เดินหน้าเลือกตั้ง พลิกโฉมประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/578002

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 07:41 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง พลิกโฉมประเทศ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สส. และเมื่อถึงกลางสัปดาห์ก็มี พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตามที่รองนายกฯ ระบุไว้ทุกประการ

จากนี้ไปต้องบอกว่าประเทศไทยนับหนึ่งเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยที่ไม่อาจมีอะไรมาเป็นอุปสรรคขวางได้อีกต่อไป แม้แต่มาตรา 44

เหตุที่ต้องเลียบๆ เคียงๆ ไปยังมาตรา 44 เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่เหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งสามารถเนรมิตอะไรก็ได้ตามความต้องการ แต่ในทางปฏิบัติ ณ ตอนนี้ การใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีกนั้นไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

หากฝืนใช้มาตรา 44 หักด้ามพร้าเช่นนั้น การเมืองน่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช. จึงสรุปได้ว่าจากนี้ไปประเทศจะเดินหน้าไปสู่การเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งทันที

ทั้งนี้ ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้วจะมีขั้นตอนสำคัญบางประการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ดังนี้

1.ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง

2.ภายใน 25 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งระยะเวลาของการรับสมัครต้องไม่น้อยกว่า 5 วัน

3.ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ กกต.มีหน้าที่กำหนดสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

เช่นเดียวกับพรรคการเมืองที่ต้องแต่งตัวตามกฎหมายให้เรียบร้อยตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองด้วย มิเช่นนั้นจะหมดสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสาขาพรรคการเมืองให้ครบทุกภูมิภาค การตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอย่างน้อย 1 แห่ง เป็นต้น ซึ่งตามรายงานของ กกต.ล่าสุดมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แน่นอนว่าทุกสายตาต้องจับจ้องไปที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคการเมืองน้องใหม่แต่หน้าเดิม เพราะถึงจะเป็นพรรคที่จัดตั้งได้ไม่นาน แต่อุดมไปด้วยผู้มากบารมีทางการเมืองหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตรที่เป็นหัวเรือสำคัญในการรวบรวมและดึงอดีต สส.จากพรรคการเมืองเข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาร่วมงานด้วย จึงไม่แปลกที่พรรคนี้จะถูกมองว่ากำลังเป็นสถานีต่อไปของ คสช. และรวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดต นายกฯ คนที่ 30

ความได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐนั้นจะว่าไปแล้วอยู่ตรงที่ความชัดเจนในแนวทางของการทำงานการเมือง ด้วยการประกาศตรงไปตรงมาว่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ชิงตำแหน่งนายกฯ เท่ากับว่าพรรคจะกระแสดีหรือไม่ดีก็อยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

เมื่อพลิกกลับไปดูรัฐธรรมนูญ พบว่า รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเหมือนเดิม 100% ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่จะถูกจำกัดบางประการทันทีที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

การไม่ถูกจำกัดการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐจะได้อานิสงส์จากความสำเร็จในเชิงนโยบายของรัฐบาล เรียกได้ว่าทั้งพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” เป็นอีกพรรคที่ตอนแรกเหมือนจะมีปัญหาจากการถูกดูดและปัญหาภายใน แต่มาถึงตอนนี้ปรากฏว่ากระแสความนิยมทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กำลังพุ่งทะยานอย่างมีนัยสำคัญ หายใจรดต้อคอ พล.อ.ประยุทธ์ กันเลยทีเดียว

ถึงกระนั้นการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนพอสมควร เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องถูกจับตามองจาก กกต.เป็นพิเศษ ประกอบกับกฎหมายพรรคการเมืองที่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้การยุบพรรคทำได้ง่ายขึ้น โอกาสที่ใช้วิธีการหาเสียงแบบ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เหมือนในอดีตทำไม่ได้เต็มที่ ทำให้ต้องหันมาใช้กลยุทธ์การหาเสียงผ่านการสร้างวาทกรรมทำนอง “เลือกฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อล้มเผด็จการ” แทน

ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดของพรรค พบว่ามีความพร้อมในทุกด้านแล้ว แต่เวลานี้ยังมีคำถามพอสมควรว่ากับสภาพของพรรคที่เป็นอยู่ตอนนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ยังดีพอกับการนำพาพรรคให้ชนะเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปีได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว การมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะปลายทางและบทสรุปของการเมืองจะเกิดขึ้นภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง

ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้งและได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล การเมืองและประเทศไทยย่อมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ยืนเหลือไม่มาก 24 มี.ค.ต้องเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577898

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 09:08 น.

ที่ยืนเหลือไม่มาก 24 มี.ค.ต้องเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2562 เป็นต้นมา ปรากฏว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในช่วงเมาหมัด พอสมควร ภายหลังขอเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิมคือวันที่ 24 ก.พ.ออกไปก่อน

การประกาศออกมาเช่นนั้นส่งผลให้มีราคาที่รัฐบาลและ คสช.ต้องจ่ายหนักพอสมควร โดยเฉพาะความน่า เชื่อถือของฝ่ายบริหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปรับปากกับต่างประเทศและคนไทยมาตลอดว่าวันที่ 24 ก.พ. จะเป็นวันเลือกตั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเลื่อนออกไปจึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสกดดันมากขึ้น

ผลในทางลบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเท่านั้น เพราะในมุมหนึ่งก็ตกอยู่กับพรรคพลังประชารัฐด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากต่างเป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กระแสเรียกร้องและกดดันรัฐบาลนั้นด้านหนึ่งอาจจะไม่ใหญ่เป็นระดับมวลมหาประชาชน แต่อย่างน้อยก็เป็นกระแสที่จุดติดพอสมควรในโลกสื่อสังคมออนไลน์ มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เกิดปรากฏการณ์ติดแฮชแท็ก (Hashtag) กันล้นหลามเพื่อไม่ให้มีการเลื่อนเลือกตั้งขนาดนั้น

แต่อาการเมาหมัดของรัฐบาลยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่กองทัพก็ได้เข้ามาเติมเชื้อให้เกิดเป็น กระแสลามมากขึ้นไปอีกผ่านการให้สัมภาษณ์โจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการเข้ามาในสงครามการเมืองโดยไม่จำเป็น เพราะด้านหนึ่งอาจทำให้กองทัพถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลาง ทางการเมือง ทั้งๆ ที่ก็ถูกจับผิดมาตลอด

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระยะหลังรัฐบาลต้องเริ่มออกมายืนยันเกี่ยวกับวันเลือกตั้งอีกครั้งด้วยการระบุลงไปเป็นวันที่ 24 มี.ค.

