“ติวหนักเพื่อเข้าเรียนป.1” ยัดเยียดมากไปมีแต่ผลร้ายกับอนาคตลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/536103

  • วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 19:37 น.

"ติวหนักเพื่อเข้าเรียนป.1" ยัดเยียดมากไปมีแต่ผลร้ายกับอนาคตลูก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คุณพ่อคุณแม่ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นลูกน้อยฟันน้ำนม ผ่านสนามสอบเอ็นทรานซ์อันดุเดือดสามารถเข้าเรียนป.1 โรงเรียนสาธิตชื่อดังได้สำเร็จ ตามความต้องการของพ่อแม่

อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความสำเร็จอันงดงามและความปลื้มปิติ ใครจะรู้ว่าการยัดเยียดให้เด็กเก่งเกินวัยนั้นส่งผลกระทบทางลบต่อพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคตอย่างไม่น่าเชื่อ

ยัดเยียดมากไปทำเด็กอยากฆ่าตัวตาย

“เพื่อนเครียดมาก เธอมีลูกอายุไม่ถึง 1 ปี แต่คอร์สติวสอบเข้าป.1 โรงเรียนสาธิตในปี 2564 นั้นเต็มแล้ว” พญ.กุลนิดา เต็มชวาลา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเล่าที่มาของความกังวลต่อทัศนคติของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นหลักแสนหวังให้ลูกได้เข้าคอร์สติวสอบ ป.1

เธอบอกว่า เด็กที่ถูกเร่งรัดหรือทำเกินกว่าวัยในหลายๆ เรื่องเรียกว่า Hurried Child Syndrome ในช่วงแรกเด็กอาจตั้งใจเรียนดีและไม่มีปัญหา เพราะอยากทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ แต่หากต้องใช้ชีวิตลักษณะนี้ไปนานๆ อาจทำให้เด็กมีความรู้สึกเฉื่อยชา ไม่มีความสุข ไม่รู้สึกอยากเรียนเหมือนเคย ผลการเรียนตกลง และรู้สึกผิดว่าไม่สามารถทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้แบบเดิม

“ช่วงหนึ่งจะเริ่มท้อ เหนื่อย ถ้าเกิดขึ้นเร็วในระดับ ป.1 ก็อาจจะไม่อยากไปโรงเรียน และถ้าต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ ป.5 ป. 6 หรือ ม.1 เด็กอาจเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน เนื่องจากขาดทักษะในการปรับตัวและอยู่กับความคาดหวังด้านผลการเรียนมาตลอด

“เขาอาจไม่ใช่เด็กที่ว่านอนสอนง่ายและตั้งใจเรียนเหมือนเดิม กลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรงและความสัมพันธ์กับพ่อแม่ไม่ดี บางคนซึมเศร้าหรือคิดอยากฆ่าตัวตายเลยก็มี”

พญ.กุลนิดา เล่าว่าได้พูดคุยกับเด็กหลายคน อายุประมาณ 5-7 ขวบ ที่ต้องเข้าคอร์สติวตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล 2 พอขึ้นอนุบาล 3 ต้องติวที่รร.ตอนเช้าตั้งแต่ 7 โมงก่อนเคารพธงชาติ เรียนพิเศษตอนเย็น และมีติวพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย โดยอาการนั้นแตกต่างกันไป เช่น มีความคิดอยากตาย ในเด็กวัยเพียง 6 ขวบ ไม่อยากไปโรงเรียน มีอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น น้ำลายไหลตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย และมีพฤติกรรมถดถอยกว่าที่เคยเป็น

“ทุกเคส เด็กๆ บอกตรงกันว่าอยากมีเวลาเป็นอิสระ ได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่และได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่”

 

 

ไตร่ตรองให้ดีถึงความสุขและความสำเร็จของลูก

ผลคะแนนสอบของเด็กๆ ที่เกิดจากความฉลาดทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิว (Intelligence Quotient) นั้นอาจไม่สำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตเท่ากับความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว (Emotional Quotient)

พญ.กุลนิดา บอกว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยเปิดเผยงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า “อีคิวมีผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าไอคิวถึง 4 เท่า” เนื่องจากสามารถรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเองและผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ รวมถึงมีทักษะในการสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ หมายความว่า ความเก่งและคะแนนสอบที่พ่อแม่คนไทยให้น้ำหนักอาจไม่สำคัญในชีวิตของเด็กเหมือนที่ทุกคนพยายามยัดเยียด

“หลายคนส่งลูกเข้าเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ ทั้งๆ ที่พัฒนาการหลายอย่างของเขาก็ไม่พร้อม เมื่อเข้าไปอยู่ในภาวะเร่งรัด ทำไม่ได้อย่างที่หวังพ่อแม่ก็เครียด”

ภาวะเร่งรัดที่พ่อแม่ยัดเยียดให้กับลูก มักมีสาเหตุมาจากพ่อแม่ต้องการเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองเคยขาดหายไปตอนเด็กและเป็นหน้าเป็นตาของพ่อแม่

“ถ้าพ่อแม่อยู่ในความคิดแบบนี้อยู่ก็ควรไปไตร่ตรองดีๆ เรากำลังเอาลูกมาทดแทนในสิ่งที่ตัวเองขาดอยู่หรือเปล่า เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของเราคืออะไร สิ่งที่ทำนั้นเป็นความสุขที่แท้จริงของเขาหรือไม่ ทำเพื่อลูกหรือเพื่อตัวเอง ต้องการให้ลูกมีชีวิตแบบนี้จริงๆ เหรอ”

 

เลี้ยงลูกรักให้มีความสุขสมวัย

พ่อแม่ควรพัฒนาลูกด้วยความเข้าใจ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเลี้ยงลูกรักให้มีความสุขสมวัย โดยพัฒนาการเด็กเล็กนั้นมีอยู่ 4 ด้านสำคัญคือ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว , ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อต่างๆ , ด้านภาษา ซึ่งเป็นความเข้าใจภาษาและการใช้ภาษา ด้านสุดท้ายคือ การช่วยเหลือตนเองและสังคม

พญ.กุลนิดาบอกว่าเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ เป็นวัยที่ต้องการความใกล้ชิดและสร้างสายสัมพันธ์กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นรากฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและมีความสัมพันธภาพอย่างราบรื่นกับผู้อื่นในอนาคต

“พ่อแม่ควรตอบสนองการกระทำของเขา เช่น หากร้องไห้เพราะปัสสาวะ ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม ถ้าร้องเพราะหิวก็ต้องให้นม ลักษณะนี้คือการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกตั้งแต่วัยเยาว์”

ขณะที่ช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ หากถูกขัดใจจะเริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ เช่น อาละวาด ร้องไห้งอแง เป็นต้น พ่อแม่ควรเข้าใจพัฒนาทางจิตใจและมีวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

“อย่าดุด่า ต่อล้อต่อเถียง ควรรับมือด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ให้ทางเลือกแทนการออกคำสั่ง เนื่องจากเด็กวัยนี้จะต่อต้านคำสั่ง พ่อแม่ไม่ควรสั่งว่าให้ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ แต่ให้ทางเลือก หนูจะไปอาบน้ำกับแม่หรือเดินไปเอง เขาฟังแล้วจะรู้สึกว่าได้กำหนดสิ่งที่ตนเองต้องการ นั่นจะทำให้ความสันพันธ์ในครอบครับเป็นไปในทิศทางที่ดีกว่า” คุณหมอบอกและว่าสำหรับช่วงวัย 3-5 ขวบ ถือเป็นวัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการและควรมีอิสระในการเรียนรู้

“ถ้ามัวแต่ดุด่า สั่งห้ามนั่นนี่ จับเขามานั่งเฉยๆ จินตนาการและศักยภาพทางความคิดเขาจะถูกขัดขวาง” แพทย์หญิงระบุ

โดยสรุปคือ การยัดเยียดความรู้และการพัฒนาก่อนวัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะนอกจากไม่ดีต่อลูกรักแล้วยังกลับมาสร้างความเครียดให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วย

นวัตกรรมหุ่นยนต์สู่งานรพ. เพิ่มประสิทธิภาพ-ไม่เกิดภาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535811

  • วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 07:12 น.

นวัตกรรมหุ่นยนต์สู่งานรพ. เพิ่มประสิทธิภาพ-ไม่เกิดภาระ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภาพหุ่นยนต์ในชุดสีเหลือง 3 ตัว เดินผ่านไปมาภายในโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ สร้างความแปลกตาให้กับผู้ป่วยที่เดินทางมาใช้บริการ หลายคนต่างหยุดยืนมองด้วยความสนใจ เกิดความสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหุ่นยนต์ทั้ง 3 ตัวนี้ทำไมถึงมาเดินในโรงพยาบาลได้

ไขความจริงจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของหุ่นยนต์ 3 ตัวนี้ว่า โรงพยาบาลถือเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่ง ที่ทั่วโลกได้พัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ยุค 4.0 เป็นระบบดิจิทัลหมดแล้ว เพราะอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของระบบอัตโนมัติหรือระบบหุ่นยนต์ที่นำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในกระบวนการ เช่น กระบวนการผลิตในโรงพยาบาล หรือการให้บริการ ฯลฯ

ดังนั้น ระบบอัตโนมัติสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในโรงพยาบาลได้ เช่น การจัดยาอัตโนมัติ การขนส่งลำเลียง ระบบท่อลมส่งของในคลังสินค้าอุตสาหกรรม เพราะทุกวันนี้คลังของโรงพยาบาลใหญ่โตกินพื้นที่ และยังเกิดความผิดพลาด ของหมดอายุ เสื่อมสภาพ เพราะฉะนั้นการจัดการบริการระบบอัตโนมัติ หรือ WarehouseManagement  จะเข้ามาช่วยได้  ซึ่งระบบอัตโนมัติและระบบหุ่นยนต์จะทำให้ต้นทุนการบริหารลดต่ำลงในจุดที่มีประสิทธิผลคุ้มที่สุด

“หุ่นยนต์ไม่สามารถไปแทนคนได้หมด แต่หุ่นยนต์จะทำตามโปรแกรมที่มนุษย์สั่งการ ทำกิจกรรมซ้ำซากไม่ได้ใช้สมอง แต่สมองของหุ่นยนต์มาจากโปรแกรมที่มนุษย์ลงให้ เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์จะมาแบ่งเบาภาระ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ย้ำมนุษย์ยังจำเป็น

ขณะนี้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้ได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยมีหุ่นยนต์ทั้งหมด 3 ตัว มีชื่อว่า R1 R2 และ 3 โดยอักษรภาษาอังกฤษตัว “R” ย่อมาจากคำว่า “Robot” ปัจจุบันหุ่นยนต์ทั้ง 3 ตัว มีหน้าที่เดินส่งของเอกสารต่างๆ และของเบาเท่านั้น แต่ในอนาคตจะนำหุ่นยนต์มาขนส่งของหนัก เช่น ในห้องผ่าตัดจะให้ส่งถาดเครื่องมือที่ใช้ผ่าตัดที่มีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม

ส่วนการทำงานของหุ่นยนต์ 3 ตัวนี้ สามารถวิ่งเร็วได้เหมือนคนปกติ แต่ทางโรงพยาบาลตั้งค่าให้เดินช้าเพื่อป้องกันอันตราย โดยหุ่นยนต์ทั้งหมดมีระบบเซ็นเซอร์หากเดินเข้าใกล้หรือพบสิ่งกีดขวางจะหยุดเดินทันที นอกจากนี้ยังสามารถพูดได้ เช่น ขอโทษค่ะ ประทานโทษค่ะ และยังสามารถตั้งค่าให้หุ่นยนต์พูดข้อความอื่นๆ ได้ด้วย

