Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: รายงานพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : เทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2566 อวดโฉมอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

Posted on December 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/700415

รายงานพิเศษ : เทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2566  อวดโฉมอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

รายงานพิเศษ : เทศกาลโคนมแห่งชาติ ปี 2566 อวดโฉมอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อ.ส.ค. เตรียมจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2566 อย่างยิ่งใหญ่เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทยและชูศักยภาพการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมของอาเซียน พร้อมจัดเสวนาถกสถานการณ์อุตสาหกรรมโคนมภายใต้วิกฤตโลกและแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรกรในอนาคตและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด โยเกิร์ตอบกรอบ โพรไบโอ ตราไทย-เดนมาร์คที่เตรียมออกตีตลาดในปีหน้า

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร โดยกิจกรรม
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 มกราคม 2566ณ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค บริเวณเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

สำหรับการจัดงานเทศกาลโคนมฯ เกิดจากรัฐบาลได้มีมติให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ จึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดยปี 2566 นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จทรงเป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานในวันที่ 20 มกราคม 2566

นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางข้อมูลอุตสาหกรรมนมของอาเซียน กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้การส่งเสริมโคนมอาชีพพระราชทานและพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องจนเกิดความมั่นคงเข้มแข็งในอาชีพ ในขณะที่ อ.ส.ค.ปัจจุบันในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ของฟาร์มเกษตรกรไทยทำรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 8,700 ล้านบาท มีเกษตรกรในเขตส่งเสริมการเลี้ยงโคนมอ.ส.ค.และปริมาณการผลิตน้ำนมดิบในปี 2565 จำนวนไม่น้อยกว่า 4,355 ฟาร์ม มีจำนวนโครวม 113,565 ตัว ส่งน้ำนมดิบให้ อ.ส.ค.ประมาณ 581.42 ตัน/วัน โดยพื้นที่ภาคกลางมีสหกรณ์โคนมที่ส่งน้ำนมดิบมากที่สุดคือ จำนวน 14 สหกรณ์ และจำนวนโครีดนม 47,739 ตัวนับว่าเป็นองค์กรที่เคียงข้างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมาตลอด 60 ปี

ด้าน นายสมพร ศรีเมืองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการพบปะระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ภาครัฐและเอกชนด้านอุตสาหกรรมนมได้จัดเวทีแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศผ่านนิทรรศการและการเสวนาร่วมกัน อาทิ นิทรรศการด้านนวัตกรรมการจัดสัดส่วนอาหารสมดุลหน้าฟาร์มโดยใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มสมรรถนะการผลิตและคุณภาพน้ำนมในฟาร์มโคนมรายย่อย การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคลัมปี สกิน ในแม่โครีดนมต่อสมรรถนะการผลิต คุณภาพน้ำนมและสุขภาพโคนมของฟาร์มโคนมรายย่อยการเฝ้าระวังและควบคุมระดับเซลล์โซมาติกในถังรวมนมของฟาร์มโคนมที่ผลิตน้ำนมดิบมาตรฐานพรีเมียม การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมปรุงแต่งยูเอชที รสมัลเบอร์รี มัลติวิตามินและผลิตภัณฑ์นมสเตอริไลซ์สำหรับปรุงอาหารและเบเกอรี่ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาวิชาการโคนม ประจำปี 2566 โดยมีนักวิชาการชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนมระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมเสวนา อาทิ บรรยายพิเศษเรื่อง “สถานการณ์อุตสาหกรรมโคนมภายใต้วิกฤตโลก และแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรกร : กรณีศึกษาจากนิวซีแลนด์” ฟาร์มโคนม BCG สู่ชุมชนคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจยั่งยืน, การยกระดับฟาร์มโคนมรุ่นใหม่, การผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูงจากโคนม เป็นต้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ แก้ปัญหาได้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

Posted on December 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/698200

รายงานพิเศษ : ‘ความรุนแรงในครอบครัว’  แก้ปัญหาได้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

รายงานพิเศษ : ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ แก้ปัญหาได้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเทศไทย และภาคีเครือข่าย จัดงานวันสิทธิมนุษยชน 10 ธันวาคม ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิด “การขจัดความรุนแรงในครอบครัว” เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยหนึ่งในกิจกรรมของงาน คือวงเสวนาหัวข้อ “ร่วมสร้างสังคมที่ปราศจากความรุนแรงในครอบครัว” มีวิทยากร 5 ท่านเข้าร่วม และมี วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

รุ่งทิวา สุดแดน รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า จากสถิติเริ่มเก็บตั้งแต่ปี 2560-2564 พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2560 อยู่ที่ราว 1,100 ราย ปี 2561 เพิ่มเป็น 1,200 ราย ปี 2562 เพิ่มเป็น 1,500 ราย ปี 2563 เพิ่มเป็นราว 1,700 ราย และปี 2564 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2,000 ราย แต่ต้องย้ำว่า “นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น” เพราะยังมีอีกหลายกรณีเพียงแต่ไม่ถูกเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้กับคนภายนอก

ทั้งนี้ ความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่ดี ขณะที่ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ หลายครัวเรือนจึงมีปัญหาทางการเงินแล้วเกิดความเครียด ซึ่งทางกรมฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “เพื่อนครอบครัว” เป็นช่องทางขอรับคำปรึกษาตั้งแต่ความรุนแรงทางกายภาพ (เช่น ถูกตบตีทำร้ายร่างกาย) ความรุนแรงทางจิตใจ (เช่น ลูกถูกเหยียดว่ามีพฤติกรรมไม่ตรงกับเพศสภาพ) ต่อมายังขยายไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาชีวิต เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ปัญหาคนรักนอกใจ ฯลฯ

“เรามีคนที่มาช่วยเราเยอะมาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เขาก็เข้ามาพูดคุยช่วย เรื่องหนี้นอกระบบก็จะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ป.ป.ส. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ก็จะเข้ามาดูแลในเรื่องของที่บ้านหนูติดยาไม่กล้าบอกพ่อแม่ อันนี้ก็จะมี 2 เวอร์ชั่นในเพจของเพื่อนครอบครัว 1.นอกจากให้คำปรึกษาแล้ว 2.องค์ความรู้ต่างๆ เราก็จะมีสอนอยู่อีกห้องหนึ่งซึ่งสามารถเข้าไปดูได้ เพื่อที่จะให้ครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่นและเป็นสุข” รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าว

เช่นเดียวกับ วรภัทร แสงแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ และศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ที่กล่าวว่า OSCC หรือศูนย์พึ่งได้ เป็นหน่วยงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งต้องบอกว่า “บุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นด่านหน้าในการรับมือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” จึงต้องเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ อีกทั้งต้องประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาล

“ท่านเชื่อไหม? ทำร้ายกันมา สามี-ภรรยา แทงกันมาไส้ไหลมาเลย แล้วต่างฝ่ายต่างหอบกันมาโรงพยาบาล มาที่เดียวกัน ER (ห้องฉุกเฉิน) เคยโดนแล้ว ญาติแต่ละฝ่ายโวยวายว่าห้ามหมอรักษาอีกคนหนึ่ง แล้วก็กระชากแขนแพทย์ คว่ำชุดทำแผลกระจายเลยใน ER ทุบกระจก นี่คือความเร่งด่วน ตำรวจต้องเข้ามา รปภ. เราก็เอาไม่อยู่ อันนี้ก็คือการ Set (วาง) ระบบความปลอดภัย” วรภัทร ระบุ

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 เล่าว่า สมัยทำงานที่ จ.ชลบุรี เป็นการทำงานร่วมกับศูนย์ OSCC ซึ่งแพทย์จะแจ้งกับตำรวจว่ามีเหตุความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มองเห็นปัญหา เช่น พม. ที่ควรจะเป็นกระทรวงหลักกลับมีงบประมาณไม่มากนัก เช่น แต่ละจังหวัดอาจดูแลเด็กได้ไม่เกิน 50 คน หรือเมื่อเกิดเหตุล่วงละเมิดกับเด็ก โรงเรียนบางแห่งแทนที่จะให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กแต่กลับห่วงชื่อเสียงของโรงเรียนมากกว่า เป็นต้น อีกด้านหนึ่ง “การประชาสัมพันธ์” ให้ความรู้ก็เป็นเรื่องสำคัญ

“ผมนอกจากจะทำเรื่องค้ามนุษย์และละเมิดทางเพศเด็กในอินเตอร์เนตแล้วยังมีเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ตอนนี้มีผู้ใหญ่ระดับของรัฐบาลไปเอ่ยปากกับเอกชนรายหนึ่ง บอกว่าเดี๋ยวจะทำคลิปเรื่องคอลเซ็นเตอร์เป็นการเตือนภัย ผมจริงๆ ผมก็ทำเรื่องอาชญากรรมด้วย คอลเซ็นเตอร์ด้วย ผมก็อยากให้ผู้ใหญ่ของรัฐบาล หรือพี่ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ (ผู้ร่วมเสวนา) เอ่ยปากหรือว่าทำอย่างไรก็ได้ เราควรจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้หน่วยงานซึ่งจริงๆ บริษัทมหาชนเขาจะต้องมี 1%
ซึ่งต้องมีการมอบเงินตรงนี้เพื่อสังคม เพื่อสาธารณะ”
 พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ ยกตัวอย่าง

