“พรรคพลังพลเมือง” ขอเป็นหนูตัวเล็กช่วยราชสีห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537679

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

"พรรคพลังพลเมือง" ขอเป็นหนูตัวเล็กช่วยราชสีห์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ปี่กลองการเมืองเริ่มส่งเสียงปลุกให้คนการเมืองออกมาเตรียมพร้อมหวนคืนสนามหลังถูกแช่แข็งร่วม 4 ปี

ล่าสุด เอกพร รักความสุข อดีต รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม ที่เฟดตัวไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย หลังถูกตัดสิทธิในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ประกาศหวนคืนสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการเตรียมตั้งพรรค “พลังพลเมือง” ที่จะเป็นพรรคทางเลือก ด้วยระบบ วิธีคิด และเป้าหมายใหม่ ไม่พาประเทศไปสู่ทางตัน เหมือนที่ผ่านมา

เอกพร เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเวลานั้นประเมินแล้วคงหนีไม่พ้นการยุบสภา จึงคิดจะตั้งพรรคโดยใช้ประสบการณ์จากที่เคยไปช่วยทำการเมืองจนนายก อบจ.สกลนคร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่สอง ทั้งที่ถูกกดดันจากทั้งพรรคไทยรักไทยและเสื้อแดงในพื้นที่

แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารแนวคิดนี้จึงค้างคา ครึ่งๆ กลางๆ จนช่วงปลายปี 2560 ทุกอย่างเริ่มสุกงอม โดยเราเห็นว่าหากยังทำการเมืองแบบเดิมๆ ในที่สุดเราก็จะถูกแบ่งข้างให้ไปเล่นกีฬาสีอย่างเดิมอีก จึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรไม่ให้สถานการณ์การเมืองเดินไปสู่ทางตัน นี่คือความคิดแบบอุดมคติ จึงได้ปรึกษากับพี่ๆ น้องๆ คนที่รู้จัก ว่าอยากจะทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์

“ทำไมคิดแบบนั้น เพราะสวิตเซอร์แลนด์ผ่านสงครามโลกมาสองครั้งปลอดภัยทุกครั้ง เพราะเข้าใจธรรมชาติ โดยภูมิศาสตร์วางตำแหน่งประเทศถูก ทำให้ประเทศมีระบบมั่นคง ประเทศมั่นคง การเมืองมั่นคง การเงินมั่นคง มีการดูแลผู้สูงอายุ ทุกคนมีงานทำ ไม่ใช่แค่รอรับเงินช่วยเหลืออย่างเดียว การทำพรรคการเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์คือทำพรรคให้มั่นคง ดูอย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่วงเล็บมหาชน ไม่ใช่วงเล็บจำกัด คือประชาชนผู้ถือหุ้นจะได้รับทราบรายงานผลประกอบการ มีกติกาชัดเจน หากโกงเมื่อไหร่ ก.ล.ต.ก็เล่นงาน หรือมีปัญหาก็ไม่ให้เทรดในตลาด”​

ทั้งหลายเหล่านี้คือ “ราก” ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ระดับ รมต.ก็เห็นด้วยและให้ตนเองไปจัดการรายละเอียดงานธุรการ ซึ่งใช้ชื่อ “พลังพลเมือง” รอจดทะเบียน 1 มี.ค. ซึ่งอยู่บนหลักการ “ความมุ่งมั่นสู่คุณภาพที่ดี” และมีสโลแกน คือ “พลังคนไทยก้าวใหม่ที่มั่นคง” โดยเบื้องต้นมีอดีตรัฐมนตรี 16 ท่าน และอดีต สส.กว่า 30 คน สนใจที่จะมาร่วมทำพรรคพลังพลเมือง และมีติดต่อมาเรื่อยๆ บางส่วนรอความชัดเจนหลังจากตั้งพรรคแล้ว

จุดเด่นของพรรคจะอยู่ตรงทิศทางที่จะก้าวพ้นกับดักที่ยึดติดกับตัวบุคคล ​การเมืองใน 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ยึดติดที่ตัวบุคคล หลังยึดอำนาจปี 2549 พอเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง ผู้นำที่ยึดอำนาจก็มาตั้งพรรคการเมืองและได้รับเลือกตั้งไม่มาก พรรคไทยรักไทยที่ถูกยึดอำนาจก็มาเป็นพรรคพลังประชาชน ทำอย่างเดิม นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ยังกล้ายืนยันว่าเป็นนอมินี

เลือกตั้งใหม่ปี 2554 ก็ยังใช้แนวคิด นายกฯ ทักษิณ คิด นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ทำ รูปแบบที่ติดกับดักตัวบุคคลทำให้การเมืองเดินหน้ายาก ฝ่ายผู้ยึดอำนาจก็ติดกับดักตัวบุคคล รุ่นน้อง รุ่นพี่ มาจากบูรพาพยัคฆ์ จนวันนี้ นายกฯ คนต่อไป สื่อทุกสำนักก็เขียนชื่อไว้เลยว่ามาจากนายกฯ คนปัจจุบัน

“​เราคุยกันแล้วเห็นว่าไม่อยากให้การเมืองไปสู่ทางตัน ต้องมีพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ให้เกิดแสงสว่างกับประเทศให้ได้ เหมือนหนูตัวเล็กๆ ช่วยราชสีห์ เรามีราชสีห์หลายตัวในประทศไทย”

เอกพร อธิบายว่า ระบบเลือกตั้ง สส. ปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญตั้งใจคัดเลือกคนเก่ง​ ใครดีที่สุดชนะไป ส่วนคนแพ้จะเอาคะแนนทั่วประเทศมาคำนวณเฉลี่ยเป็น สส.บัญชีรายชื่อตามอัตราส่วนที่แต่ละพรรคจะได้ ระบบจะย้อนกลับไปเหมือนในอดีตที่เน้นเรื่องตัวบุคคลเพื่อไปเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้าน ไม่ใช่เลือกเพราะมหาเศรษฐีนายทุนมาสมัครเหมือนระยะหลัง 

ถามถึงบุคคลระดับอดีตรัฐมนตรีที่สนใจร่วมก่อตั้งพรรคพลังพลเมืองมีใครบ้าง เอกพร ออกตัวว่าขอให้ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคมีความชัดเจนก่อน แต่ที่เปิดเผยได้ เช่น ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ​ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสายตาแต่มีคุณภาพเรื่องความคิด หยุดเล่นการเมืองไปช่วยว่าความให้ชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้ และท่านบอกว่ายินดีช่วยแบบไม่มีเงื่อนไข

“หลายท่านอายุมาก ​ไม่สนใจเรื่องแก่งแย่ง สส. ขอกลับมามีตำแหน่งเหมือนในอดีตหรือเป็นรัฐมนตรี แค่อยากให้สังคมรู้สึกว่ามีนักการเมืองที่ไว้ใจได้ บางคนอยู่มาแทบทุกพรรค ผ่านเลือกตั้งมาทุกแบบ ท่านกล้าบอกว่าถ้าชนะก็ได้เป็น สส.​ แต่ถ้าแพ้ก็ยินดีให้เป็นคะแนนพรรคให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรค ​ที่พูดขนาดนี้ เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่เจ็บช้ำน้ำใจในกับดักที่ผ่านมา 3 ปีที่ผ่านมานักการเมืองถูกครหาไม่เป็นธรรมเหมารวมเข่ง ถ้าใช้พรรคการเมืองเดิมๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้ก็ไม่สามารถหลุดพ้นกับดักเหล่านี้ได้”

อีกท่านคือ อดีตรัฐมนตรี สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่โลดโผนทางการเมืองมีประสบการณ์กับทั้งพรรคประชาธิปัตย์ สามัคคีธรรม พลังประชาชน คนในสังคมอาจไม่รู้ แต่คนในแวดวงการเมืองต้องรู้จักว่าเป็นคนทำงานการเมือง ซึ่งหากคิดแบบแฟชั่นเหมือนปัจจุบัน จะประเมินคุณค่าคนแค่ความเป็นที่รู้จัก คนถูกพูดถึง คนในกระแสออกทีวี วิทยุบ่อย โดยไม่ได้พิจารณาไปถึงคุณภาพ

ระหว่างนี้ยังเร็วไปที่จะเปิดเผยชื่อทั้งหมด ส่วนท่านอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภานั้น ท่านเลิกเล่นการเมือง แต่หากท่านทราบความคิดเรื่องการตั้งพรรค ผมจะต้องขอร้องท่านให้มาเป็นที่ปรึกษาพรรค ไม่เกี่ยวกับลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสังคมต้องการคนกลุ่มนี้ ในฐานะผู้อาวุโส อย่างจีนผู้อาวุโสพรรคจะดูแลทิศทางประเทศ คนหนุ่มสาวบริหารประเทศ ซึ่งพลังพลเมืองจะติดต่ออดีตนายกฯ รัฐมนตรี ประธานรัฐสภาให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาพรรค

เอกพร อธิบายว่า ส่วนใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเวลานี้ยังไม่ได้คุยกัน เพราะมีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ จนเดิมคิดว่าจะมีกรรมการบริหารพรรค 19 คน แต่ตอนนี้คิดว่าจะขยายเป็น 25 คน ซึ่งยังไม่มีการคุยในรายละเอียดว่าใครจะเป็นตำแหน่งอะไร และเมื่อเทียบกับหัวหน้าพรรคอื่นๆ ปัจจุบัน แล้วเชื่อว่าด้วยความสามารถของ 16 อดีต รมต.ของพรรค ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้​

“ส่วนที่มีคนบอกว่าผมจะเป็นรองหัวหน้าพรรคนั้น ก็เป็นการให้เกียรติกันมากกว่า คนที่สนใจติดต่อมาไม่มีใครสนใจเรื่องจะเป็นหัวหน้า เลขาฯ กรรมการ สิ่งที่สนใจคือเรื่อง ​3 ชื่อ ของพรรคที่จะเสนอไปเป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะนำไปใช้รณรงค์หาเสียง ซึ่งจะต้องไปทาบทามว่าจะมาร่วมมือกับเราหรือไม่ แต่ตอนนี้พรรคยังไม่เกิด เลยยังบอกไม่ได้ว่า 3 ชื่อมีใครบ้าง ซึ่งคนทุกวงการมีความสามารถ เพียงแต่ต้องดูสถานการณ์ว่าเหมาะสมกับเรื่องไหน”​

