ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ เปิดหน้าลุย ปลุกขวัญเรียกคะแนนมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576607

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 08:38 น.

ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ เปิดหน้าลุย ปลุกขวัญเรียกคะแนนมวลชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเปิดหน้าชนครั้งสำคัญ ของ ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คู่พี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งออกมาเคลื่อนไหวส่งสัญญาณปลุกขวัญ กำลังใจพลพรรคและเรียกคะแนนนิยมจากฐานเสียงเดิมในช่วงที่ประเทศกำลังจะเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง

ล่าสุดเว็บไซต์ caixinglobal รายงานว่า  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทและผู้แทนโดยชอบธรรมของบริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ (Shantou International Container Terminals Ltd.) หรือ SICT ซึ่งเป็น ผู้บริหารท่าเรือซัวเถา มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษซัวเถา  มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน

สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามสร้างการยอมรับในตัวตนอีกครั้ง หลังตัดสินใจต้องหลบหนีออกจากประเทศไทยไปเมื่อปี 2560 ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่าน คำพิพากษาลับหลังจำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญาจากความผิดในโครงการรับจำนำข้าว

แน่นอนว่าการเปิดตัวสู่สาธารณะอีกครั้งกับตำแหน่งผู้บริหารท่าเรือ ซัวเถา อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ความสามารถอันเป็นที่ยอมรับ ตลอดจน อำนาจ บารมีหรือสายสัมพันธ์อันดีกับจีน อันจะช่วยลบภาพ ผู้ต้องหาที่ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จากโครงการรับจำนำข้าว

ยังไม่รวมกับรายงานข่าวจาก  “เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์” ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ยิ่งลักษณ์  ใช้หนังสือเดินทางของประเทศกัมพูชา เดินทางออกจากประเทศไทยและต่อไปยังประเทศที่สาม หลังจากหลบหนีคดีรับจำนำข้าวที่ประเทศไทย

ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์และการยอมรับจากกัมพูชาที่ยังเหนียวแน่นกับตระกูลชินวัตร แม้แต่ในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ

การเปิดตัวของยิ่งลักษณ์ในช่วงเวลานี้ย่อมถูกมองว่าเป็นการดิ้นเฮือกใหญ่  เมื่อช่วงเวลานี้กระบวนการ ไล่เช็กบิลเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการรับจำนำข้าวกำลังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และแว่วว่ามีอีกหลายคนที่กำลังอยู่ในข่ายจะถูกเอาผิด

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าลึกๆ แล้วเป็นยุทธศาสตร์ที่หวังดิสเครดิตโครงการรับจำนำข้าวอันจะหวังผลไปถึงคะแนนนิยมในช่วงการ เลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ยิ่งในวันที่พรรคเพื่อไทยซึ่งกำลังสะบักสะบอมจากแรงดูดอันรุนแรง และผลกระทบจากกติกาการเลือกตั้งใหม่จนทำให้ต้องแก้เกมด้วยการแตกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อเฉลี่ย น้ำหนักให้ได้สัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อจากระบบจัดสรรปันส่วนผสมให้ได้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้

การปรับทัพให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มานั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มานั่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง จึงถือเป็นการจัดที่จัดทางภายในให้เกิดความเป็นเอกภาพและลดความขัดแย้งภายในไม่ให้เป็นปัญหาต่อไป

ยิ่งในวันที่กระแสของพรรคพลังประชารัฐกำลังมาแรงสอดรับไปกับแพ็กเกจนโยบายลดแลกแจกแถมที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งทำให้คะแนนนิยมของเพื่อไทยเริ่มสั่นคลอนไป ไม่น้อย

ความพยายามดึง ทักษิณ กลับมาเป็นแม่เหล็กเรียกคะแนน จึงวนกลับมาอีกรอบ แต่ยังไม่ทันเริ่มต้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ออกมาตีกรอบรูปแบบการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามใช้รูปทักษิณ ร่วมกับ ผู้สมัครเหมือนในอดีต

รวมไปถึงแคมเปญพาทักษิณกลับบ้าน ซึ่งสุดท้ายส่อเค้าจะไปไม่ถึงฝั่ง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจาก คสช. พร้อมยืนยันหากกลับมาก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างไม่อาจ หลีกเลี่ยง

นำมาสู่การทิ้งระเบิดลูกใหญ่ของ ทักษิณ พุ่งเป้าถล่มไปยังจุดอ่อนสำคัญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนาฬิกาหรูอย่างต่อเนื่อง

“ป้อมบอกให้ผมกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งๆ ที่ป้อมส่งคนของป้อมเข้าไปนั่งทั้งนั้น ผมว่าป้อมทำเรื่องของตัวเองให้เคลียร์ดีกว่าไหมครับ เอาเด็กหน้าห้องป้อมออก แล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาพิจารณาเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนแทน เพราะกระบวนการยุติธรรมแบบป้อม มันหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วครับ”

แน่นอนว่าการที่ ทักษิณ พุ่งเป้าโจมตี เรื่องนาฬิกา ของบิ๊กป้อม ย่อมสามารถสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของ คสช. ได้อย่างรุนแรง และกระทบต่อไปถึงคะแนนนิยมของพรรคพลัง ประชารัฐ  และฉุดกระแสความร้อนแรงของบรรดานโยบายซื้อใจรากหญ้าที่กำลังเริ่มเห็นผลในหลายพื้นที่

ที่สำคัญการเปิดประเด็นนี้ยังสั่นคลอนไปถึงความน่าเชื่อถือของบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลายไล่มาตั้งแต่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารของบรรดาผู้มีอำนาจ และยังมีอีกหลายคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ปัญหาอยู่ตรงที่มาของบรรดาองค์กรอิสระเหล่านี้ มีจุดกำเนิดมาจาก คสช. ไม่ใช่แค่ ป.ป.ช. แต่ยังรวมไปถึง กกต.ที่จะมีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้ง หากไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมย่อมมีแต่จะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายในอนาคต

สัญญาณการเดินหน้าชน กับ คสช. จึงเริ่มปรากฏและคาดว่าต่อจากนี้น่าจะมีอีกหลายยกที่หนักหน่วงและรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะกับในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งที่แต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการชัยชนะ

วิกฤตศรัทธาปปช. ระวังฟางเส้นสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576470

  • วันที่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

วิกฤตศรัทธาปปช. ระวังฟางเส้นสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะกลับสู่ความอึมครึมอีกครั้ง ภายหลังรัฐบาลส่งสัญญาณว่าต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดการเดิมวันที่ 24 ก.พ.

เหตุผลที่รัฐบาลยกมาอ้างว่าไม่ต้องการให้กระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งไปทับช่วงเวลาที่มีงานพระราชพิธี ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก เนื่องจากฝ่ายที่ต้องการให้คงการเลือกตั้งไปตามเดิมมองว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเต็มกรอบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้

ประกอบกับแนวทางการทำงานของ กกต.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรับรองผลการเลือกตั้ง กกต.ไม่ได้ใช้เวลาชนเพดานแต่อย่างใด จึงคิดว่าถ้ารัฐบาลและ กกต.มีความต้องการให้ประเทศคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยจริงก็ควรให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเดิม

ที่สำคัญการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. จะยังช่วยตัดปัญหาข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับประเด็น 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญด้วย เนื่องจากเวลานี้กำลังถกเถียงกันว่าระยะเวลา 150 วันที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นครอบคลุมถึงขนาดไหนระหว่างแค่เป็นระยะเวลาของการลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น หรือครอบคลุมทั้งการลงคะแนนและการรับรองผลการเลือกตั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาก็ควรให้การเลือกตั้งเป็นไปตามเดิมน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลเองก็ยังไม่นำพาเท่าใดนัก

ความอึมครึมไม่ได้มีแค่เรื่องการเลื่อนเลือกตั้งเท่านั้น เพราะเวลานี้แม้แต่การทำงานขององค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองเช่นกัน

ก่อนเข้าสู่ปีใหม่  2562 ป.ป.ช.เพิ่งมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 ว่ายังไม่มีมูลพอว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จงใจยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือจงใจไม่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว

มติเสียงข้างมากของ ป.ป.ช.ดังกล่าวสร้างความสะเทือนให้กับการเมืองขึ้นมาทันที เนื่องจากเหตุผลที่ป.ป.ช.ยกมาอ้างนั้นมีข้อกังขาจากนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ไม่น้อยว่าถูกหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือไม่

กล่าวคือในมุมมองของนักวิชาการนั้น เมื่อมีการยืมทรัพย์สินกันจริง ก็ย่อมเข้าลักษณะของการเกิดสัญญาขึ้น โดยที่คู่สัญญาฝ่ายยืมจะต้องเป็นลูกหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงเท่ากับว่าผู้ยืมที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมีหนี้สินที่ต้องแสดง ป.ป.ช.ตามกฎหมาย

แต่เมื่อ ป.ป.ช.ไม่ได้สนใจตีความในประเด็นนี้ เพราะมองว่าการให้ยืมนาฬิกาเป็นเรื่องปกติในกลุ่มเพื่อน ย่อมนำมาซึ่งความกังขาในการทำความเห็นของ ป.ป.ช.พอสมควร

มติของ ป.ป.ช.ในกรณีนาฬิกานำมาสู่การวิวาทกันของสองผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา โดยฝ่ายทักษิณเพิ่งแสดงความคิดเห็นในทำนองว่าก่อนที่จะให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ก็ควรจะไปเคลียร์เรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน

จากนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร  มาจนถึงกรณีของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม หนึ่งในตัวเต็งว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ล่าสุดเริ่มมีความเคลื่อนไหวว่า ป.ป.ช.อาจหยิบยกคดีการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและการอนุมัติงบประมาณเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมืองมาพิจารณาในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่คดีนี้อยู่ในมือ ป.ป.ช.มานานกว่า 6 ปีแล้ว

ทันทีที่มีข่าวออกมาปรากฏว่า “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.ต้องออกมาปฏิเสธเป็นการเร่งด่วนพร้อมกับ ยืนยันว่า “ป.ป.ช.จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร”

“ถ้าจะบอกว่าเร่งคดีก็คือเร่งการดำเนินงานในปี 2562 เพราะเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าในปี 2562 นี้จะมีเรื่องใดที่ต้องจบบ้าง ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิบัติงาน เพื่อเร่งรัดการทำงานว่ามีคดีสำคัญใดบ้างที่แต่ละสำนักจะต้องดำเนินการให้เสร็จ ต้องประกาศเป็นคำมั่นสัญญาต่อคณะกรรมการ  แต่ไม่ได้บอกว่าให้เร่งช่วงก่อนการ เลือกตั้ง” ประธาน ป.ป.ช.ระบุ

หากจะบอกว่า ป.ป.ช.กำลังตกที่นั่งลำบากก็คงไม่ผิดนัก โดย ป.ป.ช.ชุดนี้เผชิญกับปัญหาความเชื่อมั่นและความศรัทธามาโดยตลอด นับตั้งแต่ไม่ถูกเซตซีโร่ภายหลังมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเหมือนกับ กกต.ในอดีต

เมื่อต้นทุนมีปัญหาทำให้เวลาทำงานในเรื่องใดก็ดูจะติดขัดไปหมด อย่างเช่น การออกระเบียบให้ผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่งแสดงบัญชีทรัพย์สิน แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีและฝ่ายที่ถูกตำหนิควรจะเป็นคนที่ ลาออกเพราะกลัวการแสดงทรัพย์สิน แต่กลายเป็นว่า ป.ป.ช.กลับถูกท้วงติงถึงการทำงานที่ไม่รอบคอบ จน คสช.ต้องเข้ามาใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหา

อาการของ ป.ป.ช.ชุดนี้อาจจะยังไม่หนักเท่ากับ ป.ป.ช.ในอดีตที่มีการออกระเบียบเพื่อขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง จนถูกศาลฎีกาพิพากษาให้มีความผิด แต่ปฏิเสธไม่ได้วิกฤตศรัทธาที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญอยู่นั้นก็มีความสาหัสพอสมควร

เส้นทางจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ป.ป.ช.จะเป็นหนึ่งในองค์กรที่พาประเทศสู่ประชาธิปไตย หรือจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ซ้ำเติมความขัดแย้งให้มากขึ้นไปทุกทีแทน

ยื้อเลือกตั้ง คสช. กกต.มีแต่เสียกับเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576362

  • วันที่ 09 ม.ค. 2562 เวลา 08:22 น.

ยื้อเลือกตั้ง คสช. กกต.มีแต่เสียกับเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

         ความไม่ชัดเจนต่อการกำหนดวันเลือกตั้งกลับมาเป็นประเด็นทำลายความเชื่อมั่นทั้งต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความกังขาเรื่องความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจออกไปให้ยาวนานที่สุดปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่ความเห็นซึ่งยังแตกต่างระหว่าง กกต.และ คสช. จนทำให้ไม่อาจเคาะหาข้อสรุปว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันไหนจนทำให้ทุกอย่างดูยืดเยื้อออกไป

เมื่อเวลานี้ กกต.มีความเห็นสมควรกำหนดให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นวันที่ 10 มี.ค. อันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่ห่างจากกรอบเวลาเลือกตั้งเดิมที่เคยกำหนดไว้วันที่ 24 ก.พ. อันจะทำให้ทุกฝ่ายน่าจะพอรับได้หรือเกิดแรงกระเพื่อมน้อยที่สุด

ทั้งนี้ ถือเป็นการเลื่อนเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 4-6 พ.ค.  ซึ่งทาง กกต.ประเมินแล้วว่าหากเลือกตั้งในวันที่ 10 มี.ค. ก็จะสามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายในกรอบเวลา 60 วัน ซึ่งวันสุดท้ายตรงกับวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งเลยพระราชพิธีไปแล้ว

อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้ลดประเด็นความสุ่มเสี่ยงกรณีกรอบเวลา 150 วันที่ต้องจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2561 ดังนั้นกรอบวันสุดท้ายจึงต้องไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. 2562

เมื่อเวลานี้มีความเห็นที่แตกต่างกันด้านหนึ่งเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จนั้นต้องรวมถึงขั้นตอนการประกาศผลการเลือกตั้งด้วย แต่อีกฝ่ายเห็นว่ากรอบ 150 วันนั้นไม่รวมกับเวลาประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะเปิดช่องให้สามารถเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้เกินกรอบวันที่ 10 มี.ค.

แต่เพื่อความไม่ประมาทและตัดเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังจนอาจถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ ดังนั้นกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 10 มี.ค. จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่เวลานี้

โดยเฉพาะในฐานะที่ กกต.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการกำหนดวันเลือกตั้ง การจะเปลี่ยนแปลงวันเลือกตั้งเป็นวันใด ช้าหรือเร็วจากกรอบเวลาเดิมมากแค่ไหน กกต.ย่อมต้องเป็นคนที่ออกมาอธิบายรวมถึงรับเสียงสะท้อนจากการตัดสินใจที่ดำเนินไป แม้อีกด้านหนึ่งจะมีความเห็นว่าควรจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต แต่นั่นย่อมอาจทำให้กระบวนการต้องล่าช้าออกไประหว่างรอการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

ทว่าอีกด้านหนึ่งฝั่ง คสช.กลับมีความเห็นว่าต้องการให้เลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งว่ากันว่าเป็นการชิงจังหวะและสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้มากที่สุด

เมื่อเวลานี้รัฐบาล คสช.กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานที่รุมเร้าจนฉุดให้คะแนนนิยมที่สั่งสมมาต้องลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่นโยบายลดแลกแจกแถมที่อัดฉีดลงพื้นที่หวังซื้อใจรากหญ้าก็ยังไม่เห็นผลอย่างที่คาดหวังจึงหวังยื้อเวลาออกไปให้หลายนโยบายเริ่มเห็นผลมากขึ้น

ยิ่งในช่วงนี้ที่มีอำนาจรัฐในมือและทยอยออกแพ็กเกจลดแลกแจกแถมกำลังปล่อยของออกมาอย่างต่อเนื่องหลังช่วงเอาใจผู้มีรายได้น้อยช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ยังมีนโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก.4.0 เปลี่ยนที่ดินทองคำกว่า 30 ล้านไร่ ที่สร้างความสนใจใหักับชาวบ้านได้ไม่น้อย