ภูษา ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการแผนงานการเลี้ยงดูทดแทน มูลนิธิก้าวหน้าพัฒนา (Step Ahead Foundation กล่าวถึงคำว่า “อำนาจและการควบคุม (Power & Control)” หมายถึง
ความสัมพันธ์ที่มีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน บวกกับไม่มีช่องทางในการรับฟังและไว้เนื้อเชื่อใจ ย่อมทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นและผู้ถูกกระทำไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลเด็กแทนพ่อแม่ที่แท้จริง ซึ่งต้องมีแนวปฏิบัติเป็นคำแนะนำให้ความรู้

“แนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็กแห่งสหประชาชาติ เป็นสิ่งที่เรากำลังจะบอกว่า เมื่อใดก็ตามที่เราหาเอกสารหรือหารูปแบบการเลี้ยงดูที่มาทดแทนพ่อแม่ที่กำลังประสบภาวะความรุนแรง เมื่อนั้นเราจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า บุคคลที่ทำหน้าที่ในการดูแลเด็ก เราจะเจอครูที่ดูแล วัดที่ตอนนี้มีวัดดูแลเด็กกำพร้า บุคคลเหล่านั้นจะทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่ ด้วยการเลี้ยงดูที่อบอุ่นปลอดภัยอย่างไร” ภูษา กล่าวถึงคู่มือแนวปฏิบัติที่เป็นหลักสากล

ด้าน วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวถึงกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 23 ที่ระบุว่า ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู
อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและต้องคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนมิให้ตกอยู่ในภาวะอันน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ คำถามคือประชาชนทราบคือไม่ว่ามาตรฐานขั้นต่ำมีอะไรบ้าง

“ถ้าเราสามารถยุติความรุนแรงในครอบครัวได้ในเบื้องต้นเริ่มต้นจากการส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูตามมาตรฐานขั้นต่ำซึ่งจะครอบคลุม เรานึกถึงภาพว่าเราไม่ได้อยากจะเลี้ยงดูเด็กให้กินอิ่มนอนอุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรฐานขั้นต่ำคือหลายมิติ เนื่องจากเรายังไม่สามารถส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงดูลูกได้ ลองนึกถึงภาพประเทศไทย เราชอบพูดว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ดูสิว่าผู้ใหญ่อย่างพวกเราลงมือทำกับอนาคตของชาติในวันนี้อย่างไร” ผอ.มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าว

หมายเหตุ : แนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก แห่งสหประชาชาติ (U.N. GUIDELINES FOR ALTERNATIVE CARE OF CHILDREN) สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ https://alternativecarethailand.com/th/resources/


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ผลงานและฝีมือที่ถึงเวลาท้าชิงนายกฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

Posted on December 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/696052

รายงานพิเศษ : ผลงานและฝีมือที่ถึงเวลาท้าชิงนายกฯ  จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

รายงานพิเศษ : ผลงานและฝีมือที่ถึงเวลาท้าชิงนายกฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) หรือ เอเปก 2022 (APEC 2022) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพโดยเฉพาะการที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจทั้งหมด 21 เขต ได้ลงนาม “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว” หรือ Bangkok Goals on Bio-Circular-Green(BCG) Economy โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ด้าน คือ สนับสนุนการจัดการทุกความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม  ต่อยอดการค้าการลงทุนที่ยั่งยืนและครอบคลุม ให้สอดรับกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้และจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และเดินหน้าบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการของเสียอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายไม่เหลือทิ้ง หรือซีโรเวท (Zero Waste)

โฟกัสไปที่กระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบโดย นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งร่วมมีภารกิจเพื่อชาติหลายช่วงเวลา อย่างเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 ที่ห้อง Ballroom Hall 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ กล่าวต้อนรับรัฐมนตรีเอเปก และผู้เข้าร่วมการประชุม ในการประชุมรัฐมนตรีเอเปก ประจําปี 2022 (APEC Ministerial Meeting 2022 : AMM) ร่วมกับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ

และเน้นไปที่ หัวข้อการค้าและการลงทุน จะเป็นการเปิดโอกาส ให้รัฐมนตรีเอเปกร่วมกันติดตามผลการดําเนินงานที่ผ่านมาของเอเปกตลอดทั้งปี และกําหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานของเอเปกที่รองรับสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน โดยให้ความสําคัญกับทุกภาคส่วน ส่งเสริม การค้าการลงทุนที่เปิดกว้าง ยั่งยืน มีพลวัต และมีการเชื่อมโยงกัน

เพียงแค่เวทีเดียวสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ก็การันตีฝีมือการทำงานระดับโลก ในขณะที่เวทีย่อยอื่นๆ ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะมีความ“มุ่งมั่นและแน่วแน่ในการทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ”

ทั้งยังมีเวทีเล็กจับคู่ค้าขายระหว่างกันอีกหลายเวที ที่ไม่บกพร่อง

ที่สะเทือนปฐพีแต่ถูกใจเกษตรกร คือ เมื่อ 24 พ.ย.2565 – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกฯและพาณิชย์ แถลงข่าวการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 4 พร้อมด้วยสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยสมาคมชาวนาข้าวไทยและสมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสานที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นโยบายประกันรายได้เกษตรกร ในพืช 5 ชนิด คือ ข้าว มัน ยาง ปาล์มและข้าวโพด ได้เดินหน้ามาถึงปีที่ 4 วันนี้จะ Kickoffการจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวมทั้งเริ่มต้นโครงการคู่ขนานหรือมาตรการคู่ขนานที่จะช่วยยกระดับราคาข้าวในตลาดและเริ่มจ่ายเงินไร่ละ 1,000 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์นำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใช้เวลาพิจารณาร่วม 2 เดือน วันนี้ผ่านพ้นกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ในฐานะเจ้าของเรื่องนับหนึ่ง เพื่อแจ้งให้ชาวนาทั่วประเทศได้รับทราบ ซึ่งทำโดยต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีที่ 1-3 และเข้าสู่ปีสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ ถือว่ามีความสำคัญเป็นปีพิเศษสุดท้ายของโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว

มีชาวนาได้ประโยชน์ รวม 4,295,294 ครัวเรือน และการจ่ายเงินส่วนต่างข้าว 5 ชนิด รวม 4 ปี เงินส่วนต่างที่บางครอบครัวได้รับสูงสุด ข้าวหอมมะลิ สูงสุด 58,988 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ สูงสุด 60,086 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมปทุมธานี สูงสุด 41,527 บาท/ครัวเรือน ข้าวเปลือกเจ้า เงินส่วนต่างสูงสุด 76,601 บาท/ครัวเรือน และข้าวเปลือกเหนียว เงิน ชดเชยสูงสุด 71,465 บาท/ครัวเรือน

“ส่วนประกันรายได้มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันข้าวโพดและยางพาราอยู่ในขั้นตอนกระบวนการรอนำเข้าสู่ที่พิจารณาของคณะรัฐมนตรี ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ทำต้นเรื่องเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ รอกระบวนการ สำหรับปาล์มน้ำมันและข้าวโพด ตอนนี้ประกันรายได้และเงินส่วนต่างยังไม่จำเป็น เนื่องจากตอนนี้ข้าวโพดในตลาด ราคา 11-12 บาท/กก. ปาล์มน้ำมัน ประกันที่ 4 บาท/กก. แต่ราคาในตลาด 5-6 บาท เกือบ 7 บาท/กก. มันสำปะหลังประกันที่กิโลละ 2.50 บาท/กก. ตอนนี้กิโลกรัมละ 3 บาทกว่า ยังรอได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนต่างชดเชย ส่วนยางพาราก็รอกระบวนการพิจารณาของ ครม.ต่อไป”นายจุรินทร์กล่าว

ผลการประกันรายได้ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นผลเกษตรกรได้ประโยชน์

คะแนนนิยมจากเกษตรกรทั่วประเทศเทใจให้พรรคประชาธิปัตย์ จนคนในรัฐบาลถึงกับแย่งซีนไปขอแถลงข่าวบ้าง ซึ่ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ และลูกพรรคก็ใจกว้างพอเพราะเห็นว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงๆ และต้องช่วยเหลือกันต่อไป

ส่วนเรื่องการส่งออก นำเงินเข้าประเทศ ทำเคียงคู่กับกระทรวงเกษตรของรัฐมนตรีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตามสโลแกน “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ได้รับการชื่นชมอย่างทั่วหน้า

สำหรับประวัติของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ นั้น เป็นชาวจังหวัดพังงา จบระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยสำเร็จปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะและการวางแผน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็น รมช.พาณิชย์ ปี 2535, รมช.เกษตรและสหกรณ์ ปี 2537, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ปี 2540, รมว.ศึกษาธิการ ปี 2551, รมว.สาธารณสุขปี 2553 ทั้งเป็นรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลปัจจุบัน

ส่วนงานในสภา เคยเป็นทั้งประธานวิปรัฐบาลในรัฐบาลนายกฯชวน หลีกภัย และประธานวิปฝ่ายค้านหลายสมัย เคยเป็น สส.ดาวรุ่ง และเป็นกรรมาธิการดีเด่นของสภาตั้งแต่เป็น สส.สมัยแรก เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถนำลูกพรรคฝ่ากระแสคลื่นการเมืองที่สับสนอลหม่านมาได้จนถึงปัจจุบัน

ครบเครื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการต่างประเทศ

ย่อมถึงเวลาท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : การเมืองร่วมถกนโยบาย ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

Posted on November 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/692522

รายงานพิเศษ : การเมืองร่วมถกนโยบาย  ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

รายงานพิเศษ : การเมืองร่วมถกนโยบาย ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) จัดเสวนาหัวข้อ “วิกฤตค่าครองชีพกับคนทำงาน-ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย?” เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองทั้งที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อยู่ในสภา ณ ปัจจุบัน และที่เป็นพรรคใหม่ซึ่งเตรียมนโยบายสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต รวม 6 พรรค เข้าร่วมแสดงมุมมอง ซึ่ง “การคุ้มครองและสร้างความเป็นธรรมให้กับแรงงาน” เป็นหนึ่งในประเด็นที่พูดกันในวงเสวนานี้

พิสิฐ ลี้อาธรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เล่าว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2565 ได้ขอหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีกลุ่มผู้ใช้มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งอาหารโดยรับงานผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ “ไรเดอร์” ชุมนุมประท้วง เนื่องจากถูกลดค่าจ้างและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงาน ซึ่งในขณะที่บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นสามารถลดรายจ่ายลง บรรดาไรเดอร์กลับต้องทำงานหนักขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น

“ผมเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานเข้ามาดูแล เพราะถือว่าไรเดอร์น่าจะเป็นแรงงาน ไม่ใช่พาร์ทเนอร์อย่างที่ตกลงกันกับนายจ้าง พูดง่ายๆ คือนายจ้างเลี่ยงบาลีในการใช้คำว่าลูกจ้างโดยที่มาใช้คำว่าพาร์ทเนอร์ ผมเรียกร้องกระทรวงแรงงานต้องให้ไรเดอร์ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายเข้าสู่ประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งก็จะได้สิทธิประโยชน์ประกันสังคมทั้ง 7 ประการ
ตั้งแต่เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ไปจนถึงชราภาพ และเรื่องของประกันว่างงานด้วย ซึ่งผมมองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้แรงงานอย่างไรเดอร์จะต้องถูกกีดกันออกจากระบบ”
 พิสิฐ กล่าว

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกพรรค และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในประเด็นของไรเดอร์ ถึงเวลาที่ต้องแก้ไขกฎหมายให้ทันกับยุคสมัย เพราะความสัมพันธ์ในการทำงานในปัจจุบันไมได้มีเฉพาะนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ยังมีรูปแบบการทำงานผ่านแพลตฟอร์มซึ่งกฎหมายไทยยังไปไม่ถึง เช่น จะทำอย่างไรจึงคุ้มครองเรื่องค่าจ้าง
พื้นฐานได้ ไม่ใช่ให้เจ้าของแพลตฟอร์มทำการตลาดแล้วผลักภาระมาที่ไรเดอร์แบบที่เป็นอยู่

“คนมากควรจะมีอำนาจการต่อรองมาก แต่ ณ วันนี้สถานการณ์คือคนมากแต่อำนาจการต่อรองกลับน้อย นี่คือบทบาทที่อำนาจนิติบัญญัติต้องเข้าไปแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย ไม่ปล่อยให้ไรเดอร์และผู้รับจ้างจากระบบแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจจะไม่ใช่ไรเดอร์เท่านั้น เราจะต้องพูดถึงบริการรับจองโรงแรมต่างๆ ด้วย ซึ่งต้องให้มีความเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการไทยด้วย” วิโรจน์ กล่าว

เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยสนับสนุนแนวคิดสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ โดยให้สูตรไว้ว่า “ร้อยละของการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำควรเท่ากับร้อยละของการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อบวกกับการร้อยละของการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพของแรงงาน” เช่น ในปีที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ผลิตภาพของแรงงานเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1 ค่าแรงขั้นต่ำในปีถัดไปก็จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เป็นต้น

“ค่าแรงควรจะเป็นเท่าไร? ผมตอบแล้วเราใช้สูตร อาจจะมีบวกขึ้นเล็กน้อยคิดตามการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่างๆ ขึ้นเมื่อไหร่? เราเสนอให้ขึ้นทุกปี ขึ้นตามสูตรตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีใครต่อรองกันเรื่องพวกนี้เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะได้จากข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ ขึ้นแล้วต้องทำอะไรต่อ? แน่นอนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของแรงงานสะท้อนกลับไปถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ เรื่องนี้เราเข้าใจ และรัฐบาลจะต้องมีมาตรการไปช่วยผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี การดูแลเรื่องภาษีนิติบุคคล” รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว

มนัส โกศล หัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ เสนอแนะว่า ขอให้เปลี่ยนจาก “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็น “ค่าจ้างแรกเข้า”
เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ผู้ประกอบการจะใช้ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับนั้นเป็นค่าจ้างแรกเข้าเวลารับคนมาทำงาน ในขณะที่แรงงานที่มีทักษะสูงหรือมีประสบการณ์ทำงานมานานไม่ได้รับการปรับค่าจ้างขึ้นด้วย ดังนั้นจึงต้องมี “โครงสร้าง
ค่าจ้างแรงงานประจำปี”
 ในแต่ละสถานประกอบการนอกจากนั้น “ประมวลกฎหมายแรงงาน” ต้องเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหานิยามของกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับแรงงาน ที่ใช้ถ้อยคำต่างกัน

“พ.ร.บ. ที่ยุ่งเกี่ยวกับลูกจ้างทั้งหมด 14 ฉบับ เราพยายามผลักดันประมวลกฎหมายรงงานให้เกิดขึ้น จะไปแก้คำนิยามที่ไม่ตรงกัน ตรงไหนไม่มีอุทธรณ์ต้องแก้ อันนั้นคือประมวลกฎหมายแรงงาน ซึ่งตอนนี้ พ.ร.บ.ประมวลฯ เข้าสถาผู้แทนราษฎรแล้ว ไม่ทราบพิจารณาหรือยัง แต่อีกชั้นเราพยายามผลักดันในอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ได้เพื่อให้เกิดประมวลกฎหมายแรงงาน ที่จะแก้ไขคำนิยาม” มนัส กล่าว

สาวิทย์ แก้วหวาน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ย้ำความสำคัญของการรวมตัวของแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาได้เคลื่อนไหวเพื่อให้แรงงานกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ ลูกจ้างภาครัฐ แม้กระทั่งแรงงานข้ามชาติได้รวมตัวกัน แต่นโยบายรัฐมองการรวมกลุ่มของแรงงานว่าเป็นปัญหาความมั่นคง ทำให้ชาติไม่แข็งแรง จึงพยายามออกกฎหมายเพื่อสกัดกั้นไม่ให้แรงงานได้รวมตัวกัน เพราะหากแรงงานเข้มแข็งจะปกครองได้ยาก เช่น แยกแรงงานในส่วนของภาคเอกชนกับรัฐวิสาหกิจออกจากกันให้ใช้กฎหมายคนละฉบับ แยกกฎหมายระหว่างแรงงานในระบบกับนอกระบบ

“รัฐจะอ้างว่าแรงงานนอกระบบไม่มีนายจ้าง เราเจรจากับรัฐได้ เช่น พวกไรเดอร์ทั้งหลาย ทำไมเราปล่อยให้พวกแอปพลิเคชั่นเหล่านั้นซึ่งเรามองว่าไม่มีนายจ้างที่มีตัวตน แต่ความจริงมันมีตัวตนกันอยู่ หลายประเทศถ้าไม่ดำเนินการตามมาตรฐานเขาไม่ยอมให้เปิดแอปฯ ในประเทศนั้น มันสามารถทำได้ ดังนั้น การเจรจารัฐต้องทำหน้าที่ แต่การจะให้รัฐเข้ามาทำหน้าที่คนต้องรวมกลุ่มกันก่อนเพื่อเจรจากับรัฐ” สาวิทย์ กล่าว

ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึง ข้อเสนอของภาคประชาชน เรื่องลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ว่าเห็นด้วย ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่งปรับเปลี่ยนทั้งชั่วโมงการทำงานและรูปแบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศตลอดเวลา อีกทั้งให้เวลาพนักงานไปทำอย่างอื่นได้ด้วย เรื่องนี้น่าจะสามารถพิจารณากันได้ เช่นเดียวกับเรื่องการตั้งสหภาพแรงงาน

