“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

“คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก”

ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย

เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี…ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็ก น้ำหนักไม่มาก พกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง…วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พี่แดง-คุณทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่ม ยืนยิ้มรอต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรชุมชนในท้องถิ่น โรงงานขนาดย่อมเรียงรายกันไปตามทางยาวของที่ดินกว่า 3 ไร่ แม้จะเล็ก แต่กลับกว้างขวาง โล่ง สบายตา สำคัญสุดคือ ความสะอาด สมกับเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อชาวโลก มีป้ายคำขวัญติดไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเงินล้านสู่ชุมชนบ้านแคว สร้างวินัยในองค์กร สร้างสรรค์งานด้วยองค์ความรู้ชุมชน และคำว่า…เศรษฐกิจพอเพียง เคียงข้างประชาชน

คุณทองเพียร บอกว่า เริ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ ขึ้นเมื่อปี 2538 เรียกว่ายาวนานมากว่า 20 ปี เพราะความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน จากการทำนา และเก็บลำไยเพียงปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงาน ไม่มีความมั่นคงให้ชีวิตและไม่พอกิน ทางเกษตรอำเภอสารภีจึงเข้ามาส่งเสริมให้แม่บ้านแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยเริ่มจากการดองผลไม้ ทั้งมะม่วง ขิง ผักกาด ไข่เค็ม น้ำพริกตาแดง กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น นำออกจำหน่ายตามงานเทศกาลต่างๆ

“ตอนนั้นพี่แดงก็เริ่มคิดและมองหาโอกาสที่จะนำลำไยมาแปรรูปด้วยการอบแห้ง ก่อนที่จะขยับขยายไปยังผลไม้ตัวอื่น อาทิ ลิ้นจี่ มะเขือเทศ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ขนุน อะไรที่มีในท้องถิ่นเรานำมาทำอบแห้งหมด โดยลงทุนจากเล็กก่อนขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันเรามีทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาอบลมร้อน ไม่มีเขม่า ทำให้ผลผลิตออกมาดีขึ้น สีสวย รสอร่อย”

สังเกตได้ว่า แม่บ้านจำนวน 21 คน ที่ทำงานอยู่ในวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา เสียงสนทนาในวงแกะขนุนสด ที่ลานหลังบ้านบ่งบอกถึงความสุขในคุณภาพชีวิตที่แสนสำราญ ช่วงนี้ทุกคนสาละวนกับการอบขนุน ซึ่งส่งตรงมาจากสวนจังหวัดจันทบุรีและระยอง เพราะปีที่ผ่านมาขนุนอบแห้งขาดตลาด ปีนี้จึงรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ทำให้ทั้งโรงงานหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนุนสีทองอร่าม หลังจากผ่านการอบในเตาอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นานถึง 12 ชั่วโมง

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ คือ สินค้ามาจากผลผลิตในชุมชนคนท้องถิ่น ไม่ใช่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบโรงงานขนาดใหญ่ ทุกอย่างหมุนเวียนและคืนกำไรแก่ชุมชน ให้ทุกคนอยู่อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปจากบ้านเรือนตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความสุข ฝนตกก็เดินไปเก็บผ้า เก็บผักข้างรั้ว กลับไปทำกับข้าว อยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง

ทุกวันนี้สินค้าตราบ้านแคว – BANKWAE BRAND ได้รับมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย., ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), GMP คือ Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ HACCP มาตรฐานการผลิต ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค และอาหารฮาลาล (Halal Food) อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลาม มาตรฐานสินค้า OTOP เรียกว่าคุมคุณภาพครอบคลุมพร้อมจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยรางวัลมากมายการันตี

คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก สินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกที่สนามบิน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ศูนย์การค้าเมญ่า ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ริมปิงทุกสาขา ไม่พอจำหน่ายในแต่ละวัน มีคำสั่งซื้อแบบไม่อั้น ซึ่งบางวันก็ทำให้ไม่ทัน ยังไม่รวมสินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายที่สยามพารากอน ร้านพรทิพย์ ภูเก็ต ทั้งหมดยังไม่รวมการส่งออก ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางมาดูที่แหล่งผลิตเพียงครั้งเดียว เมื่อพอใจเขาก็สั่งตลอดโดยจะมีตัวแทนมารับของเองและจ่ายเงินสด เป็นการค้าขายแบบปลอดภัย

“ทุกวันนี้กลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านแคว มุ่งมั่นทำงานเต็มกำลังที่มี และคงขยับขยายไปไม่ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะกำลังคนมีจำกัด แต่ยืนยันว่าพร้อมจะพัฒนาต่อยอดให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด จากเดิมที่ผลิต 1 ตัน ต่อวัน ก็จะเพิ่มให้เป็น 2 ตัน ต่อวัน โดยวางแผนการผลิตล่วงหน้า ตามฤดูกาลของผลไม้ที่ออก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีขนุนออกเราก็เร่งผลิตก่อน เดือนมีนาคม-เมษายน หน้ามะม่วง ส่วนลำไยจะออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะใช้ผลไม้ในฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช้ลำไยใส่สารเด็ดขาด เพราะเนื้อลำไยสดจะฟูและหอมกว่าเมื่ออบแห้งแล้ว”

และเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดให้ครบวงจร จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณค่า อาทิ ทอฟฟี่ขิง กล้วยกวน มะขามแก้ว เครื่องดื่มสมุนไพรผง เช่น กระชายดำผง ตะไคร้ผง เยอะแยะละลานตาไปหมด และล่าสุด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ชาลำไย ที่มีส่วนผสมหญ้าหวาน เพิ่มรสหวานหอมชุ่มในลำคอ กำลังขายดี…

คุณทองเพียร ฝากทิ้งท้ายว่า แต่ละชุมชนก็มีจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น บริโภคอะไร หากไม่มีมูลค่าก็ต้องนำมาเพิ่มมูลค่า โอกาสของบ้านแควคือ ลำไย เมื่อราคาตกต่ำ ก็นำวิกฤตมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการแปรรูปสินค้า มะม่วงออกมาสุกรับประทานไม่ทันก็จับมาแปรรูป จากที่เคยดองก็เลิกเด็ดขาดเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มะเฟืองหล่นเต็มใต้ต้น ก็คิดว่าเก็บมาคลุกเกลือน้ำตาลตากแดด หรืออบแห้ง กลายเป็นสินค้ามีราคาทั้งที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แค่เปลี่ยนวิธีคิด หยิบจับอะไรก็เพิ่มมูลค่า กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ทุกวันนี้แม่บ้านชุมชนบ้านแคว จึงมีทั้งค่าแรงรายวัน และปันผล 20 เปอร์เซ็นต์ จากหุ้นวิสาหกิจ ในฐานะเจ้าของร่วมกัน ให้เกียรติกัน ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจบปริญญากันทุกคน และเริ่มกลับมาสานต่องานในชุมชนของตนเอง เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทางธุรกิจไปสู่คนในชุมชน สร้างความสุขที่ยั่งยืน

ติดต่อวิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์/โทรสาร (053) 429-098 หรือ (081) 952-5348 และเข้าไปดูราคาเพื่อสั่งซื้อตรงได้ที่ http://www.ban-kwae.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งเห็ดหลินจือมาเป็นส่วมผสมเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น ล่าสุด มีผู้ประกอบการใช้ทุเรียนมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เพราะทราบดีว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชอบทั้งกาแฟและทุเรียน

