พรรคการเมืองจับมือ สกัดนายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/527465

พรรคการเมืองจับมือ สกัดนายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในงานเสวนา เรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำว่าปรองดองไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นต่างไม่ได้ ต้องเห็นเป็นเสียงเดียวกัน แต่คำว่าสังคมปรองดองนั้นสามารถเห็นขัดแย้งแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเชิญฝ่ายต่างๆไปหารือโดยอ้างเรื่องการสร้างความปรองดองนั้น ความจริงเชิญไปเพื่อปิดปากไม่ให้วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เคยแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลถึงต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่มีกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง สุดท้ายข้อเสนอต่างๆ ก็หายไปกับสายลม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาสามปีกว่าที่ผ่านมา คสช.ยังสะสมเงื่อนไขความวุ่นวายมากขึ้น เพราะต้องการบริหารประเทศยาวนานและมีการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในเรื่องสำคัญที่กระทบประชาชนและสิ่งแวดล้อม กดคนเห็นต่างไว้ จะทำให้เกิดปัญหากลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนมากขึ้นในอนาคต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านแกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐธรรมนูญใหม่นี้ยังจะทำให้เกิดปัญหามาก เพราะการทำประชามติไม่เป็นเสรี ถือเป็นการขยายความขัดแย้งไปในวงกว้างเพื่อต้องการบริหารประเทศยาวนาน ไม่ฟังความเห็นต่าง เมื่อกลายเป็นความอึดอัดและขัดแย้งกับประชาชนจำนวนมาก อาจจะมีการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาอีกก็ได้ เป็นเงื่อนไขว่า คสช.ต้องอยู่ในอำนาจต่อ

อย่างไรก็ตาม การที่เห็นว่าสังคมสงบในขณะนี้ก็เพราะการกดทุกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งจะคงอยู่แค่ชั่วคราว เพราะสังคมไม่สามารถอยู่อย่างนี้ได้ ให้ทหารบริหารทำให้ประเทศเสียหายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ได้ ต้องคลายปมด้วยการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญจริง หากใช้รัฐธรรมนูญจริงความขัดแย้งที่สะสมไว้จะปะทุขึ้น

“เราต้องยอมรับกติกาที่กำหนดในรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะต้องการรัฐบาลแบบไหน ถ้าคนนอกต้องการเป็นรัฐบาลก็ต้องหาคนมาร่วมให้ได้ 280 เสียง ถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งได้ 200 เสียงก็อยู่ยาก รัฐบาลต้องมีเสียงเกินครึ่งหนึ่งในสภาไม่อย่างนั้นออกกฎหมายไม่ได้ หรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็ล้มแล้ว

ส่วนพรรคการเมืองที่จะรวมกันก็ต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งโอกาสยากมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นคนตั้ง สว. ก็ต้องคัดเลือกคนที่เชื่อฟังตัวเอง ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคต้องจับมือเกือบจะเป็นคณิตศาสตร์แบบนั้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรปิดโอกาสในการร่วมมือกันของ 2 พรรคใหญ่ ถ้าจะไม่ให้คนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีก” จาตุรนต์ กล่าว

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.อ้างความขัดแย้งมาเป็นสาเหตุของการยึดอำนาจ จึงควรเร่งสร้างความปรองดองตั้งแต่วินาทีแรก แต่ คสช.กลับมาทำในช่วงสุดท้าย ทำให้สังคมไทยอยู่ในอุโมงค์ที่ไม่เห็นแสงสว่าง และเป็นเรื่องยากที่จะหวังให้ คสช.เป็นผู้นำทางไปสู่แสงสว่าง สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

“แต่รัฐบาลกลับพยายามอยู่ให้นานที่สุด โดยไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์แต่กลับเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์อยู่ และเปลี่ยนสภาพจากกรรมการมาไล่นักมวยลงจากเวที แล้วเอาถ้วยรางวัลมาเป็นของตัวเอง ทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นยาก” นิพิฏฐ์ กล่าว

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อความปรองดอง เพราะไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หาก สว. 250 คน ไม่เอาด้วย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็อาจใช้เป็นเหตุผลอยู่ต่อ จึงอาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซตซีโร่ระบบ คสช. ด้วยการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม โดยเห็นว่าเราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี

ด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งความหวังว่า คสช.จะสร้างความปรองดอง แม้แต่ในร่างสัญญาประชาคมก็เป็นเหมือนคำขวัญไม่มีรูปธรรมในการแก้ปัญหา ในทางกลับกันผู้มีอำนาจก็ยังมีทัศนะเหมือนเดิม

“คำว่าปรองดองกลายเป็นวาทกรรมที่ผู้มีอำนาจเข้ามาต้องพูด แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะทำ ขณะเดียวกันกติกาใหม่ก็ไม่เอื้อให้เกิดการปรองดอง แต่จะสร้างความขัดแย้งใหม่ โดยเฉพาะความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก” ณัฐวุฒิ กล่าว

แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอเสนอว่าต้องให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และลงประชามติ รวมทั้งต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาคำสั่ง คสช. เพื่อยกเลิกหรือแปรสภาพให้เป็นกฎหมายปกติ

ด้าน อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า เสียใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาเรื่องปรองดองชุดของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งตนเองร่วมเป็นกรรมการด้วย

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวระบุให้อัยการสามารถพิจารณายุติคดีที่จะสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ และหลายข้อเสนอที่ส่งไปกลายเป็นอุโมงค์ที่ คสช.หาไม่เจอ หาก คสช.เต็มใจที่จะสร้างความปรองดองก็น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถาม 6 ข้อ ทำให้กลายเป็นคนที่เข้ามาร่วมชกมวยด้วย

“รู้สึกผิดหวัง เพราะนายกรัฐมนตรีควรถอยกลับบ้าน แสดงให้เห็นว่า คสช.ไม่มีความตั้งใจที่จะทำเรื่องปรองดองเลย และอยากเตือน คสช.ว่า สามปีกว่าที่ผ่านมาทุกพรรคการเมืองรวมทั้งประชาชนยอมสงบนิ่ง ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับแนวทางที่ คสช.ทำ ไม่ต้องสร้างความปั่นป่วน เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่อง” อดุลย์ กล่าว

 

หยุดประมงทำลายล้าง ฟื้นฟูปลาทูไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/527319

หยุดประมงทำลายล้าง ฟื้นฟูปลาทูไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ถูกติดตั้งตระหง่านบริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมข้อความรณรงค์ว่า “หยุดกิน หยุดซื้อ หยุดขาย ลูกปลาทู” ซึ่งเป็นการจัดทำขึ้นของสมาคมรักษ์ทะเลไทย สร้างความสนใจให้กับผู้เดินทางผ่านไปผ่านมาอย่างมาก เนื่องจากป้ายข้อความดังกล่าวดึงดูดสะดุดตาชวนให้อ่าน จึงเกิดคำถามว่าการรณรงค์ครั้งนี้มาจากสาเหตุใด

บรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ไขข้อข้องใจที่มาที่ไปป้ายโฆษณารณรงค์หยุดกินลูกปลาทูว่า หลังพบว่ามีการทำประมงแบบทำลายล้างได้สร้างผลเสียต่อการหาปลาทูอย่างหนัก โดยเฉพาะการทำประมง 2 แบบ คือ 1.การทำประมงแบบใช้แสงไฟ หรือเรือปั่นไฟ และ 2.การทำประมงแบบอวนลาก ซึ่งถือเป็นตัวทำลายลูกปลาทูอย่างมาก ในปัจจุบันยังเป็นปัญหาที่แก้ไขยังไม่ได้

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ปลาทูลดลงตั้งแต่ปี 2539 เรื่อยมาจนปัจจุบัน ภาวะปัญหาปลาทูลดน้อยทำให้ไทยต้องนำเข้าปลาทูจากต่างประเทศมาบริโภคกัน ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากศรีลังกาและอินเดีย ซึ่งจะเป็นปลาทูแบบแพ็กตัวใหญ่วางขายตามห้างและหัวเมืองใหญ่ ส่วนปลาทูท้องถิ่นถือว่ามีจำนวนลดน้อยลงอย่างน่ากลัว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ในประมงชายฝั่งยังพอหาปลาทูเหมือนเดิมได้ แต่มีบริโภคเฉพาะได้ในท้องถิ่นตามจังหวัดชายฝั่งทะเลเท่านั้น ไม่สามารถส่งขายไปตามพื้นที่อื่นได้ อย่าง จ.ขอนแก่น และเชียงใหม่ ฯลฯ เพราะปลาทูถูกส่งไปไม่ถึง เนื่องจากท้องถิ่นมีความต้องการปลาทู ปลาทูถูกขายหมดในพื้นที่

“สถานการณ์ที่ดีขึ้นทำให้ประมงชายฝั่งพอหาปลาได้ดีขึ้นบ้าง แต่พวกราคาอาหารซีฟู้ดยังแพงเกือบทุกชนิด ถ้าไม่แก้ไขเราคงได้กินของแพงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากอะไร เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องแก้ไข”

