“เปิดหลักสูตรเอง” แก้ปมคุณภาพนักศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579838

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 07:51 น.

"เปิดหลักสูตรเอง" แก้ปมคุณภาพนักศึกษา

มหาวิทยาลัยต้องสอนเฉพาะทางแก้ปัญหาคุณภาพนักศึกษาไม่ตรงตามความต้องการ ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ขาดคุณสมบัติ

*********************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

วิกฤตจำนวนผู้เรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากที่นั่งเรียนซึ่งเหลือจากการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาหรือทีเคส ถึง 1.2 แสนที่ และอีกปัญหาหนึ่งที่รุมเร้ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง นั่นก็คือเรื่องของปัญหาคุณภาพผู้จบการศึกษา

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ต้องแก้ปัญหานี้หลังจากพบว่ารับนักศึกษาใหม่เข้าทำงานแล้วทำงานไม่ได้ ด้วยการจัดอบรมพนักงานใหม่หรือปฏิเสธที่จะรับตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์เข้าทำงาน หรือแม้กระทั่งบางแห่งถึงกับสร้างหลักสูตรขึ้นเองสำหรับการสมัครทำงานหรือทำข้อตกลงรับเข้าทำงาน และติดต่อกับบริษัทใหญ่ๆ ให้พร้อมจะพิจารณารับผู้ที่จบหลักสูตรดังกล่าวเข้าทำงาน

ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ และผู้แทนผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้บริษัทเคยรับนักศึกษาเข้ามาทำงานแล้วพบปัญหาไม่สามารถใช้งานนักศึกษาตามจุดประสงค์ที่ต้องการได้ ต้องจัดให้มีการอบรมเรียนรู้อีกหลายด้าน จึงมองว่าเป็นความสูญเปล่าของทรัพยากรบุคคลของประเทศ

“เมื่อเห็นแบบนั้นก็มีแนวคิดที่จะสร้างสถานศึกษาที่เรียนวิชาการไปด้วยและฝึกงานภาคปฏิบัติอาชีพไปด้วย และมองว่าบริษัทของเรามีความพร้อม จากนั้นก็เปิดศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาธุรกิจค้าปลีก เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ในด้านการค้าปลีกอย่างครอบคลุม และครบวงจรของการบริหารธุรกิจ เป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมและความสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว วิชาที่สอนในหลักสูตรนี้จึงครอบคลุมในหลายๆ ด้าน เช่น บัญชี การขาย ธุรกิจค้าปลีก คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ ศิลปการขายการจัดแสดงสินค้า การบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต” ณรงค์ศักดิ์ กล่าวและเล่าอีกว่า

การเรียนการสอนทางไกลของศูนย์เป็นแบบ 2 ทาง มีอาจารย์สอนจากส่วนกลางผ่าน ระบบ Video Conference ไปยังสถานศึกษา โดยอาจารย์และผู้เรียนสามารถคุยโต้ตอบกันได้ตลอดเวลาและเรียนภาคปฏิบัติจริงในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

นอกจากนั้น ยังได้เปิดสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการศึกษาและวิจัยทางด้านธุรกิจค้าปลีกแล้ว ยังเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ขาดแคลนทั้งคณะที่เปิดสอนด้านการเกษตร คณะที่เปิดสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเปิดสอนหลักสูตรด้านการบิน

“เราเชื่อว่าแนวทางในการจัดการศึกษาของเรา สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้และการทำงานยุคใหม่อย่างเท่าทันเป็นปัจจุบันได้ เพราะความรู้จากเทคโนโลยีที่นำมาสอนนั้นได้รับการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และซอฟต์แวร์ที่ถูกคิดค้นขึ้น 80% ของทั้งหมดนั้นถูกใช้ในแวดวงของการค้าปลีก เราจึงทันโลกที่เปลี่ยนไปทุกนาทีเหมือนเรา และมีนักเรียนมาเรียนกับเราเพิ่มขึ้นทุกปี”

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ จ๊อบไทย ระบุว่า พฤติกรรมของผู้ประกอบการในความต้องการรับคนเข้าทำงานในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต่างๆ เริ่มปรับตัว บางสายไม่เน้นไปที่ผู้จบการศึกษาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งโดยตรงอีกต่อไป

“เทคโนโลยียุคใหม่เปิดโอกาสให้สามารถทำงานข้ามศาสตร์ได้มากขึ้น จึงหมายความว่าความรู้เฉพาะในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานยุคปัจจุบัน ต้องมีการอัพเดทความรู้เรื่องเทคโนโลยีตลอดเวลา ขณะเดียวกันหลายคนก็ใช้ศักยภาพที่มีทำงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะมองว่างานฟรีแลนซ์นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากกว่า”

หัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ จ๊อบไทย กล่าวอีกว่า เคยสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำงานประจำ และบางส่วนเลือกงาน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จากการเก็บตัวเลขของจ๊อบไทย มีอัตราอยู่ 4.36% เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำ แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มคน Gen X (คนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไป) = 6.62% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด Gen Y (คนที่มีอายุ 25-42 ปี) = 78.65% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด และ Gen Z (คนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี) = 14.74% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด โดยแนวโน้มความสนใจงานอิสระยังคงเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะกลับเข้าทำงานประจำ หากมีปัจจัยที่สนองตอบความต้องการดีพอ

สำหรับตัวเลขจากการสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สัดส่วนของคนทำงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ต่อคนวัยทำงานทั้งหมด อยู่ที่ 30% จากผู้ตอบแบบสอบถาม 9,387 คน โดย 1 ใน 3 นั้นประกอบอาชีพเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

“เราเคยมีการสำรวจพบด้วยว่า นอกจากการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานแล้ว สถานประกอบการบางแห่งใช้วิธีเฟ้นหาคุณสมบัติของผู้สมัครงานให้ตรงตามความต้องการ โดยการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าค่ายกิจกรรม เปิดเวิร์กช็อปเก็บตัวให้มาอยู่ร่วมกัน ให้โจทย์ในการทำงาน นำเสนอรูปแบบธุรกิจจำลอง เพื่อสังเกตทัศนคติ ความคิด ตัวตนของแต่ละคนว่ามีคุณสมบัติตรงตามความต้องการหรือไม่” แสงเดือน กล่าว

เลือกตั้งปทุมธานีเดือด พท.-ภท.เทหมดหน้าตักสู้ศึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579621

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 07:02 น.

เลือกตั้งปทุมธานีเดือด พท.-ภท.เทหมดหน้าตักสู้ศึก

โดย…พงษ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

สนามการเลือกตั้ง จ.ปทุมธานี มีแนวโน้มแข่งขันดุเดือดไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงเป็นการแข่งขัน ของ 2 พรรคใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งทั้งสองพรรคดังกล่าวต่างส่งผู้สมัคร สส.ลงชิงชัยกันทั้ง 6 เขต มีทั้งอดีต สส.เจ้าของพื้นที่เดิม และผู้ท้าชิงที่ชื่อชั้นไม่ธรรมดา หากเทียบฟอร์มตามภาษาหมัดมวยแล้วถือว่าเป็นมวยถูกคู่ ห้ำหั่น มันส์หยดติ๋งแน่ แต่ยังมองข้ามไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีไม้เด็ดพร้อมแย่งคะแนนจาก พท. หรือ ปชป.

หากย้อนดูผลการเลือกตั้งซ่อม สส. ปทุมธานี เขต 5 และผลเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อเดือน เม.ย. 2555 พท.มีปัญหาแน่สำหรับศึกเลือกตั้งครั้งนี้เพราะในเขตพื้นที่เลือกตั้งของ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับกรุงเทพ มหานคร (กทม.) และเป็นเขตพื้นที่ เลือกตั้งสำคัญของ พท. ส่งอดีต สส.ลงป้องกันแชมป์ ส่วนคู่แข่งสำคัญ ภท.นั้นส่งทีมคนรุ่นใหม่ อดีตนักการเมืองท้องถิ่นลงสู้ศึกในครั้งนี้ สำหรับ จ.ปทุมธานี แบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 6 เขต ดังนี้

เขตเลือกตั้งที่ 1 มี อ.ลาดหลุมแก้ว และเมืองปทุมธานี (เฉพาะ ต.บ้านฉาง บางปรอก บางหลวง บางเดื่อ บางคูวัด บางขะแยง บ้านใหม่ และบางกะดี) แชมป์เก่า สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล (หมายเลข 4) อดีต รมช.ศึกษาธิการ เจ้าของพื้นที่เดิม ที่ครองแชมป์มาทุกสมัย แต่ครั้งนี้บัลลังก์สั่นไหวแน่ เมื่อ ชัยวัฒน์ อินทร์เลิศ (หมายเลข 5) ภท.หนุ่มใหญ่ไฟแรง อดีตประธานสภา อบจ.ปทุมธานี คนพื้นที่ และมีฐานเสียงแน่นในเขต อ.ลาดหลุมแก้ว และเขต อ.เมือง โดดลงมาทำศึกในครั้งนี้ เขตนี้ถือเป็นศึกช้างชนช้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ขณะที่ เอกชัย นาคบุรินทร์ (หมายเลข 8) ปชป. และสมัย รามัญอุดม (หมายเลข 9) พปชร. เป็นตัวสอดแทรกทำให้เขตนี้น่าจับตาดูว่า พท.จะสามารถตรึงเก้าอี้ไว้ได้หรือไม่

เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.สามโคก, เมืองปทุมธานี (เฉพาะ ต.บางพูด บ้านกระแชง บ้านกลาง สวนพริกไทย บางพูน และหลักหก) และ อ.คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองคลองหลวง) และ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองคลองหลวง) ศุภชัย นพขำ (หมายเลข 7) หนุ่มหล่อขวัญใจแม่ยกจาก พท. ลูกชายนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง ครั้งที่แล้วชนะการเลือกตั้งมาได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ชี้การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เป็นโมฆะ ต้องลงทำศึกใหญ่กับ พิเชษฐ หาญจางสิทธิ์ (หมายเลข 4) อดีตสมาชิกสภา อบจ.ปทุมธานี ภท.เจ้าของเขตพื้นที่ที่มีฐานเสียงแน่นในเขตเลือกตั้งที่ 2 โดยมี กฤชกุศล ส่องแสง (หมายเลข 1) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ผู้สมัครหนุ่มหน้าใหม่ขอแบ่งคะแนน เขตนี้แข่งขันกันสนุกแน่นอน นี่ไม่ใช่ศึกช้างชนช้าง แต่เป็นศึกระหว่างยังบลัดหน้าใหม่ ซึ่งต้องจับตาผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร

เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม คลองสี่ คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) และ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) สมศักดิ์ ใจแคล้ว (หมายเลข 8) เจ้าของพื้นที่เดิม พท. ครั้งนี้ มี นพนันทร์ หนูเจริญ (หมายเลข 3) อดีตสมาชิก อบต.คลองสาม ภท.โดดลงมาท้าชิง ส่วน ณฤทธิ์ นาควงษม์ (หมายเลข 4) จาก ปชป.และศักดิ์ชัย เสาะแสวง (หมายเลข7) พปชร. ทำคะแนนไล่บี้ติดๆ แต่แชมป์เก่ายังนำอยู่นิดๆ

เขตเลือกตั้งที่ 4 อ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.ประชาธิปัตย์) และ อ.ลำลูกกา (เฉพาะ ต.คูคต) แชมป์เก่า เกียรติศักดิ์ ส่องแสง (หมายเลข 6) ปชป.งานหนักแน่ เมื่อเจอหญิงเหล็ก รุ่งฤดี อำภิน (หมายเลข 1) อดีตสมาชิกสภา อบจ.ปทุมธานี ภท. ที่ทำงานการเมืองและขยันลงพื้นที่มาตลอด มีฐานคะแนนเสียงแน่นมากโดยเฉพาะ ต.ประชาธิปัตย์ เขตนี้อาจมีพลิกล็อก โดยมี ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ (หมายเลข 4) ผู้สมัครหน้าใหม่ของ พท.คอยสอดแทรก เป็นอีกเขตที่ต้องลุ้นจนนาทีสุดท้าย

เขตเลือกตั้งที่ 5 อ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.บึงยี่โถ) และ อ.ลำลูกกา (ยกเว้น ต.คูคต) พรพิมล ธรรมสาร (หมายเลข 10) แชมป์เก่า พท.ที่ครองพื้นที่มาทุกสมัยครั้งนี้ลงทำศึกกับ สายเทพ จันบางพลี (หมายเลข 4) อดีตสมาชิกสภา อบจ.ปทุมธานี ภท. รวมทั้ง พัณณ์ชิตา วันสิริ ภักดิ์ (หมายเลข 3) อดีตนายกเทศมนตรีตำบลพืชอุดม ปชป. และจิรชาติ ชายวงศ์ (หมายเลข 2) พปชร. เขตนี้ถือว่าหน้าใหม่ๆ ได้แข่งและได้ลุ้นกับแชมป์เก่ากันอย่างสนุกชนิดหายใจรดต้นคอกันอย่างแน่นอน

เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.หนองเสือคลองหลวง (เฉพาะ ต.คลองห้า คลองหก และคลองเจ็ด) และ อ.ธัญบุรี (เฉพาะ ต.รังสิต ลำผักกูด บึงสนั่น และบึงน้ำรักษ์) สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ (หมายเลข 1) พท.ที่มีฐานเสียงในเขตพื้นที่นี้หนาแน่นแต่ต้องมาตัดคะแนนกับ ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี (หมายเลข 6) อดีตสมาชิก พท.ซึ่งย้ายค่ายหันมาใส่เสื้อ พปชร. ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ พิษณุ พลธี (หมายเลข 9) หนุ่มหล่ออดีตสมาชิกสภา อบจ.ปทุมธานี ที่หันมาลงแข่งสนามใหญ่ครั้งแรกในนาม ภท. มีกองเชียร์สายคลองสนับสนุนกันเต็มพื้นที่ เช่นเดียวกับ อานนท์ นุ่นสุข (หมายเลข 11) ปชป.เจ้าของฉายาไปทุกที่ที่มีงาน เขตนี้สู้กันสนุกแน่นอน

กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง กระสุน กระแส กระแซะ อาจเป็นตัวแปรสำคัญให้ชาวเมืองดอกบัวได้ลุ้นการเลือกตั้งครั้งนี้กันอย่างใจจดใจจ่อแน่นอน

เปิดปาร์ตี้ลิสต์ ช่วยหนุนเก้าอี้นายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579618

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 06:31 น.

เปิดปาร์ตี้ลิสต์ ช่วยหนุนเก้าอี้นายกฯ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ได้เห็นโฉมหน้าสำหรับรายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมือง ที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเมื่อส่องบรรดา สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่ติดอยู่ในท็อปเท็นรวมถึงบุคคลน่าสนใจของแต่ละพรรค

เริ่มจากพรรคเพื่อไทย นำเสนอ 97 รายชื่อ โดย 10 อันดับแรก พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ชัยเกษม นิติสิริ ภูมิธรรม เวชยชัย เสนาะ เทียนทอง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ปลอดประสพ สุรัสวดี โภคิน พลกุล พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และเกรียง กัลป์ตินันท์

บุคคลน่าสนใจ อาทิ อันดับ 11 กิตติรัตน์ ณ ระนอง อันดับ 12 ชูศักดิ์ ศิรินิล อันดับ 13 พงศ์เทพ เทพกาญจนา อันดับ 14 นพดล ปัทมะ อันดับ 16 ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อันดับ 21 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อันดับ 22 ชูชาติ หาญสวัสดิ์ อันดับ 23 อดิศร เพียงเกษ และอันดับ 39 นิสิต สินธุไพร

ถัดมาพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง 150 รายชื่อ ซึ่ง 10 อันดับแรก ประกอบด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ กัลยา โสภณพนิช จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กรณ์ จาติกวณิช จุติ ไกรฤกษ์ องอาจ คล้ามไพบูลย์ และศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

ส่วนรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ อันดับ 11 อิสสระ สมชัย อันดับ 13 เกียรติ สิทธีอมร อันดับ 14 กนก วงษ์ตระหง่าน อันดับ 16 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อันดับ 17 พนิต วิกิตเศรษฐ์ อันดับ 20 จิตภัสร์ กฤดากร อันดับ 21 สุทัศน์ เงินหมื่น อันดับ 29 เจือ ราชสีห์ อันดับ 32 ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ อันดับ 33 สุรบถ หลีกภัย อันดับ 37 สามารถ ราชพลสิทธิ์ อันดับ 40 วิฑูรย์ นามบุตร และอันดับ 150 อาคม เอ่งฉ้วน

ต่อมาพรรคพลังประชารัฐ ส่ง 120 รายชื่อ โดย 10 อันดับแรก ประกอบด้วย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมศักดิ์ เทพสุทิน นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สันติ กีระนันทน์ วิรัช รัตนเศรษฐ สันติ พร้อมพัฒน์ สุพล ฟองงาม และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

สำหรับรายชื่อ สส.ที่น่าสนใจ อาทิ อันดับ 11 เอกราช ช่างเหลา อันดับ 12 พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ อันดับ 17 วิเชียร ชวลิต อันดับ 23 ชวน ชูจันทร์ อันดับ 27 ธนกร วังบุญคงชนะ อันดับ 34 องอาจ ปัญญาชาติรักษ์ อันดับ 46 ทวี สุระบาล และอันดับ 69 มานิต นพอมรบดี

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ส่ง 150 รายชื่อ ซึ่ง 10 อันดับแรก อนุทิน ชาญวีรกูล ชัย ชิดชอบ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ นาที รัชกิจประการ สรอรรถ กลิ่นประทุม ทรงศักดิ์ ทองศรี วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ศุภมาส อิศรภักดี กรวีร์ ปริศนานันทกุล และศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์

ส่วนรายชื่อน่าสนใจ อาทิ อันดับ 12 ศุภชัย ใจสมุทร อันดับ 13 เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อันดับ 14 มารุต มัสยวาณิช อันดับ 18 มนตรี เพชรขุ้ม อันดับ 24 เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ และอันดับ 25 สุชาติ ศรีสังข์

ขณะที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยส่ง 150 รายชื่อ แต่กลับไม่ปรากฏชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ โดย 10 อันดับแรก ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล เพชรชมพู กิจบูรณะ เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ อนุสรี ทับสุวรรณ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ สุริยะใส กตะศิลา สุเนตตา แซ่โก๊ะ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ และปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ

ส่วนรายชื่อน่าสนใจ เช่น อันดับ 13 จักษ์ พันธ์ชูเพชร อันดับ 14 ชนิดาภา แก้วภราดัย อันดับ 17 ประสาร มฤคพิทักษ์ อันดับ 19 สำราญ รอดเพชร อันดับ 25 เจะอามิง โตะตาหยง อันดับ 27 อุทัย ยอดมณี และอันดับ 33 เถกิง สมทรัพย์

พรรคอนาคตใหม่ ส่ง 128 รายชื่อ โดย 10 อันดับแรก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล วรรณวิภา ไม้สน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พงศกร รอดชมภู พรรณนิการ์ วานิช สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ พิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์

ส่วนรายชื่อน่าสนใจ อันดับ 16 รังสิมันต์ โรม อันดับ 26 คารม พลพรกลาง อันดับ 32 นิรมาน สุไลมาน อันดับ 35 วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร อันดับ 88 ณัทพัช อัคฮาด อันดับ 108 กวี สระกวี และอันดับ 119 นชภัช จาตุรงค์คกุล

สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา ส่ง สส.บัญชีรายชื่อ 67 รายชื่อ โดย 10 อันดับแรก วราวุธ ศิลปอาชา ธีระ วงศ์สมุทร นิกร จำนง นพดล มาตรศรี นิติวัฒน์ จันทร์สว่าง สมนึก สกุลรัตนกุลชัย ทัศน์ลักษณ์ ปัตตพงศ์ภัช พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ และเสน่ห์ ขาวโต

