เมื่อได้พบผู้ผลิตตรงตามสเปก จึงสั่งนำเข้ามาในราคาหลักล้านบาท ก่อนทำการผลิตล็อตแรกเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา

แต่กว่าจะได้สินค้าออกมาหน้าตาดีอย่างที่เห็นทุกวันนี้ คุณโสรัจ แอบกระซิบให้ฟัง น้ำตาแทบไหลมาหลายรอบแล้ว

“เจอปัญหามาสารพัด ทั้งขั้นตอนการทำ การบรรจุ หรือแม้กระทั่งการขนส่ง เหมือนฟ้าจะทดสอบนักธุรกิจมือใหม่ ว่าจะอดทนสักแค่ไหน ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาให้ต้องแก้ไขกันทุกวันอยู่เลยครับ” คุณโสรัจ บอกยิ้มๆ

แม้จะยังใหม่อยู่มากในการทำธุรกิจ แต่ด้วยแนวคิดและตัวผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจไม่น้อย จึงทำให้คุณโสรัจ ได้รับการติดต่อให้ไปออกบู๊ธเจรจาธุรกิจมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งที่เมืองซัวเถา ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งผลตอบรับจากทั้ง 2 แห่ง เขาบอก อยู่ในขั้นน่าพอใจ แต่ก่อนจะตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ทางนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ขอดูผลประกอบการในประเทศก่อนว่าจะดีมากน้อยแค่ไหน

ระหว่างนี้ เขาจึงต้องหันมาบุกเบิกตลาดในประเทศเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยตั้งเป้าหมายไปที่ร้านขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ร้านขายของที่ระลึก และห้างโมเดิร์นเทรดชั้นนำ

แต่ด้วยความเป็น “หน้าใหม่” การจะให้ใครรับสินค้าไว้ขายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่คุณโสรัจก็ไม่ย่อท้อหรือหมดหวัง แถมยังคอยให้กำลังใจตัวเองอยู่ตลอด ขนาดชาวต่างชาติยังชื่นชมขนมของเขา ฉะนั้น คงต้องมีผู้บริโภคในบ้านเราชื่นชอบกันบ้างแน่ๆ

“การเป็นสตาร์ตอัพ (Startup) ต้องใจกล้า กล้าลงทุน กล้าเสี่ยง เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าธุรกิจที่เพิ่งเริ่มนั้นจะไปไกลแค่ไหน ต้องมีทั้งความอดทน เพราะมันจะเครียด นอนไม่หลับ กังวลของจะขายได้มั้ย หรือขายไปแล้วใช่จะวางใจได้ และต้องทำใจ เพราะจะต้องเจอปัญหาทุกวัน” คุณโสรัจ ฝากส่งท้าย อย่างนั้น

……………

สนใจ เกรนเน่ย์ สแน็กเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ฟูลเกิล จำกัด เลขที่ 172/2 หมู่ 1 ซอยสุขสวัสดิ์ 84 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 10290 โทรศัพท์ (089) 445-6992 Facebook/graineysnack

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ทัวร์นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทย แทบจะทุกคณะต้องไม่พลาดโปรแกรมท่องราตรีถนนเยาวราช ซึ่งสีสันอลังการในยามค่ำคืนเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยว แม้แต่คนไทยเองก็นิยม

นั่นเป็นเหตุให้ร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งเรียงรายอยู่บนฟุตปาธถนนเยาวราช ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจของนักท่องเที่ยวชาวจีนก็คือ การมาทานร้านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงอย่างร้านรัตน์ซีฟู้ด โดยมีเมนูยอดฮิตอย่าง ต้มยำกุ้ง และปูผัดผงกะหรี่

ส่งต่อรุ่นสองลูกค้ายังติดใจ

“ร้านรัตน์ซีฟู๊ด” ซีฟู้ดเจ้าแรกบนถนนเยาวราช เปิดมานานกว่า 30 ปี บริหารงานโดย คุณสุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล หรือ คุณรัตน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจ “รุ่นแม่” เมื่อครั้งยังเป็นร้านขายหมูทอด กุ้งทอดแผงลอย จนทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

คุณรัตน์ เท้าความว่า “เดิมทีเป็นเพียงร้านแผงลอยเล็กๆ ขายอาหารประเภททอด อย่างหมูทอด กุ้งทอด โดยได้คุณแม่เป็นเสาหลัก แต่ด้วยสายตาของรุ่นแม่ที่มองการณ์ไกล และมีความเชื่อว่า อยากได้อะไรก็มาหาซื้อเอาที่ถนนเยาวราช จึงได้มาลองเปิดร้านขายอาหารทะเล วัตถุดิบมีเพียงกุ้ง หอยแมลงภู่ ปู หอยหวาน ขยับขยายจากร้านแผงลอยเล็กๆ เรื่อยมา จนเริ่มขยายเมนูอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการเพิ่มเมนูอาหารของที่ร้าน”

กว่าร้านอาหารทะเล “รัตน์ซีฟู้ด” จะยืนหยัดมาได้ 30 ปี เจ้าของร้านใช้ระยะเวลานานร่วม 15 ปีกว่าจะได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากสมัยก่อนไม่ได้มีร้านอาหารทะเลหรือร้านอาหารมาเปิดแถวนี้มากนักเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ย่านนี้ไม่เป็นที่รู้จักและค้าขายได้ไม่ดี ซึ่งตอนนั้น 2 ทุ่ม ร้านรวงก็ปิดกันไปหมดแล้ว ไม่มีมาเปิดไฟขายของจนดึกแบบปัจจุบันนี้

