Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: รายงานพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

Posted on October 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/688002

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

รายงานพิเศษ : ‘กสทช.’เคาะ‘ทรูควบดีแทค’ภายใต้7เงื่อนไข

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

nn ในที่สุดเรื่องของการ…ควบรวมกิจการระหว่าง…บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ก็มาถึงบทสรุปเสียที หลังจากใช้เวลายืดเยื้อยาวนานมาเกือบ 1 ปีและเกิดการถกคิดกันอย่างกว้างขวางของสังคม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นัดพิเศษได้พิจารณาการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) ซึ่งกรณีการรวมธุรกิจดังกล่าว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีผลกระทบต่อสาธารณะ กสทช. ทุกท่านจึงได้ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลทุกด้านอย่างละเอียดรอบคอบ และในที่ประชุม กสทช. ได้มีการหารือ อภิปราย รวมถึงแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่วมกันในทุกๆ ด้านโดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 11 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุม กสทช. จึงได้มีมติเสียงข้างมากรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนเสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็น ไม่อนุญาตการรวมธุรกิจ และที่ประชุม กสทช. ได้มีมติ ดังนี้

1.ที่ประชุมเห็นชอบประเด็นการพิจารณาว่าการรวมธุรกิจกรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการ ประเภทเดียวกับตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการการกำกับดูแลการรวมธุรกิจ ในกิจการโทรคมนาคม และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 หรือไม่ โดยมีผล ของการลงมติดังนี้

ที่ประชุมเสียงข้างมาก (ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช.) มีมติเห็นว่าการรวมธุรกิจในกรณีนี้ ไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 (ประกาศฉบับปี 2549) โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม(ประกาศ ฉบับปี 2561) และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 โดยรับทราบการรวมธุรกิจและเมื่อ กสทช. ได้รับรายงานการรวมธุรกิจแล้ว กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข/ มาตรการเฉพาะตามข้อ 12 ของประกาศฉบับปี 2561

ที่ประชุมเสียงข้างน้อย (รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. และศาสตราจารย์ พิรงรองรามสูต กรรมการ กสทช.) มีมติเห็นว่ากรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันและให้พิจารณาดำเนินการพิจารณาตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดย กสทช. อาจสั่งห้ามการถือครองกิจการหรือกำหนดมาตรการเฉพาะตามหมวด 4 ของประกาศดังกล่าว

พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช.ของดออกเสียง เนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาการตีความในแง่กฎหมายจึงยังไม่สามารถพิจารณาได้อย่างชัดเจนจึงของดออกเสียง โดยจะขอทำบันทึกในภายหลัง อนึ่ง เนื่องจากการลงมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นมีคะแนนเสียงเท่ากัน ดังนั้น ประธานที่ประชุม ได้ใช้อำนาจตามข้อ 41 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

2.ที่ประชุมพิจารณาข้อกังวล (Point of concern) จำนวน 5 ข้อ และเห็นชอบ เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะดังนี้ 2.1 ข้อกังวลเรื่องอัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้ 1) การกำหนดเพดานราคาของอัตราค่าบริการเฉลี่ย ก. อัตราค่าบริการเฉลี่ยลดลงร้อยละ 12 โดยใช้วิธีการเฉลี่ยราคาใหม่ ด้วยการถ่วงน้ำหนักตามจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย (WEIGHTED AVERAGE) ภายใน 90 วันหลังจากมีการควบรวม) ข. ให้มีทางเลือกของราคาที่แยกรายบริการเพื่อให้เป็นทางเลือก ค. ให้นำส่งข้อมูลต้นทุนและข้อมูลที่จำเป็นโดยให้มีหน่วยงานตรวจสอบ ง. ให้ผู้แจ้งการรวมธุรกิจประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบ เพื่อมีการตรวจสอบและมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต

2) การกำหนดราคาค่าบริการ โดยใช้ราคาเฉลี่ยทางเศรษฐศาสตร์ (Average Cost Pricing) ก. ให้นำส่งข้อมูลตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชี แยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564 ให้ครบถ้วน โดยให้แยกรายละเอียด เป็นรายเดือนและนำส่งสำนักงาน กสทช. ทุก 3 เดือน หรือเมื่อ กสทช. ร้องขอ เพื่อใช้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุน รวมเฉลี่ย ซึ่งเป็นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน (Average Cost Pricing) และต้นทุน ส่วนเพิ่ม (MC) ที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง ข. จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการสอบทาน (Verify) ข้อมูล โครงสร้างต้นทุน อัตราค่าบริการ หรือข้อมูลด้านอัตราต่างๆ ของอุตสาหกรรม โทรคมนาคมในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ ผู้ยื่นคำร้องรวมธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหา และจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ เพื่อสอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูลตามข้อ (ก) ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่ง ข้อความ เป็นต้น เมื่อมีการรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

ค. จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเช่นเดียวกับข้อ (ข) เพื่อทำหน้าที่ สอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูลตามข้อ (ก) ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น ปีละ 4 ครั้ง(รายไตรมาส) โดยต้องจัดให้มีที่ปรึกษาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตลอดระยะเวลาอายุใบอนุญาตสิ้นสุดลงในกรณีที่ อายุใบอนุญาตน้อยกว่า 10 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ผู้ยื่นคำร้องรวม ธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหาและจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ

ง. จะต้องมีการกำหนดและแสดงอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แยกตามรายบริการ (Unbundle) เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น หรือการส่งเสริมการขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) เพื่อให้ผู้ใช้บริการปลายทางได้รับทราบก่อน โดยให้กำหนดอัตราค่าบริการตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (Average Cost Pricing) โดยคิดราคาตามที่มีการใช้งานจริงโดยจะต้องไม่มีการกำหนดการซื้อบริการขั้นต่ำไว้ ทั้งนี้ การกำหนดอัตราตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (AverageCost Pricing) ให้นำไปใช้กับกรณีค่าบริการส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรายการส่งเสริมการขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) และการส่งเสริมการขายแบบรวมรายบริการ (Bundle Package) ด้วย

จ. จะต้องจัดช่องทางการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วเข้าถึงง่าย ครอบคลุมและง่ายต่อการเลือกซื้อ เปลี่ยนแปลง (เพิ่ม ลด) การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการปลายทาง โดยปราศจากข้อจำกัด ทั้งนี้ ต้องแสดงรายละเอียด ของบริการ อัตราค่าบริการแยกตามรายบริการ หรืออัตราค่าบริการแบบ
ส่งเสริมการ ขาย ตลอดจนวิธีการ เงื่อนไขการเลือกรับบริการไว้โดยชัดแจ้ง และเป็นปัจจุบัน

3) การคงทางเลือกของผู้บริโภค การกำหนดให้บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด หรือ DTN ยังคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี 4) สัญญาการให้บริการ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างบริษัทและผู้ใช้บริการ รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้รับตามที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์และได้รับการยินยอมจากผู้ใช้บริการแล้ว

5) การประชาสัมพันธ์การให้บริการเพื่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ภายหลังการรวมธุรกิจ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบถึงการคงไว้ซึ่งคุณภาพในการให้บริการและค่าบริการที่เป็นธรรม และจะต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการหลังการรวมธุรกิจ โดยสำนักงาน กสทช. อาจกำหนดแนวทาง และระยะเวลาการดำเนินการ รวมถึงเงื่อนไขในการปฏิบัติในเรื่องการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บริษัท TUC และบริษัท DTN ดำเนินการต่อไป

2.2 ข้อกังวล อุปสรรคการเข้าสู่ตลาด-ขาดประสิทธิภาพการแข่งขัน และการสนับสนุน ผู้ประกอบการรายย่อย มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้ 1) เงื่อนไขบังคับก่อน (Ex Ante) ก. ให้ผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจจัดทำแผนการจัดให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) โดยจะต้องมีรายละเอียด ดังนี้(1) จัดให้มีหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการโครงข่ายแก่ผู้ให้บริการ MVNO โดยมีการแยกระบบการบริหารจัดการ ระบบบัญชี ออกจากหน่วยธุรกิจหลักที่เกิดขึ้นจากการ รวมธุรกิจในครั้งนี้ (2) จัดให้มีระบบการให้บริการโครงข่ายที่พร้อมรองรับการเข้าใช้บริการโครงข่าย สำหรับผู้ให้บริการMVNO ภายหลังจากมีการรวมธุรกิจโดยทันที

อนึ่ง การดำเนินการตาม (1) และ (2) จะต้องมีความพร้อมในการดำเนินงานทันทีเมื่อเกิดการรวมธุรกิจ ข. ให้ผู้ยื่นร้องขอรวมธุรกิจ ผู้รับใบอนุญาตจากการรวมธุรกิจตลอดจนบริษัทที่อยู่ภายใต้ อำนาจควบคุม จัดให้มีแผนการแยกการบริหารจัดการ ระบบบัญชี สำหรับให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยให้เสนอแผนดังกล่าวต่อ กสทช. ก่อนการรวมธุรกิจ