“ผลพลอยได้อีกอย่างคือเมื่อคนไข้รอคิวนานอาจจะเบื่อ ก็สามารถดูหุ่นยนต์อย่างเพลินๆ เป็นการฆ่าเวลา ช่วยให้ผู้ป่วยไม่เกิดความเครียด”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ บอกอีกว่า หุ่นยนต์จะเป็นการนำร่องให้บุคลากรในโรงพยาบาลเข้าใจการพัฒนาระบบอัตโนมัติจากง่ายไปยาก เนื่องจากภายในปีนี้โรงพยาบาลมีแผนจะพัฒนาไปสู่ Hospital Automation หรืออุตสาหกรรม 4.0 ที่นำมาผสมผสานการทำงานในโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและควบคุมต้นทุนการผลิตได้ และที่สำคัญค่ารักษาพยาบาลก็สามารถควบคุมได้

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กางแผนพัฒนาโรงพยาบาลว่า กลางปี 2561 โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจะมีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์เข้ามาช่วยงานในระบบคลัง ศูนย์เภสัชกรรมกลาง ลำเลียงอาหาร ลำเลียงขยะ ทำความสะอาด ระบบขนส่งในโรงพยาบาล โดยโรงพยาบาลจะทำทั้งหมดแบบทีละขั้นตอนในรูปแบบ Automated Guided Vehicle (AGV)

ขณะเดียวกัน มีเป้าหมายคือลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็ว ลดความสิ้นเปลืองบุคลากรที่ไม่จำเป็น และให้บุคลากรเหล่านั้นไปทำอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์

“ยืนยันไม่มีนโยบายลดจำนวนบุคลากรอย่างแน่นอน โดยจะให้บุคลากรไปคุมหุ่นยนต์ทำงานแทน เช่น แม่บ้าน 1 คน คุมหุ่นยนต์ 10 ตัวเพื่อทำงานแทน เราจะเน้นเพิ่มทักษะให้บุคลากรมากขึ้น”

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ทิ้งท้ายว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศในอนาคตจะมีระบบอัตโนมัติเกี่ยวข้องในโรงพยาบาลมากขึ้น เพราะความจำเป็นที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องมีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เกิดความจำเป็นเพราะในเรื่องประสิทธิภาพบริหารและกระบวนการผลิตมากกว่า      

เด็กไทยหวังครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ยุคใหม่ไม่มีเวลาให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535650

  • วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 11:54 น.

เด็กไทยหวังครูเป็นที่พึ่ง เหตุพ่อแม่ยุคใหม่ไม่มีเวลาให้

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ สกว. สพฐ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงข่าวผลสำรวจช่องว่าง (Gap) ในห้องเรียนไทย

อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากผลสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน กลุ่มตัวอย่างประมาณ 2.4 หมื่นคน โดยแบ่งเป็น นักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 จำนวน 1 หมื่นคน กลุ่มครู 4,000 คน กลุ่มผู้บริหาร 200 คน ผู้ปกครอง 9,000 คน จากโรงเรียนขนาดกลางจำนวน 110 แห่ง พบว่า 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองเด็กไทยที่มีผลต่อการเรียน คือ 1.เด็กๆ อยากได้ความใส่ใจเป็นรายบุคคลจากคุณครูอย่างจริงจังมากกว่านี้ และครูต้องไม่ลำเอียง 2.นิสัยและพฤติกรรมการเรียนของเด็กยังต้องพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การอ่านการค้นคว้า การทำการบ้าน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน 3.ครอบครัวให้เวลาใส่ใจกับการเรียนของเด็กน้อยไป 4.ความสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น ความรู้สึกเป็นที่ยอมรับ การมีเพื่อนพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ไปจนถึงการที่เด็กๆ สามารถช่วยติวกันเองได้

สำหรับ 4 เรื่องใหญ่ในมุมมองของครูที่มีผลต่อการสอน 1.ครูไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของตนบางเรื่อง เช่น การสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวัดผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน การปรับเทคนิคการสอนตามความต้องการผู้เรียน 2.ปัญหาช่องว่างระหว่างผู้บริหารที่ยังมีอยู่บ้าง เช่น การยอมรับในความสามารถ การเข้าถึง การรับฟัง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 3.ปัญหาความสัมพันธ์กับผู้ปกครองที่ครูไม่มั่นใจนัก ขาดความคุ้นเคยสนิทสนม 4.ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน เช่น การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนครูในแง่แลกเปลี่ยนวิธีการสอน การพูดคุยปัญหาในห้องเรียน เพื่อพัฒนาร่วมกัน

4 เรื่องใหญ่ในมุมของพ่อแม่ คือ 1.ไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนลูก 2.รู้สึกห่างเหินจากโรงเรียน ไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ 3.ความมั่นใจต่อโรงเรียนในบางเรื่องก็ได้รับผลกระทบ 4.ความมั่นใจในการสอนของครูลดน้อยลง

อมรวิชช์ กล่าวว่า การสำรวจยังพบช่องว่างระหว่างครูและนักเรียนที่เป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ได้แก่ 1.ครูปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม 2.การรู้จุดเด่นหรือความสามารถของนักเรียนรายคน 3.การให้เวลาพูดคุยหรือปรึกษาปัญหากับนักเรียน

ส่วนช่องว่างระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหาอันดับต้นๆ ได้แก่ 1.การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน 2.การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร 3.การให้เวลาช่วยบุตรหลานทำการบ้าน

ช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครองที่เป็นปัญหา ได้แก่ 1.การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา 2.การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน สุดท้ายช่องว่างระหว่างครูกับผู้บริหาร ได้แก่ 1.การยอมรับในความสามารถของครู 2.การให้โอกาสครูในการมีส่วนร่วมต่อการบริหาร

“ทั้งนี้ การสำรวจยังสะท้อนถึงระดับความผูกพันต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งในมุมมองของเด็กนั้น การที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาช่วยทำการบ้านเสมอ เป็นข้อที่เด็กรู้สึกผูกพันน้อยที่สุด ซึ่งตรงอย่างยิ่งกับมุมมองของผู้ปกครองที่มีระดับความผูกพันต่อเรื่องการมีเวลาช่วยลูกทำการบ้านต่ำสุดเช่นกัน ยิ่งชี้ชัดว่า ในยุคนี้เด็กๆ ต่างหวังพึ่งครูค่อนข้างมาก อยากที่จะสนิทสนม มีครูเป็นที่ปรึกษา ทั้งเรื่องการเรียนและจิตใจ เพราะครอบครัวไม่มีเวลาให้ จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไม่อยากให้มองว่าเป็นปัญหา แต่เป็นช่องว่างที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นโอกาสให้โรงเรียนยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทั้งนักเรียน ครู ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงชุมชนด้วย”อมรวิชช์ กล่าว

“ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปตัวเอง” จิรชัย มูลทองโร่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/535267

  • วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 11:57 น.

"ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปตัวเอง" จิรชัย มูลทองโร่ย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการปฏิรูปสื่อได้จัดให้การรับฟังความคิดเห็นทั้งจากภาครัฐ องค์กรเอกชน องค์กรสื่อ และประชาชน ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พิมพ์เขียวการปฏิรูปสื่อได้เสนอไปถึง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมนำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป

กระนั้น จิรชัย มูลทองโร่ย ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ฉายภาพการทำงาน เสียงสะท้อนต่อการก่อร่างปฏิรูปสื่อต่อทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

“การปฏิรูปสื่อต้องเริ่มต้นที่ปฏิรูปตนเองก่อนครับ” จิรชัย เปิดหัวข้อสำคัญระหว่างการสนทนา เขาบอกว่า คณะกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันว่าสื่อต้องเป็นโรงเรียนของประชาชนในการดำเนินการ 3 เรื่องด้วยกัน

กล่าวคือ 1.สื่อต้องให้ความรู้ ให้ความถูกต้องและความชัดเจนในเรื่องข่าวสารและข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ 2.สื่อต้องเป็นส่วนช่วยสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติหรือเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อเผยแพร่ไปสู่สังคมภายในและภายนอกประเทศอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาสื่อขาดความตระหนักรู้ในการที่จะเร่งรัดการส่งเสริมวัฒนธรรมผ่านทางสื่อ แต่กลับส่งเสริมวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นต่อไปควรลดการนำเสนอสิ่งที่ไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมให้น้อยถอยลงไป เช่น วัฒนธรรม แย่งชิง วัฒนธรรมแนวละครน้ำเน่า ผัวแย่งเมียหรือเมียแย่งผัว ควรจะลดน้อยลง แต่ควรส่งเสริม วัฒนธรรมที่ดีให้มากขึ้น หรือควรกลับมาทบทวนตัวเองให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

ในส่วนที่ 3.สื่อต้องส่งเสริมทัศนคติที่ดีของทั้งบุคคลหรือองค์กรต่างๆ เช่น ใครทำดีก็ต้องเอามาส่งเสริม สนับสนุนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของการดำเนินการตาม ดังนั้นสื่อควรจะทำให้ตัวเองเป็นโรงเรียนของประชาชนใน 3 ด้านที่ว่ามา โดยเฉพาะสื่อรัฐ ทั้งไทยพีบีเอสและเอ็นบีที ส่วนสื่อไหนจะทำแบบไหนก็ควรเป็นการดำเนินการของแต่ละสื่อ

ประธานปฏิรูปสื่อ บอกว่า การปฏิรูปสื่อได้ทำมาระยะหนึ่งแล้ว ยังเห็นความไม่สมบูรณ์ในมิติต่างๆ มากมาย “ความไม่สมบูรณ์ที่ว่านั้นเกิดจากมุมมองที่ต่างกันกับข้อเสนอและเป้าหมายของคณะกรรมการฯ ที่อยากให้หน่วยงานต่างๆ รับไปดำเนินการ บางหน่วยงานขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว แต่บางหน่วยงานก็ยังไม่ได้ขับเคลื่อนเลย ดังนั้นคณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรอบการทำงานในการเดินหน้าปฏิรูปต้องอยู่ภายใต้ 6 กรอบ”

อาทิ การปฏิรูประบบการกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ด้วยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การกำกับจริยธรรมสื่อมวลชนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน พ.ศ….ในเรื่องนี้ ได้ร่างไว้แล้วให้มีคู่มือจริยธรรมกลางมีข้อเสนอไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการขับเคลื่อน โดยร่างจริยธรรมดังกล่าวยังมีเพียงเฉพาะโทรทัศน์กับวิทยุ เพราะฉะนั้นจริยธรรมกลางจะเป็นเหมือนร่มใบใหญ่ แต่ภายในจะมีร่มใบย่อยๆ เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ ฯลฯ จะต้องมีจริยธรรมอย่างไร

สำหรับการปฏิรูปแนวทางการกำกับดูแลสื่อออนไลน์และการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมวิทยุโทรทัศน์ ทีวีดิจิทัล ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เอ็นบีที และไทยพีบีเอส ต้องปฏิรูปตัวเอง ส่วนที่ชัดเจนแล้ว คือ เอ็นบีที มีข้อเสนอที่ว่าจะให้ปรับผังรายการใหม่ทั้งหมด ใช้งานของตัวเอง 60% ที่เหลือ 40% ให้ภาครัฐและประชาชนได้เข้ามาใช้ด้วย หรือต้องเป็นแหล่งให้ข้อมูลข่าวสารภาคราชการมากขึ้น ทั้งหมดอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนปฏิรูปตัวเองอยู่

ส่วนไทยพีบีเอสยังไม่ใช่เป้าหมายที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้ทำอะไร แต่ส่วนตัวเห็นว่าไทยพีบีเอส ต้องคิดและพิจารณาตัวเองด้วยว่าจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร เป็นการเปิดกว้าง แม้ที่ผ่านมาได้มานำเสนอแผนว่าจะเปิดกว้าง ให้ประชาชนมาใช้สื่อสาธารณะมากขึ้น เป็น กระบอกเสียงประชาชนสะท้อนสังคม เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯ จะติดตามความคืบหน้าต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปปฏิรูปไทยพีบีเอส แต่ไทยพีบีเอสต้องปฏิรูปตนเอง สิ่งสำคัญต้องตกผนึกให้เรียบร้อยแล้วเสนอเข้ามา เพราะไทย พีบีเอสรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนสำคัญที่จะตอบสนองอะไรบ้างต่อสังคมและประชาชนด้วย โดยการที่ตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร

จิรชัย ยอมรับว่า ปัญหาการปฏิรูปสื่อที่เห็นภาพชัดเจน คือ การประสานงานยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการประสานความร่วมมือกันระหว่างรัฐกับรัฐ หรือสื่อกับรัฐ หรือภาครัฐกับประชาชน ยังไม่มีความชัดเจนในรูปแบบบูรณาการแบบประชารัฐ

เช่น ภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อก็ยังต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด และต่างคนต่างใช้เงิน แต่ในความเป็นจริงควรจะมี การบูรณาการร่วมกันในแผนงานการรู้เท่าทันสื่อในมิติต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกองทุนสื่อที่มีหลากหลายกองทุน อย่างทาง กสทช.มีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็มีกองทุนของตัวเองที่ให้เงิน แต่ก็ใช้เงินในมิติต่างๆ เช่น วิจัยหรือพัฒนา หรือการสร้างความรู้ผ่านทางกองทุนสื่อต่างๆ ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เงิน แต่ยังมีส่วนอื่นของภาครัฐที่ใช้เงินเพื่อตอบสนองการให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อด้วย แต่ก็ยังมุ่งแต่การใช้เงินแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างใช้เงิน

“ทุกหน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุนต้องมีการ บูรณาการแผนงานการใช้เงินเข้าด้วยกัน เพราะเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ไว้ชัดเจนว่าในปี 2561 ต้องมีการบูรณาการการใช้เงินของภาครัฐต้องรวมเข้าด้วยกัน ส่วนสื่อสาธารณะ ทั้งไทยพีบีเอส หรือเอ็นบีทีต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร ที่จะส่งผลให้สังคมและประชาชนได้รับการคุ้มครองด้านข้อมูลข่าวสาร จะมาบอกว่าอย่ามาแตะต้องกันเลย คงไม่ใช่ แล้วมาพูดว่าขอให้ตัวเองดูแลตัวเองกันไปก่อนคงไม่ได้ แต่ต้องมาคิดว่าตัวเองจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร” จิรชัย กล่าว

“คณะกรรมการปฏิรูปสื่อจึงมีความเห็นว่าทุกสื่อจะต้องมีการดำเนินการปฏิรูปตัวเอง ส่วนกรอบเวลาการปฏิรูปคงไม่ไปกำหนด แต่ภาคราชการได้เตรียมการไว้ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2565 โดยในแต่ละปีมีการขับเคลื่อนอย่างไร ในปีไหน ในแนวทางของคณะกรรมการฯ ไม่ได้มุ่งไปในการใช้ข้อบังคับที่จะร่างกฎหมายเท่านั้น เพราะเราต้องการให้มี 2 มิติ คือ กฎหมาย และจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องสำคัญควรที่จะทำโดยเคร่งครัด เพราะจริยธรรมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมกันได้ง่ายไม่เหมือนกฎหมาย ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขและขั้นตอนเยอะแยะมากมาย”

แม้ขณะนี้ทางภาคสื่อจะบอกว่าจะมุ่งแก้กฎหมายที่จะให้มีกฎหมายที่มุ่งกำกับกันเองหรือดูแลกันเองก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งจะให้ดูแลกันเองและกำกับกันเองในเชิงจริยธรรมด้วย โดยภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่จะต้อง ส่งเสริมสนับสนุนเป็นสำคัญ กล่าวคือ การประสานความร่วมมือกับสื่อด้วยกัน ภาครัฐกับสื่อ หรือภาครัฐกับประชาชน เพราะภาครัฐเป็นตัวกลาง การที่จะมาปฏิเสธภาครัฐ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นภาครัฐจะมีหน้าที่ ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่การกำกับแต่อย่างใด เพราะการกำกับ คือ หากพบว่าละเมิดหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมทางภาครัฐก็ต้องติดตามได้อยู่แล้ว

ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียหรือสื่อออนไลน์นับเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ แต่การกำกับติดตามยากมากเพราะมีผู้ใช้จำนวนมากและมีสื่อจำนวนมากด้วยเช่นกัน ปัญหาก็ตามมามากมาย ในประเด็นตรงนี้มีข้อเสนอมา คือ ต้องให้หน่วยงานที่กำกับต้องติดตามตั้งแต่ต้นทาง คือ กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ

โดยมีข้อเสนอว่าควรจะกำกับติดตามหรือทำกันตั้งแต่ต้นทาง ว่าการกำกับติดตามต้อง บูรณาการกันในทุกกระทรวงหรือหน่วยงาน ขณะที่บรรดากองทุนสื่อต่างๆ เป็นเรื่องของปลายทางไปแล้ว แต่ก็จะต้องให้ความรู้กับชาวบ้านว่าจะทำอย่างไรให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ได้อย่างไร ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนที่ต้องทำร่วมกันอย่างบูรณาการแบบประชารัฐ

สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรทัศน์ หรือทีวีดิจิทัล จิรชัยให้แง่มุมไว้ว่า แม้ที่ผ่านมามีปัญหาในการบริหารจัดการ ที่จะเอาเครือข่ายมาดำเนินการให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นการปรับปรุงโครงสร้างทีวีดิจิทัลเป็นปัญหาเร่งด่วน เพราะกำลังประสบปัญหาอยู่ ทาง กสทช.เองก็กำลังเร่งทำอยู่ เช่น ลดใบอนุญาต ลดค่าสัมปทานต่างๆ ส่วนเครือข่ายไหนที่ยังไม่ได้ใช้ เป็นเรื่องที่ทาง กสทช.จะต้องไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละหน่วยงานยังมี ข้อจำกัดของตัวเองอยู่ อาทิ กสทช. จะดูเฉพาะสื่อที่ผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุ เพราะกฎหมายกำหนดไว้แค่นั้น แต่ควรบูรณาการกัน ตัวอย่างเช่น สื่อที่เป็นภาพยนตร์ มี 3 หน่วยดูแล ทับซ้อนกันอยู่ คือ กระทรวงวัฒนธรรม ดูเรื่องการฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนภาพยนตร์ที่ฉายผ่านมือถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฯ ส่วน กสทช.ดูแลภาพยนตร์ที่ฉายในโทรทัศน์

“ปัญหาทั้งหมดที่ว่ามานั้นคือปัญหาระบบราชการไทยที่ต่างคนต่างทำมานานแล้ว ควรที่จะต้องมาบูรณาการกันเสียที ด้วยการสร้างการรับรู้และการตรวจสอบให้มากขึ้น” จิรชัย กล่าวทิ้งท้าย

“ขยัน มุ่งมั่น หัวการค้า” เมื่อนักศึกษาจีนมาเรียนเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534883

  • วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 20:00 น.

"ขยัน มุ่งมั่น หัวการค้า" เมื่อนักศึกษาจีนมาเรียนเมืองไทย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพผลการเรียนคุณภาพเกรดเฉลี่ย 4.00 ของนักศึกษาชาวจีนกว่า 20 รายจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยถูกส่งต่อผ่านโลกโซเชียลมีเดียและเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ส่วนใหญ่ชื่นชมนักศึกษาเพื่อนบ้านที่ขยันขันแข็งมุ่งมั่นจนสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงเหตุผลที่พวกเขาเข้ามาเรียน และถามต่อในระดับชาติว่า วันที่จีนแผ่ขยายอิทธิพลและความสามารถไปทั่วโลก เด็กไทยต้องปรับตัวอย่างไร ?

ที่ตั้ง-วัฒนธรรม-ธุรกิจ เหตุผลจีนเลือกไทย

จินดา สุขะนินทร์ รองประธานฝ่ายบริหาร สถาบันไอเก็ท ซึ่งเป็นเครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน ยกข้อมูลจากสถานทูตจีนพบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาจีนในประเทศไทยประมาณ 30,000 หมื่นราย โดยทยอยเดินทางเข้ามาเรียนปีละ 8,000-9,000 คน ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เปิดรับ

สาเหตุหลักที่เลือกมาเรียนต่างประเทศ เนื่องจาก 1.มหาวิทยาลัยรัฐในประเทศจีน ไม่เพียงพอรองรับนักศึกษาในประเทศ 2. ผู้ปกครองไม่อยากให้บุตรหลานต้องเผชิญความกดดันในการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศ 3. มองถึงคอนเนคชั่นทางธุรกิจในอนาคต หลังเรียนจบในต่างประเทศ

เป้าหมายหลักของเด็กส่วนใหญ่ยังเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ ขณะที่ประเทศไทยนั้นมีทิศทางและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

“กลุ่มที่เลือกมาเมืองไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีนอย่าง หนานหนิง คุณหมิง  อาจเป็นเพราะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กับไทยในเรื่องธุรกิจการค้าระหว่างกันค่อนข้างมาก เช่น ผู้ปกครองของเด็กอาจมีธุรกิจที่ทำร่วมกับไทย นอกจากนั้นคนจีนยังมองว่า การศึกษาไทยมีคุณภาพในระดับที่น่าพอใจและยอมรับได้”

เมื่อราว 8 ปีก่อนนักศึกษาที่เข้ามามักเลือกเรียนในภาคอินเตอร์ ขณะที่ในช่วง 3-4 ปีหลังเริ่มเลือกเรียนในภาคภาษาไทย ตามคณะต่างๆ ที่รองรับและเปิดโอกาสให้เด็กจีนได้เรียนร่วมกับเด็กไทย

“พวกเขาอาจมองว่าหลังเรียนจบน่าจะสามารถหางานได้หลากหลายและมีคอนเนคชั่นกับเพื่อนคนไทยมากกว่า ทำให้ตอนนี้สัดส่วนระหว่างผู้เรียนภาคอินเตอร์กับภาคปกตินั้นใกล้เคียงกันแล้ว”

รองประธานฯ สถาบันไอเก็ท บอกถึง 3 คณะที่นักศึกษาจีนเลือกมากที่สุด ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยสัดส่วนในกลุ่มแรกนั้นสูงสุดโดยมีมากกว่า 50 เปอร์เซนต์ เนื่องจากมองเห็นถึงโอกาสในอนาคตที่ค่อนข้างชัดเจนและสดใส เมื่อมองจากนโยบายระหว่างสองประเทศและทิศทางที่เปิดกว้างในโลกสมัยใหม่

ส่วนคณะนิเทศศาสตร์เนื่องจากคนไทยโดยเฉพาะในวงการโฆษณานั้นทำผลงานได้ดีและมีชื่อเสียงในระดับโลก ทำให้ภาพการรับรู้ของคนจีนที่มีต่อวงการนิเทศฯ ของไทยค่อนข้างดีและได้รับการยอมรับ ขณะที่กลุ่มการท่องเที่ยวและการโรงแรม ไทยขึ้นชื่อเรื่องงานด้านบริการอยู่แล้ว