คุณรัตน์ บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบทดลอง ลองไปทานร้านอาหารทะเลมาหลายร้าน ไปชิมน้ำจิ้มบ้าง ชิมของทะเลพวกกุ้ง หอย ปู ปลาบ้างเพื่อกลับมาพัฒนาที่ร้านให้ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงพัฒนาน้ำจิ้มเรื่อยมา และหากได้รับคำติชมจากลูกค้าที่มาทาน ก็พร้อมจะปรับปรุง เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อ ให้เป็นที่ถูกปากของคนที่ชื่นชอบการทานอาหารทะเลและน้ำจิ้มอร่อยๆ ต่อไป

เมนูขายดีน้ำจิ้มรสเด็ด

ทีเด็ดของร้านรัตน์ซีฟู้ดอยู่ที่น้ำจิ้ม เพราะเป็นสูตรของร้าน นอกจากนั้น อาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน ไม่สดเปลี่ยนให้ เสิร์ฟอาหารไว

“ร้านรัตน์ซีฟู้ด ขายความเร็ว ความสดใหม่และต้องอร่อย รับประกันความสดใหม่ของอาหารทะเลที่ลูกค้าสั่ง หากไม่สดทางร้านจะเปลี่ยนให้ เนื่องจากความตั้งใจคือ อยากให้คนทานได้ทานของที่ดี”

เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ยังเล่าต่อว่า “ร้านเราขยับขยายมาจากรุ่นที่ 1 มาไม่น้อย ลูกค้าของร้านมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทย คละกันไป แต่ส่วนใหญ่สัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมากกว่า และที่เห็นมานั่งกันมากก็คือชาวจีน

โดยเมนูยอดฮิตคือ เมนูต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ และเมนูอาหารไฮไลต์เด็ดของร้าน ที่เจ้าของร้านบอกว่า ถ้ามาแล้วไม่สั่งทาน เรียกได้ว่ามาไม่ถึงร้าน นั่นคือเมนู “ปลาสำลีหมักเครื่องใบเตย” เนื่องจากเมนูนี้เป็นสูตรเฉพาะของร้านเท่านั้น รับรองได้ว่าไม่มีที่ไหนเหมือนอย่างที่ร้านแน่นอน เพราะสูตรนี้เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง เป็นต้นตำรับ ที่สำคัญคนท้องก็สามารถทานได้ รสชาติของอาหารคือไทยแท้ จะลดความเผ็ดลงบ้างก็ตามที่ลูกค้าสั่งมาเท่านั้น”

ขายได้ วันละแสนเพิ่มโต๊ะเพื่อรองรับ

ด้านเงินลงทุนหมุนเวียน เจ้าของร้าน เผยว่า วันละเกือบ 100,000 บาท จำนวนพนักงานในร้านกว่า 50 คน

“อย่างที่เล่าไปแล้วว่า ย่านนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ได้มีร้านขายอาหารมากมายนัก คนก็เงียบเหงา แต่ปัจจุบัน เมื่อย่านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุกวันและเพิ่มมากขึ้น ทำให้กิจการหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เราเคยเป็นเจ้าแรกที่มาเปิดขายอาหารทะเลในย่านนี้ มาปัจจุบัน มีร้านขายอาหารทะเลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ราว 4-5 ร้านได้ ตลอดความยาวของถนนเยาวราช”

การที่จำนวนร้านขายอาหารเพิ่มขึ้น คุณรัตน์ มองว่า เป็น “เรื่องที่ดี” เพราะหากไม่มีร้านที่มาเปิดใหม่ หรือมีคู่แข่ง ร้านอาจจะหยุดพัฒนาตัวเองไปนานแล้ว เนื่องจากเราเปิดมานาน แต่พอมีร้านใหม่ๆ เข้ามาเปิดกิจการในย่านนี้ เปิดขายอาหารประเภทเดียวกัน มันทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาร้านให้ดีขึ้น

ปัจจุบัน ร้านรัตน์ซีฟู้ด มีบริการโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้า 2 ส่วนคือ ส่วนที่ตั้งโต๊ะอยู่บนฟุตปาธ 50 โต๊ะ และห้องแอร์ ขยายเพิ่ม 30 โต๊ะเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโต๊ะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

“ห้องแอร์ ไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มนะเวลาลูกค้าต้องการเข้าไปนั่ง คิดราคาเท่าเดิม เหมือนกันทุกอย่างกับการนั่งทานข้างนอก เพียงแต่อยากอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการเข้าไปนั่งเท่านั้น” พี่รัตน์ บอก

และสำหรับใครที่อยากลิ้มรสความอร่อยเด็ดของน้ำจิ้มและความสดใหม่ของอาหารทะเล ไปได้ที่ ร้านรัตน์ซีฟู๊ด ปากทางซอยเท็กซัส หน้าร้านศรีทองพาณิชย์ บนถนนเยาวราช เปิดตั้งแต่เวลา 18.00-02.45 น. หรือ โทรศัพท์ (02) 222-0785, (081) 632-2634 และ (081) 636-7480

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก

ไม่ใช่แค่อาหารไทยที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ผลไม้อย่าง ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ กล้วยไข่ และมะม่วง ก็ติดอันดับผลไม้ไทยที่คนจีนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ถึงขนาดมีคำกล่าวของคนประเทศนี้ว่า “กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิ เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร ซึ่งรสชาติผลไม้ไทยที่ถูกปากมากที่สุด คือ ทุเรียนและมังคุด “ราชาและราชินีผลไม้” เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