นอกจากนี้ สมาคมรักษ์ทะเลไทยได้สะท้อนปัญหาไปถึงรัฐบาลว่าต้องให้เครดิตรัฐบาลใช้มาตรา 44 ที่ห้ามใช้เครื่องมือทำประมงแบบทำลายล้าง เช่น โพงพาง อวนรุน ฯลฯ ถือว่าดีมาก แต่ในระดับประเทศที่เรากำลังเผชิญปัญหาทำประมงอยู่ในขณะนี้คือประมงแบบอวนลากและประมงแบบเรือปั่นไฟ

ขอเรียกร้องให้หยุดการใช้อวนลากคู่ที่ ต้องใช้เรือ 2 ลำ ให้เหลือเรือเพียง 1 ลำ แล้วออกไปนอกชายฝั่ง 12 ไมล์ ถ้าเราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ยังมีมาตรการ IUU หรือ Illegal Unreported and Unregulated Fishing ซึ่งหมายถึงการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงาน และการประมงที่ขาดการควบคุม ไทยยังได้ใบเหลืองอยู่ถ้าได้ใบแดงเมื่อใดจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้

บรรจงฉายความสำเร็จระยะแรกว่าหลังรณรงค์หยุดกินหยุดซื้อลูกปลาทูมา ยังพบว่าการซื้อขายกินลูกปลาทูบางจุดเริ่มหายไปบ้าง ผลตอบรับที่ได้กลับมาถือว่าดีขึ้น ประชาชนไม่ค่อยบริโภคหรือซื้อกินลูกปลาทู ส่วนผู้ค้าเริ่มตระหนักถึงความสำคัญไม่นำมาขายอย่างโจ่งแจ้งเหมือนก่อน

สำหรับทิศทางในอนาคตต้องรีบจัดตั้งกลุ่มประมงเครือข่าย ปัจจุบันมี 25 สมาคมชายประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ โดยรณรงค์ร่วมกัน ต้องเริ่มปลุกให้ชุมชนขึ้นมาก่อน เริ่มทำบ้านปลา ธนาคารปู ปลูกป่าชายเลน และขยับต่อไปคือให้ พ.ร.ก.ประมง ที่แก้ไขใหม่มีคณะกรรมการประมงจังหวัดสามารถเข้ามากำหนดทิศทางร่วมกัน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่กรมประมงเพียงหน่วยเดียว

มงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม ยอมรับว่าสัตว์น้ำอย่างปลาทูน้อยลงจริง ซึ่งมาจาก 4 สาเหตุประกอบกัน 1.มีการอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาในฤดูวางไข่ โดยใช้อวนจม 2 แบบ คือ ทั้งพาณิชย์และพื้นบ้าน ประมงแบบพาณิชย์จะส่งผลเยอะ ส่วนประมงพื้นบ้านลักษณะเหมือนกองทัพมด กล่าวคือทั้งหมดทำให้มีการจับพ่อแม่พันธุ์ปลาที่จะวางไข่ไป

ถัดมา 2.เรือปล่อยน้ำเสียลงทะเลเกิดแพลงก์ตอนบลูมทำสัตว์น้ำตาย 3.เรือประมงทั่วไปลักลอบจับปลาทูผิดกฎหมาย และ 4.ปัญหาโลกร้อนส่วนหนึ่งทำให้สถานการณ์ปลาทูลดลง

มงคล บอกด้วยว่า สำหรับปลาทูจะวางไข่ริมชายฝั่งทั้งหมด ประเด็นคือว่าอย่าให้มีเรือประมงเข้ามาจับพ่อแม่พันธุ์ก่อนวางไข่ นั่นถือว่าสำคัญที่สุด ต้องมีการห้ามทุกเครื่องมือทำประมงจับปลาทูในช่วงฤดูวางไข่ ทั้งนี้ หลังจากแก้ไขปัญหาไอยูยู มาแล้วสถานการณ์หาปลาทูดีขึ้นจากเดิมที่เกือบหายไป ตอนนี้ปลาทูเริ่มกลับมาแล้วบ้าง เพราะมีมาตรการห้ามใช้เครื่องมือทำประมงบางชนิด

“เชื่อว่าในอีก 5 ปี สถานการณ์ปลาทูจะฟื้นฟูกลับมาชุกชุมสมบูรณ์อีกเหมือนเดิม ส่วนปลาที่เรากินอยู่ทุกวันนี้เป็นปลาทูที่จับกันในพื้นที่อื่นๆ สลับกันไป มีทั้งปลาทูนำเข้าจากเมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย ฯลฯ ปนกันไป ที่เราบริโภคปลาทูกันส่วนใหญ่มาจากประมงอวนลากมีราคาไม่สูง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท แต่ที่ดีมีคุณภาพต้องเป็นปลาอวนล้อม ราคากิโลกรัมละ 150-200 บาท”

อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยสั่งนำปลาทูเข้ามานานแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้มีปริมาณมากเท่านั้น เพราะมีความต้องการปลาทูจำนวนมาก สวนทางกับผลผลิตในไทยที่มีจำนวนน้อยจึงจำเป็นต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วยทำให้ราคาปลาทูในไทยมีราคาไม่แพงมาก ถ้าไม่อย่างนั้นปัจจุบันปลาทูในไทยคงขยับราคาไปถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท

“ซ่อม”เพื่อวินัย ความจำเป็นของทหาร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/526832

"ซ่อม"เพื่อวินัย ความจำเป็นของทหาร?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีที่ ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างมีเงื่อนงำ หลังผลชันสูตรศพบ่งบอกว่ามีอวัยวะภายในบางส่วนหายไป ขณะที่ครอบครัวยังคงติดใจกับสาเหตุการเสียชีวิต ที่อ้างว่าหัวใจล้มเหลว ทั้งที่ไม่มีโรคประจำตัว

ในไดอารี่ที่เมย บันทึกด้วยลายมือตัวเอง ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่วันที่ 26 พ.ย.2560 เขียนเอาไว้ว่าถูก “ซ่อม” ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร

“เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึงจุกโครตเลย แถมตกกลางคืนมามีลงนรกอีก เหนื่อยมาก”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แน่นอนว่าการซ่อมหรือการบังคับบัญชาแบบการสร้างวินัยทางทหารที่ถือเป็นวัฒนธรรมขององค์กรทหาร อาจยังไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตของเมย

แต่ก็ทำให้น่าสนใจว่า การซ่อมหรือการลงโทษทางวินัย จะต้องไม่ใช่การทำร้ายร่างกายกัน อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของรัฐบาลเคยออกมาแก้ต่างให้กับกองทัพหลังการเสียชีวิตของทั้งทหารเกณฑ์ หรือทหารรายใดๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในห้วงเวลาที่ผ่านมา

แล้วทำไม เมย ถึงถูกต่อยท้อง หรือเป็นเพราะทะเลาะวิวาท หรือเป็นหนึ่งในการซ่อม แล้วที่ว่าลงนรกคืออะไร

ย้อนกลับไปดูที่ข้อกฎหมาย ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476 มาตรา 4 นิยามว่า วินัยทหารคือทหารต้องประพฤติตามแบบธรรมเนียมของทหาร สอดรับกับมาตรา 5 ที่ระบุว่า วินัยเป็นหลักสำคัญของทหาร ต้องรักษาโดยเคร่งครัด ฝ่าฝืนถือว่าผู้นั้นกระทำความผิด

ความผิดที่เชื่อมกับเรื่องของวินัย มีทั้ง ไม่รักษาระเบียบการเคารพ ไม่รักษามารยาท ก่อให้เกิดความแตกสามัคคี ละทิ้งต่อหน้าที่ ละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เสพของมึนเมาจนเสียกิริยา ซึ่งทั้งหมดล้วนบ่งบอกถึงวินัยทางทหารผ่านการประพฤติตามแบบฉบับที่ทหารเห็นว่าถูกต้อง

แต่การลงโทษนั้น ในพ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารฯ ระบุว่ามีแค่ 5 ประการเท่านั้นที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจลงโทษ คือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.ทัณฑกรรม (ให้เพิ่มภาระงาน) 3.กัก 4.ขัง และ 5.จำขัง

นอกเหนือจากนี้ ห้ามกระทำเป็นอันขาด

เสียงจากนายทหารชั้นประทวนที่มีหน้าที่ฝึกทหารเกณฑ์ในแต่ละปีไปไม่น้อย รวมถึงผ่านประสบการณ์การซ่อม ทั้งที่โดนเอง หรือสั่งลงโทษ อธิบายถึงการซ่อม ที่เป็นอีกหนึ่งบทลงโทษไว้อย่างน่าสนใจ

“สมัยที่ผมเรียนการซ่อมกัน หรือการลงโทษถือเป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นผมที่โดนหนักสุดคือลุกนั่ง 1,000 ยก พอทำเสร็จแล้วนี่แทบจะเดินไม่ได้ ขาแข็งไปหมด ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นเพราะมีเพื่อนอีกคนนั่งหลับขณะเรียน เมื่อครูฝึกเห็นจึงต้องทำโทษทั้งหมวด หรือราว 50 คน เพราะถือว่าไม่เตือนเพื่อนที่หลับ”

