“ชุมชนโค้งรถไฟยมราช” พื้นที่ที่ “โอกาสยังมาไม่ถึง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/587993

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

"ชุมชนโค้งรถไฟยมราช" พื้นที่ที่ "โอกาสยังมาไม่ถึง"

ชีวิตที่คนเมืองไม่เคยทราบของชุมชนโค้งรถไฟยมราช ที่หลายคนเรียกว่าบ้าน

ไม่ไกลจากย่านธุรกิจ ใจกลางกรุงเทพ สถานที่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “บ้าน” แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณบางทางเข้า ชุมชนโค้งรถไฟยมราช และนับเป็นบ้านหลังแรกของชุมชน บ้านหลังนี้ มีเนื้อที่ขนาดประมาณ 4 ตารางเมตรบรรจุ 13 ชีวิต เป็นเด็กวัยเรียนถึง 10 คน บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน มีรถไฟวิ่งผ่านแทบจะตลอดทั้งวัน ขบวนสุดท้ายของวัน คือช่วงประมาณตี 2 ขณะอีกด้านหนึ่งติดกับตัวบ้าน เป็นที่ตั้งของกองขยะ และเป็นจุดที่เด็กๆ ในบ้านใช้เป็นสนามเด็กเล่นทุกๆ วันหลังเลิกเรียน

จิรา ศรีเจริญ หรือที่คนในชุมชนนี้เรียกว่า “ป้าเตี้ย” เจ้าของบ้านหลังนี้ ผู้ปกครองของเด็กทั้ง 10 คน เล่าว่า แม้เด็กแต่ละคนจะมีสถานะเป็นหลาน แต่เด็กทุกคนก็เรียกยายของตัวเองจนติดปากว่า “แม่” เพราะได้ดูแลพวกมาตั้งแต่แบเบาะ

“ทั้งพ่อและแม่ ต้องออกไปทำงาน ไม่มีเวลามาเลี้ยงดู ก็กลายเป็นภาระของเราต้องดูแล แต่เด็กพวกนี้เลี้ยงง่าย ถึงจะดื้อบ้าง ซนบ้าง ตามประสาวัยเด็กแต่ก็เป็นเด็กดีเชื่อฟัง คนโต ชื่อป.(นามสมมติ) เริ่มเก่ง มีฝีมือช่วยงานบ้าน ช่วยร้อยมาลัยได้ แบ่งเบาภาระได้บ้าง คนเล็กๆ พวกนี้มีดื้อบ้างชอบแอบกินแป้ง แป้งทาตัวนี่แหละ กินกันเป็นกระป๋องๆ ห้ามก็ไม่ค่อยฟัง นิสัยนี้คงจะติดมาจากแม่ แม่ของเด็กพวกนี้ชอบแอบกินยากันยุง จุดไว้ก็แอบดับแล้วหักมากิน เราก็กลัวว่ากินไปแล้วจะเมา หรือจะเป็นอะไรไป ก็พาไปหาหมอ ไปถึงโรงพยาบาลก็ไปบอกหมอว่า ถ้าไม่กินจะมีอาการไข้ขึ้น ทำงานไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้กินไป” ป้าเตี้ยสะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูก และหลานๆ

จิรา บอกอีกว่า เด็กทุกคนตั้งใจเรียน แต่อุปกรณ์หลายๆ อย่างที่พวกเขาอยากได้ ก็เกินกำลังที่จะจัดหามาได้ ที่พอที่จะซื้อให้ได้ก็ต้องแบ่งกันใช้ พวกเขายังขาดแคลนชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่โรงเรียนจัดให้ ประมาณ 500 บาท ไม่เพียงพอ

“โรงเรียนให้ค่าชุดนักเรียนคนละ 310 บาท ค่าอุปกรณ์ คนละ 195 บาท ขาดเหลือจากนี้เราก็ต้องซื้อเอง หลาน 10 คน ก็เกินกำลัง ไหนจะค่ารถ ก็ใช้วิธีเหมารถตุ๊กตุ๊ก วันละ 40 บาท ให้เงินไปโรงเรียนคนละ 10 บาท ตอนเช้าตอนเที่ยงก็กินข้าวของโรงเรียน กลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน เด็กพวกนี้กินง่าย ข้าวไข่เจียว ผัดผักก็กินกันได้ ถ้าถามว่า อยากได้ความช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็บอกเลยว่าเรื่องอุปกรณ์การเรียน ตอนนี้เกินกำลังจริงๆ เราอยากให้เขาทุกคนได้เรียนสูงๆ เท่าที่จะมีกำลังส่งพวกเขาเรียนได้ เพราะไม่อยากให้มีอนาคตเหมือนเรา ” ป้าเตี้ยเล่า

ป.(นามสมมติ) ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ทุกๆ วันหลังกลับจากโรงเรียนจะต้องรับภาระช่วยแบ่งเบางานบ้านของยายและดูแลเด็กๆ คนอื่นในบ้านหลังนี้ เล่าว่า โตขึ้นอาชีพในฝันที่เขาอยากเป็นก็คือ ทหาร เมื่อถามถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงอยากเป็นทหาร หนึ่งสมาชิกตัวน้อยในบ้านก็แย่งตอบแทนพี่ด้วยเสียงดังหนักแน่นว่า “อยากรับใช้ชาติ อยากตายเพื่อชาติ

นั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนจากบ้านหลังหนึ่งในชุมชนแห่งนี้ ซึ่ง “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ขยายความให้ฟังว่า เด็กๆในชุมชนนี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ครอบครัวมีฐานะเป็นคนจนเมือง มีภาระหนี้สิน การศึกษาไม่สูง และประกอบอาชีพที่ไม่แน่นอน บางคนประกอบอาชีพขายดอกไม้ ขายพวงมาลัยริมถนนไม่ไกลจากชุมชนโค้งรถไฟยมราช บางคนก็ไปขอทานบริเวณซอยนานา ที่ผ่านมาแม้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่เข้าถึงชุมชนนี้ได้ยากหลายคนปฏิเสธความร่วมมือเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาไล่ที่

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เคยมีตัวเลขที่ระบุถึง ตัวเลขกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และมักจะหลุดจากระบบการศึกษา และมีวงจรชีวิตที่ต้องอยู่กันแบบตามมีตามเกิดตั้งแต่รุ่นพ่อแม่และส่งมอบมรดกความยากจนไปถึงลูกๆ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากความเจริญในกรุงเทพฯจะมีสภาพที่แตกกันขนาดนี้

“เท่าที่ได้คุยกับคนในชุมชน บางคนต้องขายพวงมาลัยดอกจำปีมาแล้ว ถึง 40 ปี พวกเขาต้องการการจัดการชีวิตที่มีระบบให้หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ หากได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องจับมือกัน แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และต้องเป็นการแก้ที่ถูกจุด แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาให้ได้ เมื่อได้มาพูดคุยก็พบว่า เด็กๆ หลายคนตั้งใจเรียน แต่พวกเขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำงานหนัก นอนดึก ไปเรียนก็เรียนไม่ไหว เรียนไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ต้องถอดใจ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพวกเขาควรจะได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น เช่นรองเท้านักเรียน หรือชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัจจัยด้านต่างๆ ที่ยังขาดแคลน เพื่อประสานกับหน่วยงานต่างๆในการเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆในชุมชนแห่งนี้ต่อไป

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/585095

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:23 น.

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ2519 จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา

***********************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายยุคหลายเหตุการณ์นั้นมีประเด็นร่วมที่น่าสนใจประการหนึ่ง นั่นคือ การฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจอาจเป็นทางออกที่รวบรัด แต่การครองอำนาจก็ใช่ว่าจะรวบรัดเอาไว้ได้ตลอดไป ถึงที่สุดแล้วก็ต้องเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่แนวทางการผ่อนปรน และคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2518-2519 อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความพรั่นพรึงของสังคมไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สงครามเย็นยังคุกรุ่น สถานการณ์รอบประเทศ ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือบุกเข้ายึดเวียดนามใต้ และเขมรแดงได้ชัยชนะปกครองกัมพูชา ตามทฤษฎีโดมิโนแล้วไทยกำลังตกอยู่ในภัยคุกคามที่น่าวิตก

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศ ความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 จบลงด้วยการยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รมว.กลาโหมในขณะนั้นเป็นหัวหน้า ได้แต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการยึดอำนาจทุกครั้ง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ โยกผู้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์ออกไปและนำคนฝ่ายตนเองเข้ามาแทนที่ โดยหนึ่งในนั้น คณะปฏิรูปฯ มีคำสั่งปลด พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ นายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดออกจากราชการ ฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ

พล.อ.ฉลาด เป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม และมีบทบาททางการเมืองเด่นชัดขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) เป็นรอง ผบ.ทบ.เพื่อเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