ถามตรงๆ ว่าพรรคพลังพลเมือง พรรคนอมินีของทหารต่อไปหรือไม่ เอกพร ชี้แจงว่า พรรคนี้ไม่มีนายทุน “รากแก้ว” ของพรรคเกิดจากการคุยกันมานาน 3 ปี หลังยึดอำนาจ นักการเมืองถูกมองว่าตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อนไม่รู้จะพึ่งใคร สกลนครน้ำท่วมใหญ่วอนรัฐให้ช่วยก็ไปไม่ถึง กว่าจะขยับต้องรอนายกฯ พรรคพลังพลเมืองจึงมีที่มาจากการเติบโตทางพลังความคิด ​

การเลือกตั้งครั้งหน้าอะไรก็เกิดได้ โดยเฉพาะมี สว. 250 คน ซึ่งหากการเมืองวิถีเก่าก็พร้อมจะร่วมรัฐบาล แต่พรรคลำดับที่หนึ่งและสองจะจับมือกันภายใต้เงื่อนไขพิเศษก็เกิดได้ อดีตพรรคที่ไม่เผาผีกัน พรรคธรรมกับพรรคอธรรมก็จับมือกันได้ หรือกรณีงูเห่าก็เคยเกิดขึ้น เป็นไปได้หมด แต่พรรคพลังพลเมืองจะไม่มองในมิติเชิงอำนาจ มองแบบอุดมคติ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชน

“ที่สำคัญไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วหลังเลือกตั้งพรรคพลังพลเมืองจะได้เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยถ้าพรรคเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่ต้องได้ยินเสียงของประชาชน ไม่ใช่ได้ยินแต่เสียงของข้าราชการ หรือถ้าเป็นฝ่ายค้านก็จะเป็นฝ่ายค้านที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสภาพปัญหา แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่าจะได้เสียงมากน้อยแค่ไหน และจะไปทางไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ทำให้การเมืองไปถึงทางตัน ทุกอย่างมุ่งมั่นไปสู่คุณภาพที่ดี”

ส่วนภาพที่ถูกมองว่าสมาชิกแกนนำหลายคนเป็นอดีตนักการเมืองที่ร้างเวทีไปนานนั้น เอกพร อธิบายว่า ยกตัวอย่างส่วนตัวแม้จะไม่มีตำแหน่งแต่ก็อยู่กับการเมืองมาตลอด แค่ไม่ได้ลงสมัคร สส. อย่างกรณีไปทำงานอยู่เบื้องหลัง ก็ร่วมกันผลักดันจนนายกฯ​ อบจ.สกลนครกลับมาชนะเลือกตั้งอีกสมัยทั้งที่ถูกรุมขนาบจากทั้งเพื่อไทยและเสื้อแดง และปัจจุบันการเมืองเป็นเรื่องของบุคคลต่างจากในอดีต 

ถามถึงข้อได้เปรียบของพรรคใหญ่ มีกองเชียร์เหนียวแน่นฐานเสียงในพื้นที่ชัดเจน เอกพร กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคจะแข่งกับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับพรรคใด ​โดยยืนยันความชัดเจน ไม่พูดถึงกีฬาสี ไม่แบ่งฝ่าย ไม่เลือกข้าง หากชนะที่หนึ่งในเขตไม่ได้ก็ยังได้คะแนนมาคำนวณเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนตัวที่ผ่านมาเลือกตั้งเคยได้คะแนนเสียง 1.24 แสนคะแนน หากลงพื้นที่ก็เชื่อว่ายังได้คะแนน ส่วนจะมากน้อยก็ได้

หากคำนวณ 7 หมื่นคะแนนได้ สส. 1 คน หากพรรคใหญ่ชนะเขตเลือกตั้ง 3 หมื่นคะแนน ก็ต้องไปหักจากคะแนนระบบบัญชีรายชื่อ 4 หมื่นคะแนน การชนะระบบเขตมากยิ่งทำให้พรรคใหญ่ไม่ได้ระบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคที่ได้ที่สองหรือที่สามที่สี่ จะได้คะแนนเมื่อรวมแล้วก็สามารถนำไปเฉลี่ยไปคำนวณเป็นอัตราที่จะได้ สส.บัญชีรายชื่อจากทั้งหมด 150 คน จะได้มากได้น้อยไม่รู้ รู้แต่ได้แน่

ถามว่าหลังเปิดตัวมีคนติดต่อเข้าพรรคมากน้อยแค่ไหน เอกพร กล่าวว่า เฉพาะตัวเองมี รมต.จากพรรคใหญ่ๆ ติดต่อมาหลายคน ซึ่งส่วนตัวไม่เคยโทรไปหาใคร ไม่เคยชวนใครมาสมัคร เคารพความคิดแต่ละคน​ เผื่อว่าแต่ละท่านมีพันธสัญญาทางใจ ผูกพันกับพรรคที่สังกัดแน่นอน ทำได้มากที่สุดคือส่งข้อมูลเรื่องการจัดตั้งพรรคทางไลน์ เฟซบุ๊กส่วนตัว ​ซึ่งใครติดต่อมาก็พร้อมคุยหมด

เปิดสาระ “กฎหมายเลือกตั้ง สส.” ฉบับเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537676

  • วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 09:46 น.

เปิดสาระ "กฎหมายเลือกตั้ง สส." ฉบับเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนน 213 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี รวมใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เนื่องจากได้มีการกำหนดให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วย 1.มาตรา 2 ที่กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ เสียงส่วนใหญ่ มีมติแก้ไขให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน โดย วิทยา ผิวผ่อง ประธาน กมธ. ชี้แจงความจำเป็นต้องเลื่อนเวลา เพื่อให้ประชาชนและพรรคการเมืองได้ศึกษาทำความเข้าใจกฎหมายจะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา อีกทั้งยังต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจำนวน 1.5 ล้านคน ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ผิดพลาด จึงจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป

ทว่า ประเด็นนี้ได้มี กมธ.เสียงข้างน้อยซึ่งสงวนคำแปรญัตติ อาทิ ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มองว่า หากขยายเวลาจะเป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่ กรธ.กำหนดไว้ ดังนั้น การที่ กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน นับแต่ร่างกฎหมายประกาศใช้ถือว่ามีความยืดหยุ่นเหมาะสม จึงไม่จำเป็นต้องขยายเวลาอีก 90 วัน และ คสช.ไม่เคยขอให้ สนช.มาทำอะไรเกี่ยวกับมาตรา 2 เลย

แต่ที่เรียกสายตาในการอภิปรายคือ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต สมาชิก สนช. ซึ่งขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือน หรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

2.มาตรา 13 กำหนดให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครโดยให้แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองนั้น มีมติว่าจะเสนอให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้งก่อนการรับสมัครเลือกตั้ง เมื่อพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลใดแล้ว ห้ามบุคคลนั้นหรือพรรคการเมืองนั้นถอดถอนรายชื่อ เว้นแต่บุคคลนั้นตาย หรือขาดคุณสมบัติ

3.มาตรา 35 ว่าด้วยเรื่องการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร จะถูกจำกัดสิทธิ อาทิ ห้ามยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ห้ามลงรับสมัครเลือกตั้งทุกระดับ ห้ามรับราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของรัฐสภา ห้ามรับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และห้ามได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นเป็นเวลา 2 ปี

4.มาตรา 42 คุณสมบัติต้องห้ามไม่ให้ลงรับสมัครเลือกตั้งที่สำคัญ คืออยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิเลือกตั้งชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องคำพิพากษาให้จำคุก เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนใดๆ เคยรับโทษจำคุกและได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปี เว้นแต่คดีลหุโทษ ต้องคำพิพากษาในคดียาเสพติด ค้ามนุษย์ และฟอกเงิน รวมถึงการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือ เคยพ้นตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ที่มีผลให้ สส.และ สว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

5.มาตรา 45 ผู้สมัครเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาติดต่อกัน 3 ปี และมีเงินค่าธรรมเนียมการสมัครเลือกตั้ง สส. คนละ 1 หมื่นบาท

6.มาตรา 75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่ง กมธ.เสียงข้างมาก มีมติให้สามารถจัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามดำเนินการ รวมถึงห้ามรณรงค์โหวตโน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 136 ต่อ 78 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง พร้อมทั้งเพิ่มเติมเนื้อหามาตรา 73 ในการกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายการจัดงานมหรสพไม่เกิน 20% ของวงเงินหาเสียงพรรคการเมืองตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดในมาตรา 64

ปิดท้ายประเด็นที่ 7.มาตรา 87 เรื่องการขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งจากเดิมเวลา 08.00-16.00 น. เป็นเวลา 07.00-17.00 น. ตามที่ กมธ.เสียงข้างมากแก้ไขนั้น ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 156 ต่อ 59 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง

ทั้งหมดนี้จะทำให้การเมืองไทยพลิกโฉมไปมากแค่ไหน อีกไม่นานรู้กัน

เรื่องต้องรู้! “3รูปแบบ-2ลักษณะการทำงาน”ด่านตำรวจไทย ผิดจากนี้ไม่ใช่ชัวร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537312

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 19:23 น.

เรื่องต้องรู้! "3รูปแบบ-2ลักษณะการทำงาน"ด่านตำรวจไทย ผิดจากนี้ไม่ใช่ชัวร์!

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ประชาชนทุกคนเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนของผม พบที่ไหน เห็นที่ไหนถ่ายส่งมาถ้าเห็น “ด่านลอย” การไปซุ่มตัวตามพุ่มไม้มันไม่ใช่” คำพูดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ ต.ค.2558

“การจราจรเป็นปัญหาหนักของประชาชนในกรุงเทพมหานคร ก็เล็งเห็นว่าการตั้งด่านจราจร ยังไม่บรรลุเป็นผลที่ดี ผมคิดว่าการตั้งด่านจราจรควรหยุด เพื่อไปควบคุมการจอดรถกีดขวาง เมาแล้วขับ แต่ด่านจราจรคงไม่ให้ตั้ง” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. กล่าวไว้เมื่อช่วงรับตำแหน่งใหม่ ต.ค.2560

2 วาทะของผู้นำองค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายนี้ หวังสร้างความสัมพันธ์น่าเชื่อถือจากประชาชน แต่ทว่าที่ผ่านมาการตั้งด่านหรือจุดตรวจยังถูกวิจารณ์ และตำรวจจะอธิบายว่าการปฏิงานดังกล่าวคือ ด่านความมั่นคง ด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมาย หรือด่านตรวจแอลกอฮอล์ นี่จึงเป็นข้อสงสัยจากประชาชนว่า “แล้วด่านแบบไหนถูกหรือผิดกันแน่?”

