จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430731

จีนกินรวบผลไม้? ล้งกระเจิง-ชาวสวนระทม

โดย…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์, ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การเข้ามากว้านซื้อผลไม้ในประเทศไทยของนักธุรกิจจีนผ่านผู้รวบรวมผลไม้คนไทยหรือที่เรียกกันว่า “ล้ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีนคึกคักมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะสวนผลไม้ใน จ.จันทบุรี และตราด เกษตรกรชาวสวนและผู้ค้าผลไม้ทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างร่ำรวยขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ธุรกิจผลไม้ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในพื้นที่มากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท

วุฒิพงษ์ รัตนมนต์ นายกสมาคมชาวสวนผลไม้ จ.ตราด และประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด เปิดเผยว่า หลังจากมีการเปิดการค้าเสรี พ่อค้าชาวจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ไทยในจันทบุรีและตราดอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ซึ่ง บริษัท ไทฮง เป็นพ่อค้าชาวจีนเจ้าแรกที่เข้ามา และเป็นรายใหญ่ที่สุดในขนะนั้น

“ผู้ค้าผลไม้ในภาคตะวันออกรู้จักไทฮงดี และพ่อค้ารับซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกก็เป็นลูกค้าของไทฮงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหลังจากจีนเปิดประเทศและมีการค้าเสรี ทำให้ผลไม้ของไทยส่งออกไปจีนอย่างมหาศาล และกลายเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด ซึ่งชาวจีนนิยมบริโภค ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่ยังต้องมีทริปมากินทุเรียนด้วย”

วุฒิพงษ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ผลไม้ใน จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งลำไย ซึ่งเริ่มปลูกมากในจันทบุรี และแต่ละปีมีปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาจะตกต่ำทุกปี ทำให้ทุกรัฐบาลต้องแทรกแซงราคาทุกปี ปีไหนแก้ไม่ได้ก็ถูกประท้วงกดดัน ปิดถนน หรือเทผลไม้ทิ้งเพื่อประท้วงจนเป็นปัญหาที่ซ้ำซาก และเป็นเรื่องปวดหัวของทุกรัฐบาล

อย่างไรก็ดี ต่อมามีภาคเอกชนในตราดจำนวนหนึ่งออกไปโรดโชว์สินค้าในประเทศจีนทุกปี ในหลายเมือง ทั้งคุนหมิง กว่างโจว ทำให้มีคำสั่งซื้อจำนวนมากขึ้นในปีต่อๆ มา โดยจีนมีเงื่อนไขที่ต้องเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพเท่านั้น

“หลังจากทำตลาดผลไม้ในจีนได้ไม่นาน ทำให้พ่อค้าส่งออกของไทยได้รับคำสั่งซื้อจากพ่อค้าชาวจีนโดยตรงและโดยอ้อม แต่ยังไม่ได้ตื่นตัวมากนัก เนื่องจากผลไม้ของเกษตรกรยังไม่มีคุณภาพมากนัก แต่ระยะหลังเริ่มผลิตได้คุณภาพเพื่อส่งออกมากขึ้น

“จากนั้นพ่อค้าชาวจีนเริ่มเดินทางมาสั่งซื้อผลไม้จาก 2 จังหวัดจำนวนมากขึ้น เพราะพ่อค้าจีนเหล่านี้มีเงินทุนมาก แต่ไม่มีความสามารถในการซื้อโดยตรง จึงทำสัญญาหรือมอบคำสั่งซื้อให้กับพ่อค้าคนกลางที่เป็นคนไทยรวบรวมผลผลิตให้ตามจำนวนที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของ ‘ล้ง’”

วุฒิพงษ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ราคาผลไม้มีราคาสูงและไม่ตกต่ำอีกประการก็คือ พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากที่ทุ่มเงินซื้อทุเรียนจาก 3 จังหวัดในภาคตะวันออกโดยผ่านล้งคนไทย อีกส่วนหนึ่งที่เดินทางมาซื้อโดยตรง และทำสัญญาซื้อขายกับทั้งเกษตรกรโดยตรงและสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ซึ่งในตราดมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท

“พ่อค้ารับซื้อที่เป็นชาวจีนไม่ได้มีการฮั้วราคากัน แต่ทำในลักษณะต่างคนต่างซื้อและบางครั้งก็แย่งกัน ทำให้ราคาทุเรียนไม่ตกต่ำ และยังมีความต้องการสูง ซึ่งวันนี้ทุเรียนของตราดน่าจะเกิน 50% ถูกส่งไปจีน และพ่อค้าชาวจีนก็ทำในลักษณะนี้ในจันทบุรีและระยองเช่นเดียวกัน

“อีกส่วนหนึ่งก็คือ สหกรณ์การเกษตรแปรรูปและส่งออกตราดที่ผมเป็นประธานอยู่ได้รับซื้อผลทุเรียนทุกเกรดมาแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็งและรับซื้อในทุกขนาดในราคาถัวเฉลี่ย 50 บาท/กก. ซึ่งรับซื้อ 30-40 ตัน/วัน เดือนละ 1,000 ตัน ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการตลอดเวลา

“อีกทั้งทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาขายทุเรียนแช่แข็งให้พ่อค้าชาวจีนมีประมาณ 2,000 ตัน (เนื้อ)/เดือน หรือคิดเป็นผลทุเรียนประมาณ 6000-7,000 ตัน จึงทำให้ทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ ซึ่งเสมือนทำหน้าที่ล้งเช่นกัน”

สำหรับที่ จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายของพ่อค้าชาวจีนในการนำเข้าทุเรียนจำนวนมาก เพราะมีการปลูกทุเรียนมากและมีคุณภาพ จึงมีล้งขึ้นจำนวนมาก ยงยุทธ เจียงแจ่มจิตร เจ้าของล้งนาคินทร์ ตลาดเนินสูง อ.เมือง จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นล้งรายใหญ่ของจันทบุรี ได้อธิบายว่า ไม่สามารถบอกจำนวนล้งที่รวบรวมผลไม้ส่งให้พ่อค้าชาวจีนได้ว่ามีจำนวนเท่าไรแน่ แต่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“คิดว่าวันนี้น่าจะเกิน 100 ล้ง ยังไม่รวมของตราดและระยอง ซึ่งแต่ละล้งจะมีเงินทุนหมุนเวียนในตลาดผลไม้แต่ละแห่งหลายสิบล้านบาท/ล้ง โดยพ่อค้าชาวจีนจะจ้างชาวไทยเป็นผู้รวบรวมผลไม้ให้ตามความต้องการ ซึ่งมีการกำหนดคุณภาพ ขนาด และราคาอย่างชัดเจน แต่จำนวนรับไม่อั้น

“ชาวจีนมาซื้อผลไม้โดยตรงไม่ได้ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้จักกับชาวสวน รวมทั้งมีพ่อค้ารายย่อยวิ่งเข้าไปซื้อผลไม้ในสวนโดยตรง จึงต้องซื้อผ่านคนไทย ซึ่งผู้ที่ทำล้งจะต้องคัดคุณภาพ ต่อรองราคา การชุบน้ำยา และการแพ็กเกจแล้วส่งขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งคนรวบรวมผลผลิตก็จะได้ส่วนต่างราคา การรับจ้างแพ็ก การบริหารจัดการเฉลี่ย 30 บาท/กก. อันนี้เป็นส่วนน้อยนะ

“การมีพ่อค้าชาวจีนมาสั่งทุเรียน มังคุด เพื่อนำเข้าประเทศและให้ล้งเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่าง พ่อค้าชาวจีนจะทำหน้าที่เพียงส่งเงินมาให้และรับสินค้านำเข้าจีนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบเป็นเงินสดและโอนเงินในวันรุ่งขึ้นทันที ทำให้เกษตรกรได้เงินเร็ว และมีเงินหมุนเวียนเร็ว

“แต่ละวันจะมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งในปี 2558 มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ในปี 2559 น่าจะมีมากกว่า เพราะราคาผลไม้สูงกว่าปีที่ผ่านมา ขณะนี้แต่ละล้งจะมีการบรรจุ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ประมาณ 20-25 ตัน ขึ้นอยู่กับชนิด อย่างมังคุด และลำไย แต่ละล้งจะสามารถส่งออกไปได้ 18-30 ตู้/เดือน เป็นอย่างน้อย”

ยงยุทธ ยังสะท้อนให้เห็นว่า หลังจากชาวจีนมารับซื้อผลไม้ผ่านล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุกวันนี้ผลไม้ของจังหวัดภาคตะวันออก คือ ทุเรียน มังคุด และลำไย เป็นที่ต้องการของชาวจีนมากขึ้น และส่งผลให้ราคาผลไม้สูงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

“วันนี้การประท้วงเกือบหมดไป ชาวสวนสามารถขายผลไม้ได้ราคาสูง แต่พ่อค้าชาวจีนไม่ได้ซื้อแบบฮั้วตลาด ต่างคนต่างซื้อ ทำให้ราคาไม่ตก วันนี้ตลาดยังเป็นของคนไทยอยู่ แต่ในอนาคต หรืออีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาขึ้นแน่ ทั้งล้งและเกษตรกร หากพ่อค้าชาวจีนรวมตัวซื้อผลไม้ หรือหยุดซื้อผลไม้จะส่งผลกระทบทันที

“วันนี้พ่อค้าชาวจีนพยายามจะเรียนรู้กระบวนการจัดการของล้งว่าเป็นอย่างไร เขาเริ่มเข้าใจและต้องการเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการทำงานเอง แทนที่ล้งคนไทย หากพวกเขาสามารถทำได้ และจ้างแรงงานทั้งผู้คัด ผู้ซื้อ และผู้ต่อรองราคาได้ ทุกอย่างจะเป็นของพ่อค้าชาวจีนทั้งหมด

“กลุ่มแรกที่จะตกงานก็คือพวกล้งอย่างผมต่อมาก็คือชาวสวนผลไม้ที่จะถูกกดราคาและกำหนดราคาจากพ่อค้าชาวจีน ซึ่งหากไม่มีการกำหนดหรือมีหลักเกณฑ์จากรัฐบาล พ่อค้าชาวจีนจะรวบตลาดผลไม้ของภาคตะวันออกได้ทั้งหมด ทุกวันนี้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาพร้อมเงินและวีซ่าท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้ไม่ควรให้คนต่างด้าวมาเป็นผู้ควบคุม”

อย่างไรก็ตาม หากพ่อค้าไทยจะรวบรวมเพื่อส่งออกผลไม้ไปจีนโดยตรงกลับมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ไม่สามารถสื่อสารได้เข้าใจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าไทยและพ่อค้าจีนที่จะต้องอาศัยความสนิทสนม ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หากไม่ใหญ่จริงโอกาสที่จะเข้าไปค้าขายกับต่างประเทศลำบาก และมีความเสี่ยงสูง หากจะทำจริงคงต้องมีบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งอาจจะไม่คุ้มกับการลงทุน

สถานการณ์การค้าผลไม้ผ่านล้งที่แม้จะสร้างรายได้อย่างมหาศาลหลายพันล้านต่อปี แต่ปัญหาที่อาจตามมาก็คือ หากจีนฮั้วราคา หยุดการนำเข้า หรือจะด้วยเหตุใดก็ตาม ตลาดผลไม้ในภาคตะวันออกที่กำลังไปได้ดีก็ต้องปิดฉากลง และปัญหาของเกษตรกรชาวสวนอาจวนกลับมาให้รัฐบาลแก้อีกในวันหน้า

ยุค “ทุเรียน-มังคุด” เฟื่องฟู

ชัยวัฒน์ ปริ่มผล เจ้าของสวนอำไพ ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด สวนผลไม้ชั้นนำของตราดที่ผลิตและส่งออกต่างประเทศ ระบุว่า ตลาดผลไม้ของตราดและในจังหวัดภาคตะวันออก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสามารถส่งขายไปยังตลาดต่างประเทศได้ปีละหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะประเทศจีนที่รับซื้อจำนวนไม่จำกัด โดยเฉพาะทุเรียน และมังคุด และพ่อค้าจีนได้เข้ามาซื้อผลไม้ในภาคตะวันออกมาหลายปีแล้ว

“ปัจจุบันผลไม้ของตราดมีพ่อค้าชาวจีนลงมาตั้งล้งรับซื้อโดยตรงและโดยอ้อม ด้วยการให้ทุนไปรับซื้อเพื่อส่งเข้าจีนอีกครั้ง ซึ่งมีก้อนเงินส่งมาให้ทำให้มีเงินหมุนเวียนในตลาดผลไม้ของตราดจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี

“โดยเฉพาะทุเรียนมีความต้องการสูง ทำให้ราคาผลไม้ของตราดราคาไม่ตกต่ำลงเหมือนทุกปี ทั้งที่มีความต้องการสูงและผลผลิตมีน้อย นอกจากนี้ทางสหกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของตราดที่รับซื้อทุเรียนทุกขนาด เพื่อแกะผลผลิตมาแช่แข็งและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงบางส่วนแปรรูปขายในประเทศ ทำให้ตลาดทุเรียนยังมีความต้องการต่อเนื่อง”