คุณมงคล มงคลประจักษ์ หรือ คุณเบิร์ด ซึ่งเพิ่งเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเจ้าของกิจการกาแฟทุเรียนแบรนด์ รอยัล คอฟฟี่ (ROYAL COFFEE) เล่าว่า เดิมนั้นครอบครัวทำธุรกิจโรงไม้อยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยนำไม้ยางมาแปรรูป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ ขณะที่คุณพ่อเคยเป็นไกด์ภาษาจีนมาก่อน และชอบดื่มกาแฟ ทั้งเห็นว่าคนจีนชอบทานทุเรียนเลยคิดทำกาแฟทุเรียนขึ้นมา ในนาม บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตง และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ปทุมธานี

มี 2 ยี่ห้อ รอยัล คอฟฟี่-หวางเจีย

ใครที่เคยไปงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาจจะเคยได้ชิมกาแฟทุเรียนยี่ห้อนี้ เพราะเขาและแฟนสาวไปออกงานที่นั่นเป็นประจำ ซึ่งคนที่ชอบทุเรียนชิมแล้วต่างติดอกติดใจ และซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ขณะที่บางคนชอบใจไอเดียนี้ แต่คนที่ไม่ชอบทุเรียนอาจจะไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

สำหรับกาแฟทุเรียนรอยัล คอฟฟี่ ใช้กาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียและบราซิล ส่วนผงทุเรียนใช้พันธุ์หมอนทองของบ้านเรา ล่าสุด ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ หวางเจีย (HUANGJIA) เป็นชานมไทยและชานมทุเรียน ชื่อนี้ในภาษาจีนมีความหมายว่า รอยัล

คุณเบิร์ด พูดถึงการไปออกงานไทยเฟ็กซ์และงานสมุนไพรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับดีมาก จากตอนแรกที่กลุ่มลูกค้าจะเน้นไปทางจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้บริษัทเน้นมาทางคนไทยด้วย และมีคนรู้จักมากขึ้น คนโทรศัพท์มาสอบถามว่าหาซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจากติดใจในรสชาติ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าต่างชาติสนใจจะนำไปจำหน่ายด้วย จากเดิมที่ส่งไปขายที่จีนและมาเลเซีย โดยในส่วนของจีนนั้นได้ไปเปิดบริษัทที่เซินเจิ้น แต่เน้นให้บริการหลังการขายมากกว่า อย่างเช่น สินค้าเกิดชำรุดต้องการเปลี่ยน เพราะปกติลูกค้าจะติดต่อสั่งจากไทย ซึ่งการส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นทางคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนคอยดูแล ส่วนตนรับผิดชอบการตลาดในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีหลากหลาย อาทิ กาแฟทุเรียน (ภาษาจีน) 15 ซอง x 38 กรัม กาแฟทุเรียน (ไทย) 25 ซอง x 24 กรัม กาแฟมอคค่า กาแฟขาว ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน ซึ่ง 3 ตัวหลังนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังออกแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ โดยใช้กล่องสีแดงสดใสเน้นความเป็นจีน ซึ่งมีทั้งแบบกล่องและถุง รวมทั้งมีลายไทยบนกล่องสื่ออารมณ์ถึงความเป็นไทย

ออกผลิตภัณฑ์ใหม่

“ตอนนี้บริษัทมีสินค้าตัวใหม่ แต่ยังคงเน้นเป็นทุเรียน มี ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน โดยชานมทุเรียนผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งจากการที่เรามีบริษัทและโรงงานเป็นของครอบครัวจึงง่ายในการทำสินค้าตัวใหม่ๆ จุดนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าของเราผลิตเองและจำหน่ายเอง ราคาและคุณภาพถูกและดีแน่นอน”

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ใหม่ คุณเบิร์ด บอกว่า ได้ทำการตลาดในหลากหลายวิธีการ อย่างเช่น มีโฆษณาผ่านวิทยุ จัดออกบู๊ธตามงานต่างๆ โปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และยังขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนด้วย ส่วนมากบริษัทจะเน้นขายทัวร์จีนและส่งออกไปจีน

ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทางบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัวสินค้าใหม่คือ สั่ง 10 ลัง แถม 1 ลัง นอกจากนี้ ยังมีบริการหลังการขายให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือแจ้งมาว่ามีปัญหาอะไรไหม สินค้าชำรุดหรือไม่ ต้องการป้ายโฆษณา หรือตัวเทสต์ไหม พร้อมกันนี้ ลูกค้ายังสามารถติดตามข่าวสารลุ้นรับกาแฟทุเรียนฟรีได้ที่ IG : _mwcoffee_ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลเป็นช่วงๆ

“กลุ่มลูกค้าคนจีนส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 35-40 ปีขึ้นไป วัยรุ่นก็มีแต่ผู้ใหญ่จะชอบทานมากกว่า และจะเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ซึ่งจะซื้อแบบภาษาจีน 15 ซอง x 38 กรัม เพราะอย่างบริษัททัวร์ที่สั่งไปขายส่วนใหญ่เป็นแบบภาษาจีน ซึ่งคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะติดตากับรูปแบบนี้มากกว่า ส่วนที่เชียงใหม่ แบบตัวหนังสือภาษาไทย-อังกฤษขายดีมาก สั่งไปหลายเจ้า ลูกค้าบางคนกลับจีนไปให้เพื่อนมาตามหาตัวภาษาไทย-อังกฤษก็มี บางคนเจาะจงเลยว่าต้องเป็นของ รอยัล คอฟฟี่ เท่านั้น”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีวางขายทั่วไป อย่างที่กรุงเทพฯ มีที่สนามบินดอนเมือง, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 2 และ 3, TERMINAL 21 ชั้น LG ร้านเถ้าแก่น้อย, Big-C ราชดำริ, Good Day Hotel, บริษัททัวร์ SIAM GEMS GROUP เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด อย่างชลบุรี มีขายที่ ตลาดน้ำ 4 ภาค ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ และกระจายไปทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สมุทรปราการ และนนทบุรี

ดีไซน์ถุงหูหิ้วถือสะดวก

ถามถึงจุดเด่นของแบรนด์รอยัล คอฟฟี่ คุณเบิร์ด แจกแจงว่า ได้รับเครื่องหมาย อย., GMP, และ HALAL ทั้งยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อย ถ้ารสชาติไม่อร่อย จะทำให้มีปัญหาทั้งยอดขายและการตลาด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชอบในสินค้าของบริษัท อีกอย่างเป็นสูตรที่มีกาเฟอีนน้อย ไม่ทำร้ายสุขภาพและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนอีกด้วย ที่สำคัญ ดีไซน์ถุงดูดีมีคุณภาพ และตัวที่มีภาษาจีนก็มีหูหิ้วเพื่อให้ลูกค้าถือได้ง่ายๆ สะดวก เพราะประเทศจีนบางพื้นที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ถุงหิ้วแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าถือได้ง่าย และการที่มีหลายภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในไทย ประเทศจีน หรือชาวต่างชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทมีหลายอย่างและหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากซื้อกาแฟทุเรียน แต่ปริมาณต่อถุงเยอะเกินไป ทางบริษัทก็ทำหลายขนาด ให้ลูกค้าสามารถเลือกง่ายขึ้น ที่สำคัญ ราคาและคุณภาพถูกและดีจริงๆ คิดว่าไม่แพงเกินไปถ้าดูวัตถุดิบที่เลือกใช้

