กปปส.ไม่มี “งูเห่า” พร้อมปฏิบัติตามมติประชาธิปัตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 07:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/515262

กปปส.ไม่มี "งูเห่า" พร้อมปฏิบัติตามมติประชาธิปัตย์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ท่ามกลางความคลุมเครือและเสียงวิจารณ์กับชนวนที่จะปลุกรอยร้าว ระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ ให้ขยายวงกว้างขึ้นจากนี้ โดยเฉพาะประเด็นแบ่งรับแบ่งสู้การตั้งพรรคการเมืองของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.ด้วยวลี “อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมืองผมจะทำทั้งนั้น”

ทั้งที่เคยประกาศไม่หวนกลับสู่ถนนการเมืองในระบบ กลายเป็นอีก “สัญญาณ” ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. และอดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่เรื่องตั้งพรรคของลุงกำนัน ประกาศชัดตั้งแต่ตอนชุมนุมว่า จะไม่เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น คงไม่เห็นภาพลุงกำนันไปรับตำแหน่งหัวหน้า ผู้บริหารพรรค หรือ สส.สังกัดพรรคไหนอย่างแน่นอน

“เพียงแต่ว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งลุงกำนันสามารถโหวต สนับสนุน เชียร์พรรคไหน หรือบริจาคเงินให้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งสามารถทำได้ ผมคิดว่ากระแสข่าวการตั้งพรรค คนตีความหมายจากอะไร ถ้าหมายถึงแค่โหวตหรือเชียร์ก็คงไม่ใช่”

เอกนัฏ ยกตัวอย่างกรณี ไพบูลย์ นิติตะวัน เคยขึ้นเวที กปปส. ประกาศชัดจะตั้งพรรค ก็ไม่เกี่ยวข้องกับลุงกำนัน หรือในอนาคตอาจมีอีกเคยร่วมกับ กปปส. แล้วจะไปตั้งพรรค ลุงกำนันก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ลุงกำนันจะเชียร์พรรคไหนก็ทำได้ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

ส่วนแกนนำ กปปส. คนอื่น หลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณ และเรียกร้องการปฏิรูป แม้การเดินขบวนจบไปแล้ว แต่เป้าหมายปฏิรูปประเทศยังอยู่ หลายคนกลับไปทำหน้าที่ปกติ เป็นหมอ เป็นครู เป็นนักการเมือง ก็กลับไปทำหน้าที่ปกติ

“ในส่วนของแกนนำ กปปส.ก็กลับมาประชาธิปัตย์ เราแสดงท่าทีเปิดเผยว่ากลับประชาธิปัตย์ วันนี้ก็ทำงานให้พรรค หมายถึงเป็นนักการเมืองใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และก็สวมจิตวิญญาณผลักดันการปฏิรูป”

สำหรับความเป็นไปได้ที่แกนนำ กปปส.อาจแตกออกมาตั้งพรรคใหม่นั้น เอกนัฏ ย้ำว่า “โอกาสที่จะเกิดขึ้นคงยาก แต่อะไรทั้งหลายแหล่ ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ ถามว่าถ้าวันนี้ลุงกำนันจะไปตั้งพรรคจริง แกนนำจะกลับไปที่ประชาธิปัตย์ทำไม” 

ทั้ง กปปส.ตั้งใจที่จะสานต่อภารกิจของมวลมหาประชาชน ในเรื่องสำคัญ คือ การปฏิรูปการเมือง และหัวใจสำคัญ ก็คือ การปฏิรูปพรรคการเมือง ดังนั้น หนีไม่พ้นที่บทบาทส่วนหนึ่งต้องไปช่วยทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนตั้งใจจะทำต่อให้สำเร็จ

ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่าง กปปส.และสมาชิกประชาธิปัตย์บางส่วนอาจเป็นชนวนนำไปสู่การออกไปตั้งพรรคใหม่ได้หรือไม่นั้น เอกนัฏ ย้ำชัดว่า “ไม่นะครับ ความแตกต่างทางความคิดไม่ได้นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความแตกแยกเสมอไป”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในพรรคก็แสดงความคิดเห็นได้ คนในพรรคส่วนหนึ่งอาจจะคิดอย่างหนึ่ง แต่คนอีกส่วนหนึ่งอาจคิดอีกอย่าง นั่นเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย ที่คนภายในองค์กรเดียวกันมีสิทธิคิดไม่เหมือนกัน แต่ในที่สุดในฐานะที่เป็นคนอยู่ภายใต้กฎระเบียบขององค์กร เมื่อพรรคมีมติอย่างไร ทุกคนก็ต้องเดินไปตามนั้น

“ก่อนที่จะมีมติทุกคนก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น จะแตกต่างอย่างไรก็แล้วแต่ ในที่สุดก็ต้องมีการพูดคุยโต้กัน ถึงจะมีบทสรุปออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใครที่อยู่ภายใต้สังกัดพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าเมื่อพรรคมีมติออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องเดินหน้าไปตามนั้น”

อีกทั้งความเป็นห่วงที่กลัวว่าอาจเป็นชนวนทำให้พรรคแตกเหมือนสมัยกลุ่ม 10 มกรานั้น ส่วนตัวคิดว่ายาก แกนนำทุกคนที่กลับเข้าไป ต้องย้อนกลับไปก่อนตอนออกมาจากพรรค มาชุมนุม ก็ไม่ได้ออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่ดี แต่ออกมาด้วยความรู้สึกที่ยังดีกับพรรค วันนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพรรค

ทั้งนี้ เพียงแต่การต่อสู้ ซึมซับความคิดของมวลมหาประชาชน ภารกิจในฐานะนักการเมืองก็จะให้น้ำหนักกับการปฏิรูปประเทศมากกว่าคนอื่น ที่ไม่ได้ต่อสู้เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดา ถือเป็นความท้าทายและความรับผิดชอบของแกนนำทุกคน ไม่ว่าจะทำอาชีพ หมอ ทนาย ครู นักการเมือง ก็ต้องผลักดันอุดมการณ์ของมวลมหาประชาชนต่อไป

ส่วนข้อกังวลเรื่องความเห็นต่างระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ อาจทำให้กลุ่ม “งูเห่า”แหกโผไปเลือกนายกรัฐมนตรีนอกมติพรรค เอกนัฏ รับว่า เป็นไปได้ยาก เพราะในทางปฏิบัติก่อนพรรคจะมีมติก็ต้องมีการถกเถียงเมื่อมีมติออกมาทุกคนเดินตามนั้น

“จะมีความคิดแตกต่างยังไงก็แล้วแต่ ชัดเจนสุดคือไม่ว่าจะคนของประชาธิปัตย์หรือ สส.ที่ออกมาชุมนุม เราก็เป็นประชาธิปัตย์ และที่เหมือนกันคือรักษาประโยชน์ประเทศมากที่สุด ตรงนี้เหนือจุดต่างของรายละเอียดว่าทำอย่างไรให้ประเทศมั่นคง ตอบโจทย์ ปราศจากทุจริตคอร์รัปชั่น

การแสดงท่าทีความเห็นที่แตกต่าง ก็ทำโดยรู้ตัว ไม่ได้ทำไปโดยเกลียดชัง ทุกคนรู้เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเหมือนและแตกต่าง เมื่อคนมีเป้าหมายสูงสุดเดียว คือ ทำเพื่อประเทศ ก็จะสามารถหาทางเชื่อมกันได้ ซึ่งต้องมาคุยกันหนีไม่พ้นตรงนี้”

ประเด็นความพยายามเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น เอกนัฏ มองว่าไม่มีความพยายาม แต่มองในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้าง เหมือนปฏิรูปตำรวจ ต่อให้เปลี่ยน ผบ.ตร.กี่คน แต่ไม่ปฏิรูปโครงสร้าง ปัญหาก็จะกลับมาสู่วังวนเดิม พรรคการเมืองก็เช่นกัน ที่อยากเห็นการปรับตัวตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนไม่เกี่ยวกับการปรับหัวหน้าพรรค

เอกนัฏ กล่าวถึงทิศทางการทำงานปฏิรูปว่า ต้องให้เครดิต คสช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความตั้งใจ วางกรอบชัดเจนว่าต้องออกกฎหมายในระยะเวลาที่กำหนด ชัดเจนกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยมีมา แต่ก็อยากให้เกิดโดยเร็ว เช่น มาตรการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น การปฏิรูปตำรวจ

“จังหวะนี้เหมาะสม ง่ายที่สุดที่จะปฏิรูป เพราะ คสช.เขาไม่มีความจำเป็นต้องรักษาคะแนนนิยม ทำโดยคำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องคะแนนนิยม อาจมีแรงกดดันจากองค์กรต่างประเทศ ในประเทศ ไม่ได้แรงสนับสนุน”

สำหรับการปฏิรูปการเมือง หัวใจสำคัญ คือ ต้องทำให้พรรคเป็นของประชาชนแท้จริงไม่ทำอะไรตามใจชอบ ทั้งส่งผู้สมัคร วางนโยบาย ต้องคำนึงถึงเจ้าของพรค ผู้สนับสนุน มีการหยั่งเสียง ทั้งการกำหนดตัวผู้สมัคร กำหนดนโยบายสำคัญ

“อีกด้านเจ้าของพรรคก็ต้องช่วยรับผิดชอบ ทำนุบำรุงให้พรรคเข้มแข็ง ไม่ต้องพึ่งอำนาจเงินนายทุน เป็นพรรคของประชาชนแท้จริง จะทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็ง ส่วนกฎระเบียบจะทำให้เข้มแข็งขึ้นก็ทำไป แม้มีบางฝ่ายมองว่าอาจเป็นปัญหา แต่ถ้ามองเรื่องเล็กเป็นปัญหาก็ไม่ต้องปฏิรูป เพราะการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ต้องฝืนใจหรือฝืนที่เราเคยทำมาดั้งเดิมอยู่แล้ว”

กับคำถามว่าจังหวะที่คู่แข่งกำลังอ่อนแอ แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สามารถสร้างคะแนนให้ตัวเองได้ เอกนัฏ กล่าวว่า ไม่ควรมองว่าตอนนี้เป็นโอกาสความได้เปรียบเสียเปรียบ การเมืองเป็นเรื่องที่ประเมินยาก อีกปีหนึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ ฝนจะตกแดดจะออกแต่งตัวให้หล่อ ทำตัวให้ดีไว้ก่อน ถึงเวลาประชาชนจะตัดสินเอง

“ประชาชนวันนี้มีความคิดก้าวหน้า บางทีพรรคบางพรรค คนบางคนยังยึดติดกับแบบเดิมๆ ก็เป็นความท้าทาย สถานการณ์จะบีบบังคับให้เกิดการปรับตัวให้ทันประชาชน ใครปรับตัวได้ทันก็จะเป็นที่ต้องการของประชาชน”

 

“ชาติหน้าก็ไม่มีต๋อง2 ถ้าไทยไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสนุกเกอร์” ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 19:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/515029

"ชาติหน้าก็ไม่มีต๋อง2 ถ้าไทยไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสนุกเกอร์" ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

บนถนนลาดพร้าวอันแสนวุ่นวาย ระหว่างซอย 85 และ 87 “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” หรือ รัชพล ภู่โอบอ้อม นักสนุกเกอร์ระดับตำนานของเมืองไทย กำลังทักทายต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ภายใน “เวิลด์คลาส สนุกเกอร์ คลับ บาย เจมส์ วัฒนา” คลับสนุกเกอร์แห่งใหม่ใจกลางเมืองที่เขาและหุ้นส่วนร่วมกันลงทุนพัฒนาขึ้น

อดีตนักสอยคิวมือวางอันดับ 3 ของโลก เปิดธุรกิจดังกล่าวได้เพียงแค่ 2 สัปดาห์และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคม จากความเข้าใจผิดเรื่องภาพหญิงสาวเซ็กซี่จำนวนมากภายในคลับ ซึ่งตอนหลัง ต๋อง อธิบายว่าเป็นเพียงกิจกรรมแคสติ้งนางแบบสาว ซึ่งมาขอใช้สถานที่เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสนุกเกอร์

ในฐานะตำนานนักสนุกเกอร์ การเปิด เวิลด์คลาส สนุกเกอร์ คลับฯ ไม่ได้หวังผลเพียงแค่ผลประโยชน์ด้านธุรกิจ แต่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาวงการสนุกเกอร์ในเมืองไทย

