เสียงจากฮีโร่ ‘ทุ่งใหญ่’ ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539773

  • วันที่ 09 ก.พ. 2561 เวลา 06:41 น.

เสียงจากฮีโร่ 'ทุ่งใหญ่' ยังมีอีก 200 ชีวิตที่ควรเป็นห่วง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำชื่นชมต่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกระหึ่มไปทั่ว หลังจับกุมผู้บริหารบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่และพวกรวม 4 คน ที่ลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่า ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

เป็นคำชื่นชมในฐานะที่ทำหน้าที่ข้าราชการอย่างตรงไปตรงมา

การเดินทางเข้ามายังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จึงได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่และข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรฯ อย่างอบอุ่น ทั้งการโอบกอดให้กำลังใจและการขอถ่ายรูปคู่

วิเชียร บอกว่า “ผมดีใจและภูมิใจที่ประชาชนเป็นห่วงผม แต่อย่าเป็นห่วงผมคนเดียว เพราะมีคนทำงานที่ทุ่งใหญ่นเรศวรกว่า 200 ชีวิตที่ยังทำงานอยู่ อย่าลืมพวกเขาด้วย”

และการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โพสต์ให้กำลังใจและชื่นชมการทำงานของทีมงานแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น วิเชียร บอกว่า “รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก เหมือนน้ำทิพย์ตกลงมาบนยอดหญ้า ให้ชุ่มชื่นใจ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก สร้างกำลังใจให้เจ้าหน้าที่มีแรงจะทำงานต่อไปได้”

วิเชียร บอกว่า ในเรื่องการต่อสู้ทางกฎหมายไม่ได้กังวลอะไร เพราะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้คำแนะนำอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าเสียใจ ไม่คาดฝันว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้

“ผมทำงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มา 1 ปี เพิ่งเจอกรณีเป็นครั้งแรกที่ผู้กระทำผิดขออนุญาตเข้าพื้นที่แล้วมายิงสัตว์ป่าแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่เจอเป็นลักษณะที่แอบเข้ามา แอบทำผิด มีการพรางตัว แต่ครั้งนี้มาแบบเปิดเผย และพกอาวุธมาครบมือ เป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย”

วิเชียร บอกว่า เข้าพื้นที่ป่าทุกวันยังมีโอกาสยากที่จะเจอเสือดำ แต่นักท่องเที่ยวบางคนเข้ามาวันเดียวก็อาจจะเจอได้ แต่การก่อเหตุครั้งนี้น่าจะส่งผล กระทบต่อสัตว์ เพราะไปรบกวนสัตว์ ทำให้สัตว์อาจจะละทิ้งถิ่นอาศัยเดิมไปอยู่ในป่าที่ลึกขึ้น ต้องทำการศึกษาวิจัยเรื่องถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าเพิ่มเติม และต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลป้องกันมากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง

ขณะเดียวกัน ที่บ้านเดิมของวิเชียร ใน ต.ลิ้นฟ้า อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ เพื่อนบ้านต่างมาให้กำลังใจกับบิดามารดาของวิเชียรกันอย่างคับคั่ง ขณะที่ตำรวจสภ.ยางชุมน้อย ก็มีการจัดกำลังมาดูแลความปลอดภัย

กรณ์ ชิณวงษ์ บิดาของวิเชียร กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่บุตรชายคนโตปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ตามอุดมการณ์ที่เคยได้พูดเอาไว้เสมอว่าจะรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าเอาไว้ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แต่ก็รู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก พยายามโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่ของวิเชียรจะอยู่ในป่าลึก ขอฝากให้วิเชียรทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ เพื่อเป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปฏิบัติตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้มีการปลูกป่าและรักษาป่าอย่างเต็มที่เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยให้มีป่าและสัตว์ป่าเอาไว้ในป่าของประเทศไทย

ด้าน วงเดือน ชิณวงษ์ มารดาของวิเชียร ก็กล่าวว่า ล่าสุดวิเชียรโทรศัพท์มาหาแล้ว ก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง แต่ก็ยังห่วงความปลอดภัยของลูก

เรื่องของวิเชียรสะท้อนให้เห็นถึงการที่หลายฝ่ายเอาจริงเอาจังกับการรักษาป่าและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผืนป่าเมืองไทยกลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ตัวชี้วัดหนึ่งคือจำนวนประชากรเสือในป่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการลักลอบล่าสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือ จึงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าต้องออกโรงบอกกล่าวถึงผลกระทบที่จะตามมา

ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ความเห็นว่า หากเป็นสัตว์อื่นก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากหรอก แต่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ถูกล่าคือเสือดำซึ่งมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว จึงน่าเป็นห่วงว่าอาจสูญพันธุ์ไปได้

“เสือดำมันมีน้อยอยู่แล้ว ผมเองตอนทำงานก็ยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ แม้แต่ครั้งเดียว จะเห็นได้จากการติดกล้องเอาไว้เท่านั้น และจากนี้เจ้าหน้าที่ลองตั้งกล้องบันทึกหาเสือดำดูสัก 1 ปีสิ ถ้าไม่เห็น ก็แสดงว่าตัวที่ตายล่าสุดคือตัวสุดท้ายของประเทศไทยหรือเปล่า” อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว

เช่นเดียวกับภาคประชาสังคมอย่าง ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็เห็นว่า ผลพวงของความอุดมสมบูรณ์และการเพิ่มประชากรของสัตว์ป่า ไม่อาจหมายความได้ว่าใครคนใดจะมีสิทธิเข้าไปล่าเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อกิจกรรมใดตามความต้องการได้

ภาณุเดช บอกว่า ปัจจุบันประชากรสัตว์ป่าตระกูลเสือในผืนป่าภาคตะวันตกหรือในพื้นที่ห้วยขาแข้ง พื้นที่แม่ของเสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระจายไปตามพื้นที่ป่าอื่นๆ ต่อไป ทั้งทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าแม่วงก์ แต่สำหรับเสือดำหรือเสือดาว ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่หลักร้อยตัวขึ้นไป เพราะทุกวันนี้ผืนป่าตะวันออกมีความอุดมสมบูรณ์ ห่วงโซ่อาหารของเสือก็เพิ่มมากขึ้น

“ทุ่งใหญ่นเรศวรมีเสือไปอาศัยอยู่มากพอสมควร สูงกว่าพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งด้วย เพราะผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า” ภาณุเดชให้ภาพ

การบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซ้ำยังมีการนำอาวุธปืนเข้าไปด้วย ในฐานะอดีตอธิบดีกรม อุทยานฯ ดำรงค์ มองว่า มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือล่าสัตว์ใหญ่ และการนำปืนเข้าไปได้ก็มีจุดโหว่ 2 ประการ คือ จ้างชาวบ้านเป็นลูกหาบและแอบเดินถือปืนเข้าป่าหนีจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ หรือหากเป็นบุคคลระดับวีไอพี ก็อาจเอาปืนใส่รถขับเข้าไปเลย เพราะเจ้าหน้าที่เองก็คงคาดไม่ถึงว่าคนระดับนี้จะเข้าไปล่าสัตว์

ขณะที่ ภาณุเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนในเขตพื้นที่ป่าสงวนจะร่วมกันทำงานกับเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังสัตว์ป่าอยู่แล้ว และคงไม่มีใครเข้าไปล่าสัตว์ป่าแน่นอน ซึ่งอาจมีบ้างที่จะล่าสัตว์เล็กเพื่อบริโภค หากแต่สัตว์ใหญ่ที่ต้องใช้อาวุธหนักก็จะมีเพียงแต่กลุ่ม “พราน” ที่มีฐานะ มีค่านิยมที่ผิดๆ เดินเข้าป่าเพื่อหาความสำราญให้กับตัวเอง

“ทุกวันนี้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าค่อนข้างเข้มแข็งอย่างมาก มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และประเทศชาติก็มีเกียรติที่มีผืนป่าเป็นมรดกโลก แต่ผมยังแปลกใจมากหลังเกิดเหตุเศรษฐีเข้าไปล่าสัตว์ป่า ยังมีคนคิดแบบนี้อยู่หรือ ทั้งๆ ที่บ้านเราคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างมาก” ภาณุเดช ตั้งคำถาม

สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายของรัฐบาล ภาณุเดช ทิ้งท้ายและยืนยันว่า อย่างไรเสียงานอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า ก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะถึงแม้ว่าสังคมจะตระหนักรู้ แต่เมื่อยังมีคนประเภท ที่เข้าไปล่าไปทำลาย งานอนุรักษ์จึงต้องเข้มข้นตามไปด้วย

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร “ล่าสัตว์”สะกิดแผลประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539350

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 13:34 น.

จากอิตาเลียนไทยสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร "ล่าสัตว์"สะกิดแผลประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือจากประเด็นใหญ่ที่ เปรมชัย กรรณสูตร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ถูกจับกุมกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี และพวกอีก 3 คน พร้อมของกลางคือซากเสือดำ ที่ล่าจากป่าไพรรวมถึงซากสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากที่พบอาวุธปืนไรเฟิลล่าสัตว์ กระสุน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

เพราะต้องไม่ลืมว่า เปรมชัย และอิตาเลียนไทยฯ ถือเป็นบุคคลและเป็นบริษัทที่ใหญ่โตที่ได้สัมปทานรับงานพัฒนาต่างๆ ขนาดใหญ่ของภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศ ชื่ออิตาเลียนไทยจะปรากฎชัดเจนไปแทบจะทุกงานก่อสร้างขนาดใหญ่

เมื่อรับงานขนาดใหญ่จากภาครัฐ ก็ต้องมีความสนิทชิดเชื้อไม่น้อยกับรัฐบาล ข้อกังวลเกิดขึ้นทันทีเพราะเดาทางไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับนักธุรกิจใหญ่ผู้นี้กับพฤติกรรมล่าสัตว์ป่าที่สะกิดความความไม่พอใจของประชาชน

และเพราะหวั่นเกรงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่างไปคล้ายกับเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ในเดือนตุลาวิปโยค เมื่อปี 2516 เพราะก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดนักศึกษาที่ออกเดินขบวนประท้วงรัฐบาล หรือเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ย้อนเวลาไป 45 ปีก่อนในวันที่ 26-29 เม.ย. 2516 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก เกิดอุบัติเหตุตกบริเวณอ.บางเลน จ.นครปฐม เมื่อเข้าตรววจสอบก็พบผู้เสียชีวิต 6 คน และที่น่าสนใจคือมีซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงจำนวนมาก ไล่เรียงย้อนไปก็พบว่า เฮลิคอปเตอร์พาคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางไปตั้งแคมป์ค่ายพักแรมที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และพากันออกล่าสัตว์ป่าด้วยอาวุธสงคราม ด้วยเหตุผลด้นความบันเทิงและเพื่อฉลองวันเกิดให้กับหนึ่งในคณะ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีความพยายามขัดขวางและยับยั้งโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สื่อมวลชน และนักศึกษา