แต่แค่นี้ถือว่าเป็นเพียง “ขนม” เพราะเล็กน้อยมากสำหรับการลงโทษในเชิงการออกกำลังกายที่มากกว่าปกติ เขายกตัวอย่างว่า นอกจากลุกนั่งก็ยังมีดันพื้น พายเรือบก ข้าวต้มมัด แต่ที่หนักสุดคือการเปิดจุกแดงและเปิดจุกดำ

เขาอธิบายว่า การเปิดจุกแดงหมายถึงให้เอามือทั้งสองข้างจับใบหูเอาไว้ และคลานไปข้างหน้าบนพื้นกรวด แน่นอนว่ามันทำให้ศอกแตกเป็นแผล อย่างนี้จะเรียกว่าเปิดจุกแดง

ส่วนการเปิดจุกดำ หมายถึงแผลเดิมที่ใกล้จะหายดีแล้ว เมื่อตกสะเก็ดจะเป็นสีดำ และเมื่อครูฝึกเห็นว่ามีการทำผิดอีกก็จะโดนทำโทษให้คลานอีก แผลที่ใกล้หายก็เป็นแผลสดใหม่อีกครั้ง อันนี้เจ็บเพราะศอกมันแตก มันแสบ

“เคยเห็นเพื่อนๆ ทนไม่ไหวเพราะหมดแรงเหมือนกัน อีกทั้งการทำโทษไม่ได้ทำกันเล่นๆ แต่ทำโทษกันหนักเป็นพันๆ ยก แต่หากใครเจ็บป่วยก็แจ้งฝ่ายเสนารักษ์ได้ ครูก็จะไม่ให้มาทำโทษ แต่เอาจริงๆ มันนอนพักแป๊ปเดียวก็หายแล้ว” เขาย้ำ

นายทหารชั้นประทวนผู้เดิม บอกว่า เคยตั้งคำถามเช่นกันในสมัยเรียนทหาร ว่าทำไมต้องถูกทำโทษเช่นนี้ แต่เมื่อมาคิดดูในเรื่องของวินัยทหาร จะมีอยู่ข้อสำคัญหนึ่งที่เน้นย้ำว่า ทหารจะไม่เปิดเผยความลับในราชการให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด กรณีนี้หากในสนามรบหรือสงคราม เราถูกจับเป็นเชลยศึก จึงต้องมีความอดทนในการถูกทรมานจากฝ่ายศัตรูทีต้องการรีดความลับ เราจะอดทนได้ผ่านการถูกลงโทษเช่นนี้ เป็นการอดทนที่มากกว่าคนปกติ

“แต่สมัยก่อนที่ผมเคยเจอและเคยเห็น ก็มีตบมีเตะกันบ้างโดยเฉพาะคนที่มีความผิดร้ายแรง เช่น ขโมยของเพื่อน ขโมยของครูฝึก หรือขาดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ฟังคำสั่งส่วนรวม ตรงนี้สำหรับทหารจะยอมไม่ได้เด็ดขาด แต่ยุคหลังจะเห็นได้ว่าครูฝึกก็ไม่กล้าจะถูกเนื้อต้องตัวกับทั้งนักเรียน และทหารใหม่แล้ว เพราะเกรงความผิดเช่นกัน แต่การลงโทษยังคงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งเราจะได้เห็นทหารถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วม้วนหน้าม้วนหลัง นั่นคือมีความผิดร้ายแรง”

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันชัดเจนว่า การซ่อมยังคงมีความจำเป็นในองค์กรทหาร เพราะทหารต้องมีวิธีบังคับในแบบของทหาร เรียกว่าการบังคับส่วนรวม เมื่อคนๆ เดียวต้องมาคุมส่วนรวม คุมหน่วยของตัวเอง การพูดด้วยดีๆ อาจไม่เป็นผลจึงต้องเอาวินัย เอาโทษเข้ามาควบคุมความเรียบร้อย

“ในสนามรบทุกคนมีปืน หากไม่ฟังคำสั่งกันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นี่คือวินัยของทหารที่ต้องฝึก แม้จะรุนแรงในสายตาคนทั่วไป หรือหนักหนาเกินกว่าคนปกติ แต่ทหารก็ต้องทำได้ในทุกๆ อย่าง”นายทหารนายนี้ ย้ำทิ้งท้าย

 

ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/526470

ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจาก พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกคำสั่งยกเลิกตั้งด่านตรวจกวดขันจราจรทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา หลายคนอาจเบาใจว่าคงไม่ถูกจับหากทำผิดกฎจราจร ทว่าในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำระบบกล้องมาตรวจจับผู้กระทำผิดและส่งใบสั่งปรับไปให้ถึงบ้าน

งานนี้เรียกได้ว่าทำให้คนทำผิดกฎจราจรยากที่จะหลุดรอดจากการถูกจับปรับมากยิ่งขึ้นไปอีก…

ระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนช่องเดินรถในเขตห้าม หรือ กล้องเลนเชนจ์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เตรียมนำมาใช้ดำเนินการตรวจจับผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรซึ่งเตรียมเริ่มใช้จริงในพื้นที่ 15 จุดของกรุงเทพตั้งแต่ 30 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับ 15 จุดพื้นที่นำร่องที่จะใช้กล้องเลนเชนจ์ ประกอบด้วย สะพานแยกบางเขน ,สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะขาออก ,ทางลอดแยกห้วยขวาง ,สะพานข้ามแยกบรมราชชนนีฯ ฝั่งขาออก ,สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะขาเข้า ,สะพานข้ามแยกราชเทวี ขาออก ,แยกสามเหลี่ยมดินแดง ขาเข้า ,สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษกขาออก ,สะพานศิริราช ฝั่งถนนอรุณอัมรินทร์ขาออก ,แยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออกและขาเข้า ,สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ขาออก ,สะพานข้ามแยกพระราม 4 ขาออก ,สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนประชาธิปกขาเข้า ,และสะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่าเหตุผลที่นำเทคโนโลยีกล้องเลนเชนจ์มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพ นอกเหนือจากกล้องวงจรปิดซีซีวีทีที่มีกว่า 1,246 ตัว (กล้อง กทม. 158 ตัว ,บก.จร. 888 ตัว และกล้องบนทางด่วนอีกกว่า 200 ตัว) เพราะด้วยกล้องที่มีจำนวนมากเกินกำลังทำงานเจ้าหน้าที่ จึงดูได้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นปัญหาและเพื่อทำให้การกวดขันกฎจราจรมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ห้องศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02

รองผู้การตำรวจจราจร อธิบายหลักการทำงานออกใบสั่งรูปแบบที่ใช้อยู่เดิมด้วยกล้องซีซีวีที เจ้าหน้าที่ต้องไล่ดูภาพวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องซีซีทีวี หากพบผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรจึงจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดของรถที่กระทำความผิดก่อนออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถ “แบบเดิมมันไม่มีระบบการทำงานของเทคโนโลยีไปจับ มันใช้กำลัง ใช้คน”

ขณะที่ ระบบกล้องเลนเชนจ์ สามารถตรวจจับรถที่กระทำผิดได้ทุกคันและตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานหนึ่งจุดจะมีกล้อง 3 ตัว กล้องตัวกลางมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับรถที่วิ่งทับเส้นทึบไปพร้อมกับบันทึกวิดีโอภาพเคลื่อนไหว จากนั้นเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบการกระทำผิดจะสั่งการให้กล้อง 2 ตัว ทางด้านซ้ายขวา ถ่ายภาพก่อนและหลังการกระทำความผิด

จากนั้นระบบจะบันทึกและส่งภาพมายังศูนย์ บก.จร. เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบรถคันดังกล่าวว่ามีรายละเอียดตรงกับข้อมูลจดทะเบียนกรมการขนส่งทางบกหรือไม่ เช่น ทะเบียน รุ่น ยี่ห้อ สี จากนั้นจะดำเนินการออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยข้อหาเบียดช่องจราจรหรือเปลี่ยนช่องทางเส้นทึบ อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

รองผู้การตำรวจจราจร เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบกล้องเลนเชนจ์อนาคตคาดว่าอาจติดตั้งเพิ่มบริเวณสี่แยกที่มีการฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเป็นประจำ หรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุหรือได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยครั้งเพื่อครอบคลุมทั่วกรุงเทพ แต่ถึงอย่างไรกล้องซีซีทีวียังคงใช้งานอยู่เพื่อดูแลเหตุต่างๆ เช่น รถจอดกีดขวางการจราจร รถเสีย ขับรถบนทางเท้า กลับรถจุดห้าม เพื่อเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ บก.จร. จะได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ลงไปดำเนินการดูแลแก้ไข

กล้องซีซีวีที(บนซ้าย) – กล้องเลนเชนจ์ (บนขวา) – คุณภาพกล้องเลนเชนจ์กลางคืน (ล่างขวา)