แม้ดูผิวเผินจะเห็นว่ากาแฟทุเรียนไม่มีใครทำขาย แต่คุณเบิร์ด ระบุว่า คู่แข่งต้องมีอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ทราบมีอยู่ 2-3 แบรนด์ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะการทำธุรกิจต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะผลิตสินค้าใหม่อย่างพวกผลไม้อบแห้งและนมอัดเม็ด พร้อมคาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่ด้วย ซึ่งโกโก้ทุเรียนน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

เขาพูดถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ว่า มีปัญหาหลายอย่างเนื่องจากช่วงแรกๆ ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอดีแฟนมาช่วยเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง โดยเริ่มช่วยครอบครัวขายตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ประเภทเรียนไปด้วยและหาลูกค้าไปด้วย อะไรๆ ยังไม่ค่อยลงตัว บวกกับมีบางช่วงที่ประเทศจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อของกลับประเทศ ช่วงนั้นเงียบมาก แต่พอยกเลิกกฎนี้ก็ทำให้เริ่มมีลูกค้าติดต่อมา ปัจจุบัน ปัญหาหลักๆ คงเป็นนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ขณะเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด

สนใจผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ ติดต่อได้ที่ บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เลขที่ 40/10 หมู่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (096) 618-0612 LINE : royal_coffee E-mail : royalcoffee.m@gmail.com, http://www.thairoyal-coffee.com

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

รายงานพิเศษ

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ผ่านพ้นไปอย่างหมดจดงดงาม สำหรับอีเว้นต์แห่งปี “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ที่รวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี อัดแน่นไปด้วยความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่

แถมยังมีเวทีหลากหลายไอเดีย เพื่อเสริมธุรกิจ SMEs แทบทุกสาขา

แต่ถ้าใครพลาดไป ไม่ต้องมัวเสียดาย

เพราะเนื้อหาในงานบางส่วน ถูกรวบรวมมานำเสนอไว้นับจากนี้แล้ว

รายงานพิเศษ : อ่างฯน้ำปาดถึงเวลา…ปัดฝุ่นให้เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214561

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ลุ่มน้ำปาด เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำน่าน มีพื้นที่ครอบคลุมในเขต อ.ฟากท่า และอ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ เป็นอีกลุ่มน้ำที่ประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก และปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในฤดูแล้งปีนี้ราษฎรในพื้นที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน “หนักหนาสาหัส” กว่าทุกปี ไม่ใช่แค่ไม่มีน้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคก็ยังวิกฤติ หน่วยงานปกครองในพื้นที่ต้องจัดหารถบรรทุกน้ำออกช่วยเหลือทุกๆวัน จนกว่าฝนจะตก

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ได้อย่างถาวรนั้น จำเป็นจะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำให้สมดุลกับศักยภาพของลุ่มน้ำ

การสร้างแหล่งเก็บน้ำบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งน่าจะเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะแก้ไขปัญหา
ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นในปี 2544 กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม “โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปาด” ขึ้นภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำน่านให้เป็น “ลุ่มน้ำน่าอยู่” แต่ด้วยข้อกำจัดด้านขั้นตอนการพิจารณาขออนุญาตใช้พื้นที่อนุรักษ์ จึงทำให้ข้อมูลที่เคยศึกษาไว้ล้าสมัย

ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปาดที่กำลังจะสิ้นหวังจากการรอคอยอ่างฯน้ำปาดที่จะมาพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กลับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ให้ดำเนินโครงการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากรายงานเดิมที่กรมชลประทานได้เคยศึกษาไว้เมื่อปี 2544 ดังกล่าว โดยได้กำหนดระยะเวลาในการศึกษาทบทวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559 นี้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการอ่างฯน้ำปาด ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาทบทวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยละเอียด ซึ่งจะครอบคลุมทั้งด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะมุ่งเน้นการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ในปัจจุบัน สภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำ และปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ ตลอดจนศึกษาถึงศักยภาพการพัฒนาแหล่งน้ำตามลำน้ำปาด

นอกจากนี้ยังจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่มีส่วนได้เสีย เพื่อให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำดังกล่าว สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่เกิดขึ้น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เจษฎา ลิ้มศรีตระกูล

นายเจษฎา ลิ้มศรีตระกูล นายอำเภอฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ชาวบ้านรอคอยอ่างฯน้ำปาดมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ประชาชนทั้งอำเภอเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขออนุมัติก่อสร้าง แม้แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ยินดีที่จะเสียสละ เพียงแค่ขอให้ได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรมเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าอ่างฯน้ำปาดจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งในพื้นที่อ.ฟากท่า และอ.น้ำปาด ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นายกสิณ พรมพันธ์ กำนันตำบลฟากท่า อ.ฟากท่า กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนเพราะเห็นว่า หากสามารถก่อสร้างอ่างฯน้ำปาดได้สำเร็จ จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ที่ประสบปัญหาเกือบทุกปีได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน โดยเฉพาะในปีนี้ปัญหาภัยแล้งรุนแรงมาก ฝายต่างๆที่มีอยู่ตลอดลำน้ำประมาณ 5 แห่งแทบไม่มีน้ำเลย เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนที่จะใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเห็นด้วยที่จะให้มีการสร้างอ่างฯน้ำปาดเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งโดยเร่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ส่งตัวแทนถวายฎีกาผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อขอพระราชทานอ่างฯน้ำปาดไปอีกทางหนึ่งด้วย

นายสมหมาย พุฒลา ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดปากไพร่ หมู่ 3 ต.ฟากท่า กล่าวว่า ได้เคยร่วมสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างฯน้ำปาดกับกรมชลประทาน พื้นที่ก่อสร้างนั้นแม้ส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 2,000 ไร่ แต่ก็เป็นป่าเสื่อมโทรม ที่อยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้ถึง 1,300 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่อยู่ในการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งไม่มีต้นไม่ใหญ่เลย อีกเพียงประมาณ 700 ไร่เท่านั้น ดังนั้นผลกระทบสิ่งแวดล้อมจึงมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการสร้างอ่างฯ แล้วถือว่าคุ้มค่ามากๆ

นายส่ง จันทรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.ฟากท่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างฯน้ำปาด กล่าวว่า ราษฎรที่อาศัยอยู่ในหมู่ 8 ประมาณ 30 ครัวเรือนจะได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างฯแห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้าง เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ราษฎรในหมู่บ้านทุกครัวเรือนยินดีที่จะย้ายออกไปอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐจัดสรรให้ใหม่ แต่จะต้องได้รับค่ารื้อถอนและค่าชดเชยที่เป็นธรรม แม้บ้านเรือนราษฎรที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะไม่มีเอกสารสิทธิก็ตาม แต่ก็อาศัยอยู่กันมายาวนานมากกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากนี้พื้นที่ที่จะจัดสรรให้นั้น จะต้องมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น ถนน น้ำ ไฟฟ้า รวมทั้งควรจะได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ไร่ด้วย เนื่องจากเป็นผู้เสียสละควรจะได้รับการดูแลที่ดีจากภาครัฐ