ในเรื่องของวันที่เป็นวันที่ 24 มี.ค.เริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากที่สุด ภายหลัง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าวันดังกล่าวมีความเหมาะสมมากที่สุด เช่นเดียวกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาระบุว่าอีกไม่นานน่าจะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้รัฐบาลยังให้ความมั่นใจเพิ่มเติมด้วยว่าหากมีการ เลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ก็ยังอยู่ภายในกรอบ 150 วัน เพราะกรอบเวลา 150 วันนั้นเป็นการกำหนดเฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับระยะเวลาของการรับรองผลการเลือกตั้ง แต่อย่างใด

สอดรับกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ย้ำว่าต่อให้การเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.  การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ก็สามารถทำได้ให้เสร็จได้ภายในวันที่ 9 พ.ค. เพื่อตัดปัญหาเรื่องข้อสงสัยระยะเวลา 150 วัน

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ย้ำถึงความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้ง เหมือนกับที่เคยยืนยันว่าวันที่ 24 ก.พ.จะเป็นวันเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้

สถานการณ์กำลังบีบให้รัฐบาลและ คสช.เหลือที่ยืนในทางการเมืองภายใต้ระบบรัฐประหารที่เป็นอยู่ไม่มากนัก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของการเลือกตั้งถูกจุดขึ้นทั่วประเทศแล้ว

ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองที่อยู่ต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็ตาม หรือแม้แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักก็ต่างระบุตรงกันว่าอยากให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว เท่ากับว่ารัฐบาลและ คสช.ไม่อาจต้านทานกระแสของการเลือกตั้งได้อีกต่อไป

เวลาที่ถูกทอดไปอีกประมาณ 1 เดือนจากกำหนดเดิมวันที่ 24 ก.พ.นั้นถือว่าเป็นคุณกับรัฐบาลพอสมควร เพราะอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอำนาจเหมือนกับรัฐบาลรักษาการปกติที่ต้องห้ามดำเนินการบางอย่างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล

แต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีอำนาจครบมือเหมือนเดิมทุกประการ แม้ว่าในอนาคตจะมีการประกาศ พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง โดยรัฐบาลสามารถใช้นโยบายสวัสดิการประชารัฐเพื่อมัดใจประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีข้อจำกัด อันจะมีผลในทางที่ดีต่อพรรคพลังประชารัฐอย่างไม่ต้องสงสัย

ทุกอย่างดูเป็นใจและเข้าทางรัฐบาลแทบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นจากโพลต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีคะแนนนำฝ่ายตรงข้ามต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ความได้เปรียบอยู่ในมือของรัฐบาลทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเท่าใดนัก เนื่องจากจะมุ่งอยู่กับการคิดนโยบายหาเสียงของตัวเอง เพื่อสร้างคะแนนความนิยม อีกทั้งหากไปพูดอะไรที่พาดพิงมากเกินไปก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ ทำให้พรรคการเมืองจึงไม่อยากตอแย คสช.และรัฐบาลมากนัก เว้นเสียแต่จะมีกรณีที่รัฐบาลและ คสช.พาดพิงมาถึงพรรคการเมือง

เป็นความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งยิ่งกว่าที่รัฐบาลใดเคยมี แม้แต่รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งในทุกด้านแบบนี้

ณ เวลานี้เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้งไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เหลือแต่เพียงความพร้อมของรัฐบาลเท่านั้นว่าจะยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนหรือไม่เท่านั้น

ดึงเกมเปิดตัวชิงนายกฯ’เพื่อไทย’ยิ่งถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577763

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:28 น.

ดึงเกมเปิดตัวชิงนายกฯ'เพื่อไทย'ยิ่งถดถอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่นับพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “พรรคเพื่อไทย” เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งพอสมควร

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมไม่เป็นสองรองใคร หนีไม่พ้นเรื่อง “นโยบายบุคคล”

ในเรื่องของนโยบายนั้นพรรคเพื่อไทยประกาศมาตลอดว่าจะเน้นสานต่อความเป็นพรรคไทยรักไทยในอดีต คือ การเน้นการเข้าถึงประชาชนผ่าน โครงการต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทยผูกขาดการชนะเลือกตั้งมาเป็นเวลาหลายปี

เพียงแต่การออกมาตรการหาเสียงด้วยนโยบายครั้งนี้ต้องระวังพอสมควร เพราะกฎหมายพรรคการเมืองห้ามไม่ให้พรรคการเมืองถูกครอบงำจากบุคคลภายนอก ดังนั้น หากใครเผลอไป หาเสียงในทำนอง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เหมือนในอดีตขึ้นมา ย่อมมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบ

นโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ต้องระวังเรื่องปากที่อย่าไปหลุดโยงกับนายใหญ่เท่านั้น ถ้ามีสติคุมคำพูดของตัวเองได้ ทุกอย่างน่าจะผ่านไปเรียบร้อย

ส่วนเรื่องของบุคคลนั้นในภาพรวมถือว่ามีความสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัดเจน ถึงแม้ในช่วงปรากฏการณ์ “ดูด” อดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยจะออกจากพรรคไปอยู่กับพรรคการเมืองหลายคน แต่พอพ้นระยะเวลาที่ต้องมีเวลาการเป็นสมาชิกพรรคให้ครบ 90 วัน พบว่าแกนนำอดีต สส.ขาใหญ่หลายคนก็ยังอยู่กับพรรคไม่ได้หนีไปได้กันมาก ส่วนบางกลุ่มที่ไปอยู่กับพรรคอื่นๆ ที่เป็นสาขาของพรรคเพื่อไทย ที่สุดแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจากถ้าถึงเวลานับตัวเลขเพื่อร่วมรัฐบาลก็น่าจะเข้ามาเชื่อมกันได้อย่างไร้ปัญหา

ดูอย่างนี้แล้วพรรคเพื่อไทยไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากมาย แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ลงไปจะพบว่าจริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยกำลังมีหนึ่งปัญหาและยังเป็นปัญหาสำคัญด้วย คือ การชูตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองอื่นๆ เปิดตัวไปครบแล้ว เช่น พรรคประชาธิปัตย์ เสนอ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคอนาคตใหม่ ดัน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หรือพรรคพลังประชารัฐ ที่ยังบอกแบบ อ้อมๆ แต่ในทางการเมืองก็ทราบดีว่าต้องเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผิดกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังแทงกั๊กจนถึงปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยมีสองคนที่มีดีกรีพอเป็นตัวเต็งชิงตำแหน่งนายกฯ ได้ คือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

ทั้งสองคนมีความโดดเด่นไปกันคนละแบบ คนหนึ่งเป็นสุภาพสตรีที่มีประสบการณ์และการทำงานทางการเมืองค่อนข้างสูงและผ่านตำแหน่งบริหารมากมาย ส่วนอีกคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เจิดจรัสมาตั้งแต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเจ้าของไอเดียโครงการรถไฟความเร็วสูง แม้โครงการนี้จะไปไม่ถึงฝั่งเพราะติดปัญหาด้านกฎหมาย แต่ก็ได้รับการยอมรับจากหลายภาคส่วนเช่นกัน

ถ้าจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันก็คงไม่ผิดนัก

ที่ผ่านมา หนึ่งในเสือใหญ่ของพรรคเพื่อไทยอย่าง “ชัชชาติ” มักจะออกตัวในทำนองใส่เกียร์ถอยยอมให้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ หมายเลขหนึ่งของพรรค เพราะยอมรับว่าสังคมรู้จักคุณหญิงสุดารัตน์มากกว่า

แต่ถึงชัชชาติจะหลีกทางให้ คุณหญิงสุดารัตน์ ทว่าพรรคเพื่อไทยหรือแม้แต่ตัวคุณหญิงสุดารัตน์ก็ยังไม่ยอมประกาศตัวขอท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ชัดเจน มีเพียงแค่ขอโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเท่านั้น

หมากเกมนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังเดินเหมือนกับเมื่อครั้ง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก้าวเข้ามาทำงานการเมืองเมื่อปี 2554 ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องการเก็บตัวผู้นำไว้จนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เป็นเป้าโจมตีทางการเมือง กรณีของคุณหญิงสุดารัตน์ก็เช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างเกราะคุ้มกันไม่ให้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นเป้าโจมตีของพรรคการเมืองใด

การเดินเกมนี้อย่างที่ทำอยู่ ด้านหนึ่งอาจช่วยคุณหญิงสุดารัตน์ก็จริง แต่มุมกลับกันกำลังจะเป็นการทำร้ายพรรคเพื่อไทยโดยไม่รู้ตัว

การเมืองยุคดิจิทัล หรือ 4.0 เป็นยุคที่คนส่วนใหญ่ต้องการความชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจ การเล่นการเมืองแบบเหยียบเรือสองแคมเหมือนในอดีตไม่สามารถใช้ได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน

เมื่อประชาชนต้องการความชัดเจนในเรื่องนโยบายฉันใด ประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องการรู้ตัวว่าที่ผู้นำประเทศของตัวเองฉันนั้น อย่างกรณีของพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศตัวผู้นำชัดเจน ปรากฏว่าทำให้การหาเสียงทำได้ง่ายกำหนดยุทธศาสตร์และ เป้าหมายได้ชัดเจน พร้อมกับสามารถสร้างฐานเสียงใหม่ๆ ขึ้นมาได้

พลิกมาดูพรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้สังคมส่วนใหญ่จำนวนไม่น้อยน่าจะสับสนว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรกันแน่ว่าจะให้ใครระหว่าง “คุณหญิงสุดารัตน์” หรือ “ชัชชาติ” เป็นแคนดิเดตตำแหน่งนายกฯ กันแน่ ซึ่งถามว่าพรรคเพื่อไทยรู้ปัญหานี้หรือไม่ แน่นอนว่าย่อมรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ยังทำอะไรได้ไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างการบริหารพรรคเพื่อไทยที่มีความสลับ ซับซ้อนเป็นอุปสรรคขวางอยู่

ดังนั้น ถ้ายังไม่รีบแก้ไข สถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยเคยคิดว่าได้เปรียบคู่แข่ง ย่อมอาจไม่เป็นเช่นนั้นและส่งผลเสียในบั้นปลายก็เป็นได้

3 ขั้วชิงเก้าอี้นายกฯ “บิ๊กตู่-หน่อย-มาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577663

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

3 ขั้วชิงเก้าอี้นายกฯ "บิ๊กตู่-หน่อย-มาร์ค"

สถานการณ์การเมืองในการแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่30 ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ น่าจะเหลือคู่แข่งเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งของประเทศไทยแทบทุกครั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการเลือก สส.โดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยอ้อมไปในตัว เพราะทันทีที่คะแนนหรือผลการเลือกตั้งออกมา ย่อมจะทำให้คนไทยทั้งประเทศไทยพอเห็นได้ว่าใครจะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การเลือกตั้งภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยระบบบัตรเลือกตั้ง สส.แบ่งเขตเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ จะมีทั้งการเลือก สส.ระบบแบ่งเขต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรวมไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เรียกว่า “ทรีอินวัน”

แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้บัญญัติการเลือกนายกฯ โดยตรงจากประชาชน แต่การออกแบบของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่าคนไทยกำลังได้โอกาสลงคะแนนเลือกนายกฯ โดยตรง

กล่าวคือ กรธ.เขียนรัฐธรรมนูญกึ่งๆ บังคับให้พรรคการเมืองต้องเปิดบุคคลที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้งไม่เกิน 3 คน ที่บอกว่ากึ่งบังคับนั้น เพราะพรรคการเมืองจะเสนอหรือไม่เสนอชื่อว่าที่นายกฯ ก็ได้

การกำหนดไว้เช่นนี้ กรธ.มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พรรคการเมืองต้องแสดงความชัดเจนต่อประชาชนว่าพรรคการเมืองนั้นจะต้องการให้ใครมาเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองนั้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดระบบ “บุคคลที่มองไม่เห็น” เหมือนในอดีตที่ผลการเลือกตั้งและได้พรรคเสียงข้างมากแล้ว แต่คนไทยก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกฯ

ประกอบกับระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญเกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับ “นายกฯ คนนอก” สืบทอดอำนาจดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหา กรธ.จึงกำหนดกระบวนการดังกล่าวเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่มาหวาดระแวงกันภายหลังเหมือนในอดีต

สถานการณ์การเมืองในการแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 น่าจะเหลือคู่แข่งเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าจะบอกว่าบิ๊กตู่เป็นเต็งหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากผลการสำรวจคะแนนความนิยมของหลายสำนักต่างยกให้เป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำประเทศมากที่สุด เหนือกว่าคู่แข่งของพรรคการเมืองอื่น

แต่ความได้เปรียบที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือการมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน

โดยปกตินายกฯ ที่ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและลงสนามเลือกตั้ง ต่างก็ได้เปรียบพรรคฝ่ายค้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความได้เปรียบที่เหนือกว่าขึ้นไปอีกถึง 2 ชั้น

ชั้นที่ 1 ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินระหว่างการเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีและ คสช.มีอำนาจเต็ม 100% ตามปกติจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ หมายความว่าในระหว่างการเลือกตั้งรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะออกนโยบายหรือมาตรการใดๆ ก็ได้

ชั้นที่ 2 การเลือก สว.ของ คสช. รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภามีสิทธิร่วมลงมติกับ สส.ในการเลือกนายกฯ กลางที่ประชุมรัฐสภา และวุฒิสภาจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกตั้งของ คสช.ถึง 244 คน ส่วนอีก 6 คนจะเข้ามาโดยตำแหน่งในฐานะผู้นำเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหม

เรียกได้ว่าบิ๊กตู่มีเสียงในสภาแล้วถึง 250 เสียง ส่วนที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชารัฐว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ สส.ตามเป้า โดยต้องเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นแค่เสียงข้างมาก สว.เท่านั้น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นอีกคนหนึ่งที่ประกาศท้าชนกับ คสช.เต็มตัว หมากที่พรรคเพื่อไทยใช้ในการเดินไปสู่ชัยชนะ คือ การอาศัยข้อผิดพลาดของ คสช.และรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารประเทศและนำเสนอนโยบายใหม่เทียบกับของรัฐบาล เพื่อดึงกระแสคนรุ่นใหม่และคนเบื่อทหารมาร่วมสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีแต่เพียงนโยบายอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่บรรดาตัวผู้สมัคร สส.ที่ยังทำพื้นที่ต่อเนื่อง ผนวกกับอดีต สส.เกรดเอยังอยู่กับพรรคจำนวนไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ อย่าได้แปลกใจว่าทำไมคุณหญิงสุดารัตน์ถึงประกาศท้ารบกับ คสช.อย่างตรงไปตรงมา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นตัวเต็งนายกฯ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งภาพของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงขายได้อยู่บ้าง ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกและฐานแฟนคลับเดิมของตัวเอง โดยชั่วโมงทางการเมืองของอดีตนายกฯ รายนี้ไม่ได้เป็นสองรองใคร แต่ถ้าเทียบขุมกำลังภายในพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคการเมืองอื่นแล้ว ต้องยอมรับว่าอภิสิทธิ์ต้องร่วมหัวจมท้ายกับพรรคอีกพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีตัวเต็ง 3 คนตามที่ระบุมา แต่ก็ไม่อาจมองข้ามคลื่นลูกใหม่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปได้ เพราะมีทีเด็ดที่พร้อมจะเข้ามาเป็นตัวสอดแทรกได้เช่นกัน

การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง เก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 จะเป็นของใคร การเมืองไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้

ประชานิยม-สวัสดิการแห่งรัฐ ศึกชิงดำเลือกตั้งรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577364

  • วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลา 09:47 น.