นิ้วทองคำ ใช้เคาะทุเรียนขายนาน 28 ปี

หลายคนถ้าอยากทานข้าวเหนียวมะม่วง หรือทุเรียนสด ต้องหาทานตามฤดูกาลเท่านั้น แต่บนถนนเยาวราชหรือที่รู้จักกันดีว่าไชน่าทาวน์ ย่านที่มีของอร่อย เลื่องชื่อเรื่องอาหารทั้งเมนูคาวหวาน รสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติ มีอยู่ร้านหนึ่งมีเมนูดังกล่าวให้ทานหนำใจทั้งปี ร้านนี้ชื่อว่า “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง”

“ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” ร้านที่มีลักษณะเป็นรถเข็น เปิดตั้งแต่ 18.00-03.00 น. อยู่หน้าห้างทองโต๊ะกัง สาขา 3 ผู้ก่อตั้งคือ คุณรุ่งโรจน์ และ คุณอภิญญา ทับทอง สองสามีภรรยาชาวจีน ค้าขายย่านเยาวราชมานานกว่า 28 ปี ก่อนหน้านี้จำหน่ายแต่บัวลอย ต่อมาเพิ่มทุเรียนสดด้วย โดยบรรทุกใส่รถปิ๊กอัพมาวางขาย ส่วนฉายานิ้วทองเป็นของคุณรุ่งโรจน์ คือ ปลอกสวมนิ้วไว้เคาะทุเรียน ซึ่งเป็นทองคำแท้หนัก 3 บาท

สำหรับความโดดเด่นของทุเรียนร้านนี้ ลูกค้าเรียกคุณอภิญญาติดปากกันว่า เจ๊บัวลอย เธอบอกว่า เป็นทุเรียนแก่ทุกลูก ไม่มีทุเรียนอ่อนปน รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ไม่เหม็นเขียว เพราะถ้าเป็นทุเรียนอ่อน หากนำมาเก็บไว้นานจะไม่สุก แถมเนื้อเน่า ทางร้านจำหน่ายทุเรียน 2 พันธุ์คือ “หมอนทอง” ผลใหญ่ เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด ไม่เละไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เม็ดน้อย กลิ่นไม่แรงนัก น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3-4 กิโลกรัม และพันธุ์ก้านยาว ผลขนาดปานกลาง ทรงผลกลม มีจุดเด่นตรงที่มีก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ มีเนื้อละเอียดสีเหลือง เนื้อหนาปานกลาง เม็ดค่อนข้างใหญ่ ให้รสชาติหวานมันเช่นกัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3 กิโลกรัม

ก้านยาว หมอนทองครองใจลูกค้าต่างชาติ

สำหรับทุเรียน “หมอนทอง” ถือเป็นทุเรียนยอดนิยมก็ว่าได้ เป็นสายพันธุ์นิยมปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดด้วยเช่นกัน เมื่อปีที่แล้ว (2557) ไทยส่งออกทุเรียนมูลค่า 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 8,600 ล้านบาท ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกสู่ประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าความต้องการทุเรียนในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นมาก

สาเหตุที่ร้านนี้มีทุเรียนขายตลอดปี เจ้าของร้านใช้วิธีรับทุเรียน 2 ภาคคือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ช่วงต้นปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน รับจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ช่วงปลายปีระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับจากชุมพร ทำให้ลูกค้าสามารถบริโภคทุเรียนได้ตลอดทั้งปี รับประกันความอร่อยทุกลูก แต่อย่างไรก็ตาม เจ๊บัวลอย ย้ำว่า “ทุเรียนอร่อย ไม่ว่าจะมาจากนนทบุรี จันทบุรี หรือระยอง ยังไม่สำคัญเท่า ทุเรียนแก่ แน่นอนกว่า”

“ดิฉันรับทุเรียนคัดคุณภาพตั้งแต่ในสวนเลย รับจากสวนเดิมติดต่อกันมานาน 28 ปีแล้ว ซึ่งราคาทุเรียนต่อลูกทางร้านจะแพงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาท เพราะกล้ารับประกันเลยว่าเนื้อดี รสชาติอร่อย มีทั้งสุกจัด สุกพอดี ห่ามหน่อย กรณีเจอทุเรียนอ่อนจะทิ้งทันที ลูกค้าสามารถเปลี่ยนได้เลย”

ปัจจุบัน ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก โดยคนฮ่องกงชอบทุเรียนก้านยาวสุกจัด ชอบรสชาติ และกลิ่น หลังจากซื้อเสร็จจะให้แกะเปลือก ฉีกทุเรียนทานหน้าร้านเลย ส่วนลูกค้าจีนชอบทุเรียนหมอนทอง ชอบที่เนื้อแน่น พูใหญ่ ปริมาณทุเรียนที่ขายภายใน 1 สัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม แต่ถือว่าลดลงเพราะเมื่อก่อนทุเรียน 1,000 กิโลกรัมใช้เวลาขายเพียง 3 วันเท่านั้น

คู่แข่งเพิ่มขึ้นฝึกภาษาจีน

ด้านข้าวเหนียวมูนก็ไม่น้อยหน้า เจ๊บัวลอยมัดใจลูกค้าด้วยรสชาติหวาน มัน ไม่ใส่น้ำมันพืช ไม่ใส่สารกันบูด เป็นสูตรโบราณ ใส่หัวกะทิสดล้วนๆ อร่อย นุ่มนวลแบบธรรมชาติ ทานได้ไม่ต้องกังวล ทางร้านขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง

เจ๊บัวลอย ย้ำว่า ตนเป็นร้านแรกและร้านเดียวที่ขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวมะม่วง บนถนนเยาวราช แต่ทุกวันนี้มีร้านค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นในละแวกเดียวกันถึง 6 ร้าน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่ชอบผลไม้กลิ่นแรงอย่างทุเรียน เพราะต่างชาติ ตัวอย่างเช่น คนจีน คนฮ่องกง ต่างก็โปรดปรานผลไม้ชนิดนี้

