เช็กฐานเสียงสนับสนุน อภิสิทธิ์-วรงค์ -อลงกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566953

  • วันที่ 09 ต.ค. 2561 เวลา 06:39 น.

เช็กฐานเสียงสนับสนุน อภิสิทธิ์-วรงค์ -อลงกรณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศเปิดรับสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเปิดให้มีการหยั่งเสียงโดยสมาชิกพรรควันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 1 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ได้เบอร์ 2 และอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ได้เบอร์ 3

เป็นไปตามคาด สำหรับจำนวนผู้รับรองการสมัครชิงตำแหน่ง โดย อภิสิทธิ์ มีจำนวนผู้รับรองมากที่สุด 80 คน ไล่มาตั้งแต่ผู้ใหญ่ในพรรค อาทิ  ชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค ลงนามเป็นลำดับที่ 1 ถัดมาเป็น บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค

นอกจากนี้ ยังมี สส.ทั้งบัญชีรายชื่อและ สส.เขตทั่วประเทศ อาทิ กนก วงษ์ตระหง่าน วัชระ เพชรทอง จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ องอาจ คล้ามไพบูลย์ ประกอบ จิรกิติ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เจริญ คันธวงศ์ สุกิจ ก้องธรนินทร์ อัศวิน วิภูศิริ ถวิล ไพรสณฑ์ สุทัศน์ เงินหมื่น บุญยอด สุขถิ่นไทย เกียรติ สิทธีอมร พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ไชยยศ จิรเมธากร สุธรรม ระหงษ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

พนิช วิกิตเศรษฐ์ กษิต ภิรมย์ อภิวัฒน์ เงินหมื่น อดีต สส.อำนาจเจริญ ธนิตพล ไชยนันทน์ อดีตสส. ตาก สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต สส.นครสวรรค์ นราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.พิจิตร จุติ ไกรฤกษ์ อดีต สส.พิษณุโลก สาธิต ปิตุเตชะ อดีต สส.ระยอง ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ อดีต สส.กาญจนบุรี กุลเดช พัวพัฒนกุล อดีต สส.สุโขทัย บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต สส.ระยอง สุรันต์ จันทร์พิทักษ์ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ ธนา ชีรวินิจ ชนินทร์ รุ่งแสง สรรเสริญ สมะลาภา แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต สส.กทม.

นริศ ขำนุรักษ์ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส. พัทลุง อาคม เอ่งฉ้วน สุชีน เอ่งฉ้วน อดีต สส. กระบี่ วิรัช ร่มเย็น อดีต สส.ระนอง เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช นริศา อดิเทพวรพันธุ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต สส.ตรัง กันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ อดีต สส.พังงา  นิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา อันวาร์ สาและ อดีต สส.ปัตตานี

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่ามีอดีต สส.ในฝั่งแกนนำ กปปส.ที่มาลงชื่อรับรองอภิสิทธิ์บางส่วน อาทิ  ชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร  ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต สส.ตาก อิสสระ สมชัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

ขณะที่ นพ.วรงค์ มีอดีต สส.รับรอง  29 คน อาทิ ถาวร เสนเนียม เจือ ราชสีห์ ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว วิรัตน์ กัลยาศิริ พล.ต.ต. สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา ภุชงค์ รุ่งโรจน์ อดีต สส.ชลบุรี พุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย อดีต สส.ชัยภูมิ สมบัติ ยะสินธุ์ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต สส.นครสวรรค์ นพ.ปรีชา มุสิกุล สุขวิชชาญ มุสิกุล อดีต สส.กำแพงเพชร สุรเชษฐ์ แวอาแซ อดีต สส.นราธิวาส สมัย เจริญช่าง อดีต สส.กทม. วิทยา แก้วภราดัย อดีตสส.นครศรีธรรมราช ผุสดี ตามไท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีรายชื่ออดีต สส.ที่ลงชื่อรับรองซ้ำกับอภิสิทธิ์ด้วย คือ เจริญ คันธวงศ์ อดีต สส.กทม. นอกจากนี้ มีกลุ่มอดีต สส.ที่คนในครอบครัวแยกกันสนับสนุน เช่น มาโนช วิชัยกุล รับรอง นพ.วรงค์ ส่วนบุตรสาว  พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รับรอง อภิสิทธิ์ ไพฑูรย์ แก้วทอง รับรอง นพ.วรงค์ ส่วนบุตรชาย นราพัฒน์ แก้วทอง รับรอง อภิสิทธิ์ และลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ รับรอง  นพ.วรงค์ ส่วนบุตรชายคือ ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ รับรองอภิสิทธิ์

ส่วน อลงกรณ์ มีอดีต สส.รับรอง 20 คน ตามเกณฑ์พอดี อาทิ อภิสิทธิ์ นพ.วรงค์ อรรถพร พลบุตร อภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต สส.เพชรบุรี รังสิมา รอดรัศมี อดีต สส.สมุทรสงคราม  สามารถ มะลูลีม อดีต สส.กทม.  กรณ์ จาติกวณิช รัชดา ธนาดิเรก อดีต สส.กทม. คมคาย พลบุตร อดีตสส.จันทบุรี และผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส.ลพบุรี ซึ่งเดิมมีชื่อรับรองอภิสิทธิ์

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่ออดีต สส. ที่มีกระแสข่าวว่าจะย้ายพรรค อาทิ บุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต สส.ระยอง และยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต สส.จันทบุรี

ขั้นตอนต่อจากนี้ ผู้สมัครทั้งหมดจะได้หารือ เพื่อแต่งตั้ง “กกต.พรรค” ทำหน้าที่ดูแลการหยั่งเสียงและรายงานผลการหยั่งเสียงหลังวันที่ 5 พ.ย. ให้กับคณะกรรมการบริหารพรรครับทราบ เบื้องต้น  อลงกรณ์ส่งตัวแทนบุคคลที่จะมาเป็น กกต.พรรค คือ เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด  นพ.วรงค์ ส่ง  ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ขณะที่ อภิสิทธิ์  ส่ง ธนา ชีรวินิจ สำหรับ กกต.พรรคอีก 2 คน คือ  พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และวิลาศ จันทร์พิทักษ์ โดยจะมีการนำรายชื่อทั้ง 5 คน เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อแต่งตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแข่งขันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง จะหลอกว่าไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องเป็นแบบอย่างว่ากระทบกระทั่งอย่างไรก็อยู่ในกติกาอย่างสร้างสรรค์ อย่ากลัว หากกลัวว่าแข่งขันแล้วมีปัญหา เราจะไม่มีทางเป็นประชาธิปไตยได้ แต่ยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้กระทบกระทั่งกับใคร

อลงกรณ์ กล่าวว่า  5 ปีหลังจากนี้จะต้องเป็นช่วงฟื้นฟูพรรค สร้างทางเลือกใหม่ มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง การหาเสียงครั้งนี้ไม่ได้หวังแค่ชัยชนะอย่างเดียว แต่การเป็นหัวหน้าพรรคคือจุดเริ่มต้นชัยชนะของประเทศและประชาชนคนไทยทุกคน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะเป็นการพบปะเพื่อนสมาชิกพรรคให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และจะไปพบปะกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยพยายามสื่อสารกันว่าเราเป็นประชาธิปัตย์ด้วยกัน ประเด็นของพรรคเรา พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีคนเก่ง คนดีเยอะ แต่ขาดคนกล้า เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง

ขึ้นภาษีบุหรี่ดีต่อประเทศ! อุปสรรคอยู่ที่บริษัทต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566881

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ขึ้นภาษีบุหรี่ดีต่อประเทศ! อุปสรรคอยู่ที่บริษัทต่างชาติ

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้ขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยทำให้จำนวนนักสูบลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

***********************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

พิษภัยจากการสูบบุหรี่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้หลายชนิด ยิ่งไปกว่านั้นรัฐยังต้องจ่ายเงินค่าอุปกรณ์ ยารักษาด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มาของหนทางในการช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ให้น้อยลง

ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้มาตรการหลากหลายรูปแบบ ทั้งการรณรงค์ให้ความรู้กับเยาวชน ครอบครัว มาตรการห้ามสูบในที่สาธารณะ ห้ามโฆษณา ไปจนถึงความพยายามทำให้นักสูบในปัจจุบันหาซื้อบุหรี่ได้ยากลำบากมากขึ้น นั่นคือการเพิ่มภาษีบุหรี่ซองละ 2 บาท ผลการสำรวจของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่าปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้น สามารถทำให้จำนวนนักสูบลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังเป็นการช่วยระดมเงินเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อีกด้วย

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า การยกร่าง พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการขึ้นภาษีบุหรี่ช่วยลดจำนวนนักสูบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเยาวชนจะมีกำลังซื้อบุหรี่มาสูบไม่พอ รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่ยอมลด ละ เลิกไปเอง เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