ชนวนเหตุเกิดขึ้นทันที เพราะของกลางหลังเฮลิคอปเตอร์ตกกลับพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก สวนทางกับข้อมูลของจอมพลถนอม ที่ออกมาแถลงหลังเกิดอุบัติเหตุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวได้รับภารกิจไปปฏิบัติหน้าที่ด้านความั่นคง และรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าในขณะนั้น ซึ่งมาเยือนประเทศไทย

หลักฐานที่เกิดซากสัตว์ให้เห็นอย่างทนโท่ เสียงจากรัฐที่ออกมาปกป้องคณะล่าสัตว์ป่า จึงสร้างรอยปวดร้าวในหมู่นักศึกษา อันส่งผลให้ต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท. ทนต่อไปอีกไม่ไหวด้วยการออกหนังสือเพื่อเปิดโปงกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยหนังสือที่ชื่อว่า “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่”

หนังสือบันทึกลับจากทุ่งใหญ่ในราคาเล่มละ 5 บาท รวม 5,000 เล่มถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนถูกขยายต่อจากนักศึกษามหาวิทยาลัรามคำแหง 9 คน ที่ออกหนังสือมาในชื่อว่า “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เนื้อหาเสียดสีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างจอมพลถนอม จนทำให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงในขณะนั้น สั่งคัดชื่อนักศึกษาทั้ง 9 ออกจากสถานะนักศึกษา

แต่ถัดมาไม่กี่เดือน ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะให้กับนักศึกษาทั้ง 9 คน เพราะเกิดการประท้วงอย่างหนักในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และท้ายสุดอดีตอธิการบดีผู้นี้ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 

แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะชนวนเหตุแห่งการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม บวกกับเรื่อง “ล่าสัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าสงวน ที่หลักฐานคือซากกระทิงที่ไร้ลมหายใจเพียงเพื่อสนองความสนุกของคณะทหารในรัฐบาล ก็ทำให้ประชาชนและนึกศึกษากว่า 5 แสนชีวิตออกมาประท้วงกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประชาชน

ผลที่ตามมาคือการที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายระหว่างวันที่ 14 – 15 ต.ค.2516 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน บาดเจ็บ 857 คน และสูญหายอีกไม่น้อย

ผลพวงจากากรล่าสัตว์ป่าที่ “ผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองกระทำเมื่อ 45 ปีก่อนจนนำไปสู่การสูญเสียและการลุกฮือของประชาน อาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สะกิดแผลเดิมที่ส่งผลต่อเนื่องมาในปัจจุบัน หลังจากที่เปรมชัย นักธุรกิจและเศรษฐีใหญ่ ผู้รับงานพัฒนาต่างๆ จากรัฐบาลมาหลายยุคสมัย และแน่นอนว่าส่ิงที่ประชาชนกำลังกังวล คือท่าทีของรัฐบาลจากเรื่องนี้

เพราะหากรัฐบาลยืนอยู่ผิดจุดกับเรื่องล่าสัตว์ป่าในเขตป่าสงวนครั้งนี้ บวกกับเรื่องต่างๆ ที่กำลังสุมรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งเรื่องนาฬิกา การปกป้องพวกพ้องอย่างออกหน้าและชัดเจน ก็กำลังสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนบางส่วนของประเทศ และดูเหมือนไฟจะลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ

ก็ไม่น่าแปลกที่ประชาชนกังวลว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539264

  • วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 09:05 น.

ชำแหละ 7 กลลวงเหยื่อ ‘คอลเซ็นเตอร์’ ดูดร้อยล้าน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของตำรวจและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการรุกคืบสืบสวนเพื่อนำไปสู่การจับกุมสมาชิกแก๊งระดับสั่งการที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการเข้าจับกุมเครือข่ายขบวนการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2560 มาถึงต้นปี 2561

เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่เกิดขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้คนไทยต้องตกเป็นเหยื่อรู้ไม่ทันถูกหลอกลวงไปแล้วหลายพันคน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่หลักกว่า 200 ล้านบาท

ภายใต้การบูรณาการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่เปิดสายด่วนสำหรับผู้ถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1710 ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 ที่เริ่มมีการจัดทำสถิติการหลอกลวงและจำนวน ผู้เสียหายพร้อมคณะทำงานอย่างเป็นระบบ พบว่ามีผู้หลงเชื่อโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากถึง 157 คน มูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไปแล้วกว่า 67 ล้านบาท ขณะที่มีการยับยั้งการหลอกลวงเอาไว้ได้กว่า 4 ล้านบาท

สถิติดังกล่าวยังสะท้อนได้ว่าเพียงแค่ระยะเวลากว่า 2 เดือนเศษนับตั้งแต่เปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วม ก็ยังมีคนไทยถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ ทว่า รูปแบบของขบวนการก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม เมื่อชำแหละรูปแบบการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบว่ามีอยู่แค่ 6 รูปแบบที่คนร้ายมักจะนำมาใช้ และทุกรูปแบบคือการ “สุ่มเบอร์โทรศัพท์” กล่าวคือ

1.บัญชีเงินฝากถูกอายัดหรือมีหนี้บัตรเครดิต วิธีการคือคนร้ายจะโทรศัพท์เข้ามาหาเหยื่อ เพื่อให้ชำระหนี้ที่ไม่เกิดขึ้นจริง และจะหลอกสอบถามข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ หากมีมากพอก็จะหลอกเหยื่อให้ไปโอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม

2.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าข้อมูลของเหยื่อสูญหายต้องจัดทำข้อมูลใหม่ คนร้ายจะหลอกขอข้อมูลทั้งเลขบัตรประชาชน รวมถึงเลขหลังบัตรเครดิต บัตรเดบิต และนำข้อมูลไปปลอมแปลงหรือใช้บริการต่างๆ จากข้อมูลของเหยื่อที่หลงเชื่อมอบให้

3.หลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร วิธีการคือหลอกเหยื่อว่าได้รับเงินคืนภาษี และต้องทำการยืนยันผ่านตู้เอทีเอ็ม และเหยื่อถูกหลอกด้วยวิธีการนี้บ่อยมากและมักจะพบในช่วงที่มีการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี

4.หลอกว่ามาจากศาลยุติธรรม โดยส่งหมายศาลปลอมไปให้ผู้เสียหาย และอ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือการฟอกเงิน เมื่อผู้เสียหายตกใจและหลงเชื่อ ก็จะส่งโฉนดที่ดิน บ้าน สมุดบัญชีธนาคาร ไปให้แก่มิจฉาชีพ โดยอ้างว่าเพื่อนำไปตรวจสอบและนำไปสู่การหลอกลวงให้โอนเงิน

5.บัญชีเงินฝากพัวพันยาเสพติด จะใช้ความกลัวหลอกเหยื่อว่าพัวพันกับยาเสพติด หรือการฟอกเงิน และถูกหลอกให้โอนเงินเข้ามายังแก๊งคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อนำเงินไปตรวจสอบ ด้วยความกลัวต่อการพัวพันกับยาเสพติดจึงทำให้เหยื่อถูกหลอกไม่น้อยเช่นกัน

6.ได้โชคจากรางวัลใหญ่ คนร้ายอ้างตัวเป็นตัวแทนองค์กรต่างๆ ที่มีรางวัลใหญ่จะมอบให้กับประชาชน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือโอนเงินจำนวนหลักพันบาทมายืนยันก่อน ล่าสุดที่คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างถูกหลอกว่าได้รับรางวัลจากเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง จนต้องไปซื้อบัตรเติมเงิน 3,000 บาท ให้กับคนร้ายเพื่อยืนยันสิทธิ และสุดท้ายก็ถูกหลอก

7.โอนเงินผิดต้องโอนคืน วิธีการคือคนร้ายจะมีข้อมูลด้านการเงินของเหยื่อ และแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินโทรศัพท์ไปหาเหยื่อว่ามีการโอนเงินผิดพลาด จึงขอให้เหยื่อโอนเงินกลับมา ซึ่งกลายเป็นว่าเหยื่อโอนเงินในบัญชีตัวเองให้กับคนร้าย

ถึงกระนั้น ในระยะหลังประชาชนเริ่มรู้ทันและไม่ตกเป็นเหยื่อ แก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบความกลัวที่ต้องทำให้เหยื่อเกิดความกังวล การอ้างเป็นตำรวจ อัยการ และเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองต่างๆ พร้อมนำข้อมูลเท็จมาหลอกลวง ทั้งเรื่องของการพัวพันกับยาเสพติด หรือมีพัสดุที่ส่งมาถึงแต่ต้นทางเป็นของขบวนการยาเสพติด ทำให้เหยื่อเกิดความกังวล เมื่อเป็นเช่นนั้นคนร้ายก็นำไปสู่การเสนอการให้ความช่วยเหลือด้วยการโอนเงิน

การแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของแก๊งคนร้ายก็น่ากลัวไม่น้อย ทั้งการอ้างไปถึงนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ อัยการ ผู้พิพากษา ต่างถูกแอบอ้างชื่อทั้งหมด และหากเหยื่อไม่เชื่อก็จะให้เบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์จริง แต่ไม่คาดหวังให้เหยื่อโทรไปเพียงแต่นำมาอ้างเพื่อให้สมกับความจริงเท่านั้น

ในปัจจุบันตำรวจมีข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีสมาชิกร่วมขบวนการทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวันที่ตั้งทีมหลอกลวงอยู่ทั้งหมด 8 แก๊งที่ยังเคลื่อนไหว และแต่ละกลุ่มจะมีแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากตำรวจชุดสืบสวนบอกเล่าว่า เริ่มจากระดับสั่งการจากต่างประเทศจะสั่งการให้คนไทยที่ร่วมขบวนการหาทีมขึ้นมาให้ได้อย่างน้อย 8-10 คน

จากนั้นเมื่อได้ทีมครบแล้วจะให้มีการกระจายเปิดบัญชี หรือจ้างให้คนไทยร่วมเปิดบัญชีเพื่อรองรับเงินที่จะถูกหลอกโอนเข้ามา โดยจะมีคนไทยอีกบางส่วนจะโทรศัพท์หลอกเหยื่อจากต่างประเทศโดยเฉพาะในแถบเพื่อนบ้าน เมื่อได้เงินแล้วจะให้ผู้ร่วมขบวนการไปกดเงินออกจากบัญชีที่เหยื่อเพิ่งโอนให้ทันที

“เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539188

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 17:16 น.