ประชานิยม-สวัสดิการแห่งรัฐ ศึกชิงดำเลือกตั้งรอบใหม่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเมินกันว่าการเลือกตั้งรอบนี้น่าจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างต้องงัดทุกกลยุทธ์เข้ามาเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกับระบบการเลือกตั้งใหม่แบบจัดสรร ปันส่วนผสม ซึ่งทุกคะแนนล้วนแต่มี ความหมายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในระบบเขตเลือกตั้ง แต่จะถูกนำมาคำนวณเป็นสัดส่วนของ สส.ระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ จะเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ด้านหนึ่งจะเป็น การแข่งกันระหว่างจุดยืนทางความคิดระหว่างฝั่งที่สนับสนุนแนวทางเสรีประชาธิปไตย ดังจะเห็นจากการที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่ยอมรับกระบวนการที่เริ่มต้นไว้ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนแม่น้ำ 5 สายที่วางกรอบให้ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปตามที่กำหนด

พร้อมออกมาจุดประเด็นว่าทุกอย่างที่กำหนดไว้ล้วนแต่มีเงื่อนงำและเป็นหนึ่งในความพยายามจะปูทางการสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงการวางแนวทางการบริหารของรัฐบาลที่จะเข้ามาในอนาคต  ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐบาลในอนาคต อันจะไม่อาจผลักดันแนวนโยบายของตัวเองตามที่หาเสียงไว้ได้หากไม่เป็นไปตามกรอบที่ถูกกำหนด

แนวทางการเคลื่อนไหวฝั่งนี้จะเห็นได้ชัดเจนทั้งการประกาศเป้าหมายเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปิดช่องทางการ สืบทอดอำนาจหรือกลไกที่เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ถูกซุกอยู่ในกฎระเบียบหรือคำสั่ง คสช.ที่ประกาศใช้ออกมาก่อนหน้านี้

กับอีกด้านหนึ่งที่ ไม่ต้องการให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง ด้วยเกรงว่าทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จนฉุดไม่ให้ทุกอย่างสามารถ เดินหน้ากลับไปตามกลไกที่ควรจะ เป็นโดย เห็นว่าควรจะให้รัฐบาลปัจจุบันกลับมาสานต่อภารกิจที่ดำเนินการมาร่วม 5 ปี ให้สำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจ

แต่ทว่าด้วยแนวทางการเคลื่อนไหวตลอดจนอุดมการณ์ที่ออกจะเป็นนามธรรมจนยากจะจับต้องได้นั้น อาจจะทำให้การเคลื่อนไหวชิงคะแนนทำได้ไม่เห็นผล เท่าที่ควร ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ด ปัญหาเรื่องปากท้องยังบีบให้ประชาชนต้องย้อนกลับมาสนใจเรื่องรายได้ มากกว่าแนวความคิดอุดมการณ์ทางการเมือง

สะท้อนผ่านสโลแกน “อยู่กับเรา เป๋าตุง อยู่กับลุงเป๋าแบน” ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย หยิบยกขึ้นมาเป็นจุดขายระหว่างการเปิดเวทีปราศรัยที่ จ.ยโสธร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่หลายพื้นที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับ แพ็กเกจของขวัญจากรัฐบาลที่ยังคงอัดฉีดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จนหลายพรรคเริ่มออกมาเร่ง ออกมาประกาศนโยบาย ลดแลกแจกแถมด้วย

อันอาจทำให้เลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นการแข่งขันระหว่างแนวนโยบาย “ประชานิยม” กับ “ประชารัฐ” ซึ่งในทางปฏิบัติสุดท้ายแล้วก็อาจไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร  คงเป็นเพียงแค่ชื่อที่ใช้เรียกขานเพื่อสร้างจุดขายของตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่งเท่านั้น

คล้ายกับที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทยกล่าวบนเวทีปราศรัย จ.อุดรธานี ว่า รัฐบาลนี้ใช้นโยบายประชารัฐ พรรคเพื่อไทยใช้ประชานิยม ก็เอามาสู้กันดู  พร้อมแจกแจงผลงานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านหรือโอท็อป ที่ถูกหยิบยกมาตอกย้ำความสำเร็จจนกลายเป็นภาพจำของพรรคเพื่อไทย ในปัจจุบัน

ส่วนในอนาคตพรรคเพื่อไทยในฐานะต้นตำรับนโยบายประชานิยมครั้งนี้ได้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ยังคงเดินหน้าต่อยอดนโยบายที่ประสบความสำเร็จเดิมทั้งหลาย นโยบายบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค จะมีการเพิ่มให้ผู้ถือบัตรเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ในการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงสามารถเช็กแพทย์ผู้รักษา กำหนดช่วงเวลาที่จะเดินทางมาได้ ตลอดจนจะมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้มากกว่า 300 บาท/วัน

อีกด้านหนึ่งทางฝั่งพรรคพลัง ประชารัฐที่กำลังถูกจับตาเวลานี้ ในฐานะพรรคซึ่งจะเข้ามาต่อยอดสารพัดโครงการประชารัฐของรัฐบาลที่เริ่มต้นออกตัวไปก่อนหน้านี้ และกำลังแตกแขนงออกไปยังกลุ่มต่างๆ มากขึ้น ผ่านกลไกสำคัญอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้มาลงทะเบียนกว่า  14.5 ล้านคน และเริ่มต้นเดินหน้ามาถึงระยะ 2 ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2562

ล่าสุด ครม.ยังทุ่มเงิน 4,370 ล้านบาท  ผ่านการเพิ่มเงินให้ผู้ผ่านการอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกรายละ 100-200 บาทต่อไปอีก 6 เดือน หลังสำรวจพบผู้เข้าอบรม 80% มีรายได้เพิ่ม 50% พร้อมปรับเงื่อนไขให้ชาวบ้านที่ถือบัตรคนจน 14.5 ล้านคน กดเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการฯ ได้รายละ 100-200 บาท เหลือใช้ใน ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐแค่รายละ 100 บาท

เมื่อการแข่งขันที่ดุเดือดผ่านการอัดนโยบายลดแลกแจกแถม ย่อมทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อ ไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน การจะยึดแนวนโยบายแบบอนุรักษนิยม ไร้ความหวือหวา ย่อมมีแต่จะกลายเป็น จุดอ่อนและอาจถึงขั้นส่งผลต่อการแพ้ชนะเลือกตั้งได้

ไม่ว่าก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างพยายามโจมตีนโยบายประชานิยมที่ใช้เม็ดเงิน อัดฉีดระบบ แม้จะเห็นผลทันใจแต่ ไม่ยั่งยืนหรือนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาวได้อย่างแท้จริง แต่ในยุคที่การแข่งขัน ตกอยู่ในสภาพนี้หลายฝ่ายก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจำเป็นต้องใช้แนวทางนี้เพียงแค่เปลี่ยนชื่อให้ดูแตกต่างและไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งเสียหายเหมือนในอดีต

ม็อบอยากเลือกตั้ง จุดติดแต่ไฟไม่แรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577259

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 09:24 น.