พ่อค้าชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำสัญญาซื้อขายทุเรียนจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อแปรรูปและส่งออก จ.ตราด มูลค่าถึง 200 ล้านบาท เปิดเผยว่า การมาทำสัญญาซื้อทุเรียนในตราดกับสหกรณ์แปรรูปและส่งออก ตราดมีทุเรียนสำหรับการส่งออกจำนวนมาก แต่ก็ต้องคัดคุณภาพที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลางแล้วได้ทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พ่อค้ารายนี้ กล่าวว่า หากไม่ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพก็จะไปซื้อทุเรียนในเวียดนามด้วย เพราะทุเรียนที่เวียดนามมีคุณภาพและรสชาติดี มีการตัดทุเรียนขนาดแก่พอดี แต่อย่างไรก็ตามทุเรียนในเวียดนามมีปริมาณน้อย จึงต้องมาซื้อที่ตราดผ่านทางสหกรณ์การเกษตรฯ ที่ช่วยทำหน้าที่คัดคุณภาพได้ดีกว่า

พ่อค้าชาวจีน ย้ำว่า ชาวจีนนิยมบริโภคผลไม้ของไทยโดยเฉพาะทุเรียนมาก รวมทั้งมังคุดและลำไย สำหรับเส้นทางการส่งออกของผลไม้ไทยสู่ประเทศจีนนั้น สามารถเดินทางได้ 2 ช่องทาง คือ เส้นทางบกจะขนส่งผ่านไปยังจุดผ่านแดนถาวรในหลายจุดทั้งมุกดาหารและนครพนม เพื่อเข้าไปยังเวียดนามตอนเหนือสู่ฮานอย และเข้าชายแดนจีนตอนใต้ทางสู่ซูโจว หนานหนิง และกว่างโจว และเข้าไปทางเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของผลไม้ไทย การเดินทางโดยรถยนต์จะใช้เวลา 3-4 วันเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท/ตู้คอนเทนเนอร์

อีกเส้นทางจะลงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เดินทางผ่านประเทศกัมพูชา เวียดนาม และเข้าจีนที่ท่าเรือกว่างโจว ใช้ระยะเวลาเดินทาง 5-7 วัน และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8 หมื่นบาท/ตู้คอนเทนเนอร์ บริษัทที่ส่งออกรายใหญ่ที่นำเข้าผลไม้ไปจีน ประกอบด้วย บริษัท เอเวอร์กรีน บริษัท เมอร์ค บริษัท โอโอซีแอล และบริษัท ไทฮง ซึ่งเป็นรายใหญ่

“ล้งจีน-ค้าข้ามแดน”รัฐแก้ไม่ตก ศก.ฐานรากยับเยิน

ความนิยมผลไม้จากประเทศไทยของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด และลำไย สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ส่งผลให้นักธุรกิจจีนที่เข้ามารวบรวมผลไม้ในประเทศไทยเพื่อส่งออก หรือ “ล้งจีน” เข้ามากว้านซื้อผลไม้ถึงสวนเกษตรกรไทย ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่าล้งจีนจะเข้ามาแย่งอาชีพล้งไทยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้จากสวนในประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ว่าสินค้าที่ล้งจีนซื้อไปจะต้องส่งออกไปตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่หลายกรณีจะพบว่าล้งจีนคัดผลไม้ที่ตกเกรดและนำมาขายในประเทศ ซึ่งถือว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามต่างชาติจะทำธุรกิจค้าปลีกในไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเท่านั้น

วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า ในที่ผ่านมากรมได้รับการร้องเรียนจากพ่อค้าผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก ว่า ไม่สามารถซื้อผลไม้ไทยเพื่อส่งออกไปต่างประเทศได้มากนัก โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังออกผลผลิตสู่ตลาด เนื่องจากผู้รวบรวมสินค้าผลไม้หรือล้งจีนได้เข้าไปทำสัญญาซื้อขายทุเรียนแบบเหมาสวนจากเกษตรกรล่วงหน้า โดยให้ราคาที่ดีกว่าพร้อมทั้งให้เงินมัดจำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเป็นค่าดูแลและบริหารจัดการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ต่างพ่อค้าไทยที่ส่วนใหญ่มีสภาพคล่องไม่มากจึงไม่สามารถไปแข่งขันได้ โดยเฉพาะในปีนี้ผลผลิตทุเรียนเสียหายมากจากสถานการณ์ภัยแล้ง

“แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องล้งจีนนั้น กรมได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบ กรณีล้งจีนมีการใช้นอมินีคนไทยในการทำธุรกิจอำพรางเข้ามาทำเป็นผู้รวบรวมสินค้าผลไม้จากไทยเพื่อส่งออกไปจีนหรือไม่ หรือลักลอบการนำสินค้าผลไม้ที่ตกเกรดส่วนที่เหลือจากการส่งออกนำกลับมาขายปลีกในไทย ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายประกอบกธุรกิจคนต่างด้าวและยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในท้องถิ่นด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้กรมได้ส่งบัญชีรายชื่อล้งจากไทยเพื่อส่งออกไปจีน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการคนจีนหรือร่วมทุนกับคนไทย 1,094 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงินว่ามีพฤติกรรมอำพรางให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) และมีพฤติกรรมทำธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะต่างชาติไม่สามารถทำธุรกิจขายปลีกผลไม้ในประเทศได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

“การส่งข้อมูลให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบโครงสร้างผู้ประกอบการล้งนั้น เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์รับซื้อผลไม้ในประเทศไทยของล้งต่างชาติ แม้ว่าในระยะสั้นเกษตรกรไทยได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่ระยะยาวอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม หากพ่อค้าผลไม้ไทยต้องเลิกกิจการไป จึงมอบหมายให้กรมหาแนวทางแก้ปัญหาโดยด่วน” วิบูลย์ลักษณ์ ระบุ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการทำธุรกิจล้งแบบบุคคลธรรมยังไม่มีการเสียภาษี ต่างจากนิติบุคคลไทยที่ต้องเสียภาษี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้มีการเสียภาษีเท่ากัน รวมทั้งจะขอความร่วมมือให้กระทรวงการคลังช่วยเหลือสภาพคล่องด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยพ่อค้าไทย รวมถึงการเข้าไปตรวจสอบสัญญาระหว่างล้งจีนกับชาวสวนอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายในตลาดจีนเข้าไปเชื่อมโยงกับพ่อค้าคนไทยในการนำทุเรียนส่งออกไปจีน เป็นต้น

“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การรับซื้อผลไม้ของล้งจีนได้เปรียบล้งคนไทย เพราะมีต้นทุนทำธุรกิจต่ำกว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในกรณีการส่งออกไปยังจีน เพราะบางรายเข้ามาแบบบุคคลธรรมดาแอบเข้ามาทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างล้งจีนและล้งไทย กระทรวงพาณิชย์จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาแนวทางจัดการเรื่องนี้ภายในเดือน พ.ค.นี้” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาล้งจีนที่เข้ามารับซื้อผลไม้ในไทยแล้ว ล่าสุดกรมได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการนำเข้าสินค้าผักและผลไม้ ทั้งกรมวิชาการเกษตร องค์การอาหารและยา (อย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมศุลกากร เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีมีคนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนและเวียดนามนำแอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ เข้ามาขายในตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ ในไทย เช่น ตลาดไท ตลาดไอยรา ย่านรังสิต ตลาด 4 มุมเมือง และตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยเป็นอย่างมาก แม้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ก็ตาม

“การนำเข้าผักและผลไม้จากจีนจำนวนมากๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยและจีน ที่กำหนดให้สินค้าเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าในไทย เพียงแต่เมื่อถึงด่านตรวจก่อนเข้าไทยต้องผ่านการตรวจสอบจาก 3 หน่วยงานหลัก คือ กรมศุลกากร  กรมวิชาการเกษตร ที่จะต้องตรวจสอบเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย ด้วยการสุ่มตัวอย่างและ อย. จะตรวจสอบสารตกค้างและความปลอดภัยอาหาร โดยที่ผ่านมากระทรวงได้ขอความร่วมมือจากทั้ง 3 หน่วยงาน ให้ตรวจเข้มในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีเพียงสินค้าหอมแดงและส้มเท่านั้น ที่ผู้นำเข้าจะต้องขึ้นทะเบียนและแจงรายละเอียดว่าสินค้านำเข้ามาและส่งไปขายให้ใคร หากเข้ามาทำธุรกิจไซโลหรือห้องเย็นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน และจะต้องขอวีซ่าเข้ามาแบบถูกต้อง รวมทั้งเมื่อมีรายได้ต้องเสียภาษีด้วย” วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

จึงเท่ากับว่าวันนี้ธุรกิจของผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่มาก หากรัฐบาลยังแก้ไม่ตก ก็มีหวังเศรษฐกิจฐานรากพังยับเพราะธุรกิจต่างชาติ

 

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/430367

ปรับกลยุทธ์สื่อสาร เรตติ้งรายการนายกฯไม่กระเตื้อง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำสงครามข้อมูลข่าวสารเชิงรุกกับประชาชน เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน 2 รายการสำคัญ คือ 1.รายการเดินหน้าประเทศไทย ช่วงเวลา18.00 น. ของทุกวัน และ 2.รายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทุกคืนวันศุกร์ เวลาประมาณ20.15 น. ทั้งสองรายการอาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร มีการปรับรูปแบบรายการหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารูปแบบการนำเสนอจืดชืด ไม่มีพลังดึงดูดความสนใจจากประชาชน

เริ่มจากรายการคืนความสุขฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ โชว์เดี่ยวเอง สารพัดจะปรับโฉมมาทุกรูปแบบแล้ว ไล่ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ฉากหลัง เพลงประกอบ หรือเครื่องแต่งกาย หากจำกันได้ช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ สวมชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ เปลี่ยนมาเป็นสวมสูทผูกเนกไท ให้ดูผ่อนคลายไม่เครียด หรือแม้แต่เปลี่ยนท่ายืนพูดมาเป็นนั่งพูด หรือเปลี่ยนจากยืนพูดที่โพเดียม มาเป็นนั่งสนทนากับผู้ดำเนินรายการกับ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไร้ผลที่จะฉุดกระชากเรตติ้งให้เพิ่มขึ้นมาได้

ปัญหานี้นายกรัฐมนตรีรู้ดี แสดงอาการหงุดหงิดหลายครั้ง จนล่าสุดกล่าวตัดพ้อกลางเวทีว่า “การประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย 145 โครงการ มีคนเข้าไปดูเพียง 2 หมื่น ขณะที่ยอดไลค์เพจของ เน วัดดาว มีมากกว่าล้านไลค์ ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น” เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกของรัฐบาลหัวหมุนเร่งระดมสมองกันอย่างหนักเพื่อปรับโฉมรายการใหม่ให้ดูดีน่าสนใจ

แม้แต่รายการเดินหน้าประเทศไทย ทางทีมโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พยายามปรับโฉมกันหลายครั้งเช่นกัน เพราะทราบดีว่าการจัดรายการแบบเดิมๆ ที่นำรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมานั่งจับเข่าสัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ โดยมุ่งเน้นเนื้อหาที่เป็นงานระดับนโยบาย ขณะที่ประชาชนคนดูทางบ้าน กลับไม่สนใจเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทางทีมงานจึงปรับรูปแบบมาเป็นรายงานพิเศษบ้าง หรือบางตอนถึงขนาดยกกองถ่ายพารัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงออกไปจัดรายการนอกสถานที่ เน้นพูดคุยกับชาวบ้าน หวังนำเสนอผลลัพธ์ทางนโยบายและการมีส่วนร่วมจากประชาชน แต่ดูเหมือนว่ายังไม่โดนใจประชาชนเท่าที่ควร

ขณะที่มุมมองของนักการสื่อสารมวลชนและการตลาดอย่าง มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ทั้งสองรายการของรัฐบาลยังคงเป็นการใช้การสื่อสารแบบเดิมๆ เก่าๆ คือ การสื่อสารแบบทางเดียวเป็นหลัก โดยภาครัฐเป็นฝ่ายนำเสนอ จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจต่อประชาชน ที่สำคัญในการนำเสนอเนื้อหาสาระก็ไม่ได้คำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเสพสื่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันมีช่องทางในการสื่อสารมากมายไม่ใช่แค่ทีวีกับวิทยุเหมือนในสมัยก่อนโน้นเท่านั้น

“แต่ผู้นำประเทศยังคงใช้ช่องทางการสื่อสารแบบเดิมๆ ขณะที่รูปแบบและพฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนเปลี่ยนไปย่อมเป็นผลให้รูปแบบการรับชมหรือรับฟังเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะประชาชนไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้นั่งอยู่หน้าจอทีวีตลอดเวลา เพราะประชาชนมีทางเลือกอื่นเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้เรตติ้งรายการนายกฯ ลดลง”

มานะ มองว่า หากรัฐบาลต้องการประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลงานของรัฐบาล ต้องรู้จักหาตัวอย่างที่ดีในการใช้สื่อในสังคมยุคใหม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ควรจะเอาเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อให้ถูกช่องทางและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงควรต้องไปศึกษากรณี มิเชล โอบามา ภริยา บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เธอพยายามรณรงค์โครงการ “เล็ท เกิร์ลส์ เลิร์น” โดยมีเป้าหมายต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคมว่ายังมีเด็กผู้หญิงทั่วโลกกว่า 62 ล้านคน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ซึ่งมิเชลทราบดีว่างานรณรงค์ปัญหาสังคมแบบนี้การจะให้เนื้อหาของโครงการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากยังใช้การสื่อสารแบบเก่าๆ เดิมๆ คือ ทีวี หรือวิทยุ อย่างการออกแถลงการณ์ข่าวแจก หรือรัฐมนตรีออกมานั่งแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ไม่มีทางได้ผลในการเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน

“ดังนั้นผู้นำประเทศจะต้องใช้ช่องทางการสื่อแบบใหม่ๆ เข้ามาทำให้รูปแบบและเนื้อหาของสารที่จะส่งไปดูมีความน่าสนใจ เช่น นำเสนอเป็นภาพยนตร์ หรือเพลง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมิเชลใช้กลยุทธ์ด้วยการใช้เพลงแร็ปที่ร่วมกับนักร้องชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น อย่าง Jay Pharoah นักแสดงตลกคนดังจากรายการ Saturday Night Live ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำเพลง Go To College ขึ้นมา เพื่อหวังดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเนื้อหาของงานรณรงค์ คือการตัดสินใจเรียนต่อและใส่ใจอนาคตทางการศึกษามากขึ้น จุดเด่นในการใช้สื่อ คือ เลือกถ่ายมิวสิควิดีโอในทำเนียบขาว และอัพโหลดขึ้นในช่องทางการสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายผ่านยูทูบ หรือยูไลค์ (คลิปเด็ด) เชื่อหรือไม่ว่า มีคนกดไลค์กว่าหกแสนครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน”

“แม้แต่การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดก็ไม่อาจสามารถสื่อสารหรือสารความรับรู้ความเข้าใจต่อประชาชนได้มากนัก ยกเว้นเฉพาะประชาชนที่เกณฑ์มาฟังเท่านั้นที่อาจจะรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อสาร”

นักวิชาการด้านการสื่อสาร สรุปว่า ดังนั้นในยุคใหม่ต้องใช้ช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการใช้สื่อแบบเดิมๆ และเนื้อหาแบบเดิมๆ เสนอออกไปในรูปแบบเดิมๆ ก็ไม่มีประโยชน์หรือผลอะไร เพราะผู้เสพสื่อเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว แม้แต่ผู้สูงอายุคนรุ่นเก่าที่อยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัดก็ยังมีช่องทางในการรับสื่อที่แตกต่างกันไป ดังนั้นทางรัฐบาลต้องศึกษาวิเคราะห์และจับกลุ่มเป้าหมายและสอดใส่เนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของคนดูที่เลือกใช้สื่อโซเชียลมีเดียตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

เพิ่งจะไม่กี่ปีหลังนี้เองที่เริ่มได้ยินว่า จังหวัดอุทัยธานี มีสวนสตรอเบอรี่ สวนผลไม้ รีสอร์ตน่ารัก บรรยากาศดี ที่ๆ เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ติดกับจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นพื้นที่ที่มีลมมรสุมตะวันตกพัดผ่าน ทำให้สภาพอากาศแตกต่างและสามารถทำการเกษตรได้ผลดีกว่า แต่ถึงวันนี้ก็มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อพื้นที่อำเภอลานสัก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมากที่สุดอำเภอหนึ่งของจังหวัด กลับมีสวนผลไม้หลายชนิดปลูกผสมผสาน และได้ผลดีออกสู่ตลาด กระทั่งเปิดเป็นสวนผลไม้บุฟเฟ่ต์ได้อย่างไม่อายใคร

คำว่า บุฟเฟ่ต์ หมายถึงว่า สินค้าหรือของที่ให้ดำเนินการบุฟเฟ่ต์ได้ต้องมีจำนวนมาก เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า นั่นหมายถึง สวนผลไม้จะต้องมีผลไม้ที่หลากหลายและมีจำนวนมากพอสำหรับจัดบุฟเฟ่ต์ได้

คุณธวัช พลฉกรรจ์ ชาวอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยกำเนิด เกิดและเติบโตมาท่ามกลางความยากจน และสิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ภาวะเป็นหนี้ของเกษตรกรทุกครัวเรือน คุณธวัชเองไม่ได้โชคดีในการเรียนเท่าไหร่นัก จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้น ก็ช่วยพ่อแม่ทำนามาโดยตลอด กระทั่งถึงวัยต้องสร้างครอบครัวของตนเอง จึงแต่งงาน หลังแต่งงานคุณธวัชเปลี่ยนการทำนาเป็นทำไร่ข้าวโพด ระหว่างนั้นคิดหาวิธีการทำการเกษตรโดยไม่เป็นหนี้ ความคิดทำสวนผลไม้ผุดขึ้นมา และความคิดนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมองว่า คุณธวัชสติไม่ใคร่ดี

“เป็นเพราะชาวบ้านแถบนี้ ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และทำนา มาโดยตลอด แทบจะไม่ทำพืชอื่นกันเลย เพราะความแห้งแล้งทำให้การเกษตรที่ทำไม่ได้ผลเท่าที่ควร ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครกล้าลงทุนหรือเปลี่ยนไปทำการเกษตรอย่างอื่น พอผมคิดจะปลูกผลไม้ขึ้นมา ก็กลายเป็นความแตกต่าง”

ถามถึงความมั่นใจ คุณธวัช บอกว่า ที่อื่นปลูกได้ ที่นี่ก็ต้องปลูกได้ เพียงแค่ปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับพืชที่ต้องการปลูก ไม้ผลต้องการน้ำก็ขุดบ่อเก็บน้ำไว้ให้น้ำยามแล้ง และคิดง่ายๆ ถึงหลักการเจริญเติบโตของคน ที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ ดื่มน้ำบ่อยครั้งเท่าที่ร่างกายต้องการ ก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน หากได้รับธาตุอาหารตรงกับความต้องการก็จะเจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน และไม้ผลเป็นไม้ยืนต้น หากปลูกให้เจริญเติบโตไปจนให้ผลผลิต ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน

คุณธวัช เริ่มต้นด้วยการปลูกน้อยหน่า ขนุน ส้มโอ และกระท้อน เมื่อปลูกจนเก็บผลผลิตขายได้ คุณธวัชก็นำไปขายตลาดชุมชนละแวกบ้าน ขายได้แต่ไม่ดี ทำให้คุณธวัชจำเป็นต้องกลับมามองเรื่องการตลาดควบคู่ไปกับการปลูกให้ได้ผลดี เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ท้องตลาด และมีรายได้กลับมาดูแลสวนผลไม้อย่างเพียงพอ

“ปี 2536 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัด ชวนไปดูการปลูกมะขามหวาน ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นไม่นานก็เดินทางไปดูการปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด ที่จังหวัดจันทบุรี ทุกครั้งที่ไปศึกษาดูงาน ก็ซื้อกิ่งพันธุ์ติดมือกลับมาด้วย ยิ่งทุกครั้งที่นำผลผลิตไปขายยังตลาดชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่มักถามหา เงาะ ทุเรียน เพราะเป็นผลไม้ตลาดที่ใครๆ ก็ชอบกิน”

แม้ดินจะไม่สมบูรณ์ ความแห้งแล้งมาเยือนเกือบทุกฤดู คุณธวัชจึงมองเรื่องการบำรุงดินให้มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานก่อนปลูกไม้ผล

“กล้วย” เป็นพืชชนิดแรกที่ลงปลูกไปทั่วพื้นที่ที่ยังว่าง จากนั้นวางระบบท่อน้ำหยด ลงปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด และมะขามหวาน ปลูกไปได้เพียง 5 เดือน ไม้ผลที่ลงปลูกไปตายเกือบหมด เหลือไม่มาก แต่คุณธวัชก็ไม่ท้อ เพราะไม่ต้องการกลับไปทำนา ทำไร่ เพื่อกลับสู่วัฏจักรเดิมที่ต้องเป็นหนี้เหมือนที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นตั้งใจปลูกเพิ่ม และดูแลอย่างใกล้ชิด ผลที่ได้จึงเป็นสวนผลไม้ผสมผสานอย่างที่เห็น

พื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ คุณธวัช แบ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับกักเก็บน้ำ 1 ไร่ มีพื้นที่ชันลาดเอียง คุณธวัช เลือกปลูกมะขามหวาน เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ลาดลงมาพื้นราบใกล้มะขามหวาน เลือกปลูกทุเรียน มีทับทิมแซมระหว่างต้นทุเรียน พื้นที่ที่เหลือปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด มะไฟ มะปราง ลองกอง

เทคนิคการดูแลไม้ผลให้ได้ผลดี คุณธวัช บอกว่า เก็บสะสมจากประสบการณ์การไปศึกษาดูงานที่ต่างๆ นำมาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่ได้คือ การปลูกพืชผสมผสาน เพราะเชื่อว่าหากปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อประสบปัญหาขาดทุนก็จะย่ำแย่ แต่การปลูกพืชผสมผสานเช่นนี้ไม่มีวันขาดทุน

สวนผลไม้ของคุณธวัช เรียกได้ว่าเป็นสวนผลไม้ปลอดยาฆ่าแมลง หากพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ก็ใช้น้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำขึ้นเอง ระยะแรกเมื่อเกิดการระบาดน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จะปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเอง แต่ถ้ามากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จึงใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่น และนับเป็นความโชคดี พื้นที่ของคุณธวัชมีไก่ป่าเข้ามาอาศัยอยู่หลายร้อยตัว เมื่อถึงตอนเย็นคุณธวัชจะโปรยข้าวให้ ซึ่งไก่ป่าเหล่านี้ เป็นธรรมชาติที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชภายในสวนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคหนึ่งในการกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน คุณธวัช ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการทำเครื่องมือกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน ลักษณะคล้ายลิ่มแต่ปลายแหลม ใช้เจาะลำต้นทุเรียนเพื่อแซะหาตัวหนอนที่ฝังที่ลำต้นทุเรียนให้เจอ จากนั้นปักที่ตัวหนอน แล้ววางไว้โคนต้นทุเรียน ไก่ป่าจะมากำจัดหนอนเอง ซึ่งทุกเช้าคุณธวัชจะเดินสำรวจลำต้นทุเรียน หากมียางลำต้นไหล ให้สังเกตว่า น่าจะมีหนอนเจาะลำต้นฝังตัวอยู่ ให้ค่อยๆ แซะจากจุดที่มียางลำต้นไหลไปเรื่อยๆ จะเจอตัวหนอนในที่สุด

ในอดีตคุณธวัชเคยทำปุ๋ยคอกจากมูลหมูเอง โดยเลี้ยงหมูเพื่อนำมูลมาทำปุ๋ย แต่มูลหมูส่งกลิ่น ทำให้ต้องเลิกเลี้ยง และซื้อมูลหมูมาหมักเพื่อทำปุ๋ยคอก ซึ่งปุ๋ยคอกจากมูลหมูจะช่วยให้ต้นไม้ในสวนสมบูรณ์

“หลังเก็บผลผลิตแล้วต้องให้ปุ๋ย รอบทรงพุ่มใหญ่ให้มาก รอบทรงพุ่มเล็กให้น้อย เช่น วัดรอบทรงพุ่ม 1.50 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 3 กิโลกรัม หรือทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม ความจริงปุ๋ยคอกสามารถทำขึ้นได้จากมูลสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นต้นทุเรียน ที่ไม่ควรใส่ปุ๋ยมูลขี้ไก่ เพราะมีกรด-ด่าง เยอะ ทำให้เป็นแก๊ส เกิดปัญหารากเน่าตาย สิ่งสำคัญคือ ควรแต่งกิ่ง ตัดกิ่งข้างล่างลำต้นทิ้ง ไม่ให้เป็นภาระของต้น”

คุณธวัช กล่าวว่า ผลผลิตที่เก็บได้ นำออกไปขายยังตลาดชุมชน บอกกับลูกค้าว่า เป็นผลผลิตจากสวนที่ปลูกเอง แรกๆ ลูกค้าไม่เชื่อ เพราะไม่มีใครคิดว่าพื้นที่อำเภอลานสักจะปลูกผลไม้ได้ จึงใช้วิธีตัดกิ่งติดใบไปให้ดู และให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ หากใครต้องการสั่งผลไม้ สามารถโทรศัพท์สั่งล่วงหน้าได้ ต่อมาลูกค้าก็เชื่อและติดใจในรสชาติผลไม้ ซึ่งตนเองคิดว่า รสชาติของผลไม้ดีไม่น้อยหน้าจังหวัดใด

คุณธวัช ทำเช่นนี้ทุกๆ ฤดูกาลเก็บผลผลิต ทำให้เริ่มมีคนรู้จัก ติดต่อเข้ามาขอเข้ามาชมสวน ทั้งขอศึกษาดูงานและขอซื้อผลผลิต เมื่อเริ่มมีคนเข้ามาชมสวนจำนวนมากขึ้น คุณธวัช จึงเปลี่ยนวิธีขายเป็นขายตรงให้กับผู้บริโภค โดยไม่นำใส่รถไปขายที่ตลาดชุมชน หากใครสนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ถึงสวน มีบางส่วนที่แม่ค้าเข้ามาขอซื้อถึงสวน โดยให้ราคาที่ไม่ต่ำจนเกินไป

ถามถึงรายได้ ไม่น้อยหน้าสวนไหนเลยทีเดียว คุณธวัช ยิ้มรับก่อนบอกว่า พื้นที่ 24 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสานเช่นนี้ สามารถสร้างรายได้ให้เกือบล้านบาทต่อปี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีพื้นที่เช่นนี้แล้วจะสามารถทำรายได้เหมือนกัน สิ่งที่จำเป็นต้องมี คือ ความมุ่งมั่น ความพอเพียง เพราะพื้นที่ 24 ไร่ ของคุณธวัช ไม่เพียงปลูกผลไม้ผสมผสานเท่านั้น แต่ยังเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ ทำโรงเรือนเพาะเห็ด ทำน้ำส้มควันไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายจากการกินอยู่ไม่มาก