สำหรับอ่างฯน้ำปาด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จะสร้างขึ้นที่บ้านดงต้นผึ่ง ต.ฟากท่า เป็นเขื่อนดินกว้าง 8 เมตร ยาว 405 เมตร สูง 51.8 เมตร มีความจุในระดับเก็บกัก 85.64 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯเฉลี่ยคือประมาณปีละ 117.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ตาม แต่สามารถบริหารจัดการน้ำให้สมดุลได้ เมื่อแล้วเสร็จนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาอุทกภัยแล้วยังจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่จะส่งให้กับพื้นที่ชลประทานเดิมตามลำน้ำปาดจำนวน 21,300 ไร่ พื้นที่ชลประทานสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีกประมาณ 29,100 ไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยท่อส่งน้ำตามแรงโน้มถ่วงอีกประมาณ 23,240 ไร่ รวมพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากอ่างฯน้ำปาดทั้งสิ้น 73,640 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ประมาณ 5,580 ครัวเรือน

เมื่อน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตทางการเกษตรก็จะเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น รายได้ต่อครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้น การย้ายฐานแรงงานกลับบ้านเกิดก็มากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้สังคมท้องถิ่นมีความสุขอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ด้วยลักษณะภูมิประเทศบริเวณที่จะสร้างอ่างฯน้ำปาด เป็นเทือกเขาสลับทับซ้อน จึงจะทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ราษฏรในพื้นที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

“โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ได้ทำลายความอุดมบูรณ์ของป่า ในทางตรงข้ามกลับช่วยเสริมความอุดมสมบูรณ์ ชะลอการบุกรุกป่า ตัดเส้นทางการลำเลียงไม้ออกจากป่า และการล่าสัตว์ ขณะเดียวกันยังเพิ่มแหล่งน้ำให้กับสัตว์ป่า ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำป้องกันไฟป่า รวมทั้งการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกแห่งของกรมชลประทานยังจะมีการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม จะทำให้บริเวณพื้นที่โครงการมีความเขียวขจี ควบคู่กับส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนตระหนักรักและหวงแหนธรรมชาติสร้างความยั่งยืนและสมดุลทางธรรมชาติระหว่างประชาชน ป่าไม้ สัตว์ป่า และน้ำ อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

 

รายงานพิเศษ : พัฒนาต่อยอด‘มะไฟจีน’พืชท้องถิ่นที่เมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214885

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมืองน่าน หรือ นันทบุรีศรีนครน่าน ดินแดนแห่งล้านนาตะวันออกเป็น 1 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะทางด้านศิลปวัฒนธรรม สำหรับด้านพืชที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อหนึ่งเดียวในเมืองน่านคือ มะไฟจีน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ มะไฟจีน (Wampee) พืชพื้นเมืองของจังหวัดน่าน โดยมีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน เรียก ขวางผี อึ่งต่วย ห่อทั้งก่อ ภาษาพื้นบ้านเรียก มะอุ่มจ่วย เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกับส้ม แต่มีผลเป็นพวง มีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นไม้ผลขนาดกลางสูงประมาณ 5-8 เมตร ใบขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร เป็นใบประกอบ แตกใบแบบสลับส่วนมากจะมี 7-9 ใบ ผลกว้าง 1.25-2.00 เซนติเมตร ผิวผลเรียบมีขนเล็กๆ เปลือกบาง ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลือง และแก่จัดเป็นสีน้ำตาล เนื้อสีขาวติดเปลือก แต่เมล็ดล่อน เมล็ดสีเขียว และแต้มสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด ขนาดเมล็ดกว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร และยาว 0.7-10 เซนติเมตร แต่ละผลจะมี 0 ถึง 5 เมล็ด แล้วแต่สายพันธุ์

สำหรับการแปรรูปมะไฟจีนจะถูกแปรรูปเป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้ง และเป็นที่นิยมรู้จักดีในหมู่ชาวจีนเนื่องจากมะไฟจีนมีสรรพคุณทางสมุนไพร สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ไข้หวัด โรคเกี่ยวกับแบบทางเดินหายใจ เสียงแหบแห้ง ขับเสมหะ แก้โรคกระเพาะ แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร เร่งน้ำย่อย แก้ร้อนใน ตลอดจนใบสามารถใช้แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง จึงถือได้ว่าเป็นพืชพื้นเมืองซึ่งเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดน่าน

นายสมพล นิลเวศน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน กล่าวว่า ได้นำมะไฟจีนพันธุ์ต่างๆ จากต้นแม่พันธุ์ภายในจังหวัดน่าน นำมารวบรวม และทดสอบพันธุ์ และคัดเลือกได้สายพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง ได้นำมะไฟจีนพันธุ์ต่างๆ จากต้นแม่พันธุ์ภายในจังหวัดน่าน นำมารวบรวม และทดสอบพันธุ์ และคัดเลือกได้สายพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง ปัจจุบันได้มีการผลิตและขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ดีที่มีจำนวนเมล็ดน้อย ผลผลิตสูง เพื่อผลิตเป็นต้นพันธุ์หลักให้แก่เกษตรกรผู้สนใจ คัดเลือกต้นแม่พันธ์ุมะไฟจีนในแปลงรวบรวมพันธุ์ (จำนวน 98 สายพันธุ์) โดยคัดต้นพันธุ์ที่คาดว่าจะมีลักษณะพันธุ์ที่ดี คือ มาตรฐานพันธุ์มะไฟจีนสำหรับการแปรรูป คือ มีเมล็ดเฉลี่ยภายในช่อ 1-2 เมล็ดต่อผล รสเปรี้ยว ขนาดผลไม่ใหญ่มาก และเปลือกค่อนข้างหนา มาตรฐานพันธุ์มะไฟจีนสำหรับบริโภคสด คือ มีเมล็ดเฉลี่ยในช่อ 0-1 เมล็ดต่อผล ผลมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ขนาดผลใหญ่และเปลือกบาง

ต่อมาในปี 2551-2553 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน ได้ทำการศึกษาคุณภาพเบื้องต้นของผลมะไฟจีนสด การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะไฟจีนเป็นมะไฟจีนปรุงรสตากแห้ง (มะไฟจีนเชื่อมแห้ง)และการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์แปรรูปดังกล่าวพบว่า การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์มะไฟจีนแปรรูปที่อุณหภูมิต่ำ 11+2 องศาเซลเซียส สามารถชะลอการเปลี่ยนสีของผลิตภัณฑ์ได้ไม่ต่ำกว่า 12 เดือน โดยที่ไม่มีผลต่อคุณภาพทางประสาทสัมผัส ทั้ง สี กลิ่น รสชาติ และการยอมรับโดยรวม ขณะที่การเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง ทั้งการใช้ถุงดำหรือไม่ใช้ถุงดำในการห่อเพื่อเก็บรักษา มีคะแนนการยอมรับต่ำกว่าการเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคุณค่าทางอาหารของผลมะไฟจีนสด จะเห็นว่ามีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในผลสด 100 กรัม มีวิตามินซี สูงถึง 20.50 มิลลิกรัม (35% Thai RDI) และมีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ 5 กรัม(20%) มีแคลเซียม 52.48 มิลลิกรัม (6% Thai RDI) และมีพลังงาน (Total Energy) เพียง 68.24 กิโลแคลอรี