ม็อบอยากเลือกตั้ง จุดติดแต่ไฟไม่แรง

สถานการณ์การเมืองไทยเวลานี้เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปทุกที ภายหลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศยกระดับการชุมนุมวันที่ 19 ม.ค. เพื่อเร่งกดดันให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน

อย่างที่ทราบกันดีว่า “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” เพิ่งนัดชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับออกแถลงการณ์ว่าหากรัฐบาลยังไม่ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้ ทางกลุ่มจะชุมนุมแบบยกระดับในวันดังกล่าวที่ถนนราชดำเนิน

การประกาศขีดเส้นของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสร้างความขุ่นมัวให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากบิ๊กตู่มองว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องมารับการต่อรองของม็อบการเมือง

“ที่ผ่านมาก็บอกมาโดยตลอดแล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ส่วนที่กำหนดเส้นตายเงื่อนไขในวันที่ 19 ม.ค.นั้น อยากถามว่าขีดเส้นตายให้รัฐบาลได้หรือ เรื่องนี้ไม่เข้าใจ ทั้งหมดอยู่ในกำหนดการเดิม การเลือกตั้งภายใน 150 วัน คือวันที่ 9 พ.ค. 2562” ท่าทีอันแข็งกร้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค.

นอกจากจะยืนยันแข็งกร้าวว่าไม่ขอรับเงื่อนไขของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแล้ว ยังใช้มุขเดิมคือการโยนภาระการกำหนดวันเลือกตั้งให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งการใช้ลูกไม้แบบนี้เป็นความต้องการให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในการเลื่อนการเลือกตั้งจากกำหนดเดิมในวันที่ 24 ก.พ.ออกไป เพราะรัฐบาลมีหน้าที่แค่การให้ข้อมูลกับ กกต. ส่วนที่เหลือก็ให้ กกต.เป็นฝ่ายตัดสินใจเอง

อย่างไรก็ตาม ลูกไม้ตื้นๆ ของรัฐบาลไม่สามารถใช้ได้ผล เพราะแทนที่แรงกดดันเกี่ยวกับการกำหนด วันเลือกตั้งจะพุ่งไปที่ กกต. ปรากฏว่าแรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าอย่างจัง

สนามการเมืองรอบนี้ไม่เพียงแต่มีรัฐบาลเท่านั้น เพราะอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีกองทัพได้กระโดดเข้ามาร่วมด้วย หลังจาก “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แสดงความคิดเห็นท้วงติงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งค่อนข้างรุนแรง และล่าสุดก็ยังได้วิจารณ์อีกว่าคนที่ออกมาชุมนุมล้วนแต่เป็นคนหน้าเดิมๆ นับว่าการเป็นการพยายามตอบโต้และทำลายความน่าเชื่อถือของม็อบอยากเลือกตั้ง

จากความไม่ชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้งและท่าทีของรัฐบาลกับกองทัพล้วนเป็นน้ำมันที่สามารถเติมไฟให้กับม็อบการเมืองได้เป็นอย่างดี

การชุมนุมในช่วงหลังของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสามารถระดมมวลชนได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีจำนวนมาก แต่ด้านหนึ่งก็สามารถดึงให้รัฐบาลเข้ามาตอบคำถามของสังคมที่ต้องการความชัดเจนในการเลือกตั้งได้พอสมควร ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีออกอาการฉุนทุกครั้งเวลาที่ต้องตอบคำถามเรื่องวันเลือกตั้ง นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งย่อมมีนัยสำคัญเช่นกัน

แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่สุดแล้วจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้หรือไม่

มองในมุมจำนวนคนปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งการสร้างมวลชนเพื่อกดดันฝ่ายรัฐบาลให้ได้ผลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีจำนวนคนในระดับหนึ่งที่มากพอสำหรับการสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลได้

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ม็อบคนอยากเลือกตั้งได้ประกาศชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้ง แต่ด้วยปริมาณของจำนวนคนที่มาเข้าร่วม ถึงจะมีมากพอระดับหนึ่ง ทว่ากลับไม่สามารถสร้างแรงกดดันได้ จนสุดท้ายแกนนำจัดการชุมนุมต้อง ยอมมอบตัวในที่สุด

หรือถ้าพิจารณาเกี่ยวกับแนวร่วมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จะพบว่าไม่ได้มีพันธมิตรที่เป็นรูปเป็นร่างเท่าใดนัก พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ หรือแม้แต่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งล้วนเป็นพรรคที่มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแบบตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มาร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วย เพราะที่สุดแล้วบรรดาพรรคการเมืองเหล่านี้ต่างขอเล่นเกมการเมืองในสภา เพื่อใช้ชัยชนะในการเลือกตั้งล้ม คสช.มากกว่าจะใช้การเมืองบนท้องถนน

แต่ที่สุดแล้วปัจจัยที่สำคัญที่เป็นกำแพงป้องกันรัฐบาลจากม็อบกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คือการกำหนดวันเลือกตั้งที่รัฐบาลยืนยันว่าจะอยู่ภายในกรอบ 150 วันตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เกินวันที่ 9 พ.ค.

ที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลพยายามชี้ประเด็นว่าการจัดการเลือกตั้งทั้งกระบวนการ เช่น วันลงคะแนนและ การรับรองผลการเลือกตั้งต้องอยู่ภายในวันที่ 9 พ.ค. เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ แต่รัฐบาลยืนยันว่าระยะเวลา 150 วัน ครอบคลุมเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น หมายความว่าหากการรับรองผลการเลือกตั้งไปเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 9 พ.ค. ย่อมไม่มีผลให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

ดังนั้น ตราบใดที่รัฐบาลยืนยันว่าการเลือกตั้งยังอยู่ในกรอบ 150 วันของรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าจะเป็นข้ออ้างของรัฐบาลที่ฟังขึ้นเสมอ เว้นเสียแต่รัฐบาลจะเรียนผูกแต่ไม่เรียนแก้ ด้วยการประกาศใช้มาตรา 44 เลื่อนการเลือกตั้งออกไปพ้นจากกรอบ 150  วัน

ถึงเวลานั้นคงเป็นฟางเส้นสุดท้ายและประชาชนอาจหมดความอดทนกับรัฐบาลและ คสช.อย่างเป็นทางการสักที

ยื้อเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577144

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 07:29 น.