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมาไขข้อสงสัยให้ประชาชนรับทราบว่า การตั้งด่านของตำรวจมีกี่ประเภท และลักษณะการทำงานแต่ละแบบเป็นอย่างไร

3 แบบ 2 ลักษณะการทำงาน ของด่านตำรวจไทย

รองโฆษกตำรวจ กล่าวว่า การตั้งด่านเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) สามารถตรวจค้น ยึดสิ่งของผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ทรัพย์สินจากการลักทรัพย์ อาวุธปืน ฯลฯ. ได้เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นทุกมิติ

ด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจมี 3 ประเภทหลัก คือ ด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด

หลักการปฏิบัติงานทุกด่านต้อง มีเจ้าหน้าที่สัญบัตรยศร้อยตำรวจตรี ขึ้นไปเป็นหัวหน้าชุด แต่งเครื่องแบบปฏิบัติหน้าที่แสดงตนชัดเจน ใช้กิริยาวาจาสุภาพอธิบายว่าตั้งด่านเพื่ออะไร มีเครื่องหมายจราจรเช่น ป้ายหยุด ป้ายแสดงรายละเอียดผู้ควบคุม ป้ายชื่อและเบอร์โทรผู้บังคับบัญชา หากปฏิบัติงานช่วงกลางคืนต้องมีแสงสว่างมองเห็นได้ไม่น้อยกว่า 150 เมตร

สำหรับรูปแบบของ “ด่านตรวจ” มีจุดการตั้งถาวร ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เช่น ด่านตรวจถาวรตามเส้นทางหลักระหว่างจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติงาน

“จุดตรวจ” เป็นจุดปฏิบัติงานชั่วคราวขนาดเล็กกว่าด่านตรวจ สามารถเคลื่อนย้ายง่าย ข้อบังคับห้ามปฏิบัติงานเกิน 24 ชั่วโมง ด่านลักษณะนี้ประชาชนมักเห็นเป็นประจำ เช่น ด่านตรวจทั่วไป ด่านความมั่นคง ด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ด่านตรวจควันดํา เป็นต้น

“จุดสกัด” มีขนาดเล็กใช้ปฏิบัติงานกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนหลังได้รับแจ้งเหตุ เช่น สกัดจับการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย หรือสกัดจับบุคคล การทำงานจบหลังเสร็จสิ้นภารกิจ จุดสกัดถือว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มาก

ลักษณะการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ยังแยกออกได้อีก 2 แบบ คือ เพื่อกวดขันวินัยจราจร และตรวจค้นปราบปราม

“การกวดขันวินัยจราจร” เจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจหากพบผู้ขับขี่มีความผิดซึ่งหน้า เช่น ไม่สวมหมวกกันน็อก ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร หรือคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ก่อนแจ้งรายละเอียดเหตุการกระทำความผิด และเขียนใบสั่งเพื่อให้นำไปชำระพร้อมกับออกใบเสร็จ

ตรวจค้นเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เมื่อขับรถเข้าด่านเจ้าหน้าที่จะประเมิณ หากสงสัยจะเรียกจอดข้างทาง ก่อนสั่งให้เปิดประตูและกระโปรงรถ พร้อมเชิญผู้ขับขี่ลงก่อนตรวจค้น หากพบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะเชิญเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ ก่อนเขียนบันทึกจับกุมโดยระบุว่ารับหรือไม่รับสารภาพ จากนั้นส่งตัวดำเนินคดีต่อศาล ทั้งนี้การทำผิดประเภทนี้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจปรับ แต่ศาลจะเป็นผู้พิจารณาลงโทษ

ตำรวจตั้งด่านได้ทุกแบบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

รองโฆษกตำรวจ กล่าวว่า ด่านหรือจุดตรวจทั้ง 3 แบบสามารถตั้งได้ตลอด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจผู้บังคับบัญชาส่วนสาเหตุในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีคำสั่งยกเลิกด่านจราจร เนื่องจาก ผบช.น.เกรงอาจกระทบกับการจราจรจึงสั่งยกเลิกด่านจราจร

หากประชาชนพบปัญหาหรือส่งสัยว่า เจ้าหน้าที่มีเจตนารมณ์ผิดวัตถุประสงค์การตั้งด่าน เช่น รีดไถ สามารถร้องทุกข์ผ่านสายด่วน 191 และ 1599 หรือโพสต์ลงโซเชียล เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้ ผบ.ตร.เน้นย้ำว่า ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายและนโยบายการจราจรและตั้งด่าน

แต่ขออย่านำอารมณ์ส่วนตัว พยายามจับผิดและนำคลิปมาเผยแพร่ในโซเชียล ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพยายามจงใจทำให้องค์กรตำรวจเสื่อมเสีย หากพิสูจน์ทราบว่าเจ้าหน้าที่ทำถูก อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

“มองได้ 2 ส่วน ทั้งลิดรอนสิทธิประชาชน และการป้องกันความปลอดภัย ประชาชนมักมองว่า การตั้งด่านจุดสกัดทำให้เสียเวลา แต่อยากให้มองว่า เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากไปทำให้เสียเวลาการเดินทาง แต่ต้องทำเพื่อคัดกรองสิ่งผิดกฎหมาย และที่ผ่านมาสามารถสกัดยาเสพติดได้หลายครั้ง ซึ่งตำรวจพยายามทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด”

 

ตำรวจไทย 4.0 ต้องทำงานคู่เทคโนโลยี

การทำงานกวดวินัยจราจรปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เช่น กล้องจับความเร็ว กล้องเลนเชนจ์หรือระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนช่องเดินรถในเขตห้าม เพื่อลดความไม่เข้าใจและขัดแย้งระหว่างประชาชนกับตำรวจ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นความหวังการแก้ปัญหาด้านการจราจรในอนาคต

“การนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดความขัดแย้ง และเป็นการยืนยันว่ามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมซึ่งอนาคตจะมีการใช้กล้องดูแลเรื่องจราจรมากขึ้น”

แต่ถึงอย่างไร จะไม่ยกเลิกการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แต่อาจทำคู่กันเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนดีมากขึ้นด้วย

เมื่อถามว่า คิดอย่างไรกับการที่ประชาชนบางกลุ่มมองว่า ตำรวจตั้งด่านเพื่อหาค่าปรับมากกว่า หวังแก้ปัญหาการจราจร พ.ต.อ.กฤษณะ ระบุว่า หากไม่มีผู้กระทำผิดตำรวจก็ไม่ออกใบสั่ง ทางกลับกันทำไมประชาชนไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 100% ตำรวจจะได้ไม่ต้องออกใบสั่ง และอีกอย่างตำรวจปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนหน่วยงานอื่น เช่น กรมศุลกากร ปปง. ป.ป.ส. แต่ถูกวิจารณ์ และเงินส่วนแบ่งค่าปรับก็ไม่ได้มาก

รองโฆษกตำรวจ ทิ้งท้ายว่า หากไม่มีผู้กระทำความผิด ตำรวจก็ไม่สามารถแจกใบสั่งได้ ซึ่งตำรวจก็ไม่อยากเห็นคนทำผิดเช่นกัน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.

พัฒนากัญชง…ไม่ใช่กัญชา แปรความหวังสร้างรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537223

  • วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 06:28 น.

พัฒนากัญชง...ไม่ใช่กัญชา แปรความหวังสร้างรายได้เกษตรกร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การพัฒนาพืชยาเสพติดอย่าง เฮมพ์ (Hemp) หรือกัญชง เริ่มเกิดเค้าโครงความสำเร็จขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการวิจัยและพัฒนาพืชยาเสพติดชนิดนี้อย่างจริงจัง ภายใต้กฎหมายการปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย แม้ว่าพืชเสพติดชนิด ดังกล่าวจะยังอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดผิดกฎหมายก็ตาม แต่ด้วยคุณภาพที่มีมากกว่าการผลิตสารเสพติด จึงถูกนำมาผลักดันสู่พืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ในอนาคต

ดร.สริตา ปิ่นมณี นักวิจัยสถาบัน วิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) คลุกคลีทำงานวิจัยเรื่องกัญชงมานานกว่า 7 ปี ขยายความเข้าใจเรื่องนี้ว่า ตามกฎหมายไทยแล้วกัญชง จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เนื่องจาก กัญชา มีต้นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน กัญชงเป็นพืชเส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทานสูง กัญชง เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชาวเขา ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนเผ่า มีการเพาะปลูกบนพื้นที่สูงของประเทศโดยเฉพาะชาวเขาเผ่าม้งมายาวนาน

สำหรับกัญชาและกัญชงมีสารออกฤทธิ์ คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ซึ่งเป็นสารเสพติดที่อยู่ในส่วนของช่อดอกกัญชา มีค่า THC 3.10 ของปริมาณสารเสพติด ซึ่งสูงกว่ากัญชง ที่มีค่า THC 0.40 น้อยกว่า จึงมีการวิจัยและพัฒนากันหลายหน่วยงาน เช่น มูลนิธิโครงการหลวง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ที่พยายามพัฒนากัญชงบนพื้นที่สูงให้มีค่าสารเสพติด THC ต่ำกว่าร้อยละ 0.3

“ผลการวิจัยและพัฒนาได้ปรับปรุงพันธุ์กัญชงที่มีสารเสพติดได้ต่ำกว่า 0.3% และมีเปอร์เซ็นต์เส้นใยสูงกว่า 15% ในการปลูกกัญชงนั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ต้องเริ่มจากขออนุญาตปลูกจาก อย. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีสารเสพติด THC ต่ำ มีแผนการปลูกเก็บเกี่ยวชัดเจน รายงานผลดำเนินงานตลอดปีแก่ อย. รวมทั้งประสานหน่วยงาน ป.ป.ส. ในการติดตามปลูกและควบคุมการเพาะปลูกให้เป็นไปตามระบบที่กำหนด”