“ปัญหาหลักๆ ตอนนี้คือกฎหมายค่อนข้างที่จะซับซ้อนในการที่จะจัดตั้งกลุ่มสหภาพขึ้นมา ว่ามันมีกระบวนการค่อนข้างยาว
และมีเอกสารอะไรหลายๆ อย่าง มันก็เป็นระบบราชการเหมือนกัน
ถ้าเกิดมาแก้ในเรื่องตัวบทกฎหมาย ทำอย่างไรให้มันเร็วขึ้น สะดวกขึ้นและง่ายขึ้น ก็น่าจะตอบโจทย์ตรงนี้” ธิดารัตน์ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘สมคิด’ ปลุกเยาวราช ผลักดันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

Posted on November 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/690334

รายงานพิเศษ : ‘สมคิด’ ปลุกเยาวราช  ผลักดันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

รายงานพิเศษ : ‘สมคิด’ ปลุกเยาวราช ผลักดันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ร่วมกิจกรรม “คิด-ถึง-บ้าน” ณ เยาวราชบ้านเกิด…จุดเริ่มต้นชีวิตของ ดร.สมคิด เพื่อพบปะประชาชน ร้านค้า รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่เยาวราช ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ และประเทศไทย โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาค กทม.นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคและผู้อำนวยการพรรค นายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค นายกันทน์ณภัท จารุกุลพรไพศาล ผู้ประสานงานพรรคเขตสัมพันธวงศ์ และนายพงศพัศ กตคุณวิสิทธิ์ ผู้ประสานงานพรรคเขตบางคอแหลม รวมถึง นายปองพล อดิเรกสารที่ปรึกษาพรรค ร่วมลงพื้นที่ย่านเยาวราช ซึ่งตลอดเส้นทางมีการทักทายพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าริมถนนเยาวราช โดยมีผู้เข้ามาขอจับมือ ถ่ายรูป และพูดคุยกับ ดร.สมคิด เป็นจำนวนมาก

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทยกล่าวว่า เยาวราชเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ผมอาศัยอยู่ที่ตรอกเล็กๆ ในย่านนี้มาตั้งแต่เกิด ผมวิ่งเล่นและเติบโตที่นี่ซึ่งชีวิตผมก็ไม่ต่างจากลูกหลานคนจีนทั่วไป ที่พ่อแม่มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน และมาตั้งรกรากทำมาค้าขายที่นี่ ทำให้ผมหวนนึกถึงสมัยก่อนที่ผมและพี่น้องทั้ง 10 คน ต้องนอนเรียงกันในห้องเล็กๆ เพราะความจนทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องดิ้นรน ซึ่งที่เยาวราชทำให้ผมได้รู้จักการค้าขายและเรียนรู้ว่า “ความยากจน” ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค หากเราขยัน อดทน ใฝ่รู้ แถมทำให้ได้เปรียบเพราะผมได้สัมผัสความยากจนมากับตัวเอง

“เมื่อผมได้รับโอกาสที่ดีและประสบความสำเร็จในชีวิต ผมก็ไม่เคยลืมรากเหง้าของตัวเอง ทำให้วันนี้ผมกลับมาที่จุดเริ่มต้นของชีวิตผมอีกครั้ง ผมและพรรคสร้างอนาคตไทยมีความตั้งใจ ที่อยากสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับลูกหลาน และคนที่ทำมาหากินในย่านเยาวราช ที่ประกอบไปด้วยคนดั้งเดิมที่มีฝีมือ มีความรู้ความสามารถ มีความภาคภูมิใจในอาชีพตัวเอง รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจ และกลุ่มแรงงานที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเยาวราช เพื่อผลักดันเยาวราชให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน”

ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่เยาวราชครั้งนี้ได้หารือกับผู้ประกอบการในพื้นที่หลายคน ส่วนมากต้องการให้ช่วยพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อมายังพื้นที่ท่องเที่ยวของถนนเยาวราช เพราะปัจจุบันคนที่จะมาเยาวราช พบปัญหาไม่มีที่จอดรถ ดังนั้นจึงเสนอว่าอาจต้องทำเป็นโซน เช่น พื้นที่จอดรถ พื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ถนนสายอาหาร โดยมีระบบขนส่งรอง หรือ Feeder พาคนเข้ามาในพื้นที่ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันมองว่า หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ทุกประเทศมีปัญหาและจะส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็ก และผู้มีรายได้น้อย

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรต้องหันมาให้ความสำคัญ คือการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้น และเยียวยาให้ถูกจุด เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องเร่งทำ ที่ผ่านมาแม้จะออกจากรัฐบาลมาแล้ว แต่ได้หารือกับสถาบันการเงินมาโดยตลอด ถึงแนวทางการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายหลักของพรรคสร้างอนาคตไทย โดยการช่วยเหลือจะมีทั้งการสนับสนุนแหล่งเงินจากธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือใช้ช่องทางของมูลนิธิสัมมาชีพมาช่วยเหลือด้วย

สำหรับกิจกรรม “คิด-ถึง-บ้าน” เริ่มต้นด้วย การเข้าสักการะเจ้าแม่กวนอิม ที่มูลนิธิเทียนฟ้า พร้อมพูดคุยกับประธานและกรรมการมูลนิธิฯ จากนั้น ได้พูดคุยผู้ประกอบการหลากหลายสาขาอาชีพในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์และเขตพระนคร ได้แก่ ผู้บริหารบริษัท ปาป๊า กิ๊ฟแลนด์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสินค้าไทย-จีน, และผู้บริหารร้านค้าในเครือ Papa Giftshop และ Papa Giftland, ผู้บริหาร “ตั๊ก หลัก เกี้ย” โรงแรมและเกสต์เฮ้าส์ย่านตลาดน้อยและเขตสัมพันธวงศ์, ผู้ประกอบการอู่สามล้อเช่าและหาบเร่แผงลอยในตอนกลางคืน และผู้ประกอบการร้านอาหาร 3 ร้านในเยาวราช จากนั้นเดินไปที่ถนนเยาวพานิช เพื่อสักการะศาลเจ้าปึงเถ่ากง-ม่าและเยี่ยมชมบ้านเกิดของ ดร.สมคิด

พร้อมแวะทานอาหารกลางวันที่ ร้านอุไร ห่านพะโล้ ถนนทรงวาด ที่เปิดมานานกว่า 60 ปี โดยเป็นร้านโปรดของ ดร.สมคิด จากนั้นขึ้นรถตุ๊กตุ๊กเพื่อเดินทางต่อไปยังวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปร่วมกันที่บริเวณวงเวียนโอเดียน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

Posted on October 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/688002

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

nn ในที่สุดเรื่องของการ…ควบรวมกิจการระหว่าง…บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ก็มาถึงบทสรุปเสียที หลังจากใช้เวลายืดเยื้อยาวนานมาเกือบ 1 ปีและเกิดการถกคิดกันอย่างกว้างขวางของสังคม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นัดพิเศษได้พิจารณาการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) ซึ่งกรณีการรวมธุรกิจดังกล่าว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสาธารณะ กสทช. ทุกท่านจึงได้ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดรอบคอบ และในที่ประชุม กสทช. ได้มีการหารือ อภิปราย รวมถึงแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่วมกันในทุกๆ ด้านโดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 11 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุม กสทช. จึงได้มีมติเสียงข้างมากรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนเสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็น ไม่อนุญาตการรวมธุรกิจ และที่ประชุม กสทช. ได้มีมติ ดังนี้

1.ที่ประชุมเห็นชอบประเด็นการพิจารณาว่าการรวมธุรกิจกรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการ ประเภทเดียวกับตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการการกำกับดูแลการรวมธุรกิจ ในกิจการโทรคมนาคม และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 หรือไม่ โดยมีผล ของการลงมติดังนี้

ที่ประชุมเสียงข้างมาก (ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช.) มีมติเห็นว่าการรวมธุรกิจในกรณีนี้ ไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 (ประกาศฉบับปี 2549) โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม(ประกาศ ฉบับปี 2561) และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 โดยรับทราบการรวมธุรกิจและเมื่อ กสทช. ได้รับรายงานการรวมธุรกิจแล้ว กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข/ มาตรการเฉพาะตามข้อ 12 ของประกาศฉบับปี 2561

ที่ประชุมเสียงข้างน้อย (รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. และศาสตราจารย์ พิรงรองรามสูต กรรมการ กสทช.) มีมติเห็นว่ากรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันและให้พิจารณาดำเนินการพิจารณาตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดย กสทช. อาจสั่งห้ามการถือครองกิจการหรือกำหนดมาตรการเฉพาะตามหมวด 4 ของประกาศดังกล่าว

พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.ของดออกเสียง เนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาการตีความในแง่กฎหมายจึงยังไม่สามารถพิจารณาได้อย่างชัดเจนจึงของดออกเสียง โดยจะขอทำบันทึกในภายหลัง อนึ่ง เนื่องจากการลงมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นมีคะแนนเสียงเท่ากัน ดังนั้น ประธานที่ประชุม ได้ใช้อำนาจตามข้อ 41 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