2) มาตรการเฉพาะภายหลังการรวมธุรกิจ (Ex Post) ก. ผู้รับใบอนุญาตที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจตลอดจนบริษัทย่อยที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องดำเนินการให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO สามารถใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายกับผู้รับ ใบอนุญาตรายอื่นได้เช่นเดียวกับตนเอง ข. ผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับสิทธิในการใช้บริการจากคลื่นความถี่ในทุกย่าน ของผู้รวมธุรกิจที่มีสิทธิในการใช้งานทั้งสิทธิทางตรงและสิทธิที่ได้รับช่วงมาภายใต้มาตรฐานเทคโนโลยีเดียวกัน ค. การเข้าใช้บริการโครงข่ายสำหรับผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับการประกันสิทธิในการได้รับบริการภายใต้คุณภาพการให้บริการ (QoS) ตามมาตรฐานการให้บริการที่ กสทช. กำหนด ง. จะต้องไม่ปฏิเสธการให้บริการแก่ผู้ได้รับใบอนุญาต MVNOอันเกิดมาจากเหตุผล ความไม่เพียงพอของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด จ. จะต้องพร้อมให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO ที่ขอเข้าใช้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถเริ่มให้บริการได้ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ขอเข้าใช้บริการ ฉ. บริษัท TUC และ บริษัท DTN จะต้องจัดให้มีบริการโครงข่ายโทรคมนาคม โดยมีขนาดความจุ (Capacity)อย่างน้อยร้อยละ 20 ของโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดของตนเอง ให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือนที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกันกับ บริษัท TUC และบริษัท DTN เมื่อมีคำขอรับบริการดังกล่าว ช. อัตราค่าตอบแทนการขายส่งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับผู้ให้บริการ MVNO ให้ ไม่เกินอัตราค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของแต่ละบริการตามสิทธิการใช้งานของทุกรายการส่งเสริมการขายหักด้วยอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของอัตรา ค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของราคาขายปลีกสำหรับบริการแบบส่งเสริมการขาย (Bundle Package) หรือราคาเฉลี่ยขายต่อหน่วยสำหรับรายบริการ (Unbundle) ซ. ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องไม่กำหนดเพดานขั้นต่ำของการเข้าซื้อ รายบริการ เช่น เสียง ข้อมูล บริการข้อความ เป็นต้น ของผู้รับใบอนุญาต MVNO ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง

2.3 ข้อกังวลคุณภาพการให้บริการมีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะดังนี้ 1) บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงคุณภาพในการให้บริการดังนี้ 1.1) คุณภาพของสัญญาณในการให้บริการ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องไม่ลดคงจำนวนระบบสื่อสัญญาณ (cell sites) ของทั้งสองบริษัทลงจากเดิม เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของบริการที่ให้ประชาชนได้รับให้ไม่ต่ำไปกว่าเดิม และจะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานของ บริการตามประกาศกสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการ โทรคมนาคมอย่างเคร่งครัด 1.2) คุณภาพในการให้บริการลูกค้า บริษัทTUC และบริษัท DTN จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมธุรกิจเพื่อให้คุณภาพในการให้บริการต่อผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าเดิมเช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอเพื่อรองรับการให้บริการทั้งในส่วนของศูนย์บริการ และพนักงานรับสาย (Call center) รวมถึงขนาดพื้นที่ของ ศูนย์บริการลูกค้าที่สามารถรองรับการเข้ามาติดต่อของผู้ใช้บริการ

2) ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อย กว่าร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ 2.4 ข้อกังวลการถือครองคลื่นความถี่/การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีเงื่อนไขหรือมาตรการ เฉพาะดังนี้ 1) การถือครองคลื่นความถี่ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับใช้งานคลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม อย่างเคร่งครัด(การใช้คลื่นความถี่ตามมาตรา 41 วรรคสี่ มาตรา 44/1และมาตรา 44/3 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 2) การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของตนเองในการประกอบกิจการโทรคมนาคม และจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้โครงข่ายโทรคมนาคม ของ กสทช. อย่างเคร่งครัด

2.5 เศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) มี 1) ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ 2) จัดให้มีรายการส่งเสริมการขายในราคาต่ำเป็นพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยและ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบอย่างทั่วถึง 3) เสนอแผนการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมภายใน 60 วันหลังจากได้รับแจ้งเงื่อนไข หรือมาตรการเฉพาะ และเริ่มดำเนินการตามแผนภายใน 1 ปี

3.ที่ประชุมเห็นชอบกำหนดกลไกในการติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจ 3.1 การรายงานผลการประกอบธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับจาก กสทช. ทุก 6 เดือน ในระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี 3.2 ภายหลังการรวมธุรกิจ หาก กสทช. พิจารณาหรือได้รับการร้องเรียนว่า มีการกระทำ
พฤติกรรม หรือเหตุอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ กิจการ โทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญทำให้เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะไม่เหมาะสม หรือไม่มีประสิทธิภาพ กสทช. อาจระงับ ยกเลิก เพิ่มเติม หรือปรับปรุงเงื่อนไขหรือมาตรการ เฉพาะใหม่ก็ได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็น

4.ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. นำประเด็นไปหารือคณะอนุกรรมการที่ปรึษากฎหมาย ของ กสทช. รวม 3 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการเห็นชอบกลไกการขายหุ้นออกไปจนไม่มีอำนาจในการควบคุมเชิงนโยบาย (Divestiture)เรื่องการรวมธุรกิจของบริษัท TUC และบริษัท DTN ในอนาคต และเรื่องร้องเรียนคุณสมบัติของที่ปรึกษาอิสระ (บล.ฟินันซ่า) 5.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ไปศึกษาประกาศรวมธุรกิจปี 2561 และประกาศปี 2549 6.เห็นชอบในหลักการในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามและประเมินผลการรวมธุรกิจตามประกาศปี 2561

7.ให้สำนักงาน กสทช. และผู้แจ้งการรวมธุรกิจประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะตามที่มีมติ เพื่อมีการตรวจสอบและมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

Posted on October 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/686732

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

รายงานพิเศษ : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แลโลก-มองไทยกับ3ตัวแปร

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

มาถึงตอนสุดท้ายแล้วสำหรับเรื่องเล่าจากงานวิจัยชุดอุตสาหกรรม S Curve โดยอาจารย์หลายท่านจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ซึ่งเผยแพร่ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 (EconTU Symposium)ครั้งที่ 44 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของการยกระดับ S-Curve ในยุค Next Normal” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อเร็วๆนี้ โดยไล่ตั้งแต่ ยานยนต์ไฟฟ้า (หน้า 5 ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2565), ยาและเครื่องมือแพทย์ (หน้า 17 ฉบับวันที่ 5 ต.ค. 2565), อาหารแปรรูป (หน้า 3 ฉบับวันที่ 15 ต.ค. 2565)

จนมาถึงฉบับนี้จะว่าด้วยเรื่องของ “เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์” โดยมี ผศ.ดร.อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล เป็นผู้บรรยาย ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เผชิญความท้าทาย 3 ประการ 1.ความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจ “สหรัฐอเมริกา-จีน” ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ปัญหาการขาดแคลนชิพในฐานการผลิตต่างๆ ทั่วโลก” อีกทั้งเป็นการขาดแคลนอย่างยาวนานแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยสัญญาณการขาดแคลนเริ่มมาตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในปี 2562 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ปี 2563 ทั่วโลกยังต้องเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งจีนเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมโรค ยังไม่นับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ไฟไหม้โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ระดับโลก
3 แห่ง และภัยธรรมชาติต่างๆ อาทิ ภัยแล้งในไต้หวัน รวมถึงการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังใช้นโยบายการผลิตแบบชาตินิยม กล่าวคือ หากไม่ผลิตบนแผ่นดินสหรัฐฯ ก็ต้องผลิตในชาติที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

นอกจากนี้ การย้ายการลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ยังทำให้บางแห่งยกระดับขึ้นมาเป็นแหล่งผลิตชิพชั้นนำของโลก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งมีเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นของตนเอง หรือกรณีของ แอปเปิล แบรนด์สินค้าไอทีเจ้าดัง ก็ยังพึ่งพาซัพพลายเออร์จากจีนอย่างมากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับการพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

อีกด้านหนึ่ง ห่วงโซ่อุปทานการผลิตยังมีการแข่งขันที่สูงมากและเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มีวงจรชีวิตสั้นมาก เฉลี่ยอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะบริษัทต่างๆ พากันเร่งแข่งขันผลิตสินค้า ในขณะที่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภทก็มีผู้เล่นหลักที่เป็นผู้ชนะเพียงรายเดียว รวมถึงมีความต้องการใช้อย่างก้าวกระโดดในสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

อนึ่ง มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ยังเป็นข้อจำกัดในการที่ผู้ประกอบการจะย้ายโรงงานออกจากจีน เช่น มีแผนย้ายไปเวียดนามแต่ไม่สามารถส่งผู้เชี่ยวชาญไปอบรมแรงงานในเวียดนามได้ โดยสรุปแล้ว “ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับโลกคงไม่เปลี่ยนแปลงในระยะสั้น แต่นโยบายของสหรัฐฯ จะกลายเป็นการเล่นเกมยาวเหมือนกับการวิ่งมาราธอน” ดังนั้น ในระยะสั้นไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบแต่ไทยก็ควรสงวนท่าทีไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และพยายามใช้โอกาสนี้ดึงดูดนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