หลังจากมีคนเข้ามาขอศึกษาดูงานถึงสวน ทำให้คุณธวัชมีเวลาออกไปขายยังตลาดชุมชนน้อยลง และทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมสวน จะต้องชิมและขอซื้อกลับทุกราย คุณธวัชจึงมีไอเดียทางการตลาด ด้วยการเปิดให้กินผลไม้จนกว่าจะอิ่ม โดยไม่กำหนดระยะเวลา เพียงอิ่มละ 100 บาท ต่อคน เท่านั้น

ตลอดปี คุณธวัช มีรายได้ในทุกเดือน เดือนที่ได้ผลผลิตจะมีรายได้จากลูกค้าที่มาชิมผลไม้บุฟเฟ่ต์ และลูกค้าที่ต้องการซื้อกลับบ้าน ส่วนเดือนที่ไม่มีผลผลิต อยู่ในช่วงบำรุงต้น ตกแต่งกิ่ง จะมีรายได้จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ และรายได้จากการศึกษาดูงานเป็นกลุ่มของคนในหลายจังหวัด

สนใจศึกษาดูงานการปลูกผลไม้แบบผสมผสานให้ได้ผลดี ในพื้นที่แห้งแล้ง ติดต่อได้ที่ คุณธวัช พลฉกรรจ์ โทรศัพท์ (085) 731-5484 และ ว่าที่ร้อยตรีเจริญ ปิ่นทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอลานสัก โทรศัพท์ (091) 380-1268

กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ปี 2538 เป็นปีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของชาวตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเทโพ ซึ่งถือเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมือง และมีลักษณะพื้นที่เป็นเกาะ ก่อนปี 2538 ชาวบ้านแถบนี้ทำเกษตรกรรม ทำไร่และทำนา มีส่วนน้อยที่ประกอบอาชีพประมง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2538 ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลาย ไม่สามารถทำการเกษตรต่อไปได้ อีกทั้งชาวบ้านไม่กล้าเสี่ยง ทุนที่มีหายไป เป็นผลจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น เกิดหนี้สิน มีน้อยรายที่กล้าลงทุนเพราะยังพอมีทุนทรัพย์สำรองบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยอมที่จะอยู่นิ่ง เพราะไม่กล้าก้าวเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางใด

คุณวันเพ็ญ นาทอง จากเดิมที่เคยทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านมาก่อน ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเธอดีในนามของ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ มากกว่า

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่น กล้าเสี่ยงและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย เมื่อเกิดภาวะหยุดนิ่งไม่มีใครเป็นผู้นำ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ จึงก้าวออกมาเป็นผู้นำ เมื่อมีการประชาคมหมู่บ้าน มีข้าราชการในหลายภาคส่วนมาพูดคุย เพื่อหาทางออกในการประกอบอาชีพให้กับชุมชน ในท้ายที่สุดก็สรุปตรงที่ การเลี้ยงปลากระชัง เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวตำบลท่าซุง มีการสร้างบ้านอยู่บนกระชังปลา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงปลากระชัง ก็ทำให้ชุมชนมีชีวิตและสามารถดำรงอยู่มาได้ก่อนที่จะหันมาทำเกษตรกรรมบนพื้นดินเสียอีก

“เมื่อสรุปกันได้ว่าจะเลี้ยงปลากระชังแทนการทำไร่ ทำนา ฉันจึงขออาสาสมัครที่พร้อมจะลงทุน จำนวน 10 คนแรก ก้าวไปพร้อมๆ กับฉัน เราเริ่มกันด้วยการลงหุ้นเท่าๆ กัน จัดตั้งเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ซึ่งการก่อตั้งกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีขึ้น เพื่อแสดงให้หน่วยงานภายนอกเห็นถึงความเข้มแข็ง และพร้อมเข้ามาให้ความช่วยเหลือกลุ่ม เมื่อจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือใดๆ”

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เล่าว่า ทุกคนที่ลงหุ้นร่วมกัน มีเงินไม่มากนัก พันธุ์ปลาก็ใช้วิธีช้อนจากแม่น้ำสะแกกรัง ส่วนใหญ่ที่ช้อนได้ เป็นลูกปลาแรด ลูกปลาเทโพ ลูกปลาสวาย มีปลาชนิดอื่นบ้างไม่มากนัก แต่ก็เลี้ยงทุกชนิดที่ช้อนได้จากแม่น้ำสะแกกรัง เป็นการลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ยกเว้นสมาชิกบางคนที่พอมีงบประมาณบ้าง ก็ซื้อพันธุ์ปลามาเลี้ยง เพื่อให้มีพันธุ์ปลาแตกต่างจากแหล่งน้ำที่ช้อนได้ ส่วนกระชังเริ่มต้นจากสิ่งที่หาได้ในชุมชนคือ ไม้ไผ่ ทำให้การลงทุนไม่สิ้นเปลืองนัก

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง เป็นชื่อกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้น มีผู้ใหญ่วันเพ็ญเป็นประธาน มีสมาชิกเริ่มแรกเพียง 10 คน เมื่อสมาชิกมีความเห็นพ้องและช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกันไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง แต่ในช่วงแรกเมื่อปลากระชังสามารถจับขายได้ ก็ประสบปัญหาทางการตลาด ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงกระชัง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า หากไม่ขายก็จะทำให้ราคาปลาตกลงไปอีก เพราะจะกลายเป็นปลาเกินไซซ์ ตลาดไม่ต้องการ จึงจำเป็นต้องขาย แม้ว่าราคารับซื้อจะไม่ได้อย่างที่ทุกคนต้องการ

เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาด้านการตลาด การผลักดันกลุ่มให้เข้มแข็งเป็นหน้าที่ที่ละทิ้งไม่ได้ ผู้ใหญ่วันเพ็ญจึงหารือกับสมาชิกในกลุ่ม ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการให้จัดสรรงบประมาณพากลุ่มไปศึกษาวิธีการบริหารจัดการ การตลาด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับกลุ่มของตน ระหว่างนั้น ยังได้เสนอขอสนับสนุนงบประมาณไปยังองค์กรเอกชนที่เห็นความสำคัญของการทำเกษตรกรรม ซึ่งความเข้มแข็งของกลุ่มทำให้ได้รับงบประมาณในการสร้างกระชังปลาที่ได้มาตรฐาน จำนวน 10 ลูก ครัวเรือนละ 1 ลูก ทั้งยังมีงบประมาณเหลือพอสำหรับการเดินทางไปศึกษาดูงานอื่นๆ อีก

ความโชคดีของกลุ่ม เมื่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี เข้ามาสอนเรื่องการเพาะพันธุ์ปลา โดยเฉพาะปลาแรด ซึ่งเป็นปลาในลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ซึ่งสมาชิกทุกคนเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี สร้างบ่อดินเพื่อการเพาะพันธุ์ ทั้งยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่นได้อีกด้วย

ปัญหาด้านการตลาด ได้รับการแก้ไขด้วยการเดินหน้าเข้าหาผู้บริโภค ผู้ใหญ่วันเพ็ญพาลูกกลุ่มนำปลาเดินเข้าไปขายยังตลาดเช้า ย่านอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จับจองแผง ระยะแรกขายไม่หมดเสียทีเดียว แต่เพราะความสดของปลา ไร้กลิ่นคาว และความหลากหลายของปลาบนแผง ทำให้ลูกค้าเริ่มติดใจ สั่งออเดอร์ล่วงหน้า ลูกค้าต้องการปลาอะไร ไซซ์ไหน ก็สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันกลุ่มสามารถขายปลาได้วันละ 500-600 กิโลกรัม

“จากสมาชิกเพียง 10 คน เพิ่มเป็น 179 คนในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ชาวบ้านตำบลท่าซุง แต่มีชาวบ้านจากตำบลอื่นขอเข้าร่วมกลุ่ม เป็นกลุ่มเครือข่ายที่สามารถส่งปลาให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ได้แก่ ตำบลท่าซุง น้ำซึม อุทัยใหม่ น้ำตก เกาะเทโพ สะแกกรัง สมาชิกจะประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง เพื่อจดบันทึกเป็นตารางไซซ์ปลาและชนิดของปลา เมื่อลูกค้าต้องการปลาชนิดใด ไซซ์ใด ก็จะติดต่อเครือข่ายตามตารางที่จดบันทึกไว้ เพื่อนำส่งปลาให้กับลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

เมื่อถามถึงปัญหาอุปสรรค ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า ปัญหาที่ประสบคือ ปัญหาน้ำเสีย ทำให้ปลาตาย ขายไม่ได้ราคา จึงของบประมาณไปดูงานในแหล่งประมงอื่น จากนั้นนำมาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาของกลุ่ม พบว่า การติดสปริงเกลอร์ปรับสภาพน้ำ ช่วยลดจำนวนปลาตายได้มาก รวมทั้งการนำจุลินทรีย์มาใช้ปรับสภาพน้ำ

การพัฒนาของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เศษไส้ปลา หัวปลา กระดูกปลา ซึ่งปกติเหลือทิ้ง ผู้ใหญ่วันเพ็ญนำกลับมาบดรวมผสมกับรำและข้าว เป็นอาหารให้ปลา ลดต้นทุนไปได้อีกมาก

การปล่อยปลาลงกระชังของกลุ่ม ใช้วิธีปล่อยไม่พร้อมกัน เว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เดือน แล้วแต่ชนิดของปลา เพื่อให้มีปลาจับขายได้ตลอดปี ปัจจุบันมีปลาหลากหลายชนิด อาทิ ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสังกะวาด ซึ่งเฉพาะปลาสังกะวาด เป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาเนื้ออ่อน เนื้อเป็นสีขาว ไม่มีก้างอ่อน มีแม่ค้าจากจังหวัดนครนายกและจังหวัดในภาคอีสาน ติดต่อมาขอซื้อเป็นเจ้าประจำ

การพัฒนาล่าสุดของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังคงต่อยอดจากการเลี้ยงปลากระชังขายสด โดยมองเห็นโอกาสในการขายสินค้า และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในชุมชนคือ ปลาตกไซซ์ จะนำปลาเหล่านั้นมาหมักเป็นปลาร้า ปลาส้ม แหนมปลา เมื่อมีหน่วยงานราชการเปิดโอกาสให้นำสินค้าไปขาย สินค้าแปรรูปของกลุ่มก็จะได้รับเลือกให้นำไปจำหน่ายและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ไม่เคยเหลือกลับมาสักครั้ง

“สำหรับปลาร้าของเรา เรียกว่า ปลาร้าด่วน เราจะทำจากปลาสวาย หมักเพียง 7 วัน ก็สามารถนำไปทอดรับประทานได้ เป็นปลาร้าที่นำไปทอดรับประทาน ไม่ใช่ปลาร้าที่นำไปหลนรับประทาน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 80 บาท จึงเรียกว่า ปลาร้าด่วน ซึ่งความพิเศษของปลาร้าด่วนของเราคือ ไม่มีกลิ่น และใช้เวลาหมักเพียง 7 วัน ก็รับประทานได้แล้ว”

มุมมองของผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังเห็นอีกว่า ในแต่ละวัน ลำน้ำสะแกกรังมีเรือนักท่องเที่ยวล่องไปกลับวันละไม่ต่ำกว่า 30 เที่ยว จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำแพรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัด พ่วงด้วยสินค้าแปรรูปพื้นบ้านของชุมชน เป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดรายได้ให้กับชุมชนอีกทางด้วย แต่โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอของกลุ่ม ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้สนใจลงทุนเลี้ยงปลากระชัง และการเพาะพันธุ์ปลา สนใจติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี โทรศัพท์ (056) 980-587 หรือสายตรงถึง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ นาทอง โทรศัพท์ (081) 953-9866

การเลี้ยงปลาแรดในบ่อดิน

อัตราการปล่อย 1-3 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 2-5 เซนติเมตร อาหารที่ให้แบ่งเป็นช่วงๆ ลูกปลาขนาดเล็ก 2-3 เซนติเมตร ให้อาหารลูกกบ ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำโปรตีน ไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 10-12 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม

การเลี้ยงปลาแรดในกระชัง

อัตราการปล่อย 20-50 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 5-10 เซนติเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำ โปรตีนไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 18-24 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม ต้นทุนการเลี้ยงประมาณ 70 บาท

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษเกษตรดี…เมืองอุทัยธานี

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

“ผมมองว่าในต่างประเทศนั้น สายพันธุ์ควายเนื้อดีๆ ตัวหนึ่งมีราคาเป็นล้านบาท แล้วทำไมเราจะมาสร้างสายพันธุ์ควายของเราให้มีราคาตัวหนึ่งเป็นล้านบาทบ้างไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องควายนี่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนกับที่ประเทศไทยเรามี สู้ของเราไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามาสร้างฟาร์มตรงนี้แล้วให้เกษตรกรดูเป็นแบบอย่าง แล้วนำหลักการไปใช้ แบบไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงนิดหนึ่ง ย่อมนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างอาชีพการเลี้ยงควายที่จำหน่ายได้ทั้งในส่วนของตลาดเนื้อและตลาดสายพันธุ์ ที่มีมูลค่าสูง”

“เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร บอกกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง เฮง ฟาร์มควายไทย ที่วันนี้ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา

เฮง ฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทร. (084) 811-1777, (081) 379-7660 ปัจจุบันมีควายพันธุ์ดี ทั้งแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์มากกว่า 50 ตัว

“ฟาร์มแห่งนี้ ผมมีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา”

“ผมเลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยง จึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป”

“แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสาน ทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้น ตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น” เสี่ยเฮง กล่าว

จุดเริ่มต้นของเสี่ยเฮง เริ่มจากแม่พันธุ์ควายที่ซื้อมาจากงานประกวด จำนวน 3 ตัว

ควาย ตัวเป็นแสน ไม่พอขาย

“วันนี้ราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับ แต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหา ว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจ” เสี่ยเฮง กล่าว

“ยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอด เพราะตลาดมีความต้องการมาก จะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้น”

เสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่า อาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ

“เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปี จะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้หันมาให้ความสนใจและเริ่มเลี้ยงควายกันมากขึ้น โดย คุณสะอาด ชาญกิจกรรณ ปศุสัตว์อำเภอเมืองอุทัยธานี ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงกันอย่างคึกคัก ด้วยเป็นอาชีพทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

“เรียกว่าสู้ภัยได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะภัยแล้งอย่างตอนนี้ อาชีพเลี้ยงควายก็สู้ได้ ไม่เดือดร้อน ขอให้มีหญ้าอย่างเดียวสามารถอยู่ได้ และราคาดี ตลาดไม่มีเต็ม มีแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญที่สุดจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งพันธุกรรมควายที่ดีที่สุด และเกษตรกรมีฝีมือในการเลี้ยงควายแบบเก่งมาก อย่างควายจากภาคอีสาน มีเกษตรกรที่จังหวัดอุทัยธานี ซื้อมาเลี้ยงเพียง 2 เดือน เท่านั้น จำไม่ได้เลย เพราะอ้วนสมบูรณ์มาก”

“ตอนนี้ถ้าเกษตรกรไม่หันมาเลี้ยงควาย ต่อไปอาชีพนี้จะไม่อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะราคาแม่ควายสวยๆ นั้นซื้อกันหลักแสนบาทแล้ว ทั้งที่ก่อนนี้ซื้อขายกันที่ตัวละ 30,000-40,000 บาท เท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคาดว่า ต่อไปคนรวยที่มีเงินเท่านั้นที่จะสามารถซื้อควายสวยๆ ของอุทัยธานีไปเลี้ยงได้” ปศุสัตว์อำเภอเมือง กล่าว

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ราคาซื้อขายควายในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยเฮง บอกว่า นอกจากการจำหน่ายในลักษณะของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นของตลาด คือ การสั่งซื้อควายไทยจากประเทศจีน

เสี่ยเฮง กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นมา ทางประเทศจีนได้มีการสั่งซื้อควายจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

“ทางจีนเขาซื้อไปบริโภค โดยราคาเนื้อควายในประเทศจีน ชำแหละแล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 หยวน หรือ 750 บาท ดังนั้น เพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่ง ทางจีนจึงต้องการควายขนาดใหญ่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคาดว่า ควายตัวใหญ่ๆ ของอุทัยธานีหายไปกว่าร้อยละ 50”

“แต่ตอนนี้ทางจีนได้ลดปริมาณการนำเข้าไม่มากเหมือนตอนช่วงต้นปี 2558 แต่ยังมีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเฉพาะควายตัวผู้” เสี่ยเฮง กล่าว

“ดังนั้น ถ้าสามารถทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มีการส่งออกเฉพาะควายตัวผู้ได้ ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนแม่พันธุ์ห้ามไม่ให้มีการส่งออก เก็บเพื่อไว้เป็นโรงงานผลิตควายของประเทศ แบบนี้ละดีแน่นอน” หมออาด กล่าวเสริม

เลี้ยงแบบเสี่ยเฮง

“ในการทำฟาร์มของผมนั้นจะมีการวางแผนไว้ทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าการเลี้ยง การจัดการ การป้องกันโรค เราวางไว้หมด จึงทำให้ไม่มีปัญหา และที่ผ่านมาผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทดสอบระบบเลี้ยงแบบแนวใหม่ อาทิ มีการเลี้ยงควายแยกเป็นคอกเดี่ยว มีการให้อาหารเสริมในช่วงตอนเย็น เป็นต้น พบว่า มีผลดีอย่างมาก ไม่มีผลเสียอะไรเลย เช่น สามารถควบคุมเรื่องโรคระบาดได้ง่าย มีลูกโอกาสเสี่ยงที่จะตายน้อย รวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ได้ง่าย อย่างการไม่เป็นสัด หรือผสมไม่ติดได้ดีและง่ายมากขึ้น”

แปลงหญ้าอาหารสัตว์เป็นความสำคัญอันดับแรกที่เสี่ยเฮงบอกว่า เกษตรกรมีการปลูกสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบ ซึ่งสายพันธุ์หญ้าที่ฟาร์มแห่งนี้ปลูก ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า

“หญ้าธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากหญ้าเมื่อสมัย 50 ปี เพราะอะไร มาจากที่ดิน ได้โดนสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารต่างๆ ทุกอย่าง ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ที่สำคัญในดินหมดไป ต้นหญ้าจึงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อควายน้อยลง จากที่ 50 ปีที่แล้ว เคยกล่าวกันว่า กินหญ้าอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าหรือมีการให้อาหารเสริมที่จำเป็น”

พร้อมกันนี้ เสี่ยเฮงยังกล่าวถึงการเลี้ยงควายในลักษณะคอกเดี่ยวว่า

“การเลี้ยงแบบคอกเดี่ยวทำให้สามารถจัดการด้านความสมบูรณ์ของควายตัวนั้นๆ ได้ง่าย อย่างตัวไหนผอมไปเราก็สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้น ตัวนี้เป็นโรคนะก็สามารถเลี้ยงขังไว้ในคอกเดี่ยว ทำให้ป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ง่าย เป็นต้น”

“แต่ถ้าถามว่าจะเลี้ยงควายให้เหมือนกับการเลี้ยงวัวเนื้อได้ไหม ที่มีการเลี้ยงแบบยืนโรง มีการนำหญ้านำอาหารมาให้กิน จากผลที่ผมทดลองพบว่า ควายจะอ้วนแต่ไม่แข็งแรง ลักษณะเนื้อที่ได้ก็ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องมีการปรับให้ควายได้ออกกำลังด้วยการปล่อยลงทุ่ง โดยทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จะปล่อยควายให้ลงทุ่งหากิน นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง”

“ควายนั้นด้วยลักษณะทางกายภาพของร่างกาย จะไม่ทนร้อน พอแดดออกร้อนจัดๆ ควายจะต้องหาร่มอยู่ เล่นปลัก เพื่อให้ตัวเย็น พอตัวเย็นเท่าที่ผมสังเกตจะพบว่า ควายจะเดินขึ้นมากินอีก เหมือนเป็นการกระตุ้น พอผิวเริ่มแห้ง ก็จะเดินลงโคลนลงน้ำใหม่อีกรอบ”

“พอสัก 11 โมงเช้า จะพาควายกลับมาอยู่ในที่ร่มในพื้นที่ใกล้คอกเลี้ยง โดยจะมีการเสริมหญ้าสดและหญ้าแพงโกล่าแห้ง และเมื่อถึงเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง หรือ 4 โมง แดดเริ่มร่ม จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้งหนึ่ง และจะกลับมาเข้าคอกในช่วง 6 โมงเย็น เสริมด้วยหญ้าสดและหญ้าแห้งอีกรอบ ซึ่งระหว่างที่กลับมาคอก ผมจะแยกควายออกเป็น ควายแม่ลูกอ่อน แม่เดี่ยว เข้าคอกแล้วดูว่าแต่ละตัวควรให้อะไรเสริม อย่างตัวไหนแก่ หรือมีลูก จะให้แร่ธาตุ ให้อาหารข้นเสริม หรือให้รำเสริมตัวละ 2 กิโลกรัม ผมจะให้อาหารเสริมในช่วงเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้กินในช่วงมื้อเช้าแล้ว ควายออกทุ่งจะไม่กินหญ้าเพราะอิ่มไปแล้ว”

สำหรับอาหารเสริมที่ให้นั้น เสี่ยเฮง บอกว่า จะให้เฉพาะแม่ควายท้องเท่านั้น สาเหตุที่ให้เพราะช่วยทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น เมื่อคลอดออกมาจะช่วยทำให้สามารถเติบโตได้ดี สมบูรณ์แข็งแรง มีโครงการสร้างลำตัวใหญ่ โดยอาหารเสริมที่ให้จะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแม่โค

ที่น่าสนใจอีกประการในการติดตามพฤติกรรมของควายที่เลี้ยงแต่ละตัวของเสี่ยเฮงคือ จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในคอกเลี้ยง เพื่อดูว่าควายแต่ละตัวมีสภาพเป็นอย่างไร หากเกิดปัญหาอะไรจะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

“ส่วนในเรื่องของปลักโคลนสำหรับควาย สมัยก่อนชาวบ้านเลี้ยงกันจะต้องมีปลักไว้ให้ควายลงเล่น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดความร้อนในตัวควายและช่วยป้องกันเรื่องแมลง เพราะโคลนจะเคลือบผิว ทำให้แมลงกัดไม่ถึงเนื้อ แต่ก็มีข้อเสีย ซึ่งจากที่ผมศึกษาพบว่า ปลักโคลนทำให้เกิดการติดเชื้อโรคง่าย ควายท้องแก่ออกลูกมาบางตัวจมน้ำตาย เพราะปลักเป็นโคลนเป็นน้ำลึก และไม่สะดวกในการดูแลเพราะเคยทำปลักให้ ปรากฏว่าเละ คนดูแลเข้าไปเจอสะบัดโคลนใส่เลอะไปหมด จึงปรับให้เป็นสระน้ำใส ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เพียงแต่ว่า ควายจะต้องลงเล่นน้ำบ่อยมากกว่า เพราะการคลุกโคลนในปลักนั้นจะอยู่ได้นาน บ่ายหนึ่งจะลงเล่นปลักแค่รอบเดียว แต่การลงเล่นน้ำในสระน้ำใส ควายจะต้องลงน้ำอย่างน้อย 3 รอบ”

สำหรับสระน้ำที่ทางฟาร์มจัดทำขึ้น จะมีระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร

ในส่วนของการผสมพันธุ์นั้น ที่ฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์คุมฝูง โดยพ่อพันธุ์เด่นของฟาร์ม ได้แก่ เจ้าเงินอุทัย ซึ่งเป็นควายที่มีความสวยงามโดดเด่น ให้ลูกดี

“เราต้องการพัฒนาเรื่องพันธุกรรมของควายในฟาร์มให้ยอดเยี่ยมมากขึ้น จึงคัดสรรพ่อพันธุ์ชั้นดีเข้ามา อย่างเจ้าเงินอุทัย เคยให้ลูกสวยมาก ไปประกวดที่ไหนก็ได้รางวัลมากที่สุด และที่สำคัญเคยมีคนมาตั้งราคาซื้อลูกของเจ้าเงินอุทัย ถึงตัวละ 1.5 ล้านบาท” เสี่ยเฮง กล่าว

ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของเจ้าเงินอุทัย เสี่ยเฮงจึงซื้อเข้ามาคุมฝูง พร้อมทั้งรีดน้ำเชื้อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ ในราคาโด๊สละ 500 บาท

เมื่อถามถึงต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นกับการใช้รูปแบบนี้ เสี่ยเฮง บอกว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเมื่อแม่พันธุ์สมบูรณ์ ลูกที่ออกมาจะดี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย

“ถ้าเกษตรกรสนใจ การลงทุนนั้นจะมีเฉพาะค่าสายพันธุ์ ส่วนอย่างอื่นนั้นจะน้อยมาก แต่ขอให้ปรับระบบการเลี้ยง มีการทำแปลงหญ้า มีการจัดการที่ดี เข้าใจควายว่าต้องการอะไรอย่างไร แล้วความสำเร็จต้องเกิดขึ้นแน่นอน” เสี่ยเฮง กล่าวทิ้งท้าย

คุมเข้มนำเข้า “ส้มมีใบ” จากจีน

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ปัจจุบันส้มแมนดาริน เป็นหนึ่งในชนิดสินค้าที่ประเทศไทยได้มีการนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นปริมาณมาก เนื่องจากผู้บริโภคและตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 37,500 ตัน มูลค่ากว่า 1,260 ล้านบาท และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2558-มกราคม 2559 มีการนำเข้าส้มจากจีนผ่านด่านตรวจพืชดังกล่าวแล้วกว่า 44,823.45 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,553.59 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้ด่านตรวจพืชทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าส้มจากจีนมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการนำเข้ามาก ได้แก่ ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และด่านตรวจพืชเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ยังกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างรัดกุมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีส้มที่มีกิ่งก้านและใบหลุดลอดเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจมีแมลงศัตรูพืชกักกันติดมาด้วย

“ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าส้มจากจีน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการตรวจปล่อยสินค้า อาทิ การแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (NSW) การสุ่มตรวจและการปล่อยสินค้า โดยเบื้องต้นผู้นำเข้าต้องแจ้งการนำเข้าส้มทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องนำใบแจ้งนำเข้าพร้อมเอกสารประกอบมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เมื่อสินค้ามาถึงด่าน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจส้ม 100% หรือตรวจทุกชิปเม้นต์และทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้วิธีการเปิดตรวจแบบทีเชป (T Shape) โดยเปิดเป็นช่องถึงหน้าตู้และเจาะลงถึงพื้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสินค้าส้มมีใบปะปนมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนงานมากกว่าปกติ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องจัดเตรียมคนงาน อุปกรณ์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสุ่มตรวจส้มเองทั้งหมด หากตรวจพบส้มมีใบติดมาต้องจ่ายค่าแรงงานในการตัดใบส้มออกด้วย ทางกรมวิชาการเกษตรจะอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ในการตรวจสอบเท่านั้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการใดๆ ทั้งสิ้น” คุณสมชาย กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชติดมากับผลส้มจะให้ผู้ประกอบการกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรมเมทิลโบรไมด์ก่อนอนุญาตนำเข้าและกระจายสินค้าสู่ตลาด กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชกักกัน เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธการนำเข้าและสั่งตีกลับสินค้าคืนสู่ประเทศต้นทางหรือสั่งทำลายสินค้าทันที ส่วนกรณีที่พบเฉพาะใบและกิ่งส้มติดมา เจ้าหน้าที่จะให้ผู้นำเข้าคัดแยกใบและกิ่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และเผาทำลายใบส้มทิ้ง พร้อมบันทึกข้อมูลในการนำเข้าและแจ้งตักเตือนผู้ประกอบการให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อตรวจสอบศัตรูพืชขั้นละเอียด ณ ห้องปฏิบัติการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชด้วย

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงพิธีสารการนำเข้าผลไม้สดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย โดยตรวจพบการนำเข้าผลส้มสดที่มีกิ่งก้านและใบติดมา จากผู้นำเข้า 6 ราย รวม 26 ชิปเม้นต์ จำนวน 44 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้ส่งออกสินค้าจากจีน จำนวน 7 ราย กรมวิชาการเกษตรจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนให้หน่วยงานกระทรวงควบคุมคุณภาพและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ทราบ และให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทาง เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขข้อตกลงตามพิธีสารฯ

“จากการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างเข้มงวด พบว่า มีผู้ประกอบการนำเข้าบางรายหลีกเลี่ยงการแจ้งผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และใช้วิธีปลอมแปลงเอกสารการตรวจปล่อยสินค้า ได้แก่ การปลอมตราตรวจปล่อยของด่านตรวจพืช และปลอมแปลงลายมือชื่อนายตรวจพืช เพื่อแสดงผลการตรวจปล่อยสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังจึงร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งไลน์กลุ่มเป็นช่องทางสื่อสารการตรวจปล่อยสินค้าและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างรัดกุม สามารถอุดช่องโหว่และสกัดกั้นผู้กระทำผิด และทำให้การนำเข้าส้มจากจีนเป็นไปตามระเบียบ และ พ.ร.บ. กักพืช หากยังตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะนี้อีก จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

รายงานพิเศษ : พด.กับความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม(Zoning)ระดับพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217648

วันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) ให้เห็นเป็นรูปธรรมในพื้นที่ หน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกันบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนการบริหารพื้นที่เกษตรกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) ประกอบด้วย 5 มาตรการหลักนั้น คือ 1.การเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ 2.กำหนดแนวโน้มความต้องการตลาดสินค้าเกษตร 3.กำหนดเขตพื้นที่เหมาะสมการผลิตสินค้าเกษตร 4.การขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ และ 5.การติดตามประเมินผล ซึ่งมีเป้าประสงค์ในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน

รวมถึงมีแนวคิดในการปฏิบัติ คือ ประการแรก ส่งเสริมการผลิตสินค้าในพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสม (S1 และ S2) ประการที่สอง ปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3 และ N ) โดยในระหว่างปีงบประมาณ 2559 – 2560 นี้ ให้มีผลสำเร็จเบื้องต้นเกิดขึ้นที่ศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตร 882 ศูนย์ และบริเวณพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 76 แปลง โดยการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดมอบหมายให้ทีมงานระดับจังหวัดที่เรียกว่า Single Command เป็นผู้รับผิดชอบประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานในระดับจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดโดยให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นรายเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นมานั้น

ในขณะนี้ การขับเคลื่อนฯ ได้ดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเตรียมความพร้อมและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ของเกษตรกรในพื้นที่รอบๆ หรือในตำบลที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตร (ศพก.) จำนวน 882 ศูนย์ ซึ่งมีการชี้แจงให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม และรู้จักใช้ข้อมูลแผนที่ในพื้นที่ของตนเอง ครบทั้ง 882 ศูนย์ และมีเกษตรกรได้รับการชี้แจงกว่า 180,000 ราย มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความสำคัญ และประโยชน์ของการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมผ่านทาง Facebook (https://www.facebook.com/agrizoning) วิทยุชุมชน จดหมายข่าว และเว็บไซต์ของหน่วยงาน กว่า 1,500 ครั้ง ในส่วนของมาตรการที่สองสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้กำหนดแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรพืชเศรษฐกิจทั้ง 13 ชนิด ที่สำคัญในปี 2559 คือ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ข้าว ยางพารา มะพร้าว กาแฟ สับปะรด เงาะ ทุเรียน ลำไย และมังคุด ทำให้ทราบว่าพืชแต่ละชนิดมีความต้องการใช้ในประเทศปริมาณเท่าใด การส่งออกมีปริมาณมากน้อยเพียงใด

มาตรการที่สาม กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการจัดทำแผนที่เขตความเหมาะสมของที่ดินสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรสำหรับพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดรายชนิดพืช ในระดับประเทศระดับจังหวัด และระดับอำเภอ และทำการส่งมอบข้อมูลแผนที่ดังกล่าว ให้แก่ศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนและส่งเสริมในระดับพื้นที่ ครบทั้ง 882 ศูนย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิบัติ และส่งเสริมในพื้นที่เขตเหมาะสม (S1 และ S2) มีการอบรมให้เกษตรกรสามารถดูและใช้แผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง ว่าพื้นที่ของตนนั้นมีความเหมาะสมในระดับใด หรือไม่เหมาะสมกับพืชชนิดใด หากมีความเหมาะสมแล้วจะต้องทำการเพิ่มศักยภาพในการผลิตแบบไหนเพื่อลดต้นทุนในการผลิต หากไม่เหมาะสมจะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้เกษตรกรเป็นเกษตรกรที่มีความ smart หรือ เป็น smart farmer นั่นเอง

นายสุรเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังให้เกษตรกรได้ดูงานความสำเร็จของการปลูกพืชในเขตเหมาะสม ผ่านทางศูนย์เรียนรู้ฯ(ศพก.) ที่เป็นต้นแบบที่อยู่ในจังหวัดทั้งนี้ได้มีการอบรมให้แก่เกษตรกรไปแล้วจำนวน 400 กว่าศูนย์ มีเกษตรกรเข้ารับการอบรมจำนวนกว่า 90,000 รายในส่วนของการขับเคลื่อนการปฏิบัติและส่งเสริมในพื้นที่ที่ทำการผลิตไม่เหมาะสม (S3 และ N)
หรือ การปรับโครงสร้างการผลิต ได้ดำเนินการประชุม ชี้แจง ถึงผลกระทบจากการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ไม่เหมาะสม และเสนอทางเลือกการผลิตในรูปแบบต่างๆ ทดแทน ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่นั้นๆไปแล้ว จำนวน 231 ศูนย์ มีเกษตรกรเข้าร่วมการชี้แจงกว่า 64,000 ราย มีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ จำนวน 475 ราย ใน 17 จังหวัด เช่น เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ปรับเปลี่ยนนาข้าวเป็นพื้นที่ปลูกหญ้ารูซี่ เพื่อใช้ในการเลี้ยงแพะ เกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี สกลนคร ปรับเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นปลูกหญ้าเนเปียร์ เกษตรกรในจังหวัดราชบุรี ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นเกษตรกรรมทางเลือก เกษตรกรในจังหวัดอุทัยธานี ปรับเปลี่ยนจากการปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ข้าว เป็นเกษตรแบบผสมผสาน เป็นต้น

“การปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนด้วย ไม่ว่าจะเป็นสระเก็บน้ำในไร่นา วัสดุปรับปรุงดินอย่างไรก็ตามหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำของกรมพัฒนาที่ดิน ได้ระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมในระดับพื้นที่เป็นรูปธรรมที่เด่นชัดขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการที่เกษตรกรเริ่มเกิดการยอมรับในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ไม่เหมาะสม หันมาผลิตสินค้าเกษตรชนิดอื่นที่มีความเหมาะสมมากกว่า และเป็นที่ต้องการของตลาด แม้ว่าวันนี้เกษตรกรที่เริ่มปรับเปลี่ยนยังมีจำนวนไม่มากนัก แต่คาดว่าต่อจากนี้ไปหากทุกหน่วยงานร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนฯ คาดว่าจะเกิดผลสำเร็จเบื้องต้นในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเกษตร 882 ศูนย์ ภายในปี 2560 นี้อย่างแน่นอน” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : พืชท้องถิ่นใต้…เสริมลมหายใจถิ่นปลายด้ามขวาน ปลูกขายเป็นรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217476

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ภาคใต้ มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เกษตรกรในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงมักทำสวน ทั้งสวนผลไม้ สวนปาล์ม และสวนยางพารา โดยเฉพาะยางพารา นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรในภาคใต้พึ่งเป็นพืชหลักสร้างรายได้ให้กับครอบครัว แต่ในสถานการณ์ที่ราคายางไม่แน่นอนอย่างเช่นปัจจุบัน พืชท้องถิ่นจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทกลายเป็นพืชเศรษฐกิจชุมชนที่สามารถสร้างรายได้ทดแทนให้แก่เกษตรกรได้

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นักวิจัยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลาและเครือข่ายนำโดย นางสาวมนต์สรวง เรืองขนาบ, นายจิระ สุวรรณประเสริฐ, นางสาวจารุวรรณ บางแวก, นายธัชธาวินท์ สะรุโณ พร้อมด้วยคณะนักวิจัย สวพ.8 ได้ทำการศึกษาวิจัยพืชท้องถิ่นภาคใต้หลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ถั่วหรั่ง มันขี้หนู คล้า กระจูดทะเลน้อย และสะตอบ้านแร่ พบว่าพืชเหล่านี้เป็นพืชประจำถิ่นของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ที่เกษตรกรปลูกกันมายาวนาน ใช้เป็นอาหาร ใช้สอย และขายเป็นรายได้เสริมแก่ครัวเรือน

จากการวิจัยพบว่า ถั่วหรั่ง เป็นพืชไร่อายุ 4-6 เดือน ดูแลรักษาง่าย ขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วนและร่วนปนทราย ผลผลิตนิยมต้มรับประทาน ปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค และสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ได้ เนื่องจากปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ ดีมีไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร สำหรับพันธุ์ถั่วหรั่งที่นิยมปลูก คือ พันธุ์สงขลา 1 ปรับปรุงพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตรมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วัน สั้นกว่าพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุ 150-180 วัน

การปลูกใช้อัตราเมล็ดพันธุ์แห้งทั้งเปลือกประมาณ 7 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกต้นฤดูฝน ใช้ระยะปลูกระหว่างหลุม 60 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้นต่อหลุม หลังจากงอก 21 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยหว่านระหว่างแถวแล้วพูนโคนกลบ ผลผลิตและผลตอบแทน ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ย 160-200 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ รายได้ 8,000-12,000 บาทต่อไร่

มันขี้หนู เป็นพืชไร่อายุประมาณ 5 เดือน มีลักษณะหัวมันขนาดนิ้วมือ ยาว 2–3 เซนติเมตร เรียวหัวท้าย เปลือกบาง ผิวเปลือกสีหม่นหรือดำ ขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วน มีศัตรูพืชน้อย ผลผลิตนิยมใช้ทำแกง และเป็นมันต้ม ปัจจุบันยังผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และไม่สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหัวพันธุ์ได้เนื่องจากปัจจุบันหัวพันธุ์ดีมีไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก สามารถให้ผลผลิตหัวสดได้ 2-3 ตัน/ไร่ มันขี้หนูเป็นพืชพวกเดียวกับฤาษีผสม แต่มีลักษณะพิเศษที่มีรากสะสมอาหารแป้งให้เราเอามาบริโภคได้ เป็นพืชอายุยาวที่ต้องใช้เวลารอเก็บเกี่ยว 6-8 เดือน

พันธุ์จำแนกตามลักษณะรูปทรงของหัวทำให้แยกมันขี้หนูออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ หัวลักษณะค่อนข้างกลม หัวลักษณะทรงกระบอก หัวลักษณะทรงกระสวย สายพันธุ์ที่ได้จากการรวบรวมและผ่านการทดสอบการให้ผลผลิตมาระยะหนึ่งแล้วว่าเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะดีและให้ผลผลิตสูงคือ สายพันธุ์ ควนเนียง 1 และพัทลุง 3 การปลูกและดูแลรักษา ไถเตรียมดิน 1-2 ครั้ง ให้ดินมีความร่วนซุย การปลูกมันขี้หนูให้ได้ผลผลิตสูงและมีลักษณะหัวสวยงามต้องปลูกในพื้นที่ดอน ดินมีความร่วนซุยสูง การระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง ใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร

ถ้าหัวมีขนาดใหญ่ใช้เพียง 1 หัว/หลุม แต่ถ้าหัวมีขนาดกลางควรใช้ 2 หัว/หลุม หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 15 กก./ไร่ แต่โดยปกติเกษตรกรจะนิยมเก็บหัวขนาดเล็กซึ่งไม่สามารถจำหน่ายสู่ตลาดได้เอาไว้ทำพันธุ์และปลูก 3-4 หัว/หลุม การปลูกมันขี้หนูโดยใช้การปักชำยอดต้องตัดยอดให้มีความยาว 3-4 นิ้ว และปลูกลึกประมาณครึ่งหนึ่งของความยาว หัวมันขี้หนูจะขยายขนาดเต็มที่เมื่ออายุได้ประมาณ 6 เดือน มันขี้หนูที่แก่จัดจะสังเกตได้จากใบเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซึ่งจะเป็นที่อายุ 7 ถึง 8 เดือน การใช้ประโยชน์ เดิมการใช้ประโยชน์มีเฉพาะการนำส่วนหัวมาต้มกินเล่น และใส่ในแกงเช่นเดียวกับการใช้มันเทศหรือมันฝรั่ง แต่มันขี้หนูมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ไม่ว่าจะต้มนานเท่าไรหรืออุ่นกี่ครั้งก็จะไม่เละ และหากเป็นการต้มกินเล่นหลังจากเคี้ยวกลืนไปแล้วทำให้เกิดความรู้สึกหวานในปาก

ปัจจุบันได้มีการศึกษาถึงการใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นของมันขี้หนูในเบื้องต้นอยู่บ้าง เช่น การนำสารสกัดที่ได้จากส่วนเหนือดินไปใช้ในการควบคุมศัตรูพืช รวมถึงการใช้เป็นยาและอาหารเพื่อสุขภาพ แป้งมันขี้หนู มีปริมาณโปรตีนประมาณ 2-5 เปอร์เซ็นต์ อมิโลสต่ำ ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ความหนืดแป้งสุกสูงสุดค่อนข้างต่ำ แป้งมีความนิ่มเหมาะจะทำอาหารประเภทกวน เปอร์เซ็นต์สตาร์ช ประมาณ 15-25 เปอร์เซ็นต์ การทดลองทำผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เช่น เค้ก ทองม้วน บราวนี่ ได้โดยใช้แป้งมันขี้หนูแทนแป้งสาลีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่คุณภาพไม่ต่างจากการใช้แป้งสาลี ผลผลิตและผลตอบแทน ผลผลิต 800-1,300 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนประมาณ 15,000 บาทต่อไร่ รายได้ 24,000-39,000 บาทต่อไร่

ต้นคล้า เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จัดเป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตเป็นพุ่มหรือเป็นกอ และมีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง แตกออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งลำต้นและใบจะมีความสูงประมาณ 3-5 เมตร มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน สามารถแตกหน่อได้ พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในพื้นที่ชื้นแฉะตามริมคลองหรือตามลำธาร มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงปาปัวนิวกินี

ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคพบมากทางภาคใต้ของประเทศ คล้า มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ เช่นทางภาคใต้ ภาคอีสานจะเรียก “คล้า” แต่ทางภาคเหนือจะเรียก “แหย่ง” คล้าเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ในอดีตสมัยรุ่นปู่ย่าตายายชาวบ้านจะนิยมนำต้นคล้ามาใช้ทำเครื่องจักสานเพื่อใช้ในครัวเรือน เช่น นำมาสานเป็นเสื่อ กระติบข้าว ถาดใส่ของ ใช้แทนเชือกมัดของ หรือใช้เป็นวัสดุเย็บจากมุงหลังคา ใช้เป็นยารักษาโรค โดยใช้เหง้า หรือหัวซึ่งมีรสเย็นใช้กินเป็นยาแก้ไข้ รักษาอาการไข้ปอดบวม ไข้กาฬ ไข้จับสั่นไข้รากสาด ไข้หัด ช่วยรักษาอาการร้อนในกระหายน้ำ

ประโยชน์ทางอ้อมของต้นคล้ามีรายงานไว้ว่าในประเทศอินเดียปลูกต้นคล้าเพื่อลดการชะล้างพังทลายของดิน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร ได้สำรวจ รวบรวมและศึกษาในประเทศไทย ในเบื้องต้นพบว่าภาคใต้ตอนล่าง สงขลา พัทลุง สตูล ต้นคล้ามีการกระจายอยู่ตามธรรมชาติในหลายพื้นที่ แต่คนที่รู้จักและสามารถนำคล้ามาใช้ประโยชน์มีเพียงกลุ่มน้อย เช่น การสานเสื่อคล้า เสื่อที่ทำจากต้นคล้ามีความสวยงามเงาวาวตามธรรมชาติ พื้นผิวเสื่อเรียบให้ความรู้สึกเย็นสบายและมีความคงทน การใช้เป็นวัสดุในการเย็บจากมุงหลังคา ในภาคอีสานนิยมนำต้นคล้ามาจักสานเป็นกระติบข้าวเหนียวเพราะมีความทนทาน

“สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของพืชท้องถิ่นภาคใต้ต่างๆ เหล่านี้ จึงได้มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ทางวิชาการแล้วนำมาซึ่งการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่สนใจ รวมถึงเป็นการอนุรักษ์พืชท้องถิ่นให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้” ผอ.สวพ.8 กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทแนะเกษตรกร ปลูกถั่วเขียวแทนพืชไร่-ลดเสี่ยงน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/217332

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นถึงความรุนแรงอย่างชัดเจน แม้กระทั่งเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เขตชลประทานเองยังไม่มีน้ำให้ทำการปลูกพืชที่ใช้น้ำมากอย่างข้าวได้เลยดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่ปกติต้องอาศัยแต่น้ำฝนในการทำการเกษตรอยู่แล้ว เมื่อฝนทิ้งช่วงก็ไม่มีน้ำให้ทำการเกษตรอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการและกรมอุตุนิยมวิทยามีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้เกษตรกรมีความหวังในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกสักที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรก็ยังต้องวนเวียนกลับมาเป็นวัฏจักรเช่นเดิม ฉะนั้น เกษตรกรที่สามารถปรับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ ก็จะช่วยลดทั้งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้ดีขึ้น คุณพลศักดิ์ สืบศรี เกษตรกรอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นคนหนึ่งที่มีการปรับระบบการผลิตจากพืชไร่ใช้น้ำมากหันมาปลูกพืชตระกูลถั่วใช้น้ำน้อยทดแทน

คุณพลศักดิ์เล่าว่า แต่เดิมตนก็ทำการเกษตรด้วยการปลูกพืชไร่ ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมพื้นที่ปลูกกว่า 400 ไร่ ซึ่งพื้นที่ของตนอยู่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ประกอบกับพืชไร่เหล่านี้มีอายุเก็บเกี่ยวค่อนข้างนาน ถ้าเจอภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงก็ส่งผลกระทบต่อผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งเรื่องราคาจำหน่ายก็ค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ ราคามันสำปะหลังตกต่ำรายได้ไม่พอกับต้นทุนที่ลงไปทำให้ขาดทุนไปเป็นหลักล้านบาท จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการหาพืชชนิดอื่นมาทดแทน โดยคิดว่าต้องพืชที่มีอายุสั้น ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและสามารถทนแล้งได้ ซึ่งได้รับคำแนะนำจากศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร ให้ปลูกพืชตระกูลถั่ว คือ ถั่วเขียว เพราะตลาดยังมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจำนวนมาก

ไม่เพียงได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวตามหลักวิชาการ ตนยังมีโอกาสเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ซึ่งทางศูนย์ฯ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวให้ไปปลูกและรับซื้อคืนในราคาประมาณ 30-40 บาทต่อกก. ข้อดีของเมล็ดพันธุ์ที่มาจากศูนย์ฯ คือเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ อัตราการงอกสูงถึง 90% ผลผลิตที่ได้ออกมาสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง แตกต่างจากเมล็ดพันธุ์จากร้านค้าทั่วไปที่ไม่มีการรับรองคุณภาพ เมื่อปลูกจะทำให้ต้นถั่วมีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน บางต้นสูงคืบเดียวบางต้นสูงเป็นศอก ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรจำเป็นต้องไถทิ้งและปลูกซ่อมใหม่เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตเข้าไปอีก นอกจากนี้ การปลูกตามช่วงเวลาที่เหมาะสมตามคำแนะนำคือช่วงต้นฝนหรือปลายฝนดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคแมลงน้อยกว่าช่วงฤดูฝน

ทั้งนี้ ตนจะปลูกถั่วเขียวผิวมันพันธุ์ชัยนาท 72 และพันธุ์ชัยนาท 84 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ฝักดกเมล็ดใหญ่ พื้นที่ 400 กว่าไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 2 ตันโดยปลูกในช่วงปลายเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วได้ผลผลิตเฉลี่ย 150 กก.ต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตรวมประมาณ 60-70 ตัน ซึ่งเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งต้องคืนให้กับทางศูนย์ฯ ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายให้กับศูนย์ฯ หรือเกษตรกรรายอื่น แต่ส่วนใหญ่ทางศูนย์ฯ จะรับซื้อเกือบจะทั้งหมด เพราะต้องนำไปขยายผลให้กับเกษตรกรรายอื่นที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวเรียบร้อยแล้ว จะไถกลบเพื่อให้เศษซากต้นถั่วกลายเป็นพืชปุ๋ยสด ผลพลอยได้คือดินดีขึ้น เมื่อปลูกพืชหลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะมีต้นทุนการผลิตค่าปุ๋ยเคมีลดลง จากปกติจะใช้ปุ๋ยเคมีประมาณ 3 ถุงต่อไร่ ถุงละ 800 บาท พอดินฟื้นตัวมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นก็ปรับลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงมาเรื่อย มาถึงตอนนี้แทบจะไม่ได้ใช้เลย หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพที่มีราคาเพียงถุงละ 200-300 บาท ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลดลงเกินครึ่ง นอกจากนี้ สิ่งที่ได้ตามมาคือผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการเจริญเติบโตดีขึ้น ฝักใหญ่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเฉลี่ย 1 ตันเศษ

“การปลูกถั่วเขียวนับเป็นพืชเสริมที่มีศักยภาพสูง ทั้งเป็นพืชระยะสั้นใช้น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 2,000-2,500 บาทต่อไร่ ขณะที่ผลตอบแทนสูงกว่าพืชเศรษฐกิจบางชนิด ที่สำคัญคือตลาดยังมีความต้องการโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ฉะนั้นในภาวะโลกร้อนขึ้น น้ำเพื่อการเกษตรมีจำกัด นอกจากที่จะรอคอยธรรมชาติให้น้ำฝนช่วย เกษตรกรต้องช่วยเหลือตนเองด้วยการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชจากพืชอายุยาวที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก มาปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ซึ่งจะช่วยทั้งประหยัดน้ำและสามารถสร้างรายได้ที่ดีขึ้นในคราวเดียว”

รายงานพิเศษ : ภัยแล้ง…น้ำท่วม มีทางออก กล้าหรือไม่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/216960

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายและวิสัยทัศน์ว่า “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้น้ำประมาณปีละ 151,750 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยภาคเกษตรมีความต้องการสูงสุดถึง 113,960 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 75 ที่เหลือเป็นการใช้น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศร้อยละ 18 เพื่อการอุปโภค ร้อยละ 4 เพื่อการอุตสาหกรรมร้อยละ 3

ประเทศไทยแม้ปีนี้จะประสบภาวะภัยแล้งเกือบทั่วประเทศ แต่หากพิจารณาค่าเฉลี่ยปริมาณฝนตกรายปีแล้ว ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีความมั่นคงเรื่องน้ำ แต่ที่ยังไม่มั่นคงเพราะปริมาณฝนตกจำนวนมหาศาลถึง 700,000 ล้าน ลบ.ม.นั้น ระเหยไปประมาณ 400,000 ล้าน ลบ.ม. และซึมลงดินประมาณ 100,000 ล้าน ลบ.ม. ทำให้เหลือปริมาณน้ำที่นำไปใช้ได้จริงหรือที่เรียกกันว่าน้ำท่าเพียง 200,000 ล้าน ลบ.ม.