2.ที่ประชุมพิจารณาข้อกังวล (Point of concern) จำนวน 5 ข้อ และเห็นชอบ เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะดังนี้ 2.1 ข้อกังวลเรื่องอัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้ 1) การกำหนดเพดานราคาของอัตราค่าบริการเฉลี่ย ก. อัตราค่าบริการเฉลี่ยลดลงร้อยละ 12 โดยใช้วิธีการเฉลี่ยราคาใหม่ ด้วยการถ่วงน้ำหนักตามจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย (WEIGHTED AVERAGE) ภายใน 90 วันหลังจากมีการควบรวม) ข. ให้มีทางเลือกของราคาที่แยกรายบริการเพื่อให้เป็นทางเลือก ค. ให้นำส่งข้อมูลต้นทุนและข้อมูลที่จำเป็นโดยให้มีหน่วยงานตรวจสอบ ง. ให้ผู้แจ้งการรวมธุรกิจประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบ เพื่อมีการตรวจสอบและมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต

2) การกำหนดราคาค่าบริการ โดยใช้ราคาเฉลี่ยทางเศรษฐศาสตร์ (Average Cost Pricing) ก. ให้นำส่งข้อมูลตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชี แยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564 ให้ครบถ้วน โดยให้แยกรายละเอียด เป็นรายเดือนและนำส่งสำนักงาน กสทช. ทุก 3 เดือน หรือเมื่อ กสทช. ร้องขอ เพื่อใช้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุน รวมเฉลี่ย ซึ่งเป็นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน (Average Cost Pricing) และต้นทุน ส่วนเพิ่ม (MC) ที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง ข. จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการสอบทาน (Verify) ข้อมูล โครงสร้างต้นทุน อัตราค่าบริการ หรือข้อมูลด้านอัตราต่างๆ ของอุตสาหกรรม โทรคมนาคมในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ ผู้ยื่นคำร้องรวมธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหา และจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ เพื่อสอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูลตามข้อ (ก) ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่ง ข้อความ เป็นต้น เมื่อมีการรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

ค. จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเช่นเดียวกับข้อ (ข) เพื่อทำหน้าที่ สอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูลตามข้อ (ก) ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น ปีละ 4 ครั้ง(รายไตรมาส) โดยต้องจัดให้มีที่ปรึกษาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตลอดระยะเวลาอายุใบอนุญาตสิ้นสุดลงในกรณีที่ อายุใบอนุญาตน้อยกว่า 10 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ผู้ยื่นคำร้องรวม ธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหาและจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ

ง. จะต้องมีการกำหนดและแสดงอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แยกตามรายบริการ (Unbundle) เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น หรือการส่งเสริมการขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) เพื่อให้ผู้ใช้บริการปลายทางได้รับทราบก่อน โดยให้กำหนดอัตราค่าบริการตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (Average Cost Pricing) โดยคิดราคาตามที่มีการใช้งานจริงโดยจะต้องไม่มีการกำหนดการซื้อบริการขั้นต่ำไว้ ทั้งนี้ การกำหนดอัตราตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (AverageCost Pricing) ให้นำไปใช้กับกรณีค่าบริการส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรายการส่งเสริมการขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) และการส่งเสริมการขายแบบรวมรายบริการ (Bundle Package) ด้วย

จ. จะต้องจัดช่องทางการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วเข้าถึงง่าย ครอบคลุมและง่ายต่อการเลือกซื้อ เปลี่ยนแปลง (เพิ่ม ลด) การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการปลายทาง โดยปราศจากข้อจำกัด ทั้งนี้ ต้องแสดงรายละเอียด ของบริการ อัตราค่าบริการแยกตามรายบริการ หรืออัตราค่าบริการแบบ
ส่งเสริมการ ขาย ตลอดจนวิธีการ เงื่อนไขการเลือกรับบริการไว้โดยชัดแจ้ง และเป็นปัจจุบัน

3) การคงทางเลือกของผู้บริโภค การกำหนดให้บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN ยังคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี 4) สัญญาการให้บริการ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างบริษัทและผู้ใช้บริการ รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้รับตามที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์และได้รับการยินยอมจากผู้ใช้บริการแล้ว

5) การประชาสัมพันธ์การให้บริการเพื่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ภายหลังการรวมธุรกิจ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบถึงการคงไว้ซึ่งคุณภาพในการให้บริการและค่าบริการที่เป็นธรรม และจะต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการหลังการรวมธุรกิจ โดยสำนักงาน กสทช. อาจกำหนดแนวทาง และระยะเวลาการดำเนินการ รวมถึงเงื่อนไขในการปฏิบัติในเรื่องการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บริษัท TUC และบริษัท DTN ดำเนินการต่อไป

2.2 ข้อกังวล อุปสรรคการเข้าสู่ตลาด-ขาดประสิทธิภาพการแข่งขัน และการสนับสนุน ผู้ประกอบการรายย่อย มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้ 1) เงื่อนไขบังคับก่อน (Ex Ante) ก. ให้ผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจจัดทำแผนการจัดให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) โดยจะต้องมีรายละเอียด ดังนี้(1) จัดให้มีหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการโครงข่ายแก่ผู้ให้บริการ MVNO โดยมีการแยกระบบการบริหารจัดการ ระบบบัญชี ออกจากหน่วยธุรกิจหลักที่เกิดขึ้นจากการ รวมธุรกิจในครั้งนี้ (2) จัดให้มีระบบการให้บริการโครงข่ายที่พร้อมรองรับการเข้าใช้บริการโครงข่าย สำหรับผู้ให้บริการMVNO ภายหลังจากมีการรวมธุรกิจโดยทันที

อนึ่ง การดำเนินการตาม (1) และ (2) จะต้องมีความพร้อมในการดำเนินงานทันทีเมื่อเกิดการรวมธุรกิจ ข. ให้ผู้ยื่นร้องขอรวมธุรกิจ ผู้รับใบอนุญาตจากการรวมธุรกิจตลอดจนบริษัทที่อยู่ภายใต้ อำนาจควบคุม จัดให้มีแผนการแยกการบริหารจัดการ ระบบบัญชี สำหรับให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยให้เสนอแผนดังกล่าวต่อ กสทช. ก่อนการรวมธุรกิจ

2) มาตรการเฉพาะภายหลังการรวมธุรกิจ (Ex Post) ก. ผู้รับใบอนุญาตที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจตลอดจนบริษัทย่อยที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องดำเนินการให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO สามารถใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายกับผู้รับ ใบอนุญาตรายอื่นได้เช่นเดียวกับตนเอง ข. ผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับสิทธิในการใช้บริการจากคลื่นความถี่ในทุกย่าน ของผู้รวมธุรกิจที่มีสิทธิในการใช้งานทั้งสิทธิทางตรงและสิทธิที่ได้รับช่วงมาภายใต้มาตรฐานเทคโนโลยีเดียวกัน ค. การเข้าใช้บริการโครงข่ายสำหรับผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับการประกันสิทธิในการได้รับบริการภายใต้คุณภาพการให้บริการ (QoS) ตามมาตรฐานการให้บริการที่ กสทช. กำหนด ง. จะต้องไม่ปฏิเสธการให้บริการแก่ผู้ได้รับใบอนุญาต MVNOอันเกิดมาจากเหตุผล ความไม่เพียงพอของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด จ. จะต้องพร้อมให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO ที่ขอเข้าใช้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถเริ่มให้บริการได้ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ขอเข้าใช้บริการ ฉ. บริษัท TUC และ บริษัท DTN จะต้องจัดให้มีบริการโครงข่ายโทรคมนาคม โดยมีขนาดความจุ (Capacity)อย่างน้อยร้อยละ 20 ของโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดของตนเอง ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือนที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกันกับ บริษัท TUC และบริษัท DTN เมื่อมีคำขอรับบริการดังกล่าว ช. อัตราค่าตอบแทนการขายส่งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับผู้ให้บริการ MVNO ให้ ไม่เกินอัตราค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของแต่ละบริการตามสิทธิการใช้งานของทุกรายการส่งเสริมการขายหักด้วยอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของอัตรา ค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของราคาขายปลีกสำหรับบริการแบบส่งเสริมการขาย (Bundle Package) หรือราคาเฉลี่ยขายต่อหน่วยสำหรับรายบริการ (Unbundle) ซ. ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องไม่กำหนดเพดานขั้นต่ำของการเข้าซื้อ รายบริการ เช่น เสียง ข้อมูล บริการข้อความ เป็นต้น ของผู้รับใบอนุญาต MVNO ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง

2.3 ข้อกังวลคุณภาพการให้บริการมีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะดังนี้ 1) บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงคุณภาพในการให้บริการดังนี้ 1.1) คุณภาพของสัญญาณในการให้บริการ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องไม่ลดคงจำนวนระบบสื่อสัญญาณ (cell sites) ของทั้งสองบริษัทลงจากเดิม เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของบริการที่ให้ประชาชนได้รับให้ไม่ต่ำไปกว่าเดิม และจะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานของ บริการตามประกาศกสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการ โทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด 1.2) คุณภาพในการให้บริการลูกค้า บริษัทTUC และบริษัท DTN จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมธุรกิจเพื่อให้คุณภาพในการให้บริการต่อผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าเดิมเช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอเพื่อรองรับการให้บริการทั้งในส่วนของศูนย์บริการ และพนักงานรับสาย (Call center) รวมถึงขนาดพื้นที่ของ ศูนย์บริการลูกค้าที่สามารถรองรับการเข้ามาติดต่อของผู้ใช้บริการ

2) ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อย กว่าร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ 2.4 ข้อกังวลการถือครองคลื่นความถี่/การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีเงื่อนไขหรือมาตรการ เฉพาะดังนี้ 1) การถือครองคลื่นความถี่ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับใช้งานคลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม อย่างเคร่งครัด(การใช้คลื่นความถี่ตามมาตรา 41 วรรคสี่ มาตรา 44/1และมาตรา 44/3 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 2) การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของตนเองในการประกอบกิจการโทรคมนาคม และจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้โครงข่ายโทรคมนาคม ของ กสทช. อย่างเคร่งครัด

2.5 เศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) มี 1) ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ 2) จัดให้มีรายการส่งเสริมการขายในราคาต่ำเป็นพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยและ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบอย่างทั่วถึง 3) เสนอแผนการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมภายใน 60 วันหลังจากได้รับแจ้งเงื่อนไข หรือมาตรการเฉพาะ และเริ่มดำเนินการตามแผนภายใน 1 ปี

3.ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดกลไกในการติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจ 3.1 การรายงานผลการประกอบธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับจาก กสทช. ทุก 6 เดือน ในระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี 3.2 ภายหลังการรวมธุรกิจ หาก กสทช. พิจารณาหรือได้รับการร้องเรียนว่า มีการกระทำ
พฤติกรรม หรือเหตุอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ กิจการ โทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญทำให้เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะไม่เหมาะสม หรือไม่มีประสิทธิภาพ กสทช. อาจระงับ ยกเลิก เพิ่มเติม หรือปรับปรุงเงื่อนไขหรือมาตรการ เฉพาะใหม่ก็ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็น

4.ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำประเด็นไปหารือคณะอนุกรรมการที่ปรึษากฎหมาย ของ กสทช. รวม 3 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการเห็นชอบกลไกการขายหุ้นออกไปจนไม่มีอำนาจในการควบคุมเชิงนโยบาย (Divestiture)เรื่องการรวมธุรกิจของบริษัท TUC และบริษัท DTN ในอนาคต และเรื่องร้องเรียนคุณสมบัติของที่ปรึกษาอิสระ (บล.ฟินันซ่า) 5.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ไปศึกษาประกาศรวมธุรกิจปี 2561 และประกาศปี 2549 6.เห็นชอบในหลักการในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจตามประกาศปี 2561

7.ให้สำนักงาน กสทช. และผู้แจ้งการรวมธุรกิจประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะตามที่มีมติ เพื่อมีการตรวจสอบและมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

Posted on October 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/686732

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

มาถึงตอนสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องเล่าจากงานวิจัยชุดอุตสาหกรรม S Curve โดยอาจารย์หลายท่านจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งเผยแพร่ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 (EconTU Symposium)ครั้งที่ 44 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของการยกระดับ S-Curve ในยุค Next Normal” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อเร็วๆนี้ โดยไล่ตั้งแต่ ยานยนต์ไฟฟ้า (หน้า 5 ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2565), ยาและเครื่องมือแพทย์ (หน้า 17 ฉบับวันที่ 5 ต.ค. 2565), อาหารแปรรูป (หน้า 3 ฉบับวันที่ 15 ต.ค. 2565)

จนมาถึงฉบับนี้จะว่าด้วยเรื่องของ “เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์” โดยมี ผศ.ดร.อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล เป็นผู้บรรยาย ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เผชิญความท้าทาย 3 ประการ 1.ความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจ “สหรัฐอเมริกา-จีน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ปัญหาการขาดแคลนชิพในฐานการผลิตต่างๆ ทั่วโลก” อีกทั้งเป็นการขาดแคลนอย่างยาวนานแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยสัญญาณการขาดแคลนเริ่มมาตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในปี 2562 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ปี 2563 ทั่วโลกยังต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งจีนเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมโรค ยังไม่นับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ไฟไหม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ระดับโลก
3 แห่ง และภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ ภัยแล้งในไต้หวัน รวมถึงการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังใช้นโยบายการผลิตแบบชาตินิยม กล่าวคือ หากไม่ผลิตบนแผ่นดินสหรัฐฯ ก็ต้องผลิตในชาติที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

นอกจากนี้ การย้ายการลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ยังทำให้บางแห่งยกระดับขึ้นมาเป็นแหล่งผลิตชิพชั้นนำของโลก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งมีเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นของตนเอง หรือกรณีของ แอปเปิล แบรนด์สินค้าไอทีเจ้าดัง ก็ยังพึ่งพาซัพพลายเออร์จากจีนอย่างมากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับการพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

อีกด้านหนึ่ง ห่วงโซ่อุปทานการผลิตยังมีการแข่งขันที่สูงมากและเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มีวงจรชีวิตสั้นมาก เฉลี่ยอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะบริษัทต่างๆ พากันเร่งแข่งขันผลิตสินค้า ในขณะที่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภทก็มีผู้เล่นหลักที่เป็นผู้ชนะเพียงรายเดียว รวมถึงมีความต้องการใช้อย่างก้าวกระโดดในสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

อนึ่ง มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ยังเป็นข้อจำกัดในการที่ผู้ประกอบการจะย้ายโรงงานออกจากจีน เช่น มีแผนย้ายไปเวียดนามแต่ไม่สามารถส่งผู้เชี่ยวชาญไปอบรมแรงงานในเวียดนามได้ โดยสรุปแล้ว “ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับโลกคงไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น แต่นโยบายของสหรัฐฯ จะกลายเป็นการเล่นเกมยาวเหมือนกับการวิ่งมาราธอน” ดังนั้น ในระยะสั้นไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบแต่ไทยก็ควรสงวนท่าทีไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และพยายามใช้โอกาสนี้ดึงดูดนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

2.ความยืดหยุ่นของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก แหล่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภูมิถาคเอเชียตะวันออก (จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) และชาติร่วมอาเซียนด้วยกัน (สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย) โดย 2 ส่วนนี้รวมกันได้ราวร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม หากดูทั้งหมดจะพบว่าไทยนำเข้าจากแหล่งที่หลากหลายมาก โดยเฉลี่ย 22 ประเทศต่อรายการสินค้า อีกทั้งไทยยังนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพความแนบแน่นอย่างสูงระหว่างไทยกับเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ

ถึงกระนั้น ดัชนีการกระจุกตัวก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว คาดว่ามาจากบริษัทข้ามชาติที่มีบทบาทสูง จึงเปลี่ยนแปลงแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว “โดยสรุปแล้ว ไทยมีความยืดหยุ่นค่อนข้างดีในการเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งก็มาจากหลายสาเหตุ อาทิ แหล่งนำเข้าที่มีการกระจายค่อนข้างสูง มีความแนบแน่นกับเครือข่ายการผลิต บวกกับความได้เปรียบทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศซึ่งอยู่ใกล้ฐานการผลิตสำคัญ (เช่น เอเชียตะวันออก) และภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ จีนและญี่ปุ่น ต้องการให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย

และ 3.การปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศ ห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกือบครบวงจร แต่สิ่งที่ขาดคือความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเซมิคอนดักเตอร์ และปลายน้ำอย่างสินค้าสำเร็จรูป การไม่เชื่อมโยงนี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยบางรายเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญได้ยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับนวัตกรรมสินค้าในประเทศ

ที่ผ่านมาแม้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยพยายามเชื่อมโยงตนเองเข้ากับบริษัทข้ามชาติทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและอื่นๆ (เช่น ยานยนต์) แต่ทำไม่สำเร็จ สะท้อนความยากที่ผู้ประกอบการไทยจะไปเชื่อมต่อโดยตรง เนื่องจากผู้ประกอบการข้ามชาติอาจไม่มั่นใจในการใช้ชิพที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย ส่วนโควิด-19 ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ บริษัทข้ามชาติยังคงใช้ฐานการผลิตเดิม โดยผลักดันให้สาขาในไทยยกระดับไปผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความยากมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง

ยังมีข้อค้นพบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ผู้ประกอบการในประเทศกระจายการลงทุนไปที่อุตสาหกรรมกลุ่ม S Curve ที่หลากหลาย แต่เป็นการกระจายที่ไม่เกื้อหนุนกัน จึงไม่กล้าลงทุนเต็มที่ งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) จึงเกิดขึ้นไม่มาก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเงินและห้องทดสอบ อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยแม้จะเป็นกลุ่มรับจ้างผลิต(OEM) แต่ก็พบการปรับตัวหันไปใช้เทคโนโลยีจักรกลอัตโนมัติ (Automation)มากขึ้น เพราะมนุษย์ไม่สามารถประกอบชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กได้

สำหรับ “อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ 3 อันดับแรกที่ผู้ประกอบการให้ความเห็น” อันดับ 1 ขาดข้อมูลและองค์ความรู้ของงานวิจัย อันดับ 2 ขาดผู้เชี่ยวชาญ และอันดับ 3 ความยากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์(Commercial Product) จึงนำมาซึ่งข้อเสนอแนะ 1.ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เกิดตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้ลงทุนวิจัยและพัฒนา