2.ความยืดหยุ่นของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก แหล่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภูมิถาคเอเชียตะวันออก (จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) และชาติร่วมอาเซียนด้วยกัน (สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย) โดย 2 ส่วนนี้รวมกันได้ราวร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม หากดูทั้งหมดจะพบว่าไทยนำเข้าจากแหล่งที่หลากหลายมาก โดยเฉลี่ย 22 ประเทศต่อรายการสินค้า อีกทั้งไทยยังนำเข้าชิ้นส่วนจากประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพความแนบแน่นอย่างสูงระหว่างไทยกับเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ

ถึงกระนั้น ดัชนีการกระจุกตัวก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว คาดว่ามาจากบริษัทข้ามชาติที่มีบทบาทสูง จึงเปลี่ยนแปลงแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว “โดยสรุปแล้ว ไทยมีความยืดหยุ่นค่อนข้างดีในการเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งก็มาจากหลายสาเหตุ อาทิ แหล่งนำเข้าที่มีการกระจายค่อนข้างสูง มีความแนบแน่นกับเครือข่ายการผลิต บวกกับความได้เปรียบทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศซึ่งอยู่ใกล้ฐานการผลิตสำคัญ (เช่น เอเชียตะวันออก) และภูมิรัฐศาสตร์ที่มหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ จีนและญี่ปุ่น ต้องการให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย

และ 3.การปรับตัวของผู้ประกอบการในประเทศ ห่วงโซ่อุปทานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและเกือบครบวงจร แต่สิ่งที่ขาดคือความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเซมิคอนดักเตอร์ และปลายน้ำอย่างสินค้าสำเร็จรูป การไม่เชื่อมโยงนี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยบางรายเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญได้ยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับนวัตกรรมสินค้าในประเทศ

ที่ผ่านมาแม้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยพยายามเชื่อมโยงตนเองเข้ากับบริษัทข้ามชาติทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและอื่นๆ (เช่น ยานยนต์) แต่ทำไม่สำเร็จ สะท้อนความยากที่ผู้ประกอบการไทยจะไปเชื่อมต่อโดยตรง เนื่องจากผู้ประกอบการข้ามชาติอาจไม่มั่นใจในการใช้ชิพที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย ส่วนโควิด-19 ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ บริษัทข้ามชาติยังคงใช้ฐานการผลิตเดิม โดยผลักดันให้สาขาในไทยยกระดับไปผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความยากมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง

ยังมีข้อค้นพบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ผู้ประกอบการในประเทศกระจายการลงทุนไปที่อุตสาหกรรมกลุ่ม S Curve ที่หลากหลาย แต่เป็นการกระจายที่ไม่เกื้อหนุนกัน จึงไม่กล้าลงทุนเต็มที่ งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) จึงเกิดขึ้นไม่มาก อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเงินและห้องทดสอบ อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยแม้จะเป็นกลุ่มรับจ้างผลิต(OEM) แต่ก็พบการปรับตัวหันไปใช้เทคโนโลยีจักรกลอัตโนมัติ (Automation)มากขึ้น เพราะมนุษย์ไม่สามารถประกอบชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กได้

สำหรับ “อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ 3 อันดับแรกที่ผู้ประกอบการให้ความเห็น” อันดับ 1 ขาดข้อมูลและองค์ความรู้ของงานวิจัย อันดับ 2 ขาดผู้เชี่ยวชาญ และอันดับ 3 ความยากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์(Commercial Product) จึงนำมาซึ่งข้อเสนอแนะ 1.ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เกิดตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้ลงทุนวิจัยและพัฒนา

2.ส่งเสริมกลไกเชื่อมต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเงินทุน แก่ห่วงโซ่อุปทานในการผลิตทั้งหมดทั้งผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ 3.มีมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงชิ้นส่วนได้มากขึ้น และ 4.ศึกษาจากตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ เพื่อถอดต้นแบบและประสบการณ์สู่ภาครัฐและผู้ประกอบการ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

Posted on October 9, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/685255

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง  มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

รายงานพิเศษ : ‘ปืน-ยา-ป่วยจิต’ปัจจัยเสี่ยง มองเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นเหตุสะเทือนขวัญที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเล็กๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง หนองบัวลำภู ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบ เมื่อคนร้ายซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงครูและเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ จากนั้นกลับบ้านไปยิงลูกและภรรยาก่อนปลิดชีพตนเองหนีความผิด

เหตุการณ์ครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 6 ต.ค. 2565 ต้องบอกว่า “ช็อกโลก” นานาชาติต่างร่วมไว้อาลัย-แสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย อาทิ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าว เนื่องจากสถานดูแลเด็กเล็กควรเป็นพื้นที่ซึ่งเด็กรู้สึกปลอดภัย และไม่ใช่เป้าหมาย พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจอย่างสูงสุดไปยังครอบครัวของผู้สูญเสีย และประชาชนชาวไทย,

กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงทุกรูปแบบต่อเด็ก โดยระบุว่า เด็กไม่ควรตกเป็นเป้าหมายการโจมตี หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงไม่ว่าในสถานที่ใด หรือในเวลาใด, องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) แสดงความเสียใจและระบุว่า การโจมตีต่อโรงเรียน นักเรียน และครู ถือเป็นการโจมตีต่อสิทธิ์ในการศึกษา ซึ่งไม่มีผู้ใดควรตกเป็นเป้าการโจมตี,

ลิซ ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า ตกใจที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับกระทบทุกคนและส่งความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสหราชอาณาจักรยืนหยัดเคียงข้างไทยในช่วงเวลาอันน่าหดหู่นี้ รวมถึง สถานทูตจีน-สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ เป็นต้น

ขณะที่สื่อต่างประเทศต่างให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Dail Mail ของอังกฤษ, CGTN ของจีน, DW ของเยอรมนี,CNN สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะรายงานข่าวตามสถานการณ์แล้ว ยังมีบทวิเคราะห์ “ปัจจัยที่เอื้อต่อความเสี่ยง” ในสังคมไทย อาทิ “อาวุธปืน” เช่น เว็บไซต์นิตยสาร Time สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ “What We Know So Far About the Daycare Mass Shooting in Thailand” ตอนหนึ่งระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีสถิติการฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รองจากฟิลิปปินส์

ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยระบุว่า อาวุธปืนผิดกฎหมายถูกนำไปใช้ก่อเหตุอื่นๆ มากกว่าฆาตกรรม และเหตุสังหารหมู่แบบกราดยิงก็เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก Time ยังอ้างรายงานของสื่อท้องถิ่นในไทย เมื่อเดือน ก.ย. 2565 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีปืนเถื่อน (ไม่ได้จดทะเบียน) กระจายอยู่ประมาณ 4 ล้านกระบอก และปืนถูกกฎหมาย (จดทะเบียน) อีก 6 ล้านกระบอก โดยเฉพาะการซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้สามารถหาอาวุธปืนได้ง่ายในราคาไม่แพงและไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ

ซึ่งหากดูในสื่อสังคมออนไลน์ จะพบการประกาศขายอาวุธปืนแบบพร้อมจัดส่งถึงบ้าน นอกจากนั้น แม้จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่หากมีเงินหรือเส้นสายก็สามารถหาช่องทางหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่เว็บไซต์ นสพ.The New York Times สื่อดังในสหรัฐฯ อีกฉบับ เสนอข่าว “Guns are rampantin Thailand, but shootings aren’t.” อ้างข้อมูลจาก gunpolicy.org องค์การไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีสำนักงานในมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ระบุว่า ในปี 2560 มีปืน 10.3 ล้านกระบอก อยู่ในประเทศไทย ในจำนวนนี้เป็นปืนที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย 6 ล้านกระบอก

อัตราการเป็นเจ้าของอาวุธปืนในปีนั้น อยู่ที่อาวุธปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน แต่ก็ยังน้อยกว่าในสหรัฐฯ ที่อาวุธปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงกระนั้น ประเทศไทยซึ่งมีประชากร 69 ล้านคน เป็นหนึ่งในประเทศในทวีปเอเชียที่มีสถิติการครอบครองและเหตุฆาตกรรมด้วยอาวุธปืนค่อนข้างสูง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในตลาดมืดที่สำคัญของการซื้อ-ขายอาวุธปืน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อนึ่ง เหตุกราดยิงที่ จ.หนองบัวลำภู “ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. เป็นปืนส่วนตัวที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ตามข้อมูลที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงข่าวเมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ต.ค. 2565

“ยาเสพติด” เป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมเสพยาบ้าจนร่างกายผอมซูบจากที่เคยดูแข็งแรงสมัยเริ่มรับราชการแม้ผู้บังคับบัญชาจะทราบเรื่องและให้โอกาสด้วยการทำทัณฑ์บนและให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ก็ยังคงมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไปกระทั่งถูกจับกุมและถูกไล่ออกจากราชการ และแม้ผลการตรวจจะไม่พบสารเสพติดในร่างกายขณะก่อเหตุ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเสพยาอย่างต่อเนื่องยาวนานส่งผลกระทบต่อสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตมาก-น้อยเพียงใด