แต่อีกด้านหนึ่งในแง่ การจัดวางตัวผู้สมัครซึ่งยังไม่เข้าเป้าในหลายพื้นที่จนประเมินแล้วมีความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถผนึกกำลังกับ 250 สว.เฉพาะกาล ผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกสมัยอย่างที่ต้องการ

การต้องปรับเปลี่ยนวางแผนใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบรรดาพรรคต่างๆ ได้ในพื้นที่จึงอาจต้องยืดเวลาออกไปเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้ได้มากขึ้นจึงอาจเป็นทางเลือกที่รัฐบาล คสช. ต้องยอมเสี่ยงกับกระแสตีกลับ โดยเฉพาะบรรดากลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวหนักขึ้นเรื่อยๆ

แต่ปัญหาทั้งหมดอยู่ตรงที่ความไม่ชัดเจนว่าการเลื่อนเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้วันที่ 24 ก.พ.นี้ นั้นสุดท้ายและจะเลื่อนไปเป็นเวลาใดกันแน่ ซึ่งจะกัดเซาะความเชื่อมั่นในภาพรวมของประเทศและพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในการค้า การลงทุน และความร่วมมือจากต่างประเทศ

สอดรับกับล่าสุดสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่หนังสือที่แจ้งไปยังนายทะเบียนจังหวัดทุกจังหวัดและนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ว่าได้รับการประสานจาก กกต.ว่าพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปยังไม่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอระงับการดำเนินงานตามแผนงานเตรียมการเลือกตั้งที่ได้แจ้งไว้

สะท้อนภาพความไม่ชัดเจน อย่างรุนแรงอันจะย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ซ้ำเติมการ เลื่อนเลือกตั้งในอดีตที่เปลี่ยนแปลง มาตลอดจนไม่อาจสร้างความมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้  จึงอยู่ที่การเร่งหาข้อสรุปและสร้างความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งให้ ได้เร็วที่สุดและเดินหน้าไปตามนั้น อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะหากยิ่งยื้อเวลาออกไปนานเท่าไร ผลเสีย ย่อมเกิดกับ กกต.และ คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ

ปม 150 วันหลอนเลื่อนเลือกตั้งจนโมฆะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576248

  • วันที่ 08 ม.ค. 2562 เวลา 08:21 น.

ปม 150 วันหลอนเลื่อนเลือกตั้งจนโมฆะ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งกำลังมีประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนได้ถึง เมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางกฎหมายตามมา

ฝั่งรัฐบาลตีความเรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญ คือ ภายใน 150 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 มีผลใช้บังคับ หมายความว่า วันสุดท้ายของการจัดเลือกตั้งได้นั้นจะต้องไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งเป็นไปตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ระบุภายหลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

การตีความตามรัฐบาลทำให้เป็นที่มาว่าการเลือกตั้งน่าจะสามารถจัดขึ้นได้ในช่วงปลายเดือน มี.ค. เพื่อที่ อย่างน้อยบรรดากระบวนการต่างๆ ภายหลังการเลือกตั้งน่าจะผ่านพ้นช่วงงานสำคัญของคนไทยทั้งประเทศไทยในช่วงเดือน พ.ค.ไปแล้ว

ทว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งได้มีการตีความประเด็นเวลา 150 วัน แตกต่างออกไป และเห็นว่าการเลือกตั้งอย่างช้าที่สุดควรจะต้องไม่เกินวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองเริ่มวิเคราะห์กัน และยังเป็นปมที่ กกต.ชุดเก่าเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วย

กล่าวคือ กำหนดเวลา 150 วัน เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งนั้นถูกกำหนดไว้ในกฎหมายสองฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

มาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว”

ปัจจุบันกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 268 พูดถึงนั้นมีผลใช้บังคับแล้ว

จากนั้น มาดูกันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 171 ซึ่งบัญญัติว่า “ในวาระเริ่มแรก ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีผลใช้บังคับ

และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลใช้บังคับ”

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในแง่ของเวลา 150 วันของทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง สส.ระบุแตกต่างกัน

รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ให้ดำเนินการเลือกตั้ง…” ส่วนกฎหมายเลือกตั้ง สส.ใช้คำว่า “กำหนดวันเลือกตั้ง…” แม้ประเด็นนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยืนยันว่า 150 วันตามรัฐธรรมนูญเป็นการกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งที่ต้องมีขึ้นภายใน 150 วัน ไม่ใช่กรอบเวลาของการจัดการเลือกตั้งทั้งหมด ทั้งวันลงคะแนนเลือกตั้ง ไปจนถึงการรับรองผลการเลือกตั้งที่ต้องอยู่ภายในกรอบ 150 วัน แต่ต้องไม่ลืมว่าความเห็นของอาจารย์มีชัยไม่ได้เป็นที่สิ้นสุดเหมือนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

มองในมุมนี้ หากรัฐบาลและ กกต.ตัดสินใจให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. อาจทำให้เกิดการตีความว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ 150 วัน

รัฐธรรมนูญมาตรา 85 กำหนดให้ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ภายใน 60 วัน เพื่อให้มี สส. 95% หรือ 475 คน จากทั้งหมด 500 คน เพื่อเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก หมายความว่ากำหนด 60 วัน จะไปครบในช่วงปลายเดือน พ.ค. ซึ่งพ้นกรอบเวลา 150 วัน ที่สิ้นสุดวันที่ 9 พ.ค. เว้นเสียแต่ กกต.จะทำการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้เร็วกว่านั้น

ความไม่คลุมเครือตรงนี้เองจึงเริ่มเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าถ้าปล่อยให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นปลายเดือน มี.ค. ตามที่รัฐบาลส่งสัญญาณและ กกต.ใช้เวลาในการรับรองผลการเลือกตั้งเต็มเพดาน 60 วันจนพ้นวันที่ 9 พ.ค.ไป อาจเกิดการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้ว่าการ เลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

ถ้าประเมินกันแบบสุดโต่ง คือ มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและมีคำวินิจฉัยออกมาว่าการจัดเลือกตั้งเป็นโมฆะ ความอลหม่านทางกฎหมายและการเมืองคงตามมาอีกมาก

โดยเฉพาะกรอบเวลาของการจัดเลือกตั้งอีกครั้ง จัดใช้กรอบเวลาไหน เพราะเมื่อถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะเสียแล้ว กรอบเวลา 150 วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ย่อม ไม่สามารถใช้บังคับได้อีก

ครั้นจะใช้กรอบเวลากำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ใน 2 กรณี จะทำได้หรือไม่ ซึ่งได้แก่

1.มาตรา 102 กรณีของการ เลือกตั้งภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ

2.มาตรา 103 กรณีของการเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อเป็นเช่นนี้ช่องว่างของกฎหมายจะเกิดขึ้นและการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

เงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากฝ่ายการเมืองแต่ล้วนเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาแทบทั้งสิ้น

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมระยะหลังนี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงได้อยู่ในระดับที่น่าใจหายและสร้างความวิตกให้กับนักเลือกตั้งจมูกไวในพรรคพลังประชารัฐ

พปชร.-บิ๊กตู่ ศึกหนัก กระแสตีกลับแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576139

  • วันที่ 07 ม.ค. 2562 เวลา 07:23 น.

พปชร.-บิ๊กตู่ ศึกหนัก กระแสตีกลับแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทำไปทำมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาสู่สถานการณ์หมู่บ้านกระสุนตกอีกครั้ง ภายหลังมีการส่งสัญญาณเพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งจากวันที่ 24 ก.พ.ออกไปก่อน

แม้ด้านหนึ่งรัฐบาลจะยืนยันเสียงแข็งว่ายังอยู่ในกรอบ 150 วันตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 9 พ.ค. แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลและ คสช.จะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้เสียแล้ว

ประเด็นของเรื่องไม่ได้อยู่แค่เพียงการขยับวันเลือกตั้งออกไปเท่านั้น แต่ยังมีความข้องใจในเรื่องความชัดเจนของรัฐบาลเข้ามาผสมด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเล่นแร่แปรธาตุด้วยการอ้างว่าการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงเป็นที่มาของการประชุมร่วมกับ กกต. เมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา ซึ่งจากท่าทีของรัฐบาลต่อการประชุมในครั้งนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการโยนเผือกร้อนเข้ามาใส่ในมือ กกต.

