เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 13:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/533476

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ความเสี่ยงของ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติที่ว่ากันว่าจะเป็นทั้งการเตรียมความพร้อมและเช็กกระแสในแต่ละพื้นที่ โดยเบื้องต้นหากไม่มีอะไรผิดพลาด การเลือกตั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ประมาณกลางปี 2561

ระหว่างที่กระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 5 ฉบับ ซึ่งประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องคุณสมบัติที่จะถูกปรับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญปี 2560

ยังไม่รวมกับข้อเสนอของทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่เห็นว่าควรแก้ไขในส่วนของสมาชิก อบต. ให้ลดจำนวนสมาชิก อบต.จากหมู่บ้านละ 2 คน เหลือ 1 คน ที่จะช่วยประหยัดงบประมาณ ค่าจ้าง 4,700 ล้านบาท/ปี สมัยหนึ่ง 4 ปี เป็นเงิน 1.88 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามที่ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดี สถ. เสนอนั้นจะเห็นว่าควรเลือกตั้ง อบจ. กับ กทม.ก่อน จากนั้นค่อยเลือกตั้ง เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา เพื่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการ

แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะตัดสินใจเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในจังหวะเดียวกันนี้ ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและเปราะบาง

ประการแรก พื้นที่ กทม.ถือเป็นศูนย์กลางประเทศ การเปิดให้มีการเลือกตั้งแม้จะเป็นระดับท้องถิ่น แต่ย่อมหมายถึงการเปิดให้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ และผู้สมัครอิสระออกมาเคลื่อนไหวหาเสียง และจัดกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

นั่นย่อมทำให้ คสช.ต้องตัดสินใจแก้ไขคำสั่ง ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ตลอดจนเปิดกว้างให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอิสระ ไม่เช่นนั้นย่อมจะทำให้ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะออกมาในอนาคตเป็นที่เคลือบแคลงและไม่ยอมรับในอนาคต

แต่ผลที่ตามมาอีกด้านหนึ่ง การเปิดให้กลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ย่อมอาจทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าถูกโจมตีทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หลังบรรยากาศการเมืองที่สงบนิ่ง เพราะสะกดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาล คสช.มานาน

ยังไม่รวมกับความปั่นป่วนของกลุ่มจ้องก่อความไม่สงบที่จะใช้โอกาสนี้สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนจนนำไปสู่สถานการณ์ความวุ่นวายรุนแรงในอนาคต

ประการที่สอง สนามเลือกตั้ง กทม.ถือเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดของสองพรรคใหญ่ ทั้งประชาธิปัตย์ แชมป์เก่าที่รักษาเก้าอี้ต่อเนื่องมาหลายสมัย และเพื่อไทย ที่กำลังไล่บี้มาแบบหายใจรดต้นคอ

การหวนคืนสนามของ 2 พรรคใหญ่ รอบนี้จึงน่าจะยิ่งสร้างความร้อนแรงให้กับการเมืองหลังถูกคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวมานาน อันจะกลายเป็นปัจจัยที่สุ่มเสี่ยงไปถึงการเลือกตั้งในอนาคต

เมื่อเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ถือเป็นหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ 2 พรรคใหญ่ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ตัวนี้ให้ได้ อันจะหมายถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในสนามเลือกตั้งใหญ่ต่อไป

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่จะออกมาย่อมส่งผลทางจิตวิทยาต่อการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป รวมทั้งไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะใช้อำนาจหน้าที่ ทรัพยากร แอบแฝงไปช่วย หรืออำนวยความสะดวก จนเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการหาเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติส่วนของ กทม.

ประการที่สาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันถือเป็นบุคคลที่ทาง คสช.ให้ความไว้วางใจ จนได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2560

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กทม.ปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล คสช.ได้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาให้เห็น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวบุคคลซึ่งไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ และไม่รู้ว่าจะขานรับแนวนโยบาย ตลอดจนสัญญาณจาก คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

การรักษามือไม้คนทำงานไว้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับ คสช.ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากอำนาจ จำเป็นจะต้องมีหลักประกันให้อุ่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาในอนาคต

อีกทั้งหากเกิดปัญหาใดๆ ในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจตามคำสั่งฉบับดังกล่าวที่จะสั่งผู้ว่าฯ กทม. หรือรอง ผู้ว่าฯ กทม. ออกจากตำแหน่งได้ ในกรณี

“ได้กระทำการอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหรือปฏิบัติการหรือละเลยไม่ปฏิบัติการอันควร ปฏิบัติในลักษณะที่เห็นได้ว่าจะเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานครหรือแก่ราชการโดยส่วนรวมหรือแก่การรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสวัสดิภาพของประชาชน”

ในมุม คสช. การเลือกเริ่มต้นจัดการตั้งท้องถิ่นในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด และค่อยไล่ไปสู่ระดับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเขตปกครองพิเศษอย่างเมืองพัทยา จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงนี้ไปพร้อมกัน

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/533258

เลือกตั้ง 2561 เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอก?

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า ประเทศไทยจะเดินไปตามโรดแมป และจะมีการประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561

“ในปีหน้าเราก็จะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนอะไรสักอย่าง พอเราประกาศการเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องมีกรรมวิธีอีก 150 วันตามกฎหมาย ประกาศเมื่อไร ก็นับไปสิ เขาก็ไม่ได้ถาม แต่ผมแสดงความเชื่อมั่นให้เขา ผมไม่ได้ปกปิดใคร ผมไม่ได้บิดเบือนดังที่ใครกล่าวอ้าง ผมก็พูดแบบนี้มาตลอด”พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติม

สอดรับกับกระบวนการต่างๆ ที่จะออกมารองรับการเลือกตั้งที่เวลานี้เริ่มเห็นความคืบหน้าไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 268 กำหนดให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 3. พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสดักคอเรื่องความพยายามเลื่อนการเลือกตั้ง ผ่านการคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้กลไกทุกอย่างต้องมีอันสะดุด จนทุกอย่างเริ่มคลี่คลายเมื่อ สนช.ทยอยพิจารณาไล่เรียงกฎหมายไปแต่ละฉบับ

ทว่า ประเด็นใหม่ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษคือเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง โดยเฉพาะหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. ซึ่งกำหนดพรรคการเมืองจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน 90 วัน หรือไม่เกินวันที่ 5 ม.ค. 2561

พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกให้ได้อย่างน้อย 500 คน รวมทั้งต้องจัดให้มีทุนประเดิมพรรค 1 ล้านบาท จัดประชุมแก้ข้อบังคับพรรค จัดทำคำประกาศอุดมการณ์พรรค เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคและดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสาขาพรรคและผู้แทนพรรคประจำทุกจังหวัด รวมทั้งดำเนินการชำระค่าสมาชิกพรรค ทั้งหมดต้องเสร็จไม่เกิน 180 วันหรือวันที่ 4 เม.ย.