2.ส่งเสริมกลไกเชื่อมต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเงินทุน แก่ห่วงโซ่อุปทานในการผลิตทั้งหมดทั้งผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ 3.มีมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงชิ้นส่วนได้มากขึ้น และ 4.ศึกษาจากตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ เพื่อถอดต้นแบบและประสบการณ์สู่ภาครัฐและผู้ประกอบการ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

Posted on October 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/685255

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง  มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเหตุสะเทือนขวัญที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเล็กๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง หนองบัวลำภู ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบ เมื่อคนร้ายซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงครูและเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ จากนั้นกลับบ้านไปยิงลูกและภรรยาก่อนปลิดชีพตนเองหนีความผิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 6 ต.ค. 2565 ต้องบอกว่า “ช็อกโลก” นานาชาติต่างร่วมไว้อาลัย-แสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย อาทิ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าว เนื่องจากสถานดูแลเด็กเล็กควรเป็นพื้นที่ซึ่งเด็กรู้สึกปลอดภัย และไม่ใช่เป้าหมาย พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจอย่างสูงสุดไปยังครอบครัวของผู้สูญเสีย และประชาชนชาวไทย,

กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงทุกรูปแบบต่อเด็ก โดยระบุว่า เด็กไม่ควรตกเป็นเป้าหมายการโจมตี หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงไม่ว่าในสถานที่ใด หรือในเวลาใด, องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) แสดงความเสียใจและระบุว่า การโจมตีต่อโรงเรียน นักเรียน และครู ถือเป็นการโจมตีต่อสิทธิ์ในการศึกษา ซึ่งไม่มีผู้ใดควรตกเป็นเป้าการโจมตี,

ลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า ตกใจที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับกระทบทุกคนและส่งความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสหราชอาณาจักรยืนหยัดเคียงข้างไทยในช่วงเวลาอันน่าหดหู่นี้ รวมถึง สถานทูตจีน-สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ เป็นต้น

ขณะที่สื่อต่างประเทศต่างให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Dail Mail ของอังกฤษ, CGTN ของจีน, DW ของเยอรมนี,CNN สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะรายงานข่าวตามสถานการณ์แล้ว ยังมีบทวิเคราะห์ “ปัจจัยที่เอื้อต่อความเสี่ยง” ในสังคมไทย อาทิ “อาวุธปืน” เช่น เว็บไซต์นิตยสาร Time สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ “What We Know So Far About the Daycare Mass Shooting in Thailand” ตอนหนึ่งระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีสถิติการฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รองจากฟิลิปปินส์

ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยระบุว่า อาวุธปืนผิดกฎหมายถูกนำไปใช้ก่อเหตุอื่นๆ มากกว่าฆาตกรรม และเหตุสังหารหมู่แบบกราดยิงก็เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก Time ยังอ้างรายงานของสื่อท้องถิ่นในไทย เมื่อเดือน ก.ย. 2565 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีปืนเถื่อน (ไม่ได้จดทะเบียน) กระจายอยู่ประมาณ 4 ล้านกระบอก และปืนถูกกฎหมาย (จดทะเบียน) อีก 6 ล้านกระบอก โดยเฉพาะการซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้สามารถหาอาวุธปืนได้ง่ายในราคาไม่แพงและไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ

ซึ่งหากดูในสื่อสังคมออนไลน์ จะพบการประกาศขายอาวุธปืนแบบพร้อมจัดส่งถึงบ้าน นอกจากนั้น แม้จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่หากมีเงินหรือเส้นสายก็สามารถหาช่องทางหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่เว็บไซต์ นสพ.The New York Times สื่อดังในสหรัฐฯ อีกฉบับ เสนอข่าว “Guns are rampantin Thailand, but shootings aren’t.” อ้างข้อมูลจาก gunpolicy.org องค์การไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีสำนักงานในมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ระบุว่า ในปี 2560 มีปืน 10.3 ล้านกระบอก อยู่ในประเทศไทย ในจำนวนนี้เป็นปืนที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย 6 ล้านกระบอก

อัตราการเป็นเจ้าของอาวุธปืนในปีนั้น อยู่ที่อาวุธปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน แต่ก็ยังน้อยกว่าในสหรัฐฯ ที่อาวุธปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงกระนั้น ประเทศไทยซึ่งมีประชากร 69 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถิติการครอบครองและเหตุฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในตลาดมืดที่สำคัญของการซื้อ-ขายอาวุธปืน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อนึ่ง เหตุกราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู “ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. เป็นปืนส่วนตัวที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ตามข้อมูลที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงข่าวเมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ต.ค. 2565

“ยาเสพติด” เป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมเสพยาบ้าจนร่างกายผอมซูบจากที่เคยดูแข็งแรงสมัยเริ่มรับราชการแม้ผู้บังคับบัญชาจะทราบเรื่องและให้โอกาสด้วยการทำทัณฑ์บนและให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ก็ยังคงมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไปกระทั่งถูกจับกุมและถูกไล่ออกจากราชการ และแม้ผลการตรวจจะไม่พบสารเสพติดในร่างกายขณะก่อเหตุ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเสพยาอย่างต่อเนื่องยาวนานส่งผลกระทบต่อสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตมาก-น้อยเพียงใด

The Conversation เว็บไซต์ไม่แสวงผลกำไรซึ่งเน้นการนำเสนองานวิจัยและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ เผยแพร่บทความ “Tragic Thai massacre raises issues of mental health, drug use and gun control ahead of next year’s election” ซึ่งเขียนโดย เกร็ก เรย์มอนด์(Greg Raymond) อาจารย์ประจำวิทยาลัยกิจการเอเชียแปซิฟิก (Coral Bell School of Asia PacificAffairs – ANU College of Asia & the Pacific)มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ตอนหนึ่งอ้างถึง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)เคยออกคำเตือนเรื่องปริมาณยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ที่เคลื่อนย้ายในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง และประเทศไทยก็เป็นทางผ่านสำคัญ

เรย์มอนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังกล่าวถึงปัญหา “สุขภาพจิต” ว่า ประเทศไทยนั้นขาดแคลนทรัพยากรในการสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดย ในปี 2558 มีรายงานระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนเชิงนโยบาย แนวปฏิบัติ และศักยภาพการวิจัยในด้านดังกล่าว ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2565 นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้เช่นกัน

นพ.บัญญัติ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ต้องเร่งยกระดับการบำบัดรักษาสารเสพติดและสุขภาพจิต เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกปลดชนวนระเบิดเวลาจากสารเสพติด โดยเร่งตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังอาการทางจิตจากสารเสพติด (ศจส.)” ขึ้นตรงกับนายกฯ รวมถึงมีกระบวนการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติด และสุขภาพจิต

“ผู้ติดสารเสพติด มีปัญหาสุขภาพจิต เมื่อมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป กลับไม่มีกลไกเช่นเดียวกับ EOD ไปแก้ปัญหา แต่ปล่อยให้เขาดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ทำให้สังคม และผู้ติดสารเสพติดอยู่ในภาวะอันตราย” นพ.บัญญัติ ให้ความเห็น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682233

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’  กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แย้มแผนเตรียมการเลือกตั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

โดยเบื้องต้น กกต.กำหนดให้วันที่ 7 พ.ค.2566 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป และเปิดรับสมัครในวันที่ 3-7 เม.ย.2566

ข่าวชิ้นนี้สร้างความคึกคักและสีสันให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้กกต.ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ใกล้ถึงระยะเวลา 180 วันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 มี.ค.2566 ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการหาเสียงให้เป็นไปตามมาตรา 68 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 และต้องมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 73กฎหมายเดียวกัน มีห้วงระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2565 จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง

และเตรียมจะออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองปฏิบัติ ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ภายในกรอบเวลา 180 วัน ว่าสิ่งใด
ทำได้หรือไม่ได้บ้างในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ได้ปฏิบัติตาม

นักการเมืองทุกคนพร้อมปฏิบัติตาม

แต่อีกมุมมองหนึ่งก็เป็นเรื่องชวนให้คิด???