ยื้อเลือกตั้ง "บิ๊กตู่" ได้ไม่คุ้มเสีย

การยื้อเวลาเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ายิ่งมีผลให้รัฐบาลและ คสช. รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนฝ่ายการเมืองโจมตีอย่างต่อเนื่อง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าเวลานี้สถานการณ์ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) กำลังเกิดอาการ เมาหมัดก็คงไม่ผิดนัก ภายหลังยังไม่สามารถกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งได้ ส่งผลให้กระแสแนวร่วมเรียกร้องห้ามเลื่อนเลือกตั้งมีมากขึ้น

“กลุ่มคนเลือกตั้ง” แม้หากมองเข้าไปถึงตัวบุคคลที่เป็นตัวตั้งตัวตีแล้วจะเห็นได้ว่าล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเดิมๆ ที่เป็นขาประจำของรัฐบาลและ คสช.อยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการก้าวพลาดของรัฐบาลมีผลให้พลังของม็อบกลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นกล้าที่จะประกาศยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลและ คสช.ในวันที่ 19 ม.ค. แบบไม่สนใจอำนาจรัฐบาลและกองทัพเลยแม้แต่น้อย

ตัดกลับมาดูท่าทีของรัฐบาล ก็ยังพบว่ามีแต่เพียงการสร้างวาทกรรมและลีลาการเมืองว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน พร้อมกับโยนเผือกร้อนให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับภาระในการกำหนดวันเลือกตั้ง เรียกได้ว่ารัฐบาลกำลังพยายามปัดเรื่องนี้ออกจากตัว ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติแล้ว กกต.และรัฐบาลต่างมีภาระร่วมกันในการกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของ กกต. แต่เพียงฝ่ายเดียว

“การเลือกตั้งก็คือการเลือกตั้ง และเมื่อเลือกตั้งแล้วหลังจากนั้นก็มี วิธีการ เช่น เรื่องการตั้งรัฐบาลก็มีเวลาที่ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นถึงอย่างไรก็ให้ทุกคนเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้ว

ผมจะมาเบี้ยวไม่ได้ หลายคน มาบอกว่าผมจะเบี้ยวไม่ให้เลือกตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกเพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้” ท่าทีดุเดือดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา

เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนได้ โดยอาศัยการอ้างเรื่องขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาบรรยากาศและสร้างความสงบเรียบร้อย

การอ้าง “ความสงบเรียบร้อย” นั้น เปรียบเหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้านที่รัฐบาลมักจะเอาออกมาใช้เพื่อลบล้างเหตุผลของฝ่ายการเมืองและฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง

โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างให้อีกฝ่ายดูเป็นผู้ร้ายและเป็นต้นเหตุของความไม่สงบ เหมือนกับที่เวลานี้กองทัพเริ่มออกมาตอบโต้ฝั่งตรงข้ามด้วยตัวเองว่า ไม่มีวุฒิภาวะในเรื่องประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วการเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนออกไป ล้วน มาจากการสร้างเงื่อนไขของรัฐบาลแทบทั้งสิ้น

การแสดงความขึงขังของกองทัพและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่อาจสร้างผลกระทบให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแรงลงไปได้แต่อย่างใด ในทางกลับกันสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายกว่านั้น เพราะแนวร่วมต่อต้านรัฐบาลถูกขยายวงออกไปมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเลื่อนเลือกตั้งเท่านั้น แต่เพราะลามไปถึงการเรียกร้องให้ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลด้วยเหตุผลเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินที่บกพร่องด้วย ดัง ที่ปรากฏให้เห็นจากกรณีที่ “อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นว่าคนไทยควรร่วมกันออกมาขับไล่รัฐบาล  เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เสียงวิจารณ์รัฐบาลและ คสช.หนักขึ้นทุกวัน เป็นเพราะการทำตัวเองของรัฐบาลและ คสช.ที่ไม่ยอมกำหนดเรื่องวันเลือกตั้งให้ชัดเจน การยื้อเวลาเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ แน่นอนว่ายิ่งมีผลให้รัฐบาลและ คสช. รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ โดนถล่มฟรีทุกวันในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะจากฝ่ายพรรคการเมือง

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งการที่พรรคการเมืองพยายามงัดข้อบกพร่องของรัฐบาลและ คสช.ออกมาโจมตี เป็นความต้องการที่จะหาคะแนนความนิยมเช่นกัน โดยเป็นการทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคพลังประชารัฐในฐานะเป็นพรรคที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทางอ้อม และสร้างตัวเองให้มีภาพความเป็นประชาธิปไตย และผลักอีกฝ่ายให้เป็นเผด็จการ

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะเอากฎหมายเลือกตั้งมาจัดการ เพราะยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทำให้การ บังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 ในส่วนของการห้ามใส่ร้ายป้ายสีและการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จึงทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก

ครั้นจะใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงเข้ามาจัดการด้วยการอ้างเรื่องความไม่สงบ ก็ทำไม่ได้อีก เพราะหากทำเช่นนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการทำลายต้นทุนความชอบธรรมของตัวเอง และอาจลามไปถึงการทำลายพรรคพลังประชารัฐโดยไม่รู้ตัว

เท่ากับว่าเหลือทางเลือกอีกไม่ มากนักท่ามกลางสมรภูมิเลือกตั้ง ที่มีการเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้ง ทุกครั้งที่ผ่านมา

ดังนั้น ทางออกของปัญหานี้ ไม่มีทางอื่นนอกจากการให้ความชัดเจนในเรื่องวันเลือกตั้งและเร่งจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด นอกจากจะช่วยลดแรงต้านแล้ว ยังช่วยให้การพาดพิงรัฐบาลในแง่ลบน้อยลง เพราะการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมืองจะถูกควบคุมด้วยกฎหมายเลือกตั้ง สส.

ทางสว่างมีให้เห็นแล้ว เหลือแต่ ผู้มีอำนาจจะเห็นแสงสว่างตามทางนี้หรือไม่เท่านั้น

บิ๊กแดงออกตัวแรง ดึงกองทัพเข้าการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/577028

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 07:46 น.

บิ๊กแดงออกตัวแรง ดึงกองทัพเข้าการเมือง

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองว่าด้วยเรื่องการเลื่อนเลือกตั้งกำลังมีประเด็นให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ภายหลังความไม่ชัดเจนของรัฐบาลส่งผลให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” เพื่อกดดันให้รัฐบาลกำหนดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการตามที่รัฐบาลเคยให้สัญญากับประชาชนเอาไว้

ประเด็นที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งหยิบยกขึ้นมาอยู่ที่ความกังวลว่าหากรัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 พ.ค. อาจจะมีปัญหาในทางกฎหมายที่ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะได้

กล่าวคือกลุ่มคนอยากเลือกตั้งมองว่าการเลือกตั้งควรมีขึ้นอย่างช้าที่สุดภายในเดือน มี.ค. เพื่อระยะเวลาการรับรองผลการเลือกตั้งที่ต้องใช้เวลา 60 วันยังอยู่ภายในวันที่ 9 พ.ค. เพื่อที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งทั้งหมดจะได้ไม่เกิน 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแม้ว่าทั้งรัฐบาลและอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยืนยันว่าระยะเวลา 150 วันในรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงแค่การกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งที่ต้อง มีขึ้นภายใน 150 วันนับตั้งแต่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 171  ใช้คำว่า “กำหนดวันเลือกตั้งซึ่งต้องไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยห้า สิบวัน…” แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 268  ใช้คำว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่…”

ด้วยเหตุนี้จึงมีประเด็นว่าหากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งไปดำเนินการภายหลังพ้นกรอบเวลา 150 วันไปแล้ว จะมีมือดีไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดการเลือกตั้งได้ และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะขึ้นมา นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อมีประเด็นทางกฎหมายประกอบกับท่าทีของรัฐบาลต่อการเลือกตั้งที่มีการกลับไปกลับมาหลายครั้ง จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่ทำให้ “ม็อบคนอยากเลือกตั้ง” จุดติดให้เห็นพอสมควร ท้าทายอำนาจมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กระแสม็อบคนอยากเลือกตั้งที่เริ่มจุดติด ส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงเริ่มมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของ บิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