อย่างน้อยที่สุดหากมีการประกาศเลื่อนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจริง รัฐบาลจะได้มีข้ออ้างได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้มาจากรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะมี กกต.ที่ตกกระไดพลอยโจนเข้ามาด้วย เรียกได้ว่าทั้ง กกต.และรัฐบาลยื่นหน้ารับก้อนอิฐพร้อมกัน

“เราได้คุยกันว่าถ้าเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.จะเกิดปัญหาหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าจะเกิดปัญหาจริง หากเลือกวันที่ 3 10 17 24 หรือ 31 มี.ค.ได้หรือไม่ กกต.จะเอาไปคิดดู” ท่าทีของรัฐบาลโดย ‘วิษณุ เครืองาม’ รองนายกฯ”

จริงอยู่ที่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเท่าใดนักต่อการเลื่อนการเลือกตั้ง แต่ที่พรรคการเมืองแสดงท่าทีเช่นนั้นย่อมเป็นเพราะไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งที่อาจจะเป็นเหตุให้ คสช.มาอ้าง เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งไปอย่างไม่มีกำหนด จึงเลือก ที่จะอยู่อย่างสงบแทน

เพราะถึงอย่างไรเสียพรรคการเมืองต่างมองว่าสถานการณ์ในเวลานี้ทำให้ คสช.และรัฐบาลตกที่นั่งลำบากเสียเอง เนื่องมาจาก คสช.และรัฐบาลไม่สามารถให้ความชัดเจนได้

จากความไม่ชัดเจนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลและ คสช.ที่อาจโยงไปถึงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อย่างเลี่ยงไม่ได้

ในฝั่งพรรคการเมืองอาจไม่ได้ตอบโต้ คสช.และรัฐบาลมากนัก แต่กลุ่มสังคมนอกภาคการเมืองกลับมีกระแสต่อต้านการเลื่อนการเลือกตั้งและการไม่มีความชัดเจนของรัฐบาลและ คสช.พอสมควร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีการกำหนดวันทดสอบความถนัดทางวิชาทั่วไป (GAT) และการทดสอบ ความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ที่ทำท่าอาจจะมีการขยับกัน อีกครั้ง

เดิมการสอบดังกล่าวภาครัฐเคยกำหนดให้เป็นวันที่ 24 ก.พ. แต่เนื่องจากมีกระแสท้วงติงว่าจะทำให้เด็กที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งต้องเสียสิทธิดังกล่าวไปโดยปริยาย ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงวันสอบให้เร็วขึ้น เพื่อ ไม่ให้กระทบต่อสิทธิการออกเสียง เลือกตั้งของเยาวชน

แต่มาขณะนี้ เมื่อเริ่มมีกระแสจากบางฝ่ายที่อยากได้วันสอบตามเดิมภายหลังรัฐบาลเลื่อนวันเลือกตั้ง ปรากฏว่ารัฐบาลและ คสช.ก็ส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการขยับวันสอบอีกครั้งเช่นกัน

“ตอนนี้ผมเห็นว่า มีกระแสว่า หลานๆ นักเรียนอยากจะ #ทวงคืน วันสอบ ผมเข้าใจหลานๆ นะครับ แต่อย่างไรก็ตามอยากให้หลานๆ อดทนรออีกเล็กน้อยให้ กกต.ได้กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน เพื่อที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะได้สามารถวางแผนพิจารณาการเลื่อนวันสอบ GAT PAT ต่อไปครับ” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุผ่านทวิตเตอร์

การเปลี่ยนวันสอบย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ในเชิง หลักการแล้ววันสอบเป็นวันสำคัญของนักเรียนมัธยมปลายที่เตรียมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การที่รัฐบาลส่งสัญญาณเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาและขาดความชัดเจน ย่อมนำมาซึ่งความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ไม่ว่ารัฐบาลจะเดินไปทางไหนเหมือนสะดุดขาตัวเองไปเสียทั้งหมด

ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2562 เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมาโดยตลอด โดยเฉพาะกระแสความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์

ยิ่งมาสมทบกับมติพร้อมกับคำอธิบายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยิ่งซ้ำเติมรัฐบาลและ คสช.หนักขึ้นไปอีก

อาจมีบางช่วงที่รัฐบาลใช้กลยุทธ์ประชานิยม เพื่อเอาใจประชาชนและหวังจะลดกระแสต่อต้านและเพิ่มคะแนนความนิยม แต่ถ้ามองกันตามจริงแล้ว การทำเช่นนั้นเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาและรักษารอยฟกช้ำ เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาตรงจุดแต่อย่างใด

ดังนั้น รัฐบาลซึ่งอาจรวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐกำลังเจอพายุที่ รุมชกเข้าอย่างจัง โดยที่พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามยังไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย

แม้พรรคพลังประชารัฐจะนำหน้าพรรคการเมืองอื่นไปหลายช่วงตัว แต่เมื่อใดที่พลาดขึ้นมา ความได้เปรียบที่ถืออยู่จะกลายเป็นความเสียเปรียบทันที

เส้นทางสู่การเลือกตั้งยังอีกยาวไกล ถ้าพลาดตั้งแต่ต้นโอกาสที่จะพลิกกลับมาชนะคงยากเต็มที

วิถี’ชาติไทยพัฒนา’นกน้อยทำรังแต่พอตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/576047

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 08:24 น.

วิถี'ชาติไทยพัฒนา'นกน้อยทำรังแต่พอตัว

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

แม้จะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง แต่เวลานี้พรรคการเมืองหลายพรรคได้เดินหน้ากอบโกยคะแนนเสียงกันล่วงหน้าให้เห็นชัดเจนแล้ว ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่เร่งทำงานกันตัวเป็นเกลียวเช่นกัน

การเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากทุกครั้ง เพราะที่ผ่านมาแฟนคลับจะคุ้นเคยกับคนตัวเล็กใจใหญ่อย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อสิ้นมังกรการเมือง ทำให้ทายาทต้องออกหน้า นำพรรคลงสนามแทน

จังหวะนี้ โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ “นิกร จำนง” ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง

“เราได้เตรียมความพร้อมไว้พอสมควรแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนี้สาขาพรรคก็ได้ทยอยเปิดไปแล้วในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ได้สรรหาตัวแทนพรรคประจำจังหวัดเพื่อมาเป็นกลไกในการสรรหาผู้สมัคร สส. ซึ่งมีคนเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมาก และเป็นที่น่าพอใจสำหรับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา”

เมื่อพรรคมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาเริ่มตั้งเป้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะได้ สส. 25 คน หรือคิดเป็น 5% จาก สส.ทั้งหมด 500 คน

“เราตั้งใจอยู่แล้วจะเข้าสู่การเลือกตั้ง เราเดินช้าๆ แต่เรามีประสบการณ์เรื่องการเลือกตั้งมามากพอสมควร เราไม่ได้เป็นพรรคที่ เพิ่งตั้ง เรามีความเป็นมามากกว่า 40 ปีแล้ว ผ่านการเลือกตั้งมา 13-14 ครั้งแล้ว กลไกบางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในส่วนปลีกย่อยเท่านั้น”

“เราเป็นพรรคการเมืองที่มีประวัตินานพอสมควร เราก็พร้อมตามแบบของเรา อีกอย่าง คือเราไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่ ดังนั้นความพร้อมของเราประมาณแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่ตั้งเป้าไว้ถ้าได้สัก 25 คน หรือประมาณ 5% ก็เป็นที่น่าพอใจ”

การตั้งเป้าตัวเลขไว้ที่ 25 คน แสดงว่าเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในสภา? นิกร รีบตอบทันทีว่า “ไม่ได้เกี่ยวกับตรงนั้น แต่เราคิดว่า 5% เป็นตัวเลขที่พรรคตั้งขึ้นมา โดยประเมินจากตนเองว่าพรรคน่าจะทำได้ แต่ถ้าได้มากกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดี”