The Conversation เว็บไซต์ไม่แสวงผลกำไรซึ่งเน้นการนำเสนองานวิจัยและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ เผยแพร่บทความ “Tragic Thai massacre raises issues of mental health, drug use and gun control ahead of next year’s election” ซึ่งเขียนโดย เกร็ก เรย์มอนด์(Greg Raymond) อาจารย์ประจำวิทยาลัยกิจการเอเชียแปซิฟิก (Coral Bell School of Asia PacificAffairs – ANU College of Asia & the Pacific)มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ตอนหนึ่งอ้างถึง สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)เคยออกคำเตือนเรื่องปริมาณยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ที่เคลื่อนย้ายในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง และประเทศไทยก็เป็นทางผ่านสำคัญ

เรย์มอนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังกล่าวถึงปัญหา “สุขภาพจิต” ว่า ประเทศไทยนั้นขาดแคลนทรัพยากรในการสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดย ในปี 2558 มีรายงานระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลงทุนเชิงนโยบาย แนวปฏิบัติ และศักยภาพการวิจัยในด้านดังกล่าว ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2565 นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้เช่นกัน

นพ.บัญญัติ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ต้องเร่งยกระดับการบำบัดรักษาสารเสพติดและสุขภาพจิต เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกปลดชนวนระเบิดเวลาจากสารเสพติด โดยเร่งตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังอาการทางจิตจากสารเสพติด (ศจส.)” ขึ้นตรงกับนายกฯ รวมถึงมีกระบวนการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติด และสุขภาพจิต

“ผู้ติดสารเสพติด มีปัญหาสุขภาพจิต เมื่อมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป กลับไม่มีกลไกเช่นเดียวกับ EOD ไปแก้ปัญหา แต่ปล่อยให้เขาดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ทำให้สังคม และผู้ติดสารเสพติดอยู่ในภาวะอันตราย” นพ.บัญญัติ ให้ความเห็น

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

Posted on September 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/682233

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’  กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

รายงานพิเศษ : เปิดใจ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ กติกากกต./แล้วใครจะช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้แย้มแผนเตรียมการเลือกตั้งกรณีสภาผู้แทนราษฎรครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 แล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

โดยเบื้องต้น กกต.กำหนดให้วันที่ 7 พ.ค.2566 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป และเปิดรับสมัครในวันที่ 3-7 เม.ย.2566

ข่าวชิ้นนี้สร้างความคึกคักและสีสันให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้กกต.ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ใกล้ถึงระยะเวลา 180 วันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 มี.ค.2566 ซึ่งผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการหาเสียงให้เป็นไปตามมาตรา 68 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. 2561 และต้องมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 73กฎหมายเดียวกัน มีห้วงระยะเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2565 จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้ง

และเตรียมจะออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองปฏิบัติ ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ภายในกรอบเวลา 180 วัน ว่าสิ่งใด
ทำได้หรือไม่ได้บ้างในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ได้ปฏิบัติตาม

นักการเมืองทุกคนพร้อมปฏิบัติตาม

แต่อีกมุมมองหนึ่งก็เป็นเรื่องชวนให้คิด???

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่สาขาพรรคประชาธิปัตย์เขต 1 สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้ช่วยดำเนินงานของ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยเงื่อนไขระยะเวลา 180 วันนั้น โดยนายสรรเพชญ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตนพร้อมทีมงานรวมทั้งจิตอาสาต่างๆ ได้ลงพื้นที่ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลในเขตอำเภอเมืองสงขลา เพื่อช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

โดยสิ่งที่คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งในแง่ของการเป็นอาหารที่จำเป็นของทุกบ้านและมีโภชนาการสูง คือ การแจกไข่ไก่สด ที่นอกจากจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย ซึ่งการแจกไข่ไก่นั้นยังคงทำตลอดจนกว่าเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะทำไม่ได้ แต่ก็อดเป็นห่วงพี่น้องประชาชนไม่ได้ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากภาระค่าใช้จ่าย

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การมอบข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน โดยนำเอาวัตถุดิบมาจากการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจำหน่ายไม่ได้ราคาช่วงโควิด โดยได้รับซื้อฟักทอง ฟักเขียว แตงโม พริกสดเป็นต้น มาจากชาวสวนโดยตรงในต่างอำเภอของจังหวัดสงขลาและพื้นที่โดยรอบเพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรเหล่านั้นไปปรุงอาหารและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงโควิด รวมถึงการมอบหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ชุด PPE และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันโรคให้แก่พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มาโดยตลอด

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ เช่น การประสานขอสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างสะพานลอยข้ามถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลสงขลา จาก อบจ.สงขลา ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว รวมถึงการประสานงานกับองค์การจัดการน้ำเสีย(อจน.) ดูแลระบบน้ำเสียในเขตเทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง โดยเฉพาะคลองสำโรง อีกด้วย

“ผมเป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งช่วงเลือกตั้งอาจดูแลได้ไม่เต็มที่ แต่ขอยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกอย่าง อย่างน้อย
ก็จนกว่าจะถึง 24 ก.ย. ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อห้ามของกกต.” นายสรรเพชญกล่าว

นั่นคือหัวอกจิตอาสาทางการเมืองที่ต้องช่วยประชาชนตลอดไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680709

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม  เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

รายงานพิเศษ : ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนอย่างไรไม่ซ้ำรอยเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดโครงการเสวนาเชิงวิชาการ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านการสร้างองค์ความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้ดีกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” โดยหนึ่งในนั้นคือการเสวนา หัวข้อ “เปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร ไม่ให้ซ้ำรอยเดิม” เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมาณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นใด เพียงแต่สิ่งที่รู้สึกถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องยากหรือง่ายในการปรับเปลี่ยนโดยเชื่อว่าสิ่งที่หนักใจกันก็คือแม้จะมีความพยายามปฏิรูปแล้วแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิธีการดำเนินการหรือเรื่องของอำนาจ ก็ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของหัวหรือส่วนบน..แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย” ซึ่งเป็นเรื่องของ “กระบวนการในการเปลี่ยนแปลงสังคม” อีกทั้งไม่อาจมองได้จากมุมกฎหมายเพียงด้านเดียว “ปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาของญาณวิทยา” หมายถึงปัญหาว่าด้วยอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง อะไรคือสิ่งที่เป็นองค์ความรู้แท้ๆ

“เรายังมีปัญหา เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ในระบบการศึกษา ระบบการศึกษาเราไม่ได้สอนเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ระบบการศึกษาเราสอนให้จำว่าอะไรคือสิ่งที่ดีแล้วพยายามเอาไปใช้ ซึ่งทำให้เราสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริงว่า แรงที่จะทำให้มีความคุ้มกัน หรือว่าทำให้เราสามารถพัฒนาสังคม พัฒนาตัวเราเองได้มีข้อจำกัด อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

เพราะฉะนั้นเวลาเราโทษว่าผู้นำไม่ยอมเปลี่ยน ผู้นำเป็นพวกอำนาจนิยม ผมว่าเราลองกลับไปคิดดูว่าผู้นำอย่างเดียวมันอยู่ไม่ได้ มันต้องมีประชาชนที่มาสนับสนุนผู้นำด้วย มันถึงจะอยู่กันได้ อันนี้คือสภาพความเป็นจริง ฉะนั้นเวลาเราเถียงกันว่าอะไรผิด-ถูก มันเป็นมุมหนึ่ง-มิติหนึ่ง เราเถียงกันในเชิงเหตุเชิงผลได้ แต่พอปัญหาในทางปฏิบัติก็ต้องมาดูอีกสภาพหนึ่ง” ศ.ดร.อุดม กล่าว

รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดในกระบวนการยุติธรรมของไทย คือ “หลักการด้านสิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปได้อย่างดี เกิดความเป็นธรรมและได้มาตรฐานสากล โดยสิทธิมนุษยชนนั้นมีหลายประเด็น 1.สิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้ (non-derogablerights) หมายถึงไม่ว่าบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะใด รัฐก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อละเมิดสิทธิบางประเภทได้

เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย สิทธิจะไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้ายที่ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหาย (อุ้มหาย) ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากในอดีตที่มีข้อถกเถียง อาทิ การอุ้มหายหรือการฆ่าอาชญากรโดยวิธีนอกกฎหมาย หรือการทรมานอาชญากรเพื่อรีดเอาข้อมูลสามารถทำได้หรือไม่ มาล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ที่รัฐสภาไทยเพิ่งผ่านร่างกฎหมายป้องกันการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งนำหลักสิทธิที่ไม่อาจถูกพักใช้ได้นี้ไปใส่ไว้ด้วย

2.ความเป็นอิสระของตุลาการ เพราะฝ่ายบริหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องจำกัดหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพบ้างตามกรอบของกฎหมาย จึงคาดหวังให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชน แต่จะทำหน้าที่เช่นนั้นได้ตุลาการต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงไม่ว่าทางหนึ่งทางใดทั้งนี้ ในยุโรปมีการกล่าวถึงการแทรกแซงทั้งจากแนวราบ เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร และแนวตั้ง เช่น หัวหน้าหรือผู้บริหารศาล