แต่เมื่อสิ้นยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลในสมัยต่อมา พล.อ.ฉลาด ก็ถูกเด้งพ้น 5 เสือ ทบ.ไปประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด

พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ (ยศในขณะนั้นต่อมาจึงได้ยศพลตรี) อดีตทหารคนสนิท พล.อ.ฉลาด เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง”ว่า พล.อ.ฉลาด พูดบ่อยครั้งว่าการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่ารัฐบาลมาจากประชาธิปไตย ก็ต้องให้แก้ไขด้วยหนทางประชาธิปไตย

นี่อาจเป็นเหตุผลทำให้ พล.อ.ฉลาด ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ แต่กลับเรียกนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยไปประชุม ซึ่งมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิรูปฯ

หลังถูกปลด พล.อ.ฉลาด ตัดสินใจบวชที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พร้อมกับแผนการยึดอำนาจซึ่งเกิดขึ้นในอีก 5 เดือนต่อมา

เช้ามืดวันที่ 26 มี.ค. 2520 กำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี 300 นาย นำโดย พ.ต.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (ยศในขณะนั้น) หรือ เสธ.อ้าย ผู้บังคับกองพันที่ 2 และ 3 พล.ร.9 กระจายกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์

หลังเคลื่อนกำลังเข้ายึดจุดต่างๆ ได้ตามแผน พระภิกษุฉลาดจึงลาสิกขาจากวัดบวรนิเวศ ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 ต.ค. 2520 เพื่อมาบัญชาการแผนยึดอำนาจด้วยตนเอง

พล.อ.ฉลาด ออกประกาศทางวิทยุกระจายเสียง อ้างถึงความเสื่อมโทรมทางด้านต่างๆ ของประเทศ โดยอ้างว่าการยึดอำนาจ “เพื่อเป็นแกนกลางของบรรดาผู้รักชาติ ที่จะร่วมมือกันที่จะแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมืองให้ดีขึ้น และเพื่อสถาปนาการปกครองระบบประชาธิปไตยให้สำเร็จ โดยเร็วที่สุด”

แต่ความผิดพลาดของแผนครั้งนี้ คือ กองกำลังในเขตกรุงเทพมหานครที่นัดแนะกันออกมายึดอำนาจ ไม่นำกำลังเข้าร่วมตามที่ตกลงกันไว้ ในช่วงบ่ายของวันนั้นกำลังของฝ่ายรัฐบาลก็ปิดล้อมกองกำลังของฝ่าย พล.อ.ฉลาด ไว้ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อ พล.อ.ฉลาด ยิง พล.ต.อรุณ ทวาทศินผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เสียชีวิต

พล.ต.สนั่น เขียนไว้ในหนังสือ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง” ความว่า

พล.อ.ฉลาด นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ พล.ต.อรุณ นั่งอยู่ข้างๆ ด้านหลัง พล.ต.อรุณ มีทหารถือเป็นเอ็ม 16 รักษาการณ์อยู่ พล.ต.อรุณ ลุกขึ้นไปชงกาแฟ แล้วยื่นให้ พล.อ.ฉลาด เมื่อพล.อ.ฉลาด รับถ้วยกาแฟแล้วเดินออกไปที่หน้าต่าง ระหว่างนั้น พล.ต.อรุณ กลับมาที่นั่งตัวเองและเข้าแย่งปืนจากทหาร เกิดการยื้อยุดกัน พล.อ.ฉลาด สั่งให้ พล.ต.อรุณ วางปืนและยิง พล.ต.อรุณ เสียชีวิต

การตายของ พล.ต.อรุณ เป็นประเด็นที่วิเคราะห์กันว่า คือสาเหตุที่รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงส่งคณะผู้ก่อการลี้ภัยไปไต้หวัน และอีก 1 เดือนถัดมา ศาลพิเศษก็ตัดสินประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2520

แม้คณะปฏิรูปฯ จะสามารถจัดการกลุ่มทหารที่คิดยึดอำนาจซ้อนได้แล้ว แต่สถานการณ์ในประเทศจากการปกครองของรัฐบาลธานินทร์ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบได้ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะการสั่งปิดหนังสือพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งการดำเนินคดีนักศึกษาและประชาชนในคดีการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงตามมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

แรงบีบคั้นทางการเมืองเหล่านี้ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นจำนวนมาก จน พคท.สามารถขยายเขตงานออกไปได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่รัฐบาลธานินทร์ มีแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในเวลารวมแล้วถึง 12 ปี ซึ่งกลุ่มต่างๆ ในสังคมขณะนั้นเห็นว่ายาวนานเกินไป

ในที่สุด หลังการประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อเดือน เม.ย. อีก 6 เดือนต่อมา ในวันที่ 20 ต.ค. 2520 พล.ร.อ.สงัด หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ก็ตัดสินใจยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ และแต่งตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับยกร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ช่วงปลายปี 2521 นำมาซึ่งการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2522 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังการยึดอำนาจ 6 ตุลาฯ 2519

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยแห่งความหวั่นวิตกนี้ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา อาทิ กลุ่มทหารยังเติร์ก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การพัฒนาพรรคการเมือง การเข้าสู่การเมืองของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มทุน นักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ ในสังคม และการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งการเมืองในประเทศและนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นและบ่มเพาะในยุคแห่งความสับสนวุ่นวาย เพื่อเติบโตและส่งผลในยุคที่ประชาธิปไตยมีพัฒนาการมากขึ้นในยุคต่อๆ มา

แน่นอนว่าต่างยุคสมัย เหตุปัจจัยแห่งวิกฤตย่อมต่างกัน คงมีแต่วิถีและกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำพาให้เราผ่านพ้นไปได้

บิ๊กตู่ “ลุ้นใบแดง-งูเห่า” ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584782

  • วันที่ 28 มี.ค. 2562 เวลา 06:53 น.

บิ๊กตู่ "ลุ้นใบแดง-งูเห่า" ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองยังคงอยู่ในช่วง”ฝุ่นตลบ” ต่อเนื่องเป็นต้นมา หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของขั้วการเมืองที่พยายามผนึกกำลังรวมเสียงให้ได้มากที่สุดสำหรับจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะสามารถทำได้ในวันที่ 9 พ.ค.นี้

ยิ่งในสถานการณ์ที่การรวมเสียงของทั้งสองขั้ว ดูจะปริ่มน้ำใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก การชิงจังหวะออกมาเปิดตัวแสดงความพร้อมของแต่ละฝั่ง ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา ซึ่งเป็นทั้งการ “ล็อกเสียง” ฝั่งตัวเองไม่ให้รั่วไหลออกไปไหนในช่วงเวลานับจากนี้ อีกทั้งยัง “ตีกัน” คู่แข่งที่มีเสียงน้อยกว่าไม่ให้รวมเสียงขึ้นมาสู้ อันจะผิดธรรมเนียมตามกติกาประชาธิปไตย

ดังจะเห็นจากการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย คือ พรรคอนาคตใหม่ เศรษฐกิจใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ ประชาชาติ ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า จากที่ได้พูดคุยถึงแนวทางการทำงาน และประกาศเป็นสัญญาประชาคมระหว่างการเลือกตั้ง ว่า จะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และจะทำตามสัญญาประชาคม และจากเจตนาของประชาชนที่ได้เลือกเรามา พรรคฝั่งประชาธิปไตยได้เสียงมากสุด แม้ว่าจะยังไม่นิ่ง แต่ก็ได้ไม่ต่ำกว่า 255 เสียงแล้ว

“ถือว่า ขณะนี้เราเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตยและไม่สืบทอดอำนาจ ที่ได้เสียงข้างมาก ‘ฉันทานุมัติ’ จากประชาชนแล้ว ซึ่งเราจะทำตามสัญญาประชาคม ว่าจะหยุดอำนาจ เราจะทำตามความคาดหวัง และเดินตามกติกาอย่างมีมารยาท พร้อมส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมการเมืองในเชิงสร้างสรรค์”

แต่อีกด้านหนึ่งทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐก็เตรียมประกาศความชัดเจนของฝั่งตัวเอง โดย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับที่พรรคเพื่อไทยจะชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยถูกมองว่าเป็นการประกาศรวมเสียงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเมินแล้วสาเหตุที่พรรคพลังประชารัฐยังสามารถจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับฝั่งเพื่อไทยได้มาจาก 2 สาเหตุสำคัญ เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่นิ่ง จนกว่าจะมีการประกาศผลชัดเจนอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการตัดสิทธิ ให้ใบเหลือง ใบแดง นับจากนี้ อันจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้ของแต่ละพรรค