“ถ้าจะให้แยกว่าเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.บัญชีรายชื่อเท่าไหร่ เรายังคงแบ่งแยกออกมาไม่ได้ เพราะการเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ ทำให้ประเมินไม่ได้เลย แต่เราก็คิดว่าอาศัยประสบการณ์และการวิเคราะห์ และมาตั้งเป้ากับตัวเอง จะได้มากหรือได้น้อยก็ไม่มีปัญหาอย่างใด และเราคงไม่เสนอบุคคลภายนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเราจะเสนอชื่อนายกฯ ก็จะเสนอคนของเราเอง”

“คิดว่าพรรคน่าจะเคลื่อนตัวทางการเมืองได้ดีและมีความคล่องตัวพอสมควร ไม่อุ้ยอ้าย ไม่เป็นภาระกับใคร จึงคิดว่าขนาดของพรรคชาติไทยพัฒนาประมาณนี้น่าจะเป็นขนาดที่เหมาะสม”

สำหรับเรื่องนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนานั้น นิกร บอกเป็นหลักการสำคัญว่าจะกลับไปสู่ความคลาสสิกที่พรรคชาติไทยพัฒนาเคยเป็น

“เรื่องของนโยบายนั้นพรรคได้เตรียมการเอาไว้แล้ว คือ จะเป็นการกลับไปเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาในแบบที่เคยเป็น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการเกษตร เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก”

“เราเข้าใจดีว่าเกษตรกรต้องการอะไร พรรคชาติไทยพัฒนามีนโยบายด้านการเกษตรที่แยกออกมาจากนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคให้น้ำหนักเรื่องการเกษตรและเศรษฐกิจเท่าๆ กัน ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะเอานโยบายด้านเกษตรไปรวมกับเศรษฐกิจ”

“เราเป็นนกน้อย ก็ควรทำรังแต่พอตัว แต่รังที่ทำก็ต้องมีคุณภาพด้วย ดังนั้นนโยบายพรรคจะเดินไปอย่างนี้ อีกอย่างเราไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่ที่จะไปถือธงนำในการบริหารประเทศ แต่เราจะเน้นและพูดในสิ่งที่เราทำได้และเราถนัด ไม่เกินเลยไปจากตัวเอง”

ที่ผ่านมาพรรคชาติไทยพัฒนาถูกจับตามองว่าจะเป็นแต่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างเดียว แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะแก้ภาพตรงนี้อย่างไร? นิกร แจกแจงว่า “คืออย่างนี้ คนไม่ได้เข้าใจลึกๆว่าเราเป็นคนเช่นไร ผมก็อยากเรียกร้องโอกาสนี้ ให้มองชัดๆ มาที่พรรคชาติไทยพัฒนาว่าทำไมเราถึงเป็นรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ จริงๆ แล้วลึกๆ พรรคชาติไทยพัฒนาเราเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน และเราถือคำพูดเป็นสำคัญ”

“หลักการคือ ถ้าเราตกลงกับใครแล้ว เราไม่เคยทิ้งคนอื่นระหว่างทาง เราจะอยู่กันจนถึงที่สุด บางทีที่ผ่านมามันมีปัญหาในการร่วมรัฐบาลเหมือนกัน แต่เราก็อดทนอยู่จนจบ ดังนั้นเป็นเรื่องของคนตัวไม่ใหญ่นัก แต่เป็นคนที่พูดจริงทำจริงและเชื่อถือได้ คนก็อยากจะคบ”

“ถ้าเขาอยากจะทำรัฐบาลและหันมาที่พรรคชาติไทยพัฒนา คงเป็นเพราะเขาเชื่อว่าถ้าพรรคชาติไทยพัฒนาโอเคก็คือโอเค ไม่ต้องกังวลว่าจะแทงข้างหลังหรือทิ้งไว้กลางทาง เราจึงมักจะถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลก่อนเสมอ กลายเป็นว่าพรรคจึงได้ร่วมรัฐบาลบ่อย”

“เราเคยเป็นฝ่ายค้าน โดยในอดีตเราประกาศล่วงหน้าด้วยซ้ำ ถ้าพรรคไทยรักไทยได้เสียงพอที่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ พรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นฝ่ายค้าน เพราะเราคิดว่าเราควรเป็นฝ่ายค้าน”

“ส่วนบางครั้งที่เราไปร่วมรัฐบาลก็เพราะตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ และเขามาขอให้มาร่วมกันตั้งรัฐบาล เราก็ไป ซึ่งเป็นการทำงานแบบมีเหตุผล การที่เป็นพรรคที่มีคนชอบคบหานั้น มันต้องมีความผิดด้วยเหรอ เราแค่มีนิสัยแบบนี้ คือ ไม่ทิ้งเพื่อน และไม่แทงข้างหลัง เราแค่เป็นอย่างนี้ และคนก็ชอบคบกับเราและเชิญเราไปทำงานร่วมกัน ผมจึงขออุทธรณ์ไว้ด้วย”

ส่วนบทบาทของคนรุ่นใหม่ภายในพรรค นิกร ยืนยันว่ายังคงทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี และทุกอย่างเดินหน้าไปตามขั้นตอน

“วิธีคิดและการทำงานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง คุณท็อป (วราวุธ ศิลปอาชา) ก็ยังอยู่เป็นประธานยุทธศาสตร์ในการกำหนดนโยบาย เราฟังทั้งแนวคิดใหม่ๆ และประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าในพรรค ทำให้มีการผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดี”

“พรรคยังมีคนรุ่นใหม่ที่ทำงานกันอยู่ แต่คนรุ่นใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนที่มีอายุน้อย เพราะจะเน้นเรื่องการมีความคิดแนวใหม่ๆ และเน้นการปฏิบัติ”

“คนที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคนนั้นจะมีอายุเท่าไหร่ เขาก็จะไม่ใช่คนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพร้อมจะเปลี่ยนไปตามการพัฒนา และมองไปไกลและเดินไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ คนอายุน้อยที่ยืนอยู่กับที่ก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ ดังนั้นยืนยันว่าเรายังมีความเป็นรุ่นใหม่อยู่ ซึ่งหมายถึงในเชิงแนวความคิด”

สุดท้าย เมื่อถามว่า ปัจจัยชี้ขาดว่าแพ้หรือชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร นิกร มองว่า “มันอ่านยาก เพราะอยู่ที่ประชาชนเป็นหลัก ประชาชนอยู่กับความทุกข์ยากในเรื่องการเมืองมานาน ขณะนี้ประชาชนมีการรับรู้ทางการเมืองว่ามีผลกระทบอะไรกับเขา อยู่ที่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร”

“เราประเมินว่าประชาชนอึดอัดกับความขัดแย้งมามากแล้ว สถานการณ์ยังมีความขัดแย้งอยู่ และเป็นแบบมีการเพิ่มฝ่ายด้วยซ้ำ เราจึงเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไปด้วยการก้าวข้ามไปด้วยกัน”

แสดงว่าไม่ได้วัดกันที่เงิน? นิกร ตอบว่า “การเลือกตั้งกำลังเดินไปเป็นแบบสมัยใหม่แล้ว เพราะมีพลังของสื่อสังคมออนไลน์ที่ยังไม่มีใครอ่านออก มันเกิดผลในหลายประเทศมาแล้ว ผมเชื่อว่ามันมาถึงจุดที่ประชาชนจะเลือกทางออกของเขาเอง”

“เหมือนกับการใส่ปุ๋ย ถ้าใส่ไปมากๆ ก็ได้แค่นี้ ใส่เพิ่มเข้าไปอีกก็จะไม่ได้ผลเท่าเดิม ใส่มากขึ้นไปอีกพืชก็ตายหมด กลายเป็นนาล่ม” นิกร ทิ้งท้าย

เลื่อนเลือกตั้ง ตลาด สส.แตกอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575888

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 09:08 น.