“มันก็มีคนประเภทนี้ในสังคมไทย ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้าอยากให้เป็นอย่างนี้ อยากจะให้เกิดความวุ่นวาย ก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะต้องทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าคนที่เขาเข้าใจคงจะรำคาญ ประชาชนที่อยากทำมาหากินตามปกติและที่มีเหตุผล ว่าทำไมจะต้องเลื่อนเลือกตั้ง ทุกอย่างมันมีเวลาทุกอย่างมีกรอบเวลาและมีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ถ้าไปคิดตาม ไทม์ไลน์ปฏิทิน การเลือกตั้งทุกอย่างก็ อยู่ในกรอบเวลา” คำพูดที่เชือดเฉือนของชายชาติทหาร

ทันทีที่ท่าทีของ ผบ.ทบ.เผยแพร่ สู่สาธารณะ ส่งผลให้ทั้งฝ่ายการเมืองและกลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาตอบโต้ผู้นำเหล่าทัพทันทีว่าเป็นการแสดงออกที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บัญชาการทหารบกไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

เรียกได้ว่าการเมืองเริ่มเดือดขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่เดิมทีเดียวคลื่นลมยังสงบอยู่แท้ๆ

นับตั้งแต่บิ๊กแดงเข้ามารับตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของกองทัพ ก็ถูกจับตามองจากฝ่ายตรงข้ามมากพอสมควรถึงความเป็นกลางทางการเมือง เนื่องจากย้อนดูประวัติแล้วจะพบว่าเคยมีส่วนร่วมในการควบคุมความสงบเรียบร้อยระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

ที่ผ่านมา ผบ.ทบ.ก็พยายามสงวนท่าทีในเรื่องการเมืองมาตลอดถึงขั้นที่ประกาศว่ากองทัพต้องเป็นกลางตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งหมายเลขหนึ่งของกองทัพ เพราะตัวเองก็รู้ดีว่ากำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่าย ไม่เพียงเท่านี้ ในช่วงระหว่างการเตรียมการเพื่อการเลือกตั้งยังได้มีการกำชับหน่วยงานของกองทัพให้วางตัวเป็นกลางด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง

แต่มาถึงจุดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแสดงท่าทีของ ผบ.ทบ.ต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งดังกล่าวกำลังนำกองทัพเข้าสู่สนามการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราบใดที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ยังชุมนุมอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลได้ การที่กองทัพออกมาโจมตีแสดงให้เห็นว่ากำลังตกเข้าไปในเกมการเมืองทันที

กองทัพภายใต้การนำของบิ๊กแดงถูกสปอตไลต์ส่องมาตลอดว่าหากภายหลังการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งไม่เป็นอย่างที่ฝ่ายกองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หวังไว้แล้ว กองทัพจะทำงานร่วมกับรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่

ไม่เว้นแม้แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะการ ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไม่มีพรรคการเมืองใดรวบรวมเสียงได้ เกิน 375 เสียง กองทัพจะวางตัวอย่างไร เนื่องจากอย่าลืมว่าในอนาคตพล.อ.อภิรัชต์ จะต้องเข้ามาเป็น สว.โดยตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญและ มีสิทธิลงมติเลือกนายกฯ ด้วย

ดังนั้น การออกตัวแรงแบบนี้ จึงสร้างคำถามพอสมควรว่ากองทัพ จะทำอย่างไรกับการเมืองในยุค เปลี่ยนผ่านเช่นนี้

พลังประชารัฐ พลังประชานิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576930

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

พลังประชารัฐ พลังประชานิยม

การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐต้องใช้การขับเคลื่อนผ่านนโยบายประชานิยมผ่านสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายประชารัฐ”

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าพรรคการเมืองใดมีความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด คงต้องยกให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะเมื่อดูจากขุมกำลังที่มีอยู่ในเวลานี้แล้ว ต้องบอกว่าแทบไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ลงสนามเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

ย้อนกลับไปดูพรรคไทยรักไทยในเวลานั้นก็เป็นพรรคที่อุดมไปด้วยนักเลือกตั้งเกรดเอ และนักการเมืองมากบารมีจากหลายกลุ่ม และพลังของทุนการเมืองที่มีเหนือกว่าทุกพรรค ประกอบกับความแปลกใหม่ในนโยบายที่เรียกว่า “ประชานิยม” ซึ่งเป็นนโยบายที่เอางบประมาณแผ่นดินใส่มือไปยังประชาชนโดยตรงในแบบที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน จึงไม่แปลกที่ทำให้ทักษิณสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนายรัฐมนตรีคนแรกที่สามารถอยู่จนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร 4 ปี โดยไม่ได้มีการยุบสภาฯ กลางคันเหมือนกับหลายรัฐบาลในอดีต

ประวัติศาสตร์ที่ทักษิณสร้างไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เพราะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2 สามารถนำพาพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายพร้อมกับตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

รอยเท้าของพรรคไทยรักไทยกลายเป็นโมเดลที่หลายพรรคต้องหันมาดูตัวเองและเดินตาม จนเป็นที่มาที่ทำให้พรรคการเมืองใช้รูปแบบประชานิยม แม้จะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนโยบายประชานิยมโดยตรงก็ตาม

ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลปัจจุบัน ก็ยังเอาแนวทางประชานิยมมาใช้ในการดำเนินนโยบายการบริหารประเทศ ดังจะเห็นได้จากการเพิ่งแจกเงินเข้าบัญชีประชาชนไปก่อนหน้านี้ในเวอร์ชั่นที่เรียกว่า “ประชารัฐสวัสดิการ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเป็นหนึ่งในตัวเต็งว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ภายหลังพรรคพลังประชารัฐเตรียมประกาศให้พล.อ.ประยุทธ์ มาอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ที่พรรคต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

อย่างที่ทราบกันดีว่ายิ่งการเลือกตั้งถูกเลื่อนนานออกไปเท่าใด ยิ่งทำให้รัฐบาลในฐานะเป็นฝ่ายคุมเกมมีความได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้จะไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดเหมือนกับรัฐบาลทั่วไปที่ห้ามดำเนินการบางประการในระหว่างมีการหาเสียงเลือกตั้ง

หมายความว่ารัฐบาลชุดนี้สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้เต็มที่ ซึ่งจังหวะการก้าวของรัฐบาลนั้นย่อมเป็นประโยชน์ต่อพรรคพลังประชารัฐไม่มากก็น้อย

ใครๆ ก็ทราบดีว่าพรรคพลังประชารัฐกับรัฐบาลปัจจุบันต่างมีสายใยที่เชื่อมถึงกัน ทั้งในแง่ของบุคคลที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลถึง 4 คน เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ หรือในแง่ของนโยบายก็มีความคล้ายคลึงกันที่เน้นการต่อยอดนโยบายสวัสดิการประชารัฐของรัฐบาลให้ออกดอกออกผลมากขึ้น

แม้จะมีบางกระแสที่มองว่าการเลือกตั้งที่ถูกยื้อไปนั้น อาจทำให้พรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลเสียเปรียบ แต่การมองแบบนั้นอาจเป็นเพียงการมองด้านเดียวเท่านั้น เพราะถ้าชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่ได้กับสิ่งที่เสียแล้ว รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐย่อมได้ประโยชน์มากกว่าอย่างแน่นอน