เจ้าตัวหวังให้สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงทัศนคติและภาพลบที่มีต่อสนุกเกอร์รวมถึงเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจอีกครั้งถึงการการนำเอากีฬาชนิดนี้ออกจาก พ.ร.บ.การพนัน ที่ถูกล็อคกลอนขังมาอย่างยาวนานถึง 82 ปี

เปลี่ยนภาพลักษณ์วงการสนุกเกอร์

ต๋องเติบโตในครอบครัวสนุกเกอร์อย่างแท้จริง คุณแม่เปิดกิจการโต๊ะสนุกเกอร์ ย่านคลองเตย ขณะที่คุณพ่อก็เป็นนักสอยคิวระดับมืออาชีพเจ้าของฉายา “ฉ่อย ซู่ซ่าส์”

จากนักสนุกเกอร์มือวางอันดับ 3 ของโลก ผ่านร้อนผ่านหนาวประสบการณ์มากมาย วันนี้ต๋องตัดสินใจเปิดธุรกิจโต๊ะสนุกเกอร์อีกครั้ง ซึ่งลงทุนไปกว่า 13 ล้านบาท โดยภายในออกแบบและตกแต่งให้มีบรรยากาศโอ่โถงแสงไฟสว่างและมีเพดานสูงโปร่งเพื่อต้องการให้ผู้มาเยือนสบายตาสบายใจมากที่สุดพร้อมกับแยกพื้นที่สูบบุหรี่ออกไปด้านข้างอย่างชัดเจนเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก

“เวิลด์คลาส สนุกเกอร์ คลับเป็นความฝันอีกอย่างหนึ่งของผมอยากให้มีพื้นที่ดีๆ สำหรับวงการสนุกเกอร์ เร็วๆ นี้จะมีการจัดการแข่งขัน ผมต้องการทำเพื่อสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่และวงการสนุกเกอร์ด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ” ยอดนักสอยคิวโลกกล่าว ก่อนจะมองไปรอบๆ และเอ่ยปากว่า

“ฟ้ากับเหว ตรงกันข้าม คนละโลกกับสมัยที่ผมหัดเล่นแอร์ก็ไม่มี ไฟก็ไม่ดี ลูกก็ไม่ได้เรื่อง โต๊ะก็ไม่ได้เรื่อง ยังเล่นกันมาได้ ถ้าสมัยก่อนผมมีแบบนี้ แทงตายเลย”

สำหรับค่าบริการที่ World Class Snooker Club By James Wattanaมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้โต๊ะ Star ชั่วโมงละ 260 บาท, โต๊ะ Riley ชั่วโมงละ 185 บาท , โต๊ะ Star แข่งขัน ชั่วโมงละ 350 บาทและห้อง VIP ชั่วโมงละ 400 บาท

รัชพล บอกว่า ลงทุนและให้ความสำคัญเรื่องรายละเอียดอย่างมาก โดยเฉพาะโต๊ะสนุ๊กทั้งแบบ Star และ Riley เพื่อให้ผู้เล่นเกิดความประทับใจมากที่สุด

“ผมกำชับให้น้องๆ ปัดและรีดโต๊ะวันละ 2-3 รอบ ล้างลูกสนุกเกอร์ทำสภาพให้เหมือนแข่งขันมากที่สุดพูดง่ายๆ ว่าคุณเดินเข้ามาเล่นโต๊ะไหนก็ได้ ไม่ต้องมากังวลเรื่องโต๊ะ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือสิ่งสำคัญที่จะมัดใจลูกค้าได้”

เปลี่ยนวิธีคิด เลิกมองเป็นการพนันสู่การพัฒนา

ปัจจุบันสนุกเกอร์และบิลเลียดถูกระบุอยู่ในกีฬาพนันตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 แม้ที่ผ่านจะมีความพยายามนำกีฬาทั้งสองชนิดออกจาก พ.ร.บ. แต่ก็ไม่สำเร็จ โดย 82 ปีที่ผ่านมา เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถฝึกซ้อมหรือเล่นกีฬาสนุกเกอร์ได้อย่างเปิดเผย เพราะถูกมองว่าเป็นแหล่งมั่วสุมและมีการเล่นพนัน

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ที่คนต่างแดนเรียกว่า“เจมส์ วัฒนา”บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่วิธีคิดและวิธีมอง ในเมืองไทยสนุกเกอร์เปรียบเสมือนเป็นกีฬาลูกเมียน้อยที่ถูกโจมตีในแง่ของการพนันจนส่งผลกระทบต่อการพัฒนามาเสมอ

“อะไรบ้างที่ไม่มีการพนันในเมืองไทย อย่าให้ได้เอ่ยเลย ถ้ามองสนุกเกอร์เป็นกีฬาพนัน แล้วสนามมวยลุมพินีนั้นเชียร์กันเล่นๆ เหรอ อยู่ที่วิธีคิด เราจะมองเป็นเกมพนันหรือเป็นกีฬาเพื่อการพัฒนา

“สนุกเกอร์คือการพนัน แต่วงการมวย ฟุตบอล คนกลับไม่พูดแบบนั้น บอกให้ดูแลและศึกษาเรียนรู้เวลามีเรื่องเลวร้าย โจมตีสนุกเกอร์บอกเป็นแหล่งพนัน เป็นสถานที่มั่วสุมไปซะหมด ทั้งที่จริงๆ แล้วมันมั่วสุมได้ทุกที่”

สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ และบิลเลียดแม้จะยังคงถูกควบคุมโดย พ.ร.บ.การพนัน ขณะเดียวกันก็อยู่ใน พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งการอยู่ภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับจึงเกิดความสับสน และนำไปสู่กระบวนการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ

“มันเป็นปัญหามรดกตกทอด” อดีตนักสนุกเกอร์มืออันดับ 3 ของโลกบอก โดยมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจกลุ่มหนึ่งอาจได้ประโยชน์จากการไม่ให้สนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนัน

“เป็นเรื่องน่าเบื่อ เมืองไทยความคิดยังไปไม่ถึงไหน เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนา ประเทศจีน อังกฤษ อเมริกา เด็กเล่นตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ของเราต่ำกว่า 18 ปีห้ามเข้า อยากได้ต๋องสอง ต๋องสาม ต๋องสี่ แต่ไปห้ามเขาแล้วเมื่อไหร่จะเล่นเป็น รอไปเหอะ 10 ชาติก็ไม่มีหรอก”

ประเทศจีนมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 4-5 ร้อยคนรอเทิร์นโปรเพราะวิธีคิดเขามองเป็นกีฬา แต่เราไม่ใช่ รัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือ แต่อยากได้ฮีโร่ อยากกินข้าวกับฮีโร่ แต่ไม่มีการสนับสนุน ไม่มีแนวทางชัดเจนและเดินไปอย่างมั่นคง ยังโชคดีบ้านเรามีพอเอกชนเข้ามาช่วยจัดการแข่งขันให้บ้าง

ต๋อง เอ่ยปากด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายว่า สนุกเกอร์พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและสร้างอาชีพให้กับผู้เล่นได้ แต่กฎหมายกลับไม่เคยเดินหน้าเปลี่ยนแปลง

“เราไม่ได้ค้ายาเสพติด ค้าประเวณี ผมพูดมาตลอด 20 กว่าปี เมืองไทยมันอยู่ยากเพราะคนมีความคิดล้าหลัง น่าน้อยใจเหมือนกันนะ ไม่มีหรอกฮีโร่คนต่อไป ตราบใดที่ไม่ผ่าน พ.ร.บ.การพนัน”

เขาเน้นย้ำว่า วิธีคิดเป็นเรื่องสำคัญ มนุษย์จะเป็นจะตายอยู่ที่วิธีคิดมุมมองในการพัฒนาตนเองและส่วนรวม

“ถ้าคุณยังมีวิธีคิดเดิมๆ คอรัปชั่น ปิดกั้น ระบบบ่าวไพร่ อุปถัมภ์นำไปสู่วิธีหากินของเจ้าหน้าที่รัฐ ประเทศเราไม่ไปไหน”

อยากเป็นนักสนุกเกอร์ต้องใส่เกินร้อย

คำแนะนำสำหรับเยาวชนผู้อยากเป็นนักกีฬาจาก “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ตำนานนักสนุกเกอร์ชาวไทย

เขา บอกว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จของนักสนุกเกอร์นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง แต่ที่แน่นอนคือ ความอดทน ความเพียร ความมุ่งมั่น ความมีวินัย เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เมื่อบวกรวมกับพรแสวงและพรสวรรค์ด้วยแล้ว ความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อม

“เมื่อก่อนผมซ้อมวันละ 12 ชั่วโมง 1 ปีเต็มๆ อดทนต่อความพ่ายแพ้ อดทนสภาพแวดล้อมต่างถิ่น ต้องปรับตัว บางคนถามว่าผมอยู่ได้ยังไงที่อังกฤษ 30 กว่าปี ไปๆ มาๆ นั่นแหละความอดทน สำหรับผมความอนทนมาอันดับหนึ่ง จะเป็นมืออาชีพประสบความสำเร็จ ต้องอดทน มุ่งมั่น ทะเยอทะยานหิวกระหายที่อยากจะได้แชมป์มันต้องมีมากกว่าคนทั่วไป”

ต๋อง ศิษย์ฉ่อยปลุกพลังให้กับเยาวชนต่อไปว่า ใครที่จะเข้ามาวงการกีฬา ต้องมีความรักและวินัยที่เกิดจากตัวเอง ไม่ใช่เพราะถูกคนรอบข้างสั่งหรือบังคับ ที่สำคัญเข้ามาแล้วต้องใส่เต็มที่ จัดเต็มเพื่อความสำเร็จอย่างแท้จริง

“ทำอะไรก็ตาม ถ้าไม่มีความอดทนต่ออุปสรรค ต่อคำสบประมาท คำดูถูก ก็มีแต่พ่ายแพ้ คุณต้องมีไฟท์ติ้งสปิริตอยู่ในตัว อยู่บนถนนนักสู้ มีร่างกายครบ 32 เท่ากัน เราจะไปกลัวอะไร”

ปัจจุบันในวัย 47 ปี ขวัญใจชาวไทยยังคงแข่งขันสนุกเกอร์ระดับอาชีพและถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในอาชีพนักสอยคิว ขณะที่ในบทบาทอื่นๆ ของเขาคือการมอบความรู้แก่เด็กรุ่นใหม่ และดูแลกิจการสนุกเกอร์คลับโดยเตรียมมองหาพื้นที่ขยายกิจการต่อไป

“มนุษย์เราถูกสร้างมาให้ถูกลืม สิ่งที่แน่นอนคือความตาย ก่อนที่เราจะตาย ทำยังไงให้เราตายอย่างน่าจดจำ ฝากอะไรทิ้งไว้ให้กับสังคม” ตำนานสนุกเกอร์ชาวไทยบอกทิ้งท้าย

****************************

หมายเหตุ – ต๋อง ศิษย์ฉ่อย อยู่ระหว่างจัดทำหนังสือประวัติส่วนตัวในชื่อ “ตำนาน ต๋องศิษย์ฉ่อย” โดยเปิด pre-order ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ สอบถามเเละสั่งจองทางแฟนเพจ Tong Snooker Club www.facebook.com/THAITORNADOFC/

 

 

“ชีวิตหลังกรงขัง เมื่อคนดังอยู่ในคุก ที่นี่ไม่มีอภิสิทธิ์ชน” กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 18:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/514586

"ชีวิตหลังกรงขัง เมื่อคนดังอยู่ในคุก ที่นี่ไม่มีอภิสิทธิ์ชน" กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สังคมไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากทำผิดไม่ว่าเป็นประชาชน นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้มีชื่อเสียง หลังถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก (ไม่นับรวมหลายคนที่หลบหนีคดีออกนอกประเทศ) ต้องถูกนำตัวเข้าไปพันธนาการอยู่เบื้องหลังกำแพงสูง ที่มองเห็นแต่ฟ้าและเรือนนอน จนกว่าถึงวันพ้นโทษ

เรือนจำ หรือ คุก จึงเปรียบเสมือนแดนสนธยาที่ไม่มีใครอยากเข้าไปสัมผัส แต่ที่ผ่านมามักได้ยินเรื่องราวภายใน จากผู้ที่เคยเข้าไปใช้ชีวิตออกมาเล่าเท่านั้น ว่าชีวิตเหมือนนกที่ถูกขัง ทำให้หลายครั้งพบว่าเมื่อผู้มีชื่อเสียงเข้าไป วันต่อไปข่าวจะออกว่า บุคคลเหล่านั้นมีอาการเครียด แต่หลังจากนั้นชีวิตบุคคลที่ถูกเรียกว่า คนคุก ไม่มีใครรับรู้ชีวิตอีกเลย