ดร.สริตา ให้ภาพเสริมอีกว่า ประโยชน์จากกัญชง ถือว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างดีสามารถแปรรูปนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง ทำเครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า ผ้าพันคอ ทำปุ๋ย อาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังทำเป็นอาหารเสริม เครื่องดื่ม น้ำมันพืช (เมล็ดกัญชงให้น้ำมัน 20-25%) แป้ง เนยเทียม เบียร์ เฟอร์นิเจอร์ ก็ทำได้ เช่น พรม เก้าอี้ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ทำฉนวนกันความร้อน ไบโอพลาสติก วัสดุหีบห่อ ชิ้นส่วนรถยนต์และเสื้อกันกระสุนก็สามารถผลิตได้จากต้นกัญชงทั้งหมด

หลายภาคส่วนวาดหวังว่าจะสามารถนำผลวิจัยเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สามารถเพาะปลูกกัญชงเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างจริงและกว้างขวางขึ้นในอนาคต

เช่นเดียวกับ ปรัชญา ทวีกุล ผู้อำนวยการส่วนสำรวจพืชเสพติด สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. กล่าวว่า สำหรับสถานะทางกฎหมายของกัญชง ล่าสุดมีประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 6 ม.ค. 2560 กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชง พ.ศ. 2559 โดยสาระสำคัญคือกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การควบคุม และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวกับกัญชง โดยมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 360 วัน ซึ่งครบกำหนดแล้วเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2561

ปรัชญา กล่าวอีกว่า ทางสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติดอย่างกัญชงนั้น ป.ป.ส.ได้ดำเนินการสำรวจและติดตามการปลูกเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2553 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประสานงานและกำกับการพัฒนาและส่งเสริมกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง ซึ่งได้ดำเนินการติดการปลูกจนปัจจุบัน

สำหรับกัญชงมีที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ ชาวบ้านปลูกเองโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมของตัวเอง พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ที่สำรวจพบจะอยู่ในหมู่บ้านของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งเป็นหลัก โดยเฉพาะในเขต อ.พบพระ จ.ตาก ซึ่งปลูกเพื่อทอผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน และการปลูกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ในพื้นที่นำร่องภายใต้ระบบควบคุมใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน และเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ ยังมีการติดตามตรวจสอบลงพื้นที่ภาคพื้นดินและภาคอากาศ โดยสำนักงาน ป.ป.ส.จะนำข้อมูลที่ได้ จากการตรวจสอบในพื้นที่ไปวิเคราะห์และรายงานการปลูกเฮมพ์เพื่อให้การติดตามพื้นที่ปลูกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่าง ถูกต้อง

“โยชิ 300” จากเด็กติดเกมหนักสู่ “ยูทูปเบอร์” สายฮาสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/537128

  • วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 20:20 น.

"โยชิ 300" จากเด็กติดเกมหนักสู่ "ยูทูปเบอร์" สายฮาสุดครีเอท

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ของยูทูปเบอร์หน้าใหม่ๆ ที่ออกมาสร้างสรรค์ไอเดีย

ชายหนุ่มผิวคล้ำ หน้าตาธรรมดา ออกเเนวโหดๆ ผมยาวหยิก หนวดเคราเฟิ้ม เสียงร้องก็ไม่ได้เรื่อง กำลังได้รับความนิยมอย่างเหนือความคาดหมาย

จากเด็กติดเกมอย่างหนัก ไม่กินไม่นอนเคยขโมยเงินกว่าหนึ่งหมื่นบาทของพ่อแม่ไปเล่นเกม ไม่ชอบเรียนหนังสือเเละผ่านอาชีพมาสารพัด ชีวิตของ โยชิ – ธนมงคล จำปาเฟื่อง วันนี้กำลังปังไม่หยุดกับพลังเเห่งความสร้างสรรค์ผ่านเนื้อร้องเเละเสียงเพลง

“สวัสดีครับ ขึ้นมาเลย”  โยชิยิ้มอย่างเป็นมิตร ในชุดเสื้อยืดแขนยาว กางเกงขาสั้นขับมอเตอร์ไซค์สีแดงออกมารับหน้าปากซอยทางเข้าบ้านพักที่ย่าน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

ติดเกมหนัก แม่เรียกไอ้สารเลว

ชายหนุ่มเกิดที่ จ.กำแพงเพชร ก่อนย้ายไปเติบโตที่ จ.นครราชสีมา เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ม.6 และเคยซ้ำชั้นตอนเรียนม.3 เนื่องจากไม่ชอบเรียนหนังสือ ขณะเดียวกันก็ติดเกมอย่างหนักถึงขนาดขโมยเงินแม่ไปเล่น พูดง่ายๆ ว่าหายใจเข้าออกเป็นมีแต่เกม

“ผมไม่ได้โง่นะแต่ไม่ชอบเรียนจริงๆ  รู้สึกว่าโรงเรียนมันน่าเบื่อ ไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกแต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คิดว่าครูไม่ได้เหนือไปกว่าเราในการใช้ชีวิต เขาก็ไปเรียนรู้จากที่อื่นมาเพื่อมาสอนเราอีกทีซึ่งเราน่าจะเรียนรู้จากข้างนอกเองได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ”

“ส่วนเกมนั้นติดหนักมาก มอมแมมเหมือนติดยาเสพติด พ่อแม่ตีจนเหนื่อย ด่าผมไอ้สารเลวก็ไม่หยุด อยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีเกม ทุกวันนี้มานั่งคิดทำไมผมถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น”  น้ำเสียงของเขาสุภาพ แตกต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ทุกคนเห็น

สิ่งที่ทำให้เขาเลิกเล่นเกมได้คือ การเต้นบีบอยและสตรีทแดนซ์ ซึ่งพบเข้าระหว่างเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า

“โคตรเท่ มันเท่มาก เห็นแล้วอยากเต้นเป็น สาวต้องกรี๊ดแน่ ผมเดินเด๋อๆ ด๋าๆ เข้าไปขอทำความรู้สึกและบอกว่าอยากเต้นด้วย เขาก็ยินดีนัดมาเจอกันและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตอนนั้น”

เห็นท่าทางแบบนี้ เขาพัฒนาฝีมือการเต้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มเข้าแข่งขันตามรายการประกวดต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและประเทศ โดยความสำเร็จสูงสุดคือการคว้ารองแชมป์ประเทศไทย รายการแบทเทิลออฟเดอะเยียร์ ประเภททีม ปี 2011

นอกเหนือจากเต้นแล้วชีวิตด้านอาชีพของเขาไม่ประสบความสำเร็จ ไล่ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ พนักงานรักษาความปลอดภัย ทหาร เด็กวิ่งพร๊อพในกองถ่ายละคร เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ ทั้งหมดผ่านมาแล้วผ่านไป

“ผมไม่ชอบทำงานแบบเข้ากะ อยู่ในกฎเกณฑ์มีความแน่นอน แต่ทุกอาชีพก็มีอะไรให้เรียนรู้และศึกษาทั้งนั้น”

ตำแหน่งงานสุดท้ายของโยชิคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ก่อนจะลาออกมาทำคลิปเป็นยูทูปเบอร์อย่างเต็มตัวเหมือนวันนี้

แจ้งเกิดจากไอเดียและความบังเอิญ

ห้องพระขนาดเล็กบนชั้นสองของบ้านพักย่านบางบัวทอง กลายเป็นสตูดิโอที่โยชิใช้ถ่ายทำ โดยมีเพียงไอเดียและโทรศัพท์ 2 เครื่องเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน คลิปแรกที่สร้างชื่อให้กับเขาคือการลิปซิงค์เพลงกวนตีน ของศิลปิน Mad Pack It

“ว่างครับเลยอยากทำคลิปเล่น อยากทำคลิปร้องเพลงแต่ไม่กล้า ช่วงนั้นใช้เสียงเรียกเข้าเป็นเพลงกวนตีนพอดี เลยเอามาลิปซิงค์ซะเลย” หนุ่มหน้าหนวดบอกและแม้การลิปซิงค์จะสร้างชื่อและเรียกเสียงฮาได้ไม่เบา แต่เขากลับรู้สึกว่าอยากแต่งเนื้อเพลงเป็นของตัวเอง โดยยังคงใช้ทำนองของศิลปินท่านอื่น

“จริงๆ ไม่ชอบร้องเพลง ไม่มั่นใจในเสียงตัวเอง เสียงไม่ดี กล้าทำทุกอย่างยกเว้นร้องเพลง แต่นั่นแหละ สุดท้ายด้วยความที่ผมชอบเอนเตอร์เทรนคนอื่น ชอบทำอะไรประหลาดๆ เลยออกมาแบบที่เห็น”

เดือนเมษายน 2560 โยชิเดินทางไปร่วมงานบวชของน้องชายที่ จ.กำแพงเพชร ระหว่างนอนฟังเพลง In The End ของ Linkin Park สภาพแวดล้อมและเสียงรอบข้างได้นำพาจินตนาการของเขาพุ่งกระฉูดก่อนกลั่นออกมาเป็นบทเพลง “ตังยายเจน” ดังสนั่นไปทั่วโลกโซเชียล

“ผมฟังภาษาอังกฤษแล้วได้ยินคำว่าโซฟา ก็เลยใส่คำว่าโซฟา มางานบวชน้องก็นึกถึงพระ ระหว่างนั้นมีเสียงตะกุกตะกักข้างล่าง คิดว่าใครมาทำอะไรแถวนี้วะ ผีหรือขโมย มันเลยปิ๊งพอดีว่า ขโมยยันพระกะทะโซฟา จดใส่โทรศัพท์และแต่งเป็นเรื่องเป็นราวเลย มียายชื่อเจน มีตาชื่อมี มีขโมย กลายเป็นเพลงตังยาเจน”

หลังอัปโหลดคลิปดังกล่าวช่วงเดือนมิถุนายน มีคนเข้ามาคอมเม้นท์ชื่นชมต่างๆ นานา และเรียกร้องให้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอีก จนตามมาด้วยเพลงมนต์รัก ROV ที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์เสียจากการเล่นเกม โดยใช้ทำนองของเพลงของ ยิ่งยง ยอดบัวงาม กลายเป็นกระแสอีกรอบจนนำไปสู่การตั้งแฟนเพจโยชิ 300