ทุกวันนี้ เจ๊บัวลอยอายุ 64 ปีแล้ว เจ๊บัวลอย บอกว่า สุขภาพยังแข็งแรง รักในอาชีพค้าขาย และผูกพันกับเพื่อนร่วมอาชีพในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไปต้องพัฒนาทักษะอยู่สม่ำเสมอ และเพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้ารู้เรื่อง ต้องหันมาฝึกภาษาจีนกลาง ภาษาเวียดนามเพิ่มขึ้น

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0725151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่ง ร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ติดต่อเข้ามาขอซื้อสินค้าไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

หากจัดอันดับสินค้าน่าซื้อของไทย ถูกใจคนจีน ไม่พูดถึง “ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” คงไม่ได้ เพราะสินค้ารายการนี้ ผู้ผลิตบอกเลยว่า คนจีน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ต่างขนกลับข้ามประเทศ กลายเป็นของฝากถูกใจผู้รับไปแล้ว

ความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์นี้ถึงขั้น ร้านค้าตามสถานที่ท่องเที่ยว ต่างติดต่อขอรับไปจำหน่าย และไม่เพียงเท่านั้น ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว กลายเป็นสินค้าถูกนำมาลอกเลียนแบบผลิตขายในประเทศจีนเกลื่อนตา

ข้ามจีนมาอยู่ไทย สร้างอาชีพทำยา

ความนิยมมากน้อยเพียงใด ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของทายาทผู้สืบสานธุรกิจ คุณเมธา สิมะวรา ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด

คุณเมธา กล่าวให้ฟังถึง จุดกำเนิดยาแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว ว่ามาจากคุณปู่ (คุณจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม) ซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย โดยยึดอาชีพจับกัง แต่ด้วยเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีนเคยทำงานในร้านขายยา จึงอาศัยครูพักลักจำสูตรยาปรุงจำหน่ายแก่ชาวบ้านในละแวกนั้น

“คุณปู่อพยพมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ตอนนั้นอาชีพที่ทำได้คือขายแรงงาน แต่เวลากลางคืนท่านจะผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย ก็มีทั้งยาอม ยาลม ยาหม่อง ยาขม ยากวาด ยาแก้หอบหืด รวมๆ แล้วกว่า 10 ชนิด ซึ่งสูตรยาของท่านให้ผลดี คุณปู่เลยตัดสินใจออกจากอาชีพจับกัง มาผลิตยาขาย โดยมีตึกแถวที่เป็นทั้งบ้านพักอาศัย โรงงานผลิต และร้านจำหน่าย”

คุณเมธา ยังกล่าวถึงที่มาของแบรนด์ ตะขาบ 5 ตัว เกิดจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดน้ำท่วมหนัก ซึ่งคุณปู่ยังคงผลิตยาจำหน่าย แต่แล้ววันหนึ่ง มีตะขาบหนีน้ำขึ้นมาตายบนปากหม้อยา ส่วนเลข 5 เป็นเลขมงคลของชาวจีน จึงนำ 2 สิ่งนี้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์

“แต่สิ่งที่หลายคนพูดจนเรียกเสียงหัวเราะคือ คุณปู่ท่านเป็นนักสะสมภรรยา โดยมีถึง 5 คน ตรงตามเลขมงคลของชาวจีนเลยครับ ก็เลยว่าเลข 5 ก็น่าจะมีส่วนมาจากจำนวนภรรยาของคุณปู่ด้วย”

ระยะเวลาผ่านไปราว 40 ปี เมื่อคุณปู่เสียชีวิตลง “ตอนที่คุณปู่ทำธุรกิจ ก็ได้คุณลุงช่วยดูแลกิจการ แต่เมื่อท่านเสียชีวิต คุณพ่อของผม (คุณสุเทพ สิมะวรา) และคุณอา (คุณสุนทร สิมะวรา) ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยกิจการ โดยนำความรู้ที่ร่ำเรียนด้านวิศวะมาสานต่อธุรกิจ ขยับขยายโรงงาน นำเครื่องจักรมาใช้ พลิกจากอุตสาหกรรมครอบครัวมาเป็นระบบโรงงาน”

ขยับขยายโรงงาน ชูรายการยาเด่น

จากตลาดในละแวกบ้าน เริ่มขยายสู่ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ทั่วประเทศ ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากอาเซียน และปัจจุบันนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ขายผ่านเอเย่นต์ทั้งหมด 14 ประเทศ โดยใน 10 ประเทศสามารถจดทะเบียนยาผ่านแล้ว

ชนิดยาที่คุณปู่ผลิตรวมแล้วกว่า 10 รายการ ถูกตัดทอนลง โดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยมองว่าควรคัดสินค้าเด่น ให้ก้าวออกมาทำตลาดอย่างเต็มตัว

ในวันที่คุณสุเทพ และคุณสุนทร ก้าวสู่วัยเกษียณเล็งเห็นว่าควรฝึกฝนทายาทให้ก้าวเข้ามารับช่วง และหนึ่งในนั้นก็คือคุณเมธา ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจได้ราว 10 ปีแล้ว โดยดูแลงานด้านการผลิต แต่ทว่าหากถามด้านการตลาดก็สามารถตอบได้ชัดเจน อาจเพราะกว่า 7 ปี คุณเมธาคลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาดมาแล้วหลายบริษัท

“ในช่วงเดือนแรกที่ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ขายกับเชลล์ แล้วก็พบว่าเรื่องขายไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการผลิต ผมจึงเข้าไปดูในส่วนนั้น ซึ่งสิ่งที่ทำคือ สามารถบริหารจัดการหลังบ้านจนเกิดมีกำไรขึ้นมา”