3.สิทธิที่จะพบกับศาลภายหลังถูกควบคุมตัว กฎหมายไทยกำหนดให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (หากเป็นเด็กหรือเยาวชนคือไม่เกิน 24 ชั่วโมง) จากนั้นต้องไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง เรื่องนี้มีที่มาจากหลักสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดให้ผู้ถูกจับกุมต้องถูกนำไปปรากฏตัวต่อศาลโดยไม่ชักช้า อย่างไรก็ตามหลักสิทธิมนุษยชนข้อนี้ ยังมีเจตนารมณ์ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบด้วยว่าระหว่างการควบคุมตัวนั้นมีการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง (เช่น ทรมานผู้ต้องหา ควบคุมตัวไว้เกินเวลาที่กำหนด) หรือไม่

“สิทธิมนุษยชนควรจะเข้ามาอยู่ในตัวกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ควรจะเข้ามาอยู่ในทางปฏิบัติ และแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม คราวนี้ทำอย่างไรที่จะให้สิทธิมนุษยชนเข้ามามันก็มีอยู่ 2 แบบ 1.เราเรียกร้องคณะนิติศาสตร์ เรียกร้องการศึกษากฎหมายสอนกันเข้าไป เพิ่มบทบาทเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อให้ได้นักกฎหมายที่คำนึงถึงเรื่องพวกนี้ 2.ไปปฏิรูประบบ ไปแก้กฎหมายเพื่อให้พวกนี้มันเข้าไปอยู่ในกฎหมาย นิติศาสตร์จะได้สอน ผมว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แต่ความเห็นผมคือทั้งคู่” รศ.ดร.ปกป้อง กล่าว

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา (สำนักข่าวอิศรา) ให้ความเห็นว่า สังคมเสียโอกาสมาแล้วหลายครั้งเช่น คดีเพชรซาอุที่เชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมนักการทูต ผู้เกี่ยวข้องเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกดำเนินคดีจนพ้นโทษออกมาแล้ว แต่ระบบตำรวจก็ยังไม่ถูกปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง, คดีเชอรี่แอนที่มีการจับผู้ต้องหาผิดคน กว่าจะทราบความจริงบางคนก็เสียชีวิตในคุกไปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ศาลไม่สามารถไต่สวนข้อเท็จจริงได้เองเพราะไทยใช้ระบบกล่าวหา, คดีบอสเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ถูกตั้งคำถามในการทำหน้าที่ขึ้นมาจนถึงระดับอัยการ เป็นต้น

“ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา ตั้งแต่อาจารย์วิชา มหาคุณสอบข้อเท็จจริงมา พลิกข้อเท็จจริงทั้งระบบเลยว่าบกพร่องตรงไหนถามว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว? ได้แตะต้องระบบตรงไหนบ้าง? ยกเว้นบอกว่าถ้าร้องขอความเป็นธรรมต้องมีตัวผู้ร้องความเป็นธรรมเท่านั้นที่แก้ แต่ก่อนไม่มีตัวผู้ร้องขอความเป็นธรรม อยู่ต่างประเทศก็ร้องได้ถึง 14 ครั้ง เราไม่ได้แก้อะไรเลย” ประสงค์ กล่าว

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “เมื่อผู้เสียหายจะใช้สิทธิฟ้องคดีโดยตรงด้วยตนเองในกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง..ต้องขอสำนวนที่ตำรวจและอัยการรวบรวมไว้มาใช้ได้” เพราะผู้เสียหายไม่สามารถมีข้อมูลมากพอเมื่อเทียบกับสำนวนการสอบสวนที่ตำรวจส่งต่อไปยังอัยการ หริอสำนวนที่อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบสวนเพิ่มเติม

“ถ้าจะแก้ตรงนี้ต้องให้ผู้เสียหาย ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหายต้องสามารถขอสำนวนการสอบสวนจากอัยการ เพื่อประกอบในการที่เขาจะฟ้องเองได้” อดีต รมว.ยุติธรรม กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

Posted on September 18, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/680723

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ  ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

รายงานพิเศษ : เปิดโทษฉ้อโกงยุคโบราณ ที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วันก่อน นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุรัฐสภา เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการฉ้อโกงในอดีต ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรง

ย้อนไปดูสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็ยังไม่มีปัญหาแชร์ลูกโซ่ มีแต่การปล้นสะดมซึ่งโทษสูงมาก และการลักทรัพย์ฉ้อโกงก็มีกฎหมายบัญญัติโทษไว้สูง ซึ่งความผิดฉ้อโกงของไทยเริ่มมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการตรากฎหมายเรื่อง “ฉ้อ” ไว้ในพระไอยการอาญาหลวง ซึ่งประกาศใช้เมื่อพ.ศ. ๑๘๙๕ แต่ต่อมาถูกยกเลิกโดยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ รวมเวลาใช้กฎหมายนี้ประมาณ ๕๕๖ ปี

สำหรับเนื้อหาของความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายลักษณะอาญาร.ศ. ๑๒๗ นี้ ยังคงใช้ตามที่บัญญัติไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่มีการจัดปรับปรุงใหม่ให้มาอยู่ในที่เดียวกันไม่ให้กระจัดกระจายออกไป เช่น ในพระไอยการลักษณะโจร บทที่ ๑๑๒ บัญญัติว่า “เจ้าของทองเงินเขาตกเขาหล่น ผู้ใดเก็บได้และผู้อื่นมิใช่ของตนมาว่าเป็นของตนตก หายก็ดี ฝังไว้ก็ดี มาอธิบายเอาทรัพย์นั้นไป อยู่มามีเจ้าของแท้ออกมาว่าก็ดี เมื่อพิจารณาเป็น สัตย์ว่ามิใช่ทรัพย์ของตนและตนเองเท็จมุสาวาทว่า ดังนั้น ท่านว่าคือคนร้ายฉ้อเอาทรัพย์ท่านและให้เอาทรัพย์นั้นตั้งไหมทวีคูณทำเป็น ๓ ส่วน และให้เป็นของหลวงส่วนหนึ่ง ให้เจ้าของส่วนหนึ่งและให้แก่ผู้ได้อีกส่วนหนึ่ง”

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ออกประกาศลักษณะ ฉ้อ ร.ศ. ๑๑๙ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายอาญาที่มีการวางแนวทางของความผิดฐานฉ้อโกงให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยผู้ร่างได้แนวความคิดมาจากหลักกฎหมายอังกฤษ มีการแบ่งแยกความ รับผิดทางแพ่งและทางอาญาออกจากกัน เช่น มีการลงโทษผู้ฉ้อในทางอาญาและในขณะเดียวกันผู้เสียหายอาจเรียกค่าชดใช้ในส่วนที่ตนเสียไปในทางแพ่งได้อีก ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายได้รับเงินส่วนแบ่งจากเงินปรับไหมเข้าหลวงเช่นแต่ก่อน

ตามประกาศฉบับนี้วางหลักไว้ในมาตรา 1 ว่า ผู้ใดหลอกลวงเอาเงินหรือของจากผู้อื่น โดยจงใจที่จะฉ้อ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ เท่าหรือทั้งจำ ทั้งปรับ และอธิบายคำว่า “หลอกลวง” ไว้ในมาตรา ๒ ว่า หมายถึง การกระทำโดยวาจาก็ดี โดย หนังสือก็ดี กิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่าการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นไปหรือเกิดขึ้นหรือมีอยู่ ผิดไปจาก ความเป็นจริง แต่การหลอกลวงในการที่ตั้งใจว่าจะทำอะไรในเบื้องหน้านั้น ไม่เรียกว่าหลอกลวงแต่เรียกว่าไม่ทำตามปฏิญาณ นอกจากนี้ ในมาตรา ๓ ยังได้อธิบายคำว่า “เอามาได้จากผู้อื่น” ว่า เป็นการเอาไปเองหรือหลอกให้เขาไปให้ผู้อื่น และมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

ดังนั้นผมขออนุญาตหยิบยกกฎหมาย ร.ศ.119 มาประกอบ โดยผมขออนุญาตใช้คำโบราณ โดยไม่ตัดแต่งข้อความ เพื่อให้เพื่อนๆ พ่อแม่พี่น้องได้อ่านกฎหมายและเข้าใจ (บางคำอาจจะใช้ไม่เหมือนปัจจุบัน) โดยมีการประกาศใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5

ประกาศลักษณฉ้อ มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ด้วยแต่ก่อน ถ้าราษฎรผู้ใดได้หลอกฉ้อทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยประการต่างๆ แล้ว ผู้ที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งหลายก็ฟ้องร้องเรียกเงินปรับเปนสินไหมพินัย ถ้าผู้ฉ้อไม่มีเงินให้ ก็มีวิธีจำเร่งซึ่งเปนโทษอาญากลายๆ ครั้นได้มีพระราชบัญญัติยอมอนุญาตให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ การจำเร่งเงินก็เปนอันเลิกไป ผู้ฉ้อผู้โกงจึงมีใจกำเริบขึ้น ถือว่า ถ้าฉ้อเขามาได้ โทษก็เพียงแต่ต้องให้ของเขาคืน ไม่ต้องถูกเร่งจำจองเปนโทษอาญาอย่างไร สมควรที่จะให้มีกฎหมายทำโทษผู้ร้ายเช่นนี้ไว้บ้าง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ถ้าผู้ใดประพฤติตนดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ให้มีโทษดังที่ได้บ่งไว้