ดังจะเห็นจากที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการแถลงข่าวของฝั่งพรรคเพื่อไทยว่า ใครที่คิดว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะทำและช่วงชิงอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้มีผลจริงจังอะไร มีผลด้านจิตวิทยาและการรับรู้ของสังคมในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะสิ้นสุดและยุติไม่ได้ เพราะผลอย่างไม่เป็นทางการเพียง 95% เพิ่งจะประกาศไป ยังมีที่เหลืออีกหลายคะแนนอยู่

อีกทั้ง ต่อจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีและดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพราะมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งหลายรายที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อน ฉะนั้นทั้งหมดจึงยังไม่มีความแน่นอนอะไรตราบใดที่ยังไม่มีการโหวตนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีความชัดเจน เป็นเรื่องธรรมดา เพราะขนาดจับมือรับปาก ลงชื่อตามสัตยาบัน ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

การพิจารณารับรองผู้สมัคร ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนการให้ใบเหลืองใบแดง ใบส้ม ต่อจากนี้ของ กกต. จึงถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อคะแนนเสียงของแต่ละพรรค และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลนับจากนี้ต่อไป ดังนั้นในวันที่ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการทำหน้าที่ การทำงานของ กกต.ในเวลานี้ย่อมจะต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวันที่มีการล่ารายชื่อถอดถอน กกต.หลายแสนคน

อีกประเด็นที่ทำให้ พรรคพลังประชารัฐยังสามารถตั้งรัฐบาลแข่งได้มาจาก บรรดา “งูเห่า” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐกล้าตั้งรัฐบาลในภาวะเสียงปริ่มน้ำ จนสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

แม้เบื้องต้นในขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี จะไม่เป็นปัญหาสำหรับพรรคพลังประชารัฐ เพราะมี 250 เสียง ของ สว.เฉพาะกาลที่พร้อมจะ เทมาสนับสนุน แต่ในการบริหารงานนั้น ลำพังเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ย่อมไม่ง่ายในการลงมติในสภาแต่ละครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้การตัดสินใจของ สส.เป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับมติพรรคโอกาสที่จะเกิด “งูเห่า” จากพรรคอื่นมาโหวตสนับสนุน ย่อมเป็นไปได้

แต่จุดที่ต้องจับตาคือท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ ซึ่ง อนุทิน  ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ระบุว่า จุดยืนของพรรคคือการไม่สนับสนุนให้มีนายกที่มีเสียงข้างน้อยในสภานั่นเอง การประกาศตัวสนับสนุนขั้วใดขั้วหนึ่งย่อมมีผลต่อการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลนับจากนี้จึงมีปัจจัยต่างๆ ที่ล้วนแต่จะมีผลต่อทุกคะแนนเสียง ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584673

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 08:12 น.

บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาอันสืบเนื่องจากการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย ไปจนถึงบัตรเกิน ต่อเนื่องไปจนถึงเรื่องการรับส่งบัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศล่าช้า และอีกหลายเรื่อง กำลังเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของ กกต. และยังอาจบานปลายไปสู่ความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การรายงานผลการเลือกตั้งช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้ง ที่แต่ละสื่อรายงานด้วยข้อมูลที่แตกต่างกันทั้งที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกันที่มาจาก กกต. จนทำให้เกิดความสับสนสำหรับประชาชนผู้ติดตามและเกิดความสงสัยถึงที่มาและความถูกต้องของชุดข้อมูล

ทั้งนี้ ทาง กกต.ชี้แจงว่า กกต.ได้ป้อนข้อมูลดิบให้กับสื่อมวลชนแต่ละสำนัก ซึ่งเป็นผลคะแนนที่ทาง กกต.ได้รับจากการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นแรพพิดรีพอร์ต ส่วนการนำเสนอออกไปทางจอทีวีของแต่ละช่องเป็นการตัดสินใจของแต่ละช่องเอง จึงทำให้คะแนนที่ออกมาอาจจะดูเหมือนไม่ตรงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบประมวลผลของแต่ละช่องที่นำมาใช้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีปัญหาความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล เนื่องจากเกิดจากความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล ที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนอาสามัครที่เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังยอมรับว่ามีผู้ที่พยายามจะเข้าถึงข้อมูลในระบบการรายงานผลคะแนนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อเนื่องมาจนถึงประเด็นเรื่องบัตรเกินในหลายพื้นที่ เช่น เขตเลือกตั้งที่ 9 กทม. พื้นที่หลักสี่ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตภายหลัง สิระ เจนจาคะ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คะแนนกลับมาพลิกชนะ สุรชาติ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิน้อยกว่าบัตรที่ลงคะแนน

กลายเป็นประเด็นที่ทาง ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบัตรผีโผล่ใน 10 จังหวัดที่เผยแพร่ในโซเซียลมีเดีย โดยมีการเปรียบเทียบจำนวนผู้มีสิทธิกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ อาทิ จ.เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช รวมทั้งข้อมูลในเขตหลักสี่ซึ่งมีบัตรเกินด้วย

อีกด้านหนึ่งในโซเชียลมีเดียยังปรากฏคลิปวิดีโอการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งพบว่ามีการขานคะแนนผิดจากบัตรดีเป็นบัตรเสีย บัตรเสียเป็นบัตรดี จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ก่อนที่ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมายื่นหนังสือถึง  อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เพื่อขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตาม ม.11 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของข้าราชการ พ.ศ. 2540 โดยขอให้เปิดเผยข้อมูล 4 ประเด็น คือ

1.ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ 2.จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 3.จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร และ 4.จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากเห็นว่าการนับคะแนนเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลือบแคลงในความสุจริตเที่ยงธรรมในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องการไม่นับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง มีการประวิงเวลาในการนับคะแนนไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนลดลงของพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

โดยทั้งหมดทาง กกต.ระบุว่า ต้องใช้เวลาตรวจสอบ และจะแถลง อีกครั้งในวันที่ 29 มี.ค.โดยจะรวบรวมรายละเอียดข้อร้องเรียนต่างๆ จากทั้ง 350 เขต

ที่สำคัญ กระแสความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่นำมาสู่การล่ารายชื่อถอด กกต.ผ่านเว็บไซต์ change.org ซึ่งมียอดสูงกว่า 5 แสนคน และยังคงมีคนลงรายชื่อต่อเนื่อง

ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแต่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งของ กกต. ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่หากย้อนไปดูก่อนหน้านี้ กกต.ล้วนแต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองออกมาสะท้อนความเห็นว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้ที่จะจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยไม่ใส่ชื่อหรือโลโก้พรรคที่ถูกวิจารณ์จนต้องนำไปปรับแก้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงล้วนแต่สร้างความไม่มั่นใจให้กับบรรดาผู้สมัครและประชาชนคนทั่วไปว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นน่าเชื่อถือเพียงไร เมื่อยังมีปัญหาในการนับคะแนนจนถึงเรื่องบัตรเกิน ยังไม่รวมกับประเด็นการทำหน้าที่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับบรรดาผู้สมัครในช่วงเวลานับจากนี้ ซึ่งจะถือเป็นอีกกระบวนการสำคัญ และยังมีผลต่อเนื่องไปถึงความพยายามในการรวมเสียงจับขั้วตั้งรัฐบาลในเวลานี้

โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้อันถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ที่สองพรรคใหญ่ที่มีคะแนนสูสีต้องพยายามทำทุกทางเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งนับจากนี้ ย่อมมีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลในอนาคต

ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องระมัดระวังและเร่งสร้างความเชื่อมั่น ชี้แจงในประเด็นความเคลือบแคลงต่างๆ ของสังคมให้หมดไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการไม่ยอมรับผลเลือกตั้งที่จะยิ่งกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองในเวลานี้

เลือกตั้งล็อกถล่มคนดังบิ๊กเนมพ่ายหมดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584561

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 08:36 น.