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่สาขาพรรคประชาธิปัตย์เขต 1 สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้ช่วยดำเนินงานของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยเงื่อนไขระยะเวลา 180 วันนั้น โดยนายสรรเพชญ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตนพร้อมทีมงานรวมทั้งจิตอาสาต่างๆ ได้ลงพื้นที่ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลในเขตอำเภอเมืองสงขลา เพื่อช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยสิ่งที่คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งในแง่ของการเป็นอาหารที่จำเป็นของทุกบ้านและมีโภชนาการสูง คือ การแจกไข่ไก่สด ที่นอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย ซึ่งการแจกไข่ไก่นั้นยังคงทำตลอดจนกว่าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะทำไม่ได้ แต่ก็อดเป็นห่วงพี่น้องประชาชนไม่ได้ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่าย

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การมอบข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน โดยนำเอาวัตถุดิบมาจากการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจำหน่ายไม่ได้ราคาช่วงโควิด โดยได้รับซื้อฟักทอง ฟักเขียว แตงโม พริกสดเป็นต้น มาจากชาวสวนโดยตรงในต่างอำเภอของจังหวัดสงขลาและพื้นที่โดยรอบเพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นไปปรุงอาหารและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด รวมถึงการมอบหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ชุด PPE และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันโรคให้แก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มาโดยตลอด

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การประสานขอสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงขลา จาก อบจ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว รวมถึงการประสานงานกับองค์การจัดการน้ำเสีย(อจน.) ดูแลระบบน้ำเสียในเขตเทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง โดยเฉพาะคลองสำโรง อีกด้วย

“ผมเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งช่วงเลือกตั้งอาจดูแลได้ไม่เต็มที่ แต่ขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกอย่าง อย่างน้อย
ก็จนกว่าจะถึง 24 ก.ย. ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อห้ามของกกต.” นายสรรเพชญกล่าว

นั่นคือหัวอกจิตอาสาทางการเมืองที่ต้องช่วยประชาชนตลอดไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680709

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านการสร้างองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ดีกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” โดยหนึ่งในนั้นคือการเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใด เพียงแต่สิ่งที่รู้สึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายในการปรับเปลี่ยนโดยเชื่อว่าสิ่งที่หนักใจกันก็คือแม้จะมีความพยายามปฏิรูปแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการดำเนินการหรือเรื่องของอำนาจ ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหัวหรือส่วนบน..แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงสังคม” อีกทั้งไม่อาจมองได้จากมุมกฎหมายเพียงด้านเดียว “ปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาของญาณวิทยา” หมายถึงปัญหาว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แท้ๆ

“เรายังมีปัญหา เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเราไม่ได้สอนเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ระบบการศึกษาเราสอนให้จำว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วพยายามเอาไปใช้ ซึ่งทำให้เราสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริงว่า แรงที่จะทำให้มีความคุ้มกัน หรือว่าทำให้เราสามารถพัฒนาสังคม พัฒนาตัวเราเองได้มีข้อจำกัด อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

เพราะฉะนั้นเวลาเราโทษว่าผู้นำไม่ยอมเปลี่ยน ผู้นำเป็นพวกอำนาจนิยม ผมว่าเราลองกลับไปคิดดูว่าผู้นำอย่างเดียวมันอยู่ไม่ได้ มันต้องมีประชาชนที่มาสนับสนุนผู้นำด้วย มันถึงจะอยู่กันได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริง ฉะนั้นเวลาเราเถียงกันว่าอะไรผิด-ถูก มันเป็นมุมหนึ่ง-มิติหนึ่ง เราเถียงกันในเชิงเหตุเชิงผลได้ แต่พอปัญหาในทางปฏิบัติก็ต้องมาดูอีกสภาพหนึ่ง” ศ.ดร.อุดม กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดในกระบวนการยุติธรรมของไทย คือ “หลักการด้านสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้อย่างดี เกิดความเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล โดยสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายประเด็น 1.สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (non-derogablerights) หมายถึงไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะใด รัฐก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อละเมิดสิทธิบางประเภทได้

เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย สิทธิจะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากในอดีตที่มีข้อถกเถียง อาทิ การอุ้มหายหรือการฆ่าอาชญากรโดยวิธีนอกกฎหมาย หรือการทรมานอาชญากรเพื่อรีดเอาข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ มาล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ที่รัฐสภาไทยเพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำหลักสิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้นี้ไปใส่ไว้ด้วย

2.ความเป็นอิสระของตุลาการ เพราะฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจำกัดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพบ้างตามกรอบของกฎหมาย จึงคาดหวังให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน แต่จะทำหน้าที่เช่นนั้นได้ตุลาการต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงไม่ว่าทางหนึ่งทางใดทั้งนี้ ในยุโรปมีการกล่าวถึงการแทรกแซงทั้งจากแนวราบ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร และแนวตั้ง เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารศาล

3.สิทธิที่จะพบกับศาลภายหลังถูกควบคุมตัว กฎหมายไทยกำหนดให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (หากเป็นเด็กหรือเยาวชนคือไม่เกิน 24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง เรื่องนี้มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้ผู้ถูกจับกุมต้องถูกนำไปปรากฏตัวต่อศาลโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตามหลักสิทธิมนุษยชนข้อนี้ ยังมีเจตนารมณ์ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบด้วยว่าระหว่างการควบคุมตัวนั้นมีการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง (เช่น ทรมานผู้ต้องหา ควบคุมตัวไว้เกินเวลาที่กำหนด) หรือไม่

“สิทธิมนุษยชนควรจะเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ควรจะเข้ามาอยู่ในทางปฏิบัติ และแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม คราวนี้ทำอย่างไรที่จะให้สิทธิมนุษยชนเข้ามามันก็มีอยู่ 2 แบบ 1.เราเรียกร้องคณะนิติศาสตร์ เรียกร้องการศึกษากฎหมายสอนกันเข้าไป เพิ่มบทบาทเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อให้ได้นักกฎหมายที่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ 2.ไปปฏิรูประบบ ไปแก้กฎหมายเพื่อให้พวกนี้มันเข้าไปอยู่ในกฎหมาย นิติศาสตร์จะได้สอน ผมว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แต่ความเห็นผมคือทั้งคู่” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า สังคมเสียโอกาสมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีเพชรซาอุที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนักการทูต ผู้เกี่ยวข้องเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกดำเนินคดีจนพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ระบบตำรวจก็ยังไม่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง, คดีเชอรี่แอนที่มีการจับผู้ต้องหาผิดคน กว่าจะทราบความจริงบางคนก็เสียชีวิตในคุกไปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ศาลไม่สามารถไต่สวนข้อเท็จจริงได้เองเพราะไทยใช้ระบบกล่าวหา, คดีบอสเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ขึ้นมาจนถึงระดับอัยการ เป็นต้น

“ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์วิชา มหาคุณสอบข้อเท็จจริงมา พลิกข้อเท็จจริงทั้งระบบเลยว่าบกพร่องตรงไหนถามว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว? ได้แตะต้องระบบตรงไหนบ้าง? ยกเว้นบอกว่าถ้าร้องขอความเป็นธรรมต้องมีตัวผู้ร้องความเป็นธรรมเท่านั้นที่แก้ แต่ก่อนไม่มีตัวผู้ร้องขอความเป็นธรรม อยู่ต่างประเทศก็ร้องได้ถึง 14 ครั้ง เราไม่ได้แก้อะไรเลย” ประสงค์ กล่าว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “เมื่อผู้เสียหายจะใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงด้วยตนเองในกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง..ต้องขอสำนวนที่ตำรวจและอัยการรวบรวมไว้มาใช้ได้” เพราะผู้เสียหายไม่สามารถมีข้อมูลมากพอเมื่อเทียบกับสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งต่อไปยังอัยการ หริอสำนวนที่อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม

“ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องให้ผู้เสียหาย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายต้องสามารถขอสำนวนการสอบสวนจากอัยการ เพื่อประกอบในการที่เขาจะฟ้องเองได้” อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,887,337 hits

Join 4,119 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ชัยชนะ ซัดหนัก! พวกปล่อยข่าว ทำประชาธิปัตย์แตกแยก ยืนยัน 21 ส.ส.ไม่มีแบ่งก๊วน แยกพวก
ทรัมป์อ้าง อิหร่านวางทุ่นระเบิด ในช่องแคบฮอร์มุซไม่สำเร็จ
อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
มัลลิกา ปัดตอบนั่ง รองประธานสภาฯ พร้อมทำหน้าที่หากได้ตำแหน่ง
NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร - KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน
ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมิติใหม่ เปิดตัวโครงการ ‘Hello Strangers-เจอกันที่โฮสเทล‘ เปิดรับบทสนทนา ความสนุก มิตรภาพใหม่ๆ
ฉลองวันสตรีสากล 2026 ชวนผู้หญิงดูแลสุขภาพแบบ ‘GiveToGain’
อรรถวิชช์ เคลื่อนไหวแล้ว ขอบคุณ พีระพันธุ์ เปิดทางคืนสภา ลั่นจะทำสุดฝีมือ!
สุรศักดิ์ หนุนแยก ก.กีฬา เชื่อ พัฒนางานด้านกีฬาชัดเจนขึ้น เผยยังไม่สรุปได้นั่งกระทรวงไหน
บรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป อุทิศถวายแด่พระพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

Recent Posts

  • “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว เซ่นพิษสงครามอิหร่านทำราคาน้ำมันพุ่ง
  • IEA ชี้สงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์
  • แบงก์ชาติอังกฤษเตรียมใช้ภาพ “สัตว์ป่า” แทนรูปบุคคลสำคัญ บนธนบัตรรุ่นใหม่
  • สเปนถอนทูตจากอิสราเอล ไม่ได้หนุนอิหร่าน แต่สะท้อนท่าทีต้านสงครามที่แข็งกร้าวขึ้น
  • อิรักสั่งหยุดส่งออกน้ำมันทันที หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d