"เราคิดผิดว่า ทหารต้องดีกว่า กล้ากว่า ซื่อสัตย์กว่า" เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กิจกรรม “นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช.” กลายเป็นของแสลงกวนใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงขั้นต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม แจ้งข้อหาบรรดาแกนนำหวังตีกรอบควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้บานปลาย หลังมีมวลชนหลั่งไหลเข้าร่วมกิจกรรม

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ที่ถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และยุยงปลุกปั่นตาม ป.อาญา มาตรา 116 นั้น ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงแนวคิดการออกมาแสดงพลังและทิศทางการเคลื่อนไหวนับจากนี้

“ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของประชาชนคนทั่วไปที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งสามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ครั้งนี้ผมไปในฐานะผู้สังเกตการณ์เหมือนหลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ ที่อาจจะคนไม่เยอะเท่านี้ แต่ครั้งนี้คนเยอะ” ​

เนติวิทย์ อธิบายว่า ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่ใกล้ที่สกายวอล์ก นิสิตจุฬาฯ ก็มาร่วมกันเป็น 10 คน รวมแล้วมากันร่วม 200 คน ส่วนหนึ่งเพราะครั้งก่อนรวมตัวด้วยเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องยาก สู้เพื่อเสรีภาพ ไม่เอาเผด็จการ แต่ครั้งนี้ชัดเจน คือเราต้องการเลือกตั้ง รัฐบาลสุจริต

สำหรับเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะเป็นเรื่องทุจริตหรือไม่นั้น ไม่ฟันธง แต่การที่คนไม่สามารถตรวจสอบได้ถือว่าผิด หรือการพูดจาบ่ายเบี่ยงประเด็นอย่างยืมเพื่อนมาถือว่าผิด มนุษย์ต้องมีศักดิ์ศรี ต้องเปิดเผย โปร่งใส ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ทำหน้าที่น่าเสียดายเหลือเกิน

“มันเป็นสิ่งที่น่าเยาะเย้ย สิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ เมื่อลูกหลานกลับมาอ่านในบทเรียน ตำราเรียน ลูกหลานเราจะเสียดายที่เรามีผู้นำที่กลายเป็นแบบนี้ และมีองค์กรที่พร้อมจะช่วยเหลือปกปิดต่างๆ จะไม่ทุจริตก็ไม่เป็นไร แต่การปิดปากคน มองว่าตัวเองถูกอย่างเดียว มันไม่ใช่ ต้องตรวจสอบได้ ประชาชนถามต้องคุยกับเขาดีๆ แต่นี่ไม่มี”

คนระดับรองนายกฯ บอกถ้าประชาชนไม่ต้องการจะลาออก เป็นการเล่นคำทั้งนั้น จะไปฟังประชาชนที่ไหนหรือมาตรฐานตัวไหน ถ้าตัวเองรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับความไว้วางใจ มีมลทิน ทำผิดพลาดตรงนี้ เราเป็นทหารด้วย คนก็คิดว่าทหารต้องดีกว่านักการเมือง ต้องกล้ากว่า ซื่อสัตย์​กว่า แต่นี่เราคิดผิด เมื่อคนผิดหวังก็ต้องออกมาไล่ ส่วน พล.อ.ประวิตร จะลงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ส่วนการเลื่อนเลือกตั้งก็เป็นวาทกรรมที่หลอกลวงไปเรื่อยๆ แต่ที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วได้นักการเมืองแบบเดิมๆ รอให้ปฏิรูปแก้ไขระบบแล้วค่อยเลือกดีกว่าหรือไม่นั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่เห็นว่าเลื่อนแล้วจะดีขึ้น ไม่มีการรับฟังมากขึ้น หรืออ่อนน้อมถ่อมตัวมากขึ้น ปิดปากคนมากขึ้น แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

“ผมคิดว่าคนไทยจำนวนหนึ่งกำลังเข้าใจผิด ไปฝากความหวังการเปลี่ยนแปลงประเทศไว้กับระบบทหารหรือคนดี มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เราต้องยอมรับกติกาตามประชาธิปไตย อย่าไปคิดว่าเทวดาจะช่วยแก้ปัญหาได้ทันที ต้องค่อยๆ แก้ มีภาคประชาชนเข้มแข็ง เคารพประชาธิปไตย เคารพสิทธิคนอื่น อย่าคิดว่าเลือก สส.คนดีไปคุยในสภาแล้วจะพอ เพราะคนดีไม่ใช่จะดีตลอด ประชาชนต้องช่วยกันตรวจสอบ”

มาตรการแจ้งข้อหากับผู้ชุมนุม เนติวิทย์กล่าวว่า เป็นมุขตื้นๆ ใช้วิธีปรามคนที่มารวมตัว ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด ถ้ารัฐบาลฉลาดนิดหนึ่ง ปล่อยให้คนอยากทำอะไร ก็เปิดไปตามสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลก็ยังจะมีหน้ามีตาขึ้นมานิดหน่อย แต่นี่ไปจับคน ส่งฟ้อง คสช.ยิ่งเสีย ยิ่งไปโยงกับเรื่องนาฬิกาด้วย“การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ผิดอะไรเลย ที่ผ่านมาก็มีการรวมตัวแบบนี้ไม่เห็นแจ้งข้อหาอะไรเลย เขาก็ไปชุมนุมหลายครั้งแล้ว พื้นที่ตรงนี้กลุ่มเดิมก็ใช้มาหลายครั้ง ​แต่ครั้งนี้คงกลัวเป็นพิเศษ เพราะเห็นคนมาเยอะกว่าเดิม 2-3 เท่า นักข่าวก็เยอะ เลยแจ้งข้อหา ส่วนจะทำให้ต่อไปคนออกมาเคลื่อนไหวน้อยลงหรือจะปลุกให้คนออกมามากขึ้น ตรงนี้ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับผมคาดหวังว่าคนไม่ควรจะยอม ถ้าจะจับก็จับให้เป็นร้อยเป็นพัน หรือจะไม่ออกมาก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เนติวิทย์ กล่าวว่า การชุมนุมต่อไปจะต้องมีหลายรูปแบบมากขึ้น หากต้องการเอาชนะ คสช. จะต้องครีเอทีฟให้มากขึ้น ต้องมีหลายเทคนิคจูงใจคน รวมทั้งต้องสลายสีเสื้อให้หมด ที่ผ่านมายอมรับว่าเพื่อนเราบางกลุ่มก็ไปสนับสนุน คสช. แต่จะเดินหน้าไม่ได้ถ้ายังมีอคติ

“รัฐบาลทหารเป็นยังไง เราเห็นโทษภัยแล้ว ต่อไปต้องจับมือคุยกัน หาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมารวมตัวกัน รู้สึกเป็นพื้นที่ปลอดภัย ของทุกสีทุกฝ่ายในการขับไล่เผด็จการ”

ถามว่าการรวมพลังของประชาชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ เนติวิทย์ มองว่า ไม่แน่ใจ บางทีสิ่งที่อยู่เหนือตัวแปรกว่าที่เราคิด อย่างเรื่องความไม่โปร่งใส ไม่รู้ตัวไหนจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อระบบการเมืองมากกว่ากัน

“แต่ระบบทหารเป็นพวกเดียวกัน สนช.ส่วนใหญ่ก็เป็นทหาร เขาไม่มีฝ่ายค้าน ถ้ามีก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนก็จะเห็น​นี่คือประเด็นปัญหา โทษโกรธแค้นกันไม่ได้ คนไทยก็ต้องยอมรับกรรม”

ในแง่พลังของคนรุ่นใหม่นั้นยังมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า แต่ปัญหาของเราคือไม่มีการนำที่ดี ต้องมีกิจกรรมเข้าถึงคนแต่ถ้าจะไปเทียบกับ 14 ต.ค. 2516 ก็คงเทียบกันไม่ได้ เพราะเงื่อนไขบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องคิดกันว่าจะทำยังไงกันดี

“โทษเด็กอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน คนที่อยากเปลี่ยนแปลงก็ต้องคิดว่าทำยังไง ให้ตอบโจทย์ ให้เกิดพลัง ไม่จำเป็นต้องรวมตัวเป็นแสนๆ ล้านๆ ​จะตอบโต้ทหารในอินเทอร์เน็ตยังไง บางเรื่องที่กระทบกับเขาก็จะทำให้มีคนออกมาอย่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ก็มีคนออกมาค้านกันมาก”

เนติวิทย์ กล่าวว่า ช่วงใกล้จุดจบของ คสช. การต้องมาติดคุกติดตะรางเพราะความไม่อยุติธรรมนั้นเป็นเกียรติมากกว่าเป็นโทษ ถามว่าดีใจไหมหากต้องมาติดคุกก็คงไม่ดีใจ แต่หากต้องติดประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ทั้งนี้ ข้อหาการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.นั้น คำสั่งพวกนี้มีที่มาถูกต้องที่ไหน เราไปอย่างสงบสันติ เป็นเรื่องปกติของพลเมืองที่จะใช้สิทธิตัวเองตามรัฐธรรมนูญ​ คสช.​บอกตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์จะเป็นได้อย่างไร เพราะไม่ได้รับการยินยอมจากประชาชน คำสั่ง คสช.มาจากคนกลุ่มเดียว ไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกและไม่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

“ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน” ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/539042

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 17:48 น.

"ผมเติบโตได้เพราะทำงานให้ประชาชน" ตัวตน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากเอ่ยชื่อถึงนายตำรวจที่กำลังโด่งดังในชั่วยามนี้ นอกเหนือจากนายใหญ่รั้วปทุมวันอย่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องกำกับดูแลตำรวจทั่วประเทศกว่า 2 แสนนายแล้ว ชื่อของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็น่าจะติดอันดับความโด่งดัง

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปยังโสตประสาทของประชาชนคนไทยแทบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงระยะหลังที่เจ้าตัวเข้ามารับหน้าเสื่อ ไล่ปราบ จับ ป้องกัน ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกเอาเงินไปแล้วนับร้อยล้านบาท

หรือก่อนหน้าที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว “บิ๊กโจ๊ก” พยายามสร้างผลงานผ่านการทำงานหนัก หลังได้คุมกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือตำรวจ 191 ที่พลิกโฉมการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงแค่รับแจ้งเหตุแล้วค่อยลุยอำนวยความปลอดภัยให้ประชาชน แต่รุกคืบลากตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ วางกำลังดูแลความปลอดภัยในกรุงเทพฯ

ผลที่ตามมาคือเอาคนร้ายเข้าคุกไปไม่น้อย…

แต่เรื่องที่น่าจะถูกเอ่ยถึงมากที่สุดสำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หรือเจ้าของฉายาในแวดวงสีกากีเรียกขานว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” น่าจะเป็นข้อที่ว่าเจ้าตัว ถือได้ว่าเป็น “น้องรัก” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้ยิ่งใหญ่ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สังคมตั้งข้อสงสัยว่าการที่พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาติดยศ พล.ต.ต.ในปี 2557 ซึ่งนับว่าเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 47 และถูกจารึกชื่อเอาไว้ว่าเป็นนายพลตำรวจคนแรกที่อายุน้อยที่สุด เพราะขณะติดยศนายพล “บิ๊กโจ๊ก” มีอายุเพียง 42 ปีเท่านั้น

เพราะความสนิทสนมกับพี่ใหญ่ คสช.อย่างบิ๊กป้อมหรือไม่ ที่ทำให้ความก้าวหน้าของอาชีพการงานกระโดดพุ่งพรวดเช่นนี้?