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้ทำงานแวดวงกรมคุกมานานกว่า 36 ปี และกำลังเกษียณอายุราชการ 30 ก.ย.นี้ จะมาไขข้อข้องใจ การใช้ชีวิตของนักโทษหลังกำแพงสูงว่าเป็นอย่างไร ทำไมนักโทษใหม่ต้องมีอาการเครียด บางคนยอมเสี่ยงหนีออกนอกประเทศ เพื่อไม่ต้องการติดคุก และทางแก้ปัญหาคนล้นคุกในอนาคตควรทำอย่างไร

เปิดชีวิต 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันแรกถึงวันพ้นโทษ

กรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ดูแลเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง ปัจจุบันมีนักโทษในความดูแลประมาณ 2.9 แสนคน

กอบเกียรติ เล่าว่าวันแรกหลังถูกศาลตัดสินจำคุก เมื่อนักโทษถูกนำตัวเข้าเรือนจำ ทุกคนต้องทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจโรค รับของใช้ (เสื้อ 3 ชุด และของใช้จำเป็น) จากนั้นจะถูกส่งไปอยู่แดนแรกรับ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนจำแนกลักษณะ ซึ่งจะทำกิจกรรมฝึกระเบียบวินัย อบรมพัฒนาจิตใจ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ 2 – 4 สัปดาห์ ตามโปรแกรม ก่อนแยกไปอยู่และฝึกอาชีพตามแดน โดยเกณฑ์พิจารณาดูจากความสามารถ ความประสงค์นักโทษ เช่น แดนช่างไม้ แดนช่างเชื่อม

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องปกติเมื่อนักโทษเข้าใหม่ ต้องมีปัญหาสภาพจิตใจ เช่นเดียวกับคนที่พลัดบ้านไปเรียนต่างประเทศ แต่คนในคุกความรู้สึกอาจมากกว่านั้น เพราะไม่สามารถกลับบ้านได้ตามต้องการ รอถึงวันพ้นโทษ แต่การดูแลสภาพจิตใจนักโทษใหม่ เรือนจำจะมีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา คอยแลดูนักโทษกรณีที่อาการหนัก แต่ถึงอย่างไรคิดว่า เมื่อเข้ามา ผู้ต้องขังทุกคนต้องใช้เวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมสักระยะประมาณ 7-10 วัน ถึงจะชินสังคมใหม่

ขณะที่กิจวัตรผู้ต้องขัง ตื่น 6 โมงเช้า เพื่อลงจากเรือนนอนมาอาบน้ำ ทำกิจวัตรส่วนตัว เสร็จแล้วเข้าแถวเคารพธงชาติ กินข้าวเช้า หลังจากนั้นจะแยกไปฝึกตามแผนก พอเวลาเที่ยวก็มากินข้าว บ่ายทำกิจกรรมต่อ บ่าย 3 ก็เลิกทำงาน จากนั้นให้ไปอาบน้ำ กินข้าว เตรียมตัวขึ้นโรงนอน 5 โมงเย็น ส่วนการดูแลผู้ต้องขังในเรือนนอน แต่ละห้องขังจะมีหัวหน้าห้องคอยดูแล หากมีปัญหาอะไร จะเป่านกหวีดเรียกผู้คุม ประกอบกับดูแลด้วยกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม

คนคุกไม่มีอภิสิทธิ์ และไม่ได้ถูกแบ่งตามฐานะเศรษฐกิจ-สังคม

นักโทษคนดัง นักการเมือง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 60-70 ปี เมื่อเข้ามาจะถูกจัดให้อยู่แดนคนชรา อาจไม่ต้องฝึกหรือทำงานหนักเหมือนวัยหนุ่ม โดยกิจกรรมหลักเพื่อทำให้ผ่อนคลาย เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกธรรม แต่หากอยู่ช่วงวัยปกติ ยังไงก็ต้องทำเหมือนคนอื่น คือ ฝึกอาชีพความถนัด ตามความเหมาะสม

“ถามว่านักโทษมีอภิสิทธิ์ไหม อภิสิทธิ์ มันต้องพูดเป็นกรณีไป ถ้าหากคนแก่ คนป่วย ไม่ต้องทำงาน ถือว่ามีอภิสิทธิ์ไหม เราทำตามความเหมาะสม คำว่า อภิสทธิ์ยังไง เราไม่ให้ใคร”

“โฟกัสแต่ คนดัง นักการเมือง แต่มันต้องดูว่า เค้าทำผิดอะไร เค้ามีความสามารถอย่างไรที่จะทำงานได้ ซึ่งเราไม่ได้ดูตามฐานะเศรษฐกิจ สังคม”

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า รวย ดัง มีผลไหมหรือไม่ในเรือนจำนั้น ที่จริงหากเอาเงินเข้าไปได้ ก็มี ดังนั้นต้องมีมาตรการจำกัดการใช้เงิน โดยมีกฎห้ามนำเงินสดเข้าเรือนจำ จะอนุญาตให้นักโทษใช้เงินวันละไม่เกิน 300 บาท แต่ละคนมีบัญชีเงินเก็บไม่เกิน 9 พันบาท ไว้ซื้อของจำเป็น เช่น กาแฟ ขนม นม บุหรี่ สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน โดยการซื้อสินค้า นักโทษไม่มีสิทธิ์ถือเงิน แต่ใช้วิธีตัดผ่านบัญชี

กอบเกียรติ ยอมรับว่าปัญหาเรื่องผู้คุมรับเงินอาจมีบ้าง ฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องมีระบบตรวจสอบ ที่ทำคู่ไปกับสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว ไม่เช่นนั้นก็อาจมีผู้ต้องขังให้ญาตินำเงินไปจ่ายเงินข้างนอก

 

สังคมช่วยตรวจสอบ-ปลูกฝังจริยธรรม ทางแก้ปัญหาอาชญากรรม ฉ้อโกง

กอบเกียรติ มองว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรม ฉ้อโกงในสังคม ควรเริ่มจากสถาบันสังคมที่ต้องช่วยกันแทรกแซง ตรวจสอบ แต่ถ้าหากมีการทำผิด และคนในสังคมยังมองเป็นเรื่องปกติ ยังคงมีคนไม่ทำตามกฎระเบียบอยู่ แต่ถ้าหากทำผิดแล้วจับ ก็จะไม่มีคนกล้าทำผิด

“ไม่ว่าโทษแรง ค่อย มันไม่สำคัญ แต่มันสำคัญว่า การตอบสนองกับการกระทำความผิด ช้าหรือเร็ว ฉะนั้นการแทรกแซงตรวจสอบของสังคม เป็นเรื่องสำคัญ”

การแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมต้องเริ่มจากการสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง อย่ามองแค่ปลายเหตุ แต่ต้องดูต้นเหตุ ปัญหาใหญ่และสภาพสังคมโดยรวม หากยังยกย่อง ยกมือไหว้ คนกระทำความผิดที่สร้างอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจได้ ค่านิยมของสังคมจะไม่เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นต้องเริ่มสร้างค่านิยมวัฒนธรรมการตรวจสอบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา

“สังคมมันต้องแซงชั่นกันเร็ว ไม่ต้องไปขู่คนอื่น เรานั่นแหละ ต้องช่วยกัน มัวคิดว่า ทำผิดยังไงก็รอด คนทำผิดเยอะแยะ ไม่เห็นถูกจับเลย ก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉะนั้นสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ แซงชั่น”

กอบเกียรติ มองว่า ผู้ต้องขังในอนาคตยังไงต้องเพิ่มขึ้น หากเอาเรือนจำเป็นตัวแก้ปัญหาอย่างเดียว ซึ่งอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องปรับ เช่น คดียาเสพติดผู้ต้องหาโทษน้อย ควรพิจารณาว่า สมควรนำเข้าเรือนจำ หรือควรใช้มาตรการอื่นทดแทนการจำคุก แต่ถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้ จำนวนนักโทษก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี

กอบเกียรติ ปัจจุบันเหลืออายุรับราชการอีกไม่ถึงเดือน หลังจากทำงานเส้นทางเติบโตในกรมคุก มาตลอดระยะเวลา 36 ปี หลังเข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2524 ตำแหน่งนักทัณฑวิทยา 3 ทำงานด้านวิชาการ ตลอดชีวิตการทำงานช่วงหนักสุดของชีวิต คือการกวาดล้างปัญหายาเสพติดและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงตกต่ำที่สุดของกรม แต่สุดท้ายมุ่งมั่นร่วมมือกับบุคลากรในองค์กร แก้ไขปัญหานั้นได้สำเร็จ

กอบเกียรติ เผยว่าหลักการทำงานตลอดอายุรับราชการ ยึดว่าต้องตั้งใจ จริงจังทุกเรื่อง ทั้งงานและเพื่อน โดยนำองค์กรมาเป็นหัวใจสำคัญ “ถ้าคุณรักองค์กรจริง ต้องบริหารทุกอย่าง โดยใช้องค์กรเป็นตัวตั้ง”

ณ วันนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ จะพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และยุติชีวิตข้าราชการที่เดินมา 36 ปี แต่วันนี้เขายังทำงานเป็นปกติ ไม่ลา ยังคงทำงานเต็มที่และคิดจะทำถึงวันสุดท้าย “ใกล้เกษียณ ก็ยังทำงานอยู่ งานยังมีทุกวัน ยังทำอยู่ จนกว่าจะหมดเวลาการทำงาน เมื่อถึงวันนั้น ก็หยุด จะให้ไปพักผ่อนช่วงใกล้เกษียณนั้น ทำไม่ได้”

 

มือประสานสิบทิศ ปลัดฯจิรชัยนำทัพปฏิรูปสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 20:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/514183

มือประสานสิบทิศ ปลัดฯจิรชัยนำทัพปฏิรูปสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ใครจะเชื่อจากหัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาวันนี้สามารถก้าวขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อในยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบความไว้วางใจแต่งตั้ง “จิรชัย มูลทองโร่ย” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นแม่ทัพปฏิรูปสื่อ ด้วยบุคลิกไม่ถือเนื้อถือตัวจึงเป็นมิตรกับสื่อมวลชนสามารถประสานและให้ข่าวได้ตรงประเด็นที่สื่อต้องการ

ยิ่งในช่วงที่ “บิ๊กแอ๊ว” ชื่อเล่นที่พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลเรียกขาน เพราะเข้ามาทำงานรับเผือกร้อนทางการเมือง โดยเฉพาะกล้าแอ่นอกรับเป็นประธานสอบข้อเท็จจริงโครงการทุจริตรับจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สร้างผลงานอันโดดเด่นเข้าตารัฐบาล จนชื่อเสียงกระฉ่อนเลื่องลือให้เป็น “มือสอบเผือกร้อน” รัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หลายคนเรียกใช้บริการเพราะเห็นว่าเป็นมือประสานสิบทิศ

“บิ๊กแอ๊ว” เปิดใจให้ฟังว่า ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าจะมาทำงานเป็นประธานปฏิรูปสื่อ เพราะไม่เคยมีใครมาทาบทามมาก่อนเลย เพิ่งจะรู้ตัวเมื่อวันที่มีคำสั่งประกาศแต่งตั้ง ยังคิดอยู่ในใจเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดจึงได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี และท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้โอกาสมาทำงานตรงนี้

“ผมก็ยังงงเหมือนกัน นึกอย่างไรแต่งตั้งผม แต่เท่าที่ผมทราบคงเห็นว่าผมเป็นคนอะลุ่มอล่วยประสานงานได้ดี เป็นมิตรกับสื่อ สามารถคุยได้หมดกับคนทุกระดับ มอบหมายงานอะไรมาก็ประสานงานได้หมด ซึ่งจริงๆ แล้วผมมีประสบการณ์งานสื่อและประชา สัมพันธ์มานานแล้ว เพราะเคยทำงานประสานสื่อมาตั้งแต่อยู่ สคบ. ออกเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อเรื่อยมา”

จิรชัย กล่าวว่า ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งได้รับมอบนโยบายสำคัญจากนายกรัฐมนตรี คือ คณะกรรมการชุดนี้ต้องไม่ใช่ไปก่อสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ เพราะข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสื่อมีอยู่มากมายหลายมิติอยู่แล้ว โดยให้นำข้อเสนอที่มีอยู่แล้วพร้อมกับต้องยึดโยงซึ่งกันและกันตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 รวมถึงข้อเสนอแนะด้านปฏิรูปสื่อของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จากนั้นนำวิเคราะห์สังเคราะห์แล้วนำมาขยายผลต่อเพื่อกำหนดเป็นแผนงานว่าปีไหนควรจะดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง

สำหรับกรอบการทำงาน รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ กำชับไว้ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือน ต้องได้ข้อสรุปจากข้อเสนอที่มีการศึกษากันมาอยู่แล้ว ก็ให้ทางคณะทำงานปฏิรูปสื่อจัดทำเป็นข้อเสนอ อาทิ จะแก้กฎหมาย หรือทำอะไรบ้างให้ไปคิดกันมาให้ตกผลึก แต่สิ่งสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ คือ ต้องไม่ไปสร้างใหม่ ขอให้นำข้อเสนอที่มีการศึกษามาแล้วไม่ว่า สปช. สปท. หรือข้อเสนอแนะจากองค์กรสื่อนำมาประมวล จากนั้นจะให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะสื่อมีมิติในการทำงานหลากหลาย อาทิ สื่อภาครัฐ สื่อที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือสื่อภาคเอกชน ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย มารวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะมีการหารือถึงการกำกับติดตาม หรือกำหนดกรอบกติกาและจรรยาบรรณสื่อด้วยว่าควรจะเป็นอย่างไร พร้อมกับจะนำประสบการณ์จากต่างประเทศมาประกอบการหารือด้วย เช่น ในต่างประเทศบางประเทศแม้จะเป็นสื่อภาคธุรกิจที่มีโฆษณา แต่ก็มีมิติการดูแลสังคมนำเสนอต่อสาธารณะ โดยไม่มีการนำเสนอข่าวสารที่ประเด็นหยุมหยิมไม่มีสาระ หรือนำเสนอเรื่องส่วนบุคคลออกมาเผยแพร่ ถือเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคล

จิรชัย กล่าวย้ำอย่างมั่นใจว่า ประเด็นสำคัญในการทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จ คือ การนำความรู้ความสามารถจากการทำงานประสานสื่อมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์จนรู้จักมักคุ้นกับผู้สื่อข่าวในทุกระดับและเกือบทุกสำนัก เพราะสิ่งสำคัญในการทำงานประสานสื่อ คือ การให้ความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

ในอดีตเมื่อครั้งประสานผู้สื่อข่าว โดยธรรมชาติของนักข่าวย่อมอยากทราบข้อมูลเชิงลึกภายในหน่วยงานภาครัฐ แต่ข้อมูลบางอย่างไม่อาจบอกได้ เพราะบางเรื่องต้องรอให้มีมติก่อน หรือบางเรื่องต้องขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่บางเรื่องที่พอจะเปิดเผยได้ก็ต้องยอมให้ข้อมูลไปบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นพี่ๆ น้องๆ กัน ด้วยการขอความร่วมมือว่า เมื่อเรื่องใดไม่มีความชัดเจนขอให้ไม่นำเสนอข่าว แต่สามารถให้ข้อมูลบางส่วนเพื่อเป็นข่าวได้ เพราะทราบดีว่าการทำงานข่าว คือ การหาข่าว ดังนั้น จากนั้นเป็นต้นมาด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันแบบนี้ ทำให้จึงเกิดเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับสื่อมวลชน ดังนั้นจะนำประสบการณ์ตรงนี้มาใช้ทำงานในคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ

สิ่งสำคัญในการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็น สำหรับรูปแบบการทำงานเบื้องต้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็น 6 ภาค โดยจะเน้นเชิญกลุ่มอาชีพสื่อทุกแขนง เช่น วิทยุ ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ อาสาสมัคร และประชาชนทั่วไป ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ นั่นคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 โดยข้อสังเกตที่สำคัญ คือ การดูแลคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์ อาทิ การโพสต์ หรือแชร์ข้อมูล ซึ่งมีความจำเป็นมากที่จะต้องตระหนัก ดังนั้น ในการเปิดรับฟังความเห็นจะต้องนำเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกัน

“เรื่องใดที่เคยเป็นข้อขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาลกับสื่อ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ หรือกฎหมายตีทะเบียนสื่อ ต้องมาแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากนั้นค่อยมาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียร่วมกัน โดยต้องเป็นประเด็นที่สังคมรับได้ เพราะการจะทำเพื่อตอบสนองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียวในทุกๆ เรื่องที่นำเสนอคงทำไม่ได้ เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกๆ คน หรือทุกๆ ฝ่ายได้ทั้งหมด 100%” จิรชัย กล่าว

ยังไม่ทันเริ่มต้นทำงานได้ไปสักเท่าไร จิรชัย ยอมรับว่า โดนหลายฝ่ายปรามาสฝีมือพอสมควรว่าปฏิรูปสื่อสำเร็จยาก เพราะผมไม่ได้จบการศึกษาและไม่เคยมีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนโดยตรง ไม่มีศักยภาพพอนำการปฏิรูปสื่อครั้งนี้ได้ แต่ด้วยประสบการณ์ตรงจากการทำงานและด้วยบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน เหล่านี้คือข้อดีของตนเองที่ทำให้ผู้สื่อข่าวตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ล้วนรู้จักปลัด สปน.คนนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการประสานงานภายในคณะกรรมการปฏิรูปสื่อจะราบรื่น และประสบความสำเร็จ

“หลายคนในกรรมการผมก็รู้จักท่าน อาทิ ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด หรือคุณแดง ผู้บริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผมเคารพและนับถือท่านมากๆ เคยไปกราบท่านตอนผมเป็นผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ที่ สคบ. ซึ่งท่านเป็นคนมีความเมตตามากๆ หรือ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักสื่อสารมวลชนชื่อดัง

ท่านเป็นคนเก่งมากๆ เป็นทั้งนักทฤษฎีและนักปฏิบัติด้านสื่อสารมวลชนตัวจริงที่น่านับถือ หรือ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะท่านปาริชาตกับผมเป็นกรรมการ อสมท ด้วยกันมา ผมชื่นชมการทำงานของท่านมาโดยตลอดเพราะท่านเก่งทั้งงานวิชาชีพสื่อสารมวลชนและภาคปฏิบัติ

…หรือแม้แต่ สุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนชื่อดัง กับ สมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แห่งหนังสือพิมพ์มติชน ต้องยอมรับว่าบุคคลทั้งสองนี้ในสังคมให้การยอมรับในความรู้ความสามารถ ทั้งในตัวบุคคลและองค์กรสื่อที่บุคคลเหล่านี้สังกัดอยู่ว่าเป็นสื่อที่มีคุณภาพ ส่วนกรรมการท่านอื่นๆ อาจจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวมากนัก แต่นับแต่วันแรกที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานปฏิรูปสื่อ ผมได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์ถึงกรรมการทุกคน เพื่อขอฝากเนื้อฝากตัวเหมือนกับนักเรียนคนหนึ่งที่ขอรายงานตัว เพื่อให้ท่านทุกคนเมตตากรุณาต่อผม และขอให้ร่วมมือกันทำงานปฏิรูปสื่อครั้งนี้ให้สำเร็จ”

ปลัดฯ จิรชัย ทิ้งท้ายว่า การจะรับงานอะไรมา คิดตลอดเวลาว่างานจะสำเร็จได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องเริ่มจากที่ตัวเองก่อน นั่นคือ ขอความกรุณาให้ทุกฝ่ายหรือทุกส่วนมาร่วมกันทำงาน โดยยึดประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก สิ่งสำคัญต้องให้ความเชื่อมั่นเชื่อถือซึ่งกันและกัน นี่คือหัวใจในการทำงาน

 

“อย่าดูถูกปัญญาประชาชน..ได้เวลาบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย” มาริษ กรัณยวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 18:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/513719

"อย่าดูถูกปัญญาประชาชน..ได้เวลาบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย" มาริษ กรัณยวัฒน์

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายในเมืองไทย ร้อนแรงขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจการนำเสนอข้อมูลจากนายแพทย์กลุ่มหนึ่ง ภายในงานเสวนาเรื่อง บุหรี่ไฟฟ้า…อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามนำเข้า ห้ามขายและห้ามให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า แต่ปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยก็เห็นว่า E-Cigarette เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

“งานวิจัยทั่วโลกระบุตรงกันว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ถึงเวลาที่เมืองไทยต้องยอมรับความจริง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกความปลอดภัยที่มากกว่าเสียทีมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มลาขาดควันยาสูบ เปิดฉากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ท่ามกลางประเด็นถกเถียงในหลากหลายแง่มุม มาริษ ต้องการเวทีแลกเปลี่ยนคำอธิบายและข้อมูลเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกับแนวทางโลกและสะท้อนถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน

มาริษ นั่งอยู่เคียงข้างเอกสารงานวิจัยปึกใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจากทั่วโลก ทั้งหมดระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษน้อยกว่าและปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดา ตัวอย่างเช่น

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Annals of Internal Medicine โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยด้านมะเร็งและได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้สูบบุหรี่ที่เปลี่ยนจากการสูบบุหรี่แบบธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือใช้วิธีการให้นิโคตินทดแทน (NRT) อย่างน้อย 6 เดือน มีปริมาณสารพิษและสารก่อมะเร็งในร่างกายต่ำกว่าผู้สูบบุหรี่แบบธรรมดาเป็นอย่างมาก เมื่อวัดระดับสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ตกค้างในร่างกายจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่ามีระดับสารเคมีตกค้างน้อยกว่าเมื่อเทียบกับงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่ใช้การทดลองแบบวิธีจำลอง

ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปี 2017 ชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ในการช่วยเลิกบุหรี่ โดยทำการทดลอง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15,500 คนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ เป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่า ส่วนใหญ่สามารถเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่าคนที่ไม่เคยคิดจะทดลองใช้

มากกว่านั้นงานวิจัยอื่นๆ ที่มาริษยกอ้าง โดยเฉพาะจากประเทศอังกฤษ ทั้งจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ระบบบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (NHS) สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง ยังแสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าบุหรี่แบบเดิม ทั้งในแง่ของอันตรายและการเสพติด รวมถึงการเลิกบุหรี่ด้วย

“งานวิจัยที่ผมอ้าง มีแหล่งที่มา เชื่อถือและตรวจสอบได้ทั้งสิ้น ผมพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานรัฐและนักวิชาการในเมืองไทย ขอเพียงเปิดพื้นที่อย่างแท้จริง” นักสูบบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวและเห็นว่าหมดเวลาที่ภาครัฐจะนำเสนอข้อมูลแค่เพียงด้านเดียว

อย่าเอาเด็กมาเป็นโล่

สำหรับประเทศไทยบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้ามตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ขายหรือผู้ให้บริการมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ฝ่าผืนเป็นผู้ผลิต ผู้สั่ง ผู้นำเข้าเพื่อการขาย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ประกาศของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2557 ยังกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าเหล่านั้นด้วย

มาริษ บอกว่า ที่ผ่านมานักวิชาการและภาครัฐเมืองไทยมักชอบอ้างการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากสิงคโปร์ทำการแบนในลักษณะห้ามนำเข้าและขาย ไม่ได้ห้ามใช้ ห้ามผลิตและส่งออก ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย มีข้อกำหนดการใช้นิโคตินของแต่ละเมือง ไม่ได้ห้ามใช้ทั้งประเทศ และหากมองไปทั่วโลกจะพบว่าปัจจุบันมีเพียง 15-16 ประเทศเท่านั้นที่ยังไม่อนุมัติให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย

“การแบนบุหรี่ไฟฟ้าในอดีตมักอ้างว่า อันตรายมากกว่าบุหรี่มวน แต่พองานวิจัยทั่วโลกชี้ชัดแล้วว่า บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่า ฝ่ายค้านกลับไปตะแบงว่าเป็นเรื่องการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน หากถูกกฎหมายจะนำไปสู่การใช้บุหรี่มวนและสารเสพติดอื่นมากขึ้น สำหรับผมเป็นการดูถูกสติปัญญาเด็ก ที่สำคัญอีกเกือบ 170 ประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ต่างมีเด็กและเยาวชน แต่เขาตัดสินใจยอมรับความจริง ทำให้ถูกกฎหมายและหาวิธีควบคุมการใช้งาน”

มาริษยอมรับว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นที่น่าสนใจสำหรับเด็กที่อยากทดลอง แต่การห้ามชนิดปิดกั้นเป็นเสมือนการยุยงให้วัยรุ่นเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากเปิดโอกาสให้คนได้เลือกและเลิกหากรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่ดี นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีกฎหมายและองค์กรที่พร้อมดูแลการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว ขอเพียงทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