“300 มาจากคลิปลิปซิงค์เพลงไอ้ขี้งก (คืนได้ไหมแค่ 300) ของศิลปิน Win Collins คนก็เรียกเราพี่ 300 ก็เลยเอานี่แหละ โยชิ 300” ชายหนุ่มบอกซึ่งจริงๆ แล้วเขาชื่อเล่นว่าหยก เพียงแต่ตอนไปอยู่โคราช ด้วยน้ำเสียงของคนที่นั่นทำให้ถูกเรียกเพี๊ยนไปเป็น โย๊ก เพื่อนเลยตั้งชื่อให้ใหม่ว่าโย กระทั่งเข้าวงการเต้นบีบอย จึงใช้นามแฝงจากตัวละครในเกมที่ชื่นชอบนามว่า โยชิมิสึ

 

งานดีจะคุ้มครองเรา

เมื่อเร็วๆ นี้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกจากการหยิบเพลงดัง “คุกกี้เสี่ยงทาย” Koisuru Fortune Cookie ของเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอต BNK48 และ AKB48 มาแปลงเนื้อเพลง กลายเป็นเพลงคุกกี้เสี่ยงคุก เนื้อหาพาดพิงไปถึง ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี

“จริงๆ ผมทำตั้งแต่ก่อน BNK จะออกเอ็มวี แต่ชื่นชอบ AKB จากญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพลง Koisuru Fortune Cookie เพราะดี และช่วงนั้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกลุงตู่ด้วย ผมเลยเลือกแกเป็นพระเอกหลัก กลายเป็นเพลงคุกกี้เสี่ยงคุก”

หลักคิดในการแต่งเพลงของโยชิคือการไอเดียส่วนตัว ประเด็นสังคม รวมไปถึงความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นๆ ของผู้คน ก่อนประมวลออกมาเป็นเนื้อเพลง ขณะที่ทำนองเพลงเกิดจากอารมณ์ส่วนตัวล้วนๆ

“ปกติผมชอบฟังเพลงเมทัล แต่เวลาแต่งจริง ค่อนข้างอิสระอยากใส่อะไรก็ใส่ไปตามจินตนาการ ส่วนใหญ่ที่วิ่งเข้ามาในหัวน่าจะเป็นเรื่องฟลุคมากกว่า แต่ผมเป็นคนสมาธิสั้น นึกอยากทำอะไรแล้วต้องทำเลย ไม่งั้นลืมต้องจดไว้”

อีกเพลงที่เกาะกระแสจนโด่งดัง คือ “เพื่อนโคตรสนิท” ที่เนื้อหาพูดถึงประเด็นนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“ผมเคยคิดจะล้อตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มีข่าวออกมาใหม่ๆ ใช้เวลาเขียนวันเดียว ตัดต่อเสร็จ อีกวันลงคลิปเลย”

เขาบอกว่าทุกผลงานที่ทำไม่ได้วางแผนอย่างจริงจังเป็นระบบ ทุกอย่างเกิดจากความชอบ ต้องการสร้างเสียงหัวเราะ ความสุขให้กับผู้ชมเท่านั้น  “ผมเน้นเอาฮา เอามันส์ ผลพวงจะตามมาเองทีหลัง ตอนทำงานมีพี่ผู้กำกับท่านหนึ่งบอกว่าถ้าทำงานอย่างตั้งใจและผลงานออกมาดี งานจะคุ้มครองเราเอง นี่คือคติประจำใจของผม”

เมื่อให้วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของตัวเอง เขาบอกว่าน่าจะเกิดจากความเป็นธรรมชาติ จริงใจ ผลงานที่สะกิดใจผู้ชม รวมไปถึงเหตุผลสำคัญอย่างหน้าตา

“ความหล่อของผม ผมมั่นใจมาก คนติดตามเพราะผมชอบทำอะไรปั่นประสาท เลอะเทอะไร้สาระ คนชอบดูอะไรที่มันบันเทิงอยู่แล้ว พอผลงานมันสะกิดใจอยู่ในกระแสสังคม บวกกับหน้าตาทรงผมเข้าไปอีก ลองให้ผมโกนหนวดโหนเครา ตัดผม ไม่น่าจะดัง”

 

เนื้อเพลงคุกกี้เสี่ยงคุกที่เขาเขียน

การวิจารณ์เป็นเรื่องปกติในสังคม

การนำประเด็นสังคมมาวิพากษ์วิจารณ์และสอดแทรกในเนื้อหาเพลง โยชิบอกว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคม โดยเฉพาะการล้อเลียนรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทั่วโลกมายาวนาน

“คนเราถ้าไม่มีสิทธิวิจารณ์ก็อย่ามีเลยประชาธิปไตย ผมไม่กลัวช่องบิน แต่ไม่อยากไปปรับทัศนคติแน่ๆ  เรื่องบางเรื่องเด็กมัธยมยังรู้เลยว่าถูกหรือผิด บางคนบอกว่า ลาก่อนเพจโยชิ ผมอยากจะตอบว่า ถ้าเกิดไม่คิดที่จะเป็นประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ ก็อย่าคิดจะเป็นคนไทยเลย แต่ไม่ได้มีเจตนาโจมตี ผมรู้จุดที่ตัวเองอยู่ มีลิมิตในการทำงาน เต็มที่ก็ได้แค่สะกิดหรือกระตุ้นสังคม”

เขาบอกต่อว่าการวิจารณ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มีใครปิดบังความจริงหรือความผิดไปได้ตลอด มีเพียงคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น

“เราปิดหูปิดตาตัวเองและคนอื่นไม่ได้ตลอดหรอก เมื่อหลับตาสักวันก็ต้องลืม ถ้าไม่ลืมเลยก็แสดงว่าเราได้ตายไปแล้ว”

เป้าหมายของผู้ชายมาดกวน คือพัฒนาคลิปต่างๆ เพื่อให้มีคนติดตามมากขึ้น โดยปัจจุบันยอดผู้ติดตาม (subscribe) ในยูทูปมีประมาณ 3.8 หมื่นคน ขณะที้ในเฟซบุ๊กแฟนเพจนั้นมีไม่ต่ำกว่า 1.38 แสนราย โดยสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จคือหัวใจและไอเดีย

“คนที่อยากแจ้งเกิดต้องมีใจก่อน เต็มที่และคิดออกไอเดีย อุปกรณ์นั้นค่อยๆ พัฒนาได้ ที่สำคัญอย่าดีใจกับชัยชนะหรือความสำเร็จนาน มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เขาทิ้งท้าย

 

—-

ลิปซิงค์เพลงแรก กวนตีน

หาต้นตอเด็กไทยสมาธิสั้น ‘สมาร์ทโฟน’ คือ ผู้ร้าย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536844

  • วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 06:39 น.

หาต้นตอเด็กไทยสมาธิสั้น ‘สมาร์ทโฟน’ คือ ผู้ร้าย?

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ภายหลังที่กรมสุขภาพจิตออกมาเผยตัวเลขที่ชัดเจนว่า กว่า 1 ล้านคนสำหรับเด็กไทยในวัย 6-12 ปี ทุกวันนี้กำลังเผชิญกับ “โรคสมาธิสั้น”

ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่า สาเหตุหลักที่เด็กไทยป่วยเป็นโรคดังกล่าวนั้นมาจากสาเหตุอะไร และเด็กไทยกำลังเผชิญอะไรในสังคมปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดโรคสมาธิสั้นสูงเช่นนี้

อีกทั้งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เผยข้อสังเกตของเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นไว้ อาทิ ไม่สามารถทำงานที่ผู้ปกครองสั่ง หรือครูสั่งได้สำเร็จ ไม่มีสมาธิขณะที่ทำงานหรือเล่น วอกแวกง่าย ซุกซนเกินปกติ ขี้ลืมบ่อย หรือทำของส่วนตัวหายบ่อยๆ เป็นต้น

บวกกับผลพวงที่กรมสุขภาพจิตแถลง หากเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นจะส่งผลต่อพวกเขาในระยะยาว โดยเฉพาะการพกพาอาการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ อันส่งผลให้เกิดแง่ลบตามมาต่างๆ ทั้งสุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้า มีพฤติกรรมก้าวร้าวใช้ความรุนแรง มีโอกาสติดยาเสพติด และร้ายแรงที่สุดคือฆ่าตัวตาย

เป็นอันว่า ผลจากโรคดังกล่าวที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาในระยะยาวอย่างน่ากังวล

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนปัญหานี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งหากมองถึงสาเหตุโรคพบว่ามีทั้งปัจจัยทางกายภาพ และปัจจัยทางการเลี้ยงดูจากผู้ปกครองที่ทำให้เด็กป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น

โดยในทางกายภาพนั้น นพ.สุริยเดว ให้ภาพอย่างง่ายว่า ในสมองของเด็กปฐมวัยจะมีสารชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กสามารถจดจำและสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดสมาธิตามธรรมชาติ แต่สารที่ว่านี้เด็กแต่ละคนจะมีในระดับไม่เท่ากัน หรือแม้แต่เด็กบางคนอาจจะมีสารนี้ที่พร่องไปจากระดับปกติ ซึ่งเป็นผลให้เกิดโรคสมาธิสั้นตามมา

แต่กระนั้น ยังถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กปฐมวัยทุกคนจะมี “อาการสมาธิสั้น” ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว และถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติ หากแต่อาการจะรุนแรงขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้น ปัจจัยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นสิ่งเกื้อหนุนให้เกิดอาการที่รุนแรง หรือลดน้อยลงได้

“เด็กปฐมวัยจะสมาธิสั้นเกือบทั้งหมด ฟังอะไรไม่ได้นาน แต่การเลี้ยงดูจะเป็นการกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น หรืออีกด้านก็เป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กได้มากขึ้นเช่นกัน” นพ.สุริยเดว ย้ำ

นพ.สุริยเดว อธิบายเสริมว่า สมมติว่าผู้ปกครองเลี้ยงดูบกพร่อง ผิดวิถีธรรมชาติ เช่น ให้ดูทีวี หรือสื่อมีเดียทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่มากจนเกินไป ก็จะส่งผลให้สารเคมีในสมองของเด็กที่พร่องอยู่แล้วแย่ลงไปอีก เพราะสื่อมีเดียเหล่านี้มีคลื่นความถี่ผ่านจอภาพ ทำให้สายตาของเด็กต้องโฟกัสความเคลื่อนไหวของภาพตลอดเวลา และปัจจัยนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่กระตุ้นให้เด็กมีอาการสมาธิสั้นหนักเข้าไปอีก