โพสต์ทูเดย์ นัดพูดคุยกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กลางห้องประชุมของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในห้องที่คลาคล่ำไปด้วยนายตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ โกลาหลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ รวมถึงแผนผังต่างๆ ที่บ่งบอกถึงขบวนการหลอกลวงเอาเงินคนไทย

ก่อนจะพูดคุยถึงตัวตนและการทำงาน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธคำถามว่ามีความสนิทกับ พล.อ.ประวิตร จริงอย่างที่สังคมอยากจะรู้ หากแต่ความสนิทที่เกิดขึ้นก็เป็นไปในรูปแบบของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น

“ผมก็เหมือนนายตำรวจทั่วไปที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นผู้บังคับบัญชา รวมถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่เป็นนายของผมเช่นกัน เมื่อมีคำสั่งก็ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กับตำรวจทุกคน และผมยังมีประชาชนที่ผมต้องปกป้อง อำนวยความยุติธรรมตามหน้าที่ของตำรวจ และแน่นอนว่าประชาชนก็คือนายของผมเช่นกัน” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  เปิดฉากอธิบาย

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวนายนี้ ยังขยายความถึงคำว่าประชาชนคือนายของตำรวจอีกว่า เป็นเพราะประชาชนคือผู้ที่จะตัดสินผลงานการทำหน้าที่ของตำรวจ และก็เป็นประชาชนอีกเช่นกันที่จะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ หากตำรวจมีพื้นฐานการทำงานที่เป็นคนทุ่มเท มุ่งมั่น และเสียสละ ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อประชาชน ตำรวจก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว“ผลงานจากการตัดสินของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนจะรู้ว่าตำรวจทำงานหรือไม่ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา และที่ได้เติบโตในสายงานก็เพราะมาจากผลงานที่ทำให้กับประชาชน”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยืนยัน

แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สปอตไลต์แทบจะทุกดวงต่างพุ่งเข้าหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพราะอย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าเป็นนายตำรวจที่โด่งดัง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้กดดันเจ้าตัวมากนัก เนื่องจากการยึดถือการทำงานเป็นหลักและ “กล้าที่จะลุย” แม้ว่าหลายอย่างที่กระทำตามอำนาจหน้าที่อาจจะไปกระทบกับใครก็ตาม

 

“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ทำงาน ตำรวจทุกคนทั้งภูธร นครบาล หรือหน่วยอื่นๆ ก็ทำงานทั้งหมด ผมยึดถือว่าเมื่อใดที่ยศมากขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องมากตาม งานก็ต้องมีมากเป็นเงาตามมาด้วยเช่นกัน”

“ผมทำงานตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย แต่แน่นอนว่าด้วยสไตล์ของผมอาจจะต้องไปกระทบกับใครบ้าง แต่หากเป็นความถูกต้องแล้วผมก็ไม่สนใจ ผมก็ลุยหมด เพราะต้องยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักและต้องใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม”พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยตัวตน

 

 

บิ๊กโจ๊ก ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีความหนักใจที่ชื่อของตัวเองจะต้องไปเฉิดฉายในแวดวงตำรวจและสังคมมากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นคนทำงาน แต่ละวันตื่นตั้งแต่เช้าก็หันหน้าเข้าหางานทันที และอยู่กับงานจนดึกดื่นแทบทุกวัน และงานของตำรวจจะพลาดไม่ได้เพราะมีประชาชนคอยตัดสินและกำกับดูแลตำรวจอยู่

และมาถึงวันนี้ที่เจ้าตัวเข้ามารับงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่คนร้ายจากต่างประเทศมาหลอกลวงเงินของคนไทย คนที่เชี่ยวงานปราบปรามอย่าง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จึงอาจเหมาะสมที่จะเข้ามาจัดการ และเจ้าตัวก็ให้คำตอบว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในชั่วโมงนี้ถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เล่าว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้ามาหลอกลวงคนไทยมานานนับสิบปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าตำรวจไม่ได้จริงจังกับการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำงานปราบปรามกันมากกว่า การรวมกันแก้ไขจึงยังไม่เกิดขึ้น เช่น คดีเกิดที่ภาคเหนือ ตำรวจภาคเหนือก็ทำ คดีเกิดภาคใต้ ภาคใต้ก็ทำ รูปแบบเลยอาจจะกระจัดกระจาย ดังนั้น เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีคำสั่งให้ตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามขึ้นมา ก็จะเป็นการทำงานแบบบูรณาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. กรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึง กสทช. เราก็ขอความร่วมมือมาช่วยกันทั้งหมด

ผลที่ได้คือการออกหมายจับผู้ต้องหาไปกว่า 200 คน และตามรวบมารับโทษได้แล้ว 170 คน พร้อมกับมาตรการเชิงรุกที่เป็นไม้เด็ด คือ ขอให้ 5 เกตเวย์การสื่อสาร คือ เอไอเอส ดีแทค ทรู แคทเทเลคอม ทีโอที เข้าร่วมมือกันในการช่วยบล็อกสัญญาณ VOIP ทำให้คนร้ายไม่สามารถโชว์หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานราชการเพื่อมาใช้หลอกลวงประชาชนได้อีก ซึ่งตำรวจสามารถบล็อกเบอร์ทั้งหมดได้แล้ว

“การหลอกลวงจะใช้วิธีการโทรศัพท์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลอกลวงประชาชน และเบอร์ที่จะแสดงต่อเหยื่อจะเป็นหมายเลขของโรงพักบ้าง กรมสอบสวนคดีพิเศษบ้าง ศาลบ้าง เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ ซึ่งเบอร์พวกนี้ที่คนร้ายจะใช้หลอกเราบล็อกเอาไว้ได้หมดแล้ว หากคนร้ายจะเข้าระบบนี้ก็จะขึ้นหน้าจอว่าเป็นหมายเลขโทรเข้าที่ไม่ระบุเบอร์ ก็ทำลายความน่าเชื่อถือที่คนร้ายจะใช้หลอกเหยื่อได้” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยผลการทำงาน

แต่หากให้มองถึงสาเหตุว่าทำไมคนไทยถึงต้องตกเป็นเหยื่อ คำตอบจาก พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ฉายภาพว่า ความกลัวเป็นปัจจัยหลักที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้เรื่องราวมาหลอกลวง อ้างว่าบัญชีธนาคารเกี่ยวพันกับยาเสพติด การฟอกเงิน หากไม่โอนมาให้ตรวจสอบก็จะถูกอายัด เมื่อมาถึงตรงนี้คนก็กลัวกัน และส่วนใหญ่คนที่ถูกหลอกลวงจะอยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป ที่จะมีเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิตที่จะไว้ใช้ยามบั้นปลาย เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้ข้อมูลจากตรงนี้ก็จะใช้ความกลัวเข้าหลอกลวง 

“ข้อมูลของเหยื่อก็มาจากคนไทยด้วยกันที่มาหลอกกันเอง คนร้ายต่างชาติแค่เซตรูปแบบการหลอกลวงขึ้นมา ผมบอกได้เลยว่า หากคนไทยไม่ร่วมมือด้วย การหลอกลวงมันก็เกิดได้ยาก แต่ผมยืนยันกับคนไทยได้เลยว่า ไม่ต้องกังวลใจและใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่ต้องตั้งสติทุกครั้งเมื่อต้องทำรายการทางการเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม และที่สำคัญคือ ไม่ว่าคนร้ายจะสร้างเรื่องราวมาหลอกลวงเราอย่างไร สุดท้ายจะไปจบที่การโอนเงิน หากเราไม่เชื่อและไม่โอนเงินเสียอย่าง ก็ไม่มีปัญหาตามมา” บิ๊กโจ๊ก ให้ความมั่นใจผ่านดวงตาที่แดงก่ำ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเพราะทำงานมาอย่างหนัก แต่ละวันก็แทบจะไม่ได้นอน

จากวันที่ก้าวเท้าออกจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เติบโตในอาชีพราชการตำรวจผ่านหลายยุคสมัย และพกความ “อารี” รักพวกพ้องติดตัวมาโดยตลอด จนได้ฉายาว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ฉายานี้น่าจะยืนยันได้จากระหว่างการพูดคุย เพราะโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครื่องของเจ้าตัวจะดังขึ้นแทบจะทุกๆ 10 นาที และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ไม่ปฏิเสธที่จะรับสาย พร้อมยืนยันไปยังปลายทางในทำนองว่า “ผมจัดการให้ครับพี่ ได้ครับ เรียบร้อยแน่นอนครับ” หรือแม้แต่การสั่งการไปยังปลายสายด้วยพระเดชที่เจ้าตัวมีซึ่งแสดงออกถึงอำนาจที่มีอยู่ในมือ เพื่อจัดระเบียบตำรวจในสังกัดของตัวเองอย่างดุดัน

คำถามในข้อเคลือบแคลงว่านายตำรวจผู้นี้คือผู้มากบารมีตัวจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในการแต่งตั้งโยกย้ายแทบจะทุกครั้ง จะต้องมีชื่อของเจ้าตัวปรากฏทั้งจากการซุบซิบในวงการสีกากี หรือในสังคมทั่วไปที่สนใจงานราชการตำรวจ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายการพูดคุยด้วยคำตอบของคำถามนี้ว่า“การโยกย้ายแต่งตั้งอะไรก็ตาม ทุกครั้งจะมีชื่อผมไปปรากฏในข่าวว่าเป็นผู้มากบารมี จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เพราะอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ที่ ผบ.ตร. ผมก็จะรับผิดชอบในส่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะเป็นหน่วยงานที่ผมกำลังทำงานอยู่ในขณะนี้ เป็นงานที่ผมรับผิดชอบ ต้องประชุมคัดกรองลูกน้องตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ แต่เรื่องอื่นๆ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยว ผมยืนยันได้ ผมไม่ใช่ผู้มากบารมีอะไรหรอก ผมเป็นตำรวจที่ต้องทำงาน”

“ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน” ศักยภาพ”บัณฑิต”ไม่ถึง หรือ “บริษัท”คิดไปเอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/538332

  • วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 18:35 น.

"ไม่รับคนจบราชภัฏ-ราชมงคล-เอกชน" ศักยภาพ"บัณฑิต"ไม่ถึง หรือ "บริษัท"คิดไปเอง?