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาสภาพการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์มะไฟจีนเชื่อมแห้ง โดยวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แบบกล่องพลาสติกใสขนาดใหญ่ ขนาด 250 กรัม กล่องกระดาษสีเขียว ขนาด 100 กรัม ถุงฟอยด์ ขนาด 75 กรัม และกล่องกระดาษสีแดง ขนาด 250 กรัม โดยเก็บรักษาเปรียบเทียบกัน 2 แบบ คือ อุณหภูมิห้องและอุณหภูมิห้องเย็นที่อุณหภูมิ 11+2oC พบว่า ผลิตภัณฑ์มะไฟจีนที่เก็บรักษาในอุณหภูมิห้องเย็นแบบถุงฟอยด์ สามารถรักษาคุณค่าทางอาหารได้ดีที่สุด โดยพบว่าความชื้นของเนื้อมะไฟจีนที่เก็บระยะเวลา 365 วัน ที่อุณหภูมิห้องไม่แตกต่างกันกับอุณหภูมิห้องเย็น มีค่าเท่ากับ 14.21 กรัม ประมาณวิตามินซีเท่ากับ 12.92 มิลลิกรัม (35% Thai RDI) ซึ่งสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่เก็บรักษาแบบอื่น มีแคลเซียม 13.069 มิลลิกรัม (6% Thai RDI) มีพลังงาน (ToTal energy) เท่ากับ 355.20 กิโลแคลอรี่ ส่วนมะไฟจีนในบรรจุภัณฑ์แบบกล่องพลาสติกใสแบบใหญ่ ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้น่านโดยเริ่มจะเปลี่ยนแปลงลักษณะของความชื้นที่มีค่าเพียง 8.99-9.04 กรัม ทั้งที่แบบเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องและอุณหภูมิห้องเย็น ทำให้มีผลในเรื่องลักษณะเนื้อมะไฟจีนเชื่อมแห้งไม่เหมาะสมต่อการบริโภค ส่วนการเปลี่ยนแปลงในส่วนของวิตามินซีแคลเซียม ประมาณพลังงานให้ค่าที่มีแตกต่างกัน

นับเป็นการพัฒนาที่สามารถต่อยอด รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์มะไฟจีน ตลอดจนการเก็บรักษา จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะไฟจีน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ สุพรรณบุรี รวมคน รวมพลัง สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/214203

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการบริหารจัดการที่ดี เพิ่มโอกาสในการแข่งขันและมีตลาดรองรับ ซึ่งจะสามารถสร้างความเข้มแข็ง รวมถึงสร้างความยั่งยืนในอาชีพให้กับเกษตรกรไทยได้ในที่สุด

นายวิชาญ เที่ยงธรรม รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบนาแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่มของชาวนาเพื่อร่วมกันพัฒนากรรมวิธีการปลูกข้าวแบบประณีต(Intensive Farming) ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในเชิงธุรกิจครบวงจร บริหารจัดการโดยคณะกรรมการกลุ่ม มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและสมาชิก ส่วนทางกรมการข้าวให้การสนับสนุนทางวิชาการ ทั้งการจัดประชุมชี้แจงวิธีการดำเนินงาน จัดทำแปลงเรียนรู้ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว วัสดุผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก สารชีวินทรีย์ เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว รวมถึงมีการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับลักษณะสภาพพื้นที่ของตนเองไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

กรมการข้าวได้ดำเนินการส่งเสริมการทำนาในรูปของแปลงใหญ่มาในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรให้การตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับในปี 2559 กรมการข้าวได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่จำนวน 300 แปลง กระจายอยู่ในทุกจังหวัดครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างให้ Single Command ของแต่ละจังหวัด ได้ลงไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ให้รับทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และได้เข้าร่วมกิจกรรมตามเป้าหมายที่กำหนด

สำหรับวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ คือ เน้นการรวมตัวของเกษตรกรเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญสุดคือ การลดต้นทุนการผลิตของชาวนาให้ได้ เพื่อความอยู่รอดในการทำนาเนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้นั้นราคาไม่สูงเท่าที่ควร ถ้าลงทุนมากกำไรจากการทำนาก็จะน้อยลงไป เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพ กรมการข้าวตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้เข้าไปส่งเสริมให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

นาแปลงใหญ่ ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นต้นแบบหนึ่งที่กรมการข้าวได้เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รวมตัวกันเป็นนาแปลงใหญ่บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ชาวนาในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช มีรายได้ที่ดีขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ชาวนาในพื้นที่ยังได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตจากเดิมที่เคยพึ่งพาแต่ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอย่างเต็มที่เปลี่ยนมาเป็นทำปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี และใช้สารชีวภัณฑ์ในการขับไล่แมลงทดแทนการใช้สารเคมี ช่วยสร้างระบบนิเวศที่ดีให้เกิดขึ้นในแปลงนา อีกทั้งยังสร้างความปลอดภัยให้ทั้งต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้นด้วย

ด้าน นายถาวร คำแผง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลเดิมบาง เล่าว่า ชาวนาในพื้นที่ตำบลเดิมบาง มีการรวมกลุ่มกันมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นการวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุนการทำนา โดยอาศัยวิธีทางธรรมชาติ ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืช ซึ่งทำให้สามารถผ่านวิกฤติเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดหนักในช่วงปี 2554 มาได้ พอมาปี 2558 จากนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เกษตรกรจึงรวมตัวกันจำนวน 173 ราย พื้นที่กว่า 5,000 ไร่ รวมกันเป็นกลุ่ม เกษตรกรนาแปลงใหญ่ตำบลเดิมบาง เพื่อแก้ปัญหาการผลิตและการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เมื่อรวบรวมสมาชิกได้แล้วจะแบ่งการดูแลเกษตรกรเป็นกลุ่มย่อยโดยมีคณะกรรมการแต่ละกลุ่มดูแล เพื่อให้ง่ายในการติดตามและแจ้งข้อมูลข่าวสาร

ข้อดีของการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ คือได้รับการถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะการทำนาอย่างถูกวิธีและทำพร้อมเพรียงกัน เกิดความสามัคคี และยิ่งมีการรวมกลุ่มก็จะเกิดพลังทำให้สามารถสร้างโอกาสในการต่อรอง เช่น การจ้างรถเกี่ยว รถปักดำ ก็จะได้ราคาที่ถูกลงกว่าการจ้างเป็นรายเดี่ยว หรือแม้กระทั่งโรงสีก็สามารถสร้างอำนาจในด้านราคา ไม่ถูกกดราคาเพราะมีการวางแผนการผลิต การเก็บเกี่ยวเป็นอย่างดี ที่เห็นผลชัดเจนคือ การได้รับการสนับสนุนเครื่องโรยข้าวงอกจากกรมการข้าว สามารถลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่เกษตรกรทำนาหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่ต่ำกว่า 30 กก.ต่อไร่ แต่เครื่องโรยข้าวงอกนี้สามารถลดเมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 8 กก.ต่อไร่ เมื่อใช้เมล็ดพันธุ์อย่างเหมาะสมผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างถูกต้องมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการทำนาลดลงจากปี 2557 ที่ 5,000 บาทต่อไร่ เหลือเพียง 2,900 บาทต่อไร่ ขณะที่ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 700-800 กก.ต่อไร่ เป็น 1,100 กก.ต่อไร่