อีกปัญหาหนึ่งที่ประสบอยู่จนถึงบัดนี้คือ ผลิตไม่พอขาย ด้วยเพราะตลาดปัจจุบันขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ต่างรุมซื้อไปใช้และกลายเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยม

“ตอนนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ผลิตอยู่ 4 รายการคือ ยาอมแก้ไอ ยาขมเม็ด ยากวาดมหาจักร์ ยาแก้ปวดท้องบิด (ยาเม็ดเบอร์เจ็ด) ซึ่ง 3 ตัวหลังจะผลิตปีละ 1 ครั้ง สามารถขายได้ตลอดทั้งปี แต่กับยาอมแก้ไอ เป็นสินค้าได้รับความนิยมมาก กำลังการผลิตขณะนี้แบบซอง 400,000 โหล แบบตลับ 20,000 โหล ต่อวัน แต่ไม่พอขาย ทั้งๆ ที่กำลังความต้องการนี้สามารถเพิ่มได้นับ 100,000 โหล”

ยอดขายในไทย ทำรายได้กับคนจีน

ถ้าเทียบการส่งออกสินค้า 40 เปอร์เซ็นต์ กระจายไปในประเทศต่างๆ ที่เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในประเทศ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ใน 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในประเทศ ผู้จ่ายกว่าครึ่งคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่งร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายๆ จังหวัด ติดต่อเข้าขอซื้อสินค้านำไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

จากตลาดผ่านร้านขายยา ที่คุณเมธา ว่า มีสินค้าตราตะขาบ 5 ตัว วางจำหน่ายแล้วทุกร้าน จึงขยายไปยังร้านค้าชั้นนำในแหล่งท่องเที่ยวที่ทัวร์จีนนิยมแวะจับจ่าย ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถ้าเทียบสัดส่วนยอดขาย ตลาดท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้แซงหน้าร้านขายยาไปแล้ว

คุณเมธาให้เหตุผลถึงความนิยมซื้อของกลุ่มเป้าหมายคนจีนว่า ขึ้นชื่อว่า ยา สรรพคุณต้องดี บวกกับการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีห้องแล็บ และเครื่องตรวจเอกลักษณ์เหมือนเช่นโรงงานยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น สารสำคัญของทุกเม็ดยาจึงได้คุณภาพเหมือนกัน

ทั้งในด้านการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา ราคาขายที่ไม่สูง คือแบบซอง 15 บาท แบบตลับ 30 บาท จึงเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ในทุกกลุ่มเป้าหมาย

“เมื่อก่อนผมไม่รู้จริงๆ นะว่า คนจีนให้ความนิยม แต่เกิดความสงสัยว่า ยี่ปั๊วที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวทำไมทำยอดขายดีมาก จึงลงพื้นที่สำรวจ ก็พบว่าชาวจีนให้ความนิยมซื้อกลับประเทศของเขา แผนการตลาดจึงเจาะไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีทัวร์จีนไปลง และก็ได้นำสินค้าเข้าไปเสนอขายใน คิง เพาเวอร์ ซึ่งแรกๆ ทาง คิง เพาเวอร์ ไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้ แต่พอรับไว้ปรากฏว่า 2 สัปดาห์ขายหมด จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้ส่งให้สัปดาห์ละ 7,000 ชุด”

ตั้งแผนขยายโรงงานผลิตให้ทันตลาดจีน

ด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่ทว่ายอดขายไม่สามารถส่งให้ทัน แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปคือ การขยายกำลังการผลิต

“ถ้ากำลังการผลิตสามารถขยายไปได้มากขึ้น ผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่จะทำยอดขายให้กับเราคือ คนจีน ทั้งที่เดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศของเขา ซึ่งตอนนี้เราขายผ่านเอเย่นต์อยู่ แต่ทว่าเรื่องการจดทะเบียนยายังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศนี้”

เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายใหญ่ คุณเมธาจึงเลือกที่จะเดินทางไปออกงานแสดงสินค้า ณ ประเทศจีน ทั้งที่ไปกับหน่วยงานราชการ อย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยปีหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งแม้จะขนสินค้าไปจำหน่ายมากเพียงใด ก็หมดก่อนระยะเวลาจัดงาน และนี่จึงเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตลาดจีน คือตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“อย่างการจดทะเบียนยาในสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้หวังขายคนอเมริกัน แต่หวังขายคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งผมมองว่าคนจีนอยู่ในทุกประเทศ สินค้าจึงตามกลุ่มเป้าหมายนี้ไปได้ทุกประเทศ และตลาดจีนที่ผมว่ามีอัตราความเติบโตสูงในด้านยอดขาย และความต้องการนี้เอง เราจึงคิดที่จะขยายโรงงาน สร้างกำลังผลิตให้เพียงพอ”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณเมธายังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ต้องทันสมัย แต่ยังคงพกพาสะดวกสบาย น้ำหนักเบา พร้อมๆ ไปกับการคิดผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาจับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

“อย่างตอนนี้ คิดสูตรสเปรย์น้ำพ่น ซึ่งก็เป็นการนำยาอมแก้ไอแบบลูกกลอนมาทำเป็นสูตรน้ำ เพราะข้อเสียของยาอมตะขาบ 5 ตัว แบบเม็ดลูกกลอนคืออมแล้วลิ้นดำ กลุ่มผู้บริโภคจึงอยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป แต่สูตรน้ำตัดปัญหาด้านนี้ไปได้ พกพาหยิบใช้สะดวก เราจึงเชื่อว่าจะสามารถจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นประมาณ 20 ปีขึ้นไปได้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งที่เป็นคนไทยและคนจีน”

