ค่าเงินเอเชียพุ่งทะยาน รับ‘เฟด’ผ่อนท่าที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/505693

ค่าเงินเอเชียพุ่งทะยาน รับ‘เฟด’ผ่อนท่าที

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รอยเตอร์สรายงานว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกในเอเชียหลายแห่งปรับตัวแข็งค่าขึ้นพร้อมกันเมื่อวันที่ 27 ก.ค. นำโดยค่าเงินวอน เกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 1,112.8 วอน/ดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2016 ภายหลังที่ประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ และฉุดให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 13 เดือน เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก

รายงานอ้างบรรดานักค้าค่าเงินในกรุงโซลว่าเป็นที่เชื่อว่าทางการเกาหลีใต้จะเข้าแทรกแซงอย่างเงียบๆ โดยนำเงินวอนออกมาซื้อดอลลาร์ เพื่อชะลอภาวะค่าเงินแข็งค่าขึ้นก่อนปิดตลาดวานนี้

ด้านค่าเงินหยวนของจีนยังคงปรับตัวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 9 เดือน หลังจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับขึ้นค่ากลางเงินหยวนไปอยู่ที่ 6.7307 หยวน/ดอลลาร์ หรือปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นไปแตะ 110 เยน/ดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขาย ก่อนจะอ่อนลงเล็กน้อยมาปิดที่ระดับ 118.83-85 เยน/ดอลลาร์ วานนี้

“เราคิดว่าถ้อยแถลงของเฟดค่อนข้างมีความชัดเจน โดยส่งสัญญาณเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวในตลาดแรงงานมากขึ้น และแสดงความกังวลที่อาจพลาดเป้าเงินเฟ้อมากขึ้นด้วยเช่นกัน เราเชื่อว่าดอลลาร์จะปรับฐานลงอีก บนสมมติฐานที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะทยอยปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นไปจนถึงปลายปีนี้” วิษณุ วรธาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารมิซูโฮ กล่าว

เฟดส่งซิกไม่รีบร้อนขันนอต

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีมติหลังการประชุมเมื่อวันที่ 25-26 ก.ค. โดยคงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมที่ 1-1.25% และยังคงสัญญาณเดิมเหมือนในการประชุมเดือน มิ.ย. ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ได้ส่งสัญญาณใหม่ว่าอาจจะเริ่มการลดขนาดงบดุลขนาดเกือบ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 150 ล้านล้านบาท) ในเร็วๆ นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะเริ่มในเดือน ก.ย.นี้

“คณะกรรมการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการปรับงบดุลให้เข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวตามที่คาดไว้ ความเสี่ยงระยะสั้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจดูจะบรรเทาลงมาแล้ว การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคธุรกิจก็ยังคงขยายตัวขึ้น และคณะกรรมการกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด” เอฟโอเอ็มซี ระบุ

ก่อนหน้านี้ในการประชุมเมื่อเดือน มิ.ย. เอฟโอเอ็มซีระบุเพียงว่า การลดขนาดงบดุลจะเริ่มขึ้นในปีนี้ โดยธนาคารจะไม่ต่ออายุพันธบัตรรัฐบาลที่ครบกำหนดการไถ่ถอน กำหนดวงเงินเดือนละ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ในช่วงแรกก่อนลดเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนกว่าจะถึงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1 ล้านล้านบาท) และจะลดการถือครองหลักทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) โดยเริ่มเดือนละ 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) และเพิ่มการลดจนถึงเดือนละ 2 หมื่นดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท)

หุ้นเอเชียทุบสถิติเกือบ 10 ปี

การส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมว่าเฟดกังวัลต่อการขยายตัวของเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่งทำให้คาดว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยก่อนช่วงปลายปีนี้ ยังทำให้ตลาดหุ้นเอเชียขยายตัวร้อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย แปซิฟิก ปรับตัวขึ้น 1% ระหว่างการซื้อขายวานนี้ไปอยู่ที่ 160.81 จุด หรือสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2007 โดยยังได้ปัจจัยหนุนจากการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 2 ด้วย

ด้านดัชนีฮั่งเส็งตลาดฮ่องกงบวก 0.76% ปิดที่ 27,131.17 จุด ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 บวกเล็กน้อย 0.15% ปิดที่ 20,079.64 จุด และดัชนีคอมโพสิต ตลาดหุ้นโซลบวก 0.36% ปิดที่ 2,443.24 จุด

“ตลาดน่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4 ตราบเท่าที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐยังโตช้าอยู่” เนลสัน หยาน กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ซีซีบี ซีเคียวริตีส์ ในฮ่องกง กล่าว

 

จีนลุยดันนวัตกรรม หวังสลัดภาพนักก๊อบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/504619