ผลสำเร็จที่เกิดจากการรวมกลุ่มเป็นนาแปลงใหญ่ คือเกษตรกรมีรายได้เหลือมากขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเห็นแล้วก็ให้ความสนใจอยากเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ซึ่งในโอกาสต่อไปก็คงได้ขยายผลเพิ่มพื้นที่ดำเนินการมากขึ้น เพราะเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างมากหากชาวนาท่านใดต้องการอยากเข้ามาศึกษาเรียนรู้รูปแบบการทำนาแปลงใหญ่ของตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ประธานถาวร คำแผง โทรศัพท์ 09-4427-8990

 

รายงานพิเศษ : ‘เกษตรอินทรีย์’วิถีเกษตรที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213522

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การทำการเกษตรของไทย แต่เดิมเป็นการเพาะปลูกที่อาศัยธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า การปลูกพืชตามฤดูกาล ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าสภาพดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกเพียงใด จากนั้นก็เริ่มมีการนำเอาสารเคมีเข้ามาใช้ในการเพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกษตรกรสมัยนั้นเห็นว่าผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจอีกทั้งยังสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี จึงนำมาสู่การใช้สารเคมีร่วมกับการปลูกพืชเรื่อยมา จนกระทั่งมีการตรวจพบว่า มีผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดมีสารตกค้างและเกษตรกรบางรายมีสุขภาพที่แย่ลงซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลให้หลายฝ่ายออกมาร่วมรณรงค์ให้มีการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมีประกอบกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น และเน้นการบริโภคอาหารที่ได้จากการปลูกพืชระบบอินทรีย์

โดยในเรื่องนี้ นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า นโยบายการทำการเกษตรอินทรีย์เป็นสิ่งที่เหมาะกับภาคการเกษตรของไทยเนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักที่มีมาแต่โบราณประกอบกับในปัจจุบันที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายจะเป็นครัวของโลก จึงต้องมีการใส่ใจด้านการผลิตอาหารที่เน้นถึงความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ และหนึ่งโครงการที่สำคัญคือ “การปลูกข้าวระบบอินทรีย์” ซึ่งเป็นระบบการปลูกข้าวที่มีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ส่งผลเสียต่อดินและสภาพแวดล้อม ทำให้ลดต้นทุนการผลิตและมีความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง การปลูกข้าวระบบอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด เช่น ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บ การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

นายสาคร ทองปาน หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านหว้าใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การปลูกข้าวแต่ก่อนนั้นจะใช้สารเคมีเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มเพาะไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตที่ได้ออกมานั้นก็ดีในระดับหนึ่งแต่ก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพตนเองที่เริ่มแย่ลง เนื่องจากสารเคมีตกค้างในร่างกายและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงศึกษาการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ในเรื่องของปลูกข้าวระบบอินทรีย์ที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาให้ความรู้ในพื้นที่ รวมทั้งแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมฯร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1, สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 เป็นต้น จากนั้นจึงได้ทดลองปลูกข้าวระบบอินทรีย์ โดยผลที่ได้ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก คือสามารถลดต้นทุน การผลิตได้จริงอีกทั้งยังส่งผลถึงสุขภาพที่รู้สึกดีขึ้นด้วย

การผลิตข้าวระบบอินทรีย์มีขั้นตอนการปฏิบัติเช่นเดียวกับการผลิตข้าว โดยทั่วไปแต่จะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก ควรจะเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยมีการใช้สารเคมีมาก่อน ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ควรเลือกพันธุ์ข้าวที่ทนต่อโรคและแมลง อีกทั้งสามารถให้ผลผลิตสูง แม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ค่อนข้างต่ำ วิธีการปลูกข้าวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ คือ การปลูกข้าวแบบปักดำ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การรักษาระดับน้ำขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้ และการปลูกข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ส่วนการดูแลรักษาความอุดมสมบรูณ์ของดิน ควรมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนาเพราะเป็นการทำลายอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในพื้นที่นา ตามความเหมาะสม และถ้าจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยก็ให้หลีกเลี่ยงปุ๋ยเคมี แต่ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติแทน เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เป็นต้น

นอกจากนี้การปลูกข้าวอินทรีย์นั้น ควรปลูกเพียงปีละครั้ง โดยเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับข้าวแต่ละพันธุ์ และปลูกพืชหมุนเวียนโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่วก่อนและหลังการปลูกข้าว เพื่อเป็นการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ ของดิน ทำให้การปลูกในปีต่อไป มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น จะเห็นได้ว่าการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด แต่หันมาใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และการไถกลบ ตอซังแทนซึ่งสามารถลดต้นทุนและปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง

สุรเดช เตียวตระกูล

รายงานพิเศษ : ‘การเกษตรแบบผสมผสาน’ แก้ปัญหา-สร้างรายได้-เพิ่มผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213328

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เกษตรเชิงเดี่ยว หรือ ระบบเกษตรกรรมพืชเดี่ยว เป็นรูปแบบการเกษตรที่สังคมเกษตรกรรมของไทยทำกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นวิธีการเพาะปลูกที่จัดการง่าย สะดวกสามารถดูแลเป็นบริเวณกว้าง อีกทั้งการเกษตรรูปแบบนี้เกษตรกรมักจะใช้สารเคมีเป็นตัวควบคุมการผลิตทั้งเร่งการเจริญเติบโต กำจัดศัตรูพืช เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ออกมานั้นสวยงามและได้ราคาที่ดี แต่ผลเสียที่สำคัญของเกษตรเชิงเดี่ยวคือ เมื่อปลูกพืชชนิดเดียวกันไปเรื่อยๆ ผลผลิตที่ได้ออกมานั้นล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ เกษตรกรบางรายต้องยอมขายในราคาที่ขาดทุนเนื่องจากหากเก็บไว้นานผลผลิตจะเน่าและเสียหาย อีกทั้งการทำเกษตรเชิงเดี่ยวยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง เช่น พืช สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ต่างๆ

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กรมพัฒนาที่ดินได้รับมอบนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำตลอดปี และยังสามารถปรับปรุงบำรุงดินให้มีความสมดุลด้านธาตุอาหารในดินได้อีกด้วย โดยเกษตรแบบผสมผสาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเกษตรแบบยั่งยืน ที่ประกอบด้วย 5 รูปแบบง่ายๆ คือ

สุรเดช เตียวตระกูล

1.วนเกษตร 2.เกษตรผสมผสาน 3.เกษตรทฤษฎีใหม่ 4.เกษตรอินทรีย์ และ 5.เกษตรธรรมชาติ ซึ่งเกษตรแบบผสมผสานนี้ เป็นแนวคิดในการที่หาระบบการผลิตในไร่นา ที่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการผลิต ลดการพึ่งพิงเงินทุน ปัจจัยการผลิตและอาหารจากภายนอก เศษพืชและมูลสัตว์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกิจกรรมการผลิต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและทำให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น เป็นระบบการเกษตรที่มีการปลูกพืชและหรือมีการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมแต่ละชนิด จะต้องเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุพจน์ เกตแก้ว หมอดินอาสาประจำตำบลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การทำการเกษตรแต่เดิมนั้นจะปลูกยางพาราเพื่อเอาน้ำยางขายเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของราคารับซื้อยางบ่อยมากอีกทั้งราคาก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกยางภายในประเทศ การนำยางไปใช้และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง จึงเห็นว่าการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวไม่น่าจะสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับครอบครัวจึงได้ศึกษาวิธีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยได้ทำการขอการสนับสนุนเพื่อทำการปลูกทุเรียน ซึ่งในระหว่างการรอผลผลิตของทุเรียน ได้มีการปลูกผักพื้นบ้านทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริม อีกทั้งยังมี