แม้ในกฎหมายจะผ่อนปรนให้พรรคการเมืองขอขยายเวลาการดำเนินการได้ แต่ตราบเท่าที่ คสช.ยังไม่เร่งเปิดให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ นั่นย่อมจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ดังจะเห็นว่าเวลานี้พรรคการเมืองเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรอสัญญาณนกหวีดเป่าลงสนามหลังถูก แช่แข็งมานานกว่า 3 ปี ขณะที่บางกลุ่มเริ่มส่งสัญญาณเตรียมตั้งพรรคการเมืองโดยมีเป้าหมายของตัวเอง

เริ่มตั้งแต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ที่ออกมาแถลงเตรียมยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอเตรียมการจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป โดยจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

คล้ายกับ จาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ เลขาธิการกลุ่มกรีน ที่ระบุว่าทางกลุ่มมีการพูดคุยเรื่องตั้งพรรค ที่มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย โดยขณะนี้มีกระแสก่อตัวการตั้งพรรคของหลายกลุ่มก้อนทางการเมืองเยอะมาก และมีแนวร่วมภาคประชาชนที่เคยทำงานร่วมกันในอดีต กำลังมีแนวคิดจะตั้งพรรคได้ชวนไปคุยเพื่อร่วมอุดมการณ์ แต่ขณะนี้กลุ่มกรีนยังขอเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนจะตั้งพรรคหรือไม่นั้น เมื่อ คสช.ปลดล็อกการเมืองคงมีคำตอบที่ชัดเจน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกมาเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังชาติไทยของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีของทหาร และยังพบการขยับในหลายพื้นที่เตรียมพร้อมจะลงสนามเลือกตั้ง สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตั้ง 6 คำถาม ที่ถูกตีความว่าเป็นการเปิดหน้าหยั่งกระแสกับการก้าวสู่ถนนการเมืองหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธว่า คสช.ไม่ได้ให้การสนับสนุนตั้งพรรคพลังชาติไทยแต่อย่างใด ส่วนแนวคิดจะตั้งพรรคหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของความจำเป็น ถ้าจำเป็นก็ต้องตั้ง ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องตั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็น

ปัญหาอยู่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ที่จะนำมาใช้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเอื้อให้เกิด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ทั้งในแง่ระบบเลือกตั้งที่มองว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาด และเมื่อรวมกับตัวช่วยอย่าง 250 เสียงจาก สว.ที่ คสช.จะตั้งขึ้นมา ทำให้โอกาสที่พรรคการเมืองจะตกลงเลือกนายกฯ คนในเป็นไปได้ยาก

แม้ทางฝั่งพรรคการเมืองขนาดใหญ่จะเริ่มออกมาวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งและมองเลยไปถึงสูตรการจับมือของพรรคใหญ่เพื่อสกัดนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่จากกระแสตอบรับจากทั้งแกนนำในพรรคเองและ กองเชียร์ ประเมินการจับมือของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์คงเกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไประดับชาติก็คือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นตามที่ คสช.ออกมาประกาศ โดยอยู่ระหว่างการจัดแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ และคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ในช่วงกลางปีเป็นต้นไป

ทั้งหมดนี้เป็นเส้นทางสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ คสช.วางไว้ ส่วนผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาคอยดูกันต่อไป

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/533251

วิบากกรรมนักเคลื่อนไหว สำรวจสารพัดคดีเสี่ยงคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นศักราชปี 2561 ด้วยความร้อนแรงกับสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาจ่อรอฟังคำพิพากษา

ไล่มาตั้งแต่คดีที่สืบเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองของฝั่งต่างๆ อาทิ คดีแกนนำคนเสื้อแดงบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

เมื่อต้นปี 2560 ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้โทษจำคุก วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ จาก 2 กระทงเหลือ 1 กระทง เหลือคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

ระหว่างนี้จำเลยได้ยื่นประกันตัวในชั้นศาลฎีกาที่น่าจะรู้ผลในปีนี้ว่าสุดท้ายจะต้องรับโทษแค่ไหน

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรณีชุมนุมบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ศาอุทธรณ์มีคำสั่งจำคุก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตะศิลา 8 เดือน ไม่รอลงอาญา (เดิมศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 2 ปี) ขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกาคดี

ขณะที่คดีของ กปปส. อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งคดีฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหายจากการชุมนุมปิดดีเอสไอ ซึ่งมีพระพุทธะอิสระ พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ ชุมพล จุลใส นิติธร ล้ำเหลือ และอัญชะลี ไพรีรัก ศาลสั่งร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 2,663 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ จะเห็นว่าปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีนักการเมืองได้รับโทษจำคุกมากเป็นประวัติการณ์ จากหลายเหตุการณ์ หลายคดี หลายความผิด ได้แก่

รายแรก บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการระบายข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำหน่งทางการเมือง พิพากษาให้บุญทรงมีความผิดจากคดีทุจริตฮั้วประมูลการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 42 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ในคำพิพากษาระบุว่า บุญทรง ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับบริษัท กว่างตง 1 ฉบับ ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ตกลงขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน มีการขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย 5,694 ล้านบาท

ต่อเนื่องที่ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในคดีเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาจำคุก 36 ปี ไม่รอลงอาญา

คำพิพากษาระบุว่า กระบวนการดังกล่าวกระทำโดย ภูมิ บุญทรง อภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) และพวก ร่วมกันนำบริษัท กว่างตง และบริษัท ห่ายหนาน รัฐวิสาหกิจของมณฑลมาขอซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนมาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการเอาเปรียบแก่กรมการค้าต่างประเทศ

เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151

ส่วน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มารับฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. ท่ามกลางกระแสข่าวว่าหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ต่อมาศาลได้เผยแพร่คำพิพากษาจำคุก ยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปี

คำพิพากษาระบุว่า แม้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่หากขั้นตอนปฏิบัติมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ย่อมถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้ โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่ข้อบกพร่องหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด

อีกทั้งตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

ขณะที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332 กรณีปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนกว่าหมื่นคน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552 ใส่ความทำนอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งทหารให้ไปยิงประชาชน ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง กรณีที่ จตุพร จัดปราศรัยวันที่ 11, 17 ต.ค. 2552 และมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ช่องพีเพิลแชนเนลทำให้เข้าใจว่า อภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษจากคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ เหลือจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

ในปีนี้จึงต้องจับตาบรรดาสารพัดคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ม.ค. 2561 เวลา 12:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/533143

การเมืองศักราชใหม่ ทุกอย่างสุดแต่ใจ ‘บิ๊กตู่’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองเข้าสู่ศักราชใหม่อย่างเป็นทางการ มองย้อนกลับไปถึงปี 2560 ที่เพิ่งผ่านมา ถือว่าประเทศไทยเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นหลักไมล์สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปถึงวันเลือกตั้งอย่างร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ก็มีความ คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

กล่าวคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครบทุกฉบับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ปรากฏว่า สนช.ก็กำลังพิจารณาอย่างเข้มข้น และมีกำหนดจะลงมติให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือน ม.ค.