“ก็เหมือนกับว่าเราไปซ้ำอาการของเขาโดยไม่รู้ตัว และในทางการแพทย์สำหรับเด็กปฐมวัยจะยังไม่มีการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น แต่จะเริ่มวินิจฉัยเมื่อเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา เพราะทางการแพทย์ยังเชื่อว่าเด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูตามธรรมชาติ ได้เล่นอย่างที่ถูกที่ควร แต่หากถูกกระบวนการเลี้ยงดูที่ผิดก็จะมีผลตามมาทันที เพราะเด็กเมื่อเข้าห้องเรียนก็จะอยู่นิ่งไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง และเปลี่ยนความสนใจอย่างรวดเร็ว” ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนปัญหา

นอกเหนือจากความเห็นของ นพ.สุริยเดวแล้ว สิ่งที่รองรับว่าพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กเปลี่ยนไป คือ ผลสำรวจของ Amarin Baby & Kids Poll ในปี 2559 ที่พบว่าทุกวันนี้พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน และมีเวลาให้ลูกเพียงแค่วันละ 4 ชั่วโมง ขณะที่จำนวนชั่วโมงของการใช้สื่อมีเดียต่างๆ สำหรับเด็กก็มากขึ้น เพราะพ่อแม่ถือว่าเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงดูลูกนอกเหนือจากบุคคลในครอบครัวที่มาช่วยเลี้ยง

และที่น่าตกใจคือ พ่อแม่ถึง 60% ให้ลูกเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 3 ขวบ และมีอีกถึง 20% ที่ซื้อแท็บเล็ตให้ลูกตั้งแต่อายุ 8 ขวบ รวมถึงอีกกว่า 50% ให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง

อย่างไรก็ตาม นพ.สุริยเดว แนะทางออกว่า พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้เด็กได้เล่นตามธรรมชาติอย่างเรียนรู้และสร้างสรรค์ อีกทั้งแน่นอนว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องมีเวลาให้และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอย่างใส่ใจ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กอย่างเหมาะสม และจะช่วยเสริมสร้างสมาธิให้กับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

“เด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นสามารถแก้ไขโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเสริมสร้างสมาธิให้กับเขาได้ แม้อาการจะไม่หายไปทั้งหมด แต่ก็จะช่วยให้เด็กกินได้ นอนหลับได้ หรือมีสมาธิกับห้องเรียนได้ แม้จะต่างจากเด็กที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการสมาธิสั้นไม่มาก แต่หากปล่อยไปเลยโดยไม่ใส่ใจ และคิดว่าเมื่อโตขึ้นอาการจะดีขึ้นเอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะต้องได้รับการรักษา อีกทั้งอาการเหล่านี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือก็จะคงอยู่ และจะส่งผลต่อพวกเขาในระยะยาวอย่างน่ากังวล” นพ.สุริยเดว ทิ้งท้าย

เจาะเลือดวัดแอลกอฮอล์ เป้าหมายหยุดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536673

  • วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 09:03 น.

เจาะเลือดวัดแอลกอฮอล์ เป้าหมายหยุดอุบัติเหตุ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ประเด็นเรื่องของการเจาะเลือดเพื่อหาปริมาณแอลกอฮอล์กรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนของผู้ขับขี่ยานพาหนะในเวลาปกติ เพื่อระบุเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบสำนวนคดีว่า “เมาแล้วขับทำให้เกิดอุบัติเหตุ” หรือไม่ ยังคงเป็นข้อหารือเพื่อหาถึงแนวทางความเป็นไปได้

แม้ที่ผ่านมาในช่วงรณรงค์ 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2561 มีผู้ขับขี่ราว 2,000 คน ถูกเจาะเลือดและถือเป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลใช้กรณีที่เกิดอุบัติเหตุเพื่อเพิ่มโทษกับการทำผิดกฎหมายของผู้ขับขี่ และส่งผลต่อด้วยความคาดหวังว่าจะให้เกิดการบังคับใช้ในช่วงเวลาปกติตลอดทั้งปีด้วย

การหารือเพื่อหาข้อสรุปที่มีสัญญาณมาจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในช่วงเวลาปกติ ไม่ใช่เฉพาะแต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น เพราะหากบังคับใช้จะมีทั้งส่วนได้ส่วนเสียกับมาตรการนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเจาะเลือดที่มีราคาคนละ 500-1,000 บาท ซึ่งหากดำเนินการทั้งปีจะมีค่าใช้จ่าย 30-40 ล้านบาท ซึ่งจะต้องหาผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันแง่บวกของมาตรการดังกล่าวก็น่าจะสร้างความหลาบจำให้กับผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา

แม้หลายเสียงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นด้วย แต่คำถามที่ตามมาคือจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการจากศูนย์วิจัยป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้ภาพว่าที่ผ่านมามีข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่แล้วซึ่งทำให้เห็นว่าอุบัติเหตุทางท้องถนนส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรา แต่ขณะเดียวกันการตรวจหาแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดผ่านการเจาะเลือดของตำรวจก็พบว่ามีปัญหา และเกิดเป็นช่องว่างของผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องไปยังโรงพยาบาลและผู้ขับขี่เองด้วย

“การเจาะเลือดที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้ยากหลังเกิดอุบัติเหตุ แม้ตำรวจอยากจะตรวจเลือดก็ตามเพื่อประกอบสำนวนคดีให้สมบูรณ์ และยินดีจะจ่ายค่าเจาะเลือดเองด้วย แต่บ่อยครั้งที่แพทย์ก็ไม่อนุญาต เพราะผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุไม่ยินยอม ซึ่งหากให้ตรวจแพทย์ก็เสี่ยงจะถูกฟ้องร้อง เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคล”

กระนั้น ปนัดดา ยืนยันว่า หากมาตรการดังกล่าวถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะเป็นการบังคับให้ต้องเจาะเลือดในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ที่เข้ารักษาตัวหลังเกิดเหตุหรือเป็นคู่กรณีก็ไม่สามารถจะเลี่ยงได้ และต้องคิดยับยั้งใจก่อนจะดื่มสุราและต้องขับรถ ขณะที่แพทย์พยาบาลก็จะสบายใจกับการปฏิบัติงาน

“แต่มันก็เป็นไปได้ยากในเชิงปฏิบัติ เพราะแน่นอนว่าหากตำรวจที่ซื่อตรงทำหน้าที่อย่างถูกต้องก็ยินดีจะพาไปตรวจเลือดหาแอลกอฮอล์ แต่ก็เป็นช่องให้เกิดทุจริตได้เช่นกันระหว่างผู้รักษากฎหมายและผู้ขับขี่ที่เมาสุรา” ปนัดดา ตั้งข้อสังเกต

อีกเสียงที่ยกมือสนับสนุนมาตรการดังกล่าวหากสามารถเกิดขึ้นได้จริง คือ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับบอกว่า หากรัฐบาลจะจริงจังที่จะผลักดันให้เป็นกฎหมายก็สามารถทำได้แน่นอน แต่ที่ผ่านมาคือไม่มีความจริงจัง และไม่ได้ใส่ใจความปลอดภัยทางท้องถนนของคนไทยเท่าที่ควร จึงทำให้ยอดตายจากเมาสุราแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุยังสูงมากในปัจจุบัน

อีกทั้งยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดอุบัติเหตุแล้วจะต้องเจาะเลือดหาแอลกอฮอล์ในทุกกรณีด้วยซ้ำ แต่สำหรับประเทศไทยกลับกลายเป็นว่ามีจุดอ่อนเรื่องงบประมาณ เพราะตำรวจก็ไม่อยากจะจ่าย สธ.เองก็ไม่ต้องการจ่ายงบประมาณส่วนนี้ด้วยเช่นกัน

“ข้ออ้างว่าไม่มีเงินสำหรับค่าเจาะเลือดถือว่าฟังไม่ขึ้น เพราะชีวิตมีค่าและมาตรการนี้จะช่วยให้คนดื่มสุราต้องระวังมากขึ้น และหากเกิดอุบัติเหตุต้องถูกเจาะเลือดความผิดก็จะมากขึ้นด้วย” นพ.แท้จริง ให้ความเห็น

เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ย้ำอีกว่า รัฐบาลจะต้องจริงจังกับเรื่องนี้และต้องกล้าที่จะลงทุน เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของประชาชน ลองนึกภาพว่าคนเมาขับรถไปชนเด็กที่เป็นอนาคตของชาติตาย แต่ไม่ได้ถูกตรวจหาแอลกอฮอล์ เด็กก็อาจจะตายเปล่าแบบที่สังคมไม่ได้เรียนรู้ อย่างนี้มันคุ้มค่าหรือไม่

นพ.แท้จริง ทิ้งท้ายด้วยตัวอย่างของตัวเลขที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมาตรการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของรัฐที่มุ่งเน้นไปที่ช่วงเทศกาลเท่านั้น หากเทียบตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์สูงสุดไม่เกิน 1,000 คน แต่ในช่วงเวลาปกติกลับตายนับหมื่นคนในทุกปี

ดังนั้นแล้ว รัฐบาลควรจะเห็นภาพความสำคัญว่าควรเป็นช่วงเวลาใด เพื่อจะผลักดันมาตรการป้องกันบนท้องถนนเพื่อลดการตายของคนไทยให้เป็นรูปธรรม

ป.ป.ช.ยุคเปลี่ยนผ่าน ต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536519

  • วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:39 น.

ป.ป.ช.ยุคเปลี่ยนผ่าน ต้องใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

โดย…กนกพรรณ บุญคง / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปัจจุบันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเผชิญสถานการณ์เปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

เริ่มตั้งแต่การเป็น ป.ป.ช.ในยุคเปลี่ยนผ่านภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงการทำงานของ ป.ป.ช.แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

มาจนถึงสถานการณ์ทางการเมืองเกี่ยวกับการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาล ภายหลัง ป.ป.ช.เริ่มถูกตั้งคำถามว่าตรวจสอบการทุจริตไม่เข้มข้นเมื่อเทียบกับการตรวจสอบนักการเมือง

ในโอกาสนี้ “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้มุมมองต่อเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์วิชา มองภาพรวมของแนวทางการปราบปรามการทุจริตภายใต้กฎหมายว่าจะมีมาตรการใหม่เกิดขึ้น 3 ประการ ได้แก่ 1.การวางหลักการเกี่ยวกับการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการองค์กรอิสระ ให้อยู่ระดับเดียวกัน 2.กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3.มาตรการการไต่สวนเชิงป้องกัน

เรื่องการวางหลักการเกี่ยวกับการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ อาจารย์วิชา อธิบายว่า “มีการกำหนดการเร่งรัดจัดการคดีให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมาตรา 234 และมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอำนาจสำคัญ คือ ไต่สวนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

“เป็นหลักการสำคัญที่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้ถูกตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะเรื่องทุจริตเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากนั้นถึงจะเป็นการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐในลำดับถัดลงมา เรียกได้ว่าไล่กันตามลำดับไหล่”

ถัดมาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจารย์วิชา ชี้ให้เห็นว่า ป.ป.ช.ต้องกำหนดมาตรการและกลไกที่จำเป็น ส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครอง โดยช่องทางดังกล่าวต้องมีวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยาก ไม่ก่อให้เกิดผลร้ายกับผู้แจ้ง รวมทั้งดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริต ตลอดจนเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า ป.ป.ช.เป็นของเขา

“ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตจะต้องมาที่ ป.ป.ช.หมดเป็นหลัก ไม่ใช่แยกออกไปตามแต่ละหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา โดยเมื่อมาที่ ป.ป.ช.หมดแล้ว ป.ป.ช.จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอํานาจเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตดําเนินการแทนในเรื่องที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งต่อไป ป.ป.ช.จะเหลือแต่คดีใหญ่ๆ จะทำให้การทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น”

ขณะที่ มาตรการการไต่สวนเชิงป้องกัน เป็นประเด็นสำคัญที่อาจารย์วิชาอธิบายย้ำเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ไม่ได้เป็นหลักการใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา แต่เป็นครั้งแรกที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.เคยใช้มาตรการที่ว่านี้กับกรณีของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่คณะวิจัยของ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่าจะมีการทุจริต ทำให้ ป.ป.ช.ต้องส่งเรื่องไปให้รัฐบาลในขณะนั้นพิจารณา ปรากฏว่ารัฐบาลก็ตัดสินใจระงับโครงการเอาไว้ก่อน”

“หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นหมื่นล้านแสนล้านเหมือนอดีตที่ผ่านมา ป.ป.ช.ทั่วโลกต่างมีอำนาจดำเนินการในลักษณะนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ของฮ่องกง เพราะการไปใช้มาตรการปราบปรามอย่างเดียวนั้นต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะชี้มูลความผิดได้ในขั้นตอนสุดท้ายเรื่องมันก็ไปไกลแล้ว แต่ถ้ามีมาตรการไต่สวนเชิงป้องกันก็สามารถยับยั้งความเสียหายได้แล้วโดยใช้เวลาไม่นาน”

“จะเห็นได้ว่างานของ ป.ป.ช.ในเชิงป้องกันจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะช่วยสกัดการทุจริตได้มีประสิทธิภาพ ทำให้เหลือคดีที่ ป.ป.ช.ต้องพิจารณาจริงๆ จำนวนไม่มาก เพราะกฎหมายได้กำหนดมาตรการเชิงป้องกันไว้ก่อนแล้ว ดังนั้น คิดว่าการมีมาตรการใหม่ขึ้นมาน่าจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

การพยายามป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นไม่ได้ดำเนินการเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น แต่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ลงมาดำเนินการด้วยตัวเองด้วย ซึ่งอาจารย์วิชามีมุมมองต่อประเด็นนี้ว่า “สิ่งที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่ คือ การมีคณะกรรมการกลางขึ้นมาเพิ่มเติมจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เช่น คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. ที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง หรือการใช้มาตรา 44 ดำเนินการโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตรวจสอบการทุจริต ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะรอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบให้เสร็จก่อน เป็นต้น”

“นโยบายอย่างนี้จะดีในช่วงระยะเวลาอันสั้น ไม่ควรจะใช้ในเวลาอันยาว เพราะเมื่อเข้าระบบปกติก็ควรมีอะไรรองรับว่า ถ้าจะให้บุคคลพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเหตุใดก็ควรต้องมีความชัดเจน”

ที่ผ่านมา คสช.ถูกครหาว่าใช้มาตรา 44 เฉพาะกับกลุ่มข้าราชการเท่านั้น แต่ไม่ได้ใช้กับคนในรัฐบาลที่ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยในเรื่องความโปร่งใส? อาจารย์วิชา คิดว่า “เราต้องดูก่อนว่ามาตรการอย่างนี้ดีหรือไม่ ใช้ได้หรือไม่ ถ้ามันใช้ได้จริง ก็ต้องใช้เสมอหน้ากัน จะไปใช้บ้างหรือไม่ใช้บ้างก็คงไม่ได้ ดูอย่างประเทศจีนเป็นตัวอย่าง มีการเอาเจ้าหน้าที่รัฐออกไปเป็นล้านคน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีหลักการว่า ถ้าเป็นเสือต้องฆ่า เป็นเสือหมายความว่าเป็นการทุจริตขนาดใหญ่ ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าเป็นยุงก็ต้องตบ ตบก็ตายเหมือนกัน” 

เท่ากับว่าวันนี้ คสช.ตบแต่ยุงหรือไม่? อาจารย์วิชาอมยิ้มก่อนตอบว่า “ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ถ้าไปเทียบอย่างนั้นผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ต้องเอาเรื่องทั้งหมดทำออกมาให้ชัดเจนว่ากรณีไหนเป็นเสือแล้วไม่ได้จัดการมีใครบ้าง อย่างไรก็ตาม ที่เขาจัดการกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงก็มี เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด เอาเถอะกระบวนการเหล่านี้ต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนและสื่อออกไปให้เห็นว่าต้องทำอย่างจริงจัง”

“ทีนี้เราจะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอยู่ในตำแหน่งระยะยาว แต่ระบบของการรัฐประหารเป็นการอยู่ในช่วงสั้นๆ เพราะต้องมีโรดแมปเพื่อการเลือกตั้ง คนที่อยู่ช่วงสั้นๆ ที่จะจัดการกับปัญหาก็มักจะมองว่าถ้าพ้นจากตำแหน่งไปแล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นหรือเปล่า มันมีความไม่แน่นอน”

“กรณีของจีนเป็นนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต้องจัดการกับการทุจริต มีใครทุจริตจะจัดการทันทีอย่างเช่นกรณีของโจวหย่งคัง (อดีต รมว.กระทรวงความมั่นคงของรัฐ และอดีตสมาชิกคณะกรรมการโปลิตบูโรถาวร)”

ไม่เพียงแต่มองถึงการทำงานของรัฐบาลและ คสช.เท่านั้น แต่อาจารย์วิชายังมองไปถึงการทำงาน ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันด้วย

ในฐานะเป็นอดีตกรรมการ ป.ป.ช. วันนี้กลับไปมอง ป.ป.ช.ปัจจุบันแล้วเห็นตอนนี้ ป.ป.ช.เป็นอย่างไรบ้าง? อาจารย์วิชาแสดงความคิดเห็นว่า ที่จริง ป.ป.ช.มีแนวทางในการทำงานอยู่แล้ว ส่วนตัวก็เคยร่วมกับ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางท่าน เช่น ท่านสุภา ปิยะจิตติ เป็นต้น

“การทำงานของ ป.ป.ช.นั้น ประธาน ป.ป.ช.มีความสำคัญมาก อย่างประธาน ป.ป.ช.ชุดที่แล้วเข้ามาตำแหน่งพร้อมกับกรรมการ ป.ป.ช. พอเข้ามาพร้อมกันทั้ง 9 คน ก็มีความรู้สึกว่าต้องลงเรือลำเดียวกันและไปด้วยกัน รอดก็รอดด้วยกัน ไม่รอดก็ไปด้วยกันทั้งหมด แบบมาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณ”

“แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะมีบางส่วนเป็นคนเก่า เป็นคนใหม่ สิ่งแรกคือ ความกลมกลืนที่จะร่วมจมท้ายมันอาจจะไม่เหมือนชุดเก่า เราก็เข้าใจและต้องเห็นใจคนที่เป็นประธานเหมือนกัน ท่านเข้ามาก็บอกแล้วว่าท่านต้นทุนต่ำ ท่านพูดเองเลย ใครๆ ก็รู้ว่าท่านถูกมองในเรื่องภูมิหลัง”

“เรื่องอย่างนี้อยู่ที่การกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ จะเอาแต่พูดตรงๆ ไม่ได้  ต้องแสดงออกให้ชัดเจน แต่ท่านต้องทำงานหนักกว่าเดิมมันถึงจะเกิดความเชื่อถือ มันจะพิสูจน์ในเรื่องคดีต่างๆ ที่คนบอกว่าน่าสงสัย ท่านต้องพิสูจน์ตัวท่านเองเหมือนกัน”

อาจารย์วิชา สรุปว่า “เพราะฉะนั้น เมื่อท่านยอมตนที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับหรือไม่ได้รับความเชื่อถือจากคน ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการทำงาน ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีมันก็ดีขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีมันก็ล้มทันทีและเป็นปัญหา”

“ไม่ใช่แต่ ป.ป.ช.เมืองไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาอย่างนี้ อย่างกรณี ป.ป.ช.ของอินโดนีเซียที่ขึ้นกับฝ่ายบริหารที่เต็มไปด้วยทหารตั้งแต่สมัยซูฮาร์โต ตอนนั้นคนมองเหมือนกันว่าเป็นคนของทหารหรือเปล่า แต่ ป.ป.ช.ของเขาก็ใช้การทำงานเป็นเครื่องพิสูจน์”

อ่านเกม “เลื่อนเลือกตั้ง” บอนไซพรรคเก่า ดึงเวลาตั้งพรรคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536513

  • วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 07:35 น.