เลื่อนเลือกตั้ง ตลาด สส.แตกอีกรอบ

การเลื่อนเลือกตั้งออกไป ส่งผลให้ตลาด สส. แตกอีกรอบ โอกาสทองและอำนาจต่อรองของนักเลือกตั้งจึงกลับมาอีกครั้ง

**************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่เคยชัดเจน มาวันนี้กลับมาสู่ความไม่ชัดเจนอีกครั้ง ภายหลังวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณยืนยันว่ามีความจำเป็นบางประการที่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งจากที่เคยกำหนดไว้วันที่ 24 ก.พ. 2562 ออกไปก่อน

“ต้องจัดตารางกิจกรรมการเมืองให้ลงล็อก ไม่ให้กระทบงานพระราชพิธี ซึ่งกระบวนการหลังการเลือกตั้งเดิมจะกระทบกับพระราชพิธี เช่น 24 ก.พ. เลือกตั้ง จะทำให้ 24 เม.ย. ประกาศผล จะตรงกับพระราชพิธีบางอย่าง”

ส่วนจะขยับวันเลือกตั้งไปในช่วงใดนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ แต่ยืนยันต้องดำเนินการภายใน 150 วันตามกรอบกฎหมาย ซึ่งต้องไม่เกิน 9 พ.ค. และไม่สามารถจัดการเลือกตั้งหลังพระราชพิธีได้ เพราะจะเกินกรอบ 150 วัน” สัญญาณจากรองนายกฯ วิษณุ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.

การเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมวันที่ 24 ก.พ. ในแบบที่ยังอยู่ในกรอบ 150 วัน น่าจะเป็นอะไรที่พรรคการเมืองทุกพรรคยอมรับได้ เพราะยังเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

แต่อย่างไรก็ดี ในมุมของพรรคการเมืองกำลังมีเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งจัดการ เมื่อรัฐบาลเตรียมเลื่อนการเลือกตั้ง คือ การสรรหาตัวผู้สมัคร สส.

อย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ว่าจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันจนถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมเป็นวันที่ 24 ก.พ. ทำให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในวันที่ 26 พ.ย. 2561 เรียกได้ว่าเมื่อพ้นเดือน พ.ย. ก็เท่ากับว่าตลาดนักเลือกตั้งได้ปิดตัวลงไปแล้ว

แต่เมื่อรัฐบาลประกาศว่ามีความจำเป็นที่ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทำให้การนับระยะเวลาสมาชิก 90 วัน ต้องเลื่อนออกไปด้วยเช่นกัน หมายความว่าบรรดาว่าที่ผู้สมัครที่เปิดตัวกันไปก่อนหน้านี้หรือยังไม่ได้เปิดตัว ยังมีโอกาสย้ายพรรคได้อีกรอบ

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ พรรคพลังประชารัฐ ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีนักเลือกตั้งเกรดเอจากพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ร่วมชายคาหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่เนื้อหอมที่สุด อุดมไปด้วยทั้งกระแสและแรงสนับสนุน

อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาอุ้มประชาชนผู้มีรายได้น้อยผ่านระบบสวัสดิการประชารัฐ อาจจะเริ่มออกดอกออกผลมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นเมื่อใกล้ช่วงวันเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนออกไปจะส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลเป็นรูปธรรมและสามารถมัดใจประชาชนได้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่นักเลือกตั้งที่จมูกไว้เป็นเลิศจะขอโอกาสเข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้ตัวเองได้เดินเข้าสภา

ต่างกับ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ที่น่าจะต้องกุมขมับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพอสมควร

พรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะมีนักเลือกตั้งหน้าเดิมอยู่กับพรรคหลายคน แต่ในจำนวนนั้นก็มีไม่น้อยที่ยังหวาดระแวงว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบพรรคหรือไม่ เนื่องจากระยะหลังมานี้นายใหญ่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มออกมาเคลื่อนไหวด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น

ตรงนี้เองอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาตรวจสอบว่าจะเข้าข่ายการที่พรรคเพื่อไทยถูกครอบงำหรือไม่ อันเป็นเหตุหนึ่งของการยุบพรรค

ส่วนสถานการณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาก็มีปัญหาวุ่นวายพอสมควรเช่นกัน เนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในพรรคจากกรณีของ ประภัตร โพธสุธน และจองชัย เที่ยงธรรม ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี ซึ่งมีรายงานว่าหลานชายของประภัตรที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐจะลงมาชนกับลูกชายของจองชัย

ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความปวดหัวให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด จนขับเคลื่อนนโยบายการหาเสียงได้ช้ากว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

ความวุ่นวายดังกล่าวทำให้มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่อาจมีการย้ายพรรคเกิดขึ้น เพราะไม่มั่นใจเสถียรภาพและแนวทางการทำงานของพรรค โดยเป็นการเบนเป้าหมายไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ห้ามคลาดสายตา เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นพรรคสายกลางที่มีแรงดึงดูดไม่น้อย

จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีนักเลือกตั้งให้ความสนใจมาอาศัยอยู่กับพรรคภูมิใจไทยไม่น้อย เพราะนอกจากจะไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคแล้ว การที่พรรคไม่เปิดหน้ารบกับ คสช.อย่างชัดแจ้ง อาจทำให้พรรคสามารถทำกิจกรรมได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วการเลื่อนเลือกตั้งออกไปจะสร้างประโยชน์ให้กับทุกพรรค อย่างน้อยการเลือกตั้งไม่ได้ถูกเลื่อนออกไปเกินกว่ากรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดจากการยืนยันของรองนายกฯ วิษณุ

เหนืออื่นใด แต่ละพรรครวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐจะได้มีเวลาทำนโยบายได้มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้หมดเวลาไปกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค

เพียงแต่บรรดาเจ้าของพรรคจะต้องมาปวดหัวกับ “แรงดูด” ว่าจะออกฤทธิ์หรือไม่ เพราะการเลือกตั้งที่เลื่อนออกไป ย่อมหมายถึงการเปิดตลาดเลือกหานักเลือกตั้งไปในตัวด้วย

ตลาด สส.แตกอีกรอบ โอกาสทองและอำนาจต่อรองของนักเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง

ช้างชนช้าง “ชาติไทยพัฒนา”แหลกลาญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575801

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 09:41 น.

ช้างชนช้าง "ชาติไทยพัฒนา"แหลกลาญ

ความหวังในการเลือกตั้งคราวนี้ที่ต้องการรักษา 25-30 ที่นั่งไว้ อาจเป็นงานยากของพรรคชาติไทยพัฒนาไปเสียแล้ว

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้พอสมควร โดยเฉพาะเรื่องจุดยืนทางการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคนี้มักถูกมองว่าพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ด้วยเหตุนี้พรรคชาติไทยพัฒนา จึงเล่นการเมืองแบบแทงกั๊กมาตลอด เพื่อรักษาทั้งมิตรไม่ให้เป็นศัตรูและทอดไมตรีกับศัตรูเพื่อหวังมาเป็นมิตรร่วมกันในอนาคต

แต่มาในเวลานี้นอกเหนือไปจากจุดยืนทางการเมืองของพรรคที่น่าสนใจแล้ว ยังมีปัญหาภายในของพรรคที่เป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงไม่แพ้กันนับตั้งแต่ปี่กลองเลือกตั้งเริ่มดังขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่อดีต สส.ถูกดูดออกไปจากพรรคหลายคน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดรอบๆ สุพรรณบุรี เช่น จ.อ่างทอง และอุทัยธานี เป็นต้น

ทว่าเรื่องราวในพรรคนั้นเริ่มแดงออกมารุนแรง ตั้งแต่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “กัญจนา ศิลปอาชา”

การเป็นผู้นำพรรคของหนูนาถือว่าหักปากกาเซียนไม่น้อย เนื่องจากที่ผ่านมา “วราวุธ ศิลปอาชา” น้องชาย ได้รับการวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อใช้แนวทางของคนรุ่นใหม่ในการนำพาพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง แต่เมื่อมีเสียงขู่จากบิ๊กการเมืองในสุพรรณบุรีบางคนว่าจะลาออกจากพรรค ทำให้ต้องเปลี่ยนหัวเรือมาเป็นหนูนาแทน

ผลกระทบจากการเปลี่ยนหัวเรือที่ว่านั้นก็เกิดขึ้นทันที เพราะบรรดาคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีข่าวว่าจะย้ายพรรคมาก่อน ก็ได้มาเขียนใบลาออกจากพรรคแบบสายฟ้าแลบ ทั้งในกรณีของ “ภราดร ปริศนานันทกุล” “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สองอดีต สส.อ่างทอง และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีต สส.ศรีสะเกษ

การออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาของทั้งสามคน สร้างผลกระทบต่อพรรคพอสมควร เพราะไม่เพียงแต่จำนวนที่นั่งที่อาจหายไปแล้ว ยังมีผลไปถึงการเก็บเกี่ยวคะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคด้วย

แม้ในอีกมุมหนึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ขุมกำลังทางการเมืองใหม่ๆ เข้ามา ทั้งในส่วนของครอบครัวสะสมทรัพย์ที่ดูแลพื้นที่นครปฐมและทีมสมุทรสาคร แต่เมื่อดูกันดีๆ แล้วจะพบว่าพรรคได้ไม่คุ้มเสียเท่าไหร่ เพราะคนที่พรรคเสียไปให้กับพรรคการเมืองคู่แข่ง ล้วนเป็นลูกหม้อของพรรคแทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของพรรคชาติไทยพัฒนายังไม่จบแค่นั้น เพราะล่าสุดเกิดเหตุการณ์ช้างชนช้างภายในพรรคชาติไทยพัฒนาเกิดขึ้น ภายหลัง “จองชัย เที่ยงธรรม” ประกาศเตรียมลงสมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 3 ในนามพรรคภูมิใจไทยชนกับ “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค

ปฐมเหตุมาจากความไม่พอใจของจองชัยที่ประภัตรปล่อยให้หลานตัวเองลงมาสมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 4 ในนามพรรคพลังประชารัฐ ชนกับ “เสมอกัน เที่ยงธรรม” ลูกชายของจองชัย ซึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคชาติไทยพัฒนา

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ เพราะเดิมทีหลานชายประภัตรที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐนั้นจะลงสมัคร สส.ในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่สุพรรณบุรี แต่เมื่อพรรคพลังประชารัฐไปเช็กภูมิลำเนา ปรากฏว่ายังมีภูมิลำเนาอยู่ที่สุพรรณบุรี ทำให้ต้องมาสมัคร สส.ที่สุพรรณบุรีแทน

การมาลงพื้นที่สุพรรณบุรีของหลานรักประภัตร จองชัยก็ทราบเป็นอย่างดีและเข้าใจว่าจะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ แต่พอเข้าสู่ช่วง 90 วันของการเป็นสมาชิกพรรค มีการประกาศว่าจะลงสมัคร สส.เขต 4 สุพรรณบุรี จึงเป็นการเปิดศึกกับครอบครัวเที่ยงธรรมอย่างเป็นทางการ

ส่งผลให้จองชัยที่คิดจะวางมือทางการเมืองไม่อาจอยู่เฉยได้ จนต้องประกาศท้ารบกับครอบครัวโพธสุธนอย่างที่ปรากฏออกมา

จนถึงขณะนี้ปัญหาช้างชนช้างภายในพรรคก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีมากนัก แม้ว่ากัญจนาในฐานะหัวหน้าพรรคจะออกมาขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ตาม

“ผู้ใหญ่ที่ร่วมทำงานภายในพรรคกว่า 40 ปี มีความผูกพันกันมากกว่าที่ใครจะพยายามสร้างความแตกแยก และเชื่อว่าผู้ใหญ่จะให้ความเมตตา เอ็นดู และอยู่เป็นกำลังที่เข้มแข็ง เหมือนเป็นกำแพงที่พึ่งให้เราก้าวไปข้างหน้า” กัญจนา ระบุ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2561

มาถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาออกตัวช้ากว่าพรรคการเมืองอื่นไปหลายขุม เนื่องจากยังวุ่นอยู่กับการพยายามแก้ไขปัญหาภายในพรรคที่เป็นเรื่องระดับช้างชนช้าง ไม่ใช่แค่เรื่องหัวหน้าพรรคกับลูกพรรคตามปกติ

การไม่มีผู้มากบารมีในพรรค เหมือนอย่างที่พรรคเคยมี “บรรหาร ศิลปอาชา” มีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนพรรคระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด

ต่างกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เวลานี้ทยอยเปิดตัวผู้สมัครและนโยบายพรรค เพื่อดึงคะแนนให้กับตัวเองกันแล้ว แต่พรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ได้ขยับในเรื่องนี้มากนัก

จุดนี้ความหวัง 25-30 ที่นั่ง ที่ต้องการรักษาไว้ อาจเป็นงานยากของพรรคไปเสียแล้ว แม้พรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่โชคร้ายถึงขนาดเป็นพรรคต่ำสิบ แต่ถ้าไม่สามารถรักษาพื้นที่เดิมของตัวเองไว้ได้แล้ว แน่นอนผลกระทบต่อการดำเนินการทางการเมืองของพรรคในระยะยาวคงดูไม่ดีมากนัก

ศึกช้างชนช้างคราวนี้กลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำลังจะแหลกลาญไปเสียเอง

วัดกำลังศึกชิงดำ “ประยุทธ์” ชน “ทักษิณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575696

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 09:01 น.

วัดกำลังศึกชิงดำ "ประยุทธ์" ชน "ทักษิณ"

การเลือกตั้งครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมี2ขั้วใหญ่ทางการเมืองที่เปิดศึกขับเคี่ยวท้าชิงกันอย่างดุเดือด

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้เริ่มเดินเครื่องเต็มสูบ หลังวันที่ 2 ม.ค. 2562 เมื่อ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง สส. เปิดทางให้พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เต็มที่

ดูเหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมี 2 ขั้วใหญ่ทางการเมืองที่เปิดศึกขับเคี่ยวท้าชิงกันอย่างดุเดือด ระหว่างฝ่าย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตว่าที่ผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นฝ่ายนำของพรรคเพื่อไทย (พท.) กับกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองที่ต้านไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจได้อีกสมัย

หากวัดกำลังจากพันธมิตรทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างหนุนให้ฝ่ายตนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เริ่มที่ฝ่ายหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” พรรคอันดับหนึ่ง คือ พปชร. กล่าวขานกันว่าแน่นทั้งอดีต สส. และกลุ่มทุนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตรที่สลายเป็นเนื้อเดียว พปชร.ไปแล้ว อาทิ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีต สส.สุโขทัย นักการเมืองใหญ่ผนึกกำลังกับ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นักธุรกิจและนักการเมืองชื่อดังระดับหมื่นล้าน ที่ขนอดีต สส.ดังๆ เข้าพรรคกว่าร้อยชีวิต

พปชร.จึงกลายเป็นแหล่งรวม “ก๊วน” ใหญ่ทางการเมืองจำนวนมาก อาทิ กลุ่มชลบุรี อดีตพรรคพลังชล นำโดย “สนธยา คุณปลื้ม” อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส.ชลบุรี ทุนใหญ่ตระกูล “คุณปลื้ม” ผู้กว้างขวางภาคตะวันออก

แถมได้ก๊วนอุบลฯ ของ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ก๊วนโคราช ของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ก๊วนกาญจนบุรี ของ “ธรรมวิชญ์” และ “อัฎฐพล” โพธิพิพิธ บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือกำนันเซี๊ยะ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับพันธมิตรทางการเมืองที่ประกาศตัวชัดเจนที่สุดว่าหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรี มีเพียงพรรคเดียว คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” นักการเมืองรุ่นเก๋า ฝีไม้ลายมือระดับเซียนการเมืองจัดตั้งรัฐบาล และดันนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน ขณะนี้เดินสายคารวะแผ่นดินชักชวนให้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกหน

อีกพรรคแม้ขนาดจิ๋วแต่แจ๋วน่าจับตามอง คือ “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ที่มี “ชัชวาลย์ คงอุดม” เจ้าของธุรกิจสื่อชื่อดังบนถนนราชดำเนินที่รู้จักกันดีว่ามีอิทธิพลสูง ที่สำคัญสนิทแนบแน่นกับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในแกนนำกลุ่มสามมิตร กำลังสำคัญในการตั้งพรรค พปชร.จึงคาดหมายได้ว่าคงหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เช่นกัน

ส่วนท่าทีพรรคขนาดกลางอื่นๆ ยังคงอาการแทงกั๊กรอดูผลการเลือกตั้งออกมาก่อนว่าจะแลนด์สไลด์ไปฝ่ายใด ระหว่าง “ทักษิณ” หรือ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่พร้อมร่วมรัฐบาลอยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดคะแนนนำ อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่แม้สิ้นบุญ “บรรหาร ศิลปอาชา” ตกทอดมาสู่รุ่นลูก “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ทายาทมังกรเติ้ง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค หรือพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรค ล้วนมี สส.ในกำมือจำนวนหนึ่งตุนไว้ในมือรอเสียบเท่านั้นจึงยังไม่ยอมแบไต๋ว่าจะเทไปฝ่ายใด