“มีดเล่มหนึ่งวางอยู่ คุณจะหยิบไปเข้าครัวเพื่อหั่นผัก หรือจะหยิบเข้าไปในร้านทองเพื่อปาดคอคนอื่นล่ะ” ชายหนุ่มเปรียบเทียบหลังเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกกฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือลดปัญหาได้ หากมีการควบคุมที่ดีจากรัฐ

“เมื่อเราปวดหัว พาราเซตามอล 4 เม็ดอาจทำให้เกิดอันตราย แต่ถ้าเรากิน 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง มันก็เซฟและกลายเป็นประโยชน์ ไม่มีคนบ้ากินทีละ 4 เม็ด เพราะเขาได้รับความรู้และเข้าใจวิธีการใช้ ทุกอย่างอยู่ในการคอนโทรลที่ปลอดภัย”

ประเด็นที่นักวิชาการบางส่วนในไทยชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้านำไปสู่การเสพติดบุหรี่มวนแบบเดิมมากขึ้น

มาริษ ตอบเรื่องนี้ทันควันว่า “ก็ใช่สิ เป็นแบบนั้นเพราะคุณบีบให้เขาต้องใช้ทั้งสองอย่าง พกบุหรี่ไฟฟ้าออกมาข้างนอกไม่ได้ก็ต้องใช้บุหรี่ปกติ สุดท้ายเลยต้องใช้มันทั้งสองอย่าง”
โดยสรุปการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนกลายเป็นเรื่องที่มาริษเห็นว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปิดกั้นไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ที่สำคัญยังเห็นว่าราคาที่สูงกว่าบุหรี่มวนปกติ ยังส่งผลให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ยากด้วย

“เด็กที่อยากลองจริงๆ มีเงิน 10 บาทก็หาซื้อบุหรี่ตามร้านโชว์ห่วยได้แล้ว เพราะงั้นอ้างไม่ขึ้น กฎหมายไม่จำเป็นต้องแรงหรือปิดกั้น แค่บังคับใช้อย่างจริงจัง คอนโทรลได้คือเรื่องสำคัญ”

ทั้งนี้เมื่อปี 2557 องค์การอนามัยโลก เคยระบุไว้ว่า ยอดการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเปิดตัวในปี 2548 โดยแต่ละปีการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าสร้างรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามดับเบิ้ลยูเอชโอเห็นว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา และสามารถช่วยให้บุคคลที่ต้องการเลิกบุหรี่ ลดการสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยการหันมาดูดบุหรี่ไฟฟ้าก่อนเลิกขาดได้ก็ตาม แต่รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2554-2556 หนึ่งในสี่ของเยาวชนชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ตัดสินใจสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการซื้อหาทางอินเตอร์เน็ต เพราะเห็นว่าไม่น่าจะมีอันตรายเหมือนบุหรี่ธรรมดา ขณะเดียวกัน วัยรุ่นในยุโรปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 7

ได้ประโยชน์ทั้งรัฐและประชาชน

การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นผ่านทางอินเตอร์เน็ตและข้อมูลสนับสนุนจำนวนมาก ทำให้มาริษเชื่อว่า ยอดการเติบโตของผู้ใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าในไทยจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อยู่ราว 3 แสนราย

“ถ้าไม่เดินตามโลก คุณไม่มีทางควบคุมได้อยู่แล้ว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดก็จะเจอแต่ปัญหา ทั้งเรื่องอุปกรณ์ไม่ปลอดภัย น้ำยาด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมถึงปัญหาสินบนคอรัปชั่นด้วย”

เขาบอกว่าปัจจุบันเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระบุชัดเจนถึงการครอบครองและใช้งาน เจ้าหน้าที่จึงมักอ้างเหตุผลในการจับกุมว่าเป็นเรื่องของการครอบครองสินค้าหนีภาษี อย่างไรก็ตามนักกฎหมายหลายคนยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าหนีภาษี เนื่องจากไม่มีฐานภาษี จึงเสียภาษีไม่ได้

ในมุมมองของมาริษ สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับหากเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายคือ รายได้จากภาษี , อาชีพและรายได้ที่มากขึ้นของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบและผู้ผลิตอุปกรณ์ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เนื่องจากมีผู้ป่วยจากโรคที่เกิดจากบุหรี่มวนลดลง

“ผมคิดว่ามูลค่าการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเมืองไทยสูงถึง 6 พันล้านบาท ตัวเลขดูโอเวอร์นะ แต่ลองคิดดูจากจำนวนผู้ใช้ 3 แสนคน เฉลี่ยเสียเงินให้กับบุหรี่ไฟฟ้าปีละ 2 หมื่นบาทแบ่งเป็นค่าอุปกรณ์และน้ำยา 6 พันล้านนั้นเป็นไปได้

“เราเห็นแล้วว่าทุกอย่างมาในเชิงบวก อนาคตทุกฝ่ายล้วนแต่ต้องการสิ่งที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เคยมีนักเศรษฐศาสตร์อังกฤษ ประเมินไว้ว่า ปี 2035 บุหรี่มวนแบบเดิมจะขายแทบไม่ได้”

ผู้ชายคนนี้ยืนยันว่า การเรียกร้องกลุ่มไม่ได้ทำไปในฐานะผู้ขายหรือมีผลประโยชน์กับบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ ทั้งหมดถูกผลักดันจากข้อเท็จจริงผ่านงานวิจัยและแนวทางที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญยังต้องการสู้เพื่อสิทธิของตัวเองที่จะได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

“นอกเหนือจากคนสูบ คนใกล้ชิดก็จะปลอดภัยมากขึ้นจากควันบุหรี่มือสอง เราไม่เคยบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าดีที่สุด ทุกคนควรหันมาใช้ เพียงแต่มันชัดเจนแล้วว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน”

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เจ็บปวดในการเดินหน้าเรียกร้องคือการถูกโกหก บิดเบือนและไม่เปิดรับข้อมูลจากอีกฝ่าย  “คนไทยไม่โง่ ข้อมูลที่ถูกที่สุดไม่จำเป็นต้องออกมาจากปากภาครัฐอีกต่อไปแล้ว”

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลและความเห็นจากกลุ่มผู้สนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย

******************************

หมายเหตุ – ตัวอย่างงานวิจัย 8 ชิ้นที่มาริษยกอ้าง โดยยืนยันว่า มีแหล่งที่มาและตรวจสอบได้ทั้งสิ้น

1. “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้สร้างควันจากการเผาไหม้ งานวิจัยจึงสรุปได้ว่ามันปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน”
– มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

http://ash.org.uk/stopping-smoking/ash-briefing-on-electronic-cigarettes-2/

2. “ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าไอจากบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายต่อคนรอบข้าง”
– สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง

https://www.cancerresearchuk.org/sites/default/files/cruk_e-cig_qa_final.pdf

3. “บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินแต่ไม่ได้มีสารก่อมะเร็งเหมือนบุหรี่มวน”
– สถาบันวิจัยโรงมะเร็ง

http://scienceblog.cancerresearchuk.org/2017/02/06/new-study-comes-the-closest-yet-to-proving-that-e-cigarettes-arent-as-dangerous-as-smoking/

4. “บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีทาร์และคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งเป็นสารพิษหลักที่พบในบุหรี่มวน”

– ระบบบริการสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (NHS)

www.nhs.uk/Livewell/smoking/Pages/e-cigarettes.aspx

5. “นิโคตินอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง”

– The International Harm Reduction Association

http://www.prnewswire.com/news-releases/special-interest-deceptions-continue-to-rampant-about-electronic-cigarettes-79487857.html

6. “มากกว่าครึ่ง (52%) ของผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเลิกบุหรี่ได้แล้ว”

– มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

http://ash.org.uk/information-and-resources/fact-sheets/use-of-electronic-cigarettes-vapourisers-among-adults-in-great-britain/

7. “ไม่มีหลักฐานชี้ถึงความเสี่ยงโดยตรงจากไอของบุหรี่ไฟฟ้า”

– กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ

http://www.nhs.uk/news/2015/08August/Pages/E-cigarettes-95-per-cent-less-harmful-than-smoking-says-report.aspx

8. “ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ารายงานว่ารู้สึกติดน้อยกว่าบุหรี่มวน”

-ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร

https://www.rcplondon.ac.uk/projects/outputs/nicotine-without-smoke-tobacco-harm-reduction-0

 

“ประสบการณ์ ความรู้ มิตรภาพ” เรื่องเล่าจาก “ปภาภัทร ยิ้มน้อย” เด็กไทยในเวทีลูกเสือโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/513501

"ประสบการณ์ ความรู้ มิตรภาพ" เรื่องเล่าจาก "ปภาภัทร ยิ้มน้อย" เด็กไทยในเวทีลูกเสือโลก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงชีวิตหนึ่งของใครหลายคนต้องเคยได้สัมผัสกับการเข้าค่ายลูกเสือ เพราะเป็นกิจกรรมที่ได้ออกไปชีวิตร่วมกับเพื่อนนอกโรงเรียน เพื่อฝึกระเบียบแถว ระเบียบวินัย

แต่หากพูดถึงค่ายลูกเสือนานาชาติแล้ว หลายคนอาจไม่เคยได้ยินแม้ทุกปี จะมีเด็กไทยเข้าร่วมค้นหาประสบการณ์อันล้ำค่า

ด.ญ.ปภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ น้องแบม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ หนึ่งในผู้แทนลูกเสือไทย ที่เดินทางไปเข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ครั้งล่าสุด ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา วันนี้เธอจะมาบอกเล่าพร้อมเปิดใจความรู้สึก ที่ได้เป็นตัวแทนหนึ่งในกลุ่มเด็กไทยเข้าร่วมงานลูกเสือระดับโลก

เส้นทางสู่ชุมนุมลูกเสือนานาชาติ

ปภาภัทร เล่าว่า ชุมนุมลูกเสือนานานาชาติคือ กิจกรรมที่นักเรียนลูกเสือจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อใช้ชีวิตและทำกิจกรรม ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่ออบรมเรียนรู้วิชาทักษะลูกเสือ แต่ส่วนใหญ่เน้นกิจกรรมภาคปฏิบัติแนวผจญภัย ผาดโผน กิจกรรมจิตอาสา การช่วยเหลือคน แตกต่างจากการเรียนลูกเสือของไทยที่เน้นเรื่องระเบียบวินัย เข้าแถว ซ้ายหัน ขวาหัน

สำหรับโครงการส่งตัวแทนนักเรียนไทยไปร่วมงานดังกล่าว สำนักงานลูกเสือแห่งชาติเป็นผู้ดูแลคัดเลือก โดยจะนำตัวแทนเด็ก 2 คน ของแต่ละโรงเรียนมาสอบข้อเขียนทักษะเกี่ยวกับลูกเสือ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จากนั้นสอบปฏิบัติการใช้ชีวิตชาวค่าย เช่น การประกอบอาหาร กางเต็นท์ ความเป็นผู้นำ การอยู่กับร่วมเพื่อน โดยมีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ โดยปีล่าสุดมีนักเรียนไทยไปทั้งหมด 36 คน

น้องแบม เปิดใจว่า ช่วงฝึกซ่อมเพื่อเข้าคัดเลือกเป็นช่วงลำบากมาก เพราะมีเวลาเตรียมตัวเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันคัดตัว แต่โชคดีที่คุณครูในโรงเรียนช่วยกันเต็มที่ ตั้งแต่พาไปฝึกทักษะวิชาลูกเสือยังค่ายของกรุงเทพมหานคร กลับมาฝึกบริเวณสวนสาธารณะใกล้โรงเรียน วันหยุดก็ไปกางเต้นท์ต่างจังหวัด ส่วนการเรียนไม่ได้ทิ้ง กลับถึงบ้านก็ทบทวนวิชาเรียน ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อย

ปภาภัทร บอกว่า ในช่วงเก็บตัวนั้นรู้สึกท้อจนเกือบถอนตัวอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างจึงก้าวผ่านมาได้ ขอยอมรับว่าที่ผ่านมาแทบไม่เคยทำอะไรแบบที่ฝึกมาก่อน เพราะเติบโตในกรุงเทพฯ และถูกพ่อแม่เลี้ยงดูในลักษณะลูกคุณหนู

“ฝึกตั้งแต่จุดไม้ขีด ก่อนหน้านั้น เรื่องพวกนี้ หนูทำไม่เป็นเลย เพราะเติบโตใน กทม. จะใช้ไฟแช็คเป็นหลัก”

ด.ญ.ปภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ น้องแบม

 