มาตรา ๑ ถ้าผู้ใดหลอกลวงเอาเงินฤๅของมาได้จากผู้อื่นโดยจงใจที่จะฉ้อแล้ว ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปีฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒ คำที่ว่า หลอกลวง นั้น คือ หลอกลวงโดยวาจาก็ดี โดยหนังสือก็ดี โดยกิริยาก็ดี ให้เขาเข้าใจว่า การอย่างใดอย่างหนึ่งได้เปนไป ฤๅเกิดขึ้น ฤๅมีอยู่ผิดจากที่เปนจริง แต่หลอกลวงในการที่ว่า ตั้งใจจะทำอะไรในเบื้องน่านั้น ไม่เรียกว่า หลอกลวง เรียกแต่ว่า ไม่ทำตามคำปฏิญาณ

มาตรา ๓ เอามาได้จากผู้อื่น นั้น คือ จะเอามาเอง ฤๅหลอกให้เขาให้ไปแก่ผู้อื่น แลมีเจตนาที่จะไม่ให้เจ้าของได้คืนไปเลย

มาตรา ๔ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก ฤๅหลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ แลขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ โดยที่ทราบว่า ที่ดินโรงเรือนนั้นหาใช่ของตนไม่ แลโดยที่มีความประสงค์จะฉ้อเอาผลประโยช แลได้รับผลประโยชนมาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ฤๅให้ปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๕ ถ้าผู้ใดหลอกขาย หลอกแลก หลอกให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก เปนต้น ที่ดินโรงเรือนซึ่งพึงเคลื่อนจากที่ไม่ได้ แต่ที่ดินโรงเรือนนั้นตนได้ให้เปนประกัน เช่น จำนำ ฤๅขายฝาก ไว้แก่ผู้อื่นครั้งหนึ่งแล้ว หาบอกความสำคัญนี้ ให้ผู้ซื้อ ผู้แลก ผู้รับประกัน จำนำ ขายฝาก ภายหลังทราบไม่ โดยที่มีความประสงค์จะฉ้อผลประโยชน์ แลได้รับผลประโยชน์มาบ้างแล้ว ดังนี้ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี ฤๅปรับไม่เกินจัตุรคูณ ฤๅทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ที่ถูกฉ้อมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์ที่มันได้ฉ้อไปได้ แต่จะต้องฟ้องครั้งเดียว จะเป็นความอาญาอย่างเดียวก็ดี ฤๅแพ่งเรียกทรัพย์คืนก็ดี ฤๅทั้งอาญาแลแพ่งรวมกันก็ดี แต่ถ้ากรมอัยการฟ้องทางอาญาแล้ว ผู้ที่ถูกฉ้อจะฟ้องแพ่งรวมสำนวนกับสำนวนกรมอัยการก็ได้ ฤๅจะฟ้องเปนคดีของตนต่างหากก็ได้ อย่างไรก็ดี จะเปนแพ่งฤๅอาญา ต้องฟ้องภายในกำหนด ๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่ได้ทราบความ มาตรา ๗พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ได้แต่เรื่องที่ได้ฉ้อกันภายหลังวันนี้ไป

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๕ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ เปนวันที่ ๑๑๖๔๑ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นหนี้ ฉ้อโกง หลอกลวงมาต้องใช้เงินคืน และ ถูกปรับ ไม่งั้นติดคุกติดตะรางไม่ได้ออกมา

สัปดาห์หน้าพบกับการปราบปรามขบวนการแชร์ลูกโซ่ ขบวนการหลอกลวง ที่ภาครัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหามากกว่าเดิม ???

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

Posted on September 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/679199

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

รายงานพิเศษ : โขนรามคำแหงอนุรักษ์ศิลปะไทย

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วการจัดแสดงโขนรามคำแหงสุดอลังการของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาส 5 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธาน มีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมชมการแสดงจำนวนมาก เมื่อเร็วๆ นี้ณ ห้องประชุม 322 ชั้น 3 อาคารสุโขทัย

ภายในงานมีการแสดง รำถวายพระพรทศมินทราธิราช โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด ศรีราม ศรีราชะอโยธยา(พระรามเดินดง-ขาดเศียรขาดกร-หนุมานชูกล่องดวงใจ-พระรามคืนนคร) จัดโดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นการรวมพลังนักแสดงจากทั่วประเทศทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาชิกโขนรามคำแหง และผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงโขนรามคำแหง อำนวยการสอนโดย ครูสมศักดิ์ ทัดติประธานการฝึกซ้อมโขนรามคำแหงครูไพฑูรย์ เข้มแข็ง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โขน-ละคร)

โอกาสนี้ อาจารย์อรอนงค์อิงชำนิ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” จัดแสดงขึ้นเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปี การสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “พระรามครองเมือง” ซึ่งมีความหมายเป็นมงคลแห่งการมีชัยชนะของพระราม ภายหลังเสร็จสิ้นการศึกกับทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา พร้อมทั้งการแสดงแทรกระหว่างเนื้อหาของโขนด้วยการเฉลิมฉลองผ่านการแสดงมหรสพต่างๆ เพื่อให้คณาจารย์ ศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรได้ร่วมใจแสดงในมงคลวาระเช่นนี้

“ในนามของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ขอขอบคุณผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ บุคลากรทุกฝ่าย ศิษย์เก่า นักศึกษา ผู้ชม และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแสดงโขนครั้งนี้เกิดขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยและประเทศไทยในโอกาสอื่นๆ ต่อไป”

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ กล่าวว่า ศิลปะการแสดงโขน เป็นวิจิตรศิลป์ที่มีความสำคัญทั้งเป็นมหรสพหลวงของราชสำนัก ทั้งยังใช้ในพิธีกรรมและการสมโภชในวาระต่างๆ ซึ่งเป็นสื่อทางวัฒนธรรมที่ให้ความบันเทิงและสะท้อนความเป็นไทยได้ชัดเจนที่สุด โขนจึงเป็นศิลปะการแสดงรายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก เมื่อ พ.ศ.2561

มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีพันธกิจที่สำคัญทั้งสิ้น 6 ด้าน ประการหนึ่ง คือ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยมีรูปแบบทั้งการบูรณาการกับการเรียนการสอน การวิจัย รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ด้านศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยส่งเสริมและจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ในระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง กิจกรรมหนึ่งที่ชาวรามคำแหงมีความภาคภูมิใจ คือ การก่อตั้ง “โขนรามคำแหง” ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ด้วยการริเริ่มของรองศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง โขนคณะนี้มีการฝึกหัด ฝึกซ้อม รวมถึงจัดแสดงมาโดยตลอดระยะเวลา 19 ปี สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

การจัดแสดงโขนรามคำแหง ชุด “ศรีราม ศรีราชะอโยธยา” ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นมหรสพเฉลิมฉลอง โอกาส5 ทศวรรษ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผลงานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่งที่ได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์พร้อมทั้งแสดงศักยภาพของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันมีส่วนทำให้ชาวไทยได้เห็นถึงคุณค่าของการแสดงโขน เข้าใจ ภูมิใจ และตระหนักในความเป็นไทย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’ ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677682

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’  ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

รายงานพิเศษ : ‘แม่วัยใส-จนข้ามรุ่น’ ตัดวงจรไม่ส่งต่อ..ทำได้!

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการบรรยายหัวข้อ “พ่อแม่วัยรุ่นกับปัญหาความยากจนข้ามรุ่นของสังคมไทย” โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและประชากรวัยแรงงานนอกระบบ และกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “สร้างการเรียนรู้ให้พ่อแม่วัยรุ่น เพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น”จัดโดย กสศ. เมื่อเร็วๆ นี้

อาจารย์สมพงษ์ เริ่มด้วยการเล่าย้อนประวัติการทำงานในแวดวงการศึกษา ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เช่น ข้อถกเถียงว่าสมควรตั้งตู้จำหน่ายถุงยางอนามัยในโรงเรียนหรือไม่ โดยในปี 2553-2555 พบข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยมี “แม่วัยใส” หรือเด็กสาวที่ตั้งครรภ์ก่อนเวลาอันควร มากกว่า 120,000 คน เป็นที่ฮือฮาในสังคมมาก ณ เวลานั้น จนอาจเป็นประเทศที่พบแม่วัยใสมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้รัฐบาลเริ่มหาทางแก้ปัญหาอย่างจริง

“จะเห็นว่าปี 2563 ตัวเลขลดลงมาตามลำดับจนในที่สุดตอนนี้เหลือ 56,000 คน แต่ตัวเลขด้านเด็กอายุ 10-14 ปี จาก 3,700 คน ก็เหลือ 1,783 คน ฉะนั้นตัวเลขในปี 2569 เราจะตั้งเป้าหมายว่าจะต้องลดลงให้ได้มากที่สุด จนเหลือเด็กอายุ 10-14 ปี ซึ่งไม่น่าจะตั้งครรภ์ในเวลานี้ เหลือ 0.5 ต่อจำนวนประชากร 1,000 คน และในวัยรุ่นแล้ว อายุ 15-19 ปี เป้าหมายคือลดลงมาให้เหลือ 28.7 และเป้าหมายคือ 25 ต่อ 1,000ใกล้เคียงแล้ว” อาจารย์สมพงษ์ ระบุ