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

“ขอบคุณค่ะที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ เเต่บริษัทฯ ไม่สะดวกรับพนักงานวุฒิ ป.ตรี ที่จบจาก ม.ราชมงคล/ราชภัฏ/เอกชน ค่ะ”

ประโยคแสนเจ็บปวดที่ชายหนุ่มได้รับจากฝ่ายบุคคลของบริษัทแห่งหนึ่งกลายเป็นเรื่องฮือฮาในโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย บ้างบอกว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะเลือกบุคคลเข้าทำงาน  บ้างบอกว่าบริษัทไม่ควรให้คำอธิบายแบบนั้น และอีกมากตั้งคำถามว่าบริษัทยังยึดติดกับชื่อเสียงของสถาบันมากกว่าการพิจารณาจากความสามารถของตัวบุคคลอีกเหรอ ?

โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ

มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่ตั้งอยู่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของประเทศ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วิทยาลัยครู หลังจากนั้น ได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เป็นชื่อประจำสถาบัน พร้อมทั้ง พระราชทาน พระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย โดยในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏ มีอยู่ทั้งสิ้น 38 แห่ง ทั่วประเทศ

ขณะที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  ปัจจุบันมีอยู่ 9 แห่งทั่วประเทศ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2518 ในชื่อ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และได้ยกสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548

ด้วยความที่รูปแบบสถาบันทั้งสองแห่งพัฒนามาจากวิทยาลัย ทำให้หลายคนอาจยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาบัณฑิตย์ ขณะเดียวกันปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กหลายคนมักเลือกสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำเป็นอันดับแรกๆ ก่อน เมื่อพลาดเป้าจึงเริ่มหาโอกาสทางการศึกษาจากกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน ราชภัฏ และราชมงคล

ผศ.เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยอมรับว่า ความเชื่อเรื่องการเลือกรับนักศึกษาจากชื่อมหาวิทยาลัยอดีตอาจมีบ้าง แต่ตลาดงานยุคปัจจบันไม่มีแล้ว หลายองค์กรไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องความเก่งความฉลาดทางปัญญาของบัณฑิตเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากคุณลักษณะอื่นประกอบ อาทิ เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ มีวินัย เสียสละ เป็นจิตอาสา ตลอดจนการภาวะการเข้าสังคมและทำงานร่วมกับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการทำงานแทบทั้งสิ้น

ขณะที่หลักสูตรและบุคลากรทางวิชาการของมหาลัยราชภัฏ ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมั่นใจได้ว่า มีมาตรฐานเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งของประเทศ  จึงมองว่าควรให้โอกาสบัณฑิตทุกสถาบันอย่างเท่าเทียม เพื่อจะได้มีโอกาสแสดงความสามารถการทำงาน หากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ก็สามารถยกเลิกการจ้างงานได้

“ควรให้โอกาสทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย”  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์บอก

เขากล่าวต่อว่า จุดแข็งของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจากต่างจังหวัด คือความมีวินัย มีจิตอาสา มนุษยสัมพันธ์ดี และพร้อมสู้งานหนัก ซึ่งที่ผ่านมาเด็กจากสถาบันกลุ่มนี้ก็ประสบความสำเร็จในการทำงานและมีบทบาทในองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย

ในมุมมองของ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี การปฏิเสธของสถานประกอบการนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากการให้คำอธิบายไม่ใช่ความผิดพลาดของสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยต้องขอบคุณที่ทำให้ได้หันกลับมามองและพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของภาคอุตสาหกรรม

“มันก็ทำให้เราหันกลับมามองตนเองและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ แต่ผมเชื่อว่าวันนี้สถานประกอบการส่วนใหญ่รู้จักและยอมรับราชมงคล นักศึกษาของผมมากกว่า 87 เปอร์เซนต์จบไปมีงานทำ 60 เปอร์เซนต์เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ตลาดแรงงานรู้ว่าราชมงคลแต่ละแห่งมีความสามารถด้านไหนเป็นพิเศษ”

รศ.ดร.ประเสริฐ เชื่อว่าการปฏิเสธด้วยการอ้างว่าไม่รับบุคคลที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชมงมล น่าจะเป็นเพราะบุคคลผู้สมัครมีคุณสมบัติแหละความสามารถไม่ตรงกับความต้องการมากกว่าติดใจเรื่องสถานศึกษา

“ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธเด็กทุกคนจากราชมงคล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีกล่าว

โทษภาคเอกชนอย่างเดียวไม่ได้

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า การปฏิเสธบุคคลจากชื่อสถาบันจะโทษภาคเอกชนอย่างเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการจัดอันดับหรือให้ข้อมูลความเข้มแข็งทางวิชาการอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ ภาคเอกชนจึงประเมินจากข้อมูลและประสบการณ์ที่มีเท่านั้น

“เขาเลือกกันแบบคร่าวๆ ว่าจะรับคนจากไหน ซึ่งพอเข้าใจการตัดสินใจดังกล่าวได้ เนื่องจากการพัฒนาในมหาวิทยาลัยเมืองไทยยังทำได้ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามในแง่หนึ่งการกระทำแบบนั้นก็เท่ากับปิดโอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถที่จบจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งไป”

อย่างไรก็ตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า จะรับบุคลากรจากสถาบันไหน ภาคเอกชนก็ต้องเจอกับปัญหาอื่นๆ อยู่ดี

“สถาบันที่มีคุณภาพ มีคนที่เข้าไปเรียนแล้วไม่ได้ผลก็มี ในภาพรวมการเลือกรับบุคคลจากสถาบันก็สะท้อนสภาพความเป็นจริงระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเลือกใครก็ต้องเจอปัญหาอื่นๆ ต่อไป หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกคนที่เขาใช้มันช่วยได้บ้าง แต่ยังต้องเหนื่อยกับการคัดคนและเทรนด์คนอีกทีจากสถาบันที่คุณคิดว่าดีแล้ว”

อดีตรองนายกรัฐมนตรี บอกต่อว่า ปัญหาของการคัดเลือกคนจากสถาบัน เป็นเหมือนยอดภูเขา ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากในระบบการศึกษาของประเทศ จนทำให้สุดท้ายแล้วเอกชนไม่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกที่เป็นวิทยาศาสตร์มากนัก

“เขาไม่อยากใช้เวลามากเกินไป เลยจำกัดโอกาสและความผิดพลาดให้เหลือแคบลง แต่ผมเชื่อว่ายังจะเจอปัญหาอื่นๆ อีก”

จาตุรนต์ ชี้ว่าเวลานี้ประเทศไทยมีปัญหาในการสร้างคน หลักสูตรการศึกษายังไม่ได้ถูกปรับปรุงให้ทันกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำหนดคุณสมบัติหลากหลายด้านสำหรับผู้ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เช่น ความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ การแสดงออก การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำ ตลอดจนความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองในยุคสมัยใหม่ เป็นต้น

 

6 เกณฑ์ที่นายจ้างเลือก

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะองค์กรผู้ให้บริการการจ้างงานระดับโลก เปิดเผยว่าเกณฑ์การรับนักศึกษาของนายจ้างในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันบ้าง เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามมีหลักเกณฑ์สำคัญที่หลายบริษัทไม่เปลี่ยนแปลง

1.ทัศนคติ เป็นเรื่องหลักที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ โดยพิจารณาจากมุมมองต่อตนเอง มุมมองต่อองค์กร รวมถึงสิ่งแวดล้อมว่า มีทัศนคติว่าเชิงบวกอย่างไร

2.ประสบการณ์ เด็กจบใหม่พิจารณาจากประสบการณ์การฝึกงาน การผ่านงานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ ฯลฯ ว่ามีประสบการณ์สอดคล้องกับลักษณะงานที่รับหรือไม่

3.ทักษะวิชาชีพ พิจารณาจากเกรดเฉลี่ย โดยเฉพาะวิชาที่ตรงกับตำแหน่ง เพื่อดูว่าสามารถแก้ปัญหา วางแผนและรับผิดชอบงานได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงพิจารณาจากทักษะการใช้ชีวิตระหว่างเรียนช่วงทำกิจกรรมชมรมหรือกีฬา

4.บุคลิกภาพ ภายในดูจากการวางตัวและมนุษยสัมพันธ์ ภายนอกดูการแต่งกาย การพูดและการใช้ภาษากาย

5.การเตรียมตัวก่อนการสัมภาษณ์ ทั้งการเตรียมเอกสารข้อมูลประวัติส่วนตัว การศึกษาข้อมูลตำแหน่งหน้าที่และองค์กร เพื่อประกอบการพิจารณาว่า มีคุณสมบัติเหมาะกับตำแหน่งงานอย่างไร

6.การนำเสนอ จุดนี้ต้องขายความเป็นตัวเองทุกอย่าง

“ต่อให้คุณเก่งหรือเป็นคนดียังไง หากขาดการนำเสนอที่ดี ก็ไม่อาจส่งผ่านไปถึงนายจ้างที่พิจารณาได้”

สุธิดา บอกว่า นักศึกษาควรเริ่มวางแผนเส้นการทำงานตั้งแต่ก่อนจบ โดยสังเกตจากความชอบ ความถนัด ความสนใจเพี่อที่จะมุ่งมั่นไปยังเส้นทางนั้นเต็มที่ จากประสบการณ์มักเห็นว่า นักศึกษาหลายคนแม้ช่วงใกล้เรียนจบก็ยังไม่ทราบว่าอยากทำงานอะไร ดังนั้นควรตั้งเป้าหมายอนาคตก่อนถึงเวลาออกไปสู่ตลาดแรงงานจริง

“การเดินแบบไม่มีจุดหมาย หมายถึงโอกาสต่อยอดในสายอาชีพยากกว่าคนที่วางแผนในชีวิตไว้แล้ว”

สุธิดา แนะนำเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญนักศึกษาจบใหม่ไม่ควรเลือกงาน เพราะบางคนพยายามหางานที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ ซึ่งความเป็นจริง เป็นเรื่องยากสำหรับคนไม่มีประสบการณ์ แนะนำว่าควรพยายามเรียนรู้และพัฒนาประสบการณ์การทำงานให้มากที่สุด เมื่อทำได้โอกาสและรายได้ที่ดีจะตามมา

ผจก.การตลาดแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ทิ้งท้ายว่า ประสบการณ์ต้องอาศัยเวลาในการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับโอกาสที่เข้ามาในชีวิต อยากให้บัณฑิตใหม่ทุกคนเตรียมตัว สำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา และทำให้ดีที่สุด เพราะตลาดแรงงานยุคนี้ ชื่อสถาบันไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเสมอไปว่า นักศึกษาคนนั้นมีความสามารถ หรือจะประสบความสำเร็จ

เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของแอฟริกาใต้ เคยบอกว่า “การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก”  อย่างไรก็ตามหากมีความรู้เเต่ไร้ซึ่งโอกาส  ความสำเร็จในชีวิตของบุคคลก็ดูจะเป็นเรื่องยาก

ถึงเวลาหรือยังที่ “เซ็กส์ทอย” ควรถูกกฎหมายในไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537932

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 19:21 น.