จีนลุยดันนวัตกรรม หวังสลัดภาพนักก๊อบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพลักษณ์แบบเก่าๆ ของจีนที่ทั่วโลกคุ้นเคยกันดีกำลังจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็น “นักลอกเลียนแบบ” ไปสู่ “นักสร้างสรรค์นวัตกรรม” หลังในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการผลักดันเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการรับชำระเงินออนไลน์ การผลิตโดรนและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือการที่เอกชนรายใหญ่ในประเทศ เช่น อาลีบาบา เทนเซนต์ และไป่ตู้ ต่างก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ขณะที่สตาร์ทอัพไอทีแดนมังกรกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“จีนกำลังเปลี่ยนจากชาตินักลอกเลียนแบบไปสู่ชาติผู้สร้างนวัตกรรม” จิง อูลริช กรรมการบริษัทและรองประธานฝ่ายเอเชียแปซิฟิกของธนาคารเจพี มอร์แกน เชส กล่าว พร้อมเสริมว่า ในขณะนี้บริษัทจีนกำลังพยายามก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีการรับชำระเงินเคลื่อนที่ ระบบการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต การผลิตโดรน เอไอ รวมไปถึงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ ความสำเร็จด้านไอทีส่วนหนึ่งของเอกชนจีนมาจากความพยายามผลักดันการสร้างนวัตกรรมและการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนออกมาจากการเปิดเผยแผน “เมดอินไชน่า 2025” เพื่อมุ่งนำนวัตกรรมมายกเครื่องภาคการผลิตและขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยแผนการดังกล่าวเปิดเผยเมื่อปี 2015 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน เปิดเผยระหว่างการกล่าวปราศรัยที่เมืองต้าเหลียนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ชาวจีนยื่นจดทะเบียนบริษัทกว่า 1.5 หมื่นรายทุกปี และจากจำนวนดังกล่าว ธุรกิจราว 70% ยังคงดำเนินกิจการอยู่ในขณะนี้

ไม่เพียงแค่จำนวนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น มูลค่าของสตาร์ทอัพจีนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยบริษัทวิจัยตลาด ซีบี อินไซต์ส เปิดเผยว่า บริษัทจีนมากกว่า 50 แห่ง มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่ง ตีตี้ ชูซิ่ง ธุรกิจไรด์-แชริ่ง ของจีน มีความโดดเด่นอย่างมากจนกลายเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น โดยมีมูลค่าตลาดแล้วถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.67 ล้านล้านบาท) ตามหลังแค่ อูเบอร์ ผู้ให้บริการไรด์-แชริ่งจากสหรัฐในรายชื่อสตาร์ทอัพยูนิคอร์นทั่วโลก

นอกเหนือจากการสนับสนุนของรัฐบาลแล้ว ผู้บริโภคจีนโดยเฉพาะชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ยังเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ภาคเอกชนต้องผลิตนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

ความท้าทายเอกชนจีน

แม้บริษัทจีนประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดภายในประเทศ แต่การช่วงชิงตลาดต่างประเทศ และแข่งขันกับบริษัทต่างชาติอื่นๆ โดยเฉพาะจากสหรัฐ เช่น อเมซอน และเฟซบุ๊ก ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ เนื่องจากเอกชนดังกล่าวเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจในหลายประเทศ และมีฐานลูกค้าทั่วโลกที่แข็งแกร่ง

เบสซี ลี ผู้ก่อตั้งและประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของวิธอินลิงก์ บริษัทให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพจีน กล่าวว่า ธุรกิจไอทีจีนจะต้องเริ่มต้นใหม่จากรากฐานเมื่อตัดสินใจทำกิจการในตลาดสหรัฐและยุโรป เนื่องจากในต่างประเทศไม่มีปัจจัยเกื้อหนุนธุรกิจเหมือนในจีน โดยลีได้ยก เทนเซนต์ ขึ้นเป็นกรณีศึกษา

“เทนเซนต์เป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในจีน หลายฝ่ายต่างยินดีและพร้อมทำธุรกิจด้วยเพราะต้องการพึ่งสถานะในประเทศอันแข็งแกร่ง แต่การประสบความสำเร็จในต่างประเทศไม่ได้เป็นเช่นนั้นและอาจแตกต่างจากในจีนอย่างมาก” ลี กล่าว

ชูแผน “เอไอ 2030”

ท่ามกลางความท้าทายของเอกชนจีนในการขยายธุรกิจสู่ต่างแดน รัฐบาลจีนประกาศแผนการผลักดันให้เอไอเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และให้จีนขึ้นเป็นผู้นำในด้านดังกล่าวภายในปี 2030 โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1.พัฒนาเทคโนโลยีเอไอและนำเอไอไปประยุกต์ใช้งานทั่วไปภายในปี 2020 ตามด้วย 2.สร้างการค้นคว้าด้านเอไอใหม่ๆ ภายในปี 2025 และ 3.ขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเอไอระดับโลกภายในปี 2030

ทั้งนี้ จีนคาดการณ์ว่า เอไอจะช่วยสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 4 แสนล้านหยวน (ราว 1.97 ล้านล้านบาท) ต่อปี ภายในปี 2025 ทำให้รัฐบาลจีนหวังนำเอไอมาชุบชีวิตภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและรัฐวิสาหกิจ โดยตั้งเป้าให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจกว่า 26% มาจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเอไอภายในปี 2030 ซึ่งรัฐบาลจะทุ่มงบสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเอไอโดยเฉพาะ เช่น ในด้านการผลิตซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ประสิทธิภาพเยี่ยม ซอฟต์แวร์ขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยี เออาร์และวีอาร์

“ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นจุดโฟกัสใหม่ในการแข่งขันระดับนานาชาติ จีนจึงต้องเริ่มสร้างฐานอันมั่นคงไปสู่การพัฒนาเอไอขั้นต่อไป เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันเพิ่ม เปิดโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ และยกระดับการปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ” แถลงการณ์รัฐบาลจีน ระบุ

ภาพ https://www.efe.com

ห้างจีนใกล้สิ้นลม แกร่งไม่พอสู้ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/503377

ห้างจีนใกล้สิ้นลม แกร่งไม่พอสู้ออนไลน์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

บรรดาห้างสรรพสินค้าจีนกำลังเจอทางตันในการหาหนทางเพิ่มรายได้ หลังผู้บริโภคจีนหันไปซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ค้าปลีกรายย่อยลดการเช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าในห้างลง แล้วเปลี่ยนไปวางขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์แทน

แม้ขณะนี้ยอดค้าปลีกของจีนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ 10.7% เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 10.6% แต่ยอดขายของบรรดาห้างใหญ่กลับยังคงน้อยกว่าอยู่ที่เพียง 10.7% เมื่อเทียบกับยอดค้าปลีกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 26.5% หลังปรับขึ้น 25.9% เมื่อเดือนก่อนหน้า

สถานการณ์ดังกล่าวหมายความว่าห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ในจีนกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับบรรดาค้าปลีกออนไลน์ โดยเฉพาะกับอาลีบาบาและเจดีดอทคอม ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน โดยหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์ รายงานว่า ภาคส่วนอี-คอมเมิร์ซจีนมีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนดังกล่าวของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ แมคคินซีย์ แอนด์ คอมปานีบริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ เปิดเผยรายงานเดือน มิ.ย.ว่า ภาคส่วนอี-คอมเมิร์ซจีน คาดว่าจะขยายตัวแตะ 8.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 คิดเป็นสัดส่วน 17% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดทั่วประเทศ

ด้าน ลิลเลียน หลี นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของบริการรับชำระเงินออนไลน์ โดยสัดส่วนการชำระเงินออนไลน์ของผู้บริโภคจีนอยู่ที่ 8.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 27.7 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ยอดการรับชำระเงินออนไลน์ของผู้ให้บริการดังกล่าวรายใหญ่ที่สุดในจีน อย่างอาลีเพย์ของอาลีบาบา และวีแชตของเทนเซนต์ อยู่ที่ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 98 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 20 เท่า ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

ทิศทางดังกล่าวจึงทำให้ ปีเตอร์ลี รองประธาน เฮนเดอร์สัน แลนด์ดีเวลลอปเมนต์ บริษัทพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์รายใหญ่ในฮ่องกง มองว่าห้างสรรพสินค้าจีนจะได้รับแรงกดดันมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“ขณะนี้ผู้บริโภคไปซื้อสินค้าที่ห้างน้อยลงมาก โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ห่างจากใจกลางเมือง ผมเลยคิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ รายได้ของห้างรายใหญ่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และห้างเองก็ไม่สามารถขึ้นค่าเช่าพื้นที่เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม เพราะผู้ค้าปลีกรายย่อยน่าจะหันไปลงโฆษณาขายของบนแพลตฟอร์มบริษัทไอที เช่น ไป่ตู้ อาลีบาบา และเทนเซนต์” ลี กล่าว

ลี เสริมว่า สำหรับห้างที่เน้นให้เช่าพื้นที่สำนักงาน หรือพื้นที่จัดประชุม คาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีโฮโลกราฟฟิกที่สามารถแสดงภาพ 3 มิติเสมือนจริง ซึ่งอาจทำให้การมีสำนักงานไม่จำเป็นอีกต่อไป

“ถ้าเทคโนโลยีดังกล่าวมีการใช้งานอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ผู้คนสามารถประชุมผ่านทางไกลได้ โดยไม่ต้องมาที่สำนักงานอีก” ลี ระบุ

แสงสว่างปลายอุโมงค์

แม้อนาคตของห้างสรรพสินค้าจีนดูไม่สดใสนัก แต่โอกาสการพลิกฟื้นศักยภาพการแข่งขันเพื่อดึงดูดลูกค้ายังคงมีอยู่

โมรีน เฟิง ผู้อำนวยการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซันฮุงไค พรอพเพอตี้ส์ ที่บริหารงานห้างสรรพสินค้าในจีนและฮ่องกง เปิดเผยว่า ห้างค้าปลีกสามารถใช้ความได้เปรียบด้านสภาพแวดล้อมมาสร้างจุดแข่งขัน

“คนรุ่นใหม่ชื่นชอบห้างที่ออกแบบมาทันสมัยและมีสไตล์เมื่อไปซื้อสินค้า ขณะที่ห้างเองยังสามารถนำระบบการชำระเงินออนไลน์มาประยุกต์ใช้ได้ด้วย เช่น การทำระบบจ่ายเงิน มอบสิทธิพิเศษ หรือซื้อตั๋วหนังผ่านสมาร์ทโฟน” เฟิง กล่าวพร้อมเสริมว่า การดำเนินการดังกล่าวยังช่วยห้างรวบรวมข้อมูลต่างๆ ของลูกค้า เช่น ประเภทสินค้าที่ลูกค้าแต่ละช่วงอายุชื่นชอบ อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยให้ผู้บริโภค