เลือกตั้งล็อกถล่มคนดังบิ๊กเนมพ่ายหมดรูป

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

หมดบารมี หมดมนต์ขลัง ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทำให้ผู้สมัคร สส.บิ๊กเนมตัวเต็งหลายเขตและหลายจังหวัดที่ครองแชมป์มายาวนานต่างพลิกล็อกพ่ายแพ้หมดรูปครั้งประวัติศาสตร์ เช่น ที่ จ.สุราษฎร์ธานี “ตระกูลเทือกสุบรรณ” ถือว่าเป็นฐานที่มั่นมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้สมัครจากพรรคใดสามารถเข้าสอดแทรกได้แม้แต่พรรคเดียว

แต่ภายหลังจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศแยกทางจากพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย โดยดึงอดีต สส.บางส่วนจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่ด้วย แต่ผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา “ตระกูลเทือกสุบรรณ” ทั้ง ธานีเทือกสุบรรณและ เชนเทือกสุบรรณ ต่างก็พ่ายแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ทุกเขต ถือว่าเป็นช้างล้มครั้งประวัติศาสตร์เพราะชาวสุราษฎร์ธานีไม่ให้การสนับสนุนเหมือนในอดีตแล้ว

เช่นเดียวกับ นริศา อดิเทพวรพันธ์อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ หลายสมัยพ่ายให้กับ รงค์ บุญสวยขวัญพรรคพลังประชารัฐ แบบคะแนนทิ้งห่างเท่าตัว สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ เสียแชมป์  นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.หลายสมัย จ.พัทลุง ก็สอบตกด้วยเช่นกัน ส่วนที่ จ.สงขลา คนดังสอบตก ประกอบด้วย วิรัตน์ กัลยาศิริ กับ ศิริโชค โสภา ที่ จ.ตรัง เขต 1 บ้านของ ชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ส่ง นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต สส.หลายสมัยรักษาฐานที่มั่นก็หลุดโคจรไปด้วยกัน

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะชาวภาคใต้ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี แถมกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐมีความชัดเจนมากกว่าประชาธิปัตย์

ภาคกลางช็อกหลายจังหวัด อาทิ ที่ จ.สมุทรปราการ ฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและแหล่งชุมนุมของคนเสื้อแดงทั้ง ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย วรชัย เหมะ และ นฤมล ธารดำรงค์ พ่ายแพ้ให้กับทีมพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ

ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ช้างล้ม 2 เชือก บุญเลิศ ไพรินทร์ เจ้าของฉายา “โหร สว.” ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรค พลังประชารัฐ พลาดท่าให้กับ กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ จากอนาคตใหม่ และอีกคน พิทักษ์ จารุสมบัติ ย้ายจากประชาธิปัตย์ ซบพรรคพลังประชารัฐ แพ้ต่อ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อนาคตใหม่ ชนิดคาดไม่ถึงที่ จ.ลพบุรี มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อแชมป์เก่าหลุดจากเก้าอี้ เช่น พิชัย เกียรติวินัยสกุล พรรคเพื่อไทย โค่น ประทวน สุทธิอำนวยเดช พรรคพลังประชารัฐ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ จากภูมิใจไทย ล้มแชมป์เก่า สุชาติ ลายน้ำเงินพรรคเพื่อไทย อุบลศักดิ์ บัวหลวงงามพรรคเพื่อไทย ชนะ อำนวย คลังผา อดีต สส.หลายสมัย อดีตประธานวิปรัฐบาลสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่แตกต่างที่ จ.สระแก้ว ถือว่าฐานที่มั่น “ตระกูลเทียนทอง” สังกัดพรรคเพื่อไทย นำโดยผู้มากบารมี “เสนาะ” ถูกทัพพลังประชารัฐทลายฐานราบคาบ ทั้งหลานชาย และหลานสาว “เสนาะ” คือ ฐานิสร์ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย และ ตรีนุช เทียนทอง แยกมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ คว้าเก้าอี้เขต 1 และ 2 ส่วนเขต 3 สรวงศ์ เทียนทอง ลูกชายของนายเสนาะก็แพ้ ผู้สมัครจากพลังประชารัฐไปอีกเช่นกัน

ที่ จ.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ กวาดยกจังหวัด ทั้งนี้ ฐนภัทร กิตติวงศา จารึก ศรีอ่อน และญาณธิชา บัวเผื่อน โค่นเจ้าถิ่น เอาชนะคู่แข่งพลิกล็อกแบบคู่แข่งไม่คาดคิดว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้จะออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร

เลือกตั้งภาคเหนือเกิดปรากฏการณ์ช็อกโลกไม่แพ้กัน เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมอดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตัวเต็งแต่กลับแพ้ให้กับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง สามารถ แก้วมีชัยอดีต สส.เชียงราย เขต 1 พรรคเพื่อไทยหลายสมัย และอดีตรองประธานสภา มีชะตากรรมเช่นเดียวกับ นพ.วรงค์ แพ้ให้กับ รัตนา จงสุทธามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย จากพรรคพลังประชารัฐ แบบพลิกความคาดหมาย ส่วน พีรเดช คำสมุทร จากพรรคอนาคตใหม่อีกคนที่สามารถเอาชนะ อิทธิเดช แก้วหลวงอดีต สส.หลายสมัยจากพรรคเพื่อไทย

บารมี ทักษิณ ชินวัตร ค้ำไม่ไหว ที่ จ.ลำปาง กันต์ทรัพย์ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ทัศนา กับ ศรีทัศน์ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ชัยยศ ที่ จ.ลำพูน หนาน สุขใจ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ เรือนแก้วเทวา และที่ จ.แพร่ จิรเดช ฝากมิตร เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ฝากมิตร ต่างก็ไม่ติด 1 ใน 3 อันดับแรกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทักษิณก็ค้ำไม่อยู่ ที่ จ.ขอนแก่น วัฒนา ช่างเหลาพรรคพลังประชารัฐ ชนะ อรอนงค์ สาระผล พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือว่าเป็นการล้มช้าง ครั้งใหญ่ ที่ จ.สุรินทร์ ยิ่งรัก ไชยศรีษะกับ ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ โดย ยิ่งรัก เป็นน้องสาว และยิ่งลักษณ์ เป็นภรรยาของ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย บารมี ทักษิณ ชินวัตร ค้ำไม่อยู่พ่ายหมดรูป ที่ จ.นครราชสีมา สถิตคุณ เป็น ทักษิณ เขื่อนโคกสูง ประกาศ เป็น ทักษิณ จันทรวิจิตร วีรวิทย์ เป็น ทักษิณ เชื้อจันอัด และ กนกวรรณ เป็น ยิ่งลักษณ์ เพชรรักษาพ่ายแพ้กราวรูด

การเมืองพลิกโฉม ล้มช้างครั้งประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584441

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 06:59 น.

การเมืองพลิกโฉม ล้มช้างครั้งประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

กทม.ถือเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดความ เปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยพรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่าสูญเสียที่นั่งเกือบทั้งหมดทุกเขต

ว่าที่ สส.หน้าใหม่ของ กทม. ซึ่ง น่าสนใจ อาทิ เขต 1 ดุสิต (ยกเว้นแขวงถนนนครไชยศรี) ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร และสัมพันธวงศ์ ธเนษฐ เศรษฐาวาณิช พรรคพลังท้องถิ่นไท เขตเลือกตั้งที่ 3 บางคอแหลมและยานนาวา ม.ล. อภิมงคล โสณกุล พรรคประชาธิปัตย์ เสียเก้าอี้ให้กับ วรรณวรี ตะล่อมสิน พรรคอนาคตใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 6 จตุจักร (เฉพาะแขวงจอมพล แขวงจตุจักร) พญาไทและราชเทวี คริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ ล้ม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แชมป์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ เขตเลือกตั้งที่ 8 ลาดพร้าว วังทองหลาง (ยกเว้นแขวงพลับพลา) สรรเสริญ สมะลาภา แชมป์เก่า พ่ายแพ้แก่ กษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 9 จตุจักร (ยกเว้นแขวงจอมพล แขวงจตุจักร) และหลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ชื่อชั้นน่าจะเรียกคะแนนนิยมได้มากอย่าง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือมือปราบ หูดำ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่ สิระ เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ เขตเลือกตั้งที่ 13 เขตบางกะปิและวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) พรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนรุ่นใหม่ พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็พ่ายแพ้แก่ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 19 เขตประเวศ (ยกเว้นแขวงหนองบอน แขวงดอกไม้) และสะพานสูง นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ หรืออดีตนักแสดง นาถยา แดงบุหงา พรรคประชาธิปัตย์ เสียเก้าอี้ให้กับ ประสิทธิ์ มะหะหมัด พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 22 คลองสานและธนบุรี (ยกเว้นแขวงบุคคโล แขวงดาวคะนอง แขวงสำเหร่) บางกอกใหญ่ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร พรรคอนาคตใหม่ อดีตผู้ต้องหาลักลอบผลิตคราฟต์เบียร์ ได้เข้าสภาเป็น สส.ครั้งแรก เขต 26 บางบอน หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) วัน อยู่บำรุง พรรคเพื่อไทย ล้มแชมป์เก่า พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ ลงได้สำเร็จ

เขตเลือกตั้งที่ 27 เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงฉิมพลี แขวงตลิ่งชัน) ทวีวัฒนา และหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พ่ายให้กับผู้สมัครหน้าใหม่ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ แห่งพรรคอนาคตใหม่ คะแนนทิ้งห่างนับหมื่นคะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 30 เขตบางกอกน้อยและบางพลัด รัชดา ธนาดิเรก แชมป์เก่า เสียที่นั่งให้กับ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ

ภาคใต้ ที่มั่นอีกแห่งของพรรคประชาธิปัตย์ จ.ภูเก็ต 2 เขตเลือกตั้ง เขต 1 สุทา ประทีป ณ ถลาง พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู พรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนนำแชมป์เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.กระบี่ สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย ล้มแชมป์เก่า สุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์

จ.สงขลา 8 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์รักษาที่มั่นไว้ได้เพียง 3 เขต จากเขต 5 เดชอิศม์ ขาวทอง เขต 6 ถาวร เสนเนียม และเขต 8 พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส่วนที่เหลือเป็นของพรรคพลังประชารัฐ 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ เขต 2 ศาสตรา ศรีปาน เขต 3 พนม พรหมเพชร และเขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส่วนเขต 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำ ศิริโชค โสภา จากพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตระกูล เทือกสุบรรณ ย้ายสังกัดเข้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดยพรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่า รักษาที่มั่นไว้ได้ทั้งหมด ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีนักการเมืองในตระกูลเทือกสุบรรณเข้าสภาได้เลยแม้แต่คนเดียว

จ.ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 6 จรัส คุ้มไข่น้ำ พรรคอนาคตใหม่ มีคะแนนนำ อิทธิพล คุณปลื้ม พรรคพลังประชารัฐ

และเขตที่ถูกจับตามาก นั่นคือเขต 3 สุพรรณบุรี ผลปรากฏว่า ประภัตร โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา ชนะ จองชัย เที่ยงธรรม ที่ย้ายสังกัดเข้าพรรคภูมิใจไทยได้สำเร็จ

ส่วนการเลือกตั้ง สส.ตราด ก็ส่อพลิก เมื่อ ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ คะแนนทิ้ง ธีระ สลักเพชร สส.ตราด 5 สมัย กว่า 5,000 คะแนน

ขณะเดียวกัน ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ คะแนนนำแชมป์เก่า วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคประชาธิปัตย์

ที่ จ.นครราชสีมา เขต 3 ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคพลังประชารัฐ ล้มแชมป์ ประเสริฐ บุญชัยสุข พรรคเพื่อไทย เขต 10 สุภรณ์ อัตถาวงศ์ พรรคพลังประชารัฐ พ่าย พรชัย อำนวยทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย ส่วนเขต 2 วัชรพล โตมรศักดิ์ แชมป์เก่าจากพรรคชาติพัฒนา พ่าย สุธรรม พรสันเทียะ พรรคเพื่อไทย ที่ จ.สุรินทร์ เขต 2 ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ พรรคพลังประชารัฐ ทลายฐานที่มั่น ชูชัย มุ่งเจริญพร พรรคเพื่อไทย ได้สำเร็จ

“สส.ชุดแรกของไทย” เลือกตั้งท่ามกลางควันปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584340

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 13:26 น.

"สส.ชุดแรกของไทย" เลือกตั้งท่ามกลางควันปืน

ย้อนประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของไทยในปี 2476 ที่เป็นการเลือกตั้งท่ามกลางความรุนแรงและความวุ่นวายทางการเมือง

********************************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

การเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. 2562 นี้ จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 28 ซึ่งอีกไม่นานจากนี้ก็คงจะทราบผลการเลือกตั้ง และเห็นเค้าโครงของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวได้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารจากผู้สมัคร จากพรรคการเมืองต่างๆ ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

สมรภูมิการเมืองในโซเชียลมีเดียครั้งนี้จึงดุเดือดเข้มข้นอย่างยิ่ง

ความเข้มข้นของสถานการณ์การเมืองในครั้งนี้ ชวนให้ย้อนหวนรำลึกถึงการเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของไทย เมื่อปี 2476 ซึ่งมีเหตุรุนแรงจากกบฏบวรเดชแทรกซ้อนขึ้นในระหว่างการจัดการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2476 เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 จากการเลือกตั้งของราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2475 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้ง สส.ทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของประเทศไทย โดยกำหนดให้ สส.ประเภทที่ 1 จำนวน 78 คน เฉลี่ยจังหวัดละ 1 คน ยกเว้น จ.เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา มี สส.ได้จังหวัดละ 2 คน ขณะที่พระนครหรือ กทม.และ จ.อุบลราชธานี มี สส.ได้ 3 คน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ 4.2 ล้านคน ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 1.7 ล้านคน คิดเป็น 41.45% จังหวัดที่มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุดคือ จ.เพชรบุรี

การเลือกตั้งแยกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกผู้แทนตำบล จากนั้นผู้แทนตำบลจึงเป็นผู้เลือกตั้ง สส.ต่อไป

การเลือกตั้งผู้แทนตำบลทั่วประเทศนั้นดำเนินไปในช่วงวันที่ 1 ต.ค.-15 พ.ย. 2476 แต่ในระหว่างนั้นก็เกิดวิกฤตการณ์สำคัญทางการเมือง นั่นคือกบฏบวรเดช โดย พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เรียกตัวเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” นำกำลังทหารจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นรถไฟเคลื่อนกำลังเข้ามาถึงชานพระนคร โดยอ้างถึงการที่รัฐบาลปล่อยให้มีผู้ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเหตุวุ่นวายทางการเมืองจากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์

เกิดการสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลที่มี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่สถานีรถไฟบางเขน หลักสี่ ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ต่อเนื่องกันระหว่างวันที่ 11-28 ต.ค. 2476

กำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสานของคณะกู้บ้านกู้เมือง ไม่อาจต้านรับการบุกโจมตีของฝ่ายรัฐบาลที่มี พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้บัญชาการ แกนนำคนสำคัญของคณะกู้บ้านกู้เมือง คือ พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) เสียชีวิตในการรบ กำลังทหารของคณะกู้บ้านกู้เมืองถูกฝ่ายรัฐบาลจับกุมเป็นเชลยได้จำนวนมาก ทั้งฝ่ายรัฐบาลและคณะกู้บ้านกู้เมือง สูญเสียรวมกันทั้งหมด 17 ราย

ในที่สุด พระองค์เจ้าบวรเดช หลบหนีไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส การสู้รบที่ยืดเยื้อมาครึ่งเดือนจึงยุติลง แต่ผลที่ตามมานั้นก่อให้เกิดความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง รัฐบาลคณะราษฎรจับกุมปฏิปักษ์ทางการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะการจับกุม ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ นายทหารรักษาวัง พระเชษฐาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และปฏิเสธที่จะอภัยโทษแก่กลุ่มกบฏ แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงขอก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 นั้น รัฐบาลคณะราษฎรก็แต่งตั้งคนของฝ่ายตัวเองเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานคำทัดทาน โดยทรงเห็นว่าเป็น “สมบูรณาญาสิทธิของคณะ”

ผลพวงความแตกต่างที่เกิดขึ้นตามมาหลังกบฏบวรเดช เป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทบกระทั่ง กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาซึ่งการประกาศสละราชสมบัติในอีก 1 ปีต่อมา

ในระหว่างเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับอยู่ที่ จ.สงขลา ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดชยุติลงแล้ว จนสามารถจัดการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนครเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทรงประกอบรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภา

ทหารรัฐบาลขึ้นรถไฟไปปราบกบฏบวรเดช

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความรุนแรงและความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็ได้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนชาวไทยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนจำนวนมากร่วมบริจาคเงิน สิ่งของ อาหาร ทรัพย์สิน แม้แต่แหวนแต่งงาน รวมทั้งอาสาสมัครช่วยเหลืองานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลในการปราบปรามฝ่ายกบฏ

หลังการเลือกตั้ง สส.ประเภทที่ 1 และแต่งตั้ง สส.ประเภทที่ 2 เสร็จสิ้น สส.ทั้งสองประเภท รวม 156 คน ได้เลือก เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาชุดที่ 1 นี้ ดำรงตำแหน่งอยู่จนครบวาระ 4 ปี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2480

สส.ในสภาชุดนี้ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อาทิ พล.ท.พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) หัวหน้าคณะทูตทหารไทยที่เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ประเภทที่ 1 จ.พระนคร ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และเลียง ไชยกาล สส.ประเภทที่ 1 จาก จ.อุบลราชธานี

ทองอินทร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ในรัฐบาล ปรีดี พนมยงค์ ส่วนเลียง ได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประชาชนชาวอีสาน และเป็น 1 ใน 4 รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารที่ทุ่งบางเขนเมื่อปี 2492 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่วนเลียงก็มีโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัยเช่นกัน

นี่คือเรื่องราวจากอดีตการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยซึ่งผ่านมาถึง 86 ปี ถึงปัจจุบันนี้การเมืองไทยก็ยังไปไม่พ้นวังวนของความขัดแย้งวุ่นวาย แต่อย่างน้อย 1 สิทธิ 1 เสียง ของประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็จะเป็นการประกาศเจตจำนงถึงการเมืองที่เราคาดหวังและต้องการ

เลือกตั้งสะท้อนความตื่นตัว แต่ความน่ากลัวอยู่หลังจัดตั้งรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584283

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 07:40 น.