ถึงเวลาหรือยังที่ "เซ็กส์ทอย" ควรถูกกฎหมายในไทย?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ดิลโด , ไวเบรเตอร์ , ไข่สั่น , ตุ๊กตายาง , ห่วงองคชาต อุปกรณ์ชื่อสยิวเหล่านี้นับเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย และทุกครั้งที่เกิดการจับกุมผู้ต้องหา ด้วยข้อหามีวัตถุหรือสิ่งของอันลามกไว้ในความครอบครองและจำหน่าย มักจะเกิดประเด็นถกเถียงและความกังขาในสังคมเสมอ

คำถามก็คือโลกปี 2018 เซ็กส์ทอยควรเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยได้หรือยัง ?

ดาบสองคม

เซ็กซ์ทอย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระตุ้นบริเวณรอบๆ และภายในอวัยวะเพศ เพื่อให้มีความรู้สึกคล้ายกับขณะร่วมเพศ มักใช้ประโยชน์ในผู้ที่เป็นโรคติดต่อหรือผู้ที่ไม่สามารถร่วมเพศกับผู้อื่นได้ รวมถึงใช้เพื่อกระตุ้นหรือตอบสนองความใคร่ส่วนตัวหรือระหว่างคู่รัก นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาครอบครัว กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสมรรถภาพ

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธ์ บอกว่า ผู้ที่ใช้เซ็กส์ทอยอย่างถูกต้องจะสามารถตื่นเต้นและสนุกสนานกับกิจกรรมส่วนตัวและเป็นวิธีการตอบสนองทางเพศที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโรคติดต่อเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามหากใช้ผิดที่ผิดทางหรือหมกมุ่นก็จะกลายเป็นปัญหาโดยเฉพาะทางจิตใจ

“เหมือนคุณมีดาบ คุณจะเอาไว้ป้องกันตัวหรือว่าทำร้ายคน แล้วแต่คุณจะใช้มัน ขึ้นอยู่กับมุมมอง วิจารณญาณ เซ็กส์ทอยก็เหมือนกันเราจะใช้เพิ่มความสุข เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป หรือเราจะหมกมุ่นมันจนกลายเป็นปัญหา”

เซ็กส์ทอยที่ได้รับการพูดถึงและได้รับความนิยมนั้นมีหลากหลาย ตัวอย่างเช่น

ไวเบรเตอร์ (vibrator) อุปกรณ์ใช้ในการนวดและการช่วยตัวเองสำหรับผู้หญิง มีหลายลักษณะรวมถึงลักษณะแท่งพลาสติก หรือเป็นรูปไข่ใช้สำหรับสำเร็จความใคร่โดยการสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด โดยจะมีการติดตั้งมอเตอร์สั่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการถึงจุดสุดยอดในผู้หญิงมากขึ้น

ไข่สั่น เม็ดสั่น หรือ ไข่รัก (egg vibrators) เป็นอุปกรณ์มีลักษณะอย่างไข่สัตว์ปีกหรือกระสุนปืนสำหรับสร้างความสั่นสะเทือนเพื่อเร้าอารมณ์โดยสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด

ตุ๊กตายาง (sex doll) ใช้สำหรับการร่วมเพศ โดยทำมาจากวัสดุยางและซิลิโคน ตุ๊กตายางอาจประกอบด้วยของร่างกายทั้งหมดที่มีใบหน้าหรือเพียงแค่หัวกระดูกเชิงกรานหรือร่างกายส่วนอื่นๆ ที่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง ช่องคลอด , ทวารหนัก , ปาก , อวัยวะเพศชาย

ดิลโด (dildo) หรือ องคชาตเทียม เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายปลอม

นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ภาพจากรายการ KalamareTV

 

กฎหมายไทยไม่อนุญาต

ประเทศไทยเห็นเซ็กส์ทอยเป็นของผิดกฎหมายลามกอนาจาร เป็นอันตรายต่อสังคม ผิดศีลธรรม และการจับกุมหลายครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมักแถลงว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมทางเพศ  ซึ่งผู้ครอบครองหรือค้าขาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 ที่ระบุว่า

(1) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

(2) ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

(3) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตามแม้จะผิดกฎหมาย แต่ก็มีผู้ต้องการ โดยปรากฎข่าวการจับกุมผู้ค้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น

12 ก.ค.59

ตำรวจจับกุม นายประวีร์ บริเวณถนนสายบ้านโคกสะแบง-อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีของกลางเป็นอวัยวะเพศเทียมไฟฟ้า ทั้งหญิงและชาย หรือที่เรียกว่า จิ๋มกระป๋อง และจู๋สวรรค์  โดยอวัยวะเพศหญิงเทียมไฟฟ้า 10 ชุด อวัยวะเพศชายเทียมไฟฟ้า 25 อัน ปลอกอวัยวะเพศชายเทียม 250 ชิ้น พร้อมทั้งแบตเตอรี่และเจลหล่อลื่นจำนวนมาก

20 พฤษภาคม 2560

ตำรวจภูธรภาค 5 ได้จับกุมตัว นายภูมิพัฒน์ อายุ 25 ปี เจ้าของเพจและทวิตเตอร์ขายสินค้าที่เป็นสื่อลามกอนาจาร โดยมีผู้ติดตามกว่า 8 แสนคน โดยยึดของกลางอวัยวะเพศชายเทียม 21 ชิ้น อวัยวะเพศหญิงเทียม 16 ชิ้น

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เห็นสินค้าเซ็กส์ทอย เป็นที่ต้องการของตลาด จึงสั่งซื้อมาจำหน่ายกว่า 3 เดือนแล้ว โดยสั่งสินค้ามาจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วมาประกาศขายทางออนไลน์ ราคาตั้งแต่ 700-1,500 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และกลุ่มสาวประเภทสอง

16 พ.ย. 2560

ตำรวจจับกุม นายณัฏ์ฐวิสิษฐิ์ ที่ จ.ลำปาง พร้อมของกลาง อวัยวะเพศเทียม ทั้งแบบของชายและหญิง และอุปกรณ์เซ็กส์ทอยแบบต่างๆ จำนวนกว่า 50 อัน

เขารับสารภาพว่าได้ซื้อเซ็กส์ทอยมาจากโปรแกรมทวิตเตอร์ ก่อนนำไปจำหน่ายโดยวิธีการลงประกาศพร้อมโฆษณาขายสินค้าทางบัญชีทวิตเตอร์

นพ.พันธ์ศักดิ์ บอกว่า เซ็กส์ทอยมีข้อดีก็จริง แต่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งของลามกเป็นของถูกกฎหมาย ในประเทศไทยนั้นยังละเอียดอ่อนเกินไปที่จะพูดถึงตอนนี้

สินค้าเหล่านี้ถูกจำหน่ายอย่างเปิดเผยในโลกออนไลน์

 

ความต้องการเป็นเรื่องธรรมชาติ

ในวันที่โลกแคบลงและสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ง่ายดายขึ้น หลายคนบอกว่าควรหาประโยชน์จากอุปกรณ์ประเภทนี้มากกว่ากำจัดการเข้าถึงและเอาผิดกับรสนิยมด้านเซ็กส์ของแต่ละคน

“ผิดกฎหมายหนิ แต่ขายกันเกลื่อนถนนเลย” จันทวิภา อภิสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ องค์กรที่เทำงานด้านส่งเสริมและให้โอกาสพนักงานบริการทางเพศได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไปบอกและว่า “พอดีมันเป็นเมืองไทยไง เซ็กส์ทอยเลยผิด”

เขาบอกว่า หากต้องการเราสามารถซื้อมาเล่นได้เลย ถ้าหลบไปซื้อที่ต่างประเทศแล้วลำบากนัก ความจริงเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติแล้วทุกคนต้องการมีเซ็กส์ เพราะฉะนั้นไม่เห็นต้องมีกฎหมายควบคุม กลับกันเซ็กส์ทอยยังเป็นตัวเลือกที่ดีในการตอบสนองทางเพศสำหรับคนที่ไม่มีคู่หรือต้องการเติมเต็มความสุขกับคู่รักด้วย

“เรื่องที่ควรจะควบคุมก็ไม่ควบคุม เรื่องที่ควรจะปล่อยก็ไม่ปล่อย จริงๆ มีช้อนส้อมกินข้าวได้ ก็มีเซ็กส์ทอยได้”

จันทวิภา แนะนำว่า ควรทำเหมือนในหลายประเทศที่เปิดโอกาสให้มีการซื้อขายเซ็กส์ทอยได้อย่างถูกกฎหมายกับบุคคลที่อายุเกิน 18 ปี

“เขาควบคุมอายุ ไม่ได้ควบคุมสินค้าหรือวัตถุ ก็เหมือนกันการบอกว่าอายุ 18 ปีถึงจะสามารถสอบใบขับขี่และขับรถไปบนท้องถนนได้”

 

หญิงแย้ นนทพร และ บุ๋ม ปนัดดา

 

หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข เซเลปสาวเซ็กซี่ บอกว่า เซ็กส์ทอยไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้สังคมเสื่อมทราม กลับกันอาจเป็นตัวช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและแก้ปัญหาให้กับคู่รักได้อีกต่างหาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องควบคุมอายุของผู้ซื้อ

“แต่ละคนมีความสุขและความคิดที่แตกต่างกัน มันเป็นเรื่องรสนิยม ส่วนใหญ่คนไทยก็ไปซื้อหามาจากเมืองนอกอย่างญี่ปุ่นกันจำนวนมากอยู่แล้ว หากทำให้ถูกกฎหมายรัฐบาลยังจะได้ประโยชน์ทางด้านภาษีด้วย”

บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงสาว เห็นว่า มีสินค้าหลายอย่างที่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมของประเทศไทย แต่ถูกวางขายอย่างโจ๋งครึ่ม เช่นกันกับเซ็กส์ทอยที่เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปว่าจะหาสินค้าแบบนี้ได้ที่ไหน ในอนาคตควรเปิดกว้างและจัดพื้นที่ค้าขายเป็นลักษณะโซนนิ่ง

“เรารู้กันดีว่ามี แต่ไม่เปิดกว้างพอที่จะยอมรับให้มันถูกกฎหมายได้เหมือนต่างประเทศ คิดว่าทำเป็นโซนนิ่งเลยดีกว่าเพื่อการควบคุม เช่น ซอยคาวบอย แยกอโศก ถนนพัฒน์พงษ์ หรือตามพื้นที่ท่องเที่ยวกลางคืนต่างๆ หากมีร้านเซ็กส์ช้อปในพื้นที่แบบนั้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกและน่าจะยอมรับกันได้”

บุ๋ม ปนัดดา บอกว่า นอกเหนือจากการทำโซนนิ่งแล้ว ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงและจริงจังประกอบกันไปด้วย เพื่อให้เกิดการยอมรับของสังคม

“เซ็กส์ทอยเป็นรสนิยมและความตื่นเต้นของแต่ละชีวิตคู่ แค่ไม่ทำผิดกฎหมายหรือริดรอนเบียดเบียนสิทธิคนอื่นก็พอแล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย —————

ภาพจาก boompanadda , yae_uunws

เปิด “5 โพลนิด้า” ความจริงเสียดแทงรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537926

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 18:08 น.