การเลี้ยงวัว และการทำปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่ง พด.2 ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในแปลงผัก และการเลี้ยงด้วง ซึ่งนอกจากน้ำหมักจะช่วยเรื่องลดกลิ่นเหม็นแล้ว ด้วงที่เลี้ยงยังมีการเจริญเติบโตที่ดี

นายสุพจน์กล่าวอีกว่า ผลดีของการทำเกษตรแบบผสมผสานมีหลายอย่าง เช่น ลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความเปลี่ยนแปลงของราคา ลดการระบาดของศัตรูพืช สร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปีและช่วยรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น และในปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินได้จัดตั้งให้แปลงเกษตรแห่งนี้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรรายอื่นๆได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปขยายผลใช้ในพื้นที่ต่อไป โดยภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวระยะยาวและการเก็บเกี่ยวระยะสั้น

ซึ่งสามารถเก็บผลผลิตขายได้ ทั้งรายวัน รายอาทิตย์ อีกทั้งยังมีการทำปศุสัตว์ อาทิ ไก่ โคเนื้อ รวมทั้งเลี้ยงปลา และเลี้ยงด้วงเพื่อนำตัวอ่อนมาขาย นอกจากนี้ยังสามารถนำมูลของสัตว์เหล่านี้มาทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้อีกด้วย โดยทางกรมพัฒนาที่ดินได้มีการส่งเสริมให้ความรู้ เกี่ยวกับการปลูกพืชผสมผสาน สอนการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ อีกทั้งยังมีการมอบหมายให้หมอดินตรวจสภาพดินให้กับเกษตรกร ซึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินแห่งนี้ ได้รวมองค์ความรู้ไว้อย่างมากมายที่เกษตรกรเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้

อย่างไรก็ตาม การเกษตรแบบผสมผสานจะประสบผลสำเร็จได้ จะต้องมีการวางรูปแบบและดำเนินการโดยให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม มีการใช้แรงงานเงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิต และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรู้จักนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่ง มาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่ง หรือหลายชนิดภายในไร่นาแบบครบวงจร

รายงานพิเศษ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ชูปลูกพืชผสมผสานแก้ราคายางตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213192

วันอังคาร ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559, 17.03 น.
ปัญหาราคายางพาราตกต่ำยังคงเป็นปัญหาที่เกษตรกรภาคใต้ยังเผชิญอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีสัญญาณดีขึ้นเพียงเล็กน้อย สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน กำลังเร่งแก้ไขกันอย่างเร่งด่วนเช่น การนำยางพาราไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่นใช้ซ่อมแซ่มถนน สนามกีฬา เป็นต้น รวมถึงแนวทางการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ แซมสวนยาง หรือการทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต

จังหวัดกระบี่ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคายางพาราตก เพราะอาชีพหลักของกระบี่ คือการปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน วันนี้สถานการณ์พืชเศรษฐกิจทั้ง 2 ชนิดนี้ มีแนวโน้มไม่ดีนัก จึงทำให้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เป็นพืชระยะสั้นแบบผสมผสาน สร้างรายได้เสริม ให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่มีความยั่งยืน ผ่านพ้นวิกฤติราคายางพาราตกต่ำ

นายพงษ์มานิตย์  ไทยแท้  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า  โครงการศูนย์เรียนรู้เกษตรแบบผสมผสาน ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดกระบี่ บนเนื้อที่ 8 ไร่  อำเภอเมือง เพิ่งก่อตั้งเมื่อปลายปี 2558 เป็นโครงการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่แบบผสมผสาน แก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ภายในสวนจะเน้นการปลูกไม้ผลขนาดใหญ่ เช่น จำปาดะ ทุเรียน ลองกอง ผสมผสานกับพืชแซมในสวนขนาดเล็กที่เป็นพืชในท้องถิ่นภาคใต้ เช่น ถั่วหรั่ง มันขี้หนู ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดภาคใต้มีความต้องการสูงมาก เบื้องต้น ได้วางแผนการตลาด จะนำจำหน่ายหน้าศูนย์ฯก่อน จากนั้นจะขยายตลาดไปในพื้นที่อื่นๆ นอกจากจะเป็นแปลงสาธิตให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้แล้ว ยังเปิดให้นิสิต นักศึกษา และทัวร์เกษตร เข้ามาศึกษาดูงานได้อีกด้วย

“ต้องการให้เกษตรกรพี่น้องชาวสวนยางพาราในจังหวัดกระบี่ เข้ามาเรียนรู้ผ่านโครงการให้มากขึ้น และนำไปปฏิบัติจริงจะเป็นการช่วยให้มีรายได้เสริมมากขึ้นหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากราคายางพารา ทำให้เศรษฐกิจในจังหวัดชะลอตัวไปด้วย หากมีรายได้เสริมก็จะช่วยให้เกษตรลืมตาอ้าปากได้บ้างและยังมีเมล็ดพันธุ์ไปแจกให้เกษตรกรอีกด้วย”นายพงษ์มานิตย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจะเน้นการลดค่าใช้จ่าย จากต้นทุนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ในการสูบน้ำมารดไม้ผล และพืชที่ปลูกแซม จะเป็นการลดต้นทุนด้านพลังงาน ได้จำนวนมหาศาล อีกทั้งยังมีการลดต้นทุนการผลิตด้วยการผลิตปุ๋ยหมักด้วยวิธีเติมอากาศ วิธีนี้มีข้อดี ประหยัดเวลา และใช้วัสดุ อุปกรณ์น้อย ได้น้ำหมักปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพ กว่าวิธีแบบธรรมชาติที่ใช้กันทั่วไป เพราะปกติการทำปุ๋ยหมักทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แต่ถ้าใช้วิธีแบบเติมอากาศจะใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน และการกรองน้ำปุ๋ยหมักจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

นายพงษ์มานิตย์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเกษตรที่มาเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ จะลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยลงกว่า 50% ช่วยให้เกษตรกรมีกำไรจากการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตรได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดกระบี่ จะเดินหน้าเชิญชวนให้เกษตรกรในจังหวัด
กระบี่เข้ามาเรียนรู้การปลูกพืชแบบผสมผสาน สร้างรายได้เพิ่มในช่วงพืชเศรษฐกิจอื่นอยู่ในช่วงขาลง สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดกระบี่ เตรียมเปิดตัวศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานประมาณช่วงเดือนสิงหาคม 2559 และจะเร่งปลูกพืชให้เต็มพื้นที่ 100% เต็ม ซึ่งขณะนี้ปลูกพืชไปแล้ว 50%

นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรในจังหวัดกระบี่ อยู่รอดในภาวะที่ราคายางพารา และปาล์มน้ำ ไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนครั้งในอดีต