ไม่เพียงเท่านี้ กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ตามกฎหมายก็มีความ คืบหน้าเป็นระยะ ภายหลังคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ส่งว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน มาให้ สนช.แล้ว และ สนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติก่อนส่งรายงานและทำความเห็นมาให้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบต่อไป

ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งกำลังขับเคลื่อนไปด้วยฟันเฟืองทางกฎหมายต่างๆ

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งที่มีความคืบหน้าแล้ว อีกด้านหนึ่งงานด้านการปฏิรูปประเทศเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวเช่นกัน

เช่น การปฏิรูปตำรวจที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” เตรียมเสนอร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งมายัง สนช.เป็นต้น ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลตั้งขึ้นถึง 11 คณะ กำลังทยอยส่งแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมให้กับรัฐบาล

งานด้านการปฏิรูปประเทศนั้น รัฐบาลจะรวบรวมและเสนอกฎหมายเป็นชุดหรือแพ็กเกจให้กับ สนช. โดยไม่ได้ทยอยทีละฉบับเหมือน ที่ผ่านมา เพราะต้องการให้การพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับมีความเชื่อมโยงกัน เพื่อจะได้ตัดปัญหาไม่ต้องแก้ไขกันภายหลังอีก

ขณะเดียวกัน ร่างยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญพอสมควร โดยก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว เวลานี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดทำเนื้อหาเพื่อส่งให้กับ ครม.ก่อนที่จะส่งให้ สนช.พิจารณา อีกทอด

โดยทั้ง “แผนปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” รัฐบาลจะเสนอเข้า สนช.ภายใน 3 เดือนแรกของปี 2561 ทันที เพื่อให้ทันก่อนครบ 1 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

รัฐบาลและ คสช.ตั้งความหวังว่าจะใช้แผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงให้ประชาชนได้เห็นสั่งลาก่อน ตัวเองจะลงจากอำนาจ

จากกระบวนการต่างๆ ที่ขับเคลื่อนเดินหน้าเป็นระยะๆ นี่เอง ย่อมเป็น การแสดงให้เห็นในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในปี 2561 ได้อย่างไม่น่ากังวลเท่าไร

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งเริ่มสัญญาณบางประการที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้เหมือนที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ

หนึ่งในสัญญาณที่ว่านั้น คือ การจัดทำร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. แม้ กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไปยัง สนช.แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สนช.จะเห็นดีเห็นงามไปด้วยเสียทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังมีสมาชิก สนช.ได้อภิปรายหลายคนและมีความเห็นตรงกันว่าการใช้ระบบเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จะทำให้มาซึ่ง สว.อย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ

สนช.ส่วนใหญ่มองว่าจะเป็นช่องให้พรรคการเมืองส่งคนของตัวเองลงมาสมัคร สว.เพื่อทำการบล็อกโหวตและนำไปสู่การให้คนของตัวเองได้เป็น สว. แม้ สว.ชุดแรกจะมาจากการเลือกจาก คสช. แต่จะมี สว. 50 คนที่ คสช.ต้องเลือกมาจากบัญชีที่ผู้สมัคร สว.ได้เลือกกัน เท่ากับว่าไม่ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่ สว.จะมีหน้าตาอย่างไร คสช.ก็ต้องเลือกจากตรงนั้น โดยไม่มีทางเลือก

จึงไม่แปลกที่ในเวลานี้เริ่มมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า สนช.อาจมีมติคว่ำร่างกฎหมายสรรหา สว. เพื่อชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน จนทำให้ทั้ง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.และ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คอยแก้ข่าวกับสื่อมวลชนแบบรายวัน เพื่อยืนยันว่า สนช.ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น

ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างจะเดินหน้าเพื่อสู่การเลือกตั้งหรือจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพราะยังไม่ไว้วางใจกับสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตด้วยการใช้มาตรา 44 เพื่อตัดปัญหาทั้งหมด

ทั้งนี้ มีแต่เพียง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจและเป็นคนตัดสินใจว่าจะพาประเทศเดินไปทางไหน

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532317

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องงัดมาตรา 44 เพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2560

คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวมีทั้งสิ้น 9 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อ 1 และข้อ 8 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พรรคการเมืองต่างออกมาโวยวาย และไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด

ข้อ 1ของคำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้พรรค การเมืองปัจจุบันต้องเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองของตนมาแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะตามกฎหมายในการเป็นสมาชิกพรรค มาแสดงต่อหัวหน้าพรรค การเมือง พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง 100 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561

ข้อ 8มีเนื้อหาพอสังเขปว่าในกรณีที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้ง คสช.เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายประกาศ คสช.หรือคําสั่งหัวหน้า คสช.อันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมือง และร่วมกันจัดทําแผนและขั้นตอนการดําเนินการทางการเมือง เพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจะเชิญผู้แทนพรรค การเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้

นับเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงนัยทางการเมืองของ คสช.พอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้มีการดำเนินการแบบสุกเอาเผากิน แต่ผ่านการพิจารณาจาก กรธ.และ สนช.อีกทั้งยังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและพรรคการเมืองมาไม่น้อย

ดังนั้น การที่ คสช.ใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจึงไม่ต่างอะไรกับการฉีกกฎหมายพรรคการเมืองออกเป็นเสี่ยงๆ

คสช.กำลังใช้อำนาจในมือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเองและโยนความลำบากให้กับพรรค การเมืองปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าด้วยการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช.เอง

เพียงแค่บทบัญญัติข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ก็สร้างปัญหาใหญ่ให้กับพรรคการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาธิปัตย์”

กล่าวคือทั้งสองพรรคต้องหมดทรัพยากรไปกับการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเอง โดยฐานข้อมูลของพรรคการเมืองที่ กกต.เผยแพร่อย่างเป็นทางการล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ย. 2560 ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคจำนวน 2,895,933 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรค 134,822 คน