อ่านเกม "เลื่อนเลือกตั้ง" บอนไซพรรคเก่า ดึงเวลาตั้งพรรคใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีมติเสียงข้างมากให้แก้ไขมาตรา 2 โดยกำหนดให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ 90 วัน นับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ประเด็นดังกล่าว หาก สนช.เห็นชอบตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะส่งผลให้วันเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2561 ต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน หรือจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากซีกการเมือง พร้อมกับตั้งคำถามว่านี่เป็นแผนปูทางสืบทอดอำนาจหรือไม่

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้มุมมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะผู้มีอำนาจยังเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่เสร็จเรียบร้อยใช่หรือไม่ พูดง่ายๆ ว่ายังแต่งตัวพรรคใหม่ไม่เสร็จ จึงต้องหาช่องทางทอดระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป

ทั้งนี้ การขยายเวลาของการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสืบทอดอำนาจที่ดำเนินการมาเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะเมื่อมีความชัดเจนว่าต้องจัดตั้งพรรคใหม่ และดูดนักการเมืองจากพรรคเก่า การเคลื่อนไหวเพื่อบอนไซพรรคเก่า สร้างพรรคใหม่ จึงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากไม่ยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ถึงแม้จะมีกฎหมายพรรคการเมืองออกมาใช้หลายเดือนแล้ว จากนั้นก็ใช้มาตรา 44 รีเซตสมาชิกพรรคการเมืองเก่า ออกเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้ยากและขัดรัฐธรรมนูญ จนในที่สุดก็ขยายเวลาการเลือกตั้ง สส.ออกไปอีก 90 วัน

“น่าเป็นห่วงว่าเมื่อผู้มีอำนาจเคยแสดงตัวว่าเป็นกรรมการ แล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้เล่นในสนามเสียเอง แถมยังใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ไปตามอำเภอใจ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าการเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกตั้งจะเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ดังนั้นขอฝากผู้มีอำนาจช่วยไตร่ตรองให้ดีว่าการสืบทอดอำนาจโดยใช้อำนาจไม่ชอบธรรม อาจนำพาประเทศไปสู่ปัญหาใหม่ได้ในที่สุด” องอาจ กล่าว

นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 และ268 ที่ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้ง หากมีการขยายกรอบระยะเวลาหลายครั้งก็ย่อมเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาได้ให้เวลาเตรียมการเลือกตั้งไว้แล้วถึง 150 วัน และยังผิดต่อความต้องการของประชาชนที่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 เพราะคาดหวังว่าหากเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว

ขณะเดียวกันยังผิดในเชิงผลประโยชน์ขัดกันของ สนช.เองโดยตรง เพราะขยายเวลาออกไปเท่าใด ก็จะส่งผลให้การดำรงตำแหน่งของ สนช.ยืดยาวออกไปเท่านั้น และอาจถูกกล่าวหาว่าหวังสร้างผลงานเพื่อให้ได้กลับมามีอำนาจในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาผ่านการคัดเลือกของ คสช.ต่อไป

นอกจากนี้ ยังผิดต่อคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ข้อ 8 เนื่องจากเจตนารมณ์ของคำสั่งต้องการให้ร่างดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นการอ้างว่าขยายกรอบระยะเวลาเลือกตั้งเป็นเหตุอันควรจากคำสั่งดังกล่าวนั้นจะยกมาไม่ได้ หากขยายเวลาออกไปก็จะกระทบทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาชาติที่มีต่อนายกรัฐมนตรี และจะเกิดผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน จะเป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสีย จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทบทวนให้ดี

ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้กฎหมายในลักษณะนี้สามารถทำได้หากมีเหตุจำเป็น แต่อาจขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วในช่วงเปลี่ยนผ่าน หาก สนช.เห็นชอบจริง ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะหารือเพื่อโต้แย้งต่อไป

“แม้ กมธ.จะชี้แจงว่าไม่ได้รับใบสั่งจากรัฐบาล แต่เมื่อพิจารณาตั้งแต่เหตุการณ์ล้มรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และเป็นเหตุให้เลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งออกไปอีก 1 ปี จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาล คสช.พยายามจะอยู่ในอำนาจต่อให้นานที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเพื่อการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ และทำให้พรรคการเมืองเก่าย่ำแย่ด้วยการเลื่อนเวลาปลดล็อกทางการเมือง

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะจะส่งผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่รัฐบาลได้ประกาศให้สังคมโลกรับรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 หากมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาจากเดิม จะสะท้อนถึงการคิดไม่รอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น  ปราศจากการประเมินสถานการณ์อย่างเหมาะสม

กัญชาสร้างเศรษฐกิจ สกัดทำยา ทำรายได้แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536368

  • วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 07:25 น.

กัญชาสร้างเศรษฐกิจ สกัดทำยา ทำรายได้แสนล้าน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังจากมีข่าวฮือฮาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เข้าพบเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และมีข้อสรุปให้เลือกพื้นที่ทหารใน จ.สกลนคร 5,000 ไร่ เป็นแหล่งนำร่องปลูกกัญชาแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่ายังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องขออนุญาตตามกฎกระทรวงก่อน ขณะที่ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ กลับเห็นด้วยเพราะเป็นพืชสมุนไพรสามารถสกัดมาใช้ทำยาได้ แต่ต้องศึกษาให้ดี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องนี้ต้องศึกษาให้รอบคอบเพราะคนไทยยังรับไม่ได้

ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เล่าถึงที่มานี้ว่า ปัจจุบันได้เตรียมนำร่องพื้นที่ 5,000 ไร่ ใน จ.สกลนคร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตราชพัสดุ เขตควบคุมของทหาร เพื่อปลูกพืชอย่างกัญชา หลังคณะทำงานมีความเห็นว่าพื้นที่นี้เป็นต้นน้ำแม่น้ำสงคราม เทือกเขาภูพานเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์พืชกัญชาที่ดีที่สุด โดยในอดีตได้พูดถึงหลายครั้ง จึงจะใช้พื้นที่ จ.สกลนคร นำร่องส่งเสริมการปลูกพืชกัญชา จะทำให้ได้กัญชาที่มีคุณภาพสูงได้ปริมาณตัวยาเข้มข้น

“การปลูกกัญชาในเขตทหารจะทำให้ควบคุมได้ง่าย มีพื้นที่กว้างขวางจำนวนมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่สามารถนำมาเพาะปลูกกัญชาเป็นการนำร่องได้ แต่ต้องตั้งคณะกรรมการควบคุมอย่างใกล้ชิด ป้องกันการหลุดรอดของกัญชาหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์”

ประธานสภาเกษตรกรฯ บอกอีกว่า ในพื้นที่ จ.สกลนคร ถือว่ามีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่าที่อื่น แต่ทั้งหมดจะต้องมีการพูดคุยให้ชัดเจนก่อนว่าจะมีการปฏิบัติอย่างไร ในเดือน ก.พ. จะเดินทางไปสกลนครเพื่อพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง

ขณะเดียวกันข้อกังวลการนำร่องปลูกกัญชาในพื้นที่จะเกิดปัญหาตามมาหรือไม่ ประพัฒน์ ยืนยันว่า ชาวบ้านในพื้นที่อยากปลูกกันมาก เพราะชาวบ้านเบื่อการปลูกมัน ปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย สร้างแต่หนี้สินจึงต้องการหาพืชใหม่ๆ มาปลูกทดแทน ที่สำคัญเศรษฐกิจจะไหลกลับไปสู่ชนบทได้เพิ่มมากขึ้น ประเทศชาติจะได้มีพืชทางเศรษฐกิจใหม่ๆ

“ภาคอีสานมีพืชปลูกอยู่ไม่กี่ชนิดเอง เราควรจะหาพืชใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาเล่น และมีเศรษฐกิจดี พืชกัญชาถือว่าเหมาะแก่การนำมาปลูกสร้างประโยชน์ให้มหาศาล เชื่อว่ากัญชาจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้นับแสนล้านบาทเข้าสู่ประเทศ ที่มาจากการผลิตเพื่อขายออกสู่ต่างประเทศ เพราะมันคือยารักษาโรค เช่น สารสกัดจากกัญชาต่างประเทศก็สามารถนำส่งขายได้กำไรนับแสนล้านบาทแล้ว เพราะพืชกัญชาถือว่ามีสรรพคุณหลากหลายกว่าเคมีบำบัด”

ประพัฒน์ เล่าต่อไปว่า การใช้พืชกัญชาในประเทศไทยนั้นจะช่วยทำให้ลดการนำเข้ายาเคมีได้หลายอย่าง คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินต่อปีได้นับหมื่นล้านบาท หรืออาจอยู่ในหลักพันล้านบาทในช่วงระยะเริ่มต้นที่นำกัญชามาสกัด

“ถือเป็นโอกาสขนาดใหญ่ที่ประเทศไทยจะมีพืชกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจแบบใหม่ ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อนาคตอาจนำร่องปลูกพื้นที่ต่างๆ ด้วย แต่ยังกังวลว่าประชาชนอาจยังไม่เข้าใจ หรือมองว่าเราบิดเบือนสิ่งดีๆ เสียไป ที่สำคัญเกรงว่าการตรวจสอบควบคุมพืชกัญชายังไม่ดีพอ จึงต้องการนำร่องปลูกเพียงพื้นที่เดียวก่อนดีกว่า”

นอกจากนี้ การปลูกกัญชาจะมีการประเมินผลเพาะปลูกทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน ในรูปแบบคณะกรรมการ หากผลผลิตดี เกษตรกรมีรายได้ เกิดประโยชน์ และไม่เล็ดลอดออกมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเกิดความสบายใจ จึงจะสามารถขยายการเพาะปลูกกัญชาได้ทั่วประเทศ

ประธานสภาเกษตรกรฯ ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้ามาปลูกกัญชาในพื้นที่นำร่องว่า อย่างแรกยืนยันก่อนว่าการปลูกกัญชาครั้งนี้ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาอย่างเสรีเหมือนในต่างประเทศ แต่เป็นการปลูกกัญชาภายใต้การควบคุมเพื่อให้องค์การเภสัชกรรมนำหรือรับซื้อกัญชาเหล่านี้ไปสกัดเป็นยาเพื่อใช้ในทางการแพทย์เชิงพาณิชย์เท่านั้น

“ไม่ต้องกังวลเรื่องว่าจะให้พืชกัญชาเป็นค้าแบบเสรี ไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่เห็นด้วยที่จะปลูกในพื้นที่ควบคุมเพื่อทางการแพทย์ ส่วนตามร้านขายยาผู้ซื้อจะซื้อได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งแพทย์อย่างถูกต้องชัดเจน ทางแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายให้ใช้เท่านั้น” ประพัฒน์ ทิ้งท้าย

ในอนาคตอันใกล้เราอาจเห็นผืนดินในประเทศไทยบางส่วนปลูกกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ขีดเส้นใต้ย้ำ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างรัดกุม ไม่ใช่ให้มีการค้าการปลูกกัญชาอย่างเสรีเหมือนในต่างประเทศ