นอกเหนือจาก 3 กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากหลายโรงเรียนในแถบคุณหมิง มีหลักสูตรศิลป์-ภาษาไทย  ทำให้เด็กในระดับ ม.ปลายที่เรียนเอกไทย เดินทางมาเรียนต่อมากพอสมควร

“เมื่อก่อนเขาเลือกเรียนภาษาไทยโดยตรง แต่ช่วงหลังด้วยความที่การเรียนภาษาศาสตร์นั้นค่อนข้างเข้มข้น ทำให้เด็กหลายคนรู้สึกว่ายาก และหันไปเลือกวิชาที่มีภาคปฏิบัติค่อนข้างมากอย่างนิเทศฯ และการโรงแรม” เธอบอกว่าค่าครองชีพและค่าเทอมในเมืองไทยนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับนักศึกษาเนื่องจากอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันจากบ้านเกิด และส่วนใหญ่ผู้เรียนมักมีฐานะค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเรื่องเงินและความเป็นอยู่

“ค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐบาลของจีนตกปีละประมาณ 1 แสนบาท เท่ากับเทอมละ 5-6 หมื่น เมื่อเทียบกับเอกชนไทยแล้วไม่แตกต่างกัน”

จินดา บอกว่าข้อกฎหมายที่ซับซ้อนยังเป็นอุปสรรคสำหรับนักศึกษาที่เรียนจบและอยากทำงานต่อที่เมืองไทย แม้องค์กรจีนที่เปิดในไทยหลายแห่งต้องการรับเข้าทำงาน ขณะที่บางส่วนเลือกที่จะกลับบ้านเกิดทันทีหลังเรียนจบเนื่องจากเหตุผลด้านครอบครัวและธุรกิจ

ทั้งนี้จากนโยบายระหว่างประเทศของจีนและสิ่งที่ชาวจีนได้รับจากเมืองไทยทั้งในแง่ธุรกิจ วัฒนธรรม ตลอดจนคุณภาพชีวิต ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษาต่อเชื่อว่า ตัวเลขนักศึกษาชาวจีนนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล

อึด ขยัน หัวการค้า คุณสมบัติเด่นเด็กจีน

ผลการเรียนระดับสูงที่เราเห็นในโลกออนไลน์แม้ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของนักศึกษาจีนทั้งหมดในไทย อย่างไรก็ตามมันก็พอบอกได้ว่า ในอนาคตนั้นพวกเขาเหล่านี้มีโอกาสสดใสที่จะพัฒนาตนเองและประเทศชาติ

เอกรัตน์ จันทร์รัฐิติกาล ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (ฝ่ายไทย) บอกว่า คุณสมบัติของนักศึกษาจีน คือความกระตือรื้อร้น มุ่งมั่นและรับผิดชอบ หากเลือกชัดเจนกับเป้าหมายแล้ว พวกเขาจะมุมานะไปให้ถึงจนประสบความสำเร็จ ขณะที่ความฉลาดนั้นไม่แตกต่างกันกับเด็กไทย

“อาจเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในดีเอ็นเอ ความมุ่งมั่น การพาตัวเองไปสู่เป้าหมายเขาจะชัดเจน มีลูกอึด กระตือรือร้นสูง เท่าที่สัมผัสเด็กจีนเป็นคนทำอะไรจริงจังแม้กระทั่งเรียน ถ้าไม่สนใจก็จะไม่ทำ ถ้าสมัครลงเรียนแล้วเขาต้องทำให้ได้ แต่แน่นอนว่าพวกเกเรนั้นต้องมีบ้างเพียงแต่น้อยมาก”

อีกคุณสมบัติเด่นของเด็กแดนมังกร คือ ความเป็นพ่อค้าอยู่ในสายเลือด เมื่อนักศึกษาไทยอาจต้องรอให้ตัวเองมั่นใจและเติบโตสักระยะก่อนจะลงมือทำการค้าจริง ขณะที่เด็กจีนนั้นเข้ามาจากต่างแดนได้สักระยะก็เริ่มค้าขายแล้ว

“เด็กไทยอาจจะต้องเรียนสักปี 3-4 ถึงจะหาธุรกิจทำ แต่เด็กจีนปี 1 ก็เริ่มขายของออนไลน์กันแล้ว เขาสามารถเขียนภาษาจีนได้ ไปสั่งของจากเถาเป่า อาลีบาบา มาขายฝั่งไทย หรือบางคนรับของจากไทยและเขียนเป็นภาษาจีนไปขาย

“เด็กบางหอพักเขาทำอาหารขายกันเลย มีเมนูร่อนตามห้องที่มีคนจีนอยู่ โทรสั่งได้ ไม่มีหน้าร้านแต่ทำกันในห้องและส่ง อันนี้คือสัญชาตญาณความเป็นพ่อค้าของเขา อาจเป็นเพราะมาจากต่างถิ่นด้วยเลยทำให้ต้องเอาตัวรอดมากกว่า”เอกรัตน์บอกว่า ข้อดีอีกอย่างของชาวจีนคือการปรับตัวง่าย หากรับรู้กฎระเบียบต่างๆ ของสถานที่แล้วก็พร้อมปฏิบัติตาม

 

เจียง จั๋ว ฉวิน และ กาน เชี่ยว หลิง

 

โอกาสทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี

สถานที่ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และเหตุผลด้านการศึกษาซึ่งมองจากนโยบายเส้นทางสายเศรษฐกิจวันเบลต์ วัน โรด (โอบีโออาร์) ของจีนกลายเป็นปัจจัยหลักให้ เจียง จั๋ว ฉวิน เดินทางจากเมืองต้าถง ในมณฑลซานซี มาเรียนในที่วิทยาลัยนานาชาติจีนอาเซียน สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

“คนจีนเห็นไทยเป็นบ้านพี่เมืองน้อง มีหลายอย่างคล้ายกัน ไทยยังเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เหมือนปลั๊กที่เชื่อมไปสู่หลายๆ ประเทศ การเข้ามาเรียนและหาประสบการณ์ชีวิตน่าจะทำให้อนาคตผมสดใสและเปิดโอกาสในด้านการทำงานมากขึ้น”

เจียงไม่เคยเดินทางมาประเทศไทยก่อนเลยจนกระทั่งเข้ามาเรียน เขาบอกว่า ทุกอย่างที่ได้สัมผัสส่วนใหญ่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้า โดยเฉพาะความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่และน้ำใจ ส่วนคุณภาพการศึกษานั้นดีกว่าที่คาดหวังไว้เสียอีก โดยปัจจุบันเขาทำเกรดเฉลี่ยได้ 2.9

“ทุกอย่างเหมือนที่คิด ทั้งความสวยงาม ความมีน้ำใจของคนไทย ข้อมูลด้านลบอย่างยาเสพติด พอมาอยู่จริงๆ ก็ไม่เห็นว่าแย่อย่างที่คิด”

ชายหนุ่มวัย 21 ปีหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ดูหลักสูตร สถานที่ บรรยากาศ สิ่งอำนวยความสะดวก โดยสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยมากที่สุดคือคำบอกเล่าจากรุ่นพี่และอาจารย์ที่เคยมีประสบการณ์ในเมืองไทย

ประธานชมรมวิทยายุทธจีนของ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ บอกต่อว่า เริ่มมีเพื่อนคนไทยหลายคน แรกๆ คนไทยดูจริงจัง แต่พอสนิทสนมแล้วเป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่นและมีน้ำใจมาก ให้การช่วยเหลือและต้อนรับอย่างอบอุ่น

กาน เชี่ยว หลิง นักศึกษาสาวจากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เดินทางมาเรียนเมืองไทยเพราะอยากสัมผัสประสบการณ์และคุณภาพชีวิตที่แตกต่างจากบ้านเกิดในมณฑลกวางตุง โดยได้รับการบอกเล่าจากอาจารย์ที่เคยมาเรียนที่เมืองไทย

“ชีวิตเมืองจีนค่อนข้างเร่งรีบ ทำอะไรก็เร็วๆ เมืองไทยสบาย อาจารย์สอนภาษาไทยของหนูบอกว่า ชีวิตเมืองไทยนั้นสนุกสนานและดีกว่า” นักศึกษาที่ได้เกรดเฉลี่ย 2.6 บอก โดยเป้าหมายของเธอหลังเรียนจบคือการกลับไปเป็นครูสอนภาษาไทยที่บ้านเกิด

ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญของนักศึกษาชาวจีนในเมืองไทย หลายคนบอกตรงกันว่าเป็นเรื่องของภาษา โดยสถาบันต่างๆ เริ่มมีการส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาทั้งสองชาติมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างด้านความสัมพันธ์

 

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

 

มองจีนเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู

ใครหลายคนกังวลว่าการเข้ามาของนักศึกษาจีน ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรในประเทศไทยและยังเบียดเบียนโอกาสการทำงานของคนไทย อย่างไรก็ตาม ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ  Wellington College International Bangkok ไม่คิดแบบนั้น

“ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องที่ดีมากด้วยซ้ำ คนพวกนี้ซับพอร์ตเศรษฐกิจของประเทศเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม  ไม่ควรจะปิดกั้น กีดกัน ยิ่งมาอยู่กับเรามากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ หากมีคอนเนคชั่นที่แน่นแฟ้น ก็ส่งผลต่อการพัฒนาขับเคลื่อนของทั้งสองประเทศ คือวินๆ ทั้งคู่”

ในด้านคุณภาพการศึกษา อธิการบดีม.ธุรกิจบัณฑิตย์บอกว่า แต่ละสถาบันถูกควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือ สกอ. อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าการเข้ามาของชาวจีนจะมีผลลบต่อคุณภาพ หลักสูตรหรือการเรียนการสอน

ด้าน เอกรัตน์ ผอ.สถาบันขงจื่อฯ บอกว่า จีนจะเป็นภัยหรือเป็นมิตร ขึ้นอยู่กับการมอง หากมองในด้านดีและรู้จักปรับตัวพัฒนาตนเอง จีนคือเพื่อนและโอกาสที่สดใส

“จะปิดกั้นนั้นไม่ถูก แทนที่จะมองว่าทำไมเขามาแย่งงานเรา อยากให้มองว่าเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร ต่อให้เขาจะมาแย่งก็แย่งไม่ได้ มีหลายอย่างที่จีนทำไม่ได้ แต่เราทำได้ สู้เราสร้างความเป็นเพื่อน เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ส่งเสริมเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน จากอิทธิพลของมหาอำนาจโลกทุกวันนี้ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีอนาคตร่วมกัน” ผอ.สถาบันขงจื่อฯ บอกทิ้งท้าย

—–

ภาพบางส่วนจาก สถาบันไอเก็ท , มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534689

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ด้วยยุคเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกคนได้ง่าย จึงเป็นช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีสามารถแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย หนึ่งในนั้นคือ “หลอกลวงให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน” ซึ่งกำลังเป็นภัยสังคมที่แพร่หลายขณะนี้

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางด้านนี้ จะมาเปิดโปงขบวนการรวมถึงแนะนำวิธีการระมัดระวังตัวไม่ให้เสียรู้

แฉกลลวงหลอกให้เซ็นรับ-สุดท้ายเสียเงิน

ภัยรูปแบบดังกล่าวหากไม่ระวังตัวหรือรู้เท่าทันคุณอาจตกเป็น “เหยื่อ”

สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งเล่าประสบการณ์ที่พบเจอกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพว่า ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีกล่องพัสดุระบุชื่อของตัวเองส่งมาจากประเทศจีน โดยพนักงานจัดส่งได้มีการเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 1,680 บาท แต่ด้วยความโชคดีที่ไม่เคยซื้อของออนไลน์แบบเก็บเงินปลายทางมาก่อน จึงสงสัยและปฏิเสธการเซ็นรับพัสดุชิ้นนั้นพร้อมกับจ่ายเงินไป เมื่อสอบถามไปยังบริษัทส่งของก็ทราบว่ามีเรื่องร้องเรียนประเภทนี้ทุกวัน โดยมิจฉาชีพจะสุ่มส่งของหาเหยื่อ เมื่อเซ็นรับก็ต้องจ่ายเงินซึ่งจะตกหลุมพรางทันที ทั้งที่มูลค่าของในกล่องราคาไม่มาก

ขณะที่สมาชิกเฟซบุ๊กอีกรายเล่าว่า สั่งโมเดลไอรอนแมนมาจากเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง โฆษณาว่าเป็นของแท้ที่โรงงานผลิตเกินจำนวนจึงนำออกมาขายในราคา 2,000 บาท จากราคาปกติประมาณ 30,000 บาท เมื่อของส่งมาถึงก็ได้เปิดพัสดุดูก่อน (ได้รับการยินยอมจากผู้ส่ง) แต่เมื่อเปิดของออกมาดูก็พบว่าของไม่ตรงตามรายละเอียดที่ลงโฆษณาไว้จึงปฏิเสธการรับ

พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ข้อมูลว่า ขบวนการนี้ส่วนใหญ่อยู่ในไทย นอกนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จีนและประเทศแถบแอฟริกา รูปแบบการหลอกจะส่งของมาที่บ้าน หรือเปิดเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์พร้อมกับนำข้อมูลอันเป็นเท็จลงไว้ หากมีผู้สนใจติดต่อซื้อขายก็จะตกเป็นเหยื่อทันที

ผกก. 3 ปอท. มองว่า การฉ้อโกงรูปแบบนี้ไม่ต่างจากอดีต เพียงแต่ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้น และผู้ตกเป็นเหยื่อก็มักโพสต์เตือนภัยลงในโซเชียลมีเดีย จึงทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าปัญหานี้มีมาก

ล่าโจรไซเบอร์ไทยง่าย-ต่างประเทศยาก

ผกก. 3 ปอท. เปิดเผยว่า การติดตามมิจฉาชีพขบวนการนี้หากอยู่ในประเทศโอกาสติดตามตัวอาจทำได้ง่าย โดยสืบจากแหล่งส่งของ บัญชี พฤติกรรม รวมถึงหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ ไอพี แต่หากมาจากต่างประเทศ ยอมรับว่าการติดตามตัวค่อยข้างยาก เพราะอยู่นอกราชอาณาจักรเกินอำนาจตำรวจไทย แต่ถึงอย่างไรก็สามารถส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ประสานหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อได้

พ.ต.อ.โอฬาร แนะนำว่า หากตกเป็นผู้เสียหายควรรีบแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศทันที ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา ปอท.เพียงแห่งเดียว พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรวจสอบรวบพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หากตำรวจรายใดไม่รับแจ้งความและอ้างว่าเป็นความผิดทางอินเทอร์เน็ตอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

แต่ถึงอย่างไรการระวังควรเริ่มที่ตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อ หรือควรตรวจเช็คข้อมูลสถานะแหล่งที่ส่งให้ดีก่อนเซ็นรับและจ่ายเงิน นอกจากนี้คิดว่าบริษัทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการขนส่ง การดูแลระบบควรมาหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังถาวร

ผู้บริโภคมีสิทธิดูของและปฏิเสธ

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ชี้ว่า เมื่อมีของมาส่งตามหลักปฏิบัติควรดูก่อนว่าของภายในพัสดุมีสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อมีสิทธิปฏิเสธการรับของได้ หากไม่มั่นใจควรปฏิเสธการเซ็นรับและจ่ายเงิน เพราะเมื่อเซ็นรับเท่ากับยินยอมรับผิดชอบ การจะไปฟ้องร้องภายหลังก็ยุ่งยาก

“เรามีสิทธิขอตรวจสอบของ ตามกฎหมายสามารถขอดูของก่อนได้ ถ้าพนักงานไม่ให้ดูก่อน ก็ไม่ต้องรับ”

พิฆเนศ กล่าวว่า หากผู้ประกอบการขนส่งยังพยายามให้เซ็นรับของโดยไม่ยินยอมให้ตรวจ อาจเป็นการโอนภาระให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นการกระทำแบบที่ไม่มีจรรยาบรรณ

เลขาธิการ สคบ. แนะนำว่า เมื่อตกเป็นเหยื่อถ้าเป็นร้านค้าในระบบที่ขึ้นทะเบียบเสียภาษีถูกต้อง ผู้บริโภคมีสิทธิคืนของได้ภายใน 7 วัน และมีสิทธิฟ้องร้องในระยะเวลา 1 ปี แต่ทางปฎิบัติจริงผู้บริโภคมักไม่ฟ้องเพราะมองว่ายุ่งยากและจำนวนเงินความเสียหายไม่มาก ตรงนี้เป็นข้อเสียเปรียบของผู้บริโภค

พิฆเนศ ทิ้งท้ายว่า ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ต้นหากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงินก่อน หรือหากผู้รับเป็นบุคคลในบ้านที่ไม่ใช่เจ้าของชื่อ ควรสอบถามรายละเอียดกับผู้ที่มีชื่อระบุบนพัสดุเพื่อความมั่นใจ แต่ยืนยันว่าควรตรวจสอบให้ดีก่อน หากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงิน

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534621

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวกรณีสถาบันกวดวิชาระดับอนุบาล 3 เข้า ป.1 โรงเรียนดังคิดค่าเรียนจากผู้ปกครองเป็นตัวเลข 6 หลัก จนถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่ได้จากการเรียนการสอน เรื่องนี้ถูกขยายความให้เห็นปัญหาที่เรื้อรังมาหลายรัฐบาล หมกอยู่ใต้พรมของสังคมไทยปล่อยให้ผู้ปกครองต้องเผชิญกับเรื่องนี้มายาวนาน

ปัญหานี้ทำให้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าเรียนชั้นประถมต่างทราบดีว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ลามลึกจนถึงเด็กเล็ก ซึ่งฤดูการสอบของเด็กอนุบาลเข้า ป.1 นับถอยหลังเข้ามาเพราะกำลังจะเริ่มในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้

คุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนกวดวิชาเด็กเล็กกลายเป็นกระแสที่ทำให้ผู้ปกครองยอมควักกระเป๋าจ่าย คือภาพสะท้อนความคาดหวังว่าเด็กๆ จะมีพื้นฐานการเรียนที่ดีจนมีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 หรือในระดับที่สูงขึ้น ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง อันเป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจคุณภาพการเรียนการสอนที่จะได้รับจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่จะมีการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนได้นโยบายและแนวทางแก้ไขมาแล้ว เช่น แนวคิดเรื่องการยกเลิกการสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 เพราะไม่อยากให้มีการแข่งขันจนเด็กเกิดความเครียด หรือพบว่าหลักสูตรที่มีสัดส่วนทางวิชาการที่มากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งถูกวัดความรู้ด้วยความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่วัย 5-6 ขวบ ควรเรียนผ่านการเล่น เรียนทักษะเชิงพัฒนา ทักษะเชิง พฤติกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ใช่ต้องเรียนทักษะเชิงวิชาการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

“แม้จะมีการประชุมถกเถียงมาแล้วหลายครั้งจนได้นโยบายจัดการปัญหามา แต่ที่สุดก็มักเป็นนโยบายที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติกับโรงเรียนที่มีปัญหาในเรื่องนี้ หากจะปฏิบัติจริงจะมีการชี้ชัดได้แค่ไหนว่าโรงเรียนหรือผู้ปกครองกลุ่มไหนที่อยู่กับปัญหานี้มากที่สุด และที่ผ่านมานโยบายที่จะใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้มีทางออกที่เป็นรูปธรรม ที่สุดจึงไม่มีการขานรับจากโรงเรียนและผู้ปกครอง กลายเป็นไฟไหม้ฟางที่ได้ยินกันทุกปี แต่ก็หายไปทุกครั้งโดยไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ปัญหาผู้ปกครองและเด็กที่เริ่มเข้าสู่วงจรการแข่งขันเพื่อโอกาสทางการศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้นหลายประเทศอย่างสหรัฐก็กำลังเผชิญปัญหานี้

นักวิชาการ สสค. กล่าวว่า ขณะที่แบบแผนการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ผลักภาระการฝึกทางด้านของวิชาการที่เป็นแบบแผนในเด็กจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เพราะมองว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะเรียนรู้ผ่านการเล่น การร้องเพลง การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กวัยเดียวกัน  และแทบจะไม่มีการบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในสหรัฐหรือไทย โดยให้เหตุผลว่าการบ้าน คือการผลักภาระอื่นๆ จากการเรียนให้เด็กและผู้ปกครองมาก และผลักดันให้เด็กๆ เรียนรู้หรือบังคับให้เด็กอ่านออกเขียนได้ก่อนวัยอันสมควร

“ปรัชญาการศึกษาของฟินแลนด์ ระบุว่า การศึกษาของเด็กจะต้องช่วยรักษาความเป็นเด็กไว้ให้ได้มากที่สุด การเล่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับการเรียน แม้แต่ระดับประถมก็ให้ความสำคัญกับการเล่นมากกว่าการเรียนที่เป็นวิชาการ และมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการที่เด็กได้เล่นในช่วงพักการเรียนระหว่างแต่ละวิชาจะทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น มากกว่าที่จะเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน  และ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กฟินแลนด์ ก็สูงว่าเด็กที่อื่นๆ ติดอันดับต้นๆ ของทุกการจัดอันดับระดับโลก”

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านการศึกษายุคใหม่ในปัจจุบันยังระบุด้วยว่า การเรียนการสอนที่เน้นการแข่งขัน เน้นการสอบ เริ่มไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่ไม่ได้รับคนเข้าทำงานโดยดูจากคะแนนสอบ แต่ประเมินจากความสามารถในการทำงานเป็นหลัก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มหันมาพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้น

สุเทพ เกิดกรรณ์ ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าวว่า ได้รับรายงานเช่นกันว่ามีผู้ปกครองส่งเด็กเล็กเข้าไปสถาบันกวดวิชาเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อ โดยบางคนยอมเสียเงินถึงปีละ 6 แสนบาท เพราะมั่นใจว่าการกวดวิชาตั้งแต่ยังเล็กจะเป็นหลักประกันว่าจะได้เรียนโรงเรียนดัง แต่เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นค่านิยมที่ผิด เพราะโรงเรียนอนุบาลหรือประถมส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ มีคุณภาพที่ไม่ต่างกันนัก

“เรื่องนี้กำลังเป็นค่านิยมของผู้ปกครองบางกลุ่มที่อาจจะกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเครียดที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้เลือก” ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าว

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ “สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534507

  • วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 19:21 น.