จากตัวเลขดังกล่าวพิจารณาประกอบกับกฎหมายแล้วเท่ากับว่าหัวหน้าของทั้งสองพรรคต้องมีหน้าที่รับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองตัวเองทุกคนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน มิฉะนั้นสมาชิกพรรคการเมืองส่วนที่เหลือที่ไม่ได้มีการแสดงตนจะสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที

แต่การสร้างภาระให้กับพรรค การเมืองนั้นยังไม่เท่ากับการสร้างภาระให้กับสมาชิกพรรคการเมืองที่มีสถานะเป็นประชาชนทั่วไปโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะการต้องมีหลักฐานทางทะเบียนของตนเองตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น การไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น

ซึ่งมีคำถามตามมาว่ากระบวนการทางทะเบียนปกติเอื้ออำนวยให้กับประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวหรือไม่

ด้วยเหตุนี้หากปล่อยให้บังคับใช้กระบวนการเหล่านี้ในทางปฏิบัติ จะส่งผลให้เกิดการสิ้นสภาพของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับการเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองซ่อนรูปไปโดยปริยาย

นอกเหนือไปจากข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาแล้ว ปรากฏว่าข้อ 8 ของคำสั่งดังกล่าวก็มีนัยทาง การเมืองที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นเช่นกัน

การเปิดให้แม่น้ำ 4 สายประชุมกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้นั้น ย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสของการเลื่อนการเลือกตั้งเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าด้วยกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น อาจเป็นผลให้พรรคการเมืองเล็กที่เข้าร่วมประชุมเรียกร้องกดดันให้ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน โดยอาศัยความไม่พร้อมของพรรคการเมืองเล็กที่มีจำนวนพรรคการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองใหญ่

สถานการณ์เช่นนี้ คำสั่ง คสช.ที่อ้างว่าเป็นการปลดล็อกนั้นอาจไม่ได้เป็นการปลดล็อกอย่างที่ตัวเองคิดในทางกลับกันได้สร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนอันเป็นการไขกุญแจล็อกอีกชั้น เพื่อให้การเลือกตั้งต้องถูกทอดเวลาออกไปจนกว่าพรรคทหารจะมีความพร้อมแทน

“ซานต้าตู่” แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532176

"ซานต้าตู่" แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวที่สะพัดไปทั่วว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบคนในหรือคนนอก ดูท่าทางจะมีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ยิ่งเกิดกระแสข่าวลือว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มตระเตรียมการกันไว้แล้วจะไปตั้งพรรคการเมืองปูทางรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งพักนี้ได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ขยันออกสื่อเพราะลงพื้นที่ถี่ยิบเหมือนกำลังส่งนัยทางการเมืองอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะแต่ละพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีลงไป โชว์ลีลาและลวดลายยังกับนักการเมืองที่กำลังตะเวนลงพื้นที่หาเสียงในช่วงใกล้วันเลือกตั้งเลยทีเดียว นั่นแสดงว่าต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองหรือไม่ พื้นที่ใดที่ “บิ๊กตู่” ลงไปเหมือนถูกเนรมิตความเจริญด้วยสารพัดโครงการและงบประมาณ อย่างตอนไป จ.กาฬสินธุ์ ไม่พลาดเทงบประมาณเอาใจคนอีสานกว่า 2,000 ล้านบาท

ไม่ต้องพูดถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (นอกสถานที่) หรือ ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” สวมบทซานตาคลอส มอบความสุขไปแจกทั่วทั้งภูมิภาคเลย อาทิ ครม.สัญจรนัดแรกที่ จ.นครราชสีมา จัดหนักให้ภาคอีสาน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีโครงการรถไฟทางคู่ และสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย พอมาเหยียบถิ่นภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี อัดฉีดอีกนับหมื่นล้านบาท สนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปคว้าใจคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปเต็มๆ ต่อมาล่องใต้ การประชุม ครม.สัญจร ที่สงขลา ก็เหมือนกันรัฐบาลใจป้ำเทงบประมาณสนับสนุนปักษ์ใต้ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

และล่าสุดที่กำลังจะมาถึง การประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4 นัดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย รัฐบาลเตรียมจัดหนักจัดเต็มด้วยการแจกของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไปจัดทำของขวัญปีใหม่ที่จะแจกให้กับพี่น้องประชาชน มานำเสนอที่ประชุม ครม. “บิ๊กตู่” เน้นย้ำเป็นพิเศษต้องเป็นมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน โดยแต่ละกระทรวงพาเหรดกันนำเสนอเข้ามาแล้ว

อาทิ กระทรวงพาณิชย์ จะมีการจัดลดราคาสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (ออนไลน์ เมกะเซลส์) จัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศภายใต้ชื่อ “รวมใจ..เพิ่มสุข..ช้อปสนุก..ลดรับปีใหม่” ด้วยการนำสินค้ากว่า 1 หมื่นรายการ ลดราคาสินค้าตั้งแต่ 20-80% เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน คาดว่าจะมีเงินสะพัดในโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงพาณิชย์การันตีช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาทกระทรวงพลังงานไม่น้อยหน้า เตรียมเสนอ ครม.ให้ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลปีใหม่ และตรึงค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2561 แม้ทิศทางราคาก๊าซจะปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลกก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีอีกระลอก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชูมาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน จากทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล 11.4 ล้านคน ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3.3 ล้านคน และลูกหนี้ระบบสหกรณ์ 6 แสนคน โดยการเสนอรวมหนี้ในและนอกระบบเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ทำการปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร มีเป้าหมาย 3-5 ปี ล้างหนี้สินเฉลี่ย 2.5 หมื่น-3 แสนบาท/ราย

เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดมอบของขวัญปีใหม่แก่เด็กไทย โดยดำเนินการโครงการ “ติวฟรีดอทคอม” แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การนำติวเตอร์ชื่อดังมาสอนเทคนิคเคล็ดลับการเรียนรู้วิชาต่างๆ และการเรียนเสริมนอกบทเรียนในกลุ่มวิชาสาระการเรียนรู้หลัก รวมถึงจะมีแนวข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และคลังข้อสอบต่างๆ ให้แก่เด็กนำไปเตรียมตัวสอบ แม้แต่กระทรวงกลาโหมก็นำเสนอของขวัญปีใหม่ เตรียมจัดซื้อเรือ 1,900 ลำ คืนให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ชาวประมง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ซานต้าตู่เตรียมแจกให้กับคนไทยทั่วประเทศ แม้จะมีการมองกันว่าการแจกของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลให้แก่ประชาชนได้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมืองไปแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องทำแบบนี้ เช่นเดียวกับรัฐบาล “บิ๊กตู่” ที่ต้องการคืนความสุขแก่ประชาชนด้วยการแจกของขวัญปีใหม่ เพราะแต่เดิมการแจกของขวัญนับเป็นเครื่องมือ หรือมาตรการหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมือง ส่วนรัฐบาลจะได้ใจประชาชนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง

สำหรับของขวัญซานต้าตู่ทั้งหมดนี้แค่เรียกน้ำย่อย นับจากนี้ต่อไปยังจะตามมาอีกเรื่อยๆ ส่วน “บิ๊กตู่” จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยได้หรือไม่ เป็นเรื่องอนาคตทางการเมือง เพราะมีปัจจัยแวดล้อมและมรสุมอีกมากมายที่ต้องฝ่าฟัน แต่ตอนนี้ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าโชว์พาว ขยันลงพื้นที่ และอัดฉีดมาตรการสารพัดเพื่อเอาใจพี่น้องประชาชน

ค้นเหตุผล… ทำไม? ‘มงไม่ลง’ นางงามไทยสักที?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/world/529481

ค้นเหตุผล... ทำไม? 'มงไม่ลง' นางงามไทยสักที?

 ในที่สุด “วันมงลง” ก็มาถึง เป็นวันที่แฟนนางงามไทยรอคอย เวทีอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2017 (Miss Universe 2017) การประกวดปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 66 มีสาวงามจาก 92 ประเทศ เข้าร่วมประกวดที่เดอะ เพลนเน็ต ฮอลลีวู้ด รีสอร์ทแอนด์กาสิโน ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

หญิงสาวคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สไปครอง เดมี่ ลีห์ เนล ปีเตอร์ส สาวแอฟริกาใต้ วัย 22 ปี หุ่นกะทัดรัดกำลังงามๆ เอกฉันท์ไม่ค้านสายตา “มงไม่งง”

ส่วนตัวแทนประเทศไทย มารีญา พูลเลิศลาภ เข้าสู่รอบ 5 คนสุดท้าย โดยในโลกออนไลน์ก็มีการพูดถึงกันในหลายๆ ประเด็น “งงไม่มง” ที่ไม่สามารถคว้ามงกุฎมาครองได้

โดยเฉพาะเรื่องของคำถามจากกองประกวด และเรื่องชุดราตรีสีน้ำเงินแบรนด์ อาซาว่า ซึ่งอะไรที่เป็นบวก ก็จะไม่ค่อยมีคำวิพากษ์วิจารณ์ตามมากันอยู่แล้ว แต่ถ้าประเด็นลบ เสียงวิจารณ์กระหึ่มแน่เสียยิ่งกว่าแน่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทำไม “มารีญา” จึงไม่ได้ครองมงกุฎมิกิโมโต้?!!! มารีญา มีศักยภาพสูงมากโดยเฉพาะเรื่องทัศนคติ นางงามคนนี้ครบเครื่องที่สุดของไทยแล้ว ในช่วงเก็บตัวที่ผ่านมา มารีญา ทำให้คนไทยลุ้นได้ในทุกๆ รอบ เริ่มที่รอบ Preliminary Competition & National Costume มารีญา ทำได้ดีมากๆ ขึ้นแท่นอันดับ 1 เกือบทุกโพลมีชื่อของเธอติดท็อป 10 และ ท็อป 3 เป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ เตรียมซิวมงกุฎปี 2017

เรียกว่า สร้างความสุข ความลุ้น ให้เหล่าแฟนๆ นางงามได้เชียร์นางงามตัวเก็งของเรากันแบบลุ้นตัวโก่ง และเป็นช่วงเดือนผ่านมา ที่บรรดาเวทีการประกวด รวม 4 เวทีระดับโลก มิสยูนิเวิร์ส มิสเวิลด์ มิสอินเตอร์เนชั่นแนล มิสเอิร์ธ มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ทยอยเปิดเวทีชิงมงกุฎกันคึกคัก

แต่นางงามไทยคว้ามงกุฎไม่ได้เลยสักเวที??? จึงเกิดคำถามทำไม “มงไม่ลง” นางงามไทยสักที?!!! ทั้งที่สาวงามของไทยสวยไม่แพ้ชาติใดในโลก? เราจะเทรนด์นางงามไทยอย่างไร? ให้คว้ามงกุฎ กรรมการเวทีระดับโลกต้องการคนสวยในแบบไหน? ทุกๆ คำตอบล้วนน่าค้นหาเสียยิ่งนัก

สวยแบบไหน? พร้อมส่งออกสู่สากล

ปีนี้จัดการประกวดนำร่องก่อนใคร มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2017 คงยึดคอนเซ็ปต์เดิมเหนียวแน่น คือ Stop the War เพื่อรณรงค์การยุติสงครามไม่ให้มีอีกต่อไปในอนาคต และนับเป็นเวทีประชันขาอ่อนสัญชาติไทยเวทีแรก กับการประกาศความมุ่งมั่นสู่แกรนด์สแลมใหม่ของโลกให้ได้

เป้าหมายคือการสร้างเวทีให้มีมาตรฐานเทียบเท่ามิสยูนิเวิร์ส มิสเวิลด์ และมิสเอิร์ธ

เวทีนี้นำโดย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เป็นประธานและผู้ก่อตั้งการประกวดเวทีใหม่ แม้อายุเวทีเพียง 5 ปี แต่คนสร้างเวทีนี้ มีพยายามสูงเพื่อผลักดันพัฒนาการประกวดไปในระดับมาตรฐานนานาชาติ

ณวัฒน์ ที่คนวงในคลั่งไคล้ชมประกวดนางงามเวทีนี้ เรียกขานเขากันว่า “บอส” คือเสาหลักผู้คัดเลือกผู้สวมมงกุฎมิสแกรนด์ไทยแลนด์

การจัดการประกวดสาวงามระดับประเทศครั้งแรก มีขึ้นเมื่อปี 2013 สาวงามผู้ได้รับตำแหน่งมิสแกรนด์ไทยแลนด์ จะเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดเวทีระดับนานาชาติ คือ “มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล” โดยมีศัพท์วงในอีกเช่นกันว่า “นางงามพร้อมใช้

พวกเธอพร้อมรับโอกาสได้เป็นนักแสดง หรือนักร้องที่เวทีนี้เน้นลูกทุ่งจ๋าๆ สร้างตลาดชัดเจน นางงามคงได้รับการปูทางก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในลำดับต่อไป

“เสียงไพเราะเป็นคุณสมบัติแรกๆ ด้วยครับ ในการคัดเลือกนางงาม” ณวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเปิดเวทีประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ปีนี้ ซึ่งเป็นบริบทที่แตกต่างเรียกได้ว่า “เฉพาะเวที” นี้เลยก็ว่าได้