ความได้เปรียบฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ อีกอย่าง คือ มีกลไกภาครัฐสนับสนุน โดยเฉพาะ 4 รัฐมนตรี “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นั่งถ่างขาระหว่างรัฐมนตรีกับผู้บริหารพรรค พปชร.จึงได้เปรียบในการใช้กลไกรัฐสนับสนุนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบาย

แต่พรรคที่ยังสงบนิ่งไม่กล้าออกตัวที่สุด คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่อาจมีเซอร์ไพรส์ในภายหลังได้หากพรรค พปชร.ได้คะแนนนำ หรืออาจเป็นฝ่ายค้านร่วมกับกลุ่ม “ทักษิณ” ก็เป็นได้ สำหรับกำลังของฝ่าย “ทักษิณ” ที่ประกาศตัวว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” มีแนวร่วมโดยใช้กลยุทธ์ แยกกันเดินร่วมกันตี แตก “พรรคสาขา” ได้แก่ พรรคเพื่อไทย กับ พรรคไทยรักษาชาติ โดยมีเป้าหมายดัน สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ท้าชิงนายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์

สำหรับแนวร่วม “ทักษิณ” อาทิ พรรคอนาคตใหม่ ที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค เป้าหมายเก็บคะแนนจากคนรุ่นใหม่ พรรคประชาชาติ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีจุดยืนชัดเจน หวังกวาดคะแนนในเขต 5 จังหวัดภาคใต้มาช่วยหนุน หรือพรรคพลังปวงชนไทย มี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.ในรัฐบาลไทยรักไทย เป็นแกนนำพรรค ที่หวังจะไปรวบรวมคะแนนเสียงจากเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นและ จ.ราชบุรี อันเป็นฐานที่มั่นหลักของพรรค หรือพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นต้น ล้วนเป็นพรรคขนาดเล็กๆ ที่ี่คอยเก็บตกคะแนนจากกระแส ไม่เอา “พล.อ.ประยุทธ์” สืบทอดอำนาจ มาหนุนฝ่าย “ทักษิณ” ให้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะยังฟันธงไม่ได้ ต้องรอวันที่ 24 ก.พ.นี้ ว่าประชาชนจะหนุนฝ่ายใด

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/575582

  • วันที่ 01 ม.ค. 2562 เวลา 08:45 น.

พรรคการเมืองคึก ชิงฐานก้อนใหญ่คนรุ่นใหม่

“คนรุ่นใหม่”เป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลังของคนรุ่นใหม่กลายเป็นปัจจัยที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจถึงขั้นส่งผลต่อการชี้ขาดแพ้ชนะเลือกตั้ง สอดรับกับที่หลายพรรคการเมืองเปิดช่องทางการสื่อสารเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่รวมถึงการจัดวางตัวผู้สมัครเพื่อดึงเสียงจากกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้

โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ที่จะได้มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรก คือ กลุ่มผู้ที่เกิดระหว่างปี 2537-2544 ซึ่งไม่ได้เลือกตั้งมาตั้ังแต่ปี 2555 เป็นกลุ่มบุคคลที่ตื่นตัวทางการเมืองและมีความคาดหวังว่าต้องการจะออกมาใช้สิทธิครั้งแรกหลังการเมืองถูกแช่แข็งมานานเกือบ 5 ปี

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่าผู้เกิดระหว่างปี 2537-2544 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 6,426,014 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่น้อยเมื่อเทียบกับฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52.4 ล้านคน

ตามสูตรการคำนวณจาก สส.ทั้งหมด 500 คน หารด้วยผู้มีสิทธิทั่วประเทศจำนวน 52.4 ล้านคน แสดงว่าการจะได้ สส. 1 คน จะต้องได้รับเสียงโหวตเลือกตั้ง 1.04 แสนคน

เมื่อนำมาคำนวณจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สิทธิครั้งแรก 6.42 ล้านคน นั่นเท่ากับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีผลต่อการชี้ขาดเก้าอี้ สส.ในครั้งนี้ถึง 61.25 ที่นั่ง หรือประมาณ 12% ของจำนวน สส.ทั้งหมด

หากพรรคใดสามารถโกยคะแนนจากกลุ่มนี้ไปได้มาก ย่อมจะสร้างความได้เปรียบทางการเมืองและเอื้อให้การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายขึ้น

แม้นี่จะเป็นสูตรการคำนวณแบบคร่าวๆ ที่ไม่แม่นยำพอจะเอามาอ้างอิงได้เพราะต้องไปหักลบกับจำนวนผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิว่ามีมากน้อยเพียงไร แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้เห็นภาพกว้างในทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

สัญญาณนี้ยังสอดรับกับปรากฏการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อวันเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้เดิมวันที่ 24 ก.พ. 2562 นั้นตรงกับวันกำหนดสอบ GAT/PAT ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. จนนำไปสู่เสียงทักท้วงในวงกว้างและเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนวันกำหนดสอบออกไป เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้สิทธิของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้

ที่สำคัญจะเห็นว่าหลายพรรคออกมาเปิดตัวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมาเป็นขุมกำลังสำคัญไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานหรือว่าที่ผู้สมัคร สส.ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าในอดีตที่ผ่าน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาพการเมืองในอดีต นักการเมืองรุ่นเก่าถูกมองว่าเป็นจำเลยของสังคมที่นำมาประเทศไปสู่วังวนความขัดแย้งที่ซับซ้อนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ภาพการเมืองดูย่ำแย่เสียหายในสายตาประชาชนคนทั่วไป

การคัดสรรบุคลากรหน้าใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสู่สนามการเมืองย่อมสลายภาพลักษณ์ที่เคยเสียหายในอดีต และสร้างภาพใหม่ที่พอจะทำให้สังคมคาดหวังได้มากขึ้น

ยังไม่รวมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การได้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเฉพาะการทำนโยบายเพื่อให้สอดรับกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมตอบโจทย์และได้รับการยอมรับได้ง่ายจากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างรวดเร็วจากในอดีต

การเมืองในบริบทเดิมๆ ที่พุ่งเป้าออกนโยบายเอาใจกลุ่มรากหญ้าหรือเจาะจงไปยังกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ของสังคม จึงอาจยังไม่เพียงพอหากหวังจะเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้

ดังจะเห็นทั้งพรรคเพื่อไทยที่แถลงเปิดตัวนักการเมืองรุ่นใหม่ลงสู้ศึกเลือกตั้ง ชูนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง พาประเทศไทยเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นการรวมตัวจากหลายพื้นที่ ไมว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เชียงใหม่ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

เผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า คนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ตามระบอบประชาธิปไตย และก้าวข้ามความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการเมือง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งติดภาพความเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ รอบนี้เปิดตัวได้เปิดตัวคนรุ่นใหม่ในนามกลุ่ม New Dem ทั้งเตรียมลงสนามเลือกตั้งและนำเสนอนโยบาย อาทิ เดินหน้ายกเลิกเกณฑ์ทหาร สนับสนุนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ส่งเสริมการแข่งขันอี-สปอร์ต และเปิดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์

สอดรับกับการจัดวางตัวผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ซึ่งถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรค ไม่ว่าจะเป็น ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเขตบางกะปิ หมอเอ้ก-นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ลงเขตบางซื่อ และ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล ลงเขตมีนบุรี

ไม่ต่างจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยจัดแถลงเปิดตัวกลุ่มคนรุ่นใหม่ 30 คน โดย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำพรรคระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ทุกพรรคการเมืองต้องขายความเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะความหวังของประชาชนอยากได้การเมืองแบบใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

แม้แต่พรรคอนาคตใหม่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ด้วยจุดขายของการรวมตัวจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางเสียงตอบรับเป็นอย่างดีสะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นจากหลายสำนัก

ฐานเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญและอาจมีส่วนชี้ขาดทางการเมืองในอนาคต