เลือกตั้งสะท้อนความตื่นตัว แต่ความน่ากลัวอยู่หลังจัดตั้งรัฐบาล

“อรรถสิทธิ์ พานแก้ว” นักวิชาการ ย่านธรรมศาสตร์ ผู้คร่ำหวอดงานวิจัยกระบวนการเลือกตั้ง ฉายภาพประชาธิปไตยผ่านการหย่อนบัตรที่ต้องติดตามนับจากนี้

****************************

โดย….ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปอย่างเป็นทางการในวันนี้ 24 มี.ค. 2562 เป็นอีกภาพการเมืองที่ต้องจดจารึกในประวัติศาสตร์การเมืองที่ประชาชนผู้มีสิทธิตามกฎหมายจะออกมาใช้สิทธิลงคะแนน ยิ่งหากย้อนกลับไปถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค. จะเห็นความตื่นตัวของประชาชนมาใช้สิทธิกันกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิกันไว้ 2.6 ล้านคน ซึ่งจากวันนี้ไปจนถึงหลังเลือกตั้งทิศทางประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

“อรรถสิทธิ์ พานแก้ว” รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพปรากฏการณ์เลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนมาถึงวันนี้ ผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า หากถามว่าประชาชนตื่นตัวหรือไม่ ต้องบอกว่าใช่ อย่างไรก็ตาม อยากให้ถอยออกมาก้าวหนึ่ง และอย่าลืมว่าคนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า คือคนอยากไปเลือกตั้งอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะรู้ว่าวันที่ 24 มี.ค. อาจไม่สะดวก

อรรถสิทธิ์ มองว่าเป็นความตั้งใจคูณสอง แล้วก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร แม้จะมีภาพยุ่งยาก ล่าช้า ทว่าคนก็เตรียมใจ และเมื่อไปเจออุปสรรคในวันจริง มันอดทน ต่างจากครั้งก่อนๆ ไปเลือกตั้งปกติ รถติดก็ไม่ไป เพราะเลือกตั้งจุดเดียว แต่ครั้งนี้ต่อให้รถติดคนก็ยังตื่นตัวไป

ทั้งนี้ หากถามว่าวันที่ 24 มี.ค. จะเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าประเทศไทยประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก เฉลี่ย 70% ชนะประเทศที่พัฒนาทางอุตสาหกรรม หรือประเทศที่มีประชาธิปไตยเยอะๆ ประเทศอื่นใช้สิทธิเพียง 50-60% เท่านั้น ประเทศไทย 70% บางจังหวัด 80-90% และมุมมองส่วนตัวครั้งนี้เพิ่มขึ้น 80% หากจะให้ถึง 90% เลยคงยาก แล้วจะโหวตให้ใครนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องดูหลังปิดหีบ

ส่วนภาพการเมืองในวันที่ 24 มี.ค. ปกติคนออกไปเลือก 70% และมีคนอีก 30% ที่ไม่ไปเลือก ถ้าครั้งนี้ออกไปเลือก 80% แสดงว่าเพิ่ม 10% แต่เป็น 10% ที่มาจาก New Voter หรือมาจาก 30% นี้ แสดงว่าการเพิ่มขึ้น มันอาจจะเลือกจากคนใหม่ที่เข้ามาในทางการเมือง มากกว่าคนที่ไม่สนใจการเมืองอยู่แล้ว

“ผมกำลังจะบอกว่าบางทีพฤติกรรมการโหวตของคนอาจจะไม่เปลี่ยน เพราะ 30% ที่เป็นพลังเงียบแท้จริงยังไม่ออก และคนรุ่นใหม่ที่ออกไปใช้สิทธิ 10% อาจจะทั้งหมดก็ได้ แต่ 70% ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งหมด คนรุ่นใหม่หากถามว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองเลยหรือไม่ มันอาจจะไม่ได้เยอะ เวลาเลือกตั้งต้องดู Momentum จุดเปลี่ยนในการเลือกตั้งช่วงนั้น แต่เชื่อว่าจะไม่มีพรรคไหนที่คนไทยเฮโลอยู่หลังพรรคนี้ มันยังเป็นแต่ละพรรคยึดกุมฐานเสียงของตัวเองได้ และอาจกินฐานเสียงใหม่ได้นิดหน่อย”

อรรถสิทธิ์ ระบุเหตุผลสำคัญ อย่าลืมว่าระบบเลือกตั้งถูกออกแบบไม่ให้ใครสามารถได้คะแนนเสียงมากสุด เมื่อก่อนเข้าใจว่าเลือกพรรคไหนเยอะที่สุด พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ได้นายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ต้องมานั่งคิดคะแนนและคำนวณกันใหม่ ไม่ใช่ชนะแล้วได้เลย ชนะไว้ก่อน แต่ต้องมาดูปาร์ตี้ลิสต์อีก ยิ่งประชาชนออกไปเยอะ โอกาสของพรรคขนาดเล็ก ขนาดกลาง จะได้คะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ยิ่งน้อยลง

อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ก็ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนทางการเมือง แต่แค่เพิ่มจำนวน เพราะคนไม่เคยไป 30% ก็ยังไม่ไป ที่สำคัญอย่ามองคนรุ่นใหม่เป็นก้อนเดียว คนรุ่นใหม่คืออายุ 18-30 ปี ต้องแยกคนที่อยู่ในระบบการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย อาชีวะ ซึ่งคนในระบบการศึกษากับนอกระบบการศึกษา มีความสนใจและทุ่มเททางการเมืองแตกต่างกัน

อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจากคนในระบบการศึกษา คือ เรียนหนังสือ จะอยู่ในวงของการรับข้อมูลข่าวสาร การตื่นตัว แต่ไม่ได้บอกว่าคนนอกวงการศึกษาไม่ตื่นตัว เพียงแต่จะมีโฟกัสอย่างอื่นก่อน เช่น ทำงาน ดังนั้นคนเรียนหนังสือก็จะนึกถึงแต่เรียนหนังสือ แต่คนทำงาน ก็ต้องนึกถึงการทำงาน จึงทำให้พฤติกรรม 2 กลุ่มนี้แตกต่างกัน

“แม้เป็น First Time Voter ก็จริง แต่ไม่ใช่คนจะมีแนวคิดเหมือนกันทั้งก้อน ถ้าเราบอกว่าคนรุ่นใหม่มีอยู่ 7 ล้านคน แต่คนที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่ที่เหลือไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งโฟกัสอาจไม่ได้อยู่ที่การเมือง ไม่ได้บอกว่าไม่สนใจการเมือง แต่โฟกัสการเมืองจะมองไม่เหมือนกัน คนเหล่านี้อาจไม่ได้มองหาพรรคการเมืองใหม่ แต่อาจมองพรรคที่จะทำเศรษฐกิจอย่างไรให้มันดี”

อย่างไรก็ดี ทุกคนอยากเห็นประเทศในทางที่ดี แต่ไม่ใช่ต้องเปลี่ยนเป็นแบบนั้นแบบนี้ ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคมีความคล้ายกัน เว้นเพียงหีบห่อที่ต่างกัน ทุกคนให้ค่าแรง ให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือลดภาษี ซึ่งเหมือนกัน แต่ในที่สุดจะเลือกเพราะอะไร ซึ่งการมีส่วนร่วมทางการเมืองอาศัย 3 อย่าง คือ เงิน เวลา และทักษะ ไม่ว่าชนชั้นนั้นถ้ามี 3 อย่างนี้ มันจะไป แต่คนที่ยังต้องทำมาหากิน ก็ต้องเอาเวลาไปทำเรื่องนี้ก่อน ดังนั้นการมองคนรุ่นใหม่เป็นตัวกำหนดอนาคต มันเป็นการตีขลุมเกินไป

อรรถสิทธิ์ ขยายความต่อว่า นอกจากนโยบายเป็นตัวกำหนดในการเลือกแล้ว ประการต่อมา คือ ความชอบ ซึ่งจากงานวิจัยที่เคยทำ คือ ชอบพรรคนั้น ชอบหัวหน้าพรรคคนนี้ ทุกคนคิดว่าเวลาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทุกคนมีเหตุมีผล แต่จริงๆ ไม่ใช่เสมอไป ความเป็นเหตุเป็นผล หมายความว่า ต้องเอานโยบายทุกอย่างมา แล้วใส่ตาราง วิเคราะห์ วิจารณ์ แล้วให้คะแนน จึงเลือกพรรคนี้