สุภาพร มะลิซ้อน ตัวแทนสาวงามแกรนด์ไทยส่งออกไปประกวดเวที มิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล 2016 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา จัดเป็นนางงามของบอสณวัฒน์ที่เข้ารอบลึกที่สุด สามารถผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายได้สำเร็จ คว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 ไปครอง

ผู้ชนะการประกวดในปีนั้นคือ อาริสกา ปุตรี เปอร์ตีวี จากอินโดนีเซีย ที่เล่าขานกันว่า “อย่าให้เธอจับไมค์” คำตอบภาษาอังกฤษพ่นเป็นไฟ ช่วง 4-5 ปีมานี้ นางงามบุหงามาแรงบนเวทีอินเตอร์ฯ

ส่วนปีนี้ “แพม” ปาเมล่า ปาสิเนตตี้ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017 ได้รับคัดเลือกไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล 2017 ที่ประเทศเวียดนาม ทำได้ดีที่สุดกับการผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย

“แพมเป็นลูกครึ่งไทย-อิตาลี ปีนี้ลูกครึ่งมาแรง ได้เปรียบเรื่องภาษาที่เป็นเรื่องสำคัญกับเวทีสากล ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ เราเคยส่งนางงามที่หน้าตาสวยมาก อกเอวมีครบ มิสแกรนด์อุบลราชธานีเคยส่งออกไปประกวดเวทีระดับชาติ ภาษาไม่ได้เลย ทีมก็ต้องปวดหัวกันกลับมา

ในปีของ “ฝ้าย” สุภาพร ต้องบอกว่าเป็นคนสวยมีครบรูปสมบัติ คุณสมบัติ วงการนางงามไม่มีใครไม่รู้จักเธอ ฝ้ายเป็นนางงามเดินสายมาแล้วทั่วประเทศ ตั้งแต่อายุ 16 ปี ทำให้ได้ทั้งจริตนางงาม แล้วอายุ 18 ปี ก็ได้สังกัดโมเดลลิ่งนางแบบระดับอินเตอร์ฯ ทำงานที่เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง ช่วง 18 ปี ก็ได้ความทันสมัยสไตล์นางแบบมาอีก สำหรับผมนี่คือการตอบโจทย์นางงาม ที่มีสิทธิสวมมงกุฎที่สุด”

สวยครบเครื่องแต่ก็ไม่คว้ามงกุฎ ณวัฒน์ ไขข้อข้องใจนี้ว่า นางงามไทยเรามี “กรอบ” ที่ก้าวไม่พ้นที่บอสเวทีนี้ใช้คำว่า “…คงเป็นโปรดักต์ไทย” เมื่อยืนเทียบกับนางงามชาติอื่นๆ ซึ่งอาจจะด้วยพื้นฐานความเป็นอาชีพนางงามไม่มีจริงในเมืองไทย การประกวดจำกัดในกลุ่มสาวงามไม่กว้างนัก ตัวเลือกเราจึงมีไม่มากไปด้วย

“การประกวดผลประโยชน์ไม่มากเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ จะต้องมาเวทีระดับประเทศที่มีมงกุฎเกียรติยศ บ้าน รถยนต์ เงินรางวัล 7 หลัก และอื่นๆ สมทบให้อีก ซึ่งก็จะมีผู้ได้รับเพียง 2-3% เท่านั้นครับต่อการประกวดแต่ละปี มาประกวด 70 คนได้รางวัล 5 คน คนตกรอบแทบไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปเลยนะครับ

จึงต้องพูดว่านางงามคือการปูทางไปสู่อาชีพอื่น หรือประกวดเพราะเป็นความฝันอย่างหนึ่งในชีวิต หรืออาจเป็นหาประสบการณ์ใหม่ เป็นงานอดิเรกแบบกิจกรรม หรือกีฬาสมัครเล่น ขึ้นเวทีเพื่อค้นหาหรือเติมเต็มอะไรบางอย่างให้ชีวิต

การทำเป็นอาชีพ ทำให้นางงามเชี่ยวชาญทั้งบนเวที การไปประกวดบ่อยๆ เจอคำถามบนเวทีมากๆ การตอบก็จะประเมินผลเร็ว หรือที่เรียกกันว่า ปฏิภาณ นางงามต่อให้สวยมากอย่างไร ภาพดีสวยเป๊ะทุกองศา ก็แพ้ทางสู้คนช่างพูดไม่ได้หรอกครับ

ผมยกตัวอย่างมิสแกรนด์ศรีสะเกษปีนี้ “แป้งหอม” กมลรัตน์ ทานนท์ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประกวด Miss Tourism International 2017 ที่ประเทศมาเลเซีย หน้าตาสวยมากสวยเด่นเอ็กโซติกผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้ารูปไข่สวยหวานแบบสาวไทยแท้ มีออร่า แต่ต้องเทรนเรื่องการพูดอีกเยอะครับ”

ณวัฒน์ ย้ำการประกวดอาวุธต้องมาเต็มมือ นางงามหน้าใหม่ไม่เคยขึ้นเวทีประกวดมาก่อน ก็จะสู้คนเจนเวทีไม่ได้ ทั้งเรื่องการแต่งหน้า ทำผม ที่บางครั้งก็ไม่ได้มีช่างแต่งหน้าให้ทุกครั้ง นางงามต้องดูแลความสวยด้วยตัวเองอีกด้วย

ถามย้ำอีกว่ามีสิทธิมงลงสาวไทยหรือไม่? ณวัฒน์ บอกว่าแม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องเป็นไปได้สักวัน

“ประกวดไปทุกๆ ปีก็ต้องมีพัฒนาการทั้งความงาม ความสามารถเราต้องสร้างภาพความสำเร็จนั้นให้ได้ แล้วก็อย่าท้อใจ ที่เห็นนางงามแต่ละชาติสวยสยบครบเครื่อง เพราะไม่ว่ามงกุฎเวทีไหน เวทีใหญ่หรือเล็ก ก็ไม่มีใครยอมใครอยู่แล้ว”

เส้นทางสวมมงกุฎ… ไปทางไหนดี

ชาติมหาอำนาจด้านนางงามอย่าง “เวเนซุเอลา” มักจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศเกือบทุกเวที โดยเฉพาะมิสยูนิเวิร์ส เพราะต้องยอมรับว่าประเทศนี้มีการเปิดโรงเรียนสอนนางงามตั้งแต่วัยเยาว์ ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่หลายๆ เวทีได้เดินเข้าสู่รอบ 5 คนสุดท้าย

การเปิดโรงเรียนโดยทำธุรกิจด้านการเทรนผู้หญิงรุ่นใหม่เพื่อก้าวสู่เวทีเป็นมิสยูนิเวิร์ส ล่าสุด นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส ปี 2005 ปัจจุบัน นาตาลี กำลังจะเปิดคลาสสอนให้สาวๆ มีความมั่นใจมากขึ้น จัดคลาสบอกกลยุทธ์ถึงการจะคว้ามุงกฎมิสยูนิเวิร์ส รวมทั้งการเวทีประกวดอื่นๆ ระดับสากลมาครอบครองได้อย่างไร?