จากเด็กสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายสู่จิตอาสาแต่งหน้าศพ "สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สังคมออนไลน์ในปัจจุบันเราเห็นจิตอาสาหลายคนโดดเด่นเเละได้รับเสียงชื่นชมกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือสาวสวย “สนุ๊ก-วรางค์อร เดชารชตะ” เจ้าของฉายาสะพานบุญ

จากเด็กคิดสั้นน้อยใจพ่อแม่ วางแผนฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจด้วยการกินยาล้างห้องน้ำ สุดท้ายทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านการผ่าตัดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะกลายเป็นจิตอาสา สะพานบุญเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเธอเกือบไปถึงนรกมาแล้ว

กินยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย

สนุ๊ก เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นลูกสาวคนโตจาก 3 ใบเถาของคุณพ่อพ.ต.อ.เดชเดชา เเละคุณแม่แพรอังคณา เดชารชตะ ด้วยความที่คุณพ่อรับราชการตำรวจ ทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง โดยเธอเองถูกส่งไปอยู่กับคุณย่าที่ราชบุรี บ้านเกิดของคุณพ่อตั้งแต่ยังเล็กจนเกิดเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ

“ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเราไปอยู่กับย่าด้วย ทำไมเลี้ยงน้องได้แต่เลี้ยงเราไม่ได้ รู้สึกพ่อแม่ไม่รัก ขาดความอบอุ่น เสียใจและเก็บกดตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกอดแม่ คิดมาตลอดว่าไม่มีพ่อแม่ฉันก็อยู่ได้”

กว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็เมื่อเธออายุได้ 9 ขวบ ทุกคนย้ายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ราชบุรีกันทั้งครอบครัวเมื่อตอนเธออายุ 13 ปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ในวัย 17 ปี เธอทำรายงานอยู่ที่บ้านเพื่อนและกลับถึงบ้านเวลา 20.00 น. ซึ่งมันเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมในสายตาของคุณพ่อ นายตำรวจที่หวงลูกสาวมาก

“โทรบอกคุณแม่แล้วแต่พ่อไม่ทราบ เช้าวันถัดมา กำลังจะออกไปเรียน พ่อเข้ามาดุและตี ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเถียงและอยากเอาชนะ ทำให้พ่อยิ่งโมโห เอาเข็มขัดฟาดบีบกรามและเหวี่ยงลงโซฟา ผิดหวังมากเพราะที่ผ่านมาพ่อไม่เคยตีและพูดด้วยเหตุผลเสมอ”

ความที่ไม่คิดว่าเป็นตัวเองเป็นคนผิดและเถียงไม่หยุด ทำให้คุณแม่ต้องมาห้ามปราบและจบลงด้วยการตบหน้าลูกสาว

“เราตะโกนเถียง แม่เลยตบ พ่อถามว่าทำไมไม่บอก เราเลยสวนว่า บอกแม่แล้วไง ทีนี้เขานิ่งไปเลย เข้ามากอดเราและบอกว่าขอโทษ จับมือเรากอดที่เอวเขาด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ไหวแล้ว มันเกินไป”

สนุ๊กวิ่งร้องไห้เข้าห้องนอนด้วยความเจ็บปวดทั้งกายและใจ กดโทรศัพท์โทรเรียกเพื่อนให้มารับ หวังให้พ่อตามมาง้อและรู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำกับลูก อย่างไรก็ตามเวลาผ่านไปเกือบสองวัน ยังไม่มีท่าทีจากพ่อ จนนำไปสู่การเรียกร้องความสนใจครั้งใหญ่ด้วยการวางแผนกับเพื่อนบอกลาโลกใบนี้

“คืนวันที่ 5 พ่อยังไม่มา เรามีเงินเหลืออยู่ 60 บาท ด้วยความนึกสนุก วางแผนฆ่าตัวตาย ไปซื้อยาล้างห้องน้ำกับเพื่อน เลือกยี่ห้อถูกที่สุด จำได้แม่น 24 บาท”

หญิงสาวเขียนจดหมายลาตายอย่างเจ็บแสบถึงพ่อแม่ นัดแนะกับเพื่อนว่าหลังจากกินยาล้างห้องน้ำ ให้ช่วยชีวิตเธอด้วยนม วิธีล้างพิษตามที่อ่านเจอมาและนำไปส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อล้างท้อง

“หัวเราะกันสนุกสนาน แกเอาฉันไปส่งโรงพยาบาลเอกชนนะ รัฐบาลไม่เอา ล้างท้องเดี๋ยวก็หายเหมือนในละคร”

เช้าวันที่ 6 ธ.ค. สนุ๊กหยิบน้ำยาล้างห้องน้ำ เปิดขวด ก่อนกระดกเข้าปากผ่านลำคอไป 3 อึก ร่างกายปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

“มันไม่เหมือนในละครที่น้ำลายฟูมปาก เราแสบตั้งแต่คอถึงท้อง นอนขดทุรนทุรายอยู่กับพื้นและตะโกนเรียกเพื่อน เพื่อนลงมาเจอก็ตกใจไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้ รีบพาซ้อนมอเตอร์ไซค์ส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปประมาณ 300 เมตร”

ระหว่างอยู่บนมอเตอร์ไซค์สนุ๊กอาเจียนเป็นน้ำสีดำ มีเนื้อเยื่อของร่างกายออกมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงโรงพยาบาล โชคยังดีว่าเพื่อนตกใจไม่ได้นำนมให้เธอกิน เนื่องจากเป็นวิธีที่ผิดและมีผลทำให้อาการแย่ลง

“เบลอไปหมด ถึงโรงพยาบาล แขนขายกไม่ขึ้น หมอสั่งงดน้ำทุกอย่างรอส่องกล้องอีก 6 ชั่วโมง หมอบอกทำอะไรไม่ได้ เราก็นอนทุรนทุรายอยู่บนเตียง”

สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดตั้งแต่ยังเด็กเกิดขึ้นในช่วงที่ทรมานและเฉียดตายมากที่สุดในชีวิต “ภาพที่เห็นคือแม่วิ่งมาแต่ไกลและเข้ามากอด นั่นเป็นกอดของแม่ครั้งแรกที่เราจำได้”

หลังส่องกล้อง แพทย์แจ้งว่า ฤทธิ์ของน้ำยาล้างห้องน้ำได้กัดกร่อนอวัยวะภายในเเต่กระเพาะยังไม่ทะลุ อย่างไรก็ตามต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเครื่องมือไม่พร้อม เมื่อถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภาพของหญิงสาวคือ ปากเปื่อยลอก พูดได้แต่ไม่มีเสียงออกมา และได้รับแจ้งว่า เสียงอาจจะไม่กลับมาเป็นปกติ

“เริ่มอาเจียนเป็นเลือด หมอทำการล้างท้อง ใส่สายทางจมูกอัดน้ำเข้าไป และสุดท้ายต้องตัดหลอดอาหารทิ้ง เนื่องจากหลอดอาหารตีบ อีกประมาณ 3 สัปดาห์ถัดมา เริ่มกลืนไม่ได้ ต้องเจาะหน้าท้องใส่สายอาหาร สุดท้ายก็ต้องผ่าตัดเอาหลอดอาหารเเละกระเพาะที่ถูกเผาไหม้ทิ้ง” สนุ๊กบอกว่า ช่วงระยะเวลา 5 เดือนนั้น ความสุขของเธอคือการเคี้ยวอาหารและคายทิ้ง น้ำหนักลดลงจาก 51 กิโลกรัมเหลือเพียง 38 กิโลกรัม

ตัวผอม-เหมือนเปรต

หลังผ่านไป 5 เดือนเธอ ผลกระทบจากการกินยาล้างห้องน้ำยังไม่จบ เธอเข้ารับการถ่างขยายหลอดลมที่คอทุก 3 สัปดาห์ เพื่อให้มีขนาดเพียงพอต่อการรับประทานอาหาร

“ทรมานมาก การถ่างคอคือเอาสายยาวๆ อุปกรณ์เข้าไปถ่าง เริ่มตั้งแต่ 3 มิลลิเมตร เพิ่มเป็น 5 มิลลิเมตร 7 มิลลิเมตร จนกระทั่ง 15 มิลลิเมตร และเอาเข็มลงไปฉีดเพื่อล็อกไม่ให้หดตัวลงมา”

ความเจ็บป่วยในช่วงนั้น โดยเฉพาะช่วงที่กินอะไรไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเปรต ที่เชื่อกันว่ากินข้าวได้เพียงทีละเม็ด ตัวผอมบางแทบไม่มีแรงทำอะไร และนึกเสียใจที่เคยทำไม่ดีต่อพ่อแม่

“เปรตกินข้าวได้ทีละเม็ด แต่เรากินไม่ได้เลย คิดเลยว่าเพราะเราเถียงพ่อเถียงแม่ทำให้เราเป็นแบบนี้เหรอ นึกถึงตอน ป.4 โดนแม่ตี เคยเขียนใส่กระดาษเล่าเหตุการณ์และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเรียกว่าแม่ แต่ไม่ใช่ตีฉัน ตั้งใจวางให้เขาเห็น พอแม่เห็นแม่ร้องไห้และบอกว่า “ผู้หญิงคนนี้จะพาไปหาแม่เอง”

ความทรมานครั้งนั้นกินเวลายาวนานเกือบ 2 ปี โดยมีช่วงที่เข้าออกนอนโรงพยาบาลถึง 6 เดือน คุณแม่ดูแลเธอทุกวัน และทำให้คิดได้ว่า ใครคือคนที่รักเธอมากที่สุด ขณะที่คุณพ่อช่วงเวลานั้นด้วยหน้าที่การงานและความห่างไกล ทำให้ไม่ค่อยได้มาเยี่ยมเยียน

“คิดฆ่าตัวตายและร้องไห้ทุกวัน ไม่รู้จะหายหรือเปล่า เข้าใจคนป่วยกินไม่ได้ พลิกซ้ายขวาไม่ได้ มองเพดาน กระพริบตาอย่างเดียวมันเป็นอย่างไร รู้เลยว่ากำลังใจนั้นสำคัญ ขอบคุณแม่มากๆ”

ทุกวันนี้หญิงสาวมีบาดแผลย้ำเตือนความผิดพลาดในอดีตหลายจุด ไล่ตั้งแต่ที่บริเวณคอขนาดความยาว 20 ซม. กลางหน้าอกถึงใต้สะดือ 25 ซม. ข้างลำตัวตั้งแต่ด้านหลังไล่ไปถึงราวนมด้านขวาอีกประมาณ 20 ซม.

“ร่างกายไม่ได้ปกติ กินได้ทีละน้อย ต้องเคี้ยวนานๆ การทำงานของลำไส้เปลี่ยนแปลงไป บางทีก็ปวดท้องเกร็ง ขาดวิตามินสารอาหารหลายตัวเนื่องจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้เหมือนปกติ”

สะพานบุญ-แต่งหน้าศพ

การอกหักเเละผิดหวังเรื่องความรักหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2553 กลายเป็นจุดกำเนิดให้เธอเดินหน้าเข้าหาทางสงบ บวชและถือศีลอยู่วัดตรีญาติ จ.ราชบุรี เธอเล่าว่าหากเป็นเมื่อก่อนคงคิดฆ่าตัวตายแต่พอผ่านความเจ็บปวดในอดีตมาแล้ว ทำให้ไม่กล้าทำร้ายตัวเอง โดยอยู่วัดนานถึง 3 เดือน มากกว่าความตั้งใจแรกที่คิดเพียงแค่ 5 วัน

“อยู่ไปแล้วสบายใจ เริ่มบริจาคสิ่งของและช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของวัด เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร พอมีคนมาร่วมอนุโมทนา รู้สึกมีความสุขอิ่มเอมกับการให้มาก”

หลังบวชเสร็จอดีตพริตตี้สาว ทำบุญอย่างต่อเนื่องเริ่มออกโรงทาน เยี่ยมเยียนศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย โดยตั้งเป้าปีละ 2 ครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2554 เริ่มติดตามกิจกรรม “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” จิตอาสาคนดังทางเฟซบุ๊กและโอนเงินเล็กๆ น้อยๆ บริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสตามที่บิณฑ์แจ้งไว้

หลังจากบริจาคตามอดีตพระเอกชื่อดังเรื่อยมา จุดเปลี่ยนอีกครั้งของเธอก็เกิดขึ้นเมื่อโพสต์เฟซบุ๊กแชร์เรื่องเด็กดักแด้ โดยระบุว่า โอนเงินช่วยเหลือไป 300 บาท ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆ ในกลุ่มได้ร่วมกันทำตาม