นอกจากเพิ่มความสะดวกในการจ่ายเงินแล้ว ห้างยังสามารถเอาเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีโลกเสมือน(เออาร์) มาผสมผสานกับพื้นที่ในห้างเพื่อจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขาย โดย ซันฮุงไค กล่าวว่า จะใช้เออาร์มาช่วยสร้างสนามบาสเกตบอลดิจิทัล หรือสร้างฉากจำลองเสมือนจริงจากภาพยนตร์ชื่อดังภายในห้าง เพื่อหวังดึงดูดกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ชอบความตื่นตาตื่นใจในการช็อปปิ้ง

การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จึงเป็นหนทางหนึ่งในการเพิ่มการแข่งขัน ซึ่งเฟิงเปิดเผยว่า ห้างหลายแห่งที่บริษัทดูแลอยู่ และเริ่มดำเนินการดังกล่าวแล้วยังคงมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งได้รับผลกระทบจากอี-คอมเมิร์ซไม่มากนัก เนื่องจากสามารถดึงดูดลูกค้าระดับไฮเอนด์ได้

 

แบงก์ชาติลุยเงินดิจิทัล หวังพลิกโฉมระบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/500807

แบงก์ชาติลุยเงินดิจิทัล หวังพลิกโฉมระบบใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีประเทศใดที่ออก “สกุลเงินดิจิทัล” (Cryptocurrency) ของตนเองมาใช้อย่างเป็นทางการ และการยอมรับเงินดิจิทัลชื่อดังอย่างบิตคอยน์ ก็ยังอยู่ในแวดวงที่จำกัดมาก ทว่า การทำธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มสำรวจความเป็นไปได้ในการนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้งานจริง

ล่าสุดนั้น มีรายงานว่าธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) กำลังพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลตัวต้นแบบขึ้นอย่างลับๆ และจะทดลองใช้ระบบทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวกับธนาคารพาณิชย์บางแห่งในประเทศ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจีนอาจลองใช้สกุลเงินดังกล่าวควบคู่ไปกับสกุลเงินหยวนในอนาคต แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีรายงานขัดแย้งกันว่าจีนปฏิเสธเรื่องดังกล่าวอยู่ก็ตาม

เว็บไซต์ข่าวเอ็มไอที เทคโนโลยี รีวิว ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ระบุว่า สกุลเงินดิจิทัลซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลาง และสามารถนำไปใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงินในจีน ส่งผลให้สามารถขยายบริการทางการเงินได้ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น ขณะที่ชาวจีนจำนวนมากไม่อาจเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิมจากธนาคารได้

ขณะเดียวกัน สกุลเงินดิจิทัลคาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลจีนเข้าไปควบคุมการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้น เช่น การปรับให้สามารถติดตามการทำธุรกรรมออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการฉ้อโกง ฟอกเงิน หรือการคอร์รัปชั่น ที่รัฐบาลพยายามปราบปรามอยู่ในขณะนี้

รายงานระบุว่า ปัจจุบัน ชาวจีนหันไปใช้ระบบการชำระเงินออนไลน์สำหรับสินค้าและบริการเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องดื่ม โดยจ่ายเงินผ่านการสแกนคิวอาร์ โค้ด บนสมาร์ทโฟน ไปจนถึงการให้เงินอั่งเปาช่วงเทศกาลตรุษจีนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล พฤติกรรมดังกล่าวของประชาชนทำให้รัฐบาลต้องเร่งเข้าไปหาทางดูแล

“ยิ่งได้รู้แนวทางการปล่อยกู้ของแบงก์ รวมถึงที่มาและปลายทางของเงินมากเท่าไร รัฐบาลก็ยิ่งมีหนทางควบคุมการฟอกเงินและปรับให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ต้วน ซินซิง รองประธานบริษัท โอเค คอยน์ หนึ่งในผู้ให้บริการซื้อขายบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดของจีน กล่าว พร้อมเสริมว่า การออกสกุลเงินดิจิทัลจะทำให้พีบีโอซีเฝ้าระวังความเสี่ยงทางการเงินได้ง่ายขึ้น

โลกกรุยทางสู่ยุคดิจิทัล

จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่พยายามหันไปสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัล โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ยกเลิกการใช้ธนบัตรสำหรับชำระหนี้ตามกฎหมายถึง 86% ของจำนวนทั้งหมดเพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชั่นและผลักดันประเทศสู่การชำระเงินบนดิจิทัลแพลตฟอร์มให้มากขึ้น

บลูมเบิร์กระบุว่า การผลิตเงินกระดาษและต่อสู้กับบรรดาผู้ผลิตเงินปลอมนั้นมีต้นทุนสูงมากสำหรับอินเดีย โดยเฉพาะต้นทุนการกำกับดูแลการทำธุรกรรมเงินกระดาษ ขณะที่การเพิ่มสกุลเงินดิจิทัลเข้าไปในระบบการเงินนั้น สามารถย่นระยะเวลา เพิ่มความสะดวก และสร้างความโปร่งใสให้การทำธุรกรรมการเงินได้

นอกจากนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางแคนาดา เยอรมนี และสิงคโปร์ กำลังเร่งศึกษาเรื่องสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกับจีน ขณะที่มีรายงานว่า ธนาคารกลางเวียดนามกำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการเอาบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลที่มีการซื้อขายอย่างแพร่หลายมากที่่สุดในขณะนี้มาใช้งานจริง

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 ประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างเดนมาร์กและสวีเดน เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล โดยธนาคารกลางเดนมาร์กระบุว่า กำลังหาทางผลิตเงิน อี-โครน (E-krone) เพื่อเอามาใช้แทนเงินกระดาษ ในการช่วยควบคุมและป้องกันอาชญากรรมทางเงินไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และกำลังพิจารณาว่าจะพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเป็นแบบต้องระบุตัวตนผู้ใช้ได้หรือไม่ เช่น การใส่เลขซีเรียล นัมเบอร์ เพื่อให้สามารถจับตาการทำธุกรรมการเงินได้ตลอดเวลา

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ธนาคารกลางสวีเดนเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาออกสกุลเงินดิจิทัล หลังการใช้เงินสดในประเทศปรับตัวลงถึง 40% นับตั้งแต่ปี 2009 แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ควบคุมการทำธุรกรรมดิจิทัล

ความเสี่ยงยังสูง

ฝ่ายสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลมักยกข้อดีด้านหนึ่งขึ้นมาเสมอ คือ สกุลเงินเสมือนจริงจะช่วยลดการผูกขาดของภาคธนาคาร ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางและหักค่าหัวคิวในระบบอยู่ทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม การบั่นทอนบทบาทของแบงก์พาณิชย์ก็ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันด้วย โดยเฉพาะในแง่ของการติดตามเส้นทางการเงิน

เพราะแม้ว่าการออกสกุลเงินดิจิทัลจะช่วยให้บรรดาธนาคารกลางควบคุมดูแลความเสี่ยงทางการเงินออนไลน์ได้ดีขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ กำลังกลายเป็นช่องทางระดมเงินของอาชญากรไซเบอร์ เช่น กรณีแฮ็กเกอร์ปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ วอนนาคราย เมื่อเดือน พ.ค. และเพตยา ช่วงสัปดาห์นี้ ข่มขู่ให้ผู้ใช้จ่ายค่าปลดล็อกคอมพิวเตอร์ผ่านบิตคอยน์ เนื่องจากระบบบล็อกเชนที่ใช้ซื้อขายบิตคอยน์นั้น ไม่มีตัวกลางการทำธุรกรรม ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐบาลได้

อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่า จีนได้หาทางออกแบบระบบสกุลเงินดิจิทัลเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าวไว้เช่นกัน โดย เหยาเฉียน รองผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของพีบีโอซี ระบุในเอกสารตีพิมพ์ในวารสารวิชาการซิงหวา ไฟแนนเชียล รีวิว ว่า จีนจะผสมผสานสกุลเงินดิจิทัลเข้ากับระบบของธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ในขณะนี้ เพื่อคงบทบาทให้ธนาคารพาณิชย์กลายเป็นตัวกลางให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล

 

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ “สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/511003

ย้อนคำพูดยิ่งลักษณ์ "สู้คดีไม่หนีไปไหน ถ้าหนีหนีนานแล้ว"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการจับตาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมารับฟังคำตัดสินในวันนี้หรือไม่ หลังกระข่าวหลบหนีออกนอกประเทศเริ่มหนาหู แต่บรรดาคนใกล้ชิดยังออกมายืนยันว่าไม่หนีและจะมารับฟังคำตัดสินในวันนี้ (25 ส.ค.)อย่างแน่นอน

สุดท้าย ทนายความแจ้งต่อศาลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะมีอาการป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเห็นว่าไม่มีหลักฐานมาแสดงว่าป่วยจริง ศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนีคดี จึงพิจารณาออกหมายจับปรับนายประกัน 30 ล้านบาท พร้อมกันนั้น ศาลฯ ได้เลื่อนนัดคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 27 ก.ย.60

ย้อนไปดูความเคลื่อนไหวล่าสุด นายวิม รุ่งวัฒนาจินดา อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคนสนิท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ ในวันที่ 24 ส.ค.ระบุว่า  ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง แค่เป็นข่าวลือ   น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ที่บ้าน ในซอยโยธินพัฒนา 3 พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) จะเดินทางไปฟังคำตัดสินที่ศาลฯ อย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับ นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ยืนยันว่าวันที่ 25 ส.ค. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนยันพร้อมที่จะไปรับฟังคำพิพากษา โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงศาลในช่วงเวลาที่เช้ากว่าเดิม เพราะครั้งก่อนศาลนัดเวลา 09.30 น. ส่วนครั้งนี้ศาลนัดเวลา 09.00 น. แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปถึงศาลในเวลากี่โมง

ที่สำคัญหากย้อนพิจารณาคำพูดในแต่ละโอกาสที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะพบว่ามีการยืนยันจะไม่หนีคดีอย่างต่อเนื่อง

“ยืนยันว่าจะต่อสู้ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จากโครงการรับจำนำข้าว โดยจะไม่หนีไปไหนสู้เต็มที่แม้มีความหวังแค่ 1% ก็ต้องสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เชื่อว่า 1% อาจจะโตขึ้นเรื่อยๆ”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2560

“จะต่อสู้โครงการรับจำนำข้าวอย่างถึงที่สุด และไม่คิดหนีคดี พร้อมยืนยัน โครงการนี้ทำเพื่อช่วยเหลือชาวนา และหลังการทำรัฐประหารของ คสช. ถูกรัฐบาลทหารสั่งให้งดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงขอให้งดลงพื้นที่พบปะประชาชน และงดโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก  ทั้งนี้ ขอเพียงว่า ให้ประชาชนได้อิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เพื่อผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะได้ยินเสียงของคนเหล่านี้”

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น วันที่ 18 ก.พ. 2559

“จะไม่หนีไปไหน ถ้าต้องการหนี ดิฉันคงหนีไปแต่แรกแล้วจะไปขึ้นศาลทำไม และที่ผ่านมาได้พยายามอยู่เงียบ ๆ มานานเกือบ 2 ปี ปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศ แต่บางครั้งจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะเราเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน”

น.ส.ยิ่งลักษณ์  ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ในสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 11 ก.พ.2559

 

เมื่อ วันที่ 8 ม.ค. 2559 น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3  ให้สื่อมวลชนไปชมแปลงผักที่ปลูกข้างบ้านพร้อมอธิบายวิธีปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน  โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า ชอบปลูกผักบัตเตอร์เฮดและร็อกเกต เพราะอร่อย และยังได้สาธิตการปรุงน้ำสลัดให้สื่อมวลชนดูด้วยก่อนจะพูดถึง กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเริ่มนัดไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวนัดแรกใน วันที่ 15 ม.ค.ว่า จะเดินทางไปศาลในวันดังกล่าวด้วย

“ส่วนจะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่นั้นคงแล้วแต่โอกาส แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การหนีคดี เพราะมีภารกิจต้องมาเบิกความต่อศาล ตลอดทั้งปี 59 คงต้องเดินทางมาศาลทั้งปี” อดีตนายกฯ กล่าว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้  วันที่ 16 ธ.ค. 2558  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณายกคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์   ที่ยื่นคำร้องขอเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15-25 ธ.ค. เพื่อ จะพาเด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย ไปทัศนศึกษาช่วงปิดภาคเรียน โดยศาลเห็นว่ายังไม่มีเหตุอันควร

เมื่อวันที่  21 มิ.ย. 2558 ที่อุโบสถวัดแสนสุข เขตมีนบุรี น.ส.ยิ่งลักษณ์  พร้อมนายอนุสรณ์ อมรฉัตร และด.ช.ศุภเสกข์  และแกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมทำบุญถวายภัตตา หารเพลแด่พระสงฆ์ 9 รูป และถวายสังฆทานเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 48 ปี

ระหว่างสนทนากับพระครูโกศลวิมลกิจ เจ้าคณะเขตมีนบุรี เจ้าอาวาสวัดแสนสุข  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่หนีไปไหนแน่นอน 

จากนั้นพระครูโกศลวิมลกิจ พร้อมพระสงฆ์ ร่วมกันสวดพระปริยัติและให้พร ประ พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่น.ส.ยิ่งลักษณ์และครอบครัว พร้อมมอบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อแสนสุข ขนาดหน้าตัก 9   และขอให้ ได้กลับมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติสืบต่อไป

ยังไม่รวมกับบรรดาคนใกล้ชิดอีกหลายคนที่ตบเท้าออกมายืนยันอย่างพร้อมเพรียงว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษา ไม่หนีไปไหน ซึ่งคงจะต้องรอดูกันอีกครั้งวันที่ 27 ก.ย.60 นี้

 

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510244

ย้อนรอยคดีจีทูจี อุ่นเครื่องก่อนพิพากษา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองตลอดทั้งสัปดาห์ต้องเทความสนใจไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเตรียมนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าวที่มี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยพร้อมกันในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ก่อนอื่นต้องย้ำกันอีกครั้งแม้ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” จะต้องมาฟังคำพิพากษาในวันเดียวกัน แต่คดีของทั้งสองคนนั้นต่างมีข้อหาที่แตกต่างกัน

โดยกรณีของยิ่งลักษณ์ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาในข้อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการทุจริต ขณะที่กรณีของบุญทรงถูกกล่าวหาทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว)

สำหรับข้อกล่าวหาบุญทรงที่ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนนั้นมีสาระสำคัญดังนี้

บุญทรงและพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับ Guangdong stationery & sporting goods imp. & exp. Corp. และ Hainan grain and oil industrial trading company ซึ่งมิได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขาย แต่ให้มีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่นแล้วนำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ หรือต่ำกว่าราคาที่รับจำนำเพื่อนำไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังไต่สวนโดยได้ข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า การที่คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ กับ (1) บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 3 ล้านตัน (2) บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals and Oils Trading Co., Ltd. ปริมาณ 2 ล้านตัน (3) บริษัท Hainan Province land Reclamation Indus trial Development ปริมาณ 4 ล้านตัน และ (4) บริษัท Hainan Land Rec lamation Commerce and Trade Group Co., Ltd. ปริมาณ 5 ล้านตันนั้น บริษัทดังกล่าวมิได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

แต่กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตตามกฎหมายอื่น เห็นควรดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ขณะที่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นบุญทรงได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.พร้อมกับยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง โดยมุ่งไปที่การยืนยันบริษัทสัญชาติจีนที่เข้ามาซื้อข้าวเป็นตัวแทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนจริง ไม่ใช่บริษัทปลอมตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา บุญทรงได้เคยเขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อพยายามอธิบายถึงขั้นตอนการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ว่า ตามระเบียบและแนวปฏิบัติของกระทรวงนั้น “รัฐ” ให้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อ โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้ตรวจสอบและพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอซื้อว่ามีฐานะเป็นรัฐหรือไม่ ซึ่งถือเป็นงานประจำของกรมการค้าต่างประเทศที่ทำกันมาทุกรัฐบาล ในกรณีนี้กรมการค้าต่างประเทศตรวจสอบ พบว่า บริษัทของจีนเข้ามาซื้อข้าวจากไทยเป็นรัฐวิสาหกิจของมณฑลโดยรัฐบาลจีนถือหุ้น 100% จึงถือเป็นรัฐ

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการที่กล่าวหา ว่า ไม่ได้มีการส่งออกข้าว เพราะไม่ได้ชำระเงินค่าข้าวเป็นแอลซีจากต่างประเทศ บุญทรงก็ต่อสู้หักล้างในประเด็นนี้ว่า ผู้ซื้อข้าวเพื่อส่งออกสามารถชำระเงินเป็นเช็ค หรือเงินสดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดแอลซีอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามแนวปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ตนเองคิดขึ้นมาเอง

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดรูปแบบการชำระเงินไว้ 3 วิธี คือ 1.แอลซีชนิดเพิกถอนไม่ได้ 2.การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือ 3.จ่ายเป็นเช็คเงินสดในรูปแบบของเงินบาทก่อนรับมอบข้าวในแต่ละงวด และเป็นวิธีที่กรมการค้าต่างประเทศเริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่รัฐบาลในอดีต

หากพิจารณาข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. และคำชี้แจงของบุญทรงแล้ว ทำให้เห็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นการชี้ขาดคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. คือ ศาลฎีกาจะรับฟังได้ว่าบริษัทจีนที่มาซื้อข้าวจากไทยเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับหลักฐานของฝ่ายใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน

ที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีนี้ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อบุญทรงเท่านั้น แต่จะมีผลไปถึงยิ่งลักษณ์อย่างคาดไม่ถึงเช่นกันด้วย

 

“แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้” ส่องวงการ “นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่” ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/510142

"แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้" ส่องวงการ "นู้ด-เอ็กซ์-เซ็กซี่" ยุคใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หญิงสาวผิวขาว ใบหน้าเล็กเรียว จมูกโด่ง ดวงตาเฉี่ยวคม กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียงนอน เปลือยกายท่อนบนและใช้มือปิดบังหน้าอกขนาดใหญ่

เธอกำลังโพสต์ท่าสุดเซ็กซี่ ส่งสายตาจิกจ้องไปยังกลุ่มช่างภาพหนุ่ม 4-5 คนที่อยู่รายรอบ บ้างถ่ายมุมเสย บ้างมุมกด บ้างก็กำลังออกคำสั่งให้เธอเอี้ยวตัวเพิ่มอีกนิดเพื่อให้บั้นท้ายนั้นสวยงามและทำให้ภาพออกมาดูร้อนแรงยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวินาทีนี้ความเซ็กซี่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์ แต่ละวันมีเหล่านางแบบเซ็กซี่แจ้งเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน ชนิดที่หลายคนบอกว่า “แค่มีนมก็เป็นนางแบบได้แล้ว”

ในอดีตถึงขั้นแทบกราบกว่าจะได้นางแบบสักคน

เทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ถือเป็นสองปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นนางแบบเซ็กซี่และนู้ดได้ง่ายขึ้น ผิดกับในอดีตที่การแสวงหาผู้หญิงมาเปลื้องผ้าสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์” ช่างภาพนู้ดชื่อดัง เล่าว่า เมื่อครั้งถ่ายภาพให้กับนิตยสารหนุ่มสาว ต้องหานางแบบตามสถานบันเทิงต่างๆ เช่น ไนท์คลับ บาร์ อะโกโก้ เป็นต้น นางแบบที่ได้หนีไม่พ้นหญิงสาวที่มีอาชีพทำงานกลางคืน มักไม่ใช่ผู้หญิงที่เพอร์เฟคทั้งใบหน้าและเรือนร่าง เป็นหน้าที่ของช่างภาพในการแก้ไขจุดบกพร่องเท่าที่ความสามารถและเทคโนโลยีสมัยนั้นทำได้