 

รายงานพิเศษ : บ้านโคกสำราญ จ.ขอนแก่น ต้นแบบผลิตผักปลอดภัยบนพื้นที่แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/213048

วันอังคาร ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เสงี่ยม เพียแก่นแก้ว

การผลิตสินค้าเกษตรในยุคปัจจุบัน ต้องใช้การตลาดนำการผลิต ผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน อีกทั้งถ้ามีการรวมกลุ่มเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ยิ่งเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่ดีขึ้นด้วย

นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 (สวพ.3) ได้มีการขยายผลต่อยอดนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ไปดำเนินการในการผลิตผักปลอดภัยเพื่อการค้าในสภาพแปลงใหญ่ ที่บ้านโคกสำราญ อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากที่นี่มีการรวมกลุ่มผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษมาหลายปีแล้ว แม้พื้นที่เพียง 15 ไร่ เกษตรกร 40 ราย แต่ก็ถือว่าเป็นการรวมกลุ่มผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดได้ สวพ.3 ได้เข้าต่อยอดส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตผักที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตร พร้อมกับเชื่อมโยงตลาดและผู้บริโภค ทั้งตลาดห้างสรรพสินค้า Modern Tread และตลาดในชุมชน โดยเน้นการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเข้าไปช่วยแก้ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชระบาดทำลายผลผลิต ด้วยการใช้สารชีวินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาด้วงหมัดผักระบาดในคะน้า ไม่สามารถควบคุมได้ สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตของเกษตรกรอย่างมาก สวพ.3 เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรทดสอบใช้เทคโนโลยีการป้องกันกำจัดด้วงหมัดผักคะน้าโดยชีววิธี คือใช้ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง ซึ่งวิธีการป้องกันกำจัดทางชีววิธีจะได้ผลในระยะยาว และไม่มีสารพิษตกค้าง จึงได้ผลเป็นอย่างดีสามารถควบคุมการระบาดได้

ปัจจุบันเกษตรกรสามารถผลิตไส้เดือนฝอยไว้ใช้เอง พร้อมกันนั้นก็ได้ผลิตปุ๋ยหมักจากเศษพืชผักไว้ใช้เองด้วย ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ไปได้พอสมควร ที่สำคัญผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามารับซื้อผลผลิตถึงในแปลง และมีการติดต่อส่งสินค้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าด้วยเชื่อมั่นว่ากลุ่มผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษบ้านโคกสำราญ มีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตผักในระบบเกษตรอินทรีย์ได้ในอนาคต

ดิเรก ตนพยอม

นางเสงี่ยม เพียแก่นแก้ว เกษตรกรต้นแบบของกลุ่มผู้ผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษบ้านโคกสำราญ เล่าว่า กลุ่มผู้ผลิตผักบ้านโคก
สำราญเกิดขึ้นมาจากทางจังหวัดจัดสรรพื้นที่ของโครงการชลประทานจำนวน 15 ไร่ ให้เกษตรกรเข้ามาทำกินด้วยการปลูกผัก โดยแต่ละคนจะได้รับการจัดสรรพื้นที่จำนวน 1 งาน ปลูกผักหลากหลายชนิด ซึ่งตนจะถือหลักการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เช่น คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี โดยก่อนหน้านั้นจะประสบปัญหาเรื่องการปลูกแล้วไม่มีตลาดรองรับ เพราะปลูกเหมือนๆ กัน และที่สำคัญคือปัญหาด้วงหมัดผักทำลายผลผลิตบ่อยครั้ง เมื่อกรมวิชาการเกษตร โดยสวพ.3 ได้เข้ามาอบรมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ไส้เดือนฝอยในการกำจัดด้วงหมัดผัก สอนวิธีการเพาะขยายเชื้อไส้เดือนฝอย ที่มีกรรมวิธีไม่ยุ่งยากซับซ้อน ลงทุนไม่แพง แต่ใช้ได้ผลดีมาก

เริ่มจากวิธีเตรียมอาหารสำหรับไส้เดือนฝอย มีส่วนผสมคือ ไข่ไก่ 4 ฟอง น้ำมันหมู 130 ซีซี น้ำ 260 ซีซี ผสมให้เข้ากัน นำไปเทลงก้อนฟองน้ำตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุใส่กระป๋องหรือถุงที่เจาะรูได้ประมาณ 20 ชิ้น นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งไฟฟ้า 1 ชม. ผึ่งให้เย็นแล้วจึงใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอย จากนั้นนำไปบ่มเชื้อในห้องที่มีอากาศถ่ายเท เป็นเวลา 7 วัน ก็สามารถนำไส้เดือนฝอยไปใช้เพื่อควบคุมกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ โดยหัวเชื้อที่ทำนี้สามารถใช้ได้กับพื้นที่ประมาณ 1 ไร่

จากการทดลองทำในแปลง โดยแบ่งเป็นแปลงที่กำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการของเกษตรกรเอง กับแปลงที่ใช้ไส้เดือนฝอยของกรมวิชาการเกษตร พิสูจน์ได้แล้วว่าไส้เดือนฝอยสามารถควบคุมกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะด้วงหมัดผักได้เป็นอย่างดี อย่างกรณีที่ด้วงหมัดผักระบาด แหล่งปลูกผักอื่นจะไม่ได้ผลผลิตคะน้าเลย แต่ที่กลุ่มแห่งนี้ยังมีผลผลิตออกจำหน่ายได้ตามปกติ ซึ่งแปลงของตนจะเป็นแปลงสังเกตการณ์คือจะติดตามว่าขณะนี้สถานการณ์แมลงระบาดมากหรือน้อย ถ้าพบการระบาดของแมลงจำนวนมากจะขึ้นธงสีแดงเตือนให้เกษตรกรในกลุ่มเตรียมรับมือในการใช้ไส้เดือนฝอยกำจัด โดยจะฉีดพ่น 3 วัน/ครั้ง ครั้งหนึ่งใช้หัวเชื้อประมาณ 2 กระปุก/1 งาน แต่ถ้าพบแมลงระบาดไม่มากนักจะขึ้นธงสีเหลืองลดการฉีดพ่นเหลือ 7 วัน/ครั้ง และถ้าไม่พบแมลงในแปลงเลยจะขึ้นธงเขียวเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งจะทำให้ทุกแปลงในพื้นที่ช่วยกันดูแลรักษาแปลงไม่ให้มีแมลงระบาดทำลายผลผลิตของกลุ่ม

“การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ แม้ว่าปัจจุบันราคาขายสินค้าจะไม่แตกต่างจากผักทั่วไปมากนัก แต่ส่วนตัวก็คิดว่าเราทำเพื่อตัวเอง กินเองก็ปลอดภัย แถมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเราไปก็มีสุขภาพที่ดี เพราะทุกวันนี้คนรักสุขภาพกันมากขึ้น มีคนเข้ามาซื้อผักจากแปลงไม่ต้องไปขายให้ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน รายได้ก็ดีขึ้น และยิ่งถ้าเราขยันก็ยิ่งมีรายได้ดี เพราะปลูกผักสามารถเก็บขายได้ทุกวัน ขอเชิญชวนถ้าอยากบริโภคผักปลอดภัยก็มาที่บ้านโคกสำราญได้” นางเสงี่ยม กล่าวทิ้งท้าย