“ฉันมั่นใจว่า ปีหน้าหากมีคนมาเรียนและฉันสอน มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีมิสยูนิเวิร์สคนที่ 3 ได้อย่างแน่นอนค่ะ ฉันการันตี เพราะการเรียนการสอนเรื่องนี้ ใครสอนจะดีไปกว่านางงามอย่างฉันที่อยู่ในเมืองไทยและรู้เรื่องเมืองไทยดี”

แฟนนางงามยอมรับในความงามระดับโลกและในความสามารถของนางงามจักรวาลคนนี้ นาตาลี ต้องขึ้นเวทีการประกวดซ้ำมาแล้วถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้เป็นมิสแคนาดา เส้นทางการเป็นตัวแทนสาวงามมีทั้งผิดหวังและสมหวังในที่สุด และในวันนี้เธอพร้อมถ่ายทอดทุกประสบการณ์ การสนับสนุนสายสะพายไทยแลนด์ก้าวสู่จักรวาล

การประกวดนางงามนับเป็นความบันเทิง เป็นนาทีที่มีความสุขให้แก่ประเทศไทยของเรา มารีญา เดินเข้ารอบ 16 สาวงาม โดยเป็นคนแรกที่ได้เดินประชันโฉมในรอบชุดว่ายน้ำ Swimsuit Competition สวยโดดเด่นมากในชุดวันพีซเพียงคนเดียวจาก 16 สาวงามเข้ารอบลึก

และในที่สุดก็มีชื่อ “มารีญา” เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย และเดินเข้า 5 คนสุดท้าย สง่างามที่สุด แต่ตัวเต็ง ทำไมตุ๊บ!!!? ทำไมสาวงามไทยไม่เข้า 3 คนสุดท้าย กลายเป็นคำถาม???

สำหรับโปรไฟล์ตัวแทนสาวไทย มารีญา คือนางงามป้ายแดง แน่นอนถ้าเวทีเดินแบบแฟชั่น ไม่มีใครเทียบสเต็ปสวยสับระดับโมเดลแถวหน้าไปได้ แต่ปีนี้ก็ชัดเจนขึ้นว่านางงามต้องตอบคำถามเรียกคะแนน การประกวดมิสยูนิเวิร์ส ไม่ใช่การประกวดนางงามสวยพิมพ์นิยม มีอก เอว สะโพก อีกต่อไปแล้ว

เรื่องตอบคำถามกลายเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคำถามเมื่อปี 2016 ได้สร้างความทรงจำไว้ให้แฟนๆ นางงามไทยไม่มีวันลืมเลือน กับคำถามที่ว่า… “ระบุชื่อของผู้นำโลกในปัจจุบันหรืออดีตที่คุณชื่นชอบพร้อมให้เหตุผล?”

หลายคนก็ได้ฟังคำตอบของ “น้ำตาล” ชลิตา ส่วนเสน่ห์ สาวงามตัวแทนประเทศไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งก็เป็นคำตอบซึ้งๆ ของนางงามไทยและได้ใจแฟนนางงามไปอีก

ล่าสุดคำถามปีนี้ที่ว่า Social Movement ซึ่งแปลว่า ความเคลื่อนไหวทางสังคม กำลังกลายเป็นความทรงจำใหม่ ของแฟนๆ นางงามไทย หลังจาก สตีฟ ฮาร์วีย์ ส่งคำถามให้มารีญาตอบ

“คุณคิดว่าอะไรคือความเคลื่อนไหวทางสังคม สำคัญที่สุดในยุคของเรา?”

มารีญาตอบว่า “การเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการที่เรามีสังคมสูงวัย แต่ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดก็คือเยาวชน เยาวชนคืออนาคต คือสิ่งที่เราควรลงทุน เพราะว่าพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลโลกที่เราอยู่”

ในขณะที่ เดมี เล นีล-ปีเตอร์ส มิสแอฟริกาใต้ ผู้ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สปีนี้ ตอบคำถามในรอบ 5 คนสุดท้าย กับคำถามว่า “ผู้หญิงคิดเป็น 49% ของแรงงานในโลก คุณคิดว่าอะไรคือประเด็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผู้หญิงเผชิญ”เดมีตอบอย่างมั่นใจชัดเจนตรงประเด็น “ผู้หญิงได้รับค่าแรงแค่ 75% ของผู้ชาย ทั้งที่ทำงานเหมือนกัน ชั่วโมงทำงานเท่ากัน ฉันคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เราควรต้องมีความเท่าเทียมในการทำงานและรายได้ทั่วทั้งโลก”

ปีนี้มีการรณรงค์เรื่อง “สิทธิสตรี” การเปิดคำถามรอบตัดสิน วัดกึ๋นมิสยูนิเวิร์ส การประกวดมิสยูนิเวิร์สประจำปี 2017 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ผู้เข้าประกวดตอบคำถาม 2 รอบเหมือนทุกๆ ปี คือรอบ 5 คนสุดท้าย และรอบ 3 คนสุดท้าย โดยคำถามที่เป็นที่จับตามอง คือคำถาม

รอบ 5 คนสุดท้าย เนื่องจากจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาสังคมและการเมืองโลก ในขณะที่คำถามรอบ 3 คนจะเป็นการเปิดโอกาสให้นางงามได้โชว์วิสัยทัศน์ต่อตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สมากกว่าประเด็นทั่วๆ ไป

ความงามโชนแสงทันทีที่ เดมี ตอบคำถามจบ ปีนี้รณรงค์เรื่องสิทธิสตรี ก็เรียกว่า “คำตอบเรียกมง” บนเวทีการประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งความเห็นของนางงามรุ่นพี่ ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าหน้าจอเป็นผู้บรรยายให้กับทีวีช่องหนึ่ง “ไข่มุก” ชุติมา ดุรงค์เดช เธอคือผู้ครองมงกุฎมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2009 ให้ความเห็นว่า สาวไทยได้คำถามยาก บวกกับความกดดันบนเวทีที่ต้องตอบภายใน 30 วินาที อย่างไรก็ตามต้องบอกว่านางงามรุ่นน้องทำดีมาก