“มีคนบอกเราโอนตามไปนะถึง 5 คน เฮ้ยเรารู้สึกมีความสุขจังเลย โพสต์แค่นี้ได้ผลขนาดนี้เลยเหรอ จากนั้นโพสต์บอกตลอด ให้ข้าวขอทานก็โพสต์ ไม่ได้อยากคำชมแต่อยากให้คนทำตาม บางคนไม่เข้าใจว่าทำความดีทำไมต้องโพสต์ เก็บไว้ก็ได้ แต่รู้ไหมการโพสต์มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนทำตามต่อๆ กันไป จากเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

สนุ๊กเดินทางเข้าสู่สายบุญมากขึ้น เริ่มเปิดรับบริจาคและนำสิ่งของไปมอบตามศูนย์รับดูแลผู้ป่วย เข้าร่วมกิจกรรมล้างป่าช้าในหลายจังหวัด ตลอดจนเยี่ยมบ้านผู้ป่วยตามสถานที่ต่างๆ จนได้รับฉายา “สนุ๊ก สะพานบุญ” ต่อมา คิดอยากแต่งหน้าศพ โดยได้รับคำแนะนำจาก กอล์ฟฟี่ นางฟ้าซาลอน และ ปฏิภาณ บุญยี่ กู้ภัยแต่งหน้าศพชื่อดัง

แต่งหน้าศพสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เนื่องจากมีประสบการณ์กับป่าช้าและความเฉียดตายมาแล้วในอดีต

“ไม่ได้กลัวศพนะ น้ำหนอง เลือด รอยแผลเราชินอยู่แล้ว แต่กลัวทำออกมาแล้วไม่ดี กลัวญาติเขาไม่ชอบ”

 

 

หลายคนสงสัยว่าแต่งหน้าศพไปเพื่ออะไรเมื่อมนุษย์หมดลมหายใจไปแล้ว เธอให้คำตอบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาหัวใจญาติและสร้างความทรงจำอันดีครั้งสุดท้าย เพื่อให้ภาพตราตรึงไปตลอดชีวิต โดยความยากง่ายของแต่ละเคสนั้นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพศพ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้วายชนม์ที่จากไปอย่างสงบนั้นง่ายกว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมีบาดแผลรอยค่อนข้างมาก ต้องใช้เทคนิคการแต่งหน้าปรับผิวให้สว่างและใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น หากกระโหลกยุบต้องใส่หมวก ดวงตาไม่สมบูรณ์อาจต้องใช้แว่นปิดบัง

เธอบอกว่า แต่ละเคสพยายามให้ญาติมีส่วนร่วมกับคนที่ตนเองรักมากที่สุดและแต่งออกมาเป็นตัวเองมากที่สุดเช่นกัน

“สำรวจก่อนผู้หญิงคนนี้แต่งหน้า แต่งตัวแบบไหน มีรอยสักหรือเปล่า ดูจากรูปหน้าศพและคำบอกเล่าของญาติ เขาทำผมทรงอะไร เราไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามจัดเต็มอย่างเดียว เราทำเพื่อให้ญาติรู้สึกว่า คนที่นอนอยู่คือคนที่เขารักและแค่หลับไปเท่านั้น”

หลายคนอาจเลือกใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าร่างไร้วิญญาณ แต่ไม่ใช่กับสนุ๊กที่เห็นว่า จำเป็นต้องใช้ของที่มีคุณภาพเพื่อให้ผลงานออกมาดีและติดทน

“เราเชื่อว่า เรากับเขามีกรรมติดกันมา  เราทำเต็มที่ให้กับเขา เครื่องสำอางก็ลงทุนเองทั้งหมด เลือกของดี 3-5 วันเปิดใบหน้าขึ้นมายังติดทน ไม่ใช่เอาแบบเครื่องสำอางหมดอายุมาใช้

 

 

อย่าหวงบุญ

เห็นเธอมีความสุขกับการทำบุญมากขนาดนี้ ใครจะรู้ว่าแรกเริ่มนั้นเป็นคนที่ยึดติดและหวงบุญมาก

“สร้างป้ายคาถาบูชา ป้ายละ 6,500 หกป้ายชื่อเราหมดเลยนะ ตอนนั้นเข้าไม่ถึงบุญ ใครมาขอร่วมเราไม่ให้นะ กลัวได้ไม่เต็ม อย่ามาแย่งบุญฉัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย” สนุ๊กบอกต่อว่า ทุกวันนี้ทำบุญโดยไม่ได้คิดหวังสิ่งใดตอบแทน ไม่คาดหวังว่ากุศลจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

“บางคนบอกสร้างป้ายวัดแล้วจะดัง เราไม่คิดแบบนั้นเลย แค่เห็นวัดนี้ไม่มีป้าย ป้ายพังก็สร้างให้แค่นั้น ขัดกระดูกศพ ล้างป่าช้าทำแล้วไม่ปวดเข่า ไม่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้ ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป ไม่หวังใครกลับมาช่วยเหลือเราด้วย ถ้าหวังให้ใครกลับมาช่วยเหลือ เราไปช่วยคนรูปแบบอื่นดีกว่า”

ชีวิตด้านอื่นของจิตอาสาคนดัง ปัจจุบันทำธุรกิจค้าขายสินค้าออนไลน์และอุปกรณ์สิ่งทอร่วมกับเพื่อน โดยยืนยันว่าไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน และมีความสุขที่ได้ทำบุญกุศลอย่างสุจริต สามารถชี้แจงและทุกคนตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคได้ทุกอย่าง

“ไม่ใช่ว่าเป็นสะพานบุญแล้วต้องใส่ชุดขาว ถือศีลเคร่งครัด ตื่นมาปฏิบัติธรรม จริงๆ เราเหมือนคนทั่วไปเลย  เที่ยวผับดื่มแอลกอฮอล์ปกติ”

จากเด็กอายุ 17 ปีกินยาล้างห้องน้ำ วันนี้สนุ๊กอายุ 32 ปีแล้ว ผ่านบทเรียนและประสบการณ์มากมาย เธอยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือการทำให้แม่มีความสุข

“พยายามทำให้แม่มีความสุขมากที่สุด ไม่เคยเลยรู้ว่าเขารักเรา จนเราแย่และเกือบตายนั่นแหละ ความเจ็บป่วยวันนั้นทำให้มีสนุ๊ก สะพานบุญวันนี้” หญิงสาวทิ้งท้าย

 

ใส่ไอเดียให้ “มะพร้าว” เปลี่ยนสินค้าเกษตรราคาหลักสิบสู่ธุรกิจรายได้หลักล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534319

  • วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 20:07 น.

ใส่ไอเดียให้ "มะพร้าว" เปลี่ยนสินค้าเกษตรราคาหลักสิบสู่ธุรกิจรายได้หลักล้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“มะพร้าว” ลูกสีเขียวที่ดูภายนอกแสนจะธรรมด๊าธรรมดา! รู้หรือไม่ผลไม้ชนิดนี้สามารถสร้างรายได้ให้เด็กหนุ่มคนรุ่นใหม่มากถึงเดือนละ 2 ล้านบาท เพียงแค่ใส่ไอเดียจากเรื่องใกล้ตัว

นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด หรือ ต้อง วัย 31 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวแบรนด์ โคโค่ แคร็ก (CoCo Crack) จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นและเคล็ดลับการพัฒนาผลไม้พืชเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ให้เพิ่มมูลค่าจากราคาหลักหน่วยต่อลูก กลายเป็นหลักสิบ จนนำมาสู่รายได้หลักล้านต่อเดือน

“โคโค่ แคร็ก” ใช้ไอเดียเพิ่มมูลค่าให้มะพร้าวธรรมดา

นัฐพงษ์ เล่าว่า ตลอดชีวิตผูกพันและชื่นชอบการกินมะพร้าวมาก เพราะละแวกบ้านในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีแต่สวนมะพร้าวน้ำหอม แม้ตอนที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มักขนมะพร้าวจากสวนมากินประจำ รวมถึงตระเวนลองชิมน้ำมะพร้าวบรรจุขวดเกือบทุกยี่ห้อ

แต่รู้สึกว่าการหามะพร้าวน้ำหอมดีๆ สักลูกกินในกรุงเทพเป็นเรื่องยาก การจะขนจากสวนมาก็ลำบากและน้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือที่ใส่ถุงขาย รสชาติก็ไม่หอมหวานเหมือนมะพร้าวน้ำหอมสดจากธรรมชาติ เพราะการจะทำให้รสชาติน้ำมะพร้าวหลังการเจาะคงรสชาติตามเดิมเป็นเรื่องยาก

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจนี้เกิดจากเมื่อ 2 ปีก่อน อยากลองทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรช่วงแรกพยายามคิดว่าจะทำอะไร จนนึกได้ว่าเมื่อคุ้นเคยและชอบกินมะพร้าว จึงอยากกลองทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรชนิดนี้ เพราะนอกจากเป็นอาชีพเสริมจากงานประจำ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรที่ราคาต้นทุนออกจากสวนเพียง 3-4 บาท ให้มีมูลค่าสูงขึ้น

ช่วงแรกเขาไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงจนวันหนึ่งด้วยความบังเอิญระหว่างเก็บของในบ้านทำขวดไวน์ของคุณพ่อแตก หลังทำความสะอาดเสร็จเหลือเพียงจุกคอร์กที่มีสีเหมือนกะลามะพร้าว จึงเกิดไอเดียหากนำไปพัฒนาต่อยอดอาจเข้ากันได้ จากนั้นเขาใช้เวลาเกือบ 2 ปี โดยใช้ความรู้เรื่องการประดิษฐ์มาทดลองต่อยอดตั้งแต่ขั้นตอนการทำที่เปิดมะพร้าวด้วยจุกคอร์ก การหาแหล่งมะพร้าวดีๆ การควบคุมคุณภาพ ซึ่งใช้มะพร้าวไปกว่าหมื่นลูก

นัฐพงษ์ เผยว่าหลังทดลองสำเร็จได้จดสิทธิบัตรการออกแบบ พร้อมกับเปิดตัวแบรด์โคโค่ แคร็ก เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยคำว่า “แคร็ก” นั้นมาจากจุดเริ่มต้นของขวดไวน์ที่แตกจนเหลือเพียงจุกคอร์กซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นไอเดีย

 

 

ธุรกิจจากมะพร้าวราคาถูกสู่ธุรกิจหลักล้าน

นัฐพงษ์ เผยว่าปัจจุบันกำลังการผลิตโคโค่ แคร็ก ทำตามออเดอร์วันละประมาณ 2 พันลูก แต่การผลิตรองรับได้ถึงวันละ 1 หมื่นลูก ส่วนการจำหน่ายราคาส่ง 35 บาทต่อลูก ปลีก 59 บาทต่อลูก สั่งมากกว่า 100 ลูกส่งฟรีในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดและต่างประเทศคิดค่าขนส่งตามอัตราทั่วไป ส่วนอายุน้ำมะพร้าวโคโค่ แคร็ก อยู่ได้ประมาณ 15 วันหลังการผลิต

เจ้าของแบรนด์โคโค่ แคร็ก เผยว่าการตลาดระยะเริ่มต้นขณะนี้ยังไม่มีหน้าร้าน มีเพียงออกบูธแนะนำผลิตภัณฑ์และขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ตลอดระยะเวลาที่เริ่มธุรกิจมาเกือบ 3 เดือนได้รับผลตอบรับดีมากจากลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเก๊า ส่วนในประเทศกำลังเริ่มเป็นที่รู้จัก