“ลำบากมาก ต้องพูดจนคอแห้งให้เขามั่นใจว่าจะออกมาสวย  สมัยนั้นเราใหม่มาก ไม่มีชื่อเสียงมาแบ็กอัพ ต้องพูดทุกวิถีทาง ถ่ายแล้วมันจะออกมาอย่างโน้นอย่างนี้นะ” ธีรพงศ์ระลึกถึงอดีตและบอกต่อว่า

“ความที่ไปเจอตอนกลางคืน พอนัดมาถ่ายภาพตอนกลางวัน ต้องตกใจ เพราะเขาไม่ได้อยู่ใต้แสงแบบที่เราเจอเมื่อคืน บางทีเฮ้ย…จริงหรือเปล่า เราเลือกคนนี้มาเหรอ มันมีอารมณ์นั้น ไม่มีการนัดมาเจอกันก่อนถ่าย ได้เบอร์มาแล้วอีกวันก็นัดไปถ่ายเลย มันเลยเกิดความผิดพลาดบ่อย”

ในอดีตไม่มีสเปคนางแบบที่แน่ชัด ช่างภาพพยายามเฟ้นหาผู้หญิงที่มีรูปร่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้และทันเส้นตายปิดเล่มหนังสือ อย่างไรก็ตามสิ่งที่นางแบบทุกคนจะขาดไม่ได้คือ “ต้องมีหน้าอก”

“สมัยนั้นของจริงทั้งนั้น จะหาเพอร์เฟคก็ยาก บางทีรูปร่างหน้าตาดี แต่หน้าอกไม่มี ถ้ามันถึงเดทไลน์หนังสือต้องวางแผงอาทิตย์หน้า ยังไงก็ต้องถ่าย ลีลามากไม่ได้ กัดฟันถ่ายให้ดีที่สุด เคยมีนางแบบคนหนึ่ง ขอโทษนะ เนื้อแหว่งไปข้างที่ลำตัวเพราะอุบัติเหตุ บก. บอกว่า รอคนใหม่ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เอาผ้าปิดบ้าง บอกให้เขาเอามือมาปิดตรงจุดนั้นบ้าง”

 

บี๋ ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์ ภาพจาก อินสตาเเกรม bee_teerapong

 

เขาเล่าว่าเมื่อ 30 ปีก่อนนางแบบได้รับค่าตัวเพียงแค่ 1,500-2,000 บาท จนกระทั่งมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการคัดเลือกและค่าตัวที่นิตยสารพยายามจ่ายมากขึ้นเพื่อดึงดูดเหล่าหญิงสาว กระทั่งสูงลิ่วในระดับหลักหมื่นหลักแสน และเริ่มมีการเชิญชวนนักแสดงคนดังเข้ามาถ่ายแบบ โดยเฉพาะดาราที่เริ่มหายหน้าไปจากวงการบันเทิง

“กระแสตอบรับในสมัยนั้นค่อนข้างดีสำหรับภาพนู้ด เริ่มมีดาราชื่นชอบ ยกย่องว่าภาพสวยดี จุดประกายให้ผมเริ่มชักชวนติดต่อคนดัง นักแสดงมาถ่ายแบบ”

ครั้งหนึ่งในอดีต “บี๋ ธีรพงศ์” เคยติดต่อทาบทาม “ม้า อรนภา” มาถ่ายแบบ โดยเจ้าของหนังสือไม่ทราบว่าเธอเป็นเพศที่สาม จนกระทั่งเขาเอ่ยปากเฉลยเอง ซึ่งเล่มดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาให้กับสังคมอย่างมาก ขายหมดเกลี้ยงแผงในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงเป็นจังหวะที่วงการหนังสือเซ็กซี่และนู้ดแข่งขันกันมากขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าการค้นหานางแบบในอดีตนั้นยากมาก ผิดกับปัจจุบันที่ผู้หญิงสาวสวยจำนวนมากพากันเสนอตัวให้กับช่างภาพเลยด้วยซ้ำ

“หลังไมค์เยอะมาก ยังพูดกับแฟนเสมอว่า เกิดเร็วไปหน่อย สมัยก่อน แทบจะกราบเลยแต่ยุคนี้เขาอยากจะถ่ายอยู่แล้ว บางคนอยากเป็นกระแสก็ติดต่อมาในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเลยก็มี”

ไม่ใช่เพียงแค่นางแบบที่เป็นกันง่าย แต่ช่างภาพก็เช่นกัน เมื่อโปรดักส์ชั่นและเทคโนโลยีกลายเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับบรรดามือลั่นชัตเตอร์สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ง่ายกว่าอดีต ซึ่งส่งผลให้นางแบบมีความมั่นใจที่จะนำเสนอเรือนร่างออกสู่สายตาสาธารณะมากขึ้น

ธีรพงศ์ บอกว่า สมัยนี้ผู้หญิงไม่ต้องสวยงามเพอร์เฟค ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเทคโนโลยีที่จะเติมเต็ม ผิดกับสมัยก่อนที่แทบไม่สามารถทำให้