ทั้งนี้ ในต่างประเทศใช้มาตรการแก้ปัญหาบุหรี่โดยขึ้นภาษีทุกปี เรียกว่ามาตรการ “ทริปเปิลวินส์” คือ 1.ลดจำนวนผู้สูบลงได้ 2.รัฐได้เงินภาษีเพิ่มขึ้น และ 3.รัฐไม่ต้องจ่ายเงินในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งตามหลักการแล้วต้องขึ้นภาษีให้มากกว่าอัตราเงินเฟ้อแต่ละปี ฉะนั้นหลายประเทศอย่าง ออสเตรเลีย อังกฤษ จึงได้ปรับภาษีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของการใช้เรื่องภาษีเพื่อควบคุมยาสูบ และที่ผ่านมาประเทศไทยมีการขึ้นภาษีมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2560 ขึ้นภาษีมาแล้วจำนวน 12 ครั้ง รวมกับมาตรการณรรงค์ต่างๆ จึงทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลงได้แล้ว 7 ล้านคน

“แต่ละปีมีการจำหน่ายบุหรี่ประมาณ 2,000 ล้านซอง หากเก็บภาษีเพิ่มอีกซองละ 2 บาท จะได้เงิน 4,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินกองทุนบัตรทองที่ต้องใช้เงินจำนวนกว่า 1.4 แสนล้านบาท จึงยังถือว่าเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยมาก ก่อนหน้านี้ทุกรัฐบาลยังไม่ค่อยเห็นถึงปัญหา แต่เมื่อมีหลักประกันสุขภาพทำให้รัฐบาลเริ่มรู้สึกว่า เวลาคนป่วยด้วยโรคที่เกิดจากบุหรี่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายแพง สะท้อนให้ต้องรีบควบคุมปัจจัยเสี่ยงเกิดโรค เพราะยาสูบทำคนตายปีละ 5 หมื่นคน แต่ต้องนอนพักรักษาตัวเฉลี่ยรายละ 3 ปีก่อนเสียชีวิต ต้องใช้เงินประกันสุขภาพไปรักษา ทำให้รัฐเสียเงินจำนวนมหาศาล” นพ.ประกิต กล่าว

นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นความพยายามแก้ปัญหาบุหรี่ยังคงมีอุปสรรคที่ต้องค่อยๆ แก้ไปทีละขั้น เช่น ทุกครั้งที่มีการเพิ่มภาษีจะทำให้บริษัทผู้ผลิตทำสินค้าชนิดใหม่ออกมาในราคาถูกกว่า เป็นการชดเชยตัวสินค้าที่ราคาสูงขึ้น จึงสะท้อนว่าเรื่องระบบภาษียังมีจุดอ่อน เพราะภาษีที่ดีต้องไม่ทำให้ราคาแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ซึ่งแก้ได้โดยเก็บภาษีตามจำนวนมวนจากผลสำรวจพบว่า ผู้สูบในแต่ละวันจะสูบเฉลี่ย 10 มวน ขณะที่ยาเส้นราคาซองละ 10 บาท นำมาสูบจะได้ประมาณ 20 มวน แต่กฎหมายยังไม่มีการเก็บภาษีในส่วนของยาเส้น ดังนั้นต้องทำให้ราคายาเส้นไม่แตกต่างจากบุหรี่มากเกินไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นเฉลี่ย 2 แสนคน/ปี ทว่าจำนวนผู้เลิกสูบและผู้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้นลดลงจาก 12 ล้านคน เหลือ 10 ล้านคน โดยปัจจัยที่ยังทำให้มีนักสูบหน้าใหม่อยู่ คือ บุหรี่บางยี่ห้อราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ยังคงสูบเป็นจำนวนมาก ทำให้เยาวชนเลียนแบบ และอีกปัจจัยคือประเทศไทยมีร้านจำหน่ายบุหรี่ต่อประชากรสูงที่สุดในอาเซียน ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายเกินไป เป็นเพราะใบอนุญาตจำหน่ายราคาถูกเพียง 100 บาท แตกต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่ใบอนุญาตจำหน่ายราคา 1 หมื่นบาท ถ้าประเทศไทยขึ้นราคาใบอนุญาตเกินกว่า 1,000 บาท ก็จะทำให้ร้านโชห่วยจำใจต้องเลิกขาย

เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงงานยาสูบคัดค้านการขึ้นราคาใบอนุญาต เนื่องจากร้านค้าโชห่วยมีมากถึง 8 แสนร้านค้าขายปลีก โดยร้านโชห่วยขายบุหรี่ได้วันละ 8-10 ซอง ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตยาสูบจึงวิ่งเต้นไม่ให้ขึ้นค่าใบอนุญาต จึงเป็นความยากของการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง ถ้าเทียบกับประเทศบรูไน กำหนดให้รัศมี 1 ไมล์ อนุญาตให้มีร้านจำหน่ายบุหรี่เพียงร้านเดียว จึงทำให้คนเลิกสูบเพราะสร้างความยากลำบากในการหาซื้อแต่ละครั้ง

นพ.ประกิต กล่าวว่า เคยพบกับอุปสรรคเรื่องการห้ามใส่กลิ่นเมนทอลลงในยาสูบ แต่สุดท้ายบริษัทผลิตยาสูบก็เข้ามาขัดขวางอีก จึงทำให้ทุกวันนี้ยังคงมีการจำหน่ายบุหรี่กลิ่นเมนทอล จากนั้นนายทุนบริษัทผู้ผลิตพยายามยื่นฟ้องร้องว่าประเทศไทยละเมิดเครื่องหมายการค้า วิ่งเต้นทุกทางเพื่อขัดขวาง แม้ศาลจะพิพากษาให้บริษัทผลิตยาสูบเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่สามารถทำให้การรณรงค์เลิกบุหรี่หยุดชะงักลงได้อย่างน้อย 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นสามารถจำหน่ายบุหรี่ได้เงินกำไรมหาศาลไปนานแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลทุกสมัยต้องมีความมุ่งมั่นทำให้คนเลิกบุหรี่ให้ได้ อีกทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือด้วย เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในโรงเรียน แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการไม่เคยเข้ามาช่วย เพราะมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง หรือแม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ คิดว่าเรื่องบุหรี่เป็นงานของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น

“ภาพรวมของเงินภาษีที่เก็บได้นั้น ยังไม่พอต่อค่ารักษาพยาบาลที่รัฐต้องจ่าย ฉะนั้นบางประเทศที่การเมืองเข้มแข็งจะควบคุมเรื่องนี้ได้ดี แต่นักการเมืองไทยบางคนที่เคยมาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ไม่เคยเข้าร่วมประชุมนโยบายยาสูบเลยสักครั้ง เพราะตัวเขาเองยังสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่มูลนิธิฯ ต้องพยายามทำต่อไป คือ ผลักดันให้มีการขึ้นภาษีบุหรี่ เพราะรู้มาจากเอกสารลับของบริษัทผลิตบุหรี่ พบว่าเรื่องของการขึ้นภาษีได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมาก จึงเป็นหนทางที่จะป้องกันไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามาทำร้ายประเทศไทยได้อีกต่อไป” นพ.ประกิต กล่าว

“ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์” เผ่าภูมิ โรจนสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566844

  • วันที่ 07 ต.ค. 2561 เวลา 18:14 น.

"ผมพยายามจะสร้าง การเมืองสร้างสรรค์" เผ่าภูมิ โรจนสกุล

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ดอกเตอร์หนุ่ม 1 ใน 30 คน “เลือดใหม่” พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเมือง 3 ปี ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำการเมืองแบบสร้างสรรค์

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กำลังกลายเป็นที่จับตาสำหรับการเปิดตัว 30 คนรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้กับพรรคเพื่อไทย ทั้งบทบาทว่าที่ผู้สมัคร สส.และมีส่วนร่วมทำงานเชิงนโยบาย ​เพิ่มความหลากหลาย รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น​

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ถือเป็นอีกหนึ่งใน “เลือดใหม่” ซึ่งเริ่มเข้ามาชิมลางงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยได้ 3 ปี ทั้งในฐานะที่ปรึกษาเลขาธิการพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายด้านคนรุ่นใหม่และเยาวชนของพรรคเพื่อไทย ด้วยความมุ่งหวังจะใช้ความรู้และประสบการณ์ทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์

สิ่งที่ทำให้เผ่าภูมิสนใจงานด้านการเมืองเริ่มตั้งแต่ในช่วงเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การคลังสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอนให้มองโลกกว้าง ในเชิงบริบท พลวัตของโลก ​การเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเรียนวิธีการกำหนดนโยบาย กำหนดโมเดล ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าและทำให้เกิดความมั่งคั่งในประเทศ จึงหวังจะเอาความรู้ที่มีมาช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งเหล่านี้

หลังจากสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ได้สักระยะ เขากลับมารับราชการที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นที่ที่ได้ร่วมทำงานกับคนเก่งๆ แต่อีกด้านก็ยังมีข้อจำกัด คือ สิ่งที่คิดกับสิ่งที่ปฏิบัติบางครั้งก็ห่างไกลกัน เมื่อผ่านระบบขั้นตอนข้าราชการไปจนถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เลยหาทางว่ามีช่องทางอื่นที่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนที่มีอำนาจตัดสินใจกับเราแคบกว่านี้ คำตอบนั้นก็คือการเมือง

เผ่าภูมิ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกทำงานกับพรรคเพื่อไทย ประเด็นแรก เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มองปัญหาสั้นๆ หรือแก้ปัญหาอย่างไร้ทิศทาง แต่มองไกลเป็นสิบปีว่าอยากเห็นประเทศเดินมุ่งไปตรงไหนแล้วค่อยย้อนกลับมากำหนดนโยบายของพรรค​ นโยบายย่อยๆ ที่ทำมาในอดีตจึงสอดคล้องกับสิ่งที่มองไปสิบปีข้างหน้าตลอด อันนี้วิสัยทัศน์ของพรรค ซึ่งส่วนตัวเขาให้ความสำคัญกับเรื่องวิสัยทัศน์ในการทำงานมาก

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์การทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศเยอะมาก นโยบายที่คนไม่เคยคิดว่าจะสำเร็จ ก็ทำให้สำเร็จได้ มีคนที่มีความสามารถสูงมาร่วมทำงาน เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนว่าสิ่งที่ทำมาในอดีตเกิดประโยชน์จริงๆ รวมทั้งมีโครงสร้างที่เป็นระบบและเปิดรับความคิดใหม่ ​​

ประเด็นที่สาม พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งเรื่องประชาธิปไตยสูง​ เคารพหลักสิทธิเสรีภาพ เคารพทุกความเห็น ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นเท่ากัน ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศในพรรคจึงเปิดกว้าง ไม่ได้เอาเกณฑ์วัยวุฒิ คุณวุฒิ รูปร่างหน้าตามาตัดสิน แต่ดูที่ความคิด มีการถกเถียงเปิดให้ทุกฝ่าย หาคำตอบที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ระบบยังปิด การเมืองจึงทำอะไรที่ทำได้เพียงแค่การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งหากระบบเปิดการเมืองคงเป็นอะไรที่ท้าทายและสนุกมาก

เผ่าภูมิ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการคุยเรื่องนโยบายอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากส่วนตัวมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ และมีความเป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งพรรคให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่เพราะจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อจากนี้ จึงต้องมีนโยบายที่จะสามารถสร้างศักยภาพให้คนกลุ่มนี้เมื่อระบบเปิดก็จะต้องเอาเข้าที่ประชุมพรรค มีการถกเถียง และผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นนโยบายที่พรรคคิดว่าถูกต้องและเหมาะสมสำหรับประชาชน

สำหรับส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญคือเรื่องคนกลุ่มเจนวาย อายุ 18-38 ปี ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ กลุ่มนี้ไม่ชอบกฎระเบียบ ไม่ชอบทำงานประจำ​ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือแรงงานที่มีศักยภาพสูงมีแนวโน้มออกจากพนักงานเงินเดือน ไปทำธุรกิจส่วนตัวเพราะคิดว่าตัวเองมีศักยภาพสูงกว่าจะไปเป็นลูกจ้าง อีก 10 ปี แรงงานศักยภาพสูงจะออกจากบริษัทขนาดใหญ่ เกิดธุรกิจเล็กๆ เป็นดอกเห็ด ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการ บางส่วนก็จะล้มตายไปบ้าง

​เพราะฉะนั้นภาครัฐที่เก่งต้องสามารถมองได้ นับตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปว่า ภาคส่วนไหนที่เราต้องสนับสนุน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะไม่เหมือนในอดีต ที่เราเคยเห็นแต่ภาคเกษตรกรรม ภาคสิ่งทอ แต่ต่อไปจะเป็นเรื่องการเลือกเทคโนโลยีแบบไหนจะเป็นอนาคตของประเทศ รัฐบาลที่เก่งต้องก้าวเท่าทัน ต้องดูว่าจะสนับสนุนเทคโนโลยีแบบไหน ไทยอ่อนกว่าประเทศในภูมิภาคสองเรื่อง คือ นวัตกรรมการผลิต และการสนับสนุนหล่อลื่นภาคเอกชนจากภาครัฐ

“ผมให้ความสำคัญเรื่องวิสัยทัศน์ที่สุดเพราะมีฝีมือ มีศักยภาพขนาดไหน แต่ถ้าคุณมองโลกไม่ขาด ไม่มีวิสัยทัศน์ในการมอง คุณเดินได้ แต่จะเดินแบบช้าๆ ไม่มีทิศทาง หรือถ้าคิดว่าวิ่งได้มีศักยภาพสูง แต่จะวิ่งไปผิดทิศทางเพราะขาดวิสัยทัศน์”

เผ่าภูมิ มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้มีขนาดใหญ่ถ้าเทียบกับในภูมิภาค ข้อดีคือเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรง มีทุนสำรองสูง เงินเฟ้อต่ำ มีนโยบายการเงินควบคุมการแปรปรวนของค่าเงินได้ดี สิ่งที่ไม่ดี คือ นวัตกรรมและน้ำมันหล่อลื่นจากภาครัฐ ทำให้เราเปรียบเหมือนคนอ้วน ไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่สนใจออกกำลังกาย และเดินไปอย่างช้าๆ ถูกทิศทางบ้าง ผิดทิศทางบ้าง เพราะเราขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี การสนับสนุนจากภาครัฐ

“ทำให้เราวิ่งไม่ได้ ประเทศเล็กๆ ที่เดินเร็วกว่า เริ่มเดินแซงหน้าเราเพราะเราเดินช้ามาก เราตัวใหญ่ เดินช้า แต่ไม่ล้มเพราะฐานเศรษฐกิจเข้มแข็ง ปัญหาส่วนหนึ่งคือการเมือง ความไม่มีเสถียรภาพการเมือง ส่งผลให้การมีวิชั่นไม่เกิดขึ้น เพราะวิชั่นจะเกิดขึ้นได้ หนึ่ง ต้องมีผู้นำมีวิชั่น สอง ต้องมีเวลาพอสมควรในการบริหารประเทศ”

ถามถึงความพยายามปฏิรูปประเทศของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เผ่าภูมิ กล่าวว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่สิ่งผิด ​และถูกต้องด้วยซ้ำ ส่วนจะถูกแนวไม่ถูกแนวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติ คือ การสร้างข้อจำกัด เพราะวิสัยทัศน์มีได้ แต่ต้องปล่อยให้ผู้บริหารประเทศแต่ละช่วงสามารถกำหนดวิธีการเดินของตัวเอง สิ่งที่คิดวันนี้อีก 5-6 ปี อาจไม่ใช่อย่างนี้ ต้องมีความยืดหยุ่นสำหรับการเดินไปสู่เป้าหมาย​

“ผมพยายามจะสร้างการเมืองที่สร้างสรรค์ ลดการความขัดแย้งไม่จำเป็น ความขัดแย้งที่จำเป็นก็มีนะ คือการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายแนวคิด มุมมองนโยบาย ​ถึงขั้นทะเลาะกันด้วยซ้ำ แนวนี้ประโยชน์สูงสุดคือการหาคำตอบให้กับประเทศ​ แต่ต้องไม่ใช่ทะเลาะ ขัดแย้งกันเพื่อการเอาชนะ ตรงนี้ไม่เห็นด้วย แนวคิดของคนรุ่นใหม่อยากเห็นการเมืองเดินไปข้างหน้าเสียที”

ถามว่าเริ่มเห็นบรรยากาศการเมืองเก่าๆ วนกลับมา จะยังสามารถเดินไปตามที่หวังได้หรือไม่ เผ่าภูมิ บอกว่า​​ มองโลกในแง่ดี ยังเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ​การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ แบ่งสองฝ่ายชัดเจน คือ คนที่เห็นว่า 4-5 ปี เป็นสิ่งดี ​กับอีกฝ่ายอยากเห็นอีกสิ่งเปิดกว้างกว่า ถกเถียง รับฟังกัน สองฝั่งจะแบ่งแยกกันชัดเจน

“ประชาชนเริ่มอึดอัดและโดนกรอบข้อจำกัดมาก เวลานี้หลายคนอยากก้าวสู่สิ่งใหม่ ผมมองเห็นความอัดอั้น คนต้องการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ ​จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ​ดังจะเห็นว่ามีคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงออกมาเปิดตัวสามสิบคน เป็นคนที่เราให้ความสำคัญกับศักยภาพในตัวเขามากกว่ารูปลักษณ์ ภาพลักษณ์ จุดเด่นตรง​สมองและจิตใจ ไปสอบถามได้ทุกคน ทุกคนเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไอที เศรษฐศาสตร์ ครบเครื่อง ไม่รู้พรรคอื่นมีไหม”