กว่า 80 ปี ที่แบรนด์ตะขาบ 5 ตัว เติบโตไต่ระดับสูงขึ้นๆ จากยอดขายไม่กี่บาท มาจนถึงวันนี้ แตะตัวเลขนับร้อยล้าน และแน่นอนว่าเมื่อตลาดต้องการ การขยับขยายย่อมตามมา ส่วนเคล็ดลับการทำให้สินค้าถูกใจผู้บริโภค ที่ไม่เฉพาะเพียงคนไทย คุณเมธา ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคงไว้ซึ่งคุณภาพอันดี

สนใจติดต่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 80/3-4 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทรศัพท์ (02) 898 5454-7 หรือ http://www.takabb.com

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

“คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก”

ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย

เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี…ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็ก น้ำหนักไม่มาก พกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง…วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พี่แดง-คุณทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่ม ยืนยิ้มรอต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรชุมชนในท้องถิ่น โรงงานขนาดย่อมเรียงรายกันไปตามทางยาวของที่ดินกว่า 3 ไร่ แม้จะเล็ก แต่กลับกว้างขวาง โล่ง สบายตา สำคัญสุดคือ ความสะอาด สมกับเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อชาวโลก มีป้ายคำขวัญติดไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเงินล้านสู่ชุมชนบ้านแคว สร้างวินัยในองค์กร สร้างสรรค์งานด้วยองค์ความรู้ชุมชน และคำว่า…เศรษฐกิจพอเพียง เคียงข้างประชาชน

คุณทองเพียร บอกว่า เริ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ ขึ้นเมื่อปี 2538 เรียกว่ายาวนานมากว่า 20 ปี เพราะความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน จากการทำนา และเก็บลำไยเพียงปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงาน ไม่มีความมั่นคงให้ชีวิตและไม่พอกิน ทางเกษตรอำเภอสารภีจึงเข้ามาส่งเสริมให้แม่บ้านแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยเริ่มจากการดองผลไม้ ทั้งมะม่วง ขิง ผักกาด ไข่เค็ม น้ำพริกตาแดง กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น นำออกจำหน่ายตามงานเทศกาลต่างๆ

“ตอนนั้นพี่แดงก็เริ่มคิดและมองหาโอกาสที่จะนำลำไยมาแปรรูปด้วยการอบแห้ง ก่อนที่จะขยับขยายไปยังผลไม้ตัวอื่น อาทิ ลิ้นจี่ มะเขือเทศ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ขนุน อะไรที่มีในท้องถิ่นเรานำมาทำอบแห้งหมด โดยลงทุนจากเล็กก่อนขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันเรามีทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาอบลมร้อน ไม่มีเขม่า ทำให้ผลผลิตออกมาดีขึ้น สีสวย รสอร่อย”

สังเกตได้ว่า แม่บ้านจำนวน 21 คน ที่ทำงานอยู่ในวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา เสียงสนทนาในวงแกะขนุนสด ที่ลานหลังบ้านบ่งบอกถึงความสุขในคุณภาพชีวิตที่แสนสำราญ ช่วงนี้ทุกคนสาละวนกับการอบขนุน ซึ่งส่งตรงมาจากสวนจังหวัดจันทบุรีและระยอง เพราะปีที่ผ่านมาขนุนอบแห้งขาดตลาด ปีนี้จึงรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ทำให้ทั้งโรงงานหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนุนสีทองอร่าม หลังจากผ่านการอบในเตาอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นานถึง 12 ชั่วโมง

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ คือ สินค้ามาจากผลผลิตในชุมชนคนท้องถิ่น ไม่ใช่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบโรงงานขนาดใหญ่ ทุกอย่างหมุนเวียนและคืนกำไรแก่ชุมชน ให้ทุกคนอยู่อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปจากบ้านเรือนตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความสุข ฝนตกก็เดินไปเก็บผ้า เก็บผักข้างรั้ว กลับไปทำกับข้าว อยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง

ทุกวันนี้สินค้าตราบ้านแคว – BANKWAE BRAND ได้รับมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย., ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), GMP คือ Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ HACCP มาตรฐานการผลิต ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค และอาหารฮาลาล (Halal Food) อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลาม มาตรฐานสินค้า OTOP เรียกว่าคุมคุณภาพครอบคลุมพร้อมจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยรางวัลมากมายการันตี

คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก สินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกที่สนามบิน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ศูนย์การค้าเมญ่า ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ริมปิงทุกสาขา ไม่พอจำหน่ายในแต่ละวัน มีคำสั่งซื้อแบบไม่อั้น ซึ่งบางวันก็ทำให้ไม่ทัน ยังไม่รวมสินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายที่สยามพารากอน ร้านพรทิพย์ ภูเก็ต ทั้งหมดยังไม่รวมการส่งออก ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางมาดูที่แหล่งผลิตเพียงครั้งเดียว เมื่อพอใจเขาก็สั่งตลอดโดยจะมีตัวแทนมารับของเองและจ่ายเงินสด เป็นการค้าขายแบบปลอดภัย

“ทุกวันนี้กลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านแคว มุ่งมั่นทำงานเต็มกำลังที่มี และคงขยับขยายไปไม่ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะกำลังคนมีจำกัด แต่ยืนยันว่าพร้อมจะพัฒนาต่อยอดให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด จากเดิมที่ผลิต 1 ตัน ต่อวัน ก็จะเพิ่มให้เป็น 2 ตัน ต่อวัน โดยวางแผนการผลิตล่วงหน้า ตามฤดูกาลของผลไม้ที่ออก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีขนุนออกเราก็เร่งผลิตก่อน เดือนมีนาคม-เมษายน หน้ามะม่วง ส่วนลำไยจะออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะใช้ผลไม้ในฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช้ลำไยใส่สารเด็ดขาด เพราะเนื้อลำไยสดจะฟูและหอมกว่าเมื่ออบแห้งแล้ว”

และเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดให้ครบวงจร จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณค่า อาทิ ทอฟฟี่ขิง กล้วยกวน มะขามแก้ว เครื่องดื่มสมุนไพรผง เช่น กระชายดำผง ตะไคร้ผง เยอะแยะละลานตาไปหมด และล่าสุด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ชาลำไย ที่มีส่วนผสมหญ้าหวาน เพิ่มรสหวานหอมชุ่มในลำคอ กำลังขายดี…

คุณทองเพียร ฝากทิ้งท้ายว่า แต่ละชุมชนก็มีจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น บริโภคอะไร หากไม่มีมูลค่าก็ต้องนำมาเพิ่มมูลค่า โอกาสของบ้านแควคือ ลำไย เมื่อราคาตกต่ำ ก็นำวิกฤตมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการแปรรูปสินค้า มะม่วงออกมาสุกรับประทานไม่ทันก็จับมาแปรรูป จากที่เคยดองก็เลิกเด็ดขาดเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มะเฟืองหล่นเต็มใต้ต้น ก็คิดว่าเก็บมาคลุกเกลือน้ำตาลตากแดด หรืออบแห้ง กลายเป็นสินค้ามีราคาทั้งที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แค่เปลี่ยนวิธีคิด หยิบจับอะไรก็เพิ่มมูลค่า กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ทุกวันนี้แม่บ้านชุมชนบ้านแคว จึงมีทั้งค่าแรงรายวัน และปันผล 20 เปอร์เซ็นต์ จากหุ้นวิสาหกิจ ในฐานะเจ้าของร่วมกัน ให้เกียรติกัน ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจบปริญญากันทุกคน และเริ่มกลับมาสานต่องานในชุมชนของตนเอง เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทางธุรกิจไปสู่คนในชุมชน สร้างความสุขที่ยั่งยืน

ติดต่อวิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์/โทรสาร (053) 429-098 หรือ (081) 952-5348 และเข้าไปดูราคาเพื่อสั่งซื้อตรงได้ที่ http://www.ban-kwae.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งเห็ดหลินจือมาเป็นส่วมผสมเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น ล่าสุด มีผู้ประกอบการใช้ทุเรียนมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เพราะทราบดีว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชอบทั้งกาแฟและทุเรียน

คุณมงคล มงคลประจักษ์ หรือ คุณเบิร์ด ซึ่งเพิ่งเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเจ้าของกิจการกาแฟทุเรียนแบรนด์ รอยัล คอฟฟี่ (ROYAL COFFEE) เล่าว่า เดิมนั้นครอบครัวทำธุรกิจโรงไม้อยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยนำไม้ยางมาแปรรูป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ ขณะที่คุณพ่อเคยเป็นไกด์ภาษาจีนมาก่อน และชอบดื่มกาแฟ ทั้งเห็นว่าคนจีนชอบทานทุเรียนเลยคิดทำกาแฟทุเรียนขึ้นมา ในนาม บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตง และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ปทุมธานี

มี 2 ยี่ห้อ รอยัล คอฟฟี่-หวางเจีย

ใครที่เคยไปงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาจจะเคยได้ชิมกาแฟทุเรียนยี่ห้อนี้ เพราะเขาและแฟนสาวไปออกงานที่นั่นเป็นประจำ ซึ่งคนที่ชอบทุเรียนชิมแล้วต่างติดอกติดใจ และซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ขณะที่บางคนชอบใจไอเดียนี้ แต่คนที่ไม่ชอบทุเรียนอาจจะไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

สำหรับกาแฟทุเรียนรอยัล คอฟฟี่ ใช้กาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียและบราซิล ส่วนผงทุเรียนใช้พันธุ์หมอนทองของบ้านเรา ล่าสุด ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ หวางเจีย (HUANGJIA) เป็นชานมไทยและชานมทุเรียน ชื่อนี้ในภาษาจีนมีความหมายว่า รอยัล

คุณเบิร์ด พูดถึงการไปออกงานไทยเฟ็กซ์และงานสมุนไพรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับดีมาก จากตอนแรกที่กลุ่มลูกค้าจะเน้นไปทางจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้บริษัทเน้นมาทางคนไทยด้วย และมีคนรู้จักมากขึ้น คนโทรศัพท์มาสอบถามว่าหาซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจากติดใจในรสชาติ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าต่างชาติสนใจจะนำไปจำหน่ายด้วย จากเดิมที่ส่งไปขายที่จีนและมาเลเซีย โดยในส่วนของจีนนั้นได้ไปเปิดบริษัทที่เซินเจิ้น แต่เน้นให้บริการหลังการขายมากกว่า อย่างเช่น สินค้าเกิดชำรุดต้องการเปลี่ยน เพราะปกติลูกค้าจะติดต่อสั่งจากไทย ซึ่งการส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นทางคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนคอยดูแล ส่วนตนรับผิดชอบการตลาดในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีหลากหลาย อาทิ กาแฟทุเรียน (ภาษาจีน) 15 ซอง x 38 กรัม กาแฟทุเรียน (ไทย) 25 ซอง x 24 กรัม กาแฟมอคค่า กาแฟขาว ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน ซึ่ง 3 ตัวหลังนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังออกแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ โดยใช้กล่องสีแดงสดใสเน้นความเป็นจีน ซึ่งมีทั้งแบบกล่องและถุง รวมทั้งมีลายไทยบนกล่องสื่ออารมณ์ถึงความเป็นไทย