พ.ต.อ.กิตติ เชื่อว่าหากระบบดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เชื่อมข้อมูล 3 หน่วยงาน คือ บก.จร.ทำหน้าที่ตรวจจับการกระทำความผิด กรมการขนส่งทางบก ทำหน้าที่ระงับต่อทะเบียนภาษีรถผู้ไม่ชำระค่าปรับ และหน่วยงานรับชำรถค่าปรับเสร็จทันสิ้นปี 2560 ตามกำหนดที่เคยมีการพูดคุยกันอาจทำให้ยอดชำระค่าค่าปรับด้วยกล้อง (ซีซีวีที) จากเดิมมี 30% เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการติดตั้งกล้อง 2 ทางเพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจรของรถบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์ซึ่งมีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลังตัวรถนั้นอยู่ในขั้นตอนทดลอง แต่ตั้งใจว่าหลังเข้ามาทำงานด้านนี้จะรื้อระบบดังกล่าวพร้อมพยายามรวบรวมกล้องทั้งหมดให้เป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างในการทำงานตำรวจเพื่อให้ครอบคลุมทุกเรื่อง

พ.ต.อ.กิตติ ทิ้งท้ายว่า การทำงานตำรวจจราจรในสายตาประชาชนที่ผ่านมามักถูกมองแง่ลบมาตลอด ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนทั้งคดีอาญา งานจราจร จับยาเสพติด เพราะประชาชนเชื่อว่าการตั้งด่านตรวจคือการหวังประโยชน์จากเงินรางวัล ดังนั้นจึงอาจต้องเปลี่ยนระบบด้วยการนำกล้องมาใช้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับประชาชน

“ยุค 4.0 ต้องเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ เราจะใช้กล้องคอยตรวจจับการกระทำความผิด และให้ตำรวจพื้นที่เข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เพื่อลดขั้นตอนเผชิญหน้าและปัญหาระหว่างตำรวจกับประชาชน ซึ่งระบบนี้ต่อไปตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าใครทำผิด ก็จะต้องถูกจับ”

หน้าจอแสดงผลการทำงานระบบการทำงานกล้องเลนเชนจ์

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

 

ส่องกระแส “พี่นวล” การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/525259

ส่องกระแส "พี่นวล" การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ล็อกเก็ตพี่นวล” กำลังเป็นเครื่องรางของขลังที่ถูกกล่าวถึงมากในสังคมออนไลน์ตอนนี้ เพราะถูกอ้างว่ามีสรรพคุณเด่นเรื่องเมตตามหาเสน่ห์ (แรงสุดๆ) ,มีพรายกระซิบสามารถรู้ล่วงหน้าได้ ,ให้โชคลาภทางการงาน-การเงินกับผู้บูชาและตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและสิงคโปร์ซึ่งมีราคาสูงถึงหลักหมื่น

กระแสความเชื่อดังกล่าวเกิดจาก จิลล์ จักรพงศ์ และ แจ๊ค จักรพันธ์ การสมพรต สองคู่แฝดผู้ชื่นชอบการเลี้ยงกุมารทองนำเรื่องราวของหญิงสาวชื่อนวลมาเปิดเผยในเฟซบุ๊กพร้อมกับมีการจัดทำล็อกเก็ตขึ้นมาจำหน่าย โดยอ้างว่านวลเป็นวิญญาณผู้หญิงเฮี้ยนตายท้องกลมจากการถูกควายเผือกขวิด

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับนักวิชาการด้านศาสนา ผู้ที่อยู่ในวงการพระเครื่อง และพระสงฆ์เพื่อมองกระแส “พี่นวล” ในหลายแง่มุม

ตำนานที่ถูกสร้าง เพื่อจุดกระแสความนิยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าตำนานดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงเรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยอาศัยความเชื่อความศรัทธาของคนไทยนำมาจุดเป็นกระแสให้ผู้คนหลงเชื่อ เหมือนตำนานแม่นาค จากนั้นทำออกมาเป็นธุรกิจในโซเชียล

เพราะปกติสังคมไทยมักเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนตัวละครในวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน แต่สำหรับเรื่องนวลเป็นตำนานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงหลักทางไสยศาสตร์ “ของอย่างนี้มันไม่มีต้นทุน คนขายจะสร้างเรื่องยังไงก็ได้ ยิ่งดังยิ่งทำให้ขายดี เหมือนจับเสือมือเปล่า”

นักวิชาการศาสนวิทยา มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยหลอกง่ายโดยอ้างอิงจากพื้นฐานความเชื่อและฝังใจในเรื่องเหล่านี้ จึงมักเห็นปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาตลอด และส่วนตัวเชื่อว่ากรณีนวลคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเหมือนกระแสความนิยมตุ๊กตาลูกเทพที่มีก่อนหน้านี้

ดร.ศิลป์ชัย แนะนำว่าทางออกเรื่องนี้สื่อต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเตือนสติให้คนในสังคม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ผู้ที่หลงเชื่อถูกหลอกจนเสียทรัพย์มากมาย แต่ถึงอย่างไรจุดเริ่มต้นทางป้องกันดีที่สุด ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการระมัดระวังตัวเองก่อนไปซื้อเพื่อไม่ให้ถูกหลอก

เซียนพระ เผยไม่เคยได้ยินตำนานพี่นวล

อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือ บอย ท่าพระจันทร์ เซียนพระชื่อดัง ยอมรับว่าไม่เคยได้ยินตำนานดังกล่าวและพึ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกวันนี้ แต่เชื่อว่าอาจมีคนบางกลุ่มสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มักเชื่อและชื่นชอบเรื่องไสยศาสตร์ ลี้ลับและของแปลกอยู่แล้วก็อาจเป็นไปได้

บอย ท่าพระจันทร์ กล่าวว่าตนไม่กล้าเตือนหรือชี้นำ แต่มองว่าหากบุคคลใดศรัทธาหรือรู้สึกว่าสิ่งที่นับถือทำให้เกิดปรากฏการณ์ดีขึ้นก็เป็นไปได้เหมือนคนไทยชื่นชอบห้อยพระ ฉะนั้นมองว่าเรื่องความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคลนั้นไปโต้แย้งไม่ได้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

พระแนะ”เชื่อผลของการกระทำดีกว่าโยม”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์วัดสร้อยทอง เป็นอีกคนที่ไม่เชื่อว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยมองว่ากระแสดังกล่าวถูกสร้างขึ้นคล้ายกับตำนานแม่นาค และแม้วันนี้นักประวัติศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช้ตำนานที่มีจริงแต่ยังมีคนบางส่วนในสังคมยังเชื่อตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณเฮี้ยนที่ถูกนำมาขายในรูปแบบเครื่องรางของขลังอยู่

พระนักเทศน์ มองว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยอาจยังคงขาดที่พึ่งและพร้อมเดินตามความเชื่อเรื่องพลังงานที่สามารถคุ้มครองว่าสิ่งนั้นช่วยทำให้สำเร็จและเจริญรุ่งเรื่องได้

“เรื่องพวกนี้ตามหลักพระพุทธศาสนามันไม่มีเลย แม้แต่พระพุทธเจ้ายังสอนว่า ตัวท่านเป็นเพียงคนชี้นำเท่านั้น การที่คนจะประสบความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องลงมือทำและปฏิบัติเอง หากไม่ทำก็ไม่มีของวิเศษอะไรทำให้สำเร็จได้”

พระมหาไพรวัลย์ มองว่าหนทางกำจัดความเชื่อเหล่านี้ควรเริ่มจากตนเอง เหมือนความกล้าที่ต้องผ่านความกลัวก่อน หมายถึงเวลาเชื่ออะไรสักอย่างถ้าไม่กำจัดความเชื่อออกจากความคิดความรู้สึกตนเอง ต่อให้มีพระหรือนักปราชญ์กี่คนมาสอนก็ไม่ช่วยอะไร และยุคนี้ยิ่งน่ากลัวเพราะเรื่องเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายผ่านโซเชียล จึงเตือนว่าหากเจออะไรขออย่างพึ่งหลงเชื่อแต่ควรแสวงหาความรู้หรือดูคนในสังคมก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

“คุณต้องเชื่อในผลของการกระทำ เมื่อไหร่คุณศรัทธาตัวเองเชื่อในผลของการกระทำว่าทำงานถึงมีเงินเก็บก็จะไม่ถูกหลอก แต่ตราบใดยังเชื่อเรื่องพวกนี้คุณก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่หวังมาหลอกลวงต้มตุ๋นอยู่”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ – ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

ภาพล็อคเก็ตพี่นวลจาก www.facebook.com/jackjakkaphan.kansomprot

“จุดซ่อนเร้นขาวอมชมพู” เทรนด์ความงามของสาวยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/524436

"จุดซ่อนเร้นขาวอมชมพู" เทรนด์ความงามของสาวยุคนี้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

โลกปี 2017 สำหรับหญิงสาวหลายคน แค่ใบหน้า ผิวพรรณที่ขาวใสเรียบเนียนยังไม่เพียงพอให้เกิดความมั่นใจ แต่ยังรวมไปถึงการมีอวัยวะเพศและบริเวณโดยรอบที่ดูงดงามอีกด้วย

ปัจจุบันบรรดาคลินิคเสริมความงามหลายแห่งเริ่มเปิดคอร์ส “ตกแต่งจุดซ่อนเร้นด้วยเลเซอร์” ให้บริการและตอบสนองความต้องการของหญิงสาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับคำเชิญชวนที่แสนน่าสนใจ

“ใครจิ๋มดำเชิญทางนี้ค่ะ เลเซอร์จิ๋มขาว เปลี่ยนจิ๋มดำๆ ให้ขาวอมชมพู น่าสัมผัส ช่วยให้บริเวณแคมและขาหนีบขาวขึ้น”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากเลเซอร์ขนบิกีนี่หรือขนเพชรที่ได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเลเซอร์จุดซ่อนเร้นกำลังเตรียมตัวกลายเป็นเทรนด์ใหม่..