เปิด "5 โพลนิด้า" ความจริงเสียดแทงรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในเวลานี้ ภายหลังอ.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ลาออกจากตำแหน่ง เพราะมองว่าตัวเองถูกแทรกแซงทางวิชาการจากการทำผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องการยืมนาฬิกาของผู้มีอำนาจในทางการเมือง

“การเซ็นเซอร์ตัวเอง ร้ายแรงกว่ารัฐบาลสั่ง ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการสั่งยุตินำเสนอผลโพลจากอธิการบดี โดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ จึงตัดสินใจลาออก” อ.อานนท์ ระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจลาออก

ขณะที่ ทางผู้บริหารของนิด้าโดย ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ยืนยันว่าไม่ได้มีการแทรกแซงทางวิชาการ

“การสั่งระงับผลสำรวจดังกล่าวไม่ได้รับใบสั่งจากรัฐบาลและ คสช. แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากเผยแพร่ผลสำรวจออกมา ก็จะเป็นการชี้นำสังคม ทั้งที่ยังไม่ได้มีการชี้มูลจาก ป.ป.ช.ว่ากรณีดังกล่าวมีความผิดหรือไม่” อธิการบดีนิด้า อธิบาย

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุที่ผู้บริหารนิด้าโพลลาออก ส่วนหนึ่งมีเหตุผลมาจากผลโพลของนิด้าระยะหลัง โดยเฉพาะ5โพลหลังสุดเป็นความจริงที่รัฐบาลไม่อยากรับฟังเท่าไหรนัก

30 ต.ค.2560 เรื่อง “ประชาชนอยากเลือกตั้งแล้วหรือยัง”

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าตอนนี้ประชาชนอยากเลือกตั้งแล้วหรือยัง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  68.19% ระบุว่า อยากเลือกตั้ง เพราะ อยากให้ประเทศชาติพัฒนา เศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น อยากเห็นแนวทางการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่ อยากให้ประชาคมโลกยอมรับประเทศไทย ต่างชาติจะได้เชื่อมั่นและกล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และอยากให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ยึดอำนาจมานานแล้ว ควรคืนอำนาจให้กับประชาชน บ้านเมืองจะได้สงบ มีระเบียบมากขึ้น ขณะที่บางส่วน ไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลอยากให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้

12 พ.ย.2560 เรื่อง “การปรับครม.ประยุทธ์5”

ประชาชนส่วนใหญ่ 68.11% เห็นด้วยกับการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ประชาชนอยากเห็นคนใหม่ๆที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารประเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

9 ธ.ค.2560 เรื่อง “ปลดล็อคพรรคการเมืองกับการเลื่อนการเลือกตั้ง”ประชาชนส่วนใหญ่  77.60% ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ แต่ละพรรคการเมืองจะได้มีการเตรียมตัว เตรียมนโยบายของพรรค เพื่อใช้ในการหาเสียง เป็นแรงกระตุ้นในการระดมความคิดของนักการเมือง เกิดความเป็นธรรม และความเป็นอิสระต่อพรรคการเมือง ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อที่จะทำให้บ้านเมือง เศรษฐกิจดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศว่ารัฐบาลไทยมาจากการเลือกตั้ง

รองลงมา  17.60% ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ ยังไม่สงบเรียบร้อยดี อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย ไม่มั่นใจพรรคการเมือง มีแต่นักการเมืองหน้าเดิม ๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า รอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ บ้านเมืองสงบดีอยู่แล้ว และ 4.80% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

17ธ.ค.2560 เรื่อง “ผลงานที่ประทับใจและไม่ประทับใจ ในรอบปีที่ผ่านมาของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ความประทับใจในการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน  23.68% ระบุว่า ประทับใจมาก 34.56% ระบุว่า ค่อนข้างประทับใจ  21.60% ระบุว่า ยังไม่ค่อยประทับใจ 19.68 % ระบุว่า ไม่ประทับใจเลย และ 0.48% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับผลงานที่ไม่ประทับใจ3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1  58.16% ระบุว่า การแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ   ปัญหาปากท้องของประชาชน อันดับ 2  47.76% ระบุว่าเป็น การปฏิรูปการเมืองและการเลือกตั้ง และอันดับ 3 47.28% ระบุว่าเป็น การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

26 ม.ค.2561 เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อการทำงานตรวจสอบรัฐบาล คสช. ของ ป.ป.ช.”เมื่อถามถึงความคิดเห็นว่ามีความไม่ปกติ/ไม่โปร่งใสในรัฐบาล/คสช. หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  76.32% ระบุว่า มีความไม่ปกติ/ไม่โปร่งใส รองลงมา  16.64% ระบุว่า มีความปกติ/โปร่งใส และ 7.04 % ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ประชาชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับว่าการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่  61.04 % ระบุว่า มีการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. รองลงมา  28.72 % ระบุว่า ไม่มีการแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. จากรัฐบาล/คสช. และ 10.24 % ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

“กฎหมายร้อน”ที่ต้องปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537882

  • วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 12:31 น.

"กฎหมายร้อน"ที่ต้องปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยนับถอยหลังสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ทุกคณะปฏิรูปยกร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปเสร็จแล้วมีความชัดเจนประเด็นขับเคลื่อนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”เป็นประธาน ชิงออกตัวแรงโชว์ผลงานกฎหมายที่ได้ทำมาล้วนเป็นกฎหมายสำคัญเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเร่งประกาศใช้โดยด่วน

เริ่มที่ร่างกฎหมายว่าด้วยการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัยหรือสร้างภาระแก่ประชาชน พ.ศ. … จากนี้ไปทางคณะทำงานจะโละทิ้ง หรือกิโยตินกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นและล้าสมัย โดยเริ่มนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา เพราะปัจจุบันมีกฎหมายนับแสนฉบับที่สร้างภาระประชาชนและภาครัฐในการบังคับใช้แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ เช่น กฎอัยการศึกบางฉบับ กฎหมายห้ามขายของเก่า หรือกฎหมายห้ามใช้ภาษาอังกฤษกับเครื่องขยายเสียง ฯลฯ

วิชญะ เครืองาม ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า จะเสนอให้มีหน่วยงานกลางใหม่ขึ้นมาเพื่อทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย เพราะมีกฎหมายนับแสนฉบับกินขอบเขตกว้างขวางมากที่อยู่ตามกระทรวงต่างๆ แต่อาจนำประสบการณ์ต่างประเทศมาใช้ เช่น รัฐบาลเกาหลีใต้ เน้นยกเลิกเฉพาะกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุน ตั้งแต่ระเบียบหรือประกาศกระทรวงไปจนถึง พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. ฯลฯ  หรืออาจจะให้นิติกรของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม นำเสนอกฎหมายของหน่วยงานตัวเองที่ล้าสมัยขึ้นมา เป็นต้น

“เรามีกฎหมายเป็นแสนๆ ฉบับไม่ดีต่อประชาชนเลย เพราะสะท้อนถึงการควบคุมประชาชนเกินไป และประชาชนไม่มีทางรู้กฎหมายทุกฉบับ ดังนั้นต่อไปจะจัดลำดับและหมวดหมู่ความสำคัญของกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงง่ายๆ ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งกฎหมายล้าสมัยบางฉบับอาจใช้มาตรา 44 หรือบางฉบับต้องเข้าสภาขึ้นอยู่กับการพิจารณาถึงความสำคัญ” วิชญะ กล่าว

อีกร่างกฎหมายสำคัญที่กำลังเร่งผลักดันคือ ร่างกฎหมายให้นำเงินหรือทรัพย์สินที่ไม่มีผู้เรียกร้องไปใช้ทำสาธารณประโยชน์หรือเงินตกค้าง พ.ศ. …ขณะนี้กำลังคิดวิธีการ เนื่องจากกระทรวงการคลังเสนอให้นำเงินดังกล่าวที่มูลค่านับหมื่นล้านบาทไปเป็นทุนสำรอง ขณะที่คณะปฏิรูปกฎหมายเสนอว่าควรนำไปเป็นกองทุนลดความเหลื่อมล้ำ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ตัวอย่างเช่น เงินที่ค้างท่อที่อยู่ในบัญชีธนาคารรัฐหรือเอกชน เงินค่าเติมซิมการ์ด เงินกรมธรรม์ หรือเงินในบัตรเติมเงินแบบพรีเพด หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น นาฬิกา สร้อยคอ รถยนต์ ที่ไม่มีบุคคลใดมารับหรืออ้างสิทธิ ฯลฯ ประสบการณ์ในต่างประเทศจะมีกฎหมายออกมาให้สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สาธารณะได้ แต่ต้องเป็นเงินที่ไม่มีเจ้าของจริงๆ เช่น เจ้าของสิทธิเสียชีวิตไปแล้ว หรือต้องเกิน 15 ปีขึ้นไป หากไม่มีบุคคลใดมาอ้างสิทธิจึงจะนำเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวจึงจะเข้าเกณฑ์กฎหมายนี้ และต้องมีหน่วยงานกลางขึ้นมาประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนแต่ละคนให้ทราบว่าตัวเองมีกรรมสิทธิ์ใดบ้าง

วิชญะ เครืองาม ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์

พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า จะเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.การจัดทำประมวลกฎหมายแบบต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโดยสะดวก พ.ศ. …โดยจะเป็นการเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวก อย่างกรณีทำบัตรเหล่านี้หาย เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือกรมธรรม์ ต่อไปไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่สามารถไปแจ้งความต่อหน่วยงานตรงที่เป็นผู้ออกบัตรได้ทันที ฯลฯโดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยง่ายต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตต่างๆต้องรวดเร็วและน้อยขั้นตอนที่สุด เพราะหากระเบียบต่างๆ เหล่านี้สะดวกรวดเร็วจะช่วยสนับสนุนทางการค้าการลงทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก เพราะการขออนุมัติหรือขออนุญาตต่างๆ มากเกินไป จะเป็นการควบคุมที่ไม่จำเป็นและเป็นช่องทางการเรียกเงินใต้โต๊ะได้ง่ายอีกกฎหมายที่สังคมคาดหวังคือ กฎหมายว่าด้วยการบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ โดยก่อนทุกหน่วยงานรัฐนำเสนอโครงการและงบประมาณต้องบูรณาการและประสานงานกันก่อนขออนุมัติงบประมาณ และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารราชการดิจิทัล พ.ศ. … โดยจะเสนอให้ยกระดับสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ เดิมอยู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะแยกออกมาให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี มาทำระบบดิจิทัลของราชการทั้งหมดตั้งแต่ระบบลางาน ประเมินผลงาน การอนุญาตลงทะเบียน ข้อมูลกลางภาครัฐหรือสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะให้ใช้ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร เช่นต่อไปการรื้อค้นคดีจากศาลต้องใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนั้นต่อไประบบเอกสารจะต้องหมดไป

นอกจากนี้ จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. … โดยในอนาคตจะมีการจัดตั้งกองทุนและมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษี และเตรียมเสนอร่างกฎหมายให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ทั้งหมดล้วนเป็นกฎหมายร้อนที่ต้องเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด

เสรีภาพบนเสื้อผ้า! ยกเลิกแต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาเพื่อสร้างความเท่าเทียม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537766

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 17:56 น.