เมื่อลงลึกในรายละเอียด พบว่า “พื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่อุตสาหกรรม มักพบแม่วัยใสจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ” เช่น จังหวัดในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่าง ฉะเชิงเทรา ระยอง รวมถึงที่ใกล้เคียงอย่าง ปราจีนบุรี หรือจังหวัดที่เป็นท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ “เคยมีการศึกษาพบว่า..ความเป็นแม่วัยใสสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้” กล่าวคือ หากแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่วัยเรียน ในอนาคตเด็กสาวที่เป็นลูกของแม่ลักษณะนี้จะมีแนวโน้มตั้งครรภ์ในวัยเรียนด้วยเช่นกัน

อาจารย์สมพงษ์ ยกตัวอย่างหนึ่งที่ จ.ปราจีนบุรี เด็กสาวตั้งครรภ์และต้องออกจากโรงเรียนระหว่างที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 เด็กสาวรายนี้พบว่าลูกเกิดมาเป็นเพศหญิง
เมื่อไม่ได้เรียนก็เข้าสู่ชีวิตการทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งชีวิตแต่ละวันอยู่กับการทำงานตั้งเวลาปกติ 8 ชั่วโมงพ่วงด้วยล่วงเวลา (OT) กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ ในเวลานั้น เด็กหญิงที่เกิดจากแม่วัยใส ค่อยๆ เติบโตเป็นสาว ซึ่งเมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่เพราะแม่ต้องทำงานจนไม่มีเวลา ประกอบกับสภาพแวดล้อมรอบข้างก็ไม่ดีนัก บทสรุปคือ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”ตั้งครรภ์ในวัยเรียนไม่ต่างจากแม่ตนเอง

จากข้อค้นพบนี้ “การแทรกแซงเพื่อตัดวงจรจึงมีความจำเป็น” โดยมีตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง เด็กสาวชั้น ม.ปลาย ในจังหวัดทางภาคเหนือ ปกติแล้วตั้งใจเรียน แต่วันหนึ่งก็ก้าวพลาดตั้งครรภ์ ต้องออกจากโรงเรียนไปทำงานร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม เด็กสาวรายนี้ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น ทำให้สามารถกลับมาเรียนจนจบ ม.ปลาย และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ พร้อมๆ กับเลี้ยงลูกไปด้วย

“เรื่องแม่วัยใสมันมีทั้งด้านซ้าย ถ้าเราไม่ช่วยเหลือ เด็กก็จะส่งต่อ ในขณะที่ถ้ามีการช่วยเหลือจากภาครัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ช่วยจากภาค NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) ภาคประชาสังคมที่เข้าไปช่วยออกแบบการเรียนรู้ให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นลักษณะของการออกแบบที่เราเรียกว่า Family Center (ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง) เด็กก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว

ในปี 2563 กสศ. พบเด็กที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 899 คน จากเด็กทั้งหมดราว 36,000 คน ที่ กสศ. ให้ความช่วยเหลือขณะเดียวกัน มีเยาวชนอายุ 15-24 ปี ที่ต้องออกจากระบบการศึกษาไปประมาณ 9 แสนคน ดังนั้นแล้วความคาดหวังเรื่องเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศก็ดี หรือการเตรียมพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ก็ตาม คงเป็นไปได้อยาก หากยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากขนาดนี้ที่จบเพียงชั้นประถมหรือมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นได้เพียงแรงงานไร้ฝีมือ(Unskilled Labour) สุ่มเสี่ยงเป็นผู้มีรายได้น้อยไปตลอดชีวิต และมีความจนเป็นมรดกให้คนรุ่นถัดไป

อาจารย์สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ต้องเริ่มจาก “เยียวยาจิตใจ” เด็กคนหนึ่งต้องออกจากระบบการศึกษา ซ้ำร้ายครอบครัวและสังคมรอบข้างยังมองในแง่ลบ อีกทั้งต้องมีภาระในการเลี้ยงดูชีวิตใหม่ที่เกิดมาอีก จึงต้องเข้าใจพื้นฐานจิตใจ ให้ความรักและรับฟังปัญหาก่อน ขณะที่การออกแบบการศึกษาที่เรียกว่า Family Center นั้น หมายถึงการที่พ่อและแม่วัยรุ่น จะต้องไปด้วยกันได้ทั้งด้านการเลี้ยงลูก การทำงานและการศึกษา การฟื้นฟูคนกลุ่มนี้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงครอบครัวของพ่อแม่กลุ่มนี้ก็จะต้องมาช่วยเลี้ยงลูกด้วย

ดังนั้นการจัดการชีวิตครอบครัว จึงมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวของพ่อแม่วัยรุ่นที่พลาดพลั้งกับภาคประชาสังคม ส่วนด้านอาชีพนั้น เป็นการสนับสนุนให้ฝึกวิชาชีพระยะสั้น สามารถนำไปใช้ทำงานได้เร็ว โดย กสศ. จะมีทุนตั้งต้นให้ สุดท้ายเมื่อพ่อแม่วัยใสเริ่มมีอาชีพเลี้ยงตนเองและลูกที่เกิดมาได้ ไม่เป็นภาระใคร ทัศนคติจากสังคมรอบข้างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันจะทำให้เกิดการนำพาครอบครัวไปสู่อนาคตที่ดี มีอาชีพ มีรายได้ มีเรื่องอะไรต่างๆ แล้วสุดท้ายมันจะตัดวงจรเรื่องความยากจนข้ามรุ่น การส่งต่อเรื่องแม่วัยใสไปสู่รุ่นลูกเขาได้” อาจารย์สมพงษ์ ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677705

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

รายงานพิเศษ : ทุกข์ของชาวไร่ยาสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนึ่งในปัญหาปากท้องเกษตรกรที่ยังค้างคาและปรากฏเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องคือ ความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศกว่าหลายหมื่นครอบครัวจากภาคอีสาน ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ที่ต้องขาดรายได้เพราะการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้บังคับของกระทรวงการคลังลดโควตารับซื้อใบยาเป็นเวลาต่อเนื่องติดต่อกันมา 4 ปี นับตั้งแต่มีการประกาศใช้อัตราภาษียาสูบใหม่เมื่อปี 2560

จะไม่เดือดร้อนได้อย่างไร ในเมื่อการปลูกยาสูบเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไร่ คนในครอบครัว และผู้ที่เกี่ยวข้องรวมๆ กว่าแสนคนมาตลอดกว่าครึ่งทศวรรษ เมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ที่เท่ากัน เช่น ข้าว หรือข้าวโพด การปลูกพืชยาสูบในแต่ละปีนั้นถือว่าช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ทำมาหากินแบบพึ่งฟ้าพลอยฝน เพราะมีการกำหนดโควตารับซื้อและการประกาศราคาที่ชัดเจนก่อนเริ่มฤดูกาลปลูก

การที่ ยสท. ลดโควตารับซื้อใบยาจากชาวไร่ลงประมาณร้อยละ 50 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกันมาแล้วนั่น จึงเท่ากับรายได้ของครอบครัวและเม็ดเงินหมุนเวียนของชุมชนหายไปกว่าครึ่งเช่นเดียวกัน

แม้จะเพิ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลวงเงิน 160 ล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบจากการขาดรายได้จากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการ ยสท. ฤดูกาลผลิต 2562/2563 เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่เรียกร้องรอคอยกันมานานกว่า 2 ปี แต่ดูท่าว่าวิบากกรรมและรอยน้ำตาของชาวไร่ยาสูบก็จะยังไม่หมดไป

เพราะ ยสท. ยังคงประสบปัญหายอดขายที่ลดลง เนื่องจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ทำให้ปริมาณความต้องการใบยาลดลงด้วย ทำให้ ยสท. มีแผนจะลดการรับซื้อใบยาลงอีกร้อยละ 25 สำหรับฤดูกาลผลิต 2565/66 ที่จะถึงนี้ ทำให้โควตาใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียถูกลดลงไปกว่าร้อยละ 56 นอกจากนี้ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง รวมไปถึงค่าน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนการปลูกใบยาของชาวไร่เพิ่มขึ้นมาก แต่ราคารับซื้อของ ยสท. ยังคงเท่าเดิม ทำให้ชาวไร่ยาสูบไม่สามารถดำเนินการเพาะปลูกยาสูบต่อไปได้

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย จาก 6 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน และพะเยา) กว่า 1,200 คน จึงได้รวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผ่านศูนย์ดำรงธรรมในแต่ละจังหวัด เพื่อขอให้ช่วยเหลือจากปัญหาต้นทุนการผลิตใบยาสูบที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยการทบทวนราคาใบยาใหม่ให้สะท้อนต้นทุนจริง และชะลอการลดโควตารับซื้อใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียสำหรับฤดูกาลผลิต 2565/66

นายกิตติทัศน์ ผาทอง ตัวแทนสมาคมผู้บ่มผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จ.เชียงราย กล่าวว่า “ชาวไร่และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1 หมื่นคนกำลังเดือดร้อนจากต้นทุนปัจจัยการผลิตยาสูบ เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าไฟฟ้า ค่าฟืน และค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 60 แต่ราคารับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทยไม่ได้ปรับขึ้นให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงเลย ราคารับซื้อใบยาของ ยสท. ในปัจจุบันใช้มาเกือบ 10 ปีแล้ว หาก ยสท. ยังยืนยันจะใช้ราคาเดิม ชาวไร่และผู้บ่มฯ ก็ไม่สามารถปลูกใบยาสูบและประกอบอาชีพต่อไปได้ จึงอยากขอให้ รมต. คลังช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”

