ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576824

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

ผังเมืองใหม่พลิกโฉมกรุงเทพฯ ไร้รอยต่อเชื่อมปริมณฑลปี63

กทม.คาดว่าร่างผังเมืองฉบับใหม่จะประกาศใช้ได้ในปี2563 โดยเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ

*******************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพฯ และปริมณฑล หากรวมพื้นที่กันแล้วถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีประชากรเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ หรือประมาณ 20 ล้านคน เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ทว่าปัจจุบันระยะห่างระหว่างจังหวัดประมาณ 500-1,000 เมตร ปรากฏว่าการใช้ประโยชน์จากที่ดินแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายควบคุมผังเมืองแตกต่างกัน แยกส่วนการบังคับกฎหมายจึงกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างพัฒนาไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียว

แสนยากร อุ่นมีศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กทม. เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเปิดประชาพิจารณ์ผังเมืองกรุงเทพฯ รอบสุดท้ายในอีกไม่นานนี้จะเสนอร่างผังเมืองฉบับใหม่ให้คณะกรรมการกรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณาต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในปี 2563

โดยรูปแบบการจัดผังเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑล มุ่งเน้นให้เมืองมีความกระชับแต่เชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของโครงการรถไฟฟ้าที่เกิดขึ้น 12 เส้นทาง ระยะ 508 กิโลเมตร 318 สถานี สถานีรวม 39 สถานี ส่งผลให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการพัฒนาผังเมืองที่มีความเชื่อมโยงต้องทำผังเมืองรวมระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเป็นกรอบใหญ่ในการพัฒนาซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน มุ่งเน้นยึดหลักการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า เพื่อรองรับการเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่นำมาประกอบการวางและจัดทำผังเมืองรวม มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ 2580 อาทิ ด้านประชากร คือกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีประชากรเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 17 ล้านคน และในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีประชากร 9 ล้านคน ในอนาคตปี 2580 เพิ่มขึ้นเป็น 9.48 ล้านคน

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงต้องวางผังเมืองสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีจำนวน 60 ล้านคน มีการคาดการณ์ว่าในปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 115 ล้านคน

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน นับตั้งแต่ปี 2552-2558 กรุงเทพฯ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมเพิ่มขึ้นจาก 510.42 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) และ 72.28 ตร.กม. เป็น 547.70 ตร.กม. และ 90.67 ตร.กม. ส่วนการใช้สอยประโยชน์ที่ดินประเภทเกษตรกรรมและพื้นที่ว่างลดลงจาก 453.09 ตร.กม. และ 398.53 ตร.กม. เป็น 429.94 ตร.กม. และ 365.82 ตร.กม.

แสนยากร กล่าวอีกว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเปลี่ยนจากบ้านเดี่ยว บ้านแฝด เรือแถว และตึกแถว เป็นอาคารชุดพักอาศัย และอาคารพาณิชย์สำนักงานขนาดใหญ่ตามแนวสายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ดังนั้นในร่างผังเมืองฉบับใหม่ จึงมีการปรับสาระสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน โดยปรับระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมือง คือ พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (พื้นที่สีเหลือง) และพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) จะปรับการใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม) หรือพื้นที่หนาแน่นมาก (สีน้ำตาล)

ส่วนพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น พื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี ปรับจากพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง อาทิ สวนหลวง บางกะปิ คันนายาว บึงกุ่ม ลาดพร้าว วังทองหลาง และที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากย่านใจกลางเมืองพัฒนาเป็นพาณิชยกรรม เช่น เขตพระนคร ป้อมปราบฯ เดิมเป็นสีน้ำตาลเข้มเปลี่ยนเป็นสีแดง เขตวัฒนาจากสีน้ำตาลปรับเป็นสีแดงตามลำดับ

อนึ่ง ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีเหลือง บริเวณฝั่งตะวันออกของ กทม. บริเวณพื้นที่เขตสวนหลวง เปลี่ยนจากพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก และเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มและสีม่วงบริเวณฝั่งตะวันตกของ กทม. บริเวณเขตราษฎร์บูรณะ เขตจอมทอง และเขตบางขุนเทียน จากพื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง

“หัวใจสำคัญของผังเมืองฉบับใหม่อยู่ที่ระบบราง จึงทำให้เรื่องของผังเมืองต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยคำนึงถึงศักยภาพบนพื้นฐานของการกระชับเมืองให้ครบครันในทุกด้าน เช่น คมนาคมและขนส่ง สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมถึงด้านกฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก” แสนยากร กล่าว

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576460

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 06:51 น.

เปิดใจขุนพลอีสาน ปชป. ระบบใหม่ได้มากกว่าเดิม

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

พื้นที่ภาคอีสานถือเป็นฐานคะแนนสำคัญที่ทุกพรรคต่างให้ความสำคัญทุ่มเข้าไปหาเสียงแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งติดภาพลักษณ์พรรคของคนใต้ จนทำให้พื้นที่ภาคอีสานกลายเป็นจุดอ่อนยากจะเข้าถึง

แต่รอบนี้ วิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคอีสาน แสดงความมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนเสียงมากกว่าที่ผ่านมา เพราะระบบเลือกตั้งใหม่ทุกคะแนนมีความหมาย ต่างจากระบบเลือกตั้งเดิมที่คะแนนในเขตเลือกตั้งที่แพ้ในระบบเขตไม่มีความหมาย

ทั้งนี้ จากพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 116 เขต การเลือกตั้งล่าสุด 4-5 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 1 ล้านคะแนน มี สส.เขต 4 คน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นคะแนนที่แพ้เลือกตั้งไม่มีผล คิดเฉพาะ 4 คนที่ชนะเท่านั้น

“ครั้งที่แล้วเราจะได้คะแนนเฉพาะเขตที่เราได้ สส. แต่เที่ยวนี้เราสู้ทุกเขต เราเอาจริงทุกเขต ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง เที่ยวนี้โอกาสที่จะได้คะแนนรวมเกิน 1 ล้าน แต่จะเกินเท่าไหร่นั้น ต้องรอวิเคราะห์คู่แข่ง คู่ต่อสู้ว่าเล่นเกมหนักแค่ไหน” วิฑูรย์ กล่าววิฑูรย์ อธิบายว่า ในพื้นที่ภาคอีสานพรรคที่น่าจะได้คะแนนอันดับ 1 น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยเพราะ สส.เพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังอยู่กับเพื่อไทย ถัดมาคือพรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ ส่วนพรรค อื่นๆ ก็พอมี แต่โอกาสที่จะได้ สส.นอกจาก 4 พรรคนี้ยังมองไม่เห็น สำหรับประชาธิปัตย์รอบนี้คาดว่าจะได้มากกว่า 10 ที่นั่ง ทั้ง อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร ร้อยเอ็ด ส่วนจะได้จริงเท่าไหร่ขึ้นกับฟอร์มของคู่แข่ง

ทั้งนี้ ต้องดูฟอร์มของพลังประชารัฐ ว่าของจริงดีหรือไม่ เพราะจากที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวกันมาเยอะ ทั้งอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี จะเห็นว่าเป็นอดีต สส. ก่อนเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เป็นอดีต สส. หรืออดีตรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย จึงถือว่ายังไม่สด แต่เนื่องจากเขามีอำนาจรัฐ แจกนู่นนี่ ส่วนจะทำให้เสียงดีขึ้นหรือไม่ก็ต้องรอดู

“แต่ใจจริงยังคิดว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะเบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะประกาศตัวชัดเจนแน่นอน เขาไม่สู้ทุกเขตเลือกตั้ง เขาเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมาย ถึงจะส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่เขาจะเลือกสู้เฉพาะเขตเป้าหมายของเขา ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตอนนี้เขาสู้แบบสะเปะสะปะ”

วิฑูรย์ ย้ำว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น ส่วนเขตที่มีการแข่งขันสูง เช่น โคราช ชัยภูมิ เรามีผู้สมัครดีๆ แต่หลายพรรคสู้กันเยอะ เราเลยไม่ค่อยมั่นใจนัก โดยผู้สมัครรอบนี้ดีกว่ารอบที่แล้วมาก เนื่องจากมีความพร้อม มีเวลาในการเตรียมตัว การจัดการ มีเวลาสรรหามากกว่าครั้งที่ผ่านมาเยอะ หากครั้งที่แล้วเต็ม 100% ครั้งที่แล้วเตรียมตัวได้ประมาณ 10% แต่ครั้งนี้ความพร้อมเตรียมตัวได้ถึง 80%

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครของพรรครอบนี้ มีความหลากหลายทั้งคนเก่า คนรุ่นใหม่ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ คนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งอายุต่ำกว่า 40 ปี มีจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงคนรุ่นใหม่ก็อาจมีความเสียเปรียบคนเก่าอยู่บ้าง เพราะคนเก่ามีฐานเสียงเดิมอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ยังไม่มีฐานเสียง และการเลือกตั้งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน สำหรับการลงพื้นที่หาเสียง แต่คนรุ่นใหม่ก็จะมีฐานของคนรุ่นใหม่

หากวิเคราะห์ฐานคะแนนเดิมที่ได้ 1 ล้านคะแนนนั้น บางเขตประชาธิปัตย์ได้เพียงแค่หลักพัน 3,000-5,000 ขณะที่คู่แข่งได้กันหลักหมื่น แต่เมื่อการเลือกตั้งรอบนี้ทุกคะแนนมีความหมาย จึงต้องทำให้ได้คะแนนทุกเขต ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะทำอย่างไรให้ได้คะแนนทุกเขตเกินหมื่นขึ้นไป ซึ่งหากรวมทุกเขต 116 เขต จะได้มากกว่า 1 ล้านคะแนนที่เคยได้ ยังไม่รวมกับคะแนนในเขตที่เสียงดี มีความพร้อม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากขึ้น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในแง่นโยบายพรรคที่จะไปใช้หาเสียงในพื้นที่ภาคอีสานนั้น นโยบายที่ประชาชนชื่นชอบนโยบายแรกคือ เรื่องประกันรายได้ ประกันราคา เช่น ชาวนาทำนาสมมติประกันรายได้ตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ราคาขายในตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาท จะมีส่วนต่าง 5,000 บาท เกษตรกรก็จะไปรับกับรัฐ 5,000 บาท แต่ถ้าราคาขายเกิน 1.5 หมื่นบาท ก็ไม่ต้องมารับจากรัฐ นโยบายประกันราคาตรงนี้ดีกว่าการโครงการรับจำนำของรัฐบาลที่ผ่านมา ยุ่งยากต้องเอาข้าวไปเข้าโครงการรับจำนำ ต้องขนส่งยุ่งยาก ทำให้คนไม่ค่อยชอบ แตกต่างจากโครงการประกันรายได้ของประชาธิปัตย์ที่คนชอบมากกว่า

อีกนโยบายที่คนชอบคือเรื่องสวัสดิการที่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกที่นำเสนอ และมีหลายพรรคมาทำเลียนแบบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะเป็นเรื่องดี ทั้งสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ ดูแลอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ไปจนถึงเรื่องนโยบายใหม่อย่างเรื่องการกระจาย อำนาจ กระจายความเจริญ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานไปสู่พื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งนโยบายที่บอกไปนี้เชื่อว่าจะจูงใจให้ประชาชนมาเลือกประชาธิปัตย์มากขึ้น

ส่วนบรรยากาศการหาเสียงในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นปัญหาในอดีตนั้น วิฑูรย์ กล่าวว่า เที่ยวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ซึ่งขณะนั้นยังแยกเป็นสีแดง สีเหลือง และพื้นที่อีสานสีแดงแข็งแรง แต่เที่ยวนี้ไม่มีเรื่องสีเสื้อแล้ว จากเดิมครั้งที่แล้วพื้นที่บางพื้นที่ในภาคอีสานเราไปไม่ได้เลยหาเสียงไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้หัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงได้ทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นโอกาสดีขึ้น

‘เฉลิม’ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/576234

  • วันที่ 08 ม.ค. 2562 เวลา 07:09 น.

'เฉลิม'ฟันธงเลื่อนเลือกตั้งไร้เหตุผลประชาชนลุกฮือแน่

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองอันอึมครึม เลื่อนหรือไม่มีเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มั่นใจเกินร้อยว่าชนะเลือกตั้งครั้งนี้แน่ๆ นำโดย “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จึงต้องออกโรงมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขยับและกล้าประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเสียทีว่าจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องไม่ควรเกิน 7 วัน หลังจากนี้ กกต.ควรกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าไม่ชัดเจนแสดงว่ามีพรรค การเมืองบางพรรคไม่พร้อมเลือกตั้ง เพราะพรรคนี้มีแต่อดีต สส. หรือ อดีตผู้นำท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นสมาชิกพรรค และเป็นพรรคที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่จากการลง พื้นที่พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าชนะถล่มทลาย เพราะประชาชนต้องการให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส หรือนโยบายสำคัญๆ อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษา ทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบายหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ ขณะที่นโยบายบัตรคนจนก็ว่ากันไป เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน

“วันนี้อยากถามว่าความยากจนเกิดจากอะไร เกิดจากบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างชาติไม่เชื่อถือ อย่างโครงการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี รัฐบาลพูดไปเท่าไรก็ไม่มีชาติไหนเชื่อ หรือนโยบาย 4.0 ก็ไม่มีความชัดเจนและไม่เข้าใจ”  ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กกต.ต้อง ตัดสินใจประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนโดยเร็ว โดยต้องให้คำตอบแก่พี่น้องประชาชนภายใน 7 วัน ว่าประเทศไทยจะมี การเลือกตั้งเมื่อไร จะเป็นวันที่ 10 มี.ค. หรือวันที่ 24 มี.ค. รับได้ทั้งสิ้น เพราะ ได้ข่าวว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งตั้งขึ้นมีความต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะไม่มีความพร้อม ในการแข่งขันลงเลือกตั้ง เพราะถึงจะลงเลือกตั้งจริงๆ ก็ไม่สามารถชนะพรรคเพื่อไทยได้ ซึ่งมั่นใจว่าจะได้ สส.เกิน 300 ที่นั่งแน่นอน

“ผมมั่นใจพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย ได้ สส.ใกล้ๆ 300 ที่นั่งแน่นอน อยากบอก พรรคการเมืองบางพรรค ถ้าคุณได้ สส. ไม่ถึง 250 ที่นั่ง หรือได้น้อยกว่านั้น แล้วหวังจะเอาวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง มาลงคะแนนโหวตให้เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองเสนอ นายกรัฐมนตรี คนนั้นจะสง่าราศีได้อย่างไร เพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือกไปแล้ว ลองคิดดูหาก วันแรกประชุมสภาเลือกประธานสภา โดยทางพรรคเพื่อไทยมีมติเลือกประธานสภาได้แล้วก็ต้องไปประชุมอีกวันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หากได้นายกรัฐมนตรี เสียงข้างน้อยมาจริงๆ ทางวุฒิสภาก็กลับไปที่เก่าแล้ว รัฐบาลจะบริหารประเทศชาติได้อย่างไร” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งและคะแนนเสียงชนะทุกพรรค ทั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่ดี 3 ด้าน คือ การแก้ปัญหาความยากจนด้วยนโยบายการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส เช่น กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือหนึ่งทุนหนึ่งตำบล ฯลฯ ซึ่งเหตุผลที่เศรษฐกิจไม่ดีอยู่ในทุกวันนี้เพราะบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ต่างประเทศไม่ให้ความเชื่อถือจึงไม่เข้ามา ลงทุน อีกนโยบาย คือ นโยบายปราบปราม ยาเสพติดที่ประสบความสำเร็จเมื่อครั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และนโยบายแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้เฉพาะรายมาตรา เช่น มาตรา 272 ที่มาวุฒิสมาชิกเลือกนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย เป็นไปได้อย่างไร อยากถามว่าคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จงฟังให้ดี การปฏิรูปประเทศหรือปฏิรูปการเมือง ได้อย่างไร เพราะเป็นการนำรัฐธรรมนูญปี 2522 มาใช้ชัดๆ คือนายกรัฐมนตรีไม่ต้อง มาจากการเลือกตั้ง จำเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2535 ได้หรือไม่ วุฒิสภา มีสิทธิลงคะแนน ที่เลือก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี “หากเลื่อนเลือกตั้งไปไม่มีกำหนด หรือเลื่อนไปเรื่อยๆ จะเกิดเรื่องรุนแรงอีกครั้ง ผมไม่ใช่โหร แต่ผมก็ไม่เชื่อหมอดู แต่ผมสัมผัสได้ว่าประชาชนไม่ยอมแน่นอน ขออย่าให้มีเรื่องเลย พรรคการเมืองเหมือนนักมวย ถ้าแพ้ก็กลับไปซ้อมใหม่แล้วกลับมาชกใหม่ จะหวังให้ชนะอย่างเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมา 4 ปี 7 เดือน ประชาชนรอ รอมานานแล้ว หากไม่มีเลือกตั้งจะเกิดการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ดังนั้นอย่าไปหมิ่นน้ำใจประชาชน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ประธานคณะกรรมการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้ง กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้สักที่นั่ง หรือไม่มีทางถึง 125 ที่นั่งด้วยซ้ำ เช่น ภาคอีสานตอนบน ไม่มีทางได้ สส.แม้แต่ คนเดียว หรือที่ จ.เชียงใหม่ หรือพะเยา ก็ตาม ไม่มีทางได้ สส.สักคน จะแพ้ทุกเขต อาจจะได้ สส.บางพื้นที่ เช่น จ.สุโขทัย พื้นที่ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต สส. พรรคเพื่อไทย หรือในภาคกลางอาจจะได้ สส.บ้างเล็กน้อย ซึ่งประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐ น่าจะได้ประมาณ 25 ที่นั่ง หากเป็นเช่นนั้นถามว่าจะให้ สว.แต่งตั้งมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เกินกว่า 300 ที่นั่ง สามารถเลือกประธานสภาได้ ดังนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคพลังประชารัฐ จะบริหารประเทศไปได้อย่างไร เพราะที่มา ของนายกรัฐมนตรีไม่สง่างาม และจะ ถูกฝ่ายค้านยื่นกระทู้ทุกสัปดาห์จนบริหารประเทศไม่ได้

“วันนี้มีพวกนกรู้ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรอบเวลาจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน รวมวันประกาศผลด้วยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะให้ศาลวินิจฉัยได้อย่างไร เพราะปัญหายัง ไม่ได้เกิด แต่คนคนนี้ก็มาอวดรู้ตลอด ทั้งที่ ส่วนตัวก็ชอบกันดี แต่ขออย่ามาชักใบให้เรือเสีย ควรอยู่เฉยๆ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังแทงกั๊กไม่ประกาศสนับสนุนฝ่ายใด แต่เราพรรคเพื่อไทยฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แล้ว และในวันที่ 15  ม.ค.นี้ เวลา 17.00  น.  จะเปิดเวทีอภิปราย ชำแหละพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด ตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองเมื่อปี 2552 ที่มีพรรคการเมืองบางพรรคเปิดทางให้เกิดการปฏิวัติ แต่พรรคตัวเองไม่ได้ตั้งรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าเปิดประตูให้ทหารเข้ามาปฏิวัติแล้วเข้ามาตั้งรัฐบาลเสียเอง

ส่อง “ทุนการเมือง” สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575969

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

ส่อง "ทุนการเมือง" สู้ศึกเลือกตั้ง62

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักของแต่ละพรรคการเมือง

****************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคใดจะแพ้ หรือชนะ วัดกันตรง “ทุน” ที่วางอยู่หน้าตักทุกพรรค พรรคใดทุนหนาย่อมมีความได้เปรียบกว่าพรรคทุนน้อย

ส่องดูพรรคที่ถูกการกล่าวขานมากที่สุด หนีไม่พ้น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีนายทุนขาใหญ่สุดในพรรค คือ กลุ่มสามมิตร “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีต สส.สุโขทัย นักการเมืองรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ และเส้นสายการเมืองที่พกพา “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย อดีต สส.ชัยนาท ประธานสโมสรฟุตบอลชัยนาทเอฟซี มาผนึกกำลังกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังระดับหมื่นล้าน ที่ขนอดีต สส.ดังๆ เข้าพรรคกว่าร้อยชีวิต แต่ละคนค่าตัวเกินเจ็ดหลักทั้งสิ้น

“สุริยะ” เป็นถุงเงินใหญ่ของพรรค เพราะได้พา “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ”ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท ซัมมิท ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ มารับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่ใน พปชร.ยังมีก๊วนการเมืองย่อยๆ แต่ละก๊วนทุนหนาไม่เบา อาทิ กลุ่มชลบุรี อดีตพรรคพลังชล นำโดย “สนธยา คุณปลื้ม” อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส.ชลบุรี ทุนใหญ่ตระกูล “คุณปลื้ม” ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก

หรือก๊วนอุบลฯ ของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ก๊วนโคราช ของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก๊วนกาญจนบุรี ของ “ธรรมวิชญ์” และ “อัฎฐพล” โพธิพิพิธ บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือกำนันเซี๊ยะ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดล้วนเป็นเศรษฐีภูธร

แถมยังได้ผนึกนายทุนใหญ่ที่ย้ายมาจากพรรคเก่าแก่ อาทิ กลุ่มเมโทรแมชีนเนอรี่ ของ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” อดีต สส.กทม. ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นแม่งานใหญ่ในการจัดโต๊ะจีนระดมทุนเข้าพรรคล่าสุดทะลุ 600 ล้านบาท

แต่ที่สุดแห่งนายทุนพรรค คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” 1 ใน 3 มิตร กำลังสำคัญในการตั้งพรรคมี 4 รัฐมนตรี “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค, “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ค่อยเป็นมือไม้ในการประสานงาน ดังนั้น “สมคิด” จึงเป็นแม่เหล็กพลังสูงดึงดูดเงินจากภาคธุรกิจมาสนับสนุนพรรคได้อย่างมากมายอย่างน่าทึ่ง

และยังได้แรงเสริมจากทุนยักษ์ใหญ่วงการสื่อสารมวลชน “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี นายทุนกลุ่มธุรกิจสื่อชื่อดังย่านวิภาวดีรังสิต ครอบครองสื่อทุกแพลตฟอร์ม ผนึกกับ “วิเชฐ ตันติวานิช” อดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และอดีตผู้บริหาร Money Channel มากประสบการณ์ด้านสื่อมาช่วยหนุนเสริม ทั้งหมดคือขุมกำลังของพรรคพลังประชารัฐที่เพียบพร้อมทั้งกำลังคนและเสบียง กระสุนดินดำครบครัน พร้อมรบทุกด้าน

ต่างจากพรรคเก่าแก่ที่ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะนายทุนใหญ่ที่หาเงินเข้าพรรคตีจากไปหลายคน “พรรคประชาธิปัตย์” นำโดย“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลดัง หรือนักธุรกิจ ที่ล้วนมีสายสัมพันธ์กับการก่อตั้งพรรค ผู้บริหาร หรือ สส.ในพรรค อาทิ ตระกูลโสภณพนิช หรือกลุ่มนักธุรกิจที่สนับสนุนในรูปแบบเงินบริจาค เช่น เบญจจินดา โฮลดิ้ง, ยิบอินซอย, อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสิร์ช คอร์ปอเรชั่น, เสริมสงวน กรุงธนเอนยิเนียร์, สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) สงขลาฟินิชชิ่ง อาจรวมถึงเครือดุสิตธานี คอนเนกชั่นผ่านทาง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในฐานะเขยดุสิตฯ หรือกลุ่มทุนขาประจำที่มักสนับสนุนทุกข้างไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ แต่ระยะหลังๆ นี้กร่อยมาก เพราะกลุ่มทุนใหญ่ภายในพรรคย้ายข้างไปซบ พปชร.กันเยอะ ส่วนกลุ่มทุนหน้าใหม่ๆ ก็ไม่วิ่งเข้ามาอีก ถุงเงินสนับสนุน ปชป.จึงดูแฟบๆ

ฟาก “พรรคเพื่อไทย” ยังคงเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ตระกูลชินวัตร นายทุนใหญ่ตลอดกาล ซูเปอร์แม่เหล็กดึงดูดทุนเข้ามาสนับสนุนพรรค แต่ตอนนี้แตกสาขาสอง คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ทำให้นายทุนใหญ่เดิมที่เคยอุดหนุนพรรคเพื่อไทย ย้ายไปกองอยู่ “ทษช.” กันเยอะมาก จึงทำให้ทุนสนับสนุนพรรคแยกเป็นสองกอง อาทิ “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน “องอาจ เอื้ออภิญญกุล” พี่ชาย “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” เจ้าของธุรกิจกลุ่มบ้านปู และบริษัท เฉลิมโลก ของ “วิรุฬ เตชะไพบูลย์” อดีต รมช.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมถึง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 หรือ “สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” อดีตเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน ล้วนย้ายมาอยู่ “ทษช.” กันหมด ทำให้ทุนใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในกำมือของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ส่วนพรรคระดับกลางที่พาวเวอร์ด้านกำลังทุนไม่แพ้พรรคใดๆ “พรรคภูมิใจไทย”แกนนำเบอร์หนึ่ง คือ “เนวิน ชิดชอบ” พรรคนี้นายทุนใหญ่เพียบ รวยอันดับต้นๆ ของประเทศ อาทิ เจ้าสัวรับเหมาก่อสร้างแห่งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ซึ่งมีทายาทอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคคอยสั่งการรองจากเนวิน อีกทุนใหญ่ คือ ตระกูลศรีรักอักษร ที่แม้วันนี้ “เสี่ยวิชัย” ได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทายาทของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ ยังคงให้การสนับสนุนไม่เปลี่ยนแปลง

อีกพรรคแม้ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วน่าจับตามอง “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” เจ้าของธุรกิจสื่อชื่อดังบนถนนราชดำเนินที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลสูงในวงการธุรกิจสีเทาท่อน้ำเลี้ยงดีไม่ใช่น้อย ที่สำคัญสนิทแนบแน่นกับ “สมคิด” เบอร์หนึ่งทุนใหญ่แห่งพรรค พปชร.อีกต่างหาก

สำหรับพรรคเก่าแก่อย่าง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ที่สิ้นบุญ “บรรหาร ศิลปอาชา” ตกทอดมาสู่รุ่นลูก “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ทายาทมังกรเติ้ง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค ยังใช้แนวทางเดิมๆ สมัยคุณพ่อเติ้ง ที่ถนัดหากระสุนดินดำแบบเงียบๆ

ปิดท้าย พรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “รปช.” ที่มี “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” เป็นหัวหน้าพรรค แต่บุคคลที่คอยจัดหากระสุนดินปืนไว้สู้ศึกเลือกตั้งคราวนี้ คือ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ นายหนังตะลุงผู้กำกับอยู่ข้างหลัง

ล่าสุดจัดงานระดมทุนตุนท่อน้ำเลี้ยงไป 234 ล้านบาท ซึ่งรับรู้กันดีว่าล้วนเป็นกลุ่มทุนเดิมๆ ที่เคยหนุนครั้งการชุมนุมของ กปปส.ในอดีต อาทิ กลุ่มพ่อค้าเชื้อสายอินเดีย นายหัวเศรษฐีปักษ์ใต้ กาแฟยี่ห้อดังใน จ.ชุมพร กลุ่มธุรกิจประกัน กลุ่มทุนธุรกิจน้ำตาล หรือกลุ่มธุรกิจเหล้าเบียร์มาช่วยลงขัน เป็นต้น เพราะมั่นใจในศักยภาพ “สุเทพ” อดีตผู้จัดตั้งรัฐบาลมาหลายสมัย บรรดากลุ่มทุนจึงเชื่อมั่นว่าครั้งนี้คงไม่พลาดได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน งานนี้ “สุเทพ” จึงยอมทุ่มหมดหน้าตัก

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575867

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

เปิดกติกาหาเสียงออนไลน์ งดโชว์ภาพนอมินี

เปิดสาระสำคัญร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้การกำหนดวันเลือกตั้งมีความจำเป็นต้องเลื่อนจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไปเป็นช่วงเดือน มี.ค. 2562 แต่ในด้านการเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้งไม่อาจหยุดนิ่ง ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว กำหนดเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติ ข้อห้ามไม่ให้ปฏิบัติสำหรับผู้สมัคร พรรคการเมือง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยสามารถแจกเอกสาร วีดิทัศน์ที่เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งในเขตชุมชน สถานที่ งานพิธีต่างๆ ได้ รวมทั้งจัดรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ใช้เครื่องขยายเสียงช่วยหาเสียงได้

“ทั้งนี้สามารถนำภาพของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ลงโฆษณาหาเสียงได้เท่านั้น”

โดยการดำเนินการในส่วนของรถหาเสียงและเวทีหาเสียง ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง หาเสียงผ่านจดหมาย สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ทำเอกสารที่มีการกากบาทในช่องคะแนนเลือกตั้งให้กับตนเองได้ แต่เอกสารต้องไม่มีลักษณะหรือสีคล้ายกับบัตรเลือกตั้ง

นอกจากนี้ สามารถตั้งผู้ช่วยหาเสียงได้ โดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีผู้ช่วยหาเสียงในเขตได้ไม่เกิน 20 คน/เขต ส่วนของพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีผู้ช่วยหาเสียงได้ไม่เกิน 10 เท่าของจำนวนเขตที่พรรคนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต

ส่วนการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น กำหนดให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง สามารถหาเสียงด้วยตนเองหรือว่าจ้างบุคคล นิติบุคคลดำเนินการได้ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ทั้งยูทูบ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น อีเมล เอสเอ็มเอส โดยผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการรายละเอียดช่องทางระยะเวลาการหาเสียง รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัดทราบตั้งแต่วันสมัครหรือก่อนหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครหรือสมาชิกพรรค หากต้องการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้สมัครพรรคการเมืองใด ต้องแจ้งชื่อ-สกุล นิติบุคคล หรือเครื่องหมายใดๆ ที่สามารถเจาะจงตัวบุคคลที่ดำเนินการได้ โดยค่าใช้จ่ายในการหาเสียงส่วนนี้หากเกินกว่า 1 หมื่นบาท ต้องแจ้งให้ผู้สมัครพรรคการเมืองทราบ และให้แจ้งต่อผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด และเลขาฯ กกต.ทราบ และการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครพรรคการเมืองนั้น

กรณี กกต.พบว่ามีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง สามารถสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูลนั้น หากผู้สมัครพรรคการเมืองไม่ดำเนินการในเวลาที่กำหนด เลขาฯ กกต. สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการ ดำเนินการ โดยผู้สมัครพรรคการเมืองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบข้อมูล ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จแล้วได้ ซึ่ง กกต.สามารถนำมาสืบสวนและวินิจฉัยได้

ส่วนข้อห้ามไม่ควรปฏิบัติในการหาเสียงนั้นกำหนดไว้กว้างๆ คือ ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียง ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ผู้ประกอบอาชีพเจ้าของกิจการวิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชน สื่อโฆษณา หรือนักแสดง นักดนตรีพิธีกร ใช้ความสามารถทางวิชาชีพเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงให้แก่ตน แต่ถ้าผู้สมัครมีความรู้ความสามารถทางศิลปะเป็นของตนเอง สามารถใช้หาเสียงให้กับตัวเองได้ แต่ต้องไม่ใช้อุปกรณ์ในการแสดง

นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้มีการแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวกับการหาเสียงโดยใช้วิธีการวาง หรือโปรยในที่สาธารณะ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม และไม่ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใดตามประเพณี

“เฟกนิวส์และเฮตสปีช” วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575680

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 07:14 น.

"เฟกนิวส์และเฮตสปีช" วิชามารของฤดูเลือกตั้ง

ข่าวปลอม และ ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภัยทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง

*****************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ผู้ที่ท่องโลกออนไลน์เป็นประจำ ย่อมเคยสัมผัสกับ เฟกนิวส์ (Fake News) หรือข่าวปลอม และเฮตสปีช (Hate Speech) หรือการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง ไม่มากก็น้อย

แม้ความสนใจของผู้คนในทั้งสองสิ่งในโลกออนไลน์ อาจจะมีอยู่ในระยะสั้นๆ เหมือนความสนใจในข่าวสารทั่วๆ ไป แต่ผลลัพธ์ที่ทั้งสองสิ่งฝากไว้นั้นชัดเจน ว่าใครที่เคยตกเป็นเหยื่อของทั้งสองสิ่งที่กล่าว ย่อมรู้ถึงพิษสงแห่งการทำร้ายทำลายดี และเมื่อทั้งสองสิ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ทั้งสองสิ่งก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ สร้างภัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า ที่ผ่านมาทั้งเฟกนิวส์ และเฮตสปีช ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่า ถือเป็นภัยของสังคมยุคใหม่ โดยปกติโลกออนไลน์นั้น สามารถใช้เป็นทั้งทางบวกทางลบได้ ซึ่งทางบวกคือใช้สื่อสารกับประชาชน

ขณะที่ในเชิงลบมักจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นวิชามาร ก็คือการเผยแพร่สิ่งที่เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อความที่ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง กับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง

“วิธีการดังกล่าวก็สามารถกระทำได้โดยง่ายและจับมือใครดมไม่ค่อยได้ เพราะผู้เผยแพร่ข่าวมักจะเป็นแหล่งที่ไม่เปิดเผยไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าเป็นใคร แม้กระทั่งการโพสต์ในเฟซบุ๊ก บางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ เพราะว่าไม่ได้ใช้ชื่อจริง หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าโพสต์จากที่ไหนในโลก นี่คือปัญหาที่จะจัดการกับแหล่งข่าวที่เป็นแหล่งข่าวเท็จหรือแหล่งข่าวที่มุ่งให้เกิดความเกลียดชัง” อดีต กกต.กล่าว

สมชัย ระบุอีกว่า ในช่วงใกล้การเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์จากทั้งสองสิ่งเกิดขึ้นมากมาย เพราะว่าคนก็จะรักชอบพรรคการเมืองและนักการเมืองแตกต่างกัน รักก็จะเชียร์ ไม่ชอบก็เขียนข้อความที่ใส่ร้ายและทำให้เกิดผลเสียกับนักการเมืองนั้นหรือผู้สมัครคนนั้น

ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า กกต.จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จากสองสิ่งได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้เองว่าใครเป็นผู้เผยแพร่ข่าว สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือการห้ามบุคคลที่จะแชร์ต่อ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระจายข่าวสารออกไปและจำกัดวงของความเสียหายไม่ให้แพร่กระจายออกไป

“ทีนี้ก็จะมีกฎหมายที่จะไปปรามผู้แชร์ เพียงแต่ว่าการจะดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าว ก็ต้องกระทำอย่างไม่เลือกข้าง ไม่ใช่มุ่งไปจัดการแต่คนที่แชร์ข่าวที่เป็นผลเสียต่อพรรคหนึ่งแต่ก็ไม่ได้จัดการกับอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นการจัดการก็ต้องจัดการอย่างเท่าเทียมและถ้วนหน้า

ในต่างประเทศก็กำลังเกิดปัญหา ไม่สามารถป้องกันทั้งสองสิ่งได้ หลายต่อหลายครั้งก็ทำให้ผลของการเลือกตั้งเปลี่ยนไปในอีกทิศทางหนึ่ง โดยกลับมาเสียใจกันภายหลังว่าไม่น่าเชื่อข่าวปลอม ยกตัวอย่างเช่น การแยกตัวจากอียูของประเทศอังกฤษ หรือที่เรียกว่า เบร็กซิต ที่มีเฟกนิวส์ออกมามากมายและทำให้คนอังกฤษโหวตออกมาว่าต้องแยกจากอียู แล้วความจริงต่างๆ มาถูกเปิดเผยว่า หลายเรื่องไม่เป็นจริง ก็ทำให้คนอังกฤษรู้ว่าการลงคะแนนเสียงภายใต้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เราเองก็ต้องเรียนรู้เรื่องนี้” สมชัย กล่าว

สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น กกต.จะมีบทบาทสำคัญมากในการรับมือกับ เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ขณะที่สื่อทั้งหลายก็จะมีบทบาทมากเช่นกัน แต่ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวสื่อหลัก เพราะมีตัวตนผู้รับผิดชอบและมีโทษที่ค่อนข้างชัดเจน

“ความแยบยล เฟกนิวส์ และเฮตสปีช ที่ถูกส่งผ่านทางความเป็นสังคมออนไลน์นั้นน่ากลัวตรงที่ เหมือนคุณไปดูรองเท้ายี่ห้อหนึ่ง แล้วระบบก็จดจำพฤติกรรมการท่องโลกออนไลน์ของคุณ หลังจากนั้นคุณไปอ่านเรื่องอื่นๆ ก็จะเห็นโฆษณารองเท้าโผล่ออกมาข้างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นในสื่อแบบโบราณที่เป็นกระดาษ และเมื่อมันเป็นแบบนี้ เราก็ต้องระวัง เพราะกฎหมายที่ใช้จัดการเรื่องนี้ มีอยู่ก็แค่เพียงพอรับมือกับปัญหาในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับปัจจุบันเพราะปัญหาเริ่มแยบยลกว่าวิธีกำกับดูแล

อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ชื่นชมประชาธิปไตยนี่พอมีคนใช้วิธีนี้มาเป็นประธานาธิบดีแล้วมันไม่ได้เอาลงกันได้ง่ายๆ มันต้องมีการสอบสวน ตามหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม พิสูจน์ข้อเท็จจริงออกมา กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งก็ดำรงตำแหน่งไปเกินครึ่งสมัยแล้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าว

สุรัตน์ กล่าวอีกว่า เฟกนิวส์ และเฮตสปีชนั้น ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือที่แยบยลจนสามารถทำให้คนเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้จริงๆ และผลิตซ้ำเนื้อหาตอกย้ำ การรับรู้อย่างสุดขั้ว จนที่ผ่านมาสามารถทำให้สังคมแตกแยกให้เห็นแล้วทั่วโลก และต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ ข่าวปลอม และวาทะความเกลียดชัง จนทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ ขณะที่ประชาชนเองก็ไม่ทันฉุกคิดว่า ประชาธิปไตยที่คิดว่าจะได้มาแล้ว ท่ามกลางกลไกของสองสิ่งนี้ อาจจะถูกบิดเบือนไปจากเจตจำนงเดิมอย่างแนบเนียน n

“กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง” ไชยันต์ ไชยพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575576

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 07:13 น.

"กระบวนการต้องสำคัญกว่า แพ้ชนะการเลือกตั้ง" ไชยันต์ ไชยพร

วิเคราะห์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนก.พ.62 ผ่านสายตาของ ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

*******************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนำพาประเทศกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทว่ารายละเอียดระหว่างทางกลับพบประเด็นปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่น จนอาจกลายเป็นชนวนความวุ่นวายรอบใหม่ ซ้ำเติมปัญหาการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

“ถามว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นยังไง จะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ไหม ต้องรอดูก่อนว่าผลการเลือกตั้งคนจะยอมรับได้แค่ไหน ตรงนี้คือปัญหา พรรคการเมืองบางพรรคซึ่งดูเหมือนมีคนของรัฐบาลเข้าไปจัดตั้งนั้นมีความได้เปรียบหลายเรื่อง ทั้งเรื่องหาเสียง หรือบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา อันอาจทำให้การเลือกตั้งไม่ลงเอยด้วยดี ไม่ต้องพูดถึงการเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลที่จะเป็นไปด้วยความยุ่งเหยิง” ศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

ศ.ไชยันต์ ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. ว่า แม้กฎหมายจะผ่านกระบวนการต่างๆ เรียบร้อย แต่ถ้านักการเมืองเห็นว่ายังเป็นกติกาที่ไม่เหมาะสมเป็นธรรมก็ควรออกมาร้องเรียน ไม่ใช่หิวเลือกตั้งแล้วจะเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั้งที่ยังเห็นว่าไม่เหมาะสม เพื่อไปลุ้นว่าเพื่อตัวเองจะชนะ หากแพ้เลือกตั้งค่อยออกมาโวยวาย ซึ่งจะทำให้ถูกมองว่าเป็นขี้แพ้ชวนตีหรือเปล่า รวมทั้งประชาชนที่เห็นว่าอะไรไม่ถูกไม่ควรเกี่ยวกับการเลือกตั้งก็ควรจะร้องเรียน

อีกทั้งถ้าจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้ง เพื่อไปดำเนินการให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เข้าสู่การแข่งขันก็ต้องทำ ดีกว่าปล่อยให้เลือกตั้งแล้วมีปัญหามาตีกันทีหลัง ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ ทั้ง บัตรเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง โซเชียลมีเดีย งบประมาณหาเสียง ขณะที่บางพรรคการเมืองที่ได้ชื่อรัฐบาล มีความได้เปรียบเพราะหาเสียงมานานแล้วในฐานะรัฐบาล ถือเป็นการตีกินแบบอ้อมๆ ซึ่งไม่ควรทำตัวเป็นศรีธนญชัย

นอกจากนี้ กกต.ชุดปัจจุบันซึ่งได้ชื่อว่ากลั่นกรองมาเป็นอย่างดี เวลานี้มีบางพรรคใหม่ๆ ที่ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับรัฐบาล ถ้าทำผิดกฎกติกาแล้วถึงขั้นต้องยุบพรรคก็ต้องยุบ ประชาชนก็จะสรรเสริญการทำหน้าที่ว่าไม่เลือกปฏิบัติ หรือถ้าสมมติยุบพรรคพลังประชารัฐก็จะทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปเยอะ โดยจะเหลือพรรคที่เป็นพรรคซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจ

“แต่ถ้าสังคมเห็นถึงความผิดพลาดของนักการเมืองชัดเจน แล้ว กกต.ไม่ทำอะไร หลังเลือกตั้งเละแน่ ไม่ต้องพูดไปไกล ถึงจะนำไปสู่ประชาธิปไตยและมีเสถียรภาพ แค่ผลเลือกตั้งก็ยังจะไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นจึงอยากเตือนพรรคการเมืองว่าอย่าไปหวังลุ้นว่าเผื่อจะได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจกระบวนการเลือกตั้งจะเป็นธรรมแค่ไหน ตอนนี้หากจำเป็นต้องร้องเรียนก็ต้องร้องเรียน หรือจำเป็นต้องบอยคอตก็ต้องบอยคอต”

ศ.ไชยันต์ ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นศึกหนักที่พรรคการเมืองจะต้องแข่งกันเอง แข่งกับการสืบทอดอำนาจ งานนี้สนุกตรงที่คาดเดาอะไรไม่ได้ การที่เราคาดผลการเลือกตั้งไม่ได้ด้านหนึ่งก็แฟร์ ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่พอมองได้ว่าพรรคไหนจะชนะ อังกฤษถึงเบื่อเลือกตั้ง เพราะไม่ว่ายังไงสุดท้ายก็ยังเป็นพรรคเลเบอร์ หรือพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนอเมริกาไม่ใช่พรรคเดโมแครตก็รีพับลิกัน คนจึงเบื่อไม่อยากเลือก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ ต้องคิดว่าที่ผ่านมาปัญหาการเมืองนั้น นักการเมืองถูกกล่าวหาโจมตีว่าเป็นตัวปัญหา ถ้าคราวนี้นักการเมืองมารวมกันคิดว่าทำไงให้ 500 คนที่เป็น สส. รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล 376 เสียงโดยไม่ต้องรวมเสียง สว. 250 เสียง

“ถ้านักการเมืองตกลงจูบปากกันได้ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จะพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเร็วขึ้น ไม่ต้องรอ 5 ปี เพราะบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สว.เฉพาะกาลอยู่ได้ 5 ปี สูตรนี้เป็นสูตรที่ดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์เอง หรือ คสช.เองก็ควรจะเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งสามารถร่วมมือทำงานกันได้”

ศ.ไชยันต์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเกิน 124 คะแนน การจัดตัั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองฝั่งที่ไม่ใช่พรรคสืบทอดอำนาจก็จะทำไม่ได้เลย เพราะหากไปรวมกับเสียง สว.250 เสียง และหาเพิ่มอีกไม่มากก็จะได้ 376 เสียง ตัวเลข 124 เสียงจึงสำคัญที่จะตัดโอกาสพรรคการเมืองอื่นๆ

อีกประเด็นที่สำคัญคือกรณีพรรคพลังประชารัฐได้ 124 เสียงแล้ว มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้ามีก็จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อและเกิดสมมติได้เสียงออกมาเท่านี้ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกฯ และสมมติไม่มีพรรคไหนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายกฯ คนในก็ไม่ได้ นายกฯ คนนอกก็ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นปัญหา และนำไปสู่การใช้ประเพณีการปกครองมาตรา 5

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงประเด็นในส่วนของพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อถึงทางตันทางการเมืองก็มีทางออกคือการยุบสภา หรือตั้งนายกฯ เสียงข้างน้อย กรณีการยุบสภาหากนายกฯ ที่มาจากรัฐประหารต้องไปยุบสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สส.ก็คงไม่ยอม ดังนั้นคงจะมีการดึงดันจัดตั้งรัฐบาลบีบให้ สว.เทเสียงให้เขา บีบให้ สว.เทเสียงให้ได้ 376 เสียง เป็นนายกฯ ที่เป็น สส.

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสงสัยคือกรณีที่ไม่มีพรรคได้คะแนนเสียงเกิน 250 เสียง พรรคที่ได้อันดับหนึ่งก็จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเวลานี้พรรคเพื่อไทยแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 พรรค คะแนนก็อาจจะไม่ได้อันดับหนึ่ง ขณะที่พลังประชารัฐก็ยังเดาไม่ถูกว่าจะมาได้เยอะแค่ไหน หรือประชาธิปัตย์ที่ซึ่งไม่ได้แตกตัวเป็นพรรคอื่น แต่มีย้ายไปพรรคอื่นบ้าง ก็ยังมีแฟนคลับที่เหนียวแน่น ดังนั้นก็ยังมีโอกาสได้คะแนนอันดับหนึ่งแม้จะไม่เยอะ ซึ่งต้องไปดูต่อไปว่าจะสามารถจูบปากใครตั้งรัฐบาลได้

รวมทั้งรอบนี้ต้องจับตาไปยัง “งูเห่า” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยจากฝั่งไทยรักไทยย้ายเข้ามายังพลังประชารัฐ หากพูดแบบสุภาพก็คือเสรีชน แต่หากพูดแบบไม่ดีก็คือ “งูเห่า” ซึ่งยังอยากทำวิจัยเลยว่างูเห่าเป็นปัจจัยที่ดีหรือไม่ดีสำหรับประชาธิปไตยของไทย เพราะบางครั้งก็ทำให้เราสามารถก้าวข้ามทางตัน บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤตก็ได้ รอบนี้กลุ่มงูเห่าก็ยังคงมีความสำคัญ

‘จาตุรนต์’ถอดรหัสเลือกตั้งปี’62 ครั้งนี้จะเหนือความคาดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575395

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 08:16 น.

'จาตุรนต์'ถอดรหัสเลือกตั้งปี'62 ครั้งนี้จะเหนือความคาดหมาย

โดย…ปริญญา ชูเลขา

         นับถอยหลังศึกเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 เข้มข้นมาทุกขณะ จาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ยอมฝืนใจเดินจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อมานำคนรุ่นใหม่ไฟแรงสายพันธุ์ “พรรคไทยรักไทย” รุ่นจิ๋ว ประกาศจุดยืนว่า ทษช.ขออาสาเป็นหัวหอกฝ่ายประชาธิปไตยที่จะสกัดกั้นทุกวิถีทางไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแม่ทัพใหญ่แห่ง ทษช. พูดถึงกลยุทธ์และแนวทางต่อสู้ของ ทษช.ที่วางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งไว้ 3 เรื่อง คือ 1.ทษช. คือ พรรคฝ่ายประชาธิปไตย 2.ทษช. ต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ และ 3.ทษช. คือ สายพันธุ์แท้ของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ที่จะกลับมาผงาดชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์อีกครั้งในยุคที่ ทรท.เคยประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนทุกระดับ

จาตุรนต์ กล่าวว่า มีความมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเกิดปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายหลายอย่าง แม้จะยังประเมินไม่ได้ว่าแต่ละพรรคจะได้ที่นั่งเท่าไร เพราะต้องรอดูหลังวันเปิดรับสมัคร สส.เขต และบัญชีรายชื่อก่อนว่าแต่ละพรรคส่งใครเข้าประกวด จึงจะประเมินได้ แต่สิ่งสำคัญขณะนี้ คือ ทำให้ประชาชนรู้จัก เพราะเป็นพรรคใหม่ สำหรับจุดขายของพรรคที่จะทำให้ได้รับคะแนนเสียง คือ 1.ทษช.รวมบุคลากรที่หลากหลายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และความทันสมัยมีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานบริหารมาเป็นกำลังหลักของพรรค

2.นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์จากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย เดิมมาร่วมงาน จึงเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และคนมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงมาผสมผสานกัน ที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าพรรคการเมืองที่มี “สายพันธุ์ไทยรักไทย” มารวมกับคนรุ่นใหม่สามารถบริหารหรือทำนโยบายให้ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่นักการเมืองสมัยไทยรักไทยเคยสร้างปรากฏการณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้สำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเทคะแนนเสียงให้อย่างถล่มทลาย จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะสามารถทำนโยบายเศรษฐกิจที่ประกาศไว้กับประชาชนได้จริง

“อีกจุดขายหนึ่ง คือ ความชัดเจนของ ทษช.ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะพรรคต้องการสร้างประชาธิปไตยขึ้นใหม่ และระหว่างทางไปถึงวันเลือกตั้ง เมื่อประชาชนได้รู้ถึงความชัดเจนของ ทษช.ย่อมจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ” จาตุรนต์ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์ในการเจาะพื้นที่เพื่อเอาชนะในการแข่งขันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและภาคใต้ ลักษณะภูมิศาสตร์ทางการเมืองคล้ายคลึงกัน คือ ประชาชนนิยมเลือกพรรค เพราะกระแสมีความสำคัญมาก จึงต้องเน้นสร้างความนิยมต่อพรรค โดยจะสร้างความตระหนักรู้ถึงตัวผู้สมัคร นโยบายพรรค หรือว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับพรรคเพื่อไทย โดยการจัดส่งผู้สมัคร สส.เขต หรือบัญชีรายชื่อ อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นและประเมินคู่แข่งในพื้นที่ ก่อนจะสรุปรายชื่อส่งให้คณะกรรมการสรรหาตัดสิน โดยจะส่งผู้สมัครให้มากที่สุด ยิ่ง ทษช.เป็นพรรคใหม่ การจะส่งให้ครบทุกเขตคงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราจะไม่ต้องการส่งผู้สมัคร “โนเนม” เพราะประชาชนจะตำหนิเอาได้

“การเลือกตั้งในอดีตไม่มีอะไรแน่นอน ผู้สมัครเก่า หรือพรรคเก่า จะได้รับการเลือกตั้งเสมอไป เช่น เพิ่งยุบสภาไป แต่พอเลือกตั้งใหม่กลับสอบตก 30% แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ห่างกันมากราวๆ 8 ปี ฉะนั้นจะไม่มีใครรู้ว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเก่าลงแล้วจะชนะหรือไม่ แม้ ทษช.จะมีอดีต สส.อยู่น้อยแต่ก็ว่าไม่แน่ เพราะขนาดอดีตนักการเมืองรุ่นเก๋าๆ ยังแพ้ให้กับนักการเมืองหน้าใหม่ ที่เรียกว่าปรากฏการณ์นกแล เมื่อครั้งพรรคไทยรักไทยเคยชนะเลือกตั้งต่อนักการเมืองรุ่นเก๋ามาแล้วทั้งแบบบัญชีรายชื่อและยกเขตมาแล้ว”  จาตุรนต์ กล่าวปัจจัยและเงื่อนไขที่ “จาตุรนต์” มั่นใจว่าจะทำให้ชนะการเลือกตั้ง คือ กระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะอดีต สส.หรือนักการเมืองหน้าใหม่ไปสังกัดพรรคไหน เพราะขณะนี้การเมืองมีการแบ่งขั้วกันชัดเจน โดยการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หากบางพื้นที่ต้องแข่งกับ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เกิดกระแสตีกลับจากนโยบาย ลด แลก แจก แถม มากๆ ด้วยการโยงพรรคเข้ากับนโยบายรัฐบาลด้วยการอาศัยโครงการแจกไม่อั้น จนเกิดกระแสตีกลับ ประชาชนปฏิเสธการกระทำแบบนี้ และเกิดกระแสไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ย่อมจะทำให้ตัวแทน ทษช.ชนะได้ จึงมั่นใจว่ากระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทาง ทษช.ย่อมชนะแบบยกเขต หรือยกจังหวัดได้แน่นอน

หรือแม้แต่การแข่งขันกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หากเกิดกระแสความเชื่อว่า ปชป.จะไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ถึงเวลานั้น ทษช.จะได้คะแนนมากขึ้น เพราะขณะนี้เกิดกระแสความต้องการรัฐบาลพลเรือนที่เป็นประชาธิปไตยกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทน ดังนั้นในช่วงที่มีการเปิดรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าจะเลือกแนวทางใด

“ตอนนี้ประเมินยาก เพราะไม่รู้ถึงพฤติกรรมการเลือกของประชาชน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้บัตรใบเดียว แต่พอประเมินได้ว่า ภาคเหนือ อีสาน และใต้ หรือ กทม. ประชาชนจะให้น้ำหนักกับกระแสพรรคมากกว่าตัวผู้สมัคร แต่ครั้งนี้มีอีกตัวแปรอีกอย่างที่น่าจับตา คือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นตัวชี้วัดผลเลือกตั้งด้วย” จาตุรนต์ กล่าว

จาตุรนต์ กล่าวว่า การเลือกตั้งในอดีตนับแต่วันรับสมัคร จนถึงวันเลือกตั้งจริงๆ อาจเกิดความแตกต่างคลาดเคลื่อนได้ไม่น้อย และครั้งนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แต่สิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารกับประชาชนให้ดีว่าเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่ขณะนี้เกิดจากการบริหารผิดพลาดจากการเป็นรัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ จึงไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ยอดรายได้จากการท่องเที่ยวตกลง หรือการลงทุนในประเทศน้อยมาก โครงการลงทุนขนาดใหญ่ๆ ก็ล่าช้า ยิ่งเกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจายแพร่กว้างไปทั่ว ประชาชนจึงไม่มีรายได้และไม่มีเงินในกระเป๋าเดือดร้อนกันถ้วนหน้าไปหมด เพราะการปกครองแบบไม่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐบาลเข้าสู่อำนาจด้วยการยึดอำนาจโดยอ้างความมั่นคง และกลับเห็นข้อเรียกร้องของประชาชนเป็นเรื่องความวุ่นวายและน่ารำคาญจนกระทั่งบริหารประเทศไปแบบผิดทิศผิดทาง

ที่สำคัญ เอื้อประโยชน์ต่อทุนขนาดใหญ่ด้วยการดึงเข้ามาร่วมโครงการรัฐ หรือให้โครงการใหญ่ๆ ของรัฐไปแบบง่ายๆ ปราศจากการแข่งขัน สภาพอย่างนี้ถ้าประชาชนรู้ว่าจะเลือกรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ หรือรัฐบาลประชาธิปไตย

“แม้จะชัดเจนระดับหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงว่าที่นายกรัฐมนตรี เว้นแต่จะเปลี่ยนใจ แต่หากลงจริงในบัญชีว่าที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จะวางตัวอย่างไร ที่สำคัญถ้าประชาชนไม่สนับสนุนเกิดกระแสต้าน พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ ว่าควรพอได้แล้ว ยิ่งจากนี้ไป กระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จะแรงกว่าและแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

จาตุรนต์ ฟันธงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีลักษณะเป็นการเลือกว่าจะให้รัฐบาลนี้อยู่ต่ออีกหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ โดยเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วจะต้องเป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย จากนั้นจะมีการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยแต่ละพรรคว่า พรรคใดมีนโยบายดีกว่ากัน ที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ โดยทุกพรรคย่อมจะเป็นพันธมิตรกัน คือ ไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ ดังนั้นเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรค เพราะเป็นพรรคที่เกิดจากคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และผนึกกำลัง กับนักการเมืองยุคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ที่ต้องสู้มายาวนาน รวมถึงการต่อสู้ในเกมนี้ แม้รู้ว่าเป็นกับดัก โดยจะอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจ ประชาชนย่อมจะเลือก ทษช.อย่างแน่นอน

จาตุรนต์ กล่าวปิดท้ายว่า เรื่องใหญ่วันนี้ คือเลือกตั้งใช้บัตรใบเดียว ดังนั้นกระแสว่าที่นายกรัฐมนตรีและพรรคการเมือง ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน คนไทยมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนไปในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือ ประชาชนให้ความสำคัญพรรคการเมืองมากขึ้น และบวกรวมกับว่าที่นายกรัฐมนตรี สุดท้ายการเลือกตั้งจะไปขมวดรวมกันว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกหรือไม่ เหมือนกับการเมืองในหลายๆ ประเทศ คือ เลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นอยู่เดิมจะรักษาแชมป์ได้หรือไม่

“ตามคาดหมายและคาดหวังจากต่างประเทศ เมื่อคืนอำนาจให้ประชาชน จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมือง เพื่อที่จะได้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชนมาบริหารประเทศ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะทำในสิ่งตรงกันข้าม ผิดจากความคาดหวังจากนานาประเทศ เพราะต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะถูกปกครองโดยกองทัพ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสิ่งที่นานาชาติไม่ให้การยอมรับ” จาตุรนต์ กล่าว

ผู้สมัครทับซ้อน ปัญหาเก่าเพื่อไทย’ชัยภูมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575317

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 07:36 น.

ผู้สมัครทับซ้อน ปัญหาเก่าเพื่อไทย'ชัยภูมิ'

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ชัยภูมิ พื้นที่เลือกตั้งภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ซึ่งแม้จะยังไม่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งและการรับสมัคร สส. แต่สำหรับชัยภูมิก็เริ่มส่อเค้าปัญหาจากผลพวงของการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จากเดิมที่เคยมี 7 เขต สส.7 คน ก็ลดเหลือ 6 เขต สส. 6 คน พรรคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่พ้นพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่เดิม ซึ่งครองที่นั่งทั้ง 7 ที่นั่ง

มาครั้งนี้เขตที่มีปัญหาคือ เขตเลือกตั้งที่ 4 อ.หนองบัวแดง และเกษตรสมบูรณ์ และเขตเลือกตั้งที่ 5 อ.ภูเขียว และ อ.คอนสาร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของ เจริญ จรรย์โกมล ครั้งนี้เจริญยืนยันว่าจะขอลงในระบบเขตอีกครั้ง ในขณะที่อดีต สส.เดิม คือ มานะ โลหะวณิชย์ และ พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุลก็ไม่ยอมย้ายพื้นที่เช่นเดียวกัน

หากไม่นับปัญหาการแบ่งเขต พรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิม ดูจะมีความพร้อมมากที่สุดในการวางตัวผู้สมัคร โดยเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองชัยภูมิ เตรียมส่ง โอชิษฐ์ เกียรติก้อง ชูชัย อดีต สส. 2 สมัย ลงเช่นเดิม โดยมี ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ คู่แข่งเก่า ลงในนามพรรคภูมิใจไทย

เดิมนั้นในการเลือกตั้งปี 2554 โอชิษฐ์ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยและได้รับชัยชนะ กระทั่งในการเลือกตั้งปี 2557 พรรคเพื่อไทยก็ทาบทามให้มาลงในนามพรรคเพื่อไทย โดยให้ประสิทธิ์ซึ่งเคยเป็นผู้สมัครของเพื่อไทยหลีกทางไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ครั้งนี้ประสิทธิ์จึงตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย เพื่อแก้มือกับโอชิษฐ์ นอกจากนี้ยัง มีนัฏฐิกา โล่ห์วีระ บุตรสาว ธเนศน์ โล่ห์วีระ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ หลาน อร่ามอาชว์วัต หรือ อร่าม โล่ห์วีระ อดีต สส.หลายสมัย มาลงในนามพรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.จัตุรัส เนินสง่า บ้านเขว้า และหนองบัวระเหว ก็เป็นอีกเขตหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยมีปัญหา ผู้สมัครทับซ้อนระหว่าง ปาริชาติ ชาลีเครือดีต สส. น้องสาว สุชน ชาลีเครือ อดีต สว.ชัยภูมิ อาคม หาญนอกอดีตรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด กับ อรรถวีร์ อุระวัฒนพันธ์สจ.เขต อ.จัตุรัส

ที่ผ่านมาความคลุมเครือในการส่งผู้สมัครของเพื่อไทยก็ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าตระกูลชาลีเครืออาจทิ้งเพื่อไทยไปสังกัดพรรคอื่น โดยกระแสพุ่งไปยังพรรคพลังประชารัฐ แต่สุชนเองก็ออกมาสยบข่าวยืนยันว่าตระกูลชาลีเครือจะยังร่วมงานกับเพื่อไทยต่อไป จึงต้องจับตาดูว่าที่สุดแล้วเพื่อไทยจะคัดตัว ผู้สมัครอย่างไร

ในขณะที่คู่แข่งก็มีความแรงไม่น้อย โดยเฉพาะ เชิงชาย ชาลีรินทร์ บุตรชายพ.ท.อรุณ ชาลีรินทร์ อดีต สส.ชัยภูมิ ที่ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ และ ไถง ครอบบัวบาน ที่ปรึกษานายก อบจ.ชัยภูมิ ทีมงานตระกูลโล่ห์วีระ ที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ และที่น่าจับตาอีกคนหนึ่งคือ สุนทรี ชัยวิรัตนะ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย บุตรสาว สันติ ชัยวิรัตนะ ที่ครั้งนี้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.เทพสถิต บำเหน็จณรงค์ ภักดีชุมพล และซับใหญ่ น่าจะเป็นผู้สมัครอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคนเดิม คือ อนันต์ ลิมปคุปตถาวร โดยจะพบกับ กฤษณ์ดนัย หมู่สะแก จากประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 4 ที่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่อาจเป็นเขตที่เกิดปัญหามากที่สุด เพราะมีอดีต สส.เจ้าของพื้นที่ ซึ่งมีฐานเสียงในเขต อ.หนองบัวแดง และเกษตรสมบูรณ์ คือ มานะ โลหะวณิชย์และ เจริญ จรรย์โกมล แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ของเจริญยังทับซ้อนกับ พรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ในเขตเลือกตั้งที่ 5 อีกด้วย ซึ่งอาจเป็นอีกรอยร้าวหนึ่งของพรรคเพื่อไทยใน จ.ชัยภูมิ

และสุดท้ายในเขตเลือกตั้งที่ 6 อ.แก้งคร้อ คอนสวรรค์ และบ้านแท่น จะมีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยหน้าเดิมครองแชมป์เป็น สส.ในเขตนี้มาหลายสมัยยาวนาน คือ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์สำหรับกระแสของคู่แข่งอย่าง พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีการทาบทามอดีตนายกเทศบาลตำบล นายก อบต. รวมทั้ง ส.อบจ.ในแต่ละพื้นที่ลงแข่งเป็นหลัก

ต้องจับตาว่าถึงที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยจะจัดการอย่างไรกับบรรดาผู้สมัครในเขตต่างๆ ที่ยังทับซ้อนกัน เพราะหากเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้น นั่นหมายถึงคะแนนเสียงที่จะต้องหายไป และที่สำคัญนี่คือปัญหาที่ทำให้อดีต สส.หลายคนของเพื่อไทยในอดีตต้องย้ายสังกัดกลายมาเป็นคู่แข่งขันอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว

ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/575124

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลา 07:54 น.

ข้ามขัดแย้งเพื่อประชาชน เปิดใจแกนนำต่างพรรค‘ลดาวัลลิ์-ธรรมนัส’

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

นับถอยหลังเลือกตั้งใหญ่ในปี 2562 ใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ละพรรคการเมืองมีขุนพลคนสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรคแตกต่างกันไป แต่ก็มองไปที่เป้าหมายใหญ่ปลายทางของทุกพรรค คือ การได้รับโอกาสจากประชาชนมอบความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ละพรรคจึงต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาในสนามการเมือง

สนามการเมืองภาคเหนือ คู่ขับเคี่ยวที่ต้องจับตา คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) แชมป์เก่าเจ้าของพื้นที่ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นฝ่ายที่มาท้าชิง ทั้งสองพรรคต่างก็มีขุนพลนำทัพ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ได้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมชาวพะเยาเพื่อชาวพะเยา และนักธุรกิจชื่อดัง เข้ามาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ขุนพลนำทัพคนสำคัญ

การเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตา เพราะในอดีต ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นกำลังหลักที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยทั้งใน จ.พะเยา และพื้นที่ใกล้เคียง

ครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ประกาศชัดว่า จะลงสมัครในเขต 1 จ.พะเยา บ้านเกิดด้วยตัวเอง

“ที่ผ่านมาผมได้อยู่กับประชาชนชาวพะเยา เขาเห็นว่าผมเอาจริงเรื่องการพัฒนาให้คนพะเยา มีเสียงเรียกร้องให้ผมลง สส. ซึ่งใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจที่จะลงเขต 1 ผมลงเองอยู่แล้ว มั่นใจว่าผมยกทีมทั้ง 3 เขต”

ร.อ.ธรรมนัส เล่าถึงการวางฐานการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือว่า กลุ่มพลังของจังหวัดต่างๆ ได้มีการรวมกลุ่มกัน ซึ่งเขาได้ให้การช่วยเหลือดูแลเพื่อสร้างการเมืองใหม่ เพื่อพัฒนาจังหวัดตนเองด้วยกลุ่มพลังท้องถิ่น สร้างแนวร่วมของประชาชน ผู้นำ กลุ่มจิตอาสาต่างๆ เลือกแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จังหวัดหรือท้องถิ่นมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

“เป้าหมายที่ต้องการ คือ ทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสที่จะร่วมบริหารผลประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล ผ่านตัวแทนที่เลือกเข้าไปได้อย่างสบายใจ ตรวจสอบผู้แทนตนเองได้ กลุ่มการเมืองที่ผมดูแลอยู่ในจังหวัดต่างๆ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมาย รับรู้และคลุกคลีกับท้องถิ่น ประชาชนตลอดเวลา ก้าวสู่ภารกิจพลิกโฉมการ เมืองเพื่อพัฒนาท้องถิ่น นำพากันก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

ขณะที่ฟากพรรคเพื่อไทย แกนนำสำคัญในพื้นที่ ก็คือ ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันรั้งตำแหน่งโฆษกพรรคเพื่อไทย

“ภาคเหนือ คือ ถิ่นกำเนิดของนายกรัฐมนตรีประเทศไทยถึงสองคน คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะต้นทุนทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยและเพื่อไทยที่มีมายาวนานอย่างเหนียวแน่น” ลดาวัลลิ์ ประกาศถึงความมั่นใจและย้ำว่า นโยบายของพรรคเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน พร้อมด้วยผลงานของรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ จึงนำมาซึ่งความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้ง

แม้จะมีความมั่นใจ แต่ก็ไม่ประมาท สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ลดาวัลลิ์บอกว่าไม่เป็นที่หนักใจแต่อย่างใด โดยอดีต สส.ในพื้นที่ต่างก็ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ มีการคลุกคลีกับประชาชนด้วยความสัมพันธ์แนบแน่น พบปะประชาชนไม่ขาด พบปะแกนนำ กลุ่มอาชีพ ฯลฯ ในลักษณะของการไปเยี่ยมเยียน สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน

ในฐานะที่แกนนำของทั้งสองพรรคเคยร่วมงานการเมืองเป็นทีมงานเดียวกันมาก่อน เมื่อถึงคราวที่ต้องกลายมาเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง ลดาวัลลิ์ บอกว่า การได้ทำงานการเมืองแม้ว่าอาจจะต่างพรรค แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

“ท่านผู้กองฯ กับพี่ต้อย เรานับถือกันมาตลอดเวลา ทราบมาตลอดว่าท่านผู้กองฯ ให้เกียรติและกล่าวถึงพี่ต้อยในทางที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ลดาวัลลิ์ กล่าวถึงแกนนำของพรรคการเมืองคู่แข่งขันอย่างชื่นชม

เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส ก็กล่าวยกย่องว่า ลดาวัลลิ์ คือ นักการเมืองต้นแบบที่ทำเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน

“พี่ต้อยคือต้นแบบคนทำงานการเมืองเพื่อบ้านเกิด เห็นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ท่านเป็นนักประสานและเข้าได้กับทุกกลุ่ม ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดี ให้คำแนะนำคำสอนที่มีประโยชน์แก่นักการเมืองรุ่นหลัง ทุกวันนี้ผมกับพี่ต้อยเราก็ติดต่อสนทนากันด้วยความเป็นพี่น้องอย่างอบอุ่น จึงจะเป็นการเมืองที่ก้าวข้ามความขัดแย้งที่แท้จริง”