เปลี่ยนความคล้ำให้สว่างสดใส

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและผิวพรรณ โรงพยาบาลเลอลักษณ์ อธิบายว่า เลเซอร์ที่ใช้ปรับสีผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นและบริเวณโดยรอบตั้งแต่ใต้ท้องน้อย-หัวหน่าวไปจนกระทั่งขาหนีบ เป็นชนิด Q-Switch nd-YAG Laser โดยทำการยิงเพื่อลบจำนวนเม็ดสี ทำให้บริเวณดังกล่าวคล้ำน้อยลงและสว่างมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากตำแหน่งจุดซ่อนเร้นมีฮอร์โมนเพศทำให้มีสีคล้ำกว่าตำแหน่งอื่นโดยธรรมชาติและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับสีผิว

ทั้งนี้หากเม็ดสีและความคล้ำเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากฮอร์โมน เช่น การเสียดสีเนื่องจากมีไขมันบริเวณแคมใหญ่ค่อนข้างมาก ต้องทำการรักษารูปแบบอื่นร่วมด้วย เช่น ทรีทเม้นท์หรือทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางลง รวมถึงทำเลเซอร์กำจัดขน เนื่องจากความอับชื้นและเหงื่อส่งผลต่อความคล้ำของสีผิวเช่นกัน

“เป็นเลเซอร์กลุ่มเดียวกับที่ใช้ในคอร์สหน้าใส เพียงแต่มีการปรับค่าพลังงานและความถี่ วิธีการนี้ไม่มีบาดแผลหลังทำ ไม่เกิดข้อแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แผลเป็นนูน ไม่เกิดรอยคล้ำง่าย สามารถโดนน้ำได้ตามปกติ แต่อาจหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ เนื่องจากอาจเกิดการละคายเคือง” ผู้เชี่ยวชาญระบุ โดยการทำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ส่วนใหญ่ต้องทำไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความพึงพอใจ เช่นกันกับระยะเวลาในการคงสภาพที่ขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของแต่ละคน

“หากคนไข้มีเนื้อตรงบริเวณนั้นมากแล้วเกิดจากการเสียดสี ความคล้ำก็กลับมาได้ ฉะนั้นอาจจะต้องลดน้ำหนัก รวมถึงทำความสะอาด ไม่ให้เกิดการเสียดสีและอับชื้น”

ทั้งนี้ฝ่ายการตลาดของ รพ. เลอลักษณ์ บอกว่า ลูกค้าในคอร์สเลเซอร์จิมิ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 20-30 ปี โดยหวังผลในแง่ของความมั่นใจและการทำงานสำหรับอาชีพนางแบบ

เพิ่มความมั่นใจชีวิตคู่มีความสุข

การกำจัดขนและปรับสีผิวให้สว่างมากขึ้นในบริเวณจุดซ่อนเร้น ส่งผลต่อความมั่นใจในการทำงานสำหรับอาชีพนางแบบมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องสวมใส่ชุดว่ายน้ำ ชุดบิกีนี่ หรือชุดเซ็กซี่อื่นๆ

สนุ๊กเกอร์-อริสา หนองภักดี นางแบบสาววัย 23 ปี บอกว่า สีดั้งเดิมนั้นเป็นปัญหาในการทำงาน โดยเฉพาะขาหนีบ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจและทำให้ไม่กล้ารับถ่ายแบบในชุดบิกีนี่

“ไม่มีใครบอกหรอกว่าตรงนั้นเราไม่สวย แต่รู้ตัวเองดี เราไม่มั่นใจในการทำงาน มองแล้วมันไม่สวย พอเห็นคอร์สและสอบถามความปลอดภัยจากแพทย์ก็เลยกล้าที่จะทำ”

การเปลี่ยนแปลงสีผิวจิมิของสนุ๊กเกอร์ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากพลิกฟื้นมาแล้ว 2 ครั้ง เธอเล่าว่าระหว่างทำไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว พร้อมกับยอมรับว่า ทุกวันนี้มีความสุขมากในชีวิตทั้งในแง่อาชีพการงานและความสัมพันธ์กับคนรัก

“ผิวขาวและเนียนขึ้น มั่นใจกว่าเดิมมากๆ เลยค่ะ เวลาไปถ่ายแบบโพสต์ท่า รวมถึงเรื่องชีวิตคู่ด้วย ความมั่นใจเป็นเรื่องสำคัญ” เธอบอกด้วยแววตาสดใสว่าในวงการนางแบบ ปัจจุบันหลายคนเริ่มเลเซอร์เปลี่ยนสีผิวจิมิกัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

สนุ๊กเกอร์-อริสา หนองภักดี

ดำคล้ำเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องกังวล

แม้วิวัฒนาการทางการแพทย์จะทำให้จิมิขาวขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ดำๆ คล้ำๆ นั้นเป็นปัญหาหรือผิดธรรมชาติแต่อย่างใด

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ รพ.พิจิตร บอกว่า ค่านิยมของสังคมไทยเรื่องสีผิว โดยมีดารานางแบบเป็นตัวอย่าง ทำให้คนผิวคล้ำบางรายไม่สามารถก้าวข้ามค่านิยมเรื่องสีผิว เกิดความด้อยค่าขาดความมั่นใจ เช่นเดียวกับสีของอวัยวะเพศ การมีหนังโป๊ซึ่งคัดเลือกคนที่มีอวัยวะเพศสีชมพู อาจสร้างค่านิยมให้รู้สึกว่าการมีตรงนั้นสีชมพูเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งจริงๆ แล้วสีของอวัยวะเพศเป็นสีส่วนตัว ส่วนใหญ่จะเป็นสีเดียวกับริมฝีปากและหัวนมของเจ้าของ แต่มีบ้างที่มีสีคล้ำกว่าริมฝีปากและหัวนม โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ชอบนุ่งคับ หรือมีความอับชื้น

ความรู้สึกที่ว่าหย่อนยานและเหี่ยวส่วนใหญ่เป็นเรื่องของแคมเล็ก มีค่านิยมที่ไม่เป็นความจริงว่ายิ่งเล็กยิ่งดูดี เป็นสาวพรหมจรรย์ ในคนที่แคมเล็กยื่นยาวใหญ่หรือสีคล้ำเป็นคนที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน คนที่แคมเล็กยื่นยาวออกมาจึงมีความวิตกกังวล ทั้งที่ความจริงคือ ขนาดของแคมเล็กนั้นแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์สำส่อน

“การเปลี่ยนแปลงสี บางคนหวังผลเรื่องความงาม ความเซ็กซี่ บางส่วนหวังผลเรื่องเพศ ปัจจุบันเรื่องเพศก้าวหน้าไปมาก อดีตบางคนบอกว่าไม่ต้องทำหรอก ปิดไฟก็เหมือนๆ กัน แต่บางคนมีการทำออรัลเซ็กส์ ทำภาพลักษณ์ส่วนนั้นสำคัญนับเป็นแรงจูงใจเรื่องเพศ”

พญ.ชัญวลี สรุปว่า เรื่องอวัยวะเพศหย่อนยาน ดูเหี่ยว สีคล้ำ แคมใหญ่บาน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคิดไปเอง ไม่ต้องรักษา หากวิตกกังวลมากสามารถปรึกษาสูติแพทย์เพื่อตรวจดูว่าอวัยวะนั้นๆ ว่าเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ ซึ่งหากผิดปกติจริงๆ ในบางคน ศัลยกรรมตกแต่งอาจจะช่วยได้

ทั้งนี้การเลือกรับบริการจากคลินิกเสริมความงามเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีอุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่ได้รับการทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

 

ห้องพัก ‘ข้าวสาร’ ปรับทัพรับไฮซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2560 เวลา 06:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523934

ห้องพัก ‘ข้าวสาร’ ปรับทัพรับไฮซีซั่น

 โดย…เอกชัย จั่นทอง

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ช่วงวันที่ 25-29 ต.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของผู้ประกอบการที่พักโรงแรมถูกจับจองเข้าใช้บริการเต็มทุกแห่ง แต่ภายหลังจากงานพระราชพิธีเสร็จสมบูรณ์แล้วทางผู้ประกอบการที่พักต่างปรับตัวเพื่อรองรับกับไฮซีซั่นในช่วงฤดูหนาวปลายปีนี้