ที่สำคัญปริมาณน้ำท่าจำนวนดังกล่าว สามารถเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 480 แห่ง รวมกับประมาณ 79,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งไม่ถึงครึ่งของปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้น

ขณะที่พื้นที่การเกษตรในประเทศไทยมีทั้งหมด 149 ล้านไร่ จากการสำรวจและศึกษาเบื้องต้นของกรมชลประทานพบว่า เป็นพื้นที่เกษตรน้ำฝน 119 ล้านไร่ และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานได้อีกประมาณ 18.8 ล้านไร่เท่านั้น หากต้องการเพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่านี้ จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคอื่นๆ ในการจัดหาน้ำ เช่น น้ำบาดาล การผันน้ำ เป็นต้น

ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้กำหนดไว้ว่า จะต้องเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อย่างน้อย 8.7 ล้านไร่ ภายในปี 2569 แต่การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการเก็บกับน้ำต้นทุน ควบคู่ ไปกับการเพิ่มประสิทธิการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการแข่งขันมอบรางวัลให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ และโครงการชลประทานที่บริหารจัดการน้ำดีเด่นเป็นประจำทุกปี แต่ด้วยปริมาณน้ำต้นทุนที่มีจำกัด เมื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำแล้ว ปริมาณน้ำในหลายพื้นที่ก็คงไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องหาแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มปริมาณการเก็บน้ำของแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ และการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำต้นทุนทำได้ยากและใช้เวลานาน

เมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ๆ ต้องใช้ระยะเวลา กรมชลประทานจึงได้ปรับมาดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และเสริมความมั่นใจในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม รวมทั้งสามารถขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นจากเดิมได้

สำหรับอ่างเก็บน้ำที่จะเพิ่มปริมาณการเก็บกัก ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของอ่างเก็บน้ำ ที่กรมชลประทานบรรจุไว้ในแผนการก่อสร้างมีทั้งหมด 20 แห่งคือ อ่างฯศาลทราย จ.จันทบุรี อ่างฯคลองพระพุทธ จ.จันทบุรี อ่างฯห้วยแร้ง จ.ตราด อ่างฯพระปรง จ.สระแก้ว อ่างฯคลองใหญ่ จ.ระยอง อ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง อ่างฯคลองหลวง จ.ชลบุรี อ่างฯคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา อ่างฯคลองวังบอน จ.นครนายก อ่างฯทรายทอง จ.นครนายก อ่างฯทรายทอง จ.นครนายก อ่างฯห้วยปรือ จ.นครนายก อ่างฯทับเสลา จ.อุทัยธานี อ่างฯคลองสะเดา จ.สงขลา อ่างฯท่างิ้ว จ.ตรัง ฝายแม่ยม จ.แพร่ อ่างฯแม่สอง จ.แพร่ อ่างฯคำปอง จ.แพร่ อ่างฯแม่มาน จ.แพร่ อ่างฯแม่ถาง จ.แพร่ และอ่างฯกุดตาเพชร จ.ลพบุรี

นอกจากนี้ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของอ่างเก็บน้ำ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 5 แห่ง คือ อ่างฯบางวาด จ.ภูเก็ต อ่างฯแม่มอก จ.ลำปาง อ่างฯห้วยตารู จ.ศรีสะเกษ อ่างฯคลองตรอน จ.อุตรดิตถ์ อ่างฯคลองสะเดา จ.สงขลา

รวมทั้งยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของอ่างเก็บน้ำ ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นอีกหลายแห่ง เช่น อ่างฯน้ำแหง จ.น่าน อ่างฯแม่ปืม จ.พะเยา อ่างฯห้วยใหญ่ จ.นครสวรรค์ อ่างฯคลองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ อ่างฯห้วยท่าแพ จ.สุโขทัย อ่างฯลำพันชาด จ.อุดรธานี อ่างฯห้วยถ้ำเข้ จ.อุบลราชธานี อ่างฯห้วยพญาเสือ จ.อุบลราชธานี อ่างฯห้วยจันลา จ.อุบลราชธานี อ่างฯห้วยยาง จ.บุรีรัมย์ อ่างฯห้วยขนาดมอญ จ.สุรินทร์ อ่างฯอำปึล จ.สุรินทร์ อ่างฯเขาระกำ จ.ตราด อ่างฯคลองระบม จ.ฉะเชิงเทรา อ่างฯห้วยขอนแก่น จ.เพชรบูรณ์ อ่างฯคลองลำกง จ.เพชรบูรณ์ อ่างฯห้วยขุนแก้ว จ.อุทัยธานี อ่างฯลำตะเพิน จ.สุพรรณบุรี และอ่างฯห้วยสำนักไม้เต็ง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้ไม่มากนัก รวมกันทั้งหมดได้น้ำมาไม่ถึง 350 ล้านลูกบาศก์เมตร และที่สำคัญจะเป็นเพียงการเพิ่มความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นชลประทานเดิม หรือขยายพื้นที่ชลประทานได้เฉพาะพื้นที่ที่ใกล้เคียงพื้นที่ชลประทานเดิมเท่านั้น ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ ที่ยังไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ
ก็จะไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนควบคู่ไปด้วย

ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะต้องเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อย่างน้อย 8.7 ล้านไร่ ภายในปี 2569 ซึ่งเท่ากับว่า จะต้องหาทางบริหารจัดการน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นให้ได้ประมาณ 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

การดำเนินการของกรมชลประทาน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มปริมาณการเก็บกักของแหล่งน้ำเดิม สร้างแก้มลิงเพิ่มขึ้น ก็ยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องสร้างอ่างฯเก็บน้ำแห่งใหม่ ทั้งขนาดกลาง และขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ในลุ่มน้ำที่มีศักยภาพ หรือแม้แต่ต้องดำเนินโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำอื่นๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โครงการผันน้ำสาละวิน-ภูมิพล โครงการโขง เลย ชี มูล เป็นต้น ก็ควรจะเร่งดำเนินการ

หากต้องการเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้นั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และรัฐบาลจะต้องมีนโยบายด้านการเกษตรและด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ชัดเจน ควรจะลดขั้นตอนและกระบวนการพัฒนาแหล่งน้ำ และการขอใช้พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาอ่างเก็บน้ำให้ได้ตามเป้าหมาย

ส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นย่อมมีบ้าง แต่เมื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ได้รับ เป็นผลดีต่อส่วนรวมและประเทศชาติมากกว่า ก็ควรจะดำเนินการก่อสร้าง เพราะโครงการพัฒนาทุกโครงการ “ย่อมมีได้และมีเสีย” แต่ถ้าสิ่งที่เสียไปสามารถบรรเทา หรือชดเชยได้ก็น่ายอม และที่สำคัญโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ใช่ตัวการใหญ่ในการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายป่า

พื้นป่าที่ถูกบุกทำลายจำนวนมหาศาล กลายเป็นเขาหัวโล้นล้วนแต่เกิดจากคนที่เข้าไปบุกรุกทั้งสิ้น!!

หากรัฐบาลกล้าตัดสินใจ เป้าหมายและวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่กำหนดไว้….ไม่ไกลเกินฝัน…

รายงานพิเศษ : สวพ.2 แนะใช้ปุ๋ยถูกสูตร-ถูกเวลา-ถูกวิธี-ถูกปริมาณ อีกหนึ่งแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพผลิตถั่วลิสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/216070

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวพ. 2 เร่งส่งเสริมให้ความรู้การปลูกถั่วลิสงอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างถูกต้องเหมาะสม หวังเพิ่มพื้นที่ปลูกถั่วลิสงให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ ลดการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศ ด้วยระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ

นายกำพล เมืองโคมพัส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุตรดิตถ์ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกถั่วลิสงมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกข้าวนาปรังเพราะได้ราคาดี ทำให้การผลิตถั่วลิสงไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ จึงมีการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งอีกปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การผลิตถั่วลิสงของเกษตรกรไม่มีประสิทธิภาพ คือ เกษตรกรขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปุ๋ยและวิธีการการใช้ปุ๋ย และนอกจากเกษตรกรจะขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปุ๋ยแล้ว เกษตรกรยังมีความเชื่อเดิมๆ ทำให้ไม่เปิดใจยอมรับ ดังนั้นกระบวนการถ่ายทอดความรู้เรื่องปุ๋ย จนเกษตรกรเข้าใจและเกิดความมั่นใจที่ทำการทดลองตามคำแนะนำจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทาง สวพ.2 จึงได้ดำเนินงานส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วลิสงหลังนาโดยการใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ พร้อมกับถ่ายทอดความรู้เรื่องปุ๋ยและวิธีการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพให้กับเกษตรกร

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุตรดิตถ์ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานโครงการขับเคลื่อนผลการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ปี 2559 โดยได้ทำการทดสอบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วลิสงหลังนา โดยการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตของถั่วลิสงหลังนาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีการถ่ายทอดความรู้เรื่องปุ๋ย วิธีการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพให้กับเกษตรกร การบรรยายเน้นให้เกษตรกรมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับปุ๋ย ตั้งแต่ ปุ๋ยคืออะไร หน้าที่ของปุ๋ย สูตรปุ๋ย แม่ปุ๋ย ชนิดของปุ๋ยซึ่งประกอบด้วยปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์เคมี ความแตกต่างของปุ๋ยกับสารปรับปรุงดิน และอาหารเสริมทางใบ หน้าที่และความแตกต่างของปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง วิธีการคำนวณราคาปุ๋ย การผสมปุ๋ยใช้เอง ความสำคัญของการใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืช การตรวจสอบปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในดิน และวิธีการสุ่มตัวอย่างดิน

โดยสูตรปุ๋ย เน้นให้เกษตรกรทราบความหมายของสูตรปุ๋ย วิธีการคำนวณราคาธาตุอาหารในปุ๋ยสูตรต่างๆ การผสมปุ๋ยให้ได้สูตรที่ต้องการโดยใช้แม่ปุ๋ยและสารตัวเติม การผสมปุ๋ยใช้เองโดยไม่ต้องผสมเป็นปุ๋ยสูตร แต่ผสมให้ได้ปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมตามที่ต้องการ ซึ่งมีข้อดีคือประหยัดและไม่ต้องแบกดินลงแปลง ส่วนการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธี และถูกปริมาณ ดังนี้

1.การใช้ปุ๋ยถูกสูตร คือการใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมครบ โดยปุ๋ยไนโตรเจน ช่วยในการสร้างต้น ใบ การเจริญเติบโต และผลผลิต ปุ๋ยฟอสฟอรัส กระตุ้นการสร้างราก ตั้งตัวเร็ว ต้นใหญ่ ลำต้นแข็งแรง ออกดอกพร้อมกัน ติดฝักเยอะ และเมล็ดติดเต็มฝัก ส่วนปุ๋ยโพแทสเซียม กระตุ้นการสร้างราก พุ่มใหญ่ ลำต้นแข็งแรง ดอกออกสม่ำเสมอ เมล็ดโต น้ำหนักดี

2.การใช้ปุ๋ยถูกเวลา ใส่ให้ทันกับความต้องการ จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ปุ๋ยไนโตรเจน สำคัญต่อการเจริญเติบโต แต่สูญเสีย
ไปกับน้ำได้ง่าย ให้แบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆ กัน ในถั่วลิสงครั้งแรกใส่รองพื้นพร้อมปลูก ครั้งที่สองใส่ที่อายุ 30 วัน ปุ๋ยฟอสฟอรัส กระตุ้นการสร้างราก การตั้งตัวของพืช การสร้างดอกและเมล็ด โดยพืชจะค่อยๆ ดูดไปสะสมในลำต้นและใบก่อนนำไปใช้ แต่ปุ๋ยฟอสฟอรัสเคลื่อนย้ายได้น้อยและสะสมในดิน จึงควรใส่ให้เร็วที่สุด โดยใส่ในครั้งแรกเป็นปุ๋ยรองพื้นทั้งหมดครั้งเดียว ส่วนปุ๋ยโพแทสเซียม ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค พืชต้องการมาก สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง จึงควรใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมให้เร็วที่สุด โดยใส่ครั้งแรกทั้งหมดครั้งเดียวพร้อมกับปุ๋ยฟอสฟอรัส หรือแบ่งใส่ 2 ครั้ง เท่าๆ กัน การใส่ปุ๋ยช้าจะทำให้ความเป็นประโยชน์ลดน้อยลง เพราะพืชไม่สามารถนำไปใช้ให้ทันกับกระบวนการพัฒนาของพืช

3.การใช้ปุ๋ยถูกวิธี ใส่แล้วกลบ พืชจะได้รับปุ๋ยเต็มที่ ลดการสูญเสีย การใส่ปุ๋ยรองพื้น โดยการชักร่องแล้วโรยเป็นแถวพร้อมหยอดเมล็ด หรือใช้วิธีการโรยแล้วยกร่องกลบตอนเตรียมดิน การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ที่อายุ 30 วัน โรยตามแถวถั่วลิสงขณะที่ดินมีความชื้น

4.การใช้ปุ๋ยถูกปริมาณ ใส่ปุ๋ยให้มีธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ให้เพียงพอกับความต้องการจึงจะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ ปริมาณปุ๋ยที่แนะนำให้เกษตรกร โดยใช้แม่ปุ๋ยผสมให้ได้ปริมาณที่ต้องการ โดยแบ่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและโพแทสเซียม 2 ครั้ง เท่าๆ กัน ครั้งแรกใส่รองพื้นพร้อมปลูกโดยใช้ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 20 กก./ไร่ ผสมกับ 0-0-60 อัตรา 10 กก./ไร่ ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อถั่วลิสงมีอายุ 30 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 6 กก./ไร่ ผสมกับ 0-0-60 อัตรา 5 กก./ไร่

จากผลการดำเนินงานในแปลงต้นแบบของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรให้การยอมรับเทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ โดยเกษตรกรจะสังเกตจากการตอบสนองของต้นพืชและจากผลผลิต ทำให้พืชมีลักษณะ ทรงพุ่มใหญ่ ใบเขียว ต้นใหญ่ แข็งแรง ฝักดก ฝักใหญ่ น้ำหนักดี ผลผลิตสูงถึง 1,500 กก./ไร่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมคิดเป็นร้อยละ 40 ทั้งนี้ เกษตรกรให้การยืนยันและยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าในการปลูกถั่วลิสงครั้งต่อไปจะใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุตรดิตถ์ ตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 53130 โทรศัพท์ 0-5543-6317 ในวันเวลาราชการ