ขณะที่บัญชีรายชื่ออื่นที่น่าสนใจ อาทิ อันดับ 12 ณรงค์ นุ่นทอง อันดับ 15 พัชรี โพธสุธน อันดับ 20 ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อันดับ 31 ปิยะนัฐ ประเสริฐนู และอันดับ 51 กมลรัตน์ แก้วมณี

พรรคประชาชาติ ส่งบัญชีรายชื่อ 58 คน ประกอบด้วย วันมูหะมัดนอร์ มะทา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง วรวีร์ มะกูดี ณหทัย ทิวไผ่งาม ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ปราโมทย์ แหล่ทองคำ นัจมุดดีน อูมา วิริยะ วิรัตน์มาลี พล.ต.ท.อนุรุต กฤษณะการะเกตุ

ส่วนบุคคลน่าสนใจ อาทิ อันดับ 11 วิทยา พานิชพงศ์ อันดับ 13 มุข สุไลมาน อันดับ 18 โปรดปราน โต๊ะราหนี อันดับ 49 มาหะมะ อาแว และอันดับ 53 ต่วนสูรี ต่วนแว

ชาติพัฒนา ส่งปาร์ตี้ลิสต์ 56 รายชื่อ โดย 10 อันดับแรก เทวัญ ลิปตพัลลภ ดล เหตระกูล ณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ พ.อ.วินัย สมพงษ์ สาคร พรหมภักดี สมบัติ กาญจนวัฒนา ปกครอง ผาสุขยืด อัครวรรณ เจริญผล เรืองฤทธิ์ ศิริสวัสดิ์ และอรัญ พันธุมจินดา สำหรับรายชื่อ น่าสนใจ อาทิ อันดับ 13 พงษ์พิช รุ่งเป้า อันดับ 15 สุเมธ ศรีพงษ์

เลือกตั้งศรีสะเกษเดือด พท.-ภท.-พปชร.แพ้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579510

  • วันที่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 06:46 น.

เลือกตั้งศรีสะเกษเดือด พท.-ภท.-พปชร.แพ้ไม่ได้

โดย…เสนาะ วรรักษ์

จ.ศรีสะเกษ มีประชากรจำนวน 1,472,031 คน ประกอบด้วย 22 อำเภอ 8 เขตเลือกตั้ง มี สส. 8 คน มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรวมทั้งหมด 141 คน จาก 20 พรรคการเมือง ในจำนวน 8 เขตเลือกตั้ง มีเขต 1 เขต 2 เขต 4 และเขต 5 ที่ส่อเค้าแข่งขันกันดุเดือด

สนามเลือกตั้งเขตที่ 1 มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง 18 คน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่ง ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญาอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เบอร์ 7 หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องโค่น ธเนศ เครือรัตน์ อดีต สส.ผู้ยืนยงแห่งพรรคเพื่อไทย (พท.) เบอร์ 5 คนสนิทของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีฐานเสียงแน่นปึ้กจากคุณพ่อ ไพโรจน์ เครือรัตน์ อดีต สส.ตลอดกาล ที่ปูฐานเสียงไว้ให้

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติเบอร์ 11 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทายาท ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ฐานเสียงแข็งแกร่งไม่แพ้ ธเนศ เพราะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนต่อเนื่องตลอดเวลาในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเขตช้างชนช้างเลยทีเดียว แพ้ชนะคะแนนคงไม่ห่างกันมากนัก ส่วน กล่ำคาน ปาทาน อดีต สจ.ศรีสะเกษ ลงสมัครพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกคนไม่ควรประมาทเช่นกัน เพราะมีแรงหนุนจากกลุ่มข้าราชการและผู้นำท้องถิ่น โอกาสพลิกล็อกชนะคู่แข่งทั้งสองคนก็เป็นไปได้เหมือนกัน

สนามเลือกตั้งเขตที่ 2 มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 17 คน ดาวเด่น คือ เบอร์ 6 สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย อดีต สส.หลายสมัย รายนี้ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คู่แข่งสำคัญ พิเชฐ บุญเลียวเบอร์ 9 อดีต สส.พรรคมาตุภูมิ ที่ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ

คู่นี้ต่างคนต่างเป็นคนพื้นที่เดียวกัน เลือกตั้งทุกทีที่ผ่านมาขับเคี่ยวกันมาตลอด ผลัดกันแพ้ชนะจากกลยุทธ์การหาเสียงเป็นหลัก แต่ครั้งนี้ยังมีตัวสอด แทรกตัวเลือกอีกคน คือ ทองจันทร์ ศรีสุธรรม เบอร์ 13 พรรคภูมิใจไทย อดีตพิธีกรมหานิยม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จ.ศรีสะเกษ ชื่อเสียงชาวบ้านรู้จักเป็นอย่างดี เป็นอีกเขตที่จะแข่งกันดุเดือดแน่

สนามเลือกตั้งเขตที่ 3 มีผู้สมัคร 17 คน คู่แข่งแต่ละคนหากเทียบปอนด์ต่อปอนด์คงยากที่จะเทียบชั้นเชิง วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ อดีต สส.หลายสมัย เบอร์ 11 พรรคเพื่อไทย ที่กุมฐานเสียงไว้แน่น

สนามเลือกตั้งเขตที่ 4 มีผู้สมัคร 17 คน สนามนี้ไม่ใช่ศึกช้างชนช้าง แต่เป็นหมอชนหมอ ระหว่าง นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต สส.หลายสมัย เบอร์ 1 เลือกตั้งครั้งนี้ลงสมัครนามพรรคพลังประชารัฐ คู่แข่งยังคงเป็น นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เบอร์ 3 พรรคเพื่อไทย อดีต สส.หลายสมัย ถนนทางการเมืองของสองหมอต่างมีดีไปคนละทาง กล่าวถึง นพ.จาตุรงค์ นั้นมีวงศาคณาญาติล้วนเป็นนักการเมืองท้องถิ่นระดับสูง ที่ผ่านมาสร้างคุณงามความดีให้แก่ท้องถิ่นมากมาย ส่วน นพ.ภูมินทร์ มีฐานคะแนนเสียงที่หนาแน่นจากฐานรากเสียส่วนใหญ่

สนามเลือกตั้งเขตที่ 5 มีผู้สมัคร 17 คน ผู้สมัครคนเดิมหน้าเดิม ธีระ ไตรสรณกุล เบอร์ 2 พรรคเพื่อไทย อดีต สส.หลายสมัย ผู้ท้าชิง อมรเทพ สมหมายเบอร์ 3 พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) อดีต สส.ที่ครองพื้นที่นี้มานาน แต่เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ธีระสามารถคว้าเก้าอี้มาครองได้สำเร็จ ครั้งนี้ธีระก็หวังเช่นนั้น เพราะพรรคเพื่อไทยยังครองความนิยมจากประชาชนไม่เสื่อมคลาย สนามนี้ถือว่าเป็นศึกช้างชนช้าง เป็นอีกเขตที่น่าติดตามดูเป็นอย่างยิ่ง และคะแนนคงออกมาสูสีแน่นอน

สนามเลือกตั้งเขตที่ 6 มีผู้สมัคร 17 คน สนามนี้เจ้าของพื้นที่เดิมคือ วีระพล จิตสัมฤทธิ์ เบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย อดีต สส.หลายสมัย เคยมีคู่แข่งสำคัญ มาลินี อินฉัตร แต่ครั้งนี้โยกไปสมัคร สส. บัญชีรายชื่อ โดยมอบหมายให้น้องชาย อธิป อินฉัตร เบอร์ 9 สมัครแทนในพรรคเพื่อชาติ ทำให้ วีระพล เจอคู่แข่งสำคัญ

อีกคนที่ต้องจับตามอง คือ ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต สส.หลายสมัย หวนกลับมาลงเล่นการเมืองอีกครั้งหลังจากห่างเวทีการเมืองมานาน สมัยนี้แม้ว่าตาจะบอดแต่ว่าสมองไม่บอด แถมใจสู้ เบอร์ 12 พรรคพลังประชารัฐ สนามนี้มีฐานคะแนนเสียงเดิม แต่ห่างเหินพื้นที่มานาน จะเรียกคืนได้หรือไม่ต้องคอยดู

สนามเลือกตั้งเขตที่ 7 มีผู้สมัคร 17 คน เขตนี้มี มานพ จรัสดำรงนิตย์ อดีต สส.หลายสมัย เบอร์ 3 พรรคเพื่อไทย ผู้ท้าชิง อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง การศึกษาสูง บุคลิกดี มีฐานะ อดีต สจ. ลูกชายเสี่ยก๋อ-วีระศักดิ์ เคยสมัคร สส. หลายสมัย แต่ปีนี้ให้วางมือปล่อยให้ลูกชายลงสมัครการเมืองระดับประเทศ เขตนี้ถือว่าสูสี ก็ต้องวัดใจชาวบ้านว่าจะเปลี่ยนตัวสส.หรือไม่

สนามเลือกตั้งเขตที่ 8 มีผู้สมัคร 20 คน สำหรับเขตนี้มีดาวเด่นอยู่คนเดียว คือ ผ่องศรี แซ่จึง เบอร์ 13 พรรคเพื่อไทย อดีต สว. ภรรยา ปวีณ แซ่จึงอดีต สส.ทุกสมัย มีฐานคะแนนเสียงแข็งโป๊ก คู่แข่งที่น่าจับตามองมีเพียง ธีรพงศ์ ไตรสรณปัญญา เบอร์ 12 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงดีขึ้นตามลำดับ เพราะจากการลงพื้นที่แต่ละครั้งกระแสตอบรับดีเกินคาด

สมรภูมิศึกเลือกตั้ง จ.ศรีสะเกษ แข่งขันดุเดือดและรุนแรงไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ การเลือกตั้งทั้ง 8 เขต เป็นการแข่งขันช่วงชิงระหว่าง พรรค พท. ปชป. และ พปชร. ซึ่งพรรคไหนจะผงาดคว้าชัยครั้งนี้อยู่ที่ฐานเสียงและนโยบายพรรคว่าจะโดนใจประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เช็กชื่อ’นายกฯ-ปาร์ตี้ลิสต์’ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579388

  • วันที่ 06 ก.พ. 2562 เวลา 06:24 น.