การปลูกและบ่มใบยาพันธุ์เวอร์จิเนียในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอาชีพท้องถิ่นที่ทำต่อเนื่องกันมาตลอดกว่า60 ปี แต่ละปีมีผลผลิตใบยาประมาณ 10 ล้านกิโลกรัมส่งขายให้กับ ยสท. สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นรวม 1,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาทต่อครอบครัว

ด้าน นายอรุณ โปธิตา ตัวแทนสมาคมพัฒนาชาวไร่บ่มเอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งไปร่วมยื่นหนังสือกับตัวแทนชาวไร่จังหวัดเชียงใหม่ 200 คน หน้าศูนย์ดำรงธรรม
จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวไร่ยาสูบ ชาวไร่มีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าฟืน ค่าแรงงาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการทำยาแห้งสูงขึ้นกิโลกรัมละ 10-15 บาท แต่ ยสท. จะช่วยเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง และผลักภาระให้ชาวไร่แบกรับต้นทุนเองอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับชาวไร่ต้องขายใบยาในราคาที่ขาดทุน จึงอยากให้ ยสท. ช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ตามความเป็นจริง เพื่อให้สะท้อนต้นทุนในการทำไร่ยาสูบ”

“ในรายงานประจำปีล่าสุดของ ยสท. เขียนไว้สวยหรูว่า เป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน อยากให้ ยสท. ดูแลชาวไร่ยาสูบให้ดีกว่านี้”

ด้าน นางศุภนิมิต เหล่าอารยะ นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ.น่าน ซึ่งนำชาวไร่ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ กว่า 200 คน ไปยื่นหนังสือ ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน เผยว่าภาครัฐได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นจำนวนมากกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี และภาครัฐโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้กำกับดูแล ยสท. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ทั่วประเทศ เป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการสั่งการดูแลชาวไร่ได้ หากราคารับซื้อของ ยสท. ยังเท่าเดิม และมีการลดโควตาลงอีก ชาวไร่คงทำอาชีพต่อไปไม่ได้แน่ๆ

นายปรัชญา กันธาธรรม ตัวแทนชาวไร่ยาสูบ จ.แพร่ กล่าวว่า อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นใจเกษตรกร ผ่อนผันการลดปริมาณรับซื้อใบยาสูบ เพื่อต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรในช่วงที่เศรษฐกิจยังตกต่ำ ในเดือนมิถุนายนต้องเริ่มเพาะกล้ายาสูบแล้ว ซึ่งขณะนี้ถ้ายังไม่มีคำตอบเรื่องการชะลอการตัดโควตาและการขึ้นราคารับซื้อใบยาแห้ง เกษตรกรจะเตรียมตัวไม่ทันอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้

เช่นเดียวกับตัวแทนชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ จาก จ.เพชรบูรณ์ และ จ.สุโขทัย และชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิซ จ.ร้อยเอ็ด ที่ต่างก็เดินทางไปยื่นหนังสือยังศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ของตนเอง เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตยาสูบที่เพิ่มสูงขึ้นและปัญหาเรื่องโควตารับซื้อของ ยสท. ในฤดูกาลผลิต 2565-2566 เช่นเดียวกัน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

Posted on August 28, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/676167

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้  สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

รายงานพิเศษ : ก้าวข้ามความขัดแย้งที่ชายแดนใต้ สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรไปถึงปลายด้ามขวาน ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

นายนิพนธ์ บุญญามณี ขุนพลคนสำคัญรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงวันก่อน ว่า ประชาธิปัตย์พร้อมที่จะประกาศผลักดันจังหวัดชายแดนใต้ให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด โดยตั้งใจจะให้ทุกจังหวัดของชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการบริโภคในพื้นที่บริโภคภายในประเทศ และเป็นครัวของโลก โดยเฉพาะประชากรมุสลิมกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก

นายนิพนธ์กล่าวว่า จากการศึกษาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในหลายพื้นที่พบว่า ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้ จึงต้องส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา ผลผลิตที่สอดคล้องความต้องการของตลาด อย่างหลากหลาย รวมทั้งด้านปศุสัตว์ พร้อมทั้งการจะพลิกนาร้างให้เป็นนาข้าว ร่วมสามแสนไร่ให้เป็นนาข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะจัดระบบชลประทานให้เข้าไปถึงที่นาแห่งนี้ และสร้างผลตอบแทนทางการเกษตรที่เรียกว่านาข้าวเลี้ยงคนในพื้นที่ได้

นอกจากนั้นพื้นที่ที่เป็นประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่งในลุ่มน้ำต่างๆ จะมีการส่งเสริมด้านการเพาะเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นปลากะพง ปลากุเลา หรือปลาสายพันธุ์ต่างๆ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์ในหลายชนิด ซึ่งเราสามารถเพาะเลี้ยงเป็นพาณิชย์ได้ สิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มให้กับพี่น้องชาวประมง รวมถึงปูม้า ปูทะเลและปูดำ เป็นต้น พร้อมกับให้มีการอนุรักษ์ประมงชายฝั่ง

นอกจากนั้นเรายังมีพื้นที่สวนโดยส่งเสริมให้พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ไม้ผล จนเป็นที่ยอมรับของทั้งประเทศ อาทิ ทุเรียน ลองกอง มังคุด จำปาดะ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะบอกว่าเราจะนำพื้นที่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่พื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร เลี้ยงคนในประเทศไทย ตลอดจนสามารถเลี้ยงคนได้ทั่วโลกต่อไปในอนาคต ที่ต้องส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำคือการอบรมให้ความรู้ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อประกอบอาชีพ ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลและพัฒนาในด้านต่างๆ ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลผลิตเพื่อการยังชีพ และแปรรูปเพื่อสนับสนุนการบริโภคทั้งในพื้นที่และในประเทศได้อย่างเพียงพอรวมทั้งจะสามารถเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมุสลิมที่จะเชื่อมั่นต่ออาหารที่ผลิตจากแหล่งผลิตที่ผู้ประกอบการเป็นมุสลิม หรืออาหารที่ฮาลาล ซึ่งปัจจุบันผลผลิต ทั้งเพื่อการบริโภคและการส่งออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนมีมูลค่านับแสนล้านบาท และยังสามารถสร้างการเติบโตทั้งด้านการผลิต และการส่งออกได้อีกเป็นจำนวนมาก

“ได้หารือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ และท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทั้งสองท่านต่างเห็นตรงกัน พร้อมให้การสนับสนุนและเสริมทั้งด้านการผลิตและการตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้ดียิ่งขึ้น และพร้อมผลักดันในทุกช่องทางเพื่อให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ก้าวข้ามความขัดแย้งเปลี่ยนพื้นที่ความไม่สงบเป็นพื้นที่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไทย” นายนิพนธ์ กล่าวให้ความเชื่อมั่น

ยุทธศาสตร์นี้ กำลังจะเป็นความจริง เมื่อ นายนิพนธ์บุญญามณี ในฐานะรมช.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ร.ต.สมเกียรติผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมปรึกษาหารือการจัดทำข้อมูลเตรียมผลักดันจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด เพื่อสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่ง ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการดูแลพื้นที่เพื่อการพัฒนาและสร้างความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวันนี้จะเป็นการหารือ เพื่อจัดทำข้อมูล และเตรียมการในเรื่องยุทธศาสตร์ และผลักดันพื้นที่ฯให้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหารต่อไป

ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้า การขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่-ด่านบูกิตกายูฮีตัมของมาเลเซีย

โดยจังหวัดสงขลาได้เสนอโครงการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่-
ด่านบูกิตกายูฮีตัม ของประเทศมาเลเซีย มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ วงเงินงบประมาณ 251,966,800 บาท

งานนี้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเปิดไฟเขียวหมดแล้ว เหลือเพียงนำเข้าครม.อนุมัติ

นี่แหละศักยภาพของชายแดนใต้ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,946,264 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง
สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง
ไมเคิล เพนนิงตัน นักแสดงจาก Star Wars เสียชีวิตในวัย 82 ปี
นายกฯ ตั้งคกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชน
'ตลาดใบไม้แลกไข่' ลดเผา-ลดฝุ่น PM2.5 ไอเดียเจ๋งของชาวสันกำแพง
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี
นายกฯย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ
เปิดใจไกด์นำทาง "ภูเขาไฟดูโกโน" เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย
ททท. เปิดมุมใหม่เมืองไทย ผ่าน 10 เส้นทาง Live Here

Recent Posts

  • ระทึก เครื่องบิน Turkish Airlines ไฟลุกขณะลงจอดที่เนปาล ผู้โดยสาร 300 ชีวิตรอดหวุดหวิด
  • จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก
  • เปิดใจไกด์นำทาง “ภูเขาไฟดูโกโน” เล่านาทีสยอง ก่อนภูเขาไฟปะทุคร่าชีวิตนักท่องเที่ยว 3 ราย
  • สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง
  • สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d