ล่าสุดนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างพอสมควร ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวมีประมาณ 6 แสนล้านบาท

รัฐบาลเพิ่งเปิดเผยตัวเลขภาพรวมยอดคำขอและจำนวนโครงการรับส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นโครงการในพื้นที่อีอีซีถึง 422 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 6.83 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ชลบุรี 193 โครงการ เงินลงทุน 5.76 แสนล้านบาท ระยอง 156 โครงการ เงินลงทน 5.87 หมื่นล้านบาท และฉะเชิงเทรา 73 โครงการ เงินลงทุน 4.83 หมื่นล้านบาท

ผลงานของรัฐบาลที่เกิดขึ้นและกำลังเดินหน้าไปด้วยดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้แรงสนับสนุนไปในตัวด้วย

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่รอการประกาศการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ย่อมเป็นโอกาสที่จะทำให้รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น

การเลือกตั้งไม่ได้วัดกันที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว ถึงพรรคพลังประชารัฐจะพยายามดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะชนะเลือกตั้งได้ เพราะต้องอาศัยพลังของนโยบายพรรคการเมืองด้วย

ในมุมนี้เอง พรรคพลังประชารัฐก็รู้ดีและกำลังทำการบ้านเรื่องนี้อยู่พอสมควร โดยเฉพาะการต่อยอดนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทั้งเรื่องสวัสดิการประชารัฐ ซึ่งหวังเจาะฐานเสียงในภาคอีสานและภาคเหนือที่เป็นพื้นที่ผูกขาดของพรรคเพื่อไทย อันมีผลช่วยให้ได้เป็นรัฐบาลมาหลายสมัย

ทางเดียวที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐจะสู้กับพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคไทยรักษาชาติ คงต้องใช้การขับเคลื่อนผ่านนโยบายประชานิยมจากพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาลเป็นหลักผ่านสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายประชารัฐ”

ที่สุดแล้ว เส้นทางสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้งอาจจะมีอุปสรรคขวางอยู่บ้าง แต่สำหรับพรรคพลังประชารัฐที่มีความพร้อมในทุกด้าน คงไม่ใช่เรื่องยากที่พรรคพลังประชารัฐจะชนะเลือกตั้งและเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง แบบที่พรรคเพื่อไทยและไทยรักไทยเคยทำ เว้นเสียแต่อย่าสะดุดขาตัวเองเท่านั้น

ฟันธง 150 วัน แค่จัดเลือกตั้งให้เสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576704

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 07:49 น.

ฟันธง 150 วัน แค่จัดเลือกตั้งให้เสร็จ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดข้อขัดแย้งถึงการตีความการจัดการเลือกตั้งเกี่ยวกับห้วงเวลา 150 วัน นับ2562 แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลใช้บังคับรวมประกาศผลเลือกตั้งด้วยหรือไม่

ปมทางกฎหมายดังกล่าวกลายเป็นความขัดแย้งทางความคิดระหว่างสองฝ่ายที่เห็นไม่ตรงกัน คือ ฝ่ายที่ตีความหมายว่าการประกาศวันเลือกตั้งอยู่นอกกรอบ 150 วันได้ นั่นหมายความว่าวันสุดท้ายของการจัดการเลือกตั้งได้ต้องอยู่ระหว่างปลายเดือน มี.ค. 2562 ภายหลังผ่านพ้นช่วงงานสำคัญของประเทศไปแล้วในช่วงเดือน พ.ค. 2562

แต่ทว่าอีกฝ่ายที่ตีความว่าประเด็น 150 วัน ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะมีความเห็นต่างออกไป โดยเห็นว่าการเลือกตั้งอย่างช้าสุดต้องภายในต้นเดือน มี.ค. เพราะต้องอยู่ในกรอบ 150 วัน จึงกลายเป็นประเด็นโต้เถียงจนในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ.ชี้ขาด

สำหรับข้อขัดแย้งดังกล่าว กรธ.อ้างถึงข้อหารือกันระหว่าง กรธ.กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงประเด็นดังกล่าวเกี่ยวกับเจตนารมณ์กรอบระยะเวลาการดำเนินการเลือกตั้ง สส.ตามมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ ว่ามีความประสงค์ผลสำเร็จของการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จเพียงใด และให้นับระยะเวลา 60 วัน ในการประกาศผลการเลือกตั้งรวมอยู่ในระยะเวลา 150 วัน ด้วยหรือไม่

เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะอาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และจำเป็นต้องได้รับความชัดเจนเพื่อนำไปปฏิบัติ กรณีมาตรา 268 ที่บัญญัติว่าให้ดำเนินการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่ง กกต.มีข้อกังวลว่า ความว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จ หมายความถึงการประกาศผลการเลือกตั้งด้วยหรือไม่” หรือหมายความเฉพาะให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จเท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวจะมีผลกับการกำหนดวันเลือกตั้ง รวมทั้งระยะเวลาที่ กกต.จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีชัยเห็นว่า กรธ.มิได้มีหน้าที่ในการตอบข้อหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 210 (2) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สส. และ สว. รัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือองค์กรอิสระ ดังนั้นทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงนำข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวจากการประชุมครั้งที่ 185 เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2559 ระหว่าง กรธ.กับ กกต.เพื่อหารือและได้ข้อสรุปดังกล่าว

กรธ.ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยหยิบยกข้อความของ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่ระบุว่า การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 รัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ สว.มีผลใช้บังคับให้มีการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งในขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งในขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย สส. และ สว. มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2550 และ กกต.สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายในวันที่ 4 ม.ค. 2551 ซึ่งเป็นการดำเนินการทุกอย่างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว.มีผลบังคับใช้ ซึ่งหากยึดตามแนวปฏิบัติเดิม กกต.ควรประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายใน 150 วันนั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 เท่าที่ตรวจสอบได้ปรากฏว่า กกต.ประกาศผลได้ภายใน 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 295 มีผลใช้บังคับ และ กกต.ได้ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนและแบบแบ่งเขต จำนวน 11 ฉบับ ซึ่ง กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2551 เพียงสองฉบับ ส่วนการประกาศผลการเลือกตั้ง สส.อีก 9 ฉบับ เป็นการประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่งล่วงเลยเวลา 90 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 296 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นของ กกต. เห็นว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จ หมายความว่าให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันเท่านั้น ไม่รวมถึงการประกาศผลการเลือกตั้งด้วย เนื่องจากหากให้หมายความรวมถึงการประกาศผลการเลือกตั้งด้วย ย่อมไม่อาจกำหนดวันเวลาในการเลือกตั้งที่แน่นอนได้”

ทั้งนี้ สมชัยเคยให้ความเห็นว่า หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จ หมายความว่า ให้ กกต.ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันเท่านั้น เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากจะไม่เกิดปัญหาว่า กกต.กระทำการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะ”

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวอาจทำให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะได้ เนื่องจากระยะเวลาที่ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ไม่ใช่เงื่อนไข ในการทำให้เกิดความเสียหายแก่ผลของการเลือกตั้ง เป็นแต่เพียงระยะ เวลาเร่งรัดให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น