“การมอนิเตอร์บรรยายหน้าจอทีวี มุกแปลคำนี้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางสังคม แปลได้ทันทีก็เพราะเราอยู่ด้านล่างเวที (หัวเราะ) ไม่ได้อยู่บนเวทีประกวดไม่มีความกดดันแบบน้อง คำที่เราแปลได้ก็เพราะมาจากประสบการณ์ วุฒิภาวะ มุกซาบซึ้งคำนี้ก็เพราะในปีที่เราได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เป็นปีที่มีการโพสต์ลงโซเชียลกันแล้วค่ะ ในบอร์ดพันทิป เกี่ยวกับกิจกรรมกองประกวด โดยพี่ๆ แฟนนางงามที่รวมตัวกันกลุ่มใหญ่เลยค่ะ โพสต์เชียร์เรา พลังมวลชนยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้จริงค่ะ

ถ้าเป็นเรื่องโททัลลุคความเป็นนางงาม มุกไม่ใช่คนสวยโดดเด่น แต่พอมีคนรวมตัวกันหนุนเรา เราก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า มุกได้รางวัล Miss Photogenic (ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน ) และรางวัลขวัญใจมหาชน People’s Choice Award จากการโหวตโดยแฟนคนไทย ผ่านเว็บไซต์ Missosology.org ทำให้พอได้ยินคำว่า Social Movement มุกเก็ตศัพท์คำนี้ทันทีค่ะ

แล้วมาตระหนักยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ ก็คือปีของน้องน้ำตาล การรวมพลังนางงามไทยยิ่งใหญ่มาก ปีนี้พลังนี้ก็มาซ้ำอีก ซึ่งอีกกี่สิบปีที่จะหานางงามสมบูรณ์แบบได้ในแบบมารีญา มิสไทยแลนด์ประสบความสำเร็จได้ความรักมากมายจากแฟนนางงาม การโหวตแบบเรียลไทม์ ทีมไทยแลนด์แข็งแกร่งส่งพลังให้นางงามได้ไปสุดทางมาก ทำให้เรามองว่าการรวมตัวรูปแบบนี้ ถ้าเกิดจากความรักที่แท้จริง รักที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่เปลี่ยนแปลง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยเราได้อีกด้วยนะคะ”

ชุติมา แสดงความเห็นว่าความฉลาด ฉับไว ในการตอบคำถามบนเวที แสดงได้ถึงความสวยจากภายใน ซึ่งยากกว่ามาก กับการกรูมมิ่งความสวยภายนอก

“การตอบคำถามมีผลอย่างรุนแรง มีผลมากกว่าชุดราตรีซึ่งกลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กัน และมีผลมากกว่าความสวยความงาม คำตอบสวยงามต้องมาจากทัศนคติด้านบวก ที่จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ ตอนนี้มุกเรียนปริญญาเอก สาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ต้องอ่านตำราเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์หลายๆ เล่ม น่าเซอร์ไพรส์มาก ความเก่งความฉลาดของคน มีจุดเริ่มต้นจากการคิดบวก

แต่ก่อนพอได้ยินคำคิดบวก ก็จะคิดถึง นาตาลี ที่โฆษณาเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง พูดว่าผู้หญิงสวยเพราะคิดบวก เราก็โห…นางง้ามนางงาม (หัวเราะ) แต่วันนี้บอกเลยค่ะ นี่คือเรื่องจริงค่ะ”

จากประสบการณ์การประกวด ชุติมา แจกแจงว่า ถ้าเราคิดว่าเราจะได้เข้าหรือเปล่านะ เราจะไม่ได้เข้า

“If I can see it then I can do it. แต่ถ้าเราคิดว่าเราต้องได้ๆๆ เราจะทำได้ดีที่สุดค่ะ แนวคิดนี้มีผลมากคือความเชื่อมั่นในตัวเรา มองทุกอย่างคิดบวกไปทั้งหมด จะนำพานางงามไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

สำหรับชุดก็เกี่ยวแต่ไม่เกี่ยวมากค่ะ รอบชุดราตรี Evening Gown มารีญา มีความเอเลเกนต์เดินเฉิดฉายบนเวทีมากๆ ค่ะ แต่ความโชคดีเกิดจากความเตรียมพร้อม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้นางงามรุ่นต่อรุ่น ทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากนางงามสู่นางงาม จากแฟนคลับสู่นางงาม หรือการมี Advicer จะทำให้เราได้นางงามที่แกร่งยิ่งขึ้น

สาวไทยเพิ่งเข้ารอบจริงๆ 3 ปีล่าสุด และเพิ่งได้เข้าไปตอบคำถามก็แค่ 2 ปีมานี้เองนะคะ เรากำลังไต่เต้าขึ้นเป็น Powerhouse ด้านนางงาม มันก็ค่อยๆ เรียนรู้ค่อยๆ ปรับกันไป เมื่อปรับได้ลงตัว เราก็จะกลายเป็น Powerhouse สมบูรณ์แบบค่ะ”

ส่วนแพตเทิร์นนางงามสวยในแบบ “นางงามจักรวาล” ปีนี้มิสแอฟริกาใต้ ชุติมา มองว่าโททัลลุคสวยงามมาก ตั้งแต่ผมทรงหม้อตาลเกล้าสูง โชว์รูปหน้าสวยไร้ที่ติ

“ไม่นับสีผมบลอนด์แฮร์ ยิ้มสวยฟันเรียงเป็นระเบียบโชว์เหงือกสีชมพูสวยอีก มีอก มีเอวหักเป็นตัวเอส ใส่ชุดราตรีสะโพกบานผาย รูปสมบัติคือแบบแผนแพตเทิร์นมิสยูนิเวิร์สสิ่งแรกที่กรรมการพิจารณา”

ชุติมา กล่าวทิ้งท้ายในฐานะเคยเป็นกรรมการตัดสินความงามมาแล้วหลายๆ เวที เรื่องวัดกันที่ความสวย 10 กรรมการ ก็ 10 รสนิยมแตกต่างกันไป ของอย่างนี้ต้องวัดดวงไปด้วย

ปีหน้าเชียร์กันต่อไป ด้วยความหวังว่าที่สุดสาวไทยจะสามารถเข้ารอบไปยืนตอบคำถามสุดท้ายในรอบ 3 คน หรือ Final Words และขอสำทับด้วยคำตอบในรอบตัดสิน ได้งดงามไม่แพ้หน้าตา เดมี เล นีล-ปีเตอร์ส นางงามจักรวาลคนล่าสุด ตอบคำถามก่อนมงลงว่า

“สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมั่นใจในตัวเอง ต้องก้าวข้ามความกลัวหลายๆ อย่าง จึงจะสามารถนำพาผู้หญิงคนอื่นให้ก้าวข้ามความกลัวได้เช่นกัน สำหรับฉัน ไม่เคยมีอะไรยากเกินไป และนั่นคือสิ่งที่ฉันเป็น”