ออกผลิตภัณฑ์ใหม่

“ตอนนี้บริษัทมีสินค้าตัวใหม่ แต่ยังคงเน้นเป็นทุเรียน มี ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน โดยชานมทุเรียนผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งจากการที่เรามีบริษัทและโรงงานเป็นของครอบครัวจึงง่ายในการทำสินค้าตัวใหม่ๆ จุดนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าของเราผลิตเองและจำหน่ายเอง ราคาและคุณภาพถูกและดีแน่นอน”

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ใหม่ คุณเบิร์ด บอกว่า ได้ทำการตลาดในหลากหลายวิธีการ อย่างเช่น มีโฆษณาผ่านวิทยุ จัดออกบู๊ธตามงานต่างๆ โปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และยังขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนด้วย ส่วนมากบริษัทจะเน้นขายทัวร์จีนและส่งออกไปจีน

ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทางบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัวสินค้าใหม่คือ สั่ง 10 ลัง แถม 1 ลัง นอกจากนี้ ยังมีบริการหลังการขายให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือแจ้งมาว่ามีปัญหาอะไรไหม สินค้าชำรุดหรือไม่ ต้องการป้ายโฆษณา หรือตัวเทสต์ไหม พร้อมกันนี้ ลูกค้ายังสามารถติดตามข่าวสารลุ้นรับกาแฟทุเรียนฟรีได้ที่ IG : _mwcoffee_ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลเป็นช่วงๆ

“กลุ่มลูกค้าคนจีนส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 35-40 ปีขึ้นไป วัยรุ่นก็มีแต่ผู้ใหญ่จะชอบทานมากกว่า และจะเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ซึ่งจะซื้อแบบภาษาจีน 15 ซอง x 38 กรัม เพราะอย่างบริษัททัวร์ที่สั่งไปขายส่วนใหญ่เป็นแบบภาษาจีน ซึ่งคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะติดตากับรูปแบบนี้มากกว่า ส่วนที่เชียงใหม่ แบบตัวหนังสือภาษาไทย-อังกฤษขายดีมาก สั่งไปหลายเจ้า ลูกค้าบางคนกลับจีนไปให้เพื่อนมาตามหาตัวภาษาไทย-อังกฤษก็มี บางคนเจาะจงเลยว่าต้องเป็นของ รอยัล คอฟฟี่ เท่านั้น”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีวางขายทั่วไป อย่างที่กรุงเทพฯ มีที่สนามบินดอนเมือง, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 2 และ 3, TERMINAL 21 ชั้น LG ร้านเถ้าแก่น้อย, Big-C ราชดำริ, Good Day Hotel, บริษัททัวร์ SIAM GEMS GROUP เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด อย่างชลบุรี มีขายที่ ตลาดน้ำ 4 ภาค ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ และกระจายไปทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สมุทรปราการ และนนทบุรี

ดีไซน์ถุงหูหิ้วถือสะดวก

ถามถึงจุดเด่นของแบรนด์รอยัล คอฟฟี่ คุณเบิร์ด แจกแจงว่า ได้รับเครื่องหมาย อย., GMP, และ HALAL ทั้งยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อย ถ้ารสชาติไม่อร่อย จะทำให้มีปัญหาทั้งยอดขายและการตลาด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชอบในสินค้าของบริษัท อีกอย่างเป็นสูตรที่มีกาเฟอีนน้อย ไม่ทำร้ายสุขภาพและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนอีกด้วย ที่สำคัญ ดีไซน์ถุงดูดีมีคุณภาพ และตัวที่มีภาษาจีนก็มีหูหิ้วเพื่อให้ลูกค้าถือได้ง่ายๆ สะดวก เพราะประเทศจีนบางพื้นที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ถุงหิ้วแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าถือได้ง่าย และการที่มีหลายภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในไทย ประเทศจีน หรือชาวต่างชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทมีหลายอย่างและหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากซื้อกาแฟทุเรียน แต่ปริมาณต่อถุงเยอะเกินไป ทางบริษัทก็ทำหลายขนาด ให้ลูกค้าสามารถเลือกง่ายขึ้น ที่สำคัญ ราคาและคุณภาพถูกและดีจริงๆ คิดว่าไม่แพงเกินไปถ้าดูวัตถุดิบที่เลือกใช้

แม้ดูผิวเผินจะเห็นว่ากาแฟทุเรียนไม่มีใครทำขาย แต่คุณเบิร์ด ระบุว่า คู่แข่งต้องมีอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ทราบมีอยู่ 2-3 แบรนด์ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะการทำธุรกิจต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะผลิตสินค้าใหม่อย่างพวกผลไม้อบแห้งและนมอัดเม็ด พร้อมคาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่ด้วย ซึ่งโกโก้ทุเรียนน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

เขาพูดถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ว่า มีปัญหาหลายอย่างเนื่องจากช่วงแรกๆ ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอดีแฟนมาช่วยเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง โดยเริ่มช่วยครอบครัวขายตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ประเภทเรียนไปด้วยและหาลูกค้าไปด้วย อะไรๆ ยังไม่ค่อยลงตัว บวกกับมีบางช่วงที่ประเทศจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อของกลับประเทศ ช่วงนั้นเงียบมาก แต่พอยกเลิกกฎนี้ก็ทำให้เริ่มมีลูกค้าติดต่อมา ปัจจุบัน ปัญหาหลักๆ คงเป็นนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ขณะเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด

สนใจผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ ติดต่อได้ที่ บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เลขที่ 40/10 หมู่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (096) 618-0612 LINE : royal_coffee E-mail : royalcoffee.m@gmail.com, http://www.thairoyal-coffee.com