ถามว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เผ่าภูมิ ชี้แจงว่า ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ไทยรักไทย พลังประชาชน ได้สร้างสิ่งดีๆ ในประเทศมากมายมหาศาล ​เราคนรุ่นใหม่ ไม่ได้คิดจะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ดีมาก เราจะมาผสมผสาน เติมในสิ่งที่ขาด เพิ่มในสิ่งเขามี สร้างสิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเป็นการผสมผสานมากกว่าเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไร

ประกอบกับพลวัตของโลกก้าวเร็ว พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีทุกวัย ทุกแนวคิด มาผสมผสาน ​​ ซึ่งมุมมองคนรุ่นใหม่เท่าทันพลวัตของโลก เขาสามารถเอาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียน บางท่านได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา เห็นศักยภาพของประเทศต่างๆ ​หากนำโมเดลเหล่านั้นมาช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องดี และพรรคเพื่อไทย มีโครงสร้างที่ทำให้เกิดขึ้นได้ มี สส.จำนวนมาก

“เราเชื่อมผ่าน สส.พื้นที่กับพี่น้องประชาชน เราไม่เคยเชื่อว่า ความคิดจากส่วนกลางแล้วจะดี ดังนั้นต้องไป ไปทดสอบในพื้นที่ เราทำอย่างนั้นมาโดยตลอด จึงเห็นว่า ทำไมนโยบายเราถึงตอบสนองความต้องการประชาชนได้ เพราะเราต้องไปตรวจสอบในพื้นที่ เรามีเครื่องมือ คือ สส.ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดประชาชน การชนะการเลือกตั้งจึงหมายถึงการเข้าใจ เข้าถึงประชาชน ซึ่งไม่แน่ใจว่าพรรคอื่นมีไหม”​

ส่วนบทบาททางการเมืองจะลงสมัคร สส.​หรืออยู่ในส่วนไหนอย่างไร ​เผ่าภูมิ ระบุว่า ส่วนตัวเข้าพรรคเพื่อไทยมาด้วยจุดมุ่งหมายอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง นำสิ่งที่มีมาบวกกับสิ่งที่พรรคมี ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหน จะเป็น สส.​พื้นที่ สส.บัญชีรายชื่อ หรือทำงานส่วนกลาง ​ส่วนไหนก็ได้ที่สร้างประโยชน์ได้ ขึ้นกับบทบาทและความเหมาะสม ซึ่งต้องหาจุดสมดุลว่าจุดไหนเหมาะสมที่สุด

ถามว่าไม่กลัวกับการเข้าสู่การเมืองในช่วงที่พรรคเพื่อไทยดูจะตกเป็นคู่ขัดแย้งกับฝั่งผู้มีอำนาจ เผ่าภูมิ กล่าวว่า ​“ทำไมผมมองเป็นความท้าทาย สิ่งที่เกิดขึ้นมา 4-5 ปี น่าจะไม่ใช่ในแนวทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง ​ถ้าเขาทำถูกต้องดีแล้ว เราก็ควรจะสนับสนุนเขา แต่นี่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เราควรจะต้องทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นเป็นการเมืองเชิงบวก”

มาร์คส่อชนะฟาวล์ ชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566650

  • วันที่ 06 ต.ค. 2561 เวลา 07:45 น.

มาร์คส่อชนะฟาวล์ ชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำลังเข้าโค้งสุดท้าย โดยมีผู้ประกาศตัวจะลงสมัคร 3 คน ประกอบด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และ “อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรค ซึ่งต่างเดินสายหาเสียงกับสมาชิกอย่างเข้มข้น

ทว่า สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มสูงที่ “อภิสิทธิ์” ชนะฟาวล์ยกแรก ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร เพราะคู่แข่งอาจขาดคุณสมบัติ เนื่องจากหาอดีต สส.ของพรรค 20 คน มารับรองในการลงสมัครไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ ล่าสุดมีผู้เซ็นรับรองให้ “หมอวรงค์” ประมาณ 10 กว่าคน อาทิ 1.ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา 2.เจือ ราชสีห์ อดีต สส.สงขลา 3.วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต สส.สงขลา 4.ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต สส.สงขลา 5.วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.นครศรีธรรมราช 6.สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต สส.นครสวรรค์ 7.สมบัติ ยะสินธุ์ อดีต สส.แม่ฮ่องสอน 8.ศุภชัย ศรีหล้า อดีต สส.อุบลราชธานี 9.สำราญ ศรีแปงวงค์ อดีต สส.กำแพงเพชร และ 10.วิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต สส.สุโขทัย

“ขณะนี้เพิ่งเห็นระเบียบ การเริ่มหาอดีต สส.เพื่อรับรองการลงสมัครชิงตำแหน่งจึงยังเพิ่งเริ่มดำเนินการ อาจมีลำบากตรงที่เวลานี้ สส.กระจายกันอยู่ต่างจังหวัด  การลงชื่อรับรองจึงต้องใช้เวลาในการประสานงาน ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ก็อาจจะยากหน่อย โดยให้ ‘ถาวร-สมบัติ’ เป็น ผู้ช่วยประสานอดีต สส.เวลานี้” หมอวรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีอดีต สส.หลายคนที่เคยสนิทกับ “หมอวรงค์” และ “ถาวร” ต่างบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพบเพื่อเซ็นรับรองให้ เนื่องจากเกรงจะ ตกเป็นเป้าในพรรค อีกทั้งมีการโทรไปล็อบบี้อย่างหนัก ทำให้อดีต สส.ไม่กล้าแสดงตัวออกยืนหนุนทีมหมอวรงค์

ด้าน “อลงกรณ์” ขณะนี้มีผู้เซ็นรับรองเพียง 2 คนเท่านั้น คือ 1.อดีต สส. 2.อรรถพร พลบุตร อดีต สส.เพชรบุรี น้องชายอลงกรณ์

ในขณะที่ฝ่าย “อภิสิทธิ์” นั้นปรากฏว่า มีอดีต สส.แย่งกันเซ็นรับรองเกินกว่า 20 คนแล้ว อาทิ บัญญัติ บรรทัดฐาน ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ จุติ ไกรฤกษ์ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สุทัศน์ เงินหมื่น  ล่าสุด “ราเมศ รัตนะเชวง” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รักษาการแทนหัวหน้าพรรค ได้ลงนามประกาศให้มีการรับสมัครในการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคเพียงวันเดียวคือ ในวันที่ 8 ต.ค. 2561 เวลา 08.30-16.30 น. ที่ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และผู้ใดที่มายื่นใบสมัครและลงชื่อในเอกสารลงชื่อก่อน ก็จะได้หมายเลขสมัครตามลำดับ แต่กรณียื่นใบสมัครก่อนเวลา 08.30 น. ให้ถือว่ามาพร้อมกัน และให้ใช้วิธีจับสลาก

หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เวลา 17.00 น. จะมีการเลือกคณะกรรมการลงคะแนนหยั่งเสียงเบื้องต้น (กกต.ของพรรค) จำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อมาทำหน้าที่ดูแลการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ พร้อมทั้งให้ผู้สมัครแต่ละฝ่ายเสนอผู้รับตำแหน่ง กกต.ของพรรคได้ฝ่ายละ 1 คน แล้วเสนอชื่อต่อ คณะกรรมการบริหารแต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่าง วันที่ 1-5 พ.ย. 2561 และให้จัดการหยั่งเสียงที่หน่วยเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ย. 2561 เวลา 08.00-17.00 น. โดยเหตุผลที่ต้องกำหนดเวลาที่หน่วยเลือกตั้งนั้น เพราะทางพรรคเห็นว่าควรให้เวลาในการใช้สิทธิในการหยั่งเสียงครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ขยายระยะเวลาในการใช้สิทธิของประชาชน

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอไปจนถึงวันที่ 8 ต.ค. ผลจะจบลงเช่นใดตามกัน อย่ากะพริบ

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566428

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 20:45 น.

มูลนิธิหอศิลปฯต่ออายุ ระดมเงินบริจาคหาค่าน้ำ-ไฟ

ปัจจุบัน”หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท

*******************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

นับได้ว่า “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่แสดงออกทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ ที่ช่วยหล่อหลอมให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ โดยจุดกำเนิดของหอศิลปฯ เกิดมาจากความตั้งใจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับเครือข่ายศิลปินจำนวนไม่น้อย ต้องการให้มีพื้นที่แสดงผลงานด้านงานศิลปะทุกแขนง อาทิ ภาพถ่าย รูปปั้น ไปจนถึงบทกวี เพราะศิลปะเกี่ยวข้องกับทุกศาสตร์ อาทิ อาหาร เครื่องนุ่งห่มรวมถึงที่อยู่อาศัย ฯลฯ

เป็นที่มาของหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อปี 2554-2564 โดย กทม.เป็นเจ้าของที่ดินใจกลางเมืองย่านทำเลทอง เขตปทุมวัน ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ใช้งบประมาณก่อสร้างตัวอาคาร ค่าครุภัณฑ์ และระบบป้องกันทรัพย์สิน รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวนกว่า 563 ล้านบาท มอบให้ผู้รับสิทธิ์ คือ มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารจัดการนับตั้งแต่นั้น

ทว่าปัจจุบันหอศิลปฯ ภายใต้การบริหารของ ประวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปฯ กำลังประสบปัญหารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย กำลังทำให้ไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จำนวน 9 ล้านบาท อาจทำให้ในไม่ช้าห้องน้ำในหอศิลปฯ จะไม่มีน้ำและไฟฟ้าให้ประชาชนได้ใช้

ประวิตร เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้ กทม.แก้ไขหนังสือสัญญาปี 2554 ข้อ 8 ที่ระบุว่า บรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีใดๆ ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ ตกเป็นความรับผิดชอบของผู้รับสิทธิ์ และผู้รับสิทธิ์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ทันตามเวลาที่กำหนด โดยให้เปลี่ยนเป็น กทม.เข้ามารับผิดชอบแทน

ทั้งนี้ หอศิลปฯ กำลังไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้ต้องตัดงบจัดนิทรรศการบางส่วนและดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด จากการคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงกลางปี 2562 เท่านั้น อาจต้องลดเวลาเปิดให้บริการ จากเดิมเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. เปลี่ยนเป็นเวลา 11.00-20.00 น. เพื่อประหยัดค่าไฟและค่าน้ำ

“การแก้ไขปัญหาระยะสั้นจะขอรับบริจาคเงินสนับสนุนจากประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการ ซึ่งปัญหาทั้งหมดเกิดจากสภา กทม. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ไม่ยอมอนุมัติงบประมาณอุดหนุนปี 2562 ให้กับทางหอศิลปฯ เหมือนที่เป็นมาตลอด” ประวิตร กล่าว

ด้าน ทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ได้อุดหนุนงบประมาณต่อเนื่องให้กับหอศิลปฯ เช่น ในปี 2560 เป็นเงินราว 45 ล้านบาท อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นของสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ต่อมาปี 2561 ได้จัดสรรงบ 8-9 ล้านบาท เป็นค่าน้ำค่าไฟ

ขณะที่การเสนอแผนเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากทางหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน มีเพียงตัวเลขที่เสนอเข้ามาเท่านั้น ทำให้ปี 2562 สภา กทม.มีข้อท้วงติงถึงความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย หากมอบเงินอุดหนุนให้กับทางหอศิลปฯ เนื่องจากแผนงานขอเงินจากหอศิลปฯ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่านำเงินไปใช้เรื่องอะไรบ้าง จึงเป็นที่มาของการไม่สามารถอุดหนุนงบได้ อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่นิ่งนอนใจ มีการจัดตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางและวิธีการว่า กทม.ต้องทำอย่างไรบ้าง

เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ชี้แจงว่า โดยหลักแล้ว กทม.มีหน้าที่ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรกเท่านั้น คือ 5 ปีแรกตามหนังสือสัญญาที่จัดตั้งหอศิลปฯ ขึ้นมา และเมื่อหอศิลปฯ ตั้งตัวได้เองแล้ว กทม.ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนอีก ยิ่งถ้าหอศิลปฯ ได้กำไรต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ กทม.ด้วย แต่ที่ผ่านมาทางมูลนิธิหอศิลปฯ แจ้งว่าเงินกำไรหรือเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะขอเก็บไว้ใช้จ่ายเองต่อไป ซึ่งตลอดมาที่ประชุมสภา กทม.ทุกยุคสมัยก็อนุญาตให้มาตลอด

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ มักเสนอเรื่องมาขอเงิน กทม.ปีละกว่า 70 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา กทม.แล้วมีมติให้เงินสนับสนุนปีละ 40 ล้านบาท เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยหอศิลปฯ แจ้งว่ามีรายจ่ายปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งทางมูลนิธิฯ หาเงินมาได้เองปีละ 30 กว่าล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนของ กทม.อีก 40 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารหอศิลปฯ ไปสรุปเอาเองว่ามีรายรับเพียงพอต่อรายจ่าย และไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่างๆ กลับมารายงานให้ กทม.รับทราบเลย

สำหรับผลจากการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาการดำเนินการของหอศิลปฯ จำนวน 11 คน โดยมี คำรณ โกมลศุภกิจ รองประธานสภา กทม. เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว พบว่า หอศิลปฯ อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ ซึ่งมูลนิธิฯ ต้องดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ได้รับมอบเสมอกับวิญญูชนพึงใช้และรักษา ส่วนบรรดาค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษี ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการหอศิลปฯ เป็นความรับผิดชอบของมูลนิธิฯ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ผู้รับสิทธิ์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ดังนั้น กทม.จึงไม่สามารถตั้งงบประมาณไปอุดหนุนการดำเนินการของหอศิลปฯ ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ

ผลศึกษายังระบุว่า มูลนิธิฯ ต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายปีให้แก่ กทม. โดย กทม.จะคำนวณและแจ้งให้มูลนิธิฯ ทราบภายในเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ปรากฏว่ามูลนิธิฯ ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งสัญญา เนื่องจากมูลนิธิฯ ได้นำพื้นที่ภายในหอศิลปฯ และพื้นที่หลายแห่งภายในอาคารไปให้บุคคลอื่นเช่าและเก็บค่าธรรมเนียมที่จอดรถ โดยไม่แจ้งให้ กทม. เพื่อขอความเห็นชอบจากสภา กทม. อีกทั้ง กทม.ไม่เคยมีการคิดคำนวณค่าตอบแทน เรียกเก็บจากทางมูลนิธิฯ

ฝั่ง กทม.สรุปชัดว่า มูลนิธิฯ ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ลงนามร่วมกับ กทม.ไว้ตั้งแต่ต้น จึงเป็นที่มาของการเสนอขอให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงปี 2554 ดังนั้นหากหอศิลปฯ ต้องการงบอุดหนุนจาก กทม. จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะรอดพ้นจากภาวะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566117

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

เปิดสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่ 4 ต.ค.นี้

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 4 ต.ค. จะมีการพิจารณารับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในวาระที่ 1 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่บทเฉพาะกาลในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 141 ที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด โดยถ้า คสช.ตัดสินใจได้แล้ว มีหน้าที่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบจากนั้น กกต.จะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งต่อไป

ที่สำคัญภายหลัง กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว ประกาศและคำสั่งของ คสช.จำนวน 6 ฉบับ ในส่วนที่เกี่ยวกับการงดการจัดให้มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นสิ้นผลบังคับ

กลิ่นไม่ดีเลือกใหม่ทันที

ขณะที่บททั่วไปเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ตามร่างกฎหมายยังคงให้อำนาจหน้าที่แก่ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและความยุติธรรม

มาตรา 16 กำหนดให้ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่ถ้าในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษหรือไม่ ให้ กกต.ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนให้แล้วเสร็จ หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วแต่กรณีโดยเร็ว

กำหนดคุณสมบัติเข้ม

ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มาตรา 18ได้แบ่งหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้

1.การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้ถือเขตเป็นเขตเลือกตั้งถ้าเขตใดมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเกิน 1.5 แสนคน ให้ กกต.แบ่งตั้งเลือกตั้งตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี

2.การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกได้เกินกว่า 1 คน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง เท่ากับจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีในอำเภอนั้น

นอกจากนี้ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามร่างกฎหมายดังกล่าว ยังได้นำมาตรฐานแบบเดียวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.มาใช้ด้วย

เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำทุจริตเลือกตั้ง เป็นต้น

ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

ขณะที่การกำหนดพฤติกรรมที่เป็นความผิดฐานทุจริตเลือกตั้งของการเลือกตั้งท้องถิ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้ง สส.เช่นกัน

มาตรา 63 บัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

ไม่เพียงเท่านี้ ห้ามไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ที่มีลักษณะเป็นการชักจูงใจให้มาลงคะแนนให้แก่ตนเองภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นโครงการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องปกติอยู่แล้ว หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ปรับตัวหนีถูกปิด ทางรอด”มหาวิทยาลัยไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566111

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

ปรับตัวหนีถูกปิด ทางรอด"มหาวิทยาลัยไทย"

มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากผู้เรียนลดลง การปรับตัวจึงเป็นโอกาสรอดจากการปิดตัว

***************************

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อกรณีวิกฤตมหาวิทยาลัยไร้ผู้เรียนถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง สิ่งที่ได้ยินตามมาก็คือคำเตือนให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ปัญหาผู้เรียนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ซ้ำเติมวิกฤตนี้จากข้อมูลของธนาคารโลกที่ระบุว่า แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับเด็กไทยในปี 2573 นั้นมีอีกปัญหาอื่นรออยู่ อย่างกรณีผู้ที่เรียนจบในอนาคตอาจต้องตกงานถึง 72% เพราะตำแหน่งงานที่เคยมีในปัจจุบันจะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันว่าเอไอ ภาพรวมงานด้านต่างๆ ในประเทศไทยจะถูกแทนที่ด้วยเอไอถึงประมาณ 50%

การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตจึงนับเป็นโจทย์ เป็นคำถามสำคัญว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยจะมีศักยภาพทำได้หรือไม่

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุว่า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนลดลงโดยใช้วิธี 3 แนวทาง คือ แบบแรก นำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วยและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน แบบที่สองคือ เปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่น เป็นสถาบันสำหรับช่าง วิศวกร และแบบที่สามคือ หันไปสอนหลักสูตรระยะสั้น

“การปรับตามแนวทางของอเมริกา เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้อย่างลำบากในมหาวิทยาลัยไทย เพราะประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีองค์ความรู้ลึกขนาดนั้น พอจะปรับตัวต้องไปดูที่รากฐาน ซึ่งจะพบว่าเราไปทางไหนก็ยาก เช่น ถ้าเราจะเปิดสอนออนไลน์ เมื่อเด็กมาดูหลักสูตร ดูระบบ ดูอาจารย์ผู้สอนแล้วพบว่าไม่น่าเชื่อถือ โอกาสที่เด็กจะตัดสินใจเรียนก็ยิ่งน้อย ตอนนี้เรายิ่งตกอยู่ในสภาพน่ากังวลเรื่องคุณภาพอยู่ แล้วหันไปสอนออนไลน์ด้วย ก็เกิดคำถามว่าจะยิ่งจบง่ายกว่าเดิมและมีคุณภาพหรือไม่ในทันที”

เกียรติอนันต์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งมีมหาวิทยาลัยประมาณ 4,700 แห่งนั้น กว่าที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับท็อป 30 จะตัดสินใจเปิดสอนระบบออนไลน์นั้น ต้องใช้เวลาเตรียมตัวกันนานมาก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าหลักสูตรออนไลน์ที่จะเปิดนั้นมีความน่าเชื่อถือ และแม้จะเป็นการเปิดหลักสูตรออนไลน์ แต่บางช่วงได้มีการบังคับไว้ในหลักสูตรว่าต้องไปเรียนในที่จริง ต้องไปสัมผัสกับบรรยากาศห้องเรียนจริงๆ ในมหาวิทยาลัย

ขณะที่การเปิดสาขาวิชาที่เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม สาขาเฉพาะทาง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่มีปัญหาอื่นๆ ให้ต้องกังวลเช่นกัน

“หากจะเปิดหลักสูตรเฉพาะทางเพื่อป้อนระบบอุตสาหกรรม ก็มีปัญหาเรื่องอาจารย์ที่ไม่มีองค์ความรู้ลึกพอ หรือตามไม่ทันอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ แต่จะรอให้อุตสาหกรรมจับมือกับมหาวิทยาลัยก็มักมีเงื่อนไขเรื่องอุตสาหกรรมจะได้ประโยชน์อะไร มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่ามีองค์ความรู้อะไรที่อุตสาหกรรมยังขาดแคลนอยู่ ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวจะได้มาต้องมีการทำงานวิจัยที่เข้มข้น การจับมือกับระบบอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นได้ยาก

หากจะเกิดขึ้นก็มักจะเป็นเรื่องการหวังผลระยะสั้น เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของการทำธุรกิจ ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยลงนามเอ็มโอยูกับธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่ต้องตั้งคำถามว่านั่นคือการร่วมมือที่แท้จริง และแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่องหรือไม่ มหาวิทยาลัยเองก็ต้องมีเป้าหมายระยะยาวที่กลายเป็นจุดแข็งให้กลายเป็นทางเลือกของระบบอุตสาหกรรมที่มีอยู่ หรือตลาดแรงงานเฉพาะกลุ่มได้

ขณะที่การสอนเฉพาะทางก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องสั่งสมองค์ความรู้และรักษาคุณภาพไว้ให้ได้อย่างยาวนานจนเป็นที่ยอมรับในแวดวงการศึกษาว่า ถ้าอยากเรียนสาขานี้ ต้องมาเรียนที่นี่ เช่นที่เคยเกิดขึ้นกับสิงคโปร์ แมเนจเมนต์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่เปิดสอนเพื่อปั้นนักธุรกิจโดยเฉพาะ กว่าที่จะสร้างแรงดึงดูดผู้เรียนได้ ต้องมีการทำวิจัยที่ลงลึกถึงเนื้อหาด้านต่างๆ สามารถสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง จนแบรนด์ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าว

นอกจากการปรับตัวแบบที่กล่าวมาแล้ว แบบที่สาม หรือหันไปสอนหลักสูตรระยะสั้นก็มีปัญหาเช่นกัน หากอาจารย์ผู้สอนไม่มีความสามารถ มีชื่อเสียงดึงดูดผู้เรียนมากพอ

“คนเก่งในเมืองไทยมีเพียงหยิบมือเดียว จะเกิดปรากฏการณ์ผู้สอนชื่อดังไม่กี่คนเวียนไปสอนตามที่ต่างๆ ที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นเพียงสถานที่ให้เช่าจัดสัมมนา ซึ่งไม่ได้ช่วยให้มหาวิทยาลัยนั้นๆ มีจุดแข็งเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว เราไปก๊อบปี้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา แต่ขาดความลึก ขาดเนื้อแท้ที่เป็นองค์ความรู้ที่สะสมมาจะกลายเป็นชื่อเสียงที่ผู้เรียนไว้ใจได้ว่า หากมาเรียนแล้วจะได้ความรู้มากกว่าที่จะหาได้จากที่อื่น ก็ไปต่อได้ยาก

ตอนนี้มหาวิทยาลัยทุกแห่งยังมีโอกาสรอดจากการปิดตัวได้ หากวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง และเร่งสร้างองค์ความรู้เชิงลึกให้เป็นที่ประจักษ์ให้กับอาจารย์ เพราะความเป็นครูที่เก่งจริงถือเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้เรียนตัดสินใจเข้ามาเรียน เด็กรุ่นใหม่นั้นเก่งพอที่จะแยกได้ว่า อะไรคือภาพลักษณ์ อะไรคือสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์กับการเรียนรู้ที่จะใช้รับมือกับอนาคต” เกียรติอนันต์ กล่าวทิ้งท้าย

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566019

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ศึกชิงหัวหน้าประชาธิปัตย์ แพ้ชนะกันที่ทหารราบ

“ถาวร เสนเนียม” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค มองว่า ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด

*************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การเปิดตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก นำมาสู่คำถามมากมายทั้งในแง่ความเป็นไปได้กับการหาเสียงรวมคะแนนไปสู้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคมายาวนานร่วม 13 ปี

หลายเสียงสนับสนุนว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้พรรคเก่าแก่สามารถปรับภาพลักษณ์ “อนุรักษนิยม” ครั้งสำคัญ หลายเสียงห่วงว่า นี่อาจเป็นแค่แผนเตรียมฮุบพรรคของฝั่งแกนนำปีก กปปส. ที่เห็นเงาของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชักใยอยู่เบื้องหลัง

ถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคีย์แมนคนสำคัญที่สนับสนุน นพ.วรงค์ ลงชิงตำแหน่งเป็นหัวพรรค เปิด “วอร์รูม” ซึ่งไม่ไกลจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ทุกแง่มุมกับ “ศึกใน” รอบใหม่ที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็น “การแข่งขันแบบพี่น้อง ซึ่งไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู”

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคมีความคิดเป็นประชาธิปไตยเปิดให้ทุกคนในพรรคเสนอตัวเพื่อแข่งขันเป็นหัวหน้า หรือที่เรียกว่าไพรมารีโหวตให้สมาชิกหยั่งเสียง ส่วนตัวได้คิดกับเพื่อนที่ออกมาทำกิจกรรมนอกพรรค ทุกคนบอกว่าเอาคนรุ่นใหม่ดีไหมคนที่น่าจะเข้าใจประชาชน ส่วนตัวจึงเสนอชื่อ หมอวรงค์

ถาวร กล่าวว่า บุคลิกภาพของวรงค์เป็นเทรนด์ที่คนไทยต้องการ หนึ่งห่วงหาอาทรเกษตรกร พี่น้องชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศนี้ เขาคิดว่าปล่อยให้ชาวนาถูกโกงอยู่ได้อย่างไร จึงเสนอนโยบายหลักประกันราคาข้าว และตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจนอดีตนายกฯ หนีไปต่างประเทศ รัฐมนตรีติดคุก เถ้าแก่พร้อมบริวารติดคุก ใช้คำสั่งทางปกครองยึดเงินกลับคืนกระทรวงการคลังร่วมแสนล้านบาท

“​ผลงานเช่นนี้ ผมจึงบอกพี่ๆ เพื่อนๆ ว่าเทรนด์นี้ กล้าเปลี่ยน กล้าทำเพื่อประชาชน ​จึงโทรหาหมอวรงค์ เขาก็บอกเรื่องใหญ่ขอเวลาคิดสักประมาณเดือนหนึ่งโทรไป เขาก็บอกว่าพี่น้องภาคเหนือคิดแบบนี้เหมือนกัน อยากให้เขาเสนอตัวเพื่อเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมามีกลุ่มที่สนับสนุนทั้งภาคกลาง ภาคใต้ กทม. อีสาน”

ถาวร ย้ำว่า จุดขายที่จะนำมาหาเสียงเรื่องความกล้าเปลี่ยนนั้นเป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ ไม่ใช่แค่การกล้าเปลี่ยนเพื่อพรรค ​กล้าเปลี่ยนโครงการรับจำนำมาเป็นประกันราคาข้าว ​กล้าเปลี่ยนความคิดของคนโกง ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นเรื่องบั่นทอนชาติ บั่นทอนประเทศ​

ทั้งนี้ หลังการตัดสินใจได้เข้าพูดคุยกับทั้ง ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และผู้ใหญ่ในพรรคอีกหลายคน ท่านชวนบอกว่าเป็นประชาธิปไตยดี และบอกว่า “ประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าพรรคง่าย แต่ก็เป็นหัวหน้าพรรคยาก” ง่ายคือหมายความว่าคนเป็นลูกแม่ค้าอย่างท่านก็เป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ยากคือไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค ทุกคนมีสิทธิเท่ากันที่จะเสนอแนะเข้ามามีส่วนร่วม ต้องรับฟังคนทุกคน

“เราสัญญาว่าพรรคไม่แตกแน่ พวกเราไม่ออกไปไหนแน่นอน ทุกคนถามว่าพรรคจะแตกไหม เกือบทุกคนเป็นห่วงเพราะเรามีประวัติศาสตร์ ตอน 10 มกราฯ ตอนคุยกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ ยืนยันกับท่านว่า หนึ่ง หาเสียงจะไม่มีเนกาทีฟแคมเปญ ​สอง แพ้ชนะทุกคนยังอยู่ในพรรคและทำงานร่วมกับทุกคนได้”

ถาวร เลี่ยงที่จะเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง อภิสิทธิ์ และวรงค์ ​บอกแต่เพียงว่าอยากให้มองแบบ “เอาต์ไซด์อิน” เพราะคนในพรรคจะกล้าหรือไม่กล้าเปลี่ยนนั้นไม่กล้าถาม แต่หากให้คนนอกที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ 11 ล้านเสียงมองเข้ามาข้างใน แล้วเราบอกเขาว่าเรากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน ประชาชนได้ประโยชน์​ หากเขาเห็นด้วยเขาเหล่านั้นก็จะส่งเสียงเข้ามาในพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในช่วงนี้จะไม่มีผลกระทบกับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา เพราะไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ หรือวรงค์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะรับไม้ต่อในสิ่งที่พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือคนของพรรคทำไว้ ทุกคนมีสิทธิรับไม้นั้นวิ่งต่อไปด้วยความกล้า ความตั้งใจ ทุกคนยังคงรักพรรค เป็นเอกภาพ ทำงานให้พรรคต่อไป

ส่วนที่มีเสียงสะท้อนว่านี่เป็นเพียงแค่แผนให้เกิดความปั่นป่วน สร้างแรงกดดันในพรรคเท่านั้น ถาวร อธิบายว่า การวิจารณ์ของคนที่ผิดเพี้ยนส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหมอวรงค์ทั้งหมด ทั้งพฤติกรรม ความตั้งใจ จนมีอวิชชาและวิจารณ์ไปในทำนองที่ผิด ซึ่งต้องให้กาลเวลาได้พิสูจน์ ซึ่งเขาจะได้รู้เอง เราไม่โกรธ ไม่ตอบโต้

บางเสียงสะท้อนมองว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ฮุบประชาธิปัตย์ของฝั่ง กปปส. ​ถาวร ตอบทันทีว่า ไม่ใช่ ​หลายคนที่สนับสนุนหมอวรงค์ก็ไม่ใช่ กปปส. และ กปปส.​สลายไปหมดแล้วไปตั้งมูลนิธิ ตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษา สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ไปร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)

“ถ้ามองว่าท่านสุเทพครอบงำประชาธิปัตย์ ยึดพรรค ก็คงไม่เป็นธรรมกับท่าน เพราะท่านกำลังตั้งพรรค แล้วสมาชิกพรรคท่านจะเข้าใจผิด”

ถามว่าหาก หมอวรงค์เป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ถาวร ชี้แจงว่า หนึ่ง ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องอยู่ดีกินดี สอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ สาม ต้องปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก ​สี่ ​การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ต้องจัดการศึกษาให้ตรงความต้องการของตลาดภายในประเทศและโลก ไม่ใช่แค่เน้นแต่ปริญญาแต่จบออกไปไม่มีงานทำ ​และเด็กจะต้องมีวิสัยทัศน์ รู้จักเสียสละ

“​เมื่อเราบอกว่ากล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้จะลบคำว่าเจ้าขุนมูลนาย ลบคำว่าอนุรักษนิยม ​ชนชั้นกรรมาชีพก็จะเข้าถึงเราได้ พ่อค้าวาณิช คนข้างถนน ก็เข้าถึงเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 7 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเราจะเชิญชวนเขาเข้ามา เช่นเดียวกับคนสูงอายุด้วยเราจะเชิญเข้ามา

…คนสูงอายุก่อนหน้านี้ หลายคนกลัวว่าหากเข้ามาพรรคแล้วต้องมาต่อคิว ต้องมาต่อถาวร แต่ต่อไปนี้จะวัดกันที่ความรู้ความสามารถ ใครมีศักยภาพก็จะได้ขึ้นมา มีหลักการชี้วัดประเมินผล เอาความพึงพอใจประชาชนเป็นที่ตั้ง”

ถาวร กล่าวอีกว่า รวมไปถึงการส่งผู้สมัครของพรรค เช่น ​ถาวรเดิมลงสงขลา เขต 6 มาตลอด ก็ต้องใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ ทำโพลดูว่าคนใหม่ที่จะมาลง สส. กับถาวร ประชาชนชอบใครมากกว่า หรือจะมาบอกว่าเป็นลูกถาวร แล้วได้ลง สส.ก็ดี หรือเป็นน้องถาวรได้ลง สส.ก็ดี หรือถาวรเป็น สส.อยู่แล้วก็ดีจะได้ลง สส.อีก สิ่งเหล่านี้จะไม่มีให้วิพากษ์วิจารณ์อีกแน่นอน นี่เป็นการกล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน

ในแง่การหาเสียงหลังจาก หมอวรงค์ พร้อมทีมงานซึ่งเปิดตัวที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก แล้วจะเริ่มเดินสายพบปะสมาชิกพรรค และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงไปรับฟังความคิดความเห็นและนำมาเป็แนวนโยบายของพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 30 ก.ย.​-1 ต.ค. ​หมอวรงค์​และคณะจะเดินทางไป จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช จะไปพบปะเกษตรกรสวนยาง คนขายของในตลาด ชาวนา ชาวประมง จากนั้นจะไปอีสาน และพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“เวลานี้เรามีแนวร่วมที่เป็นอดีต สส.ซึ่งกล้าประกาศตัวสนับสนุน 20 กว่าคน หลังจากที่แอบช่วยซึ่งก็ต้องขอบคุณ และมีรอตัดสินใจอีกเยอะ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ของเขาคนที่จะกล้าเปลี่ยนเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มาก”

ถามว่าหากเทียบสัดส่วนแนวร่วม 20 คน จากอดีต สส.ทั้งหมด 130 คน อาจจะชนะได้ยาก ถาวร กล่าวสั้นๆ ว่า “ศึกครั้งนี้แพ้ชนะอยู่ที่ทหารราบ” แปลว่าคนระดับสมาชิกพรรคจะเป็นตัวกำหนด คือทหารราบทต้องบุกไปข้างหน้ายึดพื้นที่นี่คือตำราพิชัยสงคราม

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการส่งหมอวรงค์มาแข่งขันชิงหัวหน้าพรรค เพราะอภิสิทธิ์ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถาวร กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิในการมอง แต่อยู่ว่าเขารับข้อมูลเพียงไร​ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับใครต้องเข้าที่ประชุมใหญ่พรรค ​แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารพรรคต้องมีธงอยู่ในใจว่าแต่ละครั้งในการจัดการเลือกตั้ง เราจะจับมือกับใครหรือให้ใครมาจับ

ถาวร อธิบายว่า การจะเลือกร่วมรัฐบาลกับใครนั้นต้องดูที่หนึ่งอุดมการณ์และนโยบายดูพฤติกรรมที่ผ่านมา และที่จะเดินไปข้างหน้า ส่วนตัวถูกกระทำโดยระบอบทักษิณดังนั้นจึงจะไม่จับกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งรู้ว่าเถ้าแก่พรรคเพื่อไทยเป็นใคร ส่วนจะร่วมกับ คสช.หรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค แต่ส่วนตัวไม่ปฏิเสธ

ส่องทริป “บิ๊กตู่” ปั้นคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/566003

  • วันที่ 30 ก.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

ส่องทริป "บิ๊กตู่" ปั้นคะแนนนิยม

การจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ ของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ในช่วงนี้ล้วนมีนัยทางการเมืองเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้ง

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากกำหนดการเลือกตั้งยังอยู่ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ก็เหลือเวลา 150 กว่าวันเท่านั้น ระยะเวลาใกล้เข้ามามากเท่าไร ทำให้นักการเมืองต่างต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีการจัดวางปฏิทินบริหารประเทศทั้งการเดินสายในประเทศและต่างประเทศ อย่างมีนัยทางการเมืองเช่นเดียวกัน

ดังเห็นได้ว่า ตลอดเดือน ต.ค.คิวยาวเหยียด เริ่มตั้งแต่วันที่ 8-9 ต.ค.เข้าร่วมประชุมกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ที่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นวันที่ 11 ต.ค. ร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำองค์การระหว่างประเทศที่สำคัญ ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขณะวันที่ 18-20 ต.ค. เข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 12 ณ ราชอาณาจักรเบลเยียม และสัปดาห์สุดท้ายของเดือน วันที่ 30-31 ต.ค.นี้

ขณะที่การเดินทางไปต่างประเทศ บุคคลที่ต้องประกบติดนายกฯ ไปด้วย หนีไม่พ้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ที่ทราบกันดีว่า วันนี้ประกาศตั้งพรรคการเมือง “พรรคพลังประชารัฐ” ไปด้วย เพื่อได้ไปโชว์ผลงานของรัฐบาล อาทิ การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี เรียกความมั่นใจจากนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนการลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็ได้ตัวช่วยนายกฯ เข้ามาเพิ่มขึ้น นอกจากได้เห็น “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งสวมหมวกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังมีคีย์แมนคนในรัฐบาลร่วมเพียบ อาทิ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ

อย่างล่าสุด แผนการลงพื้นที่ไปตรวจราชการ จ.ลำพูน ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ นับเป็นพื้นที่เป้าหมายใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการไปเจาะ จึงมีการเตรียมรูปแบบกิจกรรมให้ประชาชนได้สัมผัส พล.อ.ประยุทธ์ อย่างใกล้ชิด และเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรถรางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นั่งและเคลื่อนตัวไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัย เพื่อพบกับพี่น้องประชาชนที่มาให้การต้อนรับ

ที่น่าจับตามองในการเดินสายต่างจังหวัด คราวนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะดึงนักการเมืองมืออาชีพมาร่วมทำงานใกล้ตัวเพื่อเป็นมือเป็นไม้ในการทำงานมวลชน อาทิ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. หรือ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีต สส.สระบุรี มาช่วยทำงานมวลชนเดินหน้าเก็บคะแนนนิยมให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า แม้ว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่วันเลือกตั้ง แต่ คสช.ยังคงมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 เต็มพิกัด หรือการประชุม ครม.สัญจร หรือการอนุมัติงบประมาณโครงการต่างๆ ยังคงทำได้ตามปกติ เพราะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ

ฉะนั้นในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ยังคงกำหนดไว้แล้วว่าจะประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงราย ยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ตัว รัตนา จงสุทธานามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หรือ ผู้กองมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายทหารและนักธุรกิจชื่อดังใน จ.พะเยา ผู้กว้างขวางในแวดวงการเมือง สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แท็กทีมช่วยบุกพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ระหว่างประชุม ครม.สัญจร

ณ เวลานี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี ที่มีหมวกอีกใบในฐานะนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ ออกเดินสายทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จึงเป็นการกอบโกยความนิยมตุนไว้ก่อนเลือกตั้ง

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/565426

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 06:41 น.

โลกออนไลน์ พื้นที่อันตรายของผู้ป่วยซึมเศร้า

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวด้านลบหรือด้านมืดของโลกโซเชียลที่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีไลฟ์สดการฆ่าตัวตาย ข้อมูลทางวิชาการที่พบว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดโลกโซเชียลมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าในหมู่เด็กวัยรุ่นหญิง

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาแสดงความห่วงใยพฤติกรรมโพสต์ภาพเซลฟี่โดยใช้แอพเติมแต่งความสวย สดใส ก่อนโพสต์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากยอดไลค์ ที่จะทำให้เสี่ยงเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า แม้โลกออนไลน์จะมีด้านดีหรือด้านบวกมากกว่าด้านลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าภาวะซึมเศร้านั้นถูกพบร่วมกับอาการติดเกมหรือติดโลกออนไลน์

“แม้เด็กที่ติดเกมหรืออินเทอร์เน็ตจะเลิกไม่ได้ แต่ลึกๆ พวกเขาก็รู้สึกผิด ซึ่งนำไปสู่โอกาสที่ทำให้เกิดโรคร่วมอย่างโรคซึมเศร้า ที่กลายเป็นปัจจัยภายในที่ยิ่งซ้ำเติมให้มีอาการมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถหามาตรการป้องกันเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การวางกติกาการใช้งานอินเทอร์เน็ตร่วมกัน การกำหนดช่วงเวลาในการทำงานร่วมกันเป็นกติกา จะส่งผลให้เราใช้สมองในส่วนคิดมากกว่าส่วนอารมณ์ การสร้างจุดแข็งในการอยู่ร่วมกับอินเทอร์เน็ต โดยครอบครัวนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก”

นพ.ยงยุทธ บอกว่า ครอบครัวต้องยึดหลักปฏิบัติ 3 ต้อง 3 ไม่คือต้องกำหนดเวลาเล่น ต้องตกลงโปรแกรมให้กับลูก ต้องเล่นกับลูกบ้าง ไม่เป็นตัวอย่างที่ผิด ไม่เล่นในเวลาครอบครัว เช่น เวลาทานข้าว และไม่ใช้ในห้องนอน

“สาเหตุที่ควรจะห้ามไม่ให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในห้องนอน เพราะเด็กกลุ่มติดเกมสารภาพเองว่าการท่องโลกออนไลน์ในห้องนอนนั้นทำให้เข้าสู่ภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องกำหนดขอบเขตเหล่านี้ในครอบครัว”

นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า แม้การดูแลลูกจะเปลี่ยนไปจากเดิมในหลายเรื่อง แต่ชีวิตเด็กวัยรุ่นก็ยังต้องการการดูแลจากผู้ปกครอง การปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังกับโลกออนไลน์ทำให้กลายเป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มเด็กเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะมีความเสี่ยงต่อปัญหาและภัยรูปแบบต่างๆ ในโลกออนไลน์

นพ.ยงยุทธ บอกว่า การเสพติดอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ 1.การเสพติดการพนัน 2.เสพติดสังคมออนไลน์ 3.ติดเกม 4.เสพติดข่าวและการหาข้อมูลเสพข่าวซ้ำไปมาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 5.ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ

“ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้กำหนดการเสพติดโลกออนไลน์เป็นปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาการเสพติดนั้นพิจารณาได้จากใช้เวลากับการเล่นที่มากและหลายชั่วโมง ไม่สามารถควบคุมตนเองจนเสียหน้าที่การงาน ซึ่งการคาดการณ์ในอนาคตพฤติกรรมนี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และหากพบหรือสงสัยว่ามีอาการเสพติดโลกออนไลน์จนเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาที่ถูกต้อง” นพ.ยงยุทธ กล่าว

ด้าน สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักวิชาการด้านจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การใช้โลกออนไลน์สำหรับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนักหรือเสี่ยงต่ออาการป่วยนัก โดยเฉพาะหากผู้ใช้ไม่ได้หมกมุ่นหรือให้ความสำคัญกับตัวตนของตัวเองในโลกออนไลน์ ต้องการการยอมรับมากเกินไป

“ส่วนที่น่ากลัวไม่ใช่โลกออนไลน์เสียทีเดียว แต่เป็นกลุ่มคนที่ใช้โลกออนไลน์ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในโลกออนไลน์ เด็กกลุ่มนี้จะมีโอกาสหลงทาง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ กลายเป็นคนที่นึกเอาเอง จากโลกที่เขาเห็นในโลกออนไลน์ ที่สุดก็ไปลอก หรือมีพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา โดยที่หลงลืมไปว่า วิธีการดังกล่าวจะสร้างปัญหาอะไรตามมาบ้าง และกลายเป็นคนที่นึกถึงแต่สิทธิของตัวเอง ไม่สนใจสิทธิของคนอื่น พร้อมที่จะแสดงตัวตนกลั่นแกล้งคนอื่นๆ ในโลกออนไลน์ ก็ยิ่งทำให้โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” นักวิชาการด้านจิตวิทยา กล่าว

นี่คือประเด็นข้อห่วงใยสำคัญของการเสพติดโลกออนไลน์ ซึ่งแม้ว่าจะส่งผลเสีย แต่โลกออนไลน์ก็มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องหาวิธี ต้องดึงเยาวชนให้ถอยห่างออกมาในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้โลกออนไลน์ได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์