ลูกเสือ ต่างชาติสอนการใช้ชีวิต ไทยเน้นระเบียบ

การเดินทางไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ยังประเทศสหรัฐอเมริกา ไปทั้งหมด 12 วัน แบ่งเป็นเตรียมตัวช่วงวันไป-กลับ อย่างละ 2 วัน และใช้ชีวิตในค่าย 8 วัน โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการเข้าฐานเป็นหลัก อาทิ ฐานปาขวาน ยิงปืน ยิงธนู ปีนผา สเก็ตบอร์ด อบรมวิธีการปฐมพยาบาล รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมแต่ละชาติ

น้องแบม เล่าว่าอุปสรรคช่วงไปเข้าร่วมชุมนุมลูกเสือโลกอันดับต้นๆ คือการเดินทางไกล เนื่องจากวันหนึ่งต้องเดินประมาณ 27 กิโลเมตร จากแคมป์พักซึ่งอยู่จุดสูงสุด ลงไปร่วมกิจกรรมตามฐานต่างๆ ซึ่งอยู่เนินเขา เมื่อร่วมกิจกรรมเสร็จต้องกลับขึ้นไปพักบนแคมป์ทุกวัน บางครั้งระหว่างเดินทางเพื่อนได้รับบาดเจ็บลื่นล้มบ้าง แต่ไม่ได้แย่มาก เพราะเพื่อนๆ พี่เลี้ยงจะคอยช่วยดูแลกันอย่างดี ซึ่งทำให้ได้รับมิตรภาพจากเพื่อนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

ปภาภัทร มองว่าการฝึกลูกเสือในต่างประเทศกับไทยแตกต่างกันมาก ต่างชาติเน้นกิจกรรมผจญภัยหนัก ไทยเน้นเรียนในหลักสูตร แต่สิ่งสำคัญลูกเสือต่างประเทศปลูกฝังให้ผู้เรียนรักในสิ่งที่ทำ และคนที่เป็นลูกเสือส่วนใหญ่คนในครอบครัวก็จะเป็นเช่นเดียวกัน

“ต่างประเทศเค้ามองว่า ลูกเสือ เป็นสิ่งที่ทำให้กล้าแสดงออก อดทน ช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากเป็นกิจกรรมสนุกสนาน แต่ไทย เน้นฝึกระเบียบวินัย มากกว่าทำกิจกรรม”

 

“ประสบการณ์ ความอดทน ความเป็นผู้นำ มิตรภาพ” สิ่งที่ได้จากลูกเสือ

ปภาภัทร มองว่า สิ่งที่ได้กลับมาจากการร่วมกิจกรรมดังกล่าวมีมากมาย อาทิ ประสบการณ์ ความรู้ใหม่ ได้ฝึกเรื่องความอดทน ระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำ และได้มิตรภาพใหม่ๆ หลังกลับมารู้สึกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นคนที่มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ช่วยเหลือผู้อื่น และกล้าแสดงออกมากขึ้น เช่นเดียวกับพ่อแม่ก็รู้สึกภูมิใจที่ลูกเปลี่ยนไป จากคนไม่เคยทำอะไร ก็ลุกขึ้นมาทำงานช่วยเหลือพ่อแม่

“ด้วยรูปร่างและน้ำหนัก ที่ขัดต่อกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เมื่อถึงจุดนั้น เราต้องลอง อย่างเช่น ปีนผา ต้องลองจนกว่าจะสำเร็จ เราได้ลองในสิ่งที่ไม่เคยลอง ทำในสิ่งที่เคยคิดว่า ทำไม่ได้”

ปภาภัทร ทิ้งท้ายว่า ลูกเสือได้อะไรมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่การฝึกระเบียบวินัย แต่มันคือ จิตอาสา ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และทุกที่ เพียงแค่เดินออกไปเก็บขยะชิ้นหนึ่ง ก็เป็นจิตอาสาแล้ว ลูกเสือเป็นเรื่องง่ายถ้าได้สัมผัสกับมันจริงซักครั้ง จะรู้ว่ามันต่างกันมาก

 

เพื่อไทยแข่งกับตัวเอง ไม่สนใจพรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/512664

เพื่อไทยแข่งกับตัวเอง ไม่สนใจพรรคทหาร

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ตกที่นั่งลำบากอีกครั้งสำหรับพรรคเพื่อไทย ที่เวลานี้กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้ารอบด้าน โดยเฉพาะปมล่าสุด อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไม่มารับฟังการตัดสินคดีกรณีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่นำมาสู่ความเสียหาย 5 แสนล้านบาท สร้างความปั่นป่วนภายในพรรคเพื่อไทยไม่น้อย จังหวะเดียวกับที่บรรดาแกนนำหลายๆ คน ยังต้องลุ้นกับคดีที่ใกล้จะตัดสิน

ในวันที่กฎกติกาใหม่ที่ทยอยออกมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่ามีเป้าประสงค์เป็นไปเพื่อตีกรอบ ควบคุมกลุ่มอำนาจเก่า มากกว่าการหวังผลเพื่อการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและทิศทางการเดินหน้าของพรรคต่อจากไป

ภูมิธรรม เริ่มต้นอธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้เป็นสิ่งที่เกิดสืบเนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งวิธีคิด การมองปัญหา การจัดการปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพิ่งเกิด เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้ หากเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด เราก็คงจะอยู่ในสถานการณ์ที่หนัก แต่นี่เกิดมาต่อเนื่อง 10 ปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผลกระทบต่อตัวพรรค ผู้นำพรรค บุคลากรของพรรคดูพัฒนาการเมืองจาก 2549 มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ยุบพรรคการเมืองของเราตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน ตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงของการเห็นต่าง

“ถามว่าปั่นป่วนสร้างปัญหาให้เราถึงขั้นรุนแรงไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็มีผลกระทบที่เราปฏิเสธไม่ได้ ผู้นำ บุคลากร ได้รับผลกระทบ จากความขัดแย้งแต่ไม่ใช่ครั้งแรก เคยเกิดขึ้นมาต่อเนื่องตลอด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแรงสนับสนุน กำลังใจจากประชาชนที่เข้าใจเราให้กำลังใจเรา ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการเห็นประเทศ เป็นประชาธิปไตย เห็นการเติบโตของประเทศ กินดี อยู่ดี ซึ่งเป็นจุดยืนของเรา” 

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ เป็นจุดที่ต่อเนื่องกรณีความขัดแย้งและความเห็นต่างในการหาทางออก และแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ซึ่งจะค่อยๆ คลี่คลายส่วนจะใช้เวลาสั้นหรือยาวไม่อาจพูดได้ โดยสิ่งที่เราคิดเราทำได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นเรื่องหวังดีต่อประเทศชาติ บนความโอบอุ้มของประชาชนที่มีต่อเรา

ภูมิธรรม ประเมินว่า สถานการณ์เวลานี้ไม่รู้ว่าถึงจุดที่หนักสุดหรือยัง เพราะไม่ทราบว่าข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไร แต่ที่ผ่านมาถือว่าหนัก ทั้งยุบพรรคในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายคนถูกจำคุก ซึ่งพยายามปรับตัวตลอดเวลา อย่างน้อยทุกครั้งเกิดเหตุการณ์มักมาตรวจสอบตัวเราเอง มีจุดอ่อนข้อบกพร่องคนไม่เข้าใจเรา หรือความผิดพลาดจากการกระทำเอง

อย่างไรก็ตาม 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการความขัดแย้งคลี่คลายมาโดยตลอดปัญหาต่างๆ มีความเด่นชัด สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นกระบวนการเรียนรู้การเมืองของพี่น้องประชาชนด้วย ประเทศเรา มีพัฒนาการ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องถูกกลั่นกรองและไม่ยอมรับ จนหมดสิ้นไปเรื่อยๆ สิ่งไหนที่่เป็นประโยชน์กับประชาชน ก็จะได้รับการยอมรับสนับสนุนส่งเสริมมากขึ้น ตรงนี้เวลาจะเป็นคำตอบ

“กฎกติกาหลายอย่างสะท้อนให้เห็นความเห็นที่แตกต่างของการมองทางออกของสังคมไทยที่แตกต่างกัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าทำให้แก้ปัญหาประชาชนได้ราบรื่นมีประสิทธิภาพ กติกาก็ใช้ได้ ประชาชนยอมรับ ถ้าทำให้การทำงานมีอุปสรรคไม่สะท้อนความต้องการประชาชนได้ก็ต้องแก้กฎกติกา ถามฝ่ายที่สนับสนุนเขาก็อาจบอกว่านี่คือ ทางออกที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ถ้าฝ่ายที่คัดค้านก็จะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ ไม่ใช่ทางออก สร้างอุปสรรคมากกว่า”

ส่วนระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบหรือไม่นั้น รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บรรดาพรรคการเมืองส่วนรวมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ซึ่งรายละเอียดยังต้องรอดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่าที่เห็น
เวลานี้ก็เห็นต่างหลายเรื่องทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะต้องเดินไปแล้วจะสอดคล้องกับสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือไม่ เรื่องนี้ก็เห็นเป็นสองฝั่ง ถามทางเพื่อไทยที่มีจุดยืนอยู่กับประชาชนก็เห็นว่าเราทำงานยากลำบาก

ถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อขวัญกำลังใจภายในพรรคเพื่อไทยแค่ไหน ภูมิธรรม กล่าวว่า เหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้สมาชิกพรรคเราเข้าใจกันมากขึ้น เสมือนเราอยู่ในชะตากรรมที่ถูกกระทำมาพร้อมๆ ประชาชนเห็นอกเห็นใจ ร้อยรัดให้กลมเกลียว ส่วนปัญหาความเห็นแตกต่างภายในพรรค เรื่องวิธีการทำงานก็เป็นปกติ อันนี้ทำให้เราสามารถขบคิดถกเถียงได้มากขึ้น วันนี้เรามีพัฒนาการเติบโตมามากเพียงพอ สิ่งที่เรายึดถือขณะนี้ ได้ยึดรวมหลักคิดวิธีทำงาน ร้อยรัดมาเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกัน

ตามจุดยืน 3 ข้อ ที่ได้ประกาศในแถลงการณ์คือ จะเดินหน้าต่อ ยืนยันเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน สร้างประชาธิปไตย สอง ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สามยืนยันสู้ในกติการะบอบประชาธิปไตย สันติวิธี แสวงหาความสมานฉันท์ปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

ถามว่าการหลบหนีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กระทบกับพรรคเพื่อไทยมากน้อยแค่ไหน ภูมิธรรม กล่าวว่า เพื่อไทยวันนี้ร้อยรัดด้วยจุดยืนอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย บุคลากรของพรรค ล้มหายตายจากไป คนมีคุณค่ากับพรรคสูญสิ้นไป ล้วนแต่เป็นผลกระทบ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้พรรคเสียหาย พรรคไม่ได้ยืนอยู่ได้ด้วยเพราะมีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ท่านเดียว แต่อยู่ได้ด้วยการร้อยรัดแกนนำสมาชิกโอบอุ้มที่จะยังเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนแรงกดดันที่เกิดขึ้นจะส่งผลทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนถอดใจย้ายพรรค หรือไปตั้งพรรคใหม่หรือไม่นั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า ในทางการเมืองพรรคที่ถูกกระทำจะปฏิเสธไม่มีปัญหาด้านนี้เลยคงไม่ได้ แต่ว่าผลมีทั้งบวกและลบ ด้านหนึ่ง ทำให้ประชาชนเขาอยากเห็นเราทำหน้าที่เป็นความหวังของเขาอยู่ เสริมความเข้มแข็งนักการเมืองหัวใจ สำคัญอยู่ที่ประชาชน ถ้าใจประชาชนในพื้นที่ยังคาดหวังกับพรรคเรา มั่นใจในพรรคสมาชิกพรรคการเมืองของเรา
ก็ไม่น่าหนีหายไปไหน

“จากการโอบอุ้มของประชาชน ตรงนี้ไม่น่ากระทบในพื้นที่มากนัก เพราะประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้กำลังใจ แต่ประเด็นที่สำคัญคือจะฝ่ากติกาที่เป็นเครื่องจักรสังหารอย่างไร เป็นหน้าที่ที่คนของพรรคเพื่อไทยจะต้องช่วยกันคิดหาทางออก ด้วยเจตนารมณ์ มุ่งมั่นแก้ปัญหาประเทศ ประชาชน ด้วยความจริงใจ ตั้งใจจริง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้” 