เสรีภาพบนเสื้อผ้า! ยกเลิกแต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาเพื่อสร้างความเท่าเทียม?

โดย…พัชรีวรรณ มงคล

ชุดนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ภายหลังมีตัวเเทนนิสิตออกมารณรงค์ให้ยกเลิกการแต่งกายชุดเครื่องแบบนิสิต ที่กำหนดเป็นกฎหมายตราไว้เป็นพระราชกฤษฎีกา เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกา กำหนดเครื่องแบบนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2499”

วันนี้พวกเขามองว่า การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานและไม่ควรที่จะต้องมาบังคับกัน

การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมาได้เกิดโครงการ “รณรงค์ยกเลิก การบังคับ แต่งชุดนิสิต” ผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยล่าสุดมีผู้สนับสนุนไม่ต่ำกว่า 1,612 คน เจ้าของโครงการที่ไม่ระบุนามให้เหตุผลการรณรงค์ว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยเริ่มกวดขันการแต่งชุดนิสิตมากขึ้นเรื่อยๆ และมีบทลงโทษที่ประกาศไว้ค่อนข้างรุนแรง เช่น หากทำผิด 6 ครั้งจะต้องพ้นสภาพการเป็นนิสิต

เขาได้ตั้งคำถามไปถึงมหาวิทยาลัยด้วยว่า

– การแต่งชุดไปรเวทมาเรียนสร้างความวุ่นวายอย่างไร

– การสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยการลบความหลากหลายและอัตลักษณ์ในการแต่งกายเกิดประโยชน์ต่อนิสิตอย่างไร

– การตักเตือน หักคะแนนความประพฤติจากการแต่งกายชุดไปรเวทเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างไร

– เหตุใดการพยายามลดความแตกต่างด้วยการปิดกั้นการแสดงออก (ทางการแต่งกาย) เป็นการแก้ปัญหาที่จุฬาฯ เลือก

เจ้าของโครงการ เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า การแต่งกายเป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากการแต่งกายของบุคคลหนึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น น่าจะเกิดจากอคติส่วนตัวที่เกิดจากค่านิยมทางสังคมบางอย่าง ซึ่งไม่ควรใช้เป็นบรรทัดฐานชี้ความถูกผิดหรือนำมาสร้างเป็นกฎที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การแต่งกายของนิสิตไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพและความสามารถทางวิชาการของนิสิตแต่อย่างใด สิ่งที่จุฬาฯ ควรใส่ใจคือคุณภาพทางวิชาการ

“ชีวิตการศึกษามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เราควรจะได้เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องสิทธิเสรีภาพ ใช้เหตุผลกล้าตั้งคำถาม คิดอย่างมีวิจารณญาณบนฐานการเคารพผู้อื่น ชุดนิสิตเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่เราจะอยู่ร่วมกันกับทั้งคนที่อยากใส่และไม่อยากใส่ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงว่าเราจะเคารพความคิดอีกฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน เราใส่ชุดนิสิตแล้วต้องบังคับให้คนอื่นใส่ด้วยเหรอ”

“การแต่งกายตามกฎระเบียบ นัยหนึ่งคือการยอมรับและปฏิบัติตามกฎและจารีตประเพณี การบังคับแต่งชุดนิสิตจึงเสมือนเป็นการบังคับให้นิสิตปฏิบัติตามกฎและจารีตประเพณี อีกทั้งยังมีบทลงโทษหากไม่ทำตาม แสดงถึงบทลงโทษของการไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณี ซึ่งขัดแย้งกับจุดประสงค์ของการศึกษาอย่างสิ้นเชิง การศึกษามีขึ้นเพื่อให้สร้างเสริมองค์ความรู้ของมนุษย์ สอนให้มนุษย์รู้จักการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สอนให้มนุษย์ใช้เหตุผลและกล้าตั้งคำถาม มิใช่การพยายามผลิตซ้ำค่านิยมและจารีตประเพณี และต่อต้านการตั้งคำถามและการใช้เหตุผล ดังที่จุฬาฯ กำลังกระทำอยู่

ทั้งนี้การบังคับให้แต่งชุดนิสิตโดยการอ้างว่ากฎเป็นกฎ มีแล้วต้องทำตามย่อมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การใส่ชุดนิสิตเป็นกฎเพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นการข้อโต้แย้งที่ถือว่าเป็นการทิ้งเหตุผล”

 

เมื่อเร็วๆ นี้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้อนุญาตให้นิสิตใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้และไม่ใช้บทลงโทษตามระเบียบ อย่างไรก็ตามไม่ได้ยกเลิกกฎดังกล่าว

“สักวันจุฬาฯ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคร่วมสมัยที่ผู้คนต่างตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น วิธีคิดแบบโลกร่วมสมัยให้ความสำคัญกับจารีตประเพณีน้อยลง ให้ความสำคัญกับการใช้เหตุผลและสถานการณ์ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคต” เจ้าของโครงการรณรงค์กล่าว

ทั้งนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2560 ฐาปกร แก้วลังกา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยออกมารณรงค์เรื่องนี้แล้วรอบหนึ่ง แม้จะกลายเป็นที่พูดถึงทั่วสังคมแต่สุดท้ายก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง

ฐาปกร เล่าว่า ได้ล่ารายชื่อ “ยกเลิกบังคับการแต่งกายนิสิตนอกห้องเรียนเท่านั้น” มีสาเหตุมาจากไม่เห็นด้วยกับฝ่ายกิจการนิสิตที่ออกตรวจเครื่องแบบบริเวณลานเกียร์ซึ่งหลายคนมองว่ามากเกินไป ท้ายที่สุดคณะฯ เลิกการเดินตรวจ แต่ไม่ได้ประกาศยกเลิกอย่างเป็นทางการ โดยได้ตกลงกับสภานิสิตฯ ไว้ว่าจะมีการพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ (กลุ่มเรียกร้องและฝ่ายกิจการนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์) โดยสภานิสิตฯ เป็นตัวกลาง แต่สุดท้ายผู้ใหญ่สั่งยุติการพูดคุย

 

 

มหาวิทยาลัยไม่ได้ใจแคบ

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาฯ กล่าวว่า ยินดีกับความคิดต่าง  นิสิตไม่อยากแต่งชุดนิสิตก็ยินดีรับฟัง แต่ ณ เวลานี้ด้วยกฎระเบียบที่มีทำให้ต้องปฏิบัติตามไปก่อน ส่วนการจะเปลี่ยนแปลงสามารถดำเนินการผ่านทางช่องทางตามระเบียบของทางมหาวิทยาลัยได้

“ผมว่าคล้ายๆ กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศที่ว่าถ้าเราไม่ชอบใจหรือไม่พอใจ กฎหมายไหนที่คิดว่าล้าสมัยหรือไม่ดี เราก็สามารถจะเรียกร้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะการเรียกร้องเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ หากเรื่องเรียกร้องมีเหตุมีผล คุยผ่านระบบที่ถูกต้อง ผมคิดว่ามันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ที่ผ่านมาระเบียบที่เรามีก็เปลี่ยนแปลงอยู่ระยะตามยุคสมัย”

ขณะที่ นิติ ชัยชิตาทร หรือ “ป๋อมแป๋ม” พิธีกรชื่อดัง นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ รุ่น 66 มองว่า สิ่งที่รุ่นน้องเรียกร้องเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิทธิ์ของพวกเขา

“สมัยยังเรียนเราใส่ชุดนิสิตเฉพาะช่วงสอบหรือพิธีการสำคัญ ช่วงอื่นหากเข้าห้องเรียน ก็พยายามแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกงสแลค รองเท้าหนัง”

ป๋อมแป๋ม บอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะต้องหันหน้ามาคุยกัน ชั่งน้ำหนักเหตุผลของกันและกัน ถึงความสุภาพและเหมาะสมในความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย

 

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

 

เลิกแต่ง เลิกแบ่งชนชั้น

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2560 มองว่า กฎแต่งชุดนิสิตอาจเป็นต้นตอของการแบ่งชนชั้นระหว่างนักศึกษาต่างคณะได้

“ในห้องเรียนไม่มีการแบ่งชนชั้นอยู่แล้ว เว้นแต่เราจะคิดให้แบ่ง เช่น ขณะนี้เกิดการแบ่งชนชั้นระหว่างคณะ ที่ไม่เคร่งครัดการแต่งกายมองคณะที่บังคับให้แต่งเครื่องแบบเป็นความน่าสงสารและเป็นความโชคดีของคณะตนเองที่ไม่ต้องแต่ง ส่วนนิสิตที่ใส่เครื่องแบบตลอดวันหนึ่งอาจคิดว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้วและเหนือกว่าคนอื่น”

เนติวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความคิดที่เกิดจากกฎระเบียบ การบังคับเช่นนี้ทำให้เกิดสภาวะการเหยียดที่ตึงเครียดตลอดเวลา ดังนั้นต้องยกเลิกกฎนี้เพื่อลดการแบ่งชนชั้น หากใครอยากแต่งก็แต่งไป หากใครไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง เคารพกฎซึ่งกันและกัน แต่อย่าบังคับเพราะจะทำให้เกิดสภาวะการเหยียดที่ตึงเครียด

การแต่งชุดนิสิตนักศึกษา น่าจะยังกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันต่อไป เมื่อฝ่ายหนึ่งมองว่าวัฒนธรรมประเพณีและความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นสำคัญ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลนั้นสำคัญกว่า