พู่กัน ตรีชมวารี อายุ 28 ปี ผู้จัดการส่วนต้อนรับ (FRONT Manager) ชิงช้า แบงคอก โฮสเทล ย่านศาลาว่าการกรุงเทพฯ ระบุว่า ทางชิงช้า แบงคอก โฮสเทลเปิดให้บริการทั้งหมด 12 ห้อง จำนวน 69 เตียง ตึกสูง 5 ชั้น มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาพัก เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ผู้เข้าพักจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจากต่างจังหวัดเฉลี่ยกันไป เน้นพักค้างคืนเพียง 2 วัน คือช่วงวันที่ 25-26 ต.ค. ที่ผ่านมาเท่านั้น หลังจากวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้าพักไม่ได้น้อยลง เพียงแต่คนไทยลดน้อยลงไปเท่านั้น เพราะโดยปกติลูกค้าหลักจะเป็นชาวต่างชาติ มีแค่เดือนนี้ที่คนไทยเข้ามาพักเป็นจำนวนมากเพื่อร่วมงานพิธีมากกว่า จึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก

“ในช่วงแรกรู้สึกกังวลเล็กน้อยกลัวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาไม่ได้ จนกระทบกับจำนวนการเข้าพักน้อยลง แต่เมื่อดูจากบันทึกการจองห้องพัก พบว่านักท่องเที่ยวยังคงจองเข้ามาปกติไม่มีอัตราการจอง ลดลงมากจนน่าตกใจ”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พู่กัน กล่าวอีกว่า หลังงานพระราชพิธีเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์พร้อมจัดโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพักตามปกติ โดยใช้สื่อโซเชียลมีเดียประชาสัมพันธ์ให้รับทราบว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณนี้สามารถมาได้ปกติแล้ว

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลสำคัญปลายปีนี้จะพยายามประชาสัมพันธ์ประเพณีและกิจกรรมของไทย เบื้องต้นคิดว่าการท่องเที่ยวในบริเวณนี้น่าจะกลับมาคึกคักเพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เลื่อนการตัดสินใจเดินทางมาช่วงงานพระราชพิธีจะกลับเข้ามาเร็วขึ้นก่อนสิ้นปีนี้

“เราเข้าใจนักท่องเที่ยวและคนไทยทุกคนว่ามันเป็นเหตุการณ์สำคัญ และคิดว่านักท่องเที่ยวจะศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางมาท่องเที่ยว คนที่เขาไม่พร้อมอาจจะเลื่อนเดินทางเข้ามาพักเป็นสิ้นปีหรือปีใหม่แทน แล้วค่อยเดินทางกลับตามปกติ” ผู้จัดการชิงช้า แบงคอก โฮสเทล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงงานพิธีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพักถามเสมอว่า ทำไมคนไทยต้องใส่ชุดดำ ซึ่งได้พยายามอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ว่ามันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของคนไทยทุกคน

เช่นเดียวกับ อาทิตย์ มิดผำแว่น ผู้จัดการต้อนรับส่วนหน้า โรงแรมดีแอนด์ดีอิน ตรอกข้าวสาร กล่าวว่า ที่โรงแรมเปิดให้บริการห้องพักจำนวน 400 ห้อง มี 2 ตึก รองรับคนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ ในช่วงงานพระราชพิธีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาจองห้องพักจะเป็นคนไทยประมาณ 90% วันที่เข้าพักมากที่สุดคือช่วงวันที่ 25-26 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นทยอยออก หากเทียบกับยอดจำนวนการจองเข้าพักที่โรงแรมถือว่าลดลง

สำหรับคนไทยที่เดินทางเข้ามาพักในช่วงระยะเวลานี้ไม่ได้จองที่พักล่วงหน้าเป็นเวลานานหลายวัน เพราะส่วนใหญ่โรงแรมแห่งนี้มีเป้าหมาย คือ ลูกค้าชาวต่างชาติ ขณะที่คนไทยไม่ค่อยได้มาพักที่โรงแรมนี้เป็นหลัก แต่อาจเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศแล้วเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะแวะมาพักที่โรงแรม

“หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีแล้ว การท่องเที่ยวกำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ทางโรงแรมก็จะดำเนินการให้บริการตามปกติเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษมากมายนัก แต่จะเตรียมตัวเน้นในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยมากกว่า และช่วงไฮซีซั่นนี้ทางโรงแรมไม่ได้จัดเรื่องของโปรโมชั่นมากมาย” อาทิตย์ ให้ข้อมูล

สมจิตร วานิเทียน ผู้จัดการส่วนต้อนรับ The Pillow Hostel ตรอกข้าวสาร ระบุว่า หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี ยอดจองห้องพักเริ่มกลับมาคึกคึกมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เริ่มเดินทางเข้ามาแล้ว อย่างยอดจองห้องพักในเดือน พ.ย. ก็เริ่มเต็มแล้วเช่นกัน

ส่วนในช่วงงานพระราชพิธีมีคนไทยถึง 95% เข้ามาใช้บริการห้องพักโดยเฉพาะช่วงวันที่ 24-26 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าคนไทยจองเข้ามาพักมากที่สุด หากในช่วงเวลาปกติจะมีคนไทยเข้ามาใช้บริการห้องพักเพียง 10% เท่านั้น ทั้งนี้หากมีงานสำคัญในบริเวณสนามหลวงคนไทยก็จะมาจองห้องพักกันเหมือนเช่นงานพระราชพิธีครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะปรับปรุงห้องพักทั้งหมด 32 ห้อง ให้พร้อมรับฤดูการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป เพื่อบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ตามความต้องการ ขณะนี้มีแต่เพียงชาวต่างชาติที่เดินทางมาเข้าพักเท่านั้น

 

“ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” คิดแมคโคร ทำไมโคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523769

"ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม" คิดแมคโคร ทำไมโคร

โดย..ปริญญา ชูเลขา, อดิศร เงสันเทียะ

หัวใจการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “รอยล จิตรดอน” ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักของการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงยึดถือตลอดมา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ จนเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริมากมายที่ทำให้พสกนิกรในประเทศ

รอยล เล่าว่า พระองค์ท่านทรงงานพัฒนาการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 อย่างเช่น การทดลองทำฝนหลวง พอถึงช่วงปี พ.ศ. 2510 กรุงเทพมหานครเริ่มพบปัญหาน้ำท่วมน้ำเสีย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำเสีย โดยเริ่มแก้ปัญหาในเมืองอย่าง บึงมักกะสัน แหลมผักเบี้ย กังหันน้ำชัยพัฒนา ต่อมาปี พ.ศ. 2538 เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรงและเกิดปัญหาน้ำแล้งตามมาในปี พ.ศ. 2539 นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำน้ำแม่กลองมาช่วยภาคกลาง เรียกได้ว่า ที่ผ่านมาเป็นยุคที่พระองค์ท่านทรงทำความเข้าใจบริบทต่างๆ เสียก่อนแล้วจึงพัฒนาก่อสร้าง นำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อปูทางไปสู่ยุคของการจัดการสมัยใหม่

แต่ทว่าไม่ใช่การจัดการการบริหารแบบธรรมดาแต่เป็นการจัดการที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม โดยเริ่มรับสั่งทำงานในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนี้ได้รวบรวมข้อมูลขึ้นมาแล้วทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงงานอย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี พ.ศ. 2545 จากข้อมูลที่มีทำให้พระองค์ท่านทราบเรื่องน้ำท่วมก่อนหน้าที่จะเกิดจริงเกือบ 3 สัปดาห์ และปี พ.ศ. 2548 ทรงใช้ระบบไอทีในการวางแผนติดตามเรื่องทำฝนหลวง แก้ปัญหาภัยแล้ง ลดความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดราว 2 แสนล้านบาท แม้ในปี พ.ศ. 2554 ก็ยังมีส่วนช่วยให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท โครงการขนาดเล็ก ที่เรียกว่า การจัดการน้ำชุมชน เนื่องจากพื้นที่นอกเขตชลประทานของประเทศไทยมีประมาณ 120 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน 27 ล้านไร่ โดยเริ่มจากการจัดประกวดน้ำชุมชนถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดประกวดติดต่อกันอยู่ 6-7 ปี จึงได้กลุ่มชาวบ้านที่เข้มแข็ง มีความตั้งใจจริง แล้วทำการช่วยส่งเสริมเทคโนโลยี ส่งเสริมการทำข้อมูลแผนที่ เป็นการเสริมโครงสร้างเข้าไปให้ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง โดยจะเน้นพื้นที่นอกชลประทานและพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับพื้นที่เกษตร เพราะเป็นพื้นที่มีปัญหาการรุกป่าบ่อยครั้ง เพราะถ้าแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ก็แก้ปัญหาบุกรุกป่าได้

“รากฐานของเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การจัดการน้ำ เมื่อมีความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องน้ำจะนำไปสู่ความสามารถในการจัดการเรื่องการผลิต วางแผนการเพาะปลูก และนำไปสู่ความสามารถในการขาย สุดท้ายชาวบ้านสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งเรื่องของกองทุนภายในชุมชนได้ ช่วงแรกที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ทรงใช้เวลาลงพื้นที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรเป็นสิบๆ ปี ทำให้พระองค์ท่านจะได้ข้อเท็จจริง เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจประเทศไทย เข้าใจธรรมชาติ ชาวบ้านเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เราเข้าไปเสริม

สิ่งที่ในหลวงทรงทำ คือ การมองแบบล่างขึ้นบน (Bottom up) พระองค์ท่านสอนให้คิด ไม่ได้สอนว่าจะขุดสระกี่สระ แต่สอนให้รู้ว่าควรคิดอย่างไร สอนให้เข้าใจ พระองค์ท่านใช้วิธีลงพื้นที่ ถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง คุณจะเอาอะไรไปใส่ มันก็บริหารไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงสอนเรา ท่านมีตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมดทั้งประเทศ แต่มันไม่มีระบบที่จะขยายผล ถามว่าจะขยายผลได้อย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการให้เกิด” รอยล กล่าว

ผลสำเร็จของพระองค์ท่านจนกลายเป็นโครงการในพระราชดำริ โดยความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากแนวพระราชดำริ ด้วยการ “คิดแมคโคร ทำไมโคร” ซึ่งจะนำมาปรับใช้ในการปฏิรูป คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กล่าวคือปัญหาที่พบเกิดจากการบริหารเชิงพื้นที่ไม่สำเร็จทำให้การสั่งการกระจุกอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง หากในอนาคตยังเป็นแบบนั้นจะทำให้กรุงเทพฯ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะพื้นที่อื่นไม่พัฒนา ฉะนั้นต้องทำให้พื้นที่ต่างๆ บริหารตัวเองได้อย่างเช่น จังหวัด ท้องถิ่น และร่วมกับกรมชลประทาน หรือหน่วยงานจัดการน้ำ เข้าไปช่วยกันได้ทันที เพราะฉะนั้นอันแรกสุดของการปฏิรูป คือ ทำอย่างไรให้การบริหารจัดการดีขึ้น

รอยล กล่าวว่า การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ทรัพยากรทางบก ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้เรื่องน้ำรัฐบาลตกผลึกแล้วเหลือเพียงแต่ทำให้เกิดขึ้นจริง หลังจากประกาศบังคับใช้กฎหมายน้ำคาดว่าทุกอย่างจะลงตัว แต่ยังคงจะเหลือเรื่องการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่าง ซึ่งมองว่าการบริหารแบบเดี่ยวใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องทำการผูกโยงกันเป็นพื้นที่ หรือทำอย่างไรให้โครงการที่มีอยู่เดิมเชื่อมต่อกัน และการบริหารจัดการสมัยใหม่ภาครัฐยังคงไม่เข้มแข็ง เพราะนี่ไม่ใช่การบริหารจัดการเชิงเดี่ยวถึงเวลายุติการสร้างแต่ถึงเวลาที่ต้องบริหารให้ดีขึ้นให้แง่ของบริหารบุคลากร

เมื่ออายุของเทคโนโลยีสั้นลง ในการจัดการสมัยใหม่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี ในเรื่องไทยแลนด์ 4.0 การจะทำให้สำเร็จสิ่งแรกที่จะต้องเริ่ม คือ การบริหารสมัยใหม่ ประกอบไปด้วย 1.เทคโนโลยี 2.การบริหารแนวราบ คือ หน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันได้ นำไปสู่ข้อที่ 3.การบริหารเชิงพื้นที่ หากมีครบถึงจะเพิ่มประสิทธิภาพได้

ปัญหาของไทย คือ เวลาจะเปลี่ยนแปลงประเทศ เราไม่ได้ดูว่าเรามีความสำเร็จอะไรบ้าง เรากลับไปดูต่างชาติทำอะไร และก็พยายามถอดเอามาใช้ในไทย แต่เราไม่ได้ดูว่าภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวยก็ยังมีคนที่เขาทำสำเร็จ มันไม่ยากกว่าหรอที่เขาทำอย่างชาวบ้าน แล้วทำไมไม่ขยายต่อ การรับฟังที่แล้วมา คือ การกลัวความคิดที่ต่างกัน ถ้าเข้าใจกันช่องว่างก็ลดลงได้ และการลงไปดูตัวอย่างความสำเร็จ

การรับฟังความคิดเห็นแทนที่จะไปรับฟังแค่ปัญหา เราควรไปรับฟังว่าเขาทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง และจะนำมาใช้ได้อย่างไร ปัญหาของการรับฟัง คือ ส่วนกลางจะไปขายไอเดีย ทำไมส่วนกลางไม่คิดจะซื้อไอเดีย ต้องทำให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง รักษาสมดุล ประเทศจึงจะมีความสำเร็จ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศอันที่ 1 คือ ลดช่องว่างอย่างที่ในหลวงรับสั่งคิดแมคโครทำไมโคร เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจ หากทำเหมือนกันหมดก็เจ๊ง” รอยล กล่าว

 

“คุก”ไม่ใช่มีไว้เพื่อ”ขังคนจน” ปรับระบบประกันพิสูจน์บริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523610

"คุก"ไม่ใช่มีไว้เพื่อ"ขังคนจน" ปรับระบบประกันพิสูจน์บริสุทธิ์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ประเด็นการขอให้เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป ของเครือข่ายปฏิรูปการประกันตัวเพื่อคนจนและคณะทำงาน ผ่านการรณรงค์ change.org ถือว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เพราะมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายเพื่อให้คนจนไม่ต้องติดคุก และหวังให้ทุกคนได้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้รณรงค์สนับสนุนให้เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป อธิบายที่มาแคมเปญนี้ว่าหลังพบตัวเลขผู้ต้องขังอยู่ระหว่างรอพิจารณาคดีกว่า 6-8 หมื่นคน จนทำให้เกิดปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ซึ่งตามกฎหมายแล้วบุคคลเหล่านั้นย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะต้องรอจนกว่าศาลจะพิจารณาพิพากษาสิ้นสุด ดังนั้นถ้ายังบริสุทธิ์ก็ไม่ควรไปคุมขังไว้ ดังนั้นเรื่องการประกันตัวต้องเป็นเรื่องหลัก การไม่ประกันต้องเป็นเรื่องยกเว้น

ปัญหาแนวทางปฏิบัติการประกันตัวที่ให้ใช้หลักทรัพย์เป็นวงเงินประกัน เช่น ต้องโทษประหารชีวิต หลักทรัพย์คือ 8 แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 6 แสนบาท ถามว่าแล้วสักกี่คนมีเงินจำนวนดังกล่าว จึงกลายเป็นปัญหาว่าการจะได้ประกันตัวหรือไม่ คือคุณมีเงินหรือเปล่า? ทำให้บานปลายไปสู่เรื่องความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นคนจนไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคนมีเงินก็ออกมาสู้คดีข้างนอกได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“การใช้เงินกำหนดหลักการประกันจึงมีปัญหาเกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 110 เขียนชัดเจนว่า ในคดีอาญาในการปล่อยตัวชั่วคราวศาลจะกำหนดหลักประกันหรือไม่ก็ได้ หมายความว่า ในกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่ได้เขียนว่าต้องใช้เงินกำหนดหลักประกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล แต่เข้าใจว่าที่ศาลใช้เงินเป็นตัวประกันมีความชัดเจนง่ายที่สุด”

ปริญญา ให้ภาพการรณรงค์ต่อว่า การใช้เงินค้ำในหลักการประกันตัวจึงทำให้มีปัญหา และทำให้เกิดอาชีพ “นายหน้าค้าประกัน” ปล่อยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้คนยากจนเพื่อนำมาประกันตัวก็กลายเป็นปัญหาไปอีก เพราะไม่มีใครอยากติดคุกต้องจำใจกู้หนี้ยืมสิน

ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นทำให้มีการรณรงค์ขึ้นมาเพื่อเชิญประชาชนให้ร่วมลงชื่อ หวังให้เกิดความตระหนักต่อสาธารณะว่า “มันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของทุกคน” ที่ถูกกล่าวหาในชั้นพนักงานสอบสวน หรือจำเลยในชั้นศาล เพราะตราบใดที่ศาลยังไม่พิพากษาคดีจนสิ้นสุด ก็มีสิทธิในการต่อสู้คดี ถ้าศาลสั่งจำคุกแล้วจึงต้องติดคุก ดังนั้นควรอยู่นอกคุก ถ้าประชาชนออกมาช่วยกันรณรงค์จะเกิดประโยชน์และทำให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องนี้ขึ้นมา