สำหรับการพัฒนาอนาคตขณะนี้กำลังทำเตรียมทำสินค้าเกษตรชนิดอื่น เช่น เห็ดหรือผักคอนโด ซึ่งสามารถปลูกได้บนอาคารสูงและใช้พื้นที่น้อย นอกจากนี้ยังเตรียมพัฒนาขยายไปสินค้าเกษตรกลุ่มสมุนไพร เนื่องจากมองว่าหากใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ทำให้สินค้าเกษตรน่าสนใจ การจะทำให้ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าการปลูกผลผลิตการเกษตรก็ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวอีกต่อไป และเป็นโอกาสดีในการทำธุรกิจกลุ่มนี้

“เราอยากเป็นฮับเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้ดีไซน์ด้วยนวัตกรรม เพราะทุกวันนี้พื้นที่เมืองขยายตัว ทำให้การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราทำให้การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องง่าย ดูสวยงามแม้อยู่ในห้องก็สามารถทำได้ ก็คงจะได้รับผลตอบรับดี”

3 ขั้นตอนการเปิด “โคโค่ แคร็ก” กดจุกคอร์ก / เจาะหลอดและดูดน้ำ / กดเปิดฝาโดยรอบเพื่อกินเนื้อมะพร้าว

 

เคล็ดลับพัฒนาโอทอปไทย ไปไกลถึงตลาดโลก

การพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ สินค้าโอทอปของไทย นัฐพงษ์ มองว่า ผลิตภัณฑ์ของดีประจำท้องถิ่นทุกแห่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีน่าสนใจ เช่น ไข่เค็มไชยา ข้าวหลามหนองมน แต่รูปลักษณ์อาจยังไม่มีความทันสมัยหรือง่ายต่อการนำไปใช้ จึงคิดว่าเมื่อท้องถิ่นมีของดีควรพัฒนาสินค้าให้น่าสนใจเพื่อจะได้ส่งออกต่างประเทศ ซึ่งดีกว่าการจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเดียว

“การพัฒนาของพวกนี้ ไม่ต้องรอหน่วยงานรัฐสนับสนุน เราเริ่มได้หากรู้ว่าท้องถิ่นมีของดีอะไร จากนั้นพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าออกมาให้น่าสนใจ เพื่อให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น”

เจ้าของแบรนด์โคโค่ แคร็ก แนะนำทิ้งท้ายว่า เทคนิคการพัฒนาของ 5 บาทให้กลายเป็น 500 ไม่ยาก แต่ต้องใส่ความคิดเพื่อทำให้ของดีที่ดูธรรมดา สามารถเพิ่มมูลค่าออกมาให้ได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่มองสิ่งรอบตัวอย่ามองแค่หนทางเดียว

บทเรียน 14 ปีไฟใต้ เปิดพื้นที่การเมือง ถ่วงดุลความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534104

  • วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 09:04 น.

บทเรียน 14 ปีไฟใต้ เปิดพื้นที่การเมือง ถ่วงดุลความรุนแรง

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

จากเหตุการณ์คนร้ายบุกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กองพันพัฒนาที่ 4 ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปล้นอาวุธปืนไปกว่า 400 กระบอก เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 14 ปีเต็ม ข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ระบุว่า ช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์รุนแรงรวมแล้ว 19,579 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 6,687 ราย และบาดเจ็บ 13,229 ราย

แต่ในอีกมุมหนึ่ง 14 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญที่ให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้และทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐไทย นโยบายการแก้ปัญหาของกลไกอำนาจรัฐ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่ได้เรียนรู้การกำหนดบทบาทและการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักวิชาการที่คลุกคลีกับปัญหาชายแดนภาคใต้มาร่วม 30 ปี มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีผลต่อสถานการณ์ความรุนแรง

“การแก้ปัญหาที่ผ่านมามีการลองผิดลองถูกกันมามาก แต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้น อย่างน้อยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2556 จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดน้อยลง และจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงชายแดนภาคใต้ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน”

แม้ภาครัฐจะทุ่มเททั้งกำลังพลและงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่เขามองว่าจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลดลงนั้น มิใช่ผลจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลมาจากทุกฝ่ายในสนามความขัดแย้ง

ศรีสมภพ มองว่า ฝ่ายรัฐมีการปรับเปลี่ยนด้านนโยบายการแก้ปัญหาที่เน้นแนวทางสันติภาพมากขึ้น ไม่ได้ใช้แนวทางรุนแรง ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่หันกลับมาพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างและขบวนการก่อความไม่สงบ รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะการแก้ปัญหามากขึ้น ส่วนภาคประชาสังคมก็ได้เรียนรู้ ได้เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาในแนวทางสันติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการไม่ให้ใช้ความรุนแรง

“จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นและมีผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธ์ ทั้งขบวนการและทั้งฝ่ายรัฐก็จะถูกภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้น ถือได้ว่าภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการถ่วงดุลภายในต่อผู้ที่อาจก่อความรุนแรงทั้งสองฝ่ายและช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการได้หันมาพูดคุยกันมากขึ้น เพราะภาคประชาชนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จึงต้องใช้แนวทางสันติแก้ปัญหาเท่านั้น”

แม้ทุกฝ่ายจะมีการปรับตัว ปรับแนวทาง นโยบายการแก้ปัญหา แต่เมื่อถามถึงสถานการณ์ในอนาคตว่าแนวโน้มความรุนแรงน่าจะหมดไป ศรีสมภพ กลับไม่มั่นใจ เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งยังไม่ได้แก้ทั้งหมด

เขามองว่า ปัญหาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เป็นตัวขับเคลื่อนการต่อสู้ เป็นเรื่องใหญ่ในอดีตรัฐปิดกั้นไม่ยอมรับ ปัจจุบันรัฐก็ประนีประนอมเปิดกว้างมากขึ้น ทั้งภาษาและการแต่งกาย แต่สำหรับโครงสร้างด้านการปกครอง การจัดการตนเอง ยังคงจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสถานการณ์ต่อไปในอนาคต รัฐจำเป็นที่จะต้องเตรียมแนวทางไว้เตรียมรับ หากว่าในอนาคตนั้นคนตื่นตัวในเรื่องนี้มากขึ้น

“จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงจะกลับมาอีกหรือไม่นั้นยังคาดไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาก็มีความแปรปรวนเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาต่างๆ ยังแก้ไม่ตกทั้งหมด ขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนตก็ยังไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ยอมรับในการที่จะเข้าร่วม หากทุกฝ่ายได้เข้าร่วมและยอมรับกระบวนการพูดคุยก็จะช่วยได้มาก หากฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงยังไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการพูดคุยครบทั้งหมด ความรุนแรงก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก”

ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ซึ่งสัมผัสกับปัญหาชายแดนภาคใต้มาร่วม 30 ปี และครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยแต่งตั้งให้เขาร่วมในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข ศรีสมภพ เชื่อมั่นว่ากระบวนการการพูดคุยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด

มุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ซึ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจากหลายๆ พื้นที่ทั่วทุกมุมโลก ศรีสมภพ สะท้อนว่า สันติภาพไม่ใช่แค่การยุติความรุนแรง โดยที่ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย รัฐซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ อาจคิดว่าหากกดไว้ได้ ยุติความรุนแรงได้ก็คือ สันติภาพ แต่เพียงเท่านี้ถือเป็นสันติภาพในเชิงลบ ยังมีโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้อีก แต่สันติภาพเชิงบวกคือ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ปัญหาอัตลักษณ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยกระบวนการพูดคุยกัน

การพูดคุยซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งชายแดนภาคใต้นั้น ศรีสมภพ อธิบายให้เห็นโดยยกตัวอย่างเรื่องข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งคณะพูดคุยฝ่ายไทยที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ ได้ตกลงกับกลุ่มผู้เห็นต่าง หรือ “มาราปัตตานี” ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบและตกลงกันได้แล้ว แต่เรื่องนี้กลุ่มบีอาร์เอ็น โคออดิเนต ในฐานะกองกำลังที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้มีท่าทีแบบวางเฉย

“บีอาร์เอ็นฝ่ายทหารที่ไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุย มีท่าทีแบบวางเฉยคือแค่บอกว่า อยากทำก็ทำไป แต่ผมทราบมาว่ามีการตกลงกันอย่างลับๆ แล้ว ซึ่งเรื่องพื้นที่ปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตัวแทนฝ่ายไทยเคยบอกกับผมว่า จะเริ่มจริงจังภายในเดือน ม.ค.นี้ ซึ่งคงต้องดูว่าจะมีการประกาศออกมาเป็นทางการหรือไม่ แต่การให้บีอาร์เอ็นเข้ามาสู่กระบวนการพูดคุยโดยตรงน่าจะดีที่สุด”

ที่ผ่านมาขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเนต เรียกร้องที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาเช่นกัน แต่ข้อเรียกร้องหลายข้อที่รัฐไทยมองว่ามากเกินไปจนไม่อาจยอมรับได้ กลายเป็นข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม แม้การพูดคุยกับบีอาร์เอ็นจะยังไม่เป็นทางการ แต่ ศรีสมภพ บอกว่า ข้อมูลที่เขาได้รับนั้น ทั้งฝ่ายรัฐไทยและบีอาร์เอ็นได้มีการพูดคุยกันแล้ว โดยมีฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้ประสาน

“มีข้อมูลว่า ผู้นำฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็น เช่น อับดุลเลาะห์ แวมานอ ก็ยอมพูดคุยกับฝ่ายทหาร โดยฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้จัดการเรื่องนี้ให้ แม้ว่าบีอาร์เอ็นจะมีเงื่อนไขซึ่งฝ่ายรัฐยังไม่สามารถยอมรับได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นสัญญาณดีที่ทุกฝ่ายพร้อมจะพูดคุย อย่างน้อยข้อเสนอ ความต้องการอะไรต่างๆ ก็จะถูกหยิบยก นำมาพูดคุยกัน”

ศรีสมภพ ยกตัวอย่างกรณีเผารถทัวร์ กทม.-เบตง ช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการระมัดระวังผลกระทบทางการเมืองของบีอาร์เอ็น เพราะปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบีอาร์เอ็นยังสามารถทำอะไรได้ นำกำลังปิดกั้นถนน สั่งให้รถหยุด เผารถทิ้ง

“ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนว่าเขายังสามารถทำได้ ก่อเหตุได้ แต่การไล่คนลงจากรถโดยไม่มีการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็สะท้อนว่าเขากังวลต่อผลกระทบทางการเมืองเช่นกัน”

ในระยะยาวการแก้ปัญหาต่อจากนี้นั้น ศรีสมภพ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่จะเกื้อหนุนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อให้เกิดสันติภาพเชิงบวกอย่างยั่งยืนนั้น คือท่าทีของฝ่ายรัฐในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง

“องค์ประกอบการพูดคุยคือรัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยอิสระ แม้การพูดคุยจะยังได้ผลไม่เป็นที่ชัดเจน แต่หากเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้แสดงบทบาทก็จะเป็นตัวถ่วงดุลความรุนแรงได้ แต่ต้องให้ภาคประชาชนมีเสรีในการดำเนินการเองโดยรัฐไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวจัดการ เพราะพื้นที่การเมืองในการแก้ปัญหา จะต้องให้ทุกฝ่ายมีอิสระ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามายุ่งเกี่ยวมากไปก็จะไม่เป็นกลางและมีปัญหาได้”

เขายังมองว่า หากบรรยากาศประชาธิปไตยภายในประเทศเปิดกว้างมากขึ้น หรือมีการเลือกตั้งโดยเร็ว ก็จะช่วยให้มีกระบวนการต่างๆ เข้ามาช่วยผลักดันกระบวนการสันติภาพต่อไป