เรื่องแกนนำที่จะมารับหน้าที่คุมเพื่อไทยลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า สถานการณ์อย่างนี้ต้องมาช่วยกันทำงาน แต่ใต้ข้อจำกัดไม่สามารถมีกิจกรรมทางการเมืองได้ เมื่อวันที่เปิดให้ทำกิจกรรมได้ก็ต้องดำเนินการเลือก กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคที่จะต้องมาดูความเหมาะสมพิจารณาร่วมกันภายในพรรคว่าใครจะเชื่อมประสานสมาชิกพรรคทั้งหมดได้ และสามารถนำอุดมการณ์จุดยืนของพรรคเพื่อไทยไปสู่พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด เวลานั้นก็จะมีคำตอบ

สำหรับแต่ละรายชื่อที่ปรากฏออกมานั้นก็มีหลายคน ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือคนอื่นๆ ก็มีคุณสมบัติ มีความตั้งใจกันทุกคน แต่ตอนนี้ไม่ได้มีใครที่เด่นชัด ทุกคนช่วยกันทำงาน ส่วนคุณมณฑาทิพย์ ชินวัตร พี่สาวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น ตัดทิ้งได้เลยเพราะไม่เคยแสดงความประสงค์ หรือเข้ามายุ่งเกี่ยว ส่วนคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่มีข่าวก็คงต้องไปถามท่าน ซึ่งวันนี้เรื่องตัวบุคคลยังไม่ได้มีการพูดคุยกันยังมีเวลาอีกเยอะ

ถามว่าประเมินคู่แข่งในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ได้สนใจเรื่องคู่แข่ง เราดูเรื่องความพร้อมภายในพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการเป็นสถาบันทางการเมือง แก้ปัญหาประชาชน ภายใต้กฎกติกาจะเดินไปอย่างไร สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าเรื่องคู่แข่ง ทุกพรรคไม่ได้คิดเรื่องคู่แข่ง แต่คิดว่าจะอยู่รอดอย่างไรในกติกานี้ให้ได้มากกว่า พอถึงเวลาทุกคนก็สู้ในกติกา เราก็แข่งกับตัวเอง ไม่ได้คิดไปถึงจะมีพรรคทหาร พรรค คสช.หรือไม่ ไม่คาดเดา อาสาทำงานพิสูจน์ตัวเอง ไม่ได้คิดเรื่องมิตร ศัตรู จมปลักอยู่กับการทำลายล้าง แย่งชิงอำนาจ

ในช่วงที่แกนนำหลายคนพัวพันกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจะฉุดภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องการเมือง ต่อสู้ในกระบวนการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ประชาชนเข้าใจว่าพรรคได้พิสูจน์แล้วว่าผลงานในการทำงานยึดโยง เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

มาถึงเรื่องคดีจำนำข้าวที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิพากษา ว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นปัญหาอุปสรรคเลวร้าย แต่เป็นนโยบายคิดช่วยเหลือประชาชน ส่วนมีการบกพร่องที่วิธีการทำงานบ้างหรือไม่ ก็เป็นเรื่องเฉพาะราย ต้องไปดูรายละเอียด เกือบทุกนโยบายล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะนโยบายเพื่อไทย รัฐบาลทหารปัจจุบัน รัฐบาลประชาธิปัตย์ หรือพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนมีข้อดี ข้อเสีย ทั้งสิ้น

“หัวใจสำคัญนโยบายจำนำข้าวเพื่อไทย ได้ใช้การซับซิไดซ์ดูแลกระดูกสันหลังของชาติ ตัวนโยบายไม่ผิดอะไรเลย สะท้อนจุดยืนคิดถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ประสบปัญหา ตัวนโยบายมันดี ไม่มีปัญหา ส่วนข้อบกพร่อง เกิดขึ้นจากมูลเหตุมากมายก็ดูตามความเป็นจริง ไม่ใช่มีปัญหา จุดใดจุดหนึ่ง จุดเล็กจุดน้อยแล้วมาบอกว่าเป็นปัญหาของทั้งระบบ”

ถามว่าเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อไทยจะยังชูนโยบายจำนำข้าวเหมือนเดิม ภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าพึ่งพูดไปไกลเพราะเลือกตั้งครั้งหน้ามีข้อบังคับที่กำหนดอะไรทำได้ ไม่ได้ อะไรพูดได้ ไม่ได้ ส่วนจะแก้ปัญหาประชาชนอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญ เรื่องเร่งด่วน ซึ่งเรายังจะยืนยันนโยบายแก้ไขปัญหาของประชาชน และดูแลประชาชนทุกกลุ่มให้ได้ประโยชน์จากการบริหารงาน

“ต้องถามปัญหาอยู่ตรงไหน จะมาบอกว่าวันนี้เราจะทำอันนี้ อันนั้น พูดแบบนี้ตลอดไป ไม่ใช่พรรคการเมือง ไม่ใช่ความเป็นจริงพรรค การเมืองต้องอยู่กับความเป็นจริง ปัญหาที่เป็นจริง แต่เรายืนยันเจตจำนงยึดถือเรื่องนโยบายแก้ปัญหา อะไรที่เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาของประชาชนที่ต้องการแก้ปัญหา โดยมาดูกรอบกติกาเสนอได้แค่ไหน ก็ต้องทำตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้”  

ภูมิธรรม ระบุว่า เวลานี้ขวัญและกำลังใจของสมาชิกแกนนำพรรคเพื่อไทยแต่ละคนยังดีอยู่ เมื่อมีแถลงการณ์ออกมายืนยันเดินหน้าทำงานต่อทุกคนก็สบายใจ เรียกร้องให้สมาชิกมาช่วยกันทำงาน ร่วมไม้ร่วมมือสะท้อนจุดยืนของพรรค ส่วนหลังเลือกตั้งจะกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งเหมือนที่เคยเป็นมาหรือไม่คงไม่มีใครตอบได้นอกจากประชาชน

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้ สะท้อนพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญ พัฒนาการเกิดขึ้นเสริมสร้างให้เกิดการเรียนรู้ของประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือพิสูจน์ความตั้งใจการทำงาน ชี้ให้เห็นว่าเป็นทางออกเสนอทางแก้ปัญหาให้ประชาชนดีที่สุด เพื่อไทยตระหนักเจตนารมณ์เหล่านี้ โลกเปลี่ยนแปลงไป กฎกติกาสังคมไทยเปลี่ยน กฎหมาย รัฐธรรมนูญเปลี่ยน เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาวะรอบๆ ปัจจัยต่างๆ โดยยึดมั่นจุดยืนอุดมการณ์ กฎกติกา เดินหน้ายืนยันในเจตนารมณ์ ทำให้ประชาชนมีประสิทธิภาพต่อไป”ภูมิธรรม กล่าว

 

“ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง” เจาะลึกโมเดล “กันดั้ม” ของเล่นที่ไม่ธรรมดา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 18:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/512227

"ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง" เจาะลึกโมเดล "กันดั้ม" ของเล่นที่ไม่ธรรมดา!

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

กันดั้ม Gundam หากพูดชื่อนี้เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก เพราะยุคหนึ่งการ์ตูนและโมเดลพลาสติกหุ่นยนต์ เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ในหลายประเทศรวมถึงไทย แต่ปัจจุบันกระแสความนิยมลดลงไปมาก เพราะมีการ์ตูนเกิดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอด อย่างไรก็ดียังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่หลงใหลชื่อชอบโมเดลการ์ตูนหุ่นยนต์นี้อยู่

ล่าสุดกระแส กันดั้ม ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง เมื่ออดีตนักสะสมรายหนึ่ง ค้นเจอลังใบเก่าเก็บภายในบ้าน เพื่อค้นหาของเล่นหวังนำโมเดลหุ่นยนต์ ที่เคยเป็นของสะสมรุ่นพ่อส่งต่อสู่รุ่นลูกให้ได้ชื่นชมและรู้จัก แต่เขากลับต้องตกใจเพราะ หนึ่งในนั้นคือ โมเดลรุ่นที่มีราคาสูงถึงหลักล้านเยน และหายากมากที่สุดในโลก

ความเซอร์ไพรส์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นให้โพสต์ทูเดย์เดินทางไปพูดคุยกับ พีรพงษ์ ธนกิจ หรือ ป๊อก แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม ผู้หลงใหลการ์ตูนและโมเดลหุ่นยนต์ชนิดนี้มานานนับสิบปี เพื่อบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการของกันดั้มในแต่ละยุค และอีกหลากหลายแง่มุมที่ไม่มีใครรู้ว่ากันดั้ม ไม่ใช่เพียงแค่ของเล่นของสะสมธรรมดาเท่านั้น

เนื้อเรื่องคือ จุดแข็งให้กันดั้ม ครองใจคนมาเกือบ 40 ปี

เนื้อเรื่องเดิมของกันดั้ม เป็นซีรีส์แอนิเมชั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์ต่อสู้ขนาดยักษ์ ถูกฉายครั้งแรกทางโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1979 ต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนต์การ์ตูน จุดที่ทำให้กันดั้มได้รับความสนใจจากเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก มาจากตัวการ์ตูนของเรื่อง ที่ถูกสร้างออกมาเป็นโมเดล เพื่อให้ผู้สนใจได้ใช้เวลาต่อและเก็บสะสม

พีรพงษ์ เล่าว่า กันดั้มก็คือการ์ตูนหุ่นยนต์ทั่วไป แต่ความน่าสนใจกว่าการ์ตูนหุ่นยนต์เรื่องอื่นที่ถูกสร้างมาก่อน เพราะเป็นการ์ตูนเรื่องแรก ที่ผู้เขียนบทสร้างให้หุ่นยนต์ เป็นเครื่องจักรโดยฝีมือมนุษย์ และใช้วิธีดำเนินเรื่องจากปมประเด็นปัญหาสงคราม ความขัดแยงทางศาสนา การเมือง วัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจในโลกมาเป็นตัวดำเนินเรื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน

ต่างจากการ์ตูนหุ่นยนต์ทั่วไป ที่มักมีพลังเหนือธรรมชาติ เน้นต่อสู้กับเหล่าร้าย ปีศาจ หรือมนุษย์ต่างด้าว สิ่งนี้จึงเป็นจุดแข็งของกันดั้มให้ได้รับความสนใจและดังไปทั่วโลก แต่ยอมรับว่า ครั้งแรกที่การ์ตูนหุ่นยนต์เรื่องนี้ออกมาปี 1979 ไม่ประสบความสำเร็จและเจ๊งไม่เป็นท่า เพราะช่วงนั้น สร้างฉีกแนวจากการ์ตูนยุคนั้นมากจนเกินไป ทำให้ปี 1979 เดิมผู้สร้างวางแผนทำทั้งหมด 52 ตอน ต้องตัดบทเหลือ 43 ตอน

แต่ถึงอย่างไรช่วงโด่งดังของกันดั้ม ก็มาช่วงทศวรรษ 80 หรือปี ค.ศ.1981 หลังสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายในญี่ปุ่น โดยสาเหตุทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความสนใจ เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางความคิดของคนยุค 70 กับ 80 ประกอบกับ ช่วงนั้นกันดั้มนำเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง จึงเป็นเหตุผลทำได้รับความนิยม และยิ่งโด่งดั้งมากขึ้นหลังมีการทำโมเดลตามออกมา ช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ฉายในประเทศไทย

“เหตุผลที่ทำให้กันดั้มได้รับความสนใจ เพราะการดำเนินเรื่องอยู่บนหลักความจริง ไม่มีเรื่อง ปิศาจ ต่างมิติ ปราบเหล่าร้าย ไม่มีใครดีหรือร้ายโดยสมบูรณ์ เหมือนการ์ตูนตอนนั้น แต่กัมดั้ม มีเรื่องศาสนา การเมือง วัฒนธรรม ปมประเด็นทางสังคมในโลก นี่จึงเป็นหัวใจให้การ์ตูนเรื่องนี้ ครองใจคนมาได้หลายยุค”

พีรพงษ์ ธนกิจ แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม

 

กันดั้ม ไม่ใช้แค่ของเล่น-ของสะสม แต่มันคือศิลปะ

แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม เล่าว่า โมเดลหุ่นยนต์จากการ์ตูนเรื่องนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี เจ้าของลิขสิทธิ์โมเดล คือ บริษัท บันได (Bandai) สาเหตุที่ทำให้ผู้ผลิตสร้างโมเดลกันดั้มขึ้น เพราะตอนนั้นเมื่อผู้ชมได้ดูการ์ตูน สิ่งที่ตามมาคือ อยากครอบครองตัวการ์ตูนเหล่านั้น แต่อีกสิ่งที่ทำให้ของเล่นของสะสมนี้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น คือ ผู้เล่นต้องลงแรงประกอบ ตกแต่ง ทำสีตามจินตนาการ จึงเป็นเสน่ห์ให้กันดั้มต่างจากของเล่นของสะสมอื่น