เช็กชื่อ'นายกฯ-ปาร์ตี้ลิสต์' ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การเมืองขณะนี้เริ่มเห็นหน้าตาผู้ที่ลงสมัคร สส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ รวมถึงบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคกัน แล้ว ส่วนพรรคไหนจะมีใครกันบ้างนั้นมีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้

เริ่มจาก พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ยื่นรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและบัญชีนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยบัญชีนายกรัฐมนตรีนั้นเรียงตามลำดับคือ 1.สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 2.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 3.ชัยเกษม นิติสิริ

ขณะที่บัญชี สส.รายชื่อนั้น พรรคเพื่อไทยส่ง 97 รายชื่อ ที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคและอดีตรองนายกฯ ในรัฐบาล ชวน หลีกภัย อันดับหนึ่ง

ถัดมาเป็น สุดารัตน์ อดีต รมว.สาธารณสุข และอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ ชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว. ยุติธรรม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และอดีต รมช.คมนาคม ยุครัฐบาลทักษิณ

เสนาะ เทียนทอง อดีต รมว.มหาดไทย รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐบาลยิ่งลักษณ์

โภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย รัฐบาลทักษิณ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.พลังงาน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตสมาชิก บ้านเลขที่ 111 กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.คลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.ศึกษาธิการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ นพดล ปัทมะ อดีตรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และอดีต รมว.ต่างประเทศ พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ส่งรายชื่อแต่เบื้องต้น ประกาศส่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคชิงเก้าอี้นายกฯ เพียงคนเดียว ส่วน สส.บัญชีรายชื่อนั้น อภิสิทธิ์ ลำดับแรก ถัดมา ชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีต รมว.สาธารณสุข จุติ ไกรฤกษ์ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

องอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม ยุพ นานา อดีตผู้ช่วย รมว.ประจำกระทรวงแรงงาน บุตรชาย เล็ก นานา อดีต รมว.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเสนอ อภิสิทธิ์ เป็น แคนดิเดตนายกฯ

ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้ส่งรายชื่อเช่นกัน แต่เบื้องต้นจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นนายกฯ อีกครั้งพร้อมด้วย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่อยู่ในบัญชีชิง นายกฯ  ส่วนบัญชีรายชื่ออันดับแรก  สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.อุตสาหกรรม รัฐบาลทักษิณ ถัดมา สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา และอดีต รมว.แรงงาน รัฐบาลทักษิณ

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ วิรัช รัตนเศรษฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลชวน สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.คมนาคม รัฐบาลสมัคร สุพล ฟองงาม อดีต รมช.มหาดไทย รัฐบาลสมัคร

นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้ช่วย รมว.คลัง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์และประธาน สโมสรทีมฟุตบอลบางกอกเอฟซี ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต สส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทย เอกราช ช่างเหลา ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น โดยจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ

ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้ยื่นสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แต่ประกาศส่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ชิงเก้าอี้นายกฯ และจะอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ถัดมา ชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา ทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคและอดีต รมช.คมนาคม

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการ พรรคและอดีตประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคและอดีตรองโฆษกประจำสำนัก นายกฯ ในรัฐบาลของอภิสิทธิ์ กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต สส.ปราจีนบุรี บุตรสาว สุนทร วิลาวัลย์ อดีต รมช.สาธารณสุข รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

นาที รัชกิจประการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.พัทลุง และอดีตประธาน สภาพัฒนาสตรี จ.พัทลุง วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล กรรมการสมาคมโรงงาน ผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เสิงสาง และกำนัน ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง

สรอรรถ กลิ่นประทุม ประธาน คณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคและอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐบาลทักษิณ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ศุภมาส อิศรภักดี อดีต สส.กทม.พรรคเสรีรวมไทยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค และอดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นทั้งแคนดิเดตนายกฯ และ สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ถัดมาเป็น วัชรา ณ วังขนาย อดีต สส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา วิรัตน์ วรศสิริน รองหัวหน้าพรรค เรวัต วิศรุตเสช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีตที่ปรึกษานายกฯ 2 คน คือ ชวน และ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นภาพร เพ็ชร์จินดา รองเลขาธิการพรรค พล.ต.ท.วิศณุ ม่วงแพรสี อดีต ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร.

ส่วน พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอ กัญจนา ศิลปอาชา บุตรสาว บรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกฯ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ส่วน สส. บัญชีรายชื่ออันดับแรก วราวุธ ศิลปอาชา ประธานกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค และอดีต รมช.คมนาคม ในรัฐบาลสมชาย อันดับ 2  ธีระ วงศ์สมุทร  อดีตหัวหน้าพรรค และอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์

ศึกช้างชนช้างแข่งเดือดทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579251

  • วันที่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 06:50 น.

ศึกช้างชนช้างแข่งเดือดทั่วไทย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วันแรกของการเปิดรับสมัคร สส.ทั่วประเทศ ก็พอที่จะมองเห็นถึงความ ดุเดือดในการแข่งขันหลายพื้นที่ ทั้งอดีต สส.เจ้าของพื้นที่เดิม และผู้ท้าชิงที่ชื่อชั้นไม่ธรรมดาพอเทียบเคียงสูสี หรือแม้แต่หลายพื้นที่ซึ่งอดีต สส.ย้ายพรรค การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ทำให้ต้องกลับมาชิงชัยกันเอง

พื้นที่ซึ่งคอการเมืองจับตาว่าน่าติดตามมากที่สุดคือ เขตเลือกตั้งที่ 3 จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสนามประลองระหว่าง ประภัตร โพธสุธน ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา กับ จองชัย เที่ยงธรรม พรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นศิษย์เก่าของพรรคชาติไทยพัฒนา ใต้ร่มเงา บรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคมาด้วยกัน

จ.สระแก้ว ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งน่าจับตา เมื่อตระกูลเทียนทองเจ้าของพื้นที่มายาวนาน ถึงคราวแตกออกเป็น 2 ขั้ว หนึ่ง เสนาะ เทียนทอง ยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ บรรดาหลานๆ เทใจย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงได้เห็น ฐานิสร์ เทียนทอง สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แข่งขันกัน สนธิเดช เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.สระแก้ว ส่วนเขต 2 ตรีนุช เทียนทอง สังกัดพรรคพลังประชารัฐ หลานสาวป๋าเหนาะ ต้องพบกับคู่ท้าชิงซึ่งป๋าเหนาะให้การสนับสนุนนั่นคือ พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่นอดีต สว.สระแก้ว ซึ่งลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย

พื้นที่ภาคใต้ฐานที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้กำลังถูกจับตามอง จากการก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยโดย สุเทพ เทือกสุบรรณประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนำทีมอดีต สส.สุราษฎร์ธานี ย้ายสังกัดเข้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย และลงแข่งขันชิงชัยกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อนเก่า

แม้ว่าจะสูญเสียอดีต สส.ไป แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็คัดตัวผู้ที่จะมาลงสมัครแทน ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เมื่อบวกกับกระแสความนิยมของพรรคในฐานะเจ้าของพื้นที่มาอย่างยาวนาน การแข่งขันระหว่างพรรครวมพลังประชาชาติไทย ภายใต้การนำของตระกูลเทือกสุบรรณ กับพรรคประชาธิปัตย์ ใน จ.สุราษฎร์ธานี จึงไม่ควรกะพริบตา

เขตเลือกตั้งสุราษฎร์ธานีที่น่าจับตาคือ เขต 1 ธานี เทือกสุบรรณ หรือกำนันเล็ก น้องชายสุเทพ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายมาพรรครวมพลังประชาชาติไทย ต้องพบกับ ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 เชน เทือกสุบรรณ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ น้องชายสุเทพ พบกับ  สมชาติ ประดิษฐ์พร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเขต 6 ภูมิ เทือกสุบรรณ อดีต สจ.สุราษฎร์ธานี หลานชายสุเทพ ต้องพบกับ ธีรภัทร พริ้งศุลกะ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของเก้าอี้เดิม ซึ่งเป็นบุตรชาย นิภา พริ้งศุลกะ อดีต สส.หลายสมัยสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่น่าจับตา ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ บรรดาขาใหญ่ต่างสับหลีกพื้นที่ไม่ลงปะทะกันโดยตรง คงมีเพียงพื้นที่เขต 1 ซึ่ง พรชัย จิตรนวเสถียร อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ อดีตผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ พบกับ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์อดีต สส.พรรคเพื่อไทย

จ.เชียงราย ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่ง สามารถ แก้วมีชัย อดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย จะต้องมาพบกับ รัตนา จงสุทธานามณี อดีต สส.และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

จากภาคเหนือตอนบนลงมาถึงตอนล่าง เมืองสองแคว จ.พิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่ง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ขุดคุ้ยกรณีทุจริตโครงการจำนำข้าว ต้องมาพบกับ เศรษฐา กิตติจารุรักษ์ หรือ สจ.ใหญ่ ซึ่งครั้งนี้ได้แรงหนุนจากการลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ

อีกเขตเลือกตั้งเมืองสองแควที่น่าจับตาคือ เขต 5 ซึ่งเจ้าของพื้นที่เดิม นคร มาฉิม โบกมือลาพรรคประชาธิปัตย์ มาสังกัดพรรคเพื่อไทย ครั้งนี้ต้องพบกับคู่แข่งที่จะประมาทไม่ได้อย่าง มานัส อ่อนอ้าย เลขานุการนายก อบจ.พิษณุโลก ซึ่งสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์บ้านเก่าซึ่งส่ง คณิศ รมาดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองกะท้าว อ.นครไทย หลานชายของนครมาลงชิงชัย

พื้นที่ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา น่าจับตาเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่ง เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต สส.ผูกขาดเจ้าของพื้นที่ ย้ายจากชาติไทยพัฒนาไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยครั้งนี้ต้องพบกับคู่แข่งเก่า สุรเชษฐ์ ชัยโกศล อดีต สส.พรรคพลังประชาชน อดีตนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งครั้งนี้มาสังกัดพรรคเพื่อไทย และเขต 2 ครั้งนี้ ชาตรี อยู่ประเสริฐ อดีตรองนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ตัดสินใจ ลงการเมืองระดับชาติในนามพรรคพลังประชารัฐ โดยต้องพบกับ นพ ชีวานันท์ แห่งพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องรักษาเก้าอี้แทน พ้อง ชีวานันท์ อดีต สส.ที่ เสียชีวิต และอีกหนึ่งที่น่าจับตาคือ กุมพล สภาวสุ อดีตสว.พระนครศรีอยุธยา ที่สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย

จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 อ.เมือง กุยบุรี และสามร้อยยอด ซึ่งมี มนตรี ปาน้อยนนท์ อดีต สส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ครั้งนี้ต้องพบกับ วิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนมาลงระบบเขต

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี เขต 2 ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่มาอย่างเหนียวแน่น มาครั้งนี้อาจถูก เจาะยาง โดย นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล อดีต สส.หลายสมัย ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อ ปี 2550 หวนคืนสังเวียนการเมือง สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงชนกับ อนัน ศรีพันธ์ อดีต สส.เจ้าของพื้นที่พรรคเพื่อไทย

อีกพื้นที่หนึ่งคือ จ.นครราชสีมา เขต 9 บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.ภูมิใจไทย ซึ่งครั้งนี้ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ต้องพบกับ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด อดีตรองโฆษกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย

นี่คือส่วนหนึ่งของสัญญาณการแข่งขันที่ดุเดือดในศึกเลือกตั้ง 2562 ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นในการรับสมัครเลือกตั้ง สส.เพียงแค่วันแรก ซึ่งไม่แน่ว่าจวบจนวันสุดท้ายของกำหนดการรับสมัคร จะมีสัญญาณใดๆ ให้เห็นกันอีกหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การเลือกตั้งครั้งนี้มิอาจกะพริบตาได้เลย

บรรยายภาพ –  บรรยากาศการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตของ กทม. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ

“มหาวิทยาลัย”ต้องมุ่งตลาดออนไลน์ หนีวิกฤตยุคเปลี่ยนผ่านดิสรัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579153

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 07:42 น.

"มหาวิทยาลัย"ต้องมุ่งตลาดออนไลน์ หนีวิกฤตยุคเปลี่ยนผ่านดิสรัปชั่น

มหาวิทยาลัยไทยจำเป็นต้องผลิตเนื้อหาให้รองรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนที่เปลี่ยนไป

***************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหาจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจนที่นั่งเรียนเหลือจากการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ถึง 1.2 แสนที่ ซึ่งจะมีผลลัพธ์ตามมา คือ คณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นแรงดึงดูด จะไม่ได้ตัวเลขผู้เข้าเรียนตามเป้าที่วางไว้ และจะทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งผลิตคนไม่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานยุคใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก

พฤติกรรมของการเรียนส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปจากอดีต คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลิกยึดติดกับวุฒิการศึกษาจากสถาบันมีชื่อ เพราะเห็นแล้วว่าการเรียนรู้หรือความรู้ที่นำไปใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องมาสถาบันการศึกษา ความรู้หลายเรื่องสามารถแสวงหาได้รอบตัว อย่างไม่จำกัดเวลาสถานที่ จึงหันไปเรียนหลักสูตรที่จบง่าย พึ่งพาการเรียนรู้จากโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะตรงกับความต้องการ ค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่สูง รวมถึงกรณีที่มีบริษัทเอกชนเริ่มหาทางออกให้ตัวเอง จากที่พบว่านักศึกษาที่จบใหม่ไม่มีคุณภาพ ขาดคุณสมบัติที่ต้องการ ทำงานไม่เป็น จึงหันไปผลิตหลักสูตรการเรียนการสอนเอง

แน่นอนว่า ยังมีปัญหาปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดกลายเป็นคำเตือนให้สถาบันอุดมศึกษาปรับตัวแข่งกับเวลา โดยเฉพาะของโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแรงเหวี่ยงของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งหากพุ่งเป้าข้อสงสัยไปที่ศักยภาพและเงื่อนไขที่จะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้า ก็น่าสงสัยว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ จะมีความพร้อมแค่ไหน

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับยุคสมัยที่หลายสิ่งจะถูกดิสรัปชั่น หรือการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์รุกเข้ามาทำหน้าที่ต่างๆ แทนที่มนุษย์ ซึ่งเห็นชัดแล้วว่าเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดการณ์ได้หรือเปลี่ยนแปลงแบบชนิดหักศอก

“การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก อย่างแทบจะไม่เปิดโอกาสให้ปรับตัวแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปด้วยซ้ำไป แม้บุคลากรในแวดวงอุดมศึกษาของประเทศไทยจะเก่ง มีความสามารถหลากหลายไม่แพ้ใครในโลก แต่เมื่อไม่ได้ปรับตัวมานานก็จะเกิดปัญหา ต้องหันไปดูอย่างสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวทุกด้านพร้อมๆ กัน และทำล่วงหน้าเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงมานานกว่า 10 ปี อย่างเรื่องของการเรียนการสอนออนไลน์ วันนี้เราอาจจะมีความเร็วอินเทอร์เน็ตพอๆ กับมหาวิทยาลัยในประเทศชั้นนำ แต่การผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนยุคใหม่ยังช้ากว่าเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ

แต่การผลิตเนื้อหาให้รองรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ทันที มีข้อแตกต่างจากการสอนในชั้นเรียน การสะกดจิตผู้เรียนให้อยู่กับเนื้อหาหน้าจอเป็นเรื่องยาก ต้องมีเนื้อหาน่าสนใจ กระชับ มีภาพเคลื่อนไหว มีการนำเสนอที่ผ่านการคิด ออกแบบ จัดการมาแล้ว อาจารย์ก็ต้องนำเสนอสิ่งที่สอนอย่างน่าสนใจ และต้องยอมรับว่าตอนนี้เรามีเนื้อหาแบบที่ว่ามาไม่เพียงพอ” ประธาน ทปอ. กล่าว

อธิการบดี สจล. กล่าวอีกว่า หากจะเปิดหลักสูตรออนไลน์แบบเต็มรูปแบบ เรียนจบ มีใบปริญญารับรอง เป็นเรื่องที่ทั้งมหาวิทยาลัยและรัฐบาลต้องออกมาแสดงความพร้อมให้เห็นร่วมกัน

“รัฐจะต้องพร้อมรับรองปริญญาจากการเรียนออนไลน์ และมหาวิทยาลัยต้องพิสูจน์ทุกองคาพยพของตัวเองที่มี ให้สังคมเห็นว่า พร้อมที่จะผลิตเนื้อหาเพื่อตอบโจทย์โลกออนไลน์ร่วมกัน ลำพังอธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชา หรืออาจารย์เพียงบางคนผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ได้ อาจจะต้องเห็นความสำคัญในการผลิตเนื้อหาออนไลน์ซึ่งแม้จะยากก็ต้องทำ เชื่อว่าในปัจจุบัน หลายแห่งเริ่มระบุไว้ในคุณสมบัติในการรับอาจารย์ใหม่ๆ มาสอนว่าต้องผลิตเนื้อหาออนไลน์ได้ด้วยซ้ำไป และอย่าลืมว่าในอนาคตอันใกล้ มหาวิทยาลัยไทยที่เหลือรอดจากวิกฤตผู้เรียนลดลง ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่การแข่งขันการเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบและจะไม่ได้แข่งกันเองในประเทศอีกต่อไป แต่จะต้องแข่งกับการสอนออนไลน์ระดับโลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด” สุชัชวีร์ กล่าว

ประธาน ทปอ. กล่าวว่า ไม่ว่ามหาวิทยาลัยไทยพร้อมหรือไม่ แค่ไหนเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ แต่โลกออนไลน์ก็ไม่หยุดและกำลังสร้างแรงกดดันด้วยการผลิตเนื้อหา หลักสูตรต่างๆ ออกมายึดพื้นที่ตลาดการศึกษาออนไลน์อยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างดังกล่าวพบได้จากการเปิดการสอนหลักสูตรออนไลน์ของเว็บไซต์ที่ชื่อว่า“มาสเตอร์คลาส” เว็บไซต์ดังกล่าวเปิดสอนหลักสูตรต่างๆ โดยจ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงในทุกวงการมาสอน ผู้เรียนเสียค่าลงทะเบียนเพียงปีละ 180 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถเรียนได้หลายร้อยหลักสูตร เรียนการแสดงจากนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังอย่าง ซามูเอล แอล. แจ็กสัน เรียนการกำกับจากประสบการณ์การทำงานของผู้กำกับหนังชื่อดังอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี หากอยากเรียนรู้เรื่องเทคนิคการเล่นเทนนิส ก็ได้เรียนกับนักเทนนิสระดับโลก อย่าง เซเรนา วิลเลียมส์ อยากเรียนดนตรี เรียนกีตาร์ ผู้ที่ถูกเชิญมาสอนก็เป็นนักดนตรีระดับโลกอย่าง คาร์ลอส ซานตานา เรียนทำอาหารจากเชฟชื่อดัง กอร์ดอน แรมซี่

“ผมลองลงทะเบียนเข้าไปเรียนหลักสูตรนี้แล้ว มีมืออาชีพ บุคคลมีชื่อเสียงมาสอน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทุกหลักสูตรที่อยากเรียน และสอนอย่างสนุกสนานน่าติดตาม ทำกันขนาดนี้ แบบนี้มหาวิทยาลัยที่ไหนจะเหลือ วันนี้ใครเข้าเว็บไซต์ MIT จะเห็นเลยว่าหน้าแรกมหาวิทยาลัยเขาโฆษณาเชิญชวนให้เรียนออนไลน์ แบบนี้เราจะอยู่อย่างไรถ้าไม่คิดสู้กับเขา ยังไม่ยอมรับว่าถึงเวลาที่ต้องคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ประธาน ทปอ. กล่าว

เอาไม่อยู่แล้ว! ฝ่าวิกฤต PM2.5 ถึงเวลารัฐบาลต้อง “กล้า” แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579132

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 18:39 น.

เอาไม่อยู่แล้ว! ฝ่าวิกฤต PM2.5 ถึงเวลารัฐบาลต้อง "กล้า" แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ ทว่ามาตรการภาครัฐที่ดำเนินการกลับเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถึงเวลาแล้วที่ควรใช้มาตรการเด็ดขาดอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว

**************************

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิษ PM2.5 กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญเพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหนัก คนกรุงเทพฯ แทบจะขาดอากาศบริสุทธิ์หายใจ ขณะที่มาตรการภาครัฐที่เร่งดำเนินการขณะนี้กลับเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาทิ ฉีดน้ำบนถนน ขอความร่วมมือประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล สนับสนุนให้ใช้บริการรถไฟฟ้า หรือแจกหน้ากากอนามัยฟรี แต่ทั้งหมดยังไม่อาจฝ่าวิกฤตฝุ่นละอองเป็นพิษอย่างยั่งยืนได้

โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ “สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวแก่สาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐนำไปประยุกต์ใช้ฝ่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 คืนอากาศบริสุทธิ์แก่คนกรุง

แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น “สนธิ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เสนอว่า มาตรการในระยะสั้นจนถึงเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สิ่งสำคัญที่เราได้เห็น คือ ทุกภาคส่วนได้ลงมาดำเนินการอย่างเต็มที่ ถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมาสั่งการด้วยตัวเองซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ขณะที่ปัญหาดังกล่าวจริงๆ แล้วจะไม่เกิดขึ้นเลย หากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายมาตั้งแต่ต้น แต่กลับมาตื่นตัวในตอนนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นจากนี้ไปทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำกฎหมายที่มีอยู่นำออกมาบังคับใช้อย่างเต็มที่และจริงจังเสียที เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง เพราะที่ผ่านมาภาครัฐละเลยไม่ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ อาทิ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.โยธาและผังเมือง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.อาคารและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

“ที่ผ่านมาภาครัฐคิดว่าเอาอยู่ แต่พอเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้บอกให้รู้ว่านี่เป็นบทเรียนสำคัญที่ภาครัฐต้องหันกลับมาคิดแล้วว่า ถึงเวลาที่ต้องเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมายกันเสียที เพราะเรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องให้ผู้บริหารระดับประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีต้องลงมาจี้หน่วยงานภาครัฐด้วยตัวเอง ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย” สนธิ กล่าว

นอกจากการเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย “สนธิ” เสนออีกว่า ภาครัฐต้องกล้าใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหากพบพื้นที่ใดมีค่าเกินมาตรฐานต้องสั่งปิดโรงงานหรือพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ก่อสร้าง ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นตอของการปล่อยฝุ่นหรือควันดำที่ต้องเร่งดำเนินการทันที

“สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

นอกจากนี้ อยากเสนอให้ภาครัฐต้องเสริมบทบาทของกรมอุตุนิยมวิทยา จะต้องสามารถประเมินหรือพยากรณ์ให้ได้ว่าเขตหรือพื้นที่ใดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าฝุ่นละอองสูงหรือต่ำเท่าไร พื้นที่ใดอันตราย หรือพื้นที่ใดปลอดภัย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นแก่พี่น้องประชาชนจะได้เตรียมตัวตั้งรับทัน

ตั้งแต่เมื่อตื่นนอนแต่เช้าขึ้นมาก่อนไปทำงานในแต่ละวันจะได้รู้ทราบข้อมูลว่า วันนี้เขตหรือพื้นที่ใดมีฝุ่นละอองสูงเกินมาตรฐานจะได้เตรียมตัวใส่หน้ากาก หรือไม่ควรนำรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ถือเป็นมาตรการขอความร่วมมือที่ภาครัฐต้องช่วยกันรณรงค์และสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง และรัฐบาลต้องแจกหน้ากากให้กับประชาชนฟรี เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะประชาชนที่ทำงานกลางแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรรมกร หรือแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอย รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุควรใส่หน้ากากตลอดเวลาในพื้นที่ที่ระบุว่าเป็นพื้นที่ฝุ่นละอองสูงตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูล

“อยากเสนอให้ภาครัฐจัดถนนคนเดินในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้วยการขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวในบริเวณถนนที่มีการจราจรแออัด เพราะจะเป็นการเพิ่มควันหรือฝุ่นในพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่กันหนาแน่นจากการจราจรติดขัด เช่น ถนนสีลม สุขุมวิท หรือสยามสแควร์ เป็นต้น ควรสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถขนส่งมวลชน หรือรถไฟฟ้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่น ดังนั้นเรื่องนี้จะรอช้าไม่ได้ต้องเร่งรณรงค์โดยเร็ว” สนธิ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้ภาครัฐนำประสบการณ์ในต่างประเทศโดยเฉพาะจีนมาใช้ เพราะเป็นวิธีการที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ ต้องติดตั้งหัวกระจายน้ำเป็นฝอยบนหลังคาของตึกสูงไม่เกิน 100 เมตร เรียกว่า Skyscraper Sprinkler System โดยจะพ่นละอองฝอยของน้ำขนาด 0.1-3 ไมครอน (ขนาดใกล้เคียงฝุ่น 2.5) ออกไปสู่บรรยากาศโดยรอบในรัศมีอย่างน้อย 50 เมตร จะสามารถจับฝุ่นดังกล่าวลงสู่พื้นดินได้ แต่ต้องทำพร้อมกันหลายๆ ตึกในระดับความสูงไม่เกิน 100 เมตร โดยทำในวันที่มีค่า PM2.5 สูงเกินมาตรฐานและลมสงบ (Bad Day) รวมถึงการพ่นละอองน้ำต้องทำอย่างต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30 นาที และเว้นระยะ 30 นาที-1 ชั่วโมง ซึ่งหากพ่นต่อได้สามารถลดฝุ่นลงได้ถึง 70% โดยเฉพาะในพื้นที่โซนที่มีค่ามลพิษสูง เช่น พระราม 2 บางขุนเทียน หรือพระประแดง

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนขอความร่วมมือให้ตึกสูงที่ตั้งอยู่ในเมืองทุกแห่งติดตั้ง Skyscraper Sprinkler System ที่ได้ออกแบบมาดังกล่าวและช่วยพ่นละอองฝอยของน้ำไปในบรรยากาศในวันที่มี PM2.5 สูงเกินมาตรฐานที่กำหนด (Bad Day) และจีนได้ผลิต Water Cannon หรือปืนใหญ่ฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้พ่นน้ำเป็นละอองฝอยขึ้นไปในอากาศได้สูงถึง 2,000 ฟุต โดยให้มีขนาดละอองน้ำ 0.1-3.0 ไมครอน เพื่อช่วยลด PM2.5 ในวันที่อากาศปิดและมีค่าฝุ่นสูงประกอบกันด้วย

สนธิ กล่าวย้ำว่า ในการไม่นำรถยนต์ส่วนตัวไปทำงาน ต้องเริ่มต้นที่ภาครัฐก่อนเป็นอันดับแรก ที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชน ด้วยการไม่นำรถยนต์ส่วนราชการออกมาขับขี่บนท้องถนนในเขตประกาศควบคุม รวมถึงต้องสนับสนุนให้มีการจัดตั้งอาสาสมัครภาคประชาชน หรือ Citizen Watchdog ในการตรวจสอบฝุ่น PM2.5 ในเขตประกาศควบคุมด้วยการตระเวนไปตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษว่ามีอยู่ตรงจุดใดบ้าง เน้นบริเวณที่มีการเผาหรือควันดำ รวมถึงร้านอาหารปิ้งย่างต่างๆ ต้องลดการปล่อยควัน หรือแม้แต่เมรุฌาปณกิจต้องมีการตรวจสอบว่าระบบการเผาไหม้ถูกต้องและได้มาตรฐานหรือไม่ รวมถึงเขตก่อสร้างที่มีการใช้เครื่องจักรที่ใช้น้ำมันเตาหรือน้ำมันดีเซลในเขตประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม ต้องหยุดไว้ก่อน

“วิธีการที่จะช่วยบรรเทาลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองได้ คือ การไปเอกซเรย์พื้นที่และจัดการกับแหล่งกำเนิดจะดีที่สุด โดยเฉพาะแหล่งต้นกำเนิดที่ถูกประกาศเขตควบคุมต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น ปิดโรงเรียน ถือว่ารัฐบาลดำเนินการถูกต้องแล้ว” สนธิ กล่าว

สำหรับมาตรการระยะยาว “สนธิ” เห็นว่าวันนี้ประชาชนมีความรู้ตื่นตัวและรับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ในปีหน้าประชาชนต้องไม่ยอมให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อย่างแน่นอน หากยังเป็นแบบนี้อยู่หน่วยงานภาครัฐย่อมต้องถูกตำหนิได้ ดังนั้นในปีหน้าภาครัฐต้องมีมาตรการที่เข้มข้นและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่เป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

อันดับแรก อยากเสนอ คือ ต้องเปลี่ยนการใช้น้ำมันดีเซลเป็น บี5 รวมถึงต้องสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับสนับสนุนบริษัทรถยนต์ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาถูก และต้องจำกัดรถยนต์ส่วนตัวโดยเฉพาะรถยนต์ใหม่ ต้องบังคับให้มีการจดทะเบียนเจ้าของรถยนต์ต้องมีพื้นที่จอดรถที่บ้านไม่เช่นนั้นจะไม่อนุญาตให้บุคคลดังกล่าวซื้อรถยนต์ได้ ที่สำคัญระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดต้องใช้ไฟฟ้าหรือเอ็นจีวี และต้องมีมาตรการเข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันพิษด้วยการเพิ่มค่ามาตรฐานเพื่อให้ลดการปล่อยควันพิษลดน้อยลง ดังนั้นกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องดำเนินการปรับระเบียบการควบคุมมาตรฐานการปล่อยควันดำที่ปลายปล่องของโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ หรือแม้แต่ท่อไอเสียจากรถยนต์ดีเซล ต้องมีการตรวจสอบเข้มงวด ต้องไม่ให้มีการปล่อยควันดำที่มีค่าเกินมาตรฐาน

สนธิ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าวันนี้ต้นตอของฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งมากจากไอเสีย ที่มาจากเครื่องยนต์ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้กับรถยนต์และเครื่องจักร โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐาน คาดว่าเป็นต้นเหตุหลักเนื่องจากใน กทม. มียานพาหนะมากหลายล้านคัน และในจำนวนดังกล่าวเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขณะเดียวกันยังมีการก่อสร้างจำนวนมากทั่วเมือง จนส่งผลต่อระบบจราจรและมีผลต่อการระบายไอเสียมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น จึงอยากเสนอมาตรการระยะยาวที่รัฐบาลควรรับฟัง คือ รัฐบาลต้องกล้าออกนโยบายเก็บภาษีค่าธรรมเนียมรถยนต์เก่าให้แพงขึ้นเพื่อให้ในอนาคตรถยนต์เก่าจะได้มีปริมาณลดน้อยลง และต้องลดการเก็บภาษีรถยนต์ออกใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือเอ็นจีวีให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น มาทดแทนรถยนต์เก่าที่ใช้พลังงานฟอสซิส และลดการใช้รถยนต์รุ่นเก่าให้น้อยลงแล้วจะช่วยลดมลพิษทางอากาศจากท่อไอเสียรถยนต์ อย่างไรก็ตามมาตรการที่เสนอนั้นจะดำเนินการได้กับระบบรางของรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนที่เน้นใช้ระบบไฟฟ้าและเอ็นจีวีต้องให้บริการเต็มระบบแล้วเท่านั้น จึงสามารถจะออกมาตรการที่กล่าวมาได้

“วันนี้ภาครัฐหรือรัฐบาลจะรอไม่ได้อีกแล้ว ต้องสนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ควบคุมหรือขึ้นทะเบียนรถยนต์ ใครจะซื้อรถต้องมีพื้นที่จอดที่บ้าน หรือต้องสนับสนุนให้เลิกการใช้รถยนต์เก่าที่ใช้พลังงานฟอสซิลให้น้อยลง หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ที่สำคัญต้องเข้มงวดกับต้นกำเนิดมลพิษหรือควันดำจากโรงงานอุตสาหกรรม เท่านี้ก็จะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้และไม่เกิดแรงต้านจากประชาชนหากระบบรางให้บริการเต็มระบบแล้วเท่านั้น”สนธิ กล่าว

ประชันโฉม! “ว่าที่นายกรัฐมนตรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/579046

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 07:54 น.

ประชันโฉม! "ว่าที่นายกรัฐมนตรี"

โฉมหน้าว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังพรรคการเมืองทยอยเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตในบัญชีของพรรค

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โฉมหน้าว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปเริ่มปรากฏเค้าลางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังพรรคการเมืองทยอยเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตในบัญชีของพรรคตามที่กฎหมายกำหนด ​ซึ่งจะต้องชี้ขาดกันที่​คะแนนเสียงที่แต่ละพรรคจะได้รับในการเลือกตั้งครั้งนี้

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งล่าสุดพรรคพลังประชารัฐได้ส่งเทียบเชิญมาเป็นแคนดิเดตในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคอย่างเป็นทางการ ​ด้วยจุดเด่นที่อยู่ในอำนาจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหาร ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช.​และนายกรัฐมนตรีมายาวนานกว่า 4 ปี รวมทั้งได้เริ่มต้นบรรดานโยบายสำคัญไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องและต่อยอดจากโครงการประชารัฐทั้งหลาย

ในแง่ประวัติส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ​เติบโตจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “ทหารเสือราชินี” เริ่มมาจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนถึงผู้บังคับการกรม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 ​ก่อนขยับขั้นมาสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในปี 2553

ถัดมา​ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย หนึ่งใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกชูขึ้นมาเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงอีกคนหนึ่งของพรรค ด้วยจุดเด่นเรื่องประสบการณ์การทำงานตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม เรื่อยมาจนถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ในปี 2550 เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

งานด้านบริหารเคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้ง ​​รมช.คมนาคม ปี 2537 รมว.สาธารณสุข ปี 2544 รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปี 2548 ประวัติการศึกษา จบปริญญาตรีด้านการตลาด จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ​

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแคนดิเดตหนึ่งเดียวในบัญชีของพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยจุดเด่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคหยิบยกมา 5 ข้อ อาทิ มีความทุ่มเทในการทำงาน ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เคยมีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น และมีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ​

ประวัติส่วนตัวจบปริญญาสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านในปี 2548 และเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2551 และต้องบริหารราชการท่ามกลางการประท้วงใหญ่ในเดือน ​เม.ย. 2552 และเดือน​ พ.ค. 2553 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อภิสิทธิ์ประกาศไม่จับมือเพื่อไทย และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล หนึ่งเดียวจากบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ด้วยจุดยืนไม่ได้อยู่ภายใต้การชี้นำของใคร ของตัวเอง ไม่ได้อยู่ข้างใคร และว่ากันว่าจะเป็นอีกตัวแปรสำคัญสำหรับการเมืองรอบนี้ โดยเฉพาะล่าสุดกับการประกาศตัวขอเป็นนายกรัฐมนตรี​กลางเวทีสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ในแง่ประสบการณ์ อนุทิน​เคยรับตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข และ รมช.พาณิชย์ เป็นบุตรชาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Hofstra ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2532 ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ต่อมาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อปี 2555

ด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค​ เป็นอดีตรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท ​จบการศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ​

จบปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง ​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทใบที่ 2 สาขาการเงินระหว่างประเทศ ที่โรงเรียนธุรกิจสเติร์น มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ​ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังปริญญาโทใบที่ 3 สาขากฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยซังคท์กัลเลิน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ​

ส่วน กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะเป็นรายชื่อที่พรรคเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวระบุว่าการเสนอชื่อดังกล่าวเป็นไปตามกติกาและพรรคพิจารณาเสนอชื่อเท่านั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นมิตรกับทุกคน และขอเป็นพันธมิตรกับทุกพรรค ​​

ประวัติ ​กัญจนา ​จบปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ปี​ 2542

ส่วนใครจะได้ขยับสถานะจากแคนดิเดตเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงนั้น คงต้องติดตามกันหลังเลือกตั้ง​ โดยมีคะแนนเสียงของประชาชนจะเป็นตัวชี้ขาด

กางชื่อ 250 ผู้สมัครพท. อดีต สส.เก่าพรึ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/578947

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 08:49 น.

กางชื่อ 250 ผู้สมัครพท. อดีต สส.เก่าพรึ่บ

สมรภูมิเลือกตั้ง’62:เพื่อไทยมีมติส่งผู้สมัคร สส.ระบบเขต 250 เขต แบ่งเป็น ภาคเหนือ 51 เขต ภาคอีสาน 112 เขตภาคกลาง 55 เขตภาคใต้ 10 เขต และ กทม.รวม 22 เขต

พรรคเพื่อไทยได้มีมติส่งผู้สมัคร สส.ระบบเขต 250 เขต แบ่งเป็น ภาคเหนือ 51 เขต ภาคอีสาน 112 เขตภาคกลาง 55 เขตภาคใต้ 10 เขต และ กทม.รวม 22 เขตโดย “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า ในจำนวน 250 เขต นั้นถือว่าเป็นที่หวังชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เมื่อเปิดดูรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดพบว่า มีอดีต สส.เก่าของพรรคเพื่อไทยลงสมัครถึง 107 คน และยังไม่นับรวมถึงเขตที่มีการส่ง บุตร ญาติ ของอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายพื้นที่

นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่างเช่น จ.แพร่ และพิจิตร พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการส่งผู้สมัครแต่อย่างใด

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส.เพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรคมีดังนี้

ภาคเหนือ ประกอบด้วย กำแพงเพชร ส่ง 4 เขต เขต 1 วีระศักดิ์ สุ่นสา 2.อดุลย์รัตน์ แสงประชุม 3.จรัญ อิสระบัณฑิตกุล และ 4.ปรีชา เพ็งภู่ เชียงราย 7 เขต 1 สามารถ แก้วมีชัย อดีต สส. 2.วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 3.วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส. 4.รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส. 5.พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส. 6.อิทธิเดช แก้วหลวง อดีต สส. 7.ละออง ติยะไพรัช อดีต สส.

เชียงใหม่ 9 เขต 1.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส. 2 .นพคุณ รัฐผไท อดีต สส. 3.จักรพล ตั้งสุทธิธรรม 4.วิทยา ทรงคำ อดีต สส. 5.ประสิทธิ์ วุฒินันชัย อดีต สส. 6.จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส. 7.สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8.สุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส. 9.ศรีเรศ โกฎคำลือ อดีต สส. ตาก ปี 2554 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง สส.เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งนี้ส่ง 1 เขต คือ เขต 3 คือ ชัยณรงค์ มะเดชะ

น่าน 3 เขต เขต 1 สิรินทร รามสูต 2.ชลน่าน ศรีแก้ว 3.ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ทั้งหมดเป็นอดีต สส.เก่า พะเยา 3 เขต คือ เขต 1 อรุณี ชำนาญยา 2.วิสุทธิ์ ไชยณรุณ 3.ไพโรจน์ ตันบรรจง อดีต สส.เก่า พิษณุโลก 3 เขต เขต 2 นพพล เหลืองทองนารา เขต 4 นิยม ช่างพินิจ อดีต สส. เขต 5  นคร มาฉิม อดีต สส.ประชาธิปัตย์ เพชรบูรณ์ 3 เขต จาก 6 เขต โดย เขต 1 สุทัศน์ จันทร์แสงศรี อดีต สส. เขต 3 ทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เหรัญญิกพรรคเพื่อไทย อดีต สส.บัญชีรายชื่อ เขต 4 พ.อ.ท.กิตติคุณ นาคะบุตร อดีต สส.ไทยรักไทย 2544