ทว่า แต่ทุกคนคือ ตกลงเลือกใครดี ถามจากคนรู้จัก หรือชอบใคร การลงคะแนนเสียงจริงๆ มันไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของอารมณ์เพียงอย่างเดียว ดังนั้นนโยบายดี ไปครึ่งหนึ่ง ที่เหลือชอบหรือไม่ และอย่าลืมว่าระบบการเลือกตั้งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคน

“เมื่อก่อนเรามีบัตร 2 ใบ เลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ ตอนนี้ต้องเลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ นายกฯ ที่รัก แล้วคนจะเลือกอะไรในบัตรใบเดียว เรามองว่าคนจะโหวตเพื่อความต้องการทางการเมืองหรือหมายถึงอุดมการณ์ จุดยืนทางการเมือง แล้วมองข้ามว่าพรุ่งนี้มีปัญหาในพื้นที่ ต้องการใช้ สส.ไหม อีกครั้งที่ไปมองว่าคนทุกคนมีความคิดคล้ายๆ กัน และลืมแบ่งคนออกเป็นส่วนๆ ที่ต้องการสัมพันธ์กับ สส. แต่คนในเมืองไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับ สส. ก็จะเป็นอีกแบบ คิดว่าถ้าวันเลือกตั้งไปแล้วมีปัญหาจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปบ้าน สส.เพื่อคุยปัญหาได้ไหม”

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าพฤติกรรมกับความคิดต้องแยก จะบอกว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยต่างไปแล้ว คนส่วนใหญ่ของประเทศสนใจการเมืองมากขึ้นกว่าเก่า แต่อย่าลืมว่าความสนใจจะเปลี่ยนความต้องการทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะคนยังเลือก สส.เพราะนโยบายและความสัมพันธ์บุคคลเชิงใกล้ชิด ดังนั้นภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนไป แต่ความคิดทางการเมืองของคนยังไม่เปลี่ยน

สำหรับเรื่องที่หลายฝ่ายจับตาหลังเลือกตั้งเนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการให้มีนายกฯ อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ต้องพูด 2 แบบ ถามว่าใช้เวลานานแปลกหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่แปลก ไม่ผิด เพราะระบบการเลือกตั้งทำให้ได้รัฐบาลผสม และโดยปกติทั่วโลก การผสมแล้วต้องไปด้วยกันได้ ต่างประเทศเวลาผสมจะมี Stagement ออกมาให้ประชาชนดูว่า ตกลงเรื่องอะไรบ้าง เพราะการผสมต้องมีพรรคแตกต่างกัน

“ของประเทศไทยไม่เคยมีการบอกไปผสมกันได้อย่างไร จากที่เคยหาเสียง แล้วเมื่อต้องมารวมมันทำไม่ได้ แต่จะพบกันตรงนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมีข้อตกลงในการเป็นรัฐบาลผสม แต่ไม่เคยมีการเรียกหา ดังนั้นกลายเป็นว่าผสมกันไป แต่ต่างประเทศกว่าจะตกลงกันได้มันนาน คนยอมรับ

แต่ประเทศไทยการรวมกันได้เร็ว ไม่ได้ตกลงแบบนั้น ครั้งนี้ถ้ายาวเพราะอะไร แต่ถ้าจะใช้เวลานานมันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะตกลงกันไม่ได้เนื่องจากคนมีความแตกต่างกัน แต่จริงๆ อีกมุมแล้วไม่ควรยาว เพราะไม่ได้แตกต่างในเรื่องนโยบาย หรือแทบเหมือนกันทั้งนั้น”

อรรถสิทธิ์ มองถึงข้อกังวลว่า การเลือกตั้งเป็นวงจร คือ ก่อนเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง และหลังวันเลือกตั้ง แต่ความน่ากลัวอยู่หลังวันเลือกตั้ง ก่อนและวันเลือกตั้ง ทำอย่างไรก็ได้ให้การแข่งขันเท่าเทียม เป็นธรรม ใช้สิทธิใช้เสียงอย่างเสรีภาพ แต่หลัง คนจะยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งสำคัญ

ทั้งนี้ หากคนไม่ยอมรับผล การเลือกตั้งก็ไม่ใช่คำตอบ ประเทศอื่นเลือกตั้งแพ้ไม่เป็นไร จะรอ 4 ปีแล้วเลือกใหม่ แต่คนไทยเริ่มมีกระแส ถ้าไม่ได้จะเกิดม็อบหรือปฏิวัติ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้น แต่พอมีความคิดแบบนี้ แสดงว่าเลือกตั้งไม่ได้จบ คนไม่ยอมรับจากเสียงเลือกตั้ง

อรรถสิทธิ์ ยกตัวอย่าง ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลนาน แต่ไม่มีใครพูดเลยเรื่องการประชุมอาเซียนซัมมิต ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และจะเกิดขึ้นในสิ้นเดือน มิ.ย. ซึ่งต่างชาติ นักการทูต หรือสื่อต่างชาติ มักจะถามเรื่องนี้เสมอ แล้วใครจะไปจัด ถ้ายึดอาเซียนซัมมิต ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความสง่างาม มีนายกฯ มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ แต่นี่เป็นการเมืองภายใน ถ้ายังไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปเร่ง คำถามนานเท่าไหร่ รัฐบาลรักษาการต่อๆ ไป สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือเปล่า

“ที่ผ่านมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี พอมีเลือกตั้งแล้วจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดีจะนาน 3-6 เดือน ก็อาจเป็นไปได้ แต่เศรษฐกิจต้องดีจริงและการเมืองอย่าน้ำเน่า แต่ถ้านานเพราะเป็นการตกลงผลประโยชน์ตัวเองไม่ลงตัว ตรงนี้สังคมจะกดดัน แต่ถ้านานเพื่อทำนโยบายร่วมกันให้ลงตัวในการพัฒนาประเทศ อย่างนี้คนเข้าใจได้”

เรื่องน่ารู้ “ไม่ไปเลือกตั้ง” เจอตัดสิทธิอะไรบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584282

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

เรื่องน่ารู้ "ไม่ไปเลือกตั้ง" เจอตัดสิทธิอะไรบ้าง

ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากไม่ไปเลือกตั้งจะถูกจำกัดสิทธิด้านการเมืองเป็นเวลา 2 ปี

*************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันนี้ (24 มี.ค. 2562) ถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อคนไทยทั้งชาติ เพราะได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียง กำหนดอนาคตผ่านการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเสนอตัวขอมาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนประชาชน และแน่นอนว่าถ้าอยากเห็นโฉมหน้าประเทศเป็นไปในทิศทางใดก็ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ทว่า หากไม่ไปใช้สิทธิจะเกิดผลอะไรตามมาต่อประชาชนที่นอนหลับทับสิทธิ เมื่อส่องเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 กรณีไม่ไปใช้สิทธิตามมาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่ เหตุอันสมควร ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิ ดังนี้

1.ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.

2.สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว.

3.สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องถิ่น

4.ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

5.ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิให้มีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และหากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอีก ให้นับเวลาการจำกัดสิทธิ ครั้งหลังนี้โดยนับจากวันที่มิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ขณะเดียวกันถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ได้ระบุวิธีการป้องกันไม่ให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มาตรา 33 ในการเลือกตั้งครั้งใด ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เนื่องจากมีเหตุอันสมควร

ทั้งนี้ ให้แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งไว้ในแต่ละเขตเลือกตั้งภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับแต่วันเลือกตั้ง แต่ถ้ามีเหตุไม่สามารถอาจแจ้งได้ภายใน 7 วันก่อนเลือกตั้ง ให้ดําเนินการแจ้งตามที่คณะกรรมการกําหนด

อย่างไรก็ตาม การแจ้งเหตุดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิที่ผู้นั้นจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในการแจ้งเหตุ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทําหนังสือหรือวิธีการอื่นเพื่อชี้แจงเหตุดังกล่าว โดยอาจมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นต่อบุคคล ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งแทน หรือจัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือแจ้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

สำหรับกรณีบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ให้แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง

ส่วนการแจ้งเหตุ วิธีการแจ้งเหตุทางอิเล็กทรอนิกส์ บุคคลที่จะรับแจ้งเหตุ สถานที่รับแจ้งเหตุ การพิจารณาการแจ้งเหตุ และการอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด โดยในการกําหนดให้คํานึงถึงการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย และในการนี้ให้คณะกรรมการกําหนดรายละเอียดของเหตุที่ทําให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาของบุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งด้วย