“การประกันตัวมีวิธีหลายอย่างเพื่อปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งก็ต้องดูว่าใช้วิธีแบบใดได้บ้าง เรื่องนี้ผู้พิพากษาหลายศาลได้นำร่องใช้วิธีการพิจารณาอื่นๆ ปล่อยตัวโดยไม่ใช้เงินประกันตัวในศาลหลายแห่งแล้ว”

รองอธิการบดี มธ. บอกด้วยว่าไม่ได้คาดหวังเรื่องการรณรงค์ว่าจะมีจำนวนเท่าใด เพียงแต่คิดว่าคงสะท้อนเรื่องความตื่นตัวและการตระหนักของประชาชนมากกว่า ยอมรับถ้าได้จำนวนผู้รณรงค์ยิ่งมากก็ยิ่งดี เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรวยหรือจนควรต้องเสมอภาคกัน เพราะคนรวยวางเงินประกันสูงแค่ไหนก็หลบหนีได้เช่นกัน

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้ร่วมรณรงค์แคมเปญนี้ เผยจุดประสงค์ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญรณรงค์เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป ว่าส่วนตัวเห็นด้วยและคิดว่าเป็นความพยายามที่มีการรณรงค์เพื่อช่วยเหลือคนจนคนด้อยโอกาส ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่ตัวเองและกระทรวงยุติธรรมอยากทำ เพราะมีสิทธิความเป็นพลเมืองไทย

เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ใช้ระยะเวลาทางคดีตั้งแต่เริ่มต้นจนจบคดีมันไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีศาลตั้งอยู่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ คดีจะเข้ามาที่จังหวัดหมด เช่น ศาลแขวงสั่งจำคุกโทษไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท คดีก็อยู่ที่จังหวัด ถามว่าคนจนที่หาเช้าไม่พอกินเพลต้องมาต่อสู้คดีตรงนี้มันก็เป็นประเด็นแล้ว

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมให้ความเห็นด้วยว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาถือว่ายังไม่มีความผิด เพราะยังไม่มีคำพิพากษา ดังนั้นคนเหล่านี้มีสิทธิพบทนายความ ออกมารวบรวมพยานหลักฐานแสวงหาข้อเท็จจริงว่าตัวเองบริสุทธิ์

“ที่สำคัญถ้าถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจะหมดพลังและกลายเป็นภาระรัฐต้องดูแล โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ที่ถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนรอพิจารณาคดี แต่ถ้าออกมาอยู่ข้างนอกได้จะเป็นพลังที่เลี้ยงดูครอบครัวทำงานได้ และไม่เป็นภาระรัฐ และหากพบว่าทำผิดก็เข้าเรือนจำไป”

ธวัชชัย ขยายความอีกว่าสมัยก่อนคนที่ป่วยในบ้านมีคนจน 1 คน ต้องขายไร่นาหรือขายตัวเพื่อนำเงินมารักษาญาติพี่น้องจนถึงขั้นล้มละลาย เช่นเดียวกับในกระบวนการยุติธรรม ถ้ามีญาติพี่น้องตกเป็นจำเลย 1 คน ก็อาจถึงขั้นหมดไร่หมดนาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม และยังไม่รู้ว่าผลจะออกอย่างไร จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กองทุนยุติธรรม”ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้ยากจน

อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้มันเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนจนก็เสียภาษีผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงควรได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

 

ชมพระเมรุมาศ ขวัญที่ดีของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523326

ชมพระเมรุมาศ ขวัญที่ดีของชีวิต

โดย… ธเนศน์  นุ่นมัน

ประชาชนจำนวนมาก ยังคงหลั่งไหลเดินทางเข้าไปชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่าง 2-30 พ.ย.นี้ เวลา 07.00-22.00 น.เปิดให้ประชาชนเข้าชมรอบละ 3-5,000คน ใช้เวลารอบละ 45 นาที ถึง 1ชั่วโมง

นิทรรศการ ดังกล่าวเปิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่9 ผ่านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณี

ทั้งนี้ ขั้นตอนการเข้าชมนิทรรศการ ประชาชนจะต้องผ่านจุดคัดกรอง 5 จุด ประกอบด้วย1.บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์2.บริเวณท่าช้าง 3.บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.)4.บริเวณตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และ5.บริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม โดยผู้เข้าชมจะต้องแต่งกายสุภาพ

จุดเข้าชมนิทรรศการ จะเริ่มจากพื้นที่ถนนสายกลางท้องสนามหลวง ก่อนเข้าชมด้านใน โดยกำหนดเวลา 15 นาที เพื่อให้ถ่ายภาพมุมกว้างพระเมรุมาศ พลับพลายก และโครงการพระราชดำริ นาข้าว ฝาย กังหันน้ำชัยพัฒนา ฯลฯ จากนั้นนำสู่ระบบเข้าชม มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องตอบคำถาม โดยให้เวลาชม45 นาที เจ้าหน้าที่จะเปิดสัญญาณและประกาศแจ้งเตือนเวลาผู้เข้าชมแต่ละชุด ซึ่งกำหนดโดยบัตรติดหน้าอก โดยมีออกด้านหลังพระเมรุมาศ ทิศใต้ บริเวณพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดต่อรอบรับได้ 5,500คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับจุดต่างๆ ภายในส่วนของนิทรรศการนั้น ผู้ชมแต่ละชุด จะได้เห็นพื้นที่ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

1. นิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ 1.เมื่อเสด็จอวตาร 2.รัชกาลที่ร่มเย็น 3.เพ็ญพระราชธรรม 4.นำพระราชไมตรี5.พระจักรีนิวัตฟ้า รวมทั้งสามารถชมจิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 ด้าน

2. นิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดแสดงภายในศาลาลูกขุน เนื้อหาแสดงถึงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรม และจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

และ 3. นิทรรศการสัมผัสสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดแสดงบริเวณอาคารทับเกษตร โดยจำลองพระเมรุมาศ ประติมากรรมประดับพระเมรุ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสได้ โดยมีอาสาสมัครนำชม และจัดทำซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ

หนู สีฟ้า ผู้เข้าชมพระเมรุมาศซึ่งเดินทางมาจากเขตดาวคะนอง เล่าว่าเดินทางมาชมเพราะผ่านพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาแล้วก็ยังไม่สามารถหยุดคิดถึงพระองค์ได้ โดยได้เดินทางไปกราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มาแล้ว และก่อนหน้านี้ เคยเดินทางมากราบพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมหาราชวังมาแล้วถึง 160 ครั้ง

สมเกียรติ์ รัตนบุรี ข้าราชการซึ่งเดินทางมาจาก จ.สงขลา เล่าว่า เดินทางมาชมพระเมรุมาศเพราะช่วงพระราชพิธี ไม่มีโอกาสได้ชมการถ่ายทอดสดเนื่องจากเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดช่วงงานพระราชพิธีในส่วนพื้นที่รับผิดชอบ โดยเชื่อว่า ข้าราชการจำนวนมากซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ชมพระราชพิธีช่วงถ่ายทอดสดเช่นกัน จะทยอยกันเดินทางมาชมด้วยตัวเอง

อิชยา กัปปา ข้าราชการประจำกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าได้เห็นว่าพระเมรุมาศ ถูกสร้างมาอย่างประณีต วิจิตบรรจง สมพระเกียรติกับสิ่งที่ท่านได้ทรงงานให้กับประชาชนชาวไทยตลอด 70 ปี โดยเป็นการรวมเอางานศิลปกรรมแขนงต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และ บรรดาช่างที่มีส่วนร่วมต่างใส่หัวจิตหัวใจลงไปในงาน จนทำให้พระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช งดงามเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้เราถึงกับน้ำตาซึมว่าจากนี้ไป เราจะไม่เห็นพระองค์ท่านอีกแล้ว ได้เพียงแต่บันทึกภาพความทรงจำผ่านสายตาและกล้องถ่ายรูป เพื่อระลึกถึงความดีงามของพระองค์ ซึ่งจะสถิตอยู่ในใจตราบชั่วนิรันดร์

“ส่วนกรณีที่พบว่ามีผู้เข้าชม มีพฤติกรรมไม่สุภาพไม่เหมาะสม ไม่อยากให้ใครมาเดินชมแล้วมีพฤติกรรมดังกล่าว ขอให้เป็นสถานที่ของพ่อที่ทรงเกียรติ ดูห่างๆ ดีกว่า แต่คิดว่ายากที่จะห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ ส่วนตัวคิดว่าพระเมรุมาศคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชมแค่ด้านล่างโดยรอบพระเมรุมาศก็เป็นของขวัญที่ดีกับชีวิตแล้ว” อิชยากล่าว

ติ๋ม เจริญสิทธิ์ ซึ่งเดินทางมาจากพุทธมณฑลสาย2 กล่าวว่าได้ชมนิทรรศการแล้ว ยิ่งทำให้คิดถึงพระองค์ท่าน และเชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทดพระเนตรมาจากสวรรค์และเห็นแล้วว่ายังมีพสกนิกรรักและรำลึกถึงพระองค์ท่านเป็นจำนวนมาก และจะรักพระองค์ท่านตลอดไป