แม่ฮ่องสอน 1 เขต วิเชียร บุญ ระชัยสวรรค์ ลำปาง ส่ง 4 เขต คือ เขต 1 กิตติกร โล่ห์สุนทร อดีต สส.ไทยรักไทย 2.ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3.จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ อดีต สส. 4.อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ อดีต สส. ลำพูน 2 เขต คือ 1.สงวน พงษ์มณี อดีต สส. 2.รังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต สส. สุโขทัย 3 เขต คือ 1.ปราศาสตร์ ทองปากน้ำ อดีต สส.หลายสมัย 2.อรุณ สุภาพร 3.อารยะ ชุมดวง อดีต สส.หลายสมัย อุตรดิตถ์ 2 เขต คือ 1.กนก ลิ้มตระกูล อดีต สส. 2.ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส. นครสวรรค์ 6 เขต เขต 1 บุษยา ตั้งภากรณ์ ลูกสาว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต สส.ไทยรักไทย 2.วรภัทร ตั้งภากรณ์ 3.สัญชัย วงษ์สุนทร อดีต สส.ไทยรักไทย 4.พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต สส. 5.ทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต สส. 6.อภิสิทธิ์ อินทสิทธิ์

ภาคอีสาน ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ 5 เขต เป็นอดีต สส.ปี 2554 ทุกคน คือ 1.บุญรื่น ศรีธเรศ 2.วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ 3.คมเดช ไชยศิวามงคล 4.พีระเพชร ศิริกุล 5.ประเสริฐ บุญเรือง ขอนแก่น 10 เขต คือ 1.จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต สส. 2.อรอนงค์ สาระผล อดีต สส. 3.จตุพร เจริญเชื้อ อดีต สส. 4.มุกดา พงษ์สมบัติ อดีต สส. 5.ภาควัตน์ ศรีสุรพล ลูกชาย สุชาย ศรีสุรพล อดีต สส.ที่เสียชีวิต 6.สิงห ภณ ดีนาง 7.นวัธ เตาะเจริญสุข อดีต สส. 8.สรัสนันท์ อรรณนพพร 9.วันนิวัติ  สมบูรณ์ 10.บัลลังก์ อรรณนพพร

ชัยภูมิ 6 เขต คือ 1.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย อดีต สส.ภูมิใจไทย 2.อรรถวีร์ อุระวัฒนพันธุ์ 3.อนันต์ ลิมปคุปตถาวร 4.มานะ โลหะวณิชย์ อดีต สส. 5.พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล อดีต สส. 6.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีต สส. นครพนม 4 เขต คือ 1.ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ อดีต สส. 2.มนพร ศรีเจริญ อดีต สส. 3.ไพจิต ศรีวรขาน อดีต สส. 4.ชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์

นครราชสีมา 14 เขต คือ 1.ร.ต.อ. สุปชัย อินทรักษา 2.สุธรรม พรสันเทียะ 3.ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต สส. 4.จักกฤช ผามูลสุข 5.โกศล ปัทมะ อดีต สส. 6.สมชาย ภิญโญ 7.จรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร อดีต สส. 8.ประชาธิปไตย คำสิงห์นอก อดีต สส.หลายสมัย 9.อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด 10.พ.ต.อ.ปฏิวัติ นาคำ 11.สมชาติ เดชดอน 12.ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ 13.รชตะ ด่านกุล 14.สุชาติ ภิญโญ อดีต  สส. บึงกาฬ  2 เขต คือ เขต 1 เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ อดีต สส. 2.ไตรรงค์ ติธรรม อดีต สส.

บุรีรัมย์ 4 เขตใน 9 เขต คือ เขต 2 สุรศักดิ์ นาคดี อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 3 7.พีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 4 ประกิจ พลเดช อดีต สส.ไทยรักไทย เขต 6 พรชัย ศรีสุริยันโยธิน อดีต สส.ปี 2554 มหาสารคาม 5 เขต คือ 1.กิตติศักดิ์ ธนาสวัสดิ์ 2.ไชยวัฒนา ติณรัตน์ อดีต สส. 3.ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต สส. 4.จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ อดีต สส. 5.สุทิน คลังแสง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ มุกดาหาร 2 เขต คือ 1.อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต สส. 2.บุญฐิน ประทุมลี อดีต สส. ยโสธร 3 เขต คือ 1.ปิยวัฒน์ พันธ์สายเชื้อ อดีต สส. 2.บุญแก้ว สมวงศ์ อดีต สส. และ 3.ธนกร ไชยกุล

ร้อยเอ็ด 7 เขต คือ 1.วราวงษ์ พันธุ์ศิลา อดีต สส. 2.ฉลาด ขามช่วง อดีต สส. 3.นิรมิต สุจารี อดีต สส.4.นิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต สส. 5.จิราภรณ์ สินธุไพร ลูกสาว นิสิต สินธุไพร อดีต สส.เพื่อไทย 6.กิตติ สมทรัพย์ อดีต สส. 7.ศักดา คงเพชร อดีต สส. เลย 3 เขต คือ 1.เลิศศักดิ์ พัฒนกุลชัย 2.ศรัณย์ ทิมสุวรรณ 3.สันติภาพ เชื้อบุญมี ศรีสะเกษ 8 เขต คือ 1.ธเนศ เครือรัตน์ อดีต สส. 2.สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ อดีต สส. 3.วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ อดีต สส. 4.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ อดีต สส. 5.ธีระ ไตรสรณกุล อดีต สส. 6.วีระพล จิตสัมฤทธิ์ อดีต สส. 7.มานพ จรัสดำรงนิตย์ อดีต สส. 8.ผ่องศรี แซ่จึง อดีต สส.

สกลนคร 6 เขต คือ อดีต สส.ทั้งหมด 1.อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย 2.นิยม เวชกามา 3.พัฒนา สัพโส 4.อนุรักษ์ บุญศล 5.สกุณา สาระนันท์ 6.เกษม อุประ สุรินทร์ 7 เขต คือ 1.พันธ์เทพ ฐานุพงศ์ชรัช 2.ชูชัย มุ่งเจริญพร อดีต สส. 3.คุณากร ปรีชาชนะชัย 4.ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต สส. 5.ครูมานิตย์ สังข์พุ่มอดีต สส. 6.สมบัติ ศรีสุรินทร์ อดีต สส. 7.ชูศักดิ์ แอกทอง อดีต สส. หนองคาย 3 เขต คือ 1.กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ 2.ชนก จันทาทอง 3.เอกธนัช อินทร์รอด อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หนองบัวลำภู 3 เขต คือ 1.สยาม หัตถสงเคราะห์ 2.ไชยา พรหมา อดีต สส. 3.ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี อำนาจเจริญ 2 เขต คือ 1.สมหญิง บัวบุตร อดีต สส. 2.ดนัย มหิทธิพันธ์

อุดรธานี 8 เขต 1.ศราวุธ เพชรพนมพร อดีต สส. 2.อนันต์ ศรีพันธุ์ อดีต สส. 3.ขจิตร ชัยนิคม อดีต สส. 4.อาภรณ์ สาราคำ 5.จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ 6.จักรพรรดิ ไชยสาส์น อดีต สส. 7.เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม อดีต สส. 8.เทียบจุฑา ขาวขำ อดีต สส. อุบลราชธานี 10 เขต คือ 1.วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ อดีต สส. 2.ณรงค์ชัย วีระกุล 3.กิตติ์ธัญญา วาจาดี 4.เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ 5.รัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ 6.พิสิษฐ์ สันตพันธุ์ อดีต สส. 7.ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส. 8.เอกพล ญาวงศ์ 9.ประภูศักดิ์ จินตะเวช 10.สมคิด เชื้อคง อดีต สส.

ในขณะพื้นที่ภาคกลาง ผู้สมัครที่เป็นอดีต สส. อาทิ ฉะเชิงเทรา เขต 2 สมชัย อัศวชัยโสภณ ชลบุรี เขต 4 จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นครนายก เขต 1  วุฒิชัย กิตติธเนศวร นนทบุรี เขต 1 นิทัศน์ ศรีนนท์ เขต 3 มานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ เขต 4 มนตรี ตั้งเจริญถาวร เขต 5 วันชัย เจริญนนทสิทธิ์ ปทุมธานี เขต 1 สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล เขต 2 ศุภชัย นพขำ เขต 3 สมศักดิ์ ใจแคล้ว เขต 5 พิมพิมล ธรรมสาร ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 วิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์ปราจีนบุรี เขต 3 คมกฤช หงษ์วิไล พระนครศรีอยุธยา เขต 1 สุรเชษฐ์ ชัยโกศล เขต 3 วิทยา บุรณศิริ

ลพบุรี เขต 1 พิชัย เกียรติวินัยสกุล เขต 2 สุชาติ ลายน้ำเงิน สมุทรปราการ ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย เขต 4 วรชัย เหมะ เขต 5 สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ สระแก้ว เขต 3 สรวงศ์ เทียนทอง สระบุรี เขต 2 อรรถพล วงษ์ประยูร และเขต 3 องอาจ วงษ์ประยูร สิงห์บุรี 1 เขต สุรสาล ผาสุข สุพรรณบุรี เขต 4 สหรัฐ กุลศรี

พื้นที่ กทม.ส่ง 22 เขต เป็นอดีต สส.11 คน อาทิ เขต 1  พระนคร ป้อมปราบฯ สัมพันธวงศ์ ดุสิต ลีลาวดี วัชโรบลเขต 9  หลักสี่ จตุจักร สุรชาติ เทียนทองอดีต สส.กทม. เขต 10  ดอนเมือง การุณ โหสกุล เขต 11  สายไหม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เขต 12 บางเขน อนุสรณ์ ปั้นทอง เขต 14 บึงกุ่ม คันนายาว พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศเขต 15  มีนบุรี คันนายาว วิชาญ มีนชัยนันท์เขต 16 คลองสามวา จิรายุ ห่วงทรัพย์ เขต 17 หนองจอก ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ อดีต สส.กทม. เขต 18  ลาดกระบัง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และเขต 28  บางแค วัฒนา เมืองสุข อดีต สส.ปาร์ตี้ลิสต์