อย่างไรก็ดี ประชาชนสามารถดาวน์โหลดหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หัวข้อ บริการข้อมูล จากนั้นเลื่อนไป หัวข้อที่ 7 แบบฟอร์มแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น (ส.ถ./ผ.ถ.31) เพื่อกรอกและนำไปใช้ยื่นรักษาสิทธิทางการเมืองต่อไป http://www2.ect.go.th/download-file.php?Action=download&DataID=8843

นอกจากนี้ ยังมี 11 ข้อพึงระวังกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง คือ

1.ผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน พยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนนโดยแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ตนเอง

2.ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือกระทำด้วยประการใดๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้

3.ผู้ใดมิได้มีสัญชาติไทยเข้ามามีส่วนช่วยเหลือในการหาเสียง

4.ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง

5.ผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง

6.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว 7.ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18.00 น. ของก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง + วันเลือกตั้งล่วงหน้า

8.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียกรับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน

9.ผู้ใดกระทำการอันเป็นเท็จให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง หรือเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง

10.ผู้ใดจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง

11.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง

ทั้งนี้หากพบการทุจริตเลือกตั้ง สามารถแจ้งได้ที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดทุกจังหวัด หน่วยปฏิบัติการข่าว โทร. 02-141-8045-51 สายด่วน กกต. โทร. 1444 กด 2 หรือเว็บไซต์ กกต. https://www.ect.go.th/ect_th/report_corruption.php โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บเป็นความลับ

เปิดใจ”ยงยุทธ ติยะไพรัช” พรรคเพื่อชาติขอเป็นเกาะกลาง-พา”ทักษิณ”กลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/583964

  • วันที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

เปิดใจ"ยงยุทธ ติยะไพรัช" พรรคเพื่อชาติขอเป็นเกาะกลาง-พา"ทักษิณ"กลับบ้าน

เปิดใจ”ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับภารกิจพรรคเพื่อชาติและการประกาศ “พาทักษิณกลับบ้าน”ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

*******************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็น “พาทักษิณกลับบ้าน” ถูกพูดถึงมาหลายต่อหลายครั้ง โดยแกนนำฝ่ายการเมืองหลายต่อหลายคน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่พูดทุกครั้ง เปิดประเด็นนี้ออกมาทุกครั้ง ก็จะถูกตีโต้กลับ ถูกดิสเครดิต จนปัจจุบันหลายพรรค การเมืองที่ว่ากันว่าเป็นพรรคเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ก็แทบไม่มีพรรคไหนกล้าพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา

แต่ล่าสุดในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กองเชียร์คนสำคัญของพรรคเพื่อชาติกลับประกาศแบบหมดเวลาเกรงใจว่า พรรคเพื่อชาติในฐานะพรรคเกาะกลาง จะขอมติจากประชาชนพาทักษิณกลับบ้าน

อะไรที่ทำให้ยงยุทธกล้าประกาศแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน…..

ยงยุทธ บอกว่า การประกาศจะพาทักษิณกลับบ้านนั้น พรรคเพื่อชาติไม่ได้เพิ่งประกาศ แต่เป็นผลจากนโยบายที่เป็นเกาะกลาง หรือ Talking Area เพื่อที่จะได้ให้คนทุกฝ่ายได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกัน ถ้ายืนอยู่คนละข้าง มองแต่ปัญหาความขัดแย้งนั้น ผลดังกล่าวนี้จะส่งถึงลูกหลานในวันข้างหน้าก็จะทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ

ทั้งนี้ การพาทักษิณกลับบ้านก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการยกโทษ หรือนิรโทษกรรมเหมือนกับคณะรัฐประหารหรือฝ่ายเผด็จการที่ยึดอานาจแล้วก็นิรโทษกรรมให้ตัวเองแล้วตัวเองไม่ผิด แท้ที่จริงแล้วการฉีกรัฐธรรมนูญก็ผิด แต่กรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น เมื่อถูกยึดอำนาจ ก็มีการตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีเผด็จการหรือผู้มีอำนาจคนไหนที่จะบอกว่า เหุตที่ตัวเองยึดอำนาจมานั้นเพราะรัฐบาลเป็นคนดี ดังนั้นการพูดคุยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ยงยุทธ บอกอีกว่า การเสนอเรื่องการนำอดีตนายกฯ ทักษิณกลับไทยนั้น รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ฝ่ายที่หากินกับการปลุกผีคุณทักษิณนำไปขยายผลในการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่หวั่นไหว เพราะตั้งใจจะให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ไม่ใช่มาปลุกระดมสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็เดินหน้าไม่ได้

“เหตุที่คุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ประกาศเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ถ้าเป็นสมัยก่อนหน้านั้น ยุคสงครามเย็นก็จะอ้างว่า ทักษิณเป็นคอมมิวนิสต์ก็พูดได้ วันนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรที่เขาจะไปประกาศสู้ เขาไม่กล้าประกาศว่าเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามคุณประยุทธ์ เพราะคุณประยุทธ์สามารถให้คุณให้โทษกับเขาได้ เขาเป็นแค่เพียงคนเอาตัวรอดในเหตุการณ์ต่างๆ และเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาว่า ทักษิณเป็นปฏิปักษ์ต่อนั่นต่อนี่ ก็เป็นข้อกล่าวหาทั้งนั้น คนที่น่าจะออกไปอยู่ต่างประเทศ น่าจะเป็นคุณสุเทพ มากกว่า เพราะบ้านเมืองจะได้สงบเสียที”

สำหรับการประกาศบุคลิกภาพของพรรคเพื่อชาติในการเป็นพรรคเกาะกลางที่ให้มีการพูดคุยกันนั้น “ยงยุทธ” อธิบายว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนเราเห็นต่างกันได้ ทะเลาะกันได้ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปสู้รบปรบมือกัน และปัญหาหลักวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่า ประชาธิปไตยดีหรือไม่ดี แต่ประชาธิปไตยนั้นทำให้คนทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้

อีกนโยบายที่สำคัญของพรรคเพื่อชาติ คือ การยกเลิกทุนผูกขาด การผูกขาดตัดตอนสัมปทานทั้งหลายที่เอารัดเอาเปรียบคนยากคนจนโดยอาศัยความสนิทสนมกับผู้มีอำนาจทั้งหลายแล้วก็ให้สัมปทานกันนั้นเป็นการดูดเอาทรัพยากรของประเทศและโอกาสของคนยากคนจนทั้งหลายไปอยู่ในมือตัวเองจนล้นเหลือ

“วันนี้อะไรก็ตามที่เป็นปัญหากับชาติบ้านเมืองนั้น เราต้องเลิกเด็ดขาด เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ คนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็จนไม่มีอะไรจะกิน ความเหลื่อมล้ำมีมาก”

นอกจากนี้ พรรคก็ชูนโยบายยกระดับสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลตำบลที่มีความทันสมัย นโยบาย 1 ตำบล 1 นักศึกษาแพทย์ รองรับการยกระดับอนามัยตำบลเป็นโรงพยาบาล นโยบายราคาพืชผลทางการเกษตร โดยกำหนดราคาสินค้าทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด พร้อมแนะแนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro ไtourism) โดยจัดบ้านเป็นโฮมสเตย์ พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ นโยบายโฉนดใบเดียวทั้งแผ่นดิน คือ การยกเลิกเอกสารสิทธิทุกประเภท อาทิ สปก. นส.2 นส.3 และอื่นๆ ให้เหลือเพียงโฉนดเท่านั้น รวมถึงจะใช้มาตราส่วนเดียวกันในโฉนดทุกประเภท ลดปัญหาความขัดแย้ง และเพิ่มความเท่าเทียมกัน ให้กับเจ้าของโฉนดทุกคน

สำหรับเสียงตอบรับจากประชาชนจากการลงพื้นที่หาเสียงถึงโค้งสุดท้าย “ยงยุทธ” กล่าวอย่างมั่นใจว่า ประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าทั้งหลายนั้น ตอบรับกลับมาว่า พรรคเพื่อชาติคือพรรคของคนจน เป็นพรรคของพวกเขา ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องไปรับเงินนายทุนที่ไหนมา ขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาพืชผลทางการเกษตร การเอารัดเอาเปรียบจากการได้รับสัมปทาน เขาก็พึงพอใจแล้ว

“สตางค์นั้นเขาก็จะรับจากฝั่งเผด็จการพวกที่โกงบ้านกินเมืองมา ส่วนไปกาบัตรลงคะแนนเขาจะกาให้พรรคเพื่อชาติ คณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนยืนยันว่า เพียงแค่เราเป็นพรรคเกาะกลาง มีคน เดินลงมาอย่างเช่น จตุพร พรหมพันธุ์ (ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) คุณอำนวย สุวรรณคีรี (อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สงขลา) ก็เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า คนไทยเราพร้อมที่จะก้าวเดินและแก้ปัญหาไปด้วยกัน”ยงยุทธ ระบุ