พีรพงษ์ มองว่า ตามหลักตระกูลของเล่นของสะสม หากเก็บไว้นาน ไม่นำออกจากถุง สภาพยิ่งคงเดิม ก็ต้องมีมูลค่าเพิ่ม แต่โมเดลพลาสติกกันดั้ม เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะของจะเพิ่มคุณค่ามากยิ่งขึ้น หากถูกนำออกมาประกอบ ตกแต่งใส่สีสันจินตนาการลงไป เพราะมันเปรียบเสมือนงานศิลปะ

“กันดั้มทุกตัว ผลิตออกมาด้วยแม่พิมพ์เดียวกัน แต่ไม่มีตัวไหน เหมือนกันซักตัวในโลก เพราะคนประกอบอาจดัดแปลง โดยวิธีการเคาะ ปะ ซ่อม ทำสีนำเทคโนโลยีต่างๆ มาสู่การทำโมเดล นี่จึงทำให้ผลงานแต่ละชิ้น ถูกสร้างขึ้นมาตามจินตนาการ กันดั้มไม่จำเป็น ต้องยึดตามความเป็นจริงมาก แต่ยึดตามจินตนาการ เพื่อให้เป็นกันดั้มของเรา”

พีรพงษ์  เปรียบว่า กันดั้มคือของเล่นของสะสม ที่ตรงข้ามกับของเล่นของสะสมชนิดอื่น คือ คุณต้องทำ คุณต้องใส่จินตนาการ ต้องลงแรง ใส่ใจและรักไปกับมัน

 

กัมดั้ม ได้อะไรมากกว่าที่คิด นอกเหนือจากการนั่งเรียน

พีรพงษ์ เล่าว่า แม้การ์ตูนเรื่องนี้จะเคยได้รับความนิยมมาก แต่บางช่วงกระแสความนิยมก็ลดลง เพราะเกิดปัญหาจากไอเดียการคิดเนื้อเรื่องผู้ผลิตตีบตัน จึงต้องพยายามเปลี่ยนแปลงหาเนื้อเรื่องใหม่ๆ รวมถึงแก้ปัญหาด้านลิขสิทธิ์ เพราะเมื่อก่อนหากต้องการครอบครองกันดั้ม ต้องซื้อในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ซึ่งมีราคาสูง

แต่เมื่อผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงระบบการจำหน่าย เปิดโอกาสให้ส่งผู้ค้าส่งมากขึ้น ทำให้ผู้สนใจหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น ตามสะพานเหล็ก คลองถม ตลาดออนไลน์ ทำให้ปัจจุบันมักเห็นธุรกิจกันดั้ม อาทิ ร้านขาย โรงเรียนสอนออกแบบตกแต่ง และมีอาชีพรับจ้างทำโมเดล นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้กระแสกันดั้มยังอยู่ได้ แม้ไม่ดังเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบอยู่

แฟนพันธุ์แท้กันดั้ม บอกว่า ผู้ที่ชื่นชอบมีหลายแบบ ทั้งเก็บสะสมอย่างเดียว นำมาต่อเล่น ต่อเพื่อนำจำหน่ายหรือส่งประกวด  สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ ส่วนตัวมองว่า นี่คือของเล่นที่ให้ประโยชน์ เพราะเมื่อผู้สนใจลงมือทำ จะช่วยด้านส่งเสริมทักษะ จินตนาการ ความคิดศิลปะ

พีรพงษ์  มองว่าอนาคตการ์ตูนและโมเดลกันดั้ม ถึงอย่างไรก็ยังไม่ตาย ตราบเท่าที่มีแฟนคลับสนับสนุน และมีช่องว่างที่สามารถนำมาเปิดประเด็นความคิดใหม่ๆในการสร้างอยู่ ปัจจุบันพบว่า นักสะสมรุ่นก่อน หรือที่เรียกว่ายุคดั้งเดิม เริ่มถ่ายทอดความสนใจให้รุ่นลูก โดยเริ่มจากการชวนมานั่งดูการ์ตูนร่วมกัน เหมือนไอ้มดแดง

“กัมดั้ม ได้อะไรมากกว่าที่คิด นอกเหนือจากการนั่งเรียน เพราะหากลงมือทำมัน จะช่วยทั้งฝึกสมาธิ จินตนาการ มุมมองทางสังคม ได้พัฒนาความละเอียด ความระมัดระวัง ทำอะไรไม่รีบร้อน ฝึกวิธีคิดและทำงานเป็นระบบ”

ขณะที่มุมมองทางเศรษฐกิจ แม้ของเล่นของสะสม ถูกจัดให้อยู่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่กันดั้ม ไม่ได้มีไว้เพียงตั้งโชว์แต่ยังเป็นช่องทางที่นำไปขายเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

“ยิ่งเก็บ ยิ่งแพง เป็นเรื่องปกติของเล่นของสะสมทั่วไป แต่กันดั้ม ตรงกันข้าง ยิ่งผ่าน ร้อนผ่านหนาว คนเล่นกันดั้มของแท้ ต้องไม่กลัวพัง เพราะคนเล่นกันดั้ม ต้องซ่อมได้ทุกเมื่อ ไม่มีความเสียดาย ความดั้งเดิมของมัน ต้องโมดิฟายไปเรื่อยๆ”

พีรพงษ์  ทิ้งท้ายว่า บางครั้งการสะสมของเล่น หลายคนอาจมองว่าไร้สาระ แต่ถ้าหากแบ่งเวลากับมันได้ ยกเว้นเลือกเส้นทางนี้เป็นอาชีพ มันคืองานอดิเรกที่ได้ประโยชน์มาก สำหรับตนกันดั้มสอนให้รู้ว่าเป็นคนชื่นชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไก จนเป็นสาเหตุให้เลือกเรียนสายวิศวกรรม 

กันดั้มรุ่นที่แพงและหายากที่สุดในโลก ภาพจาก : สมาชิกเว็บไซต์พันทิปชื่อ BIG TG

 

 

 

สถานทูตฯ เตือนคนไทยเลี่ยงเดินทางไปบาหลี หลังภูเขาไฟอากุงปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/world/516765

สถานทูตฯ เตือนคนไทยเลี่ยงเดินทางไปบาหลี หลังภูเขาไฟอากุงปะทุ

สถานทูตไทย กรุงจาการ์ตา เตือนคนไทยหลีกเลี่ยงเดินทางไปเกาะบาหลี หลังภูเขาไฟอากุงปะทุ

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ประกาศแจ้งเตือนคนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ได้เกิดเหตุปะทุของภูเขาไฟอากุง (Agung) ทางตอนเหนือของเกาะบาหลี ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 ก.ย.เป็นต้นมา ปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซีย ยังคงประกาศเตือนภัยระดับ 4 (เฝ้าระวัง) และห้ามเข้าพื้นที่ในรัศมี 12 กิโลกเมตร จากภูเขาไฟ จึงขอแจ้งว่า

1. ในกรณีที่เกิดภูเขาไฟระเบิด จะส่งผลให้มีการปิดสนามบิน Ngurah Rai ที่บาหลี และระงับเที่ยวบิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

2. ในการนี้เพื่อความไม่ประมาท สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงขอให้นักท่องเที่ยวชาวไทย พิจารณาหลีกเลี่ยงการเดินทางมาบาหลี ในกรณีที่ไม่มีความจำเป็น และติดตามข่าวสารจากทางการอินโดนีเซียอย่างสม่ำเสมอ

3. ในกรณีที่คนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุภูเขาไฟ สามารถติดต่อหมายเลขฉุกเฉินของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองเด็นปาซาร์ +62 812 3825542 และหมายเลขฉุกเฉินของสถานทูตฯ +62 811 186253 ได้ตลอด 24 ชม.

ที่มา https://www.facebook.com/rtejakarta/posts/964193507065918

 

โสมขาวเมินภัยเกาหลีเหนือ วิตกศก.ซบ-ว่างงานพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/world/516388

โสมขาวเมินภัยเกาหลีเหนือ วิตกศก.ซบ-ว่างงานพุ่ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีไม่มีทีท่าว่าจะจบลงโดยง่าย หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เห็นพ้องคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่าจะจัดการเกาหลีเหนืออย่างเด็ดขาด กรณีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างขึ้นปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เป็นครั้งแรกเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

หลังการข่มขู่ของทรัมป์ เกาหลีเหนือเปิดเผยว่า จะเตรียมมาตรการตอบโต้กลับที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจจะหมายถึงการทดลองระเบิดไฮโดรเจนในมหาสมุทรแปซิฟิก

แม้รัฐบาลเกาหลีใต้มองว่า ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือถือเป็นมหันตภัยของประเทศ จนเดินหน้าติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธล้ำสมัย (ทาด) ที่สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้จีน แต่สำหรับประชาชนเกาหลีใต้ทั่วไปแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจซบเซา และการจ้างงาน มีความน่าวิตกมากกว่า

“เรามีปัญหาในชีวิตประจำวันให้กังวลมากพออยู่แล้ว โดยส่วนตัวแล้ว ผมห่วงเรื่องค่าอาหารในครอบครัวมากกว่า ที่จริงแล้ว เรื่องเกาหลีเหนือเป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับผม” ยูแจยอน ชาวเกาหลีใต้จากเมืองเซจอง กล่าว

ความเมินเฉยต่อภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือยังสะท้อนออกมาในผลการสำรวจล่าสุดจาก แกลลัพ โคเรีย โพล ในเดือน ก.ย. ที่พบว่า 58% ของชาวเกาหลีใต้ ไม่คิดว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี นับเป็นตัวเลขสูงสุดอันดับ 2 ตั้งแต่มีการจัดทำการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี 1992

แกลลัพเสริมว่า สัดส่วนชาวเกาหลีใต้ที่คิดว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นอีกครั้งปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงทศวรรษปี 1990 โดยล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 37%

“ผู้คนบอกว่าเมื่อพูดตามหลักการแล้ว สงครามยังไม่จบ แต่คนรุ่นฉันหลายคนไม่เคยเห็นสงครามเลย เรื่องสงครามเลยเป็นเรื่องเลื่อนลอยมากสำหรับฉัน นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อคนบอกว่าเป็นเรื่องอันตราย พวกเพื่อนๆ ฉันทุกคนกังวลเรื่องงานมากกว่า” คิมเฮจี กราฟฟิก ดีไซเนอร์ วัย 27 ปี กล่าวกับรอยเตอร์ส

เศรษฐกิจอ่อนแรง-ว่างงานอื้อ

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยเมื่อต้นเดือน ก.ย. ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.6% ในไตรมาส 2 ของปี 2017 ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวรายไตรมาสโดยเฉลี่ยของกลุ่มประเทศโออีซีดีที่ 0.7% และลดลงจากไตรมาสแรกที่ปรับตัวขึ้น 1.1%

แม้ว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) ระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้ย่ำแย่นัก และยืนยันว่ารัฐบาลสามารถไปถึงเป้าหมายการขยายตัวที่ 3% ในปีนี้ แต่เกาหลีใต้ยังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่ม เช่น ทิศทางนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐ และการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มกดดันเศรษฐกิจยิ่งขึ้นไปอีก ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก โดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 92.8% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2016 เพิ่มขึ้นจาก 80.8% เมื่อปี 2012

ขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้น ชาวเกาหลีใต้กลับหางานได้ยากลำบาก โดยจำนวนคนว่างงานในประเทศเพิ่มขึ้นมาราว 5,000 คน เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้านี้ ไปอยู่ที่ทั้งหมด 1.01 ล้านคน ในเดือน ส.ค.

ปัญหาการว่างงานยิ่งน่าวิกฤตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยสำนักงานสถิติเกาหลีใต้ ระบุว่า ประชากรรุ่นใหม่อายุ 15-29 ปี ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.4% ปรับขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 9.3% และเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายปี

แม้ประธานาธิบดี มุนแจอิน ที่รับตำแหน่งมาไม่นานในปีนี้ ให้คำมั่นว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาการว่างงานและรายได้ของประชาชน โดยรัฐสภาอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม วงเงิน 11 ล้านล้านวอน (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศโดยเฉพาะ รวมถึงจะเพิ่มค่าแรงขึ้นอย่างน้อย 16% แต่ขณะนี้นโยบายดังกล่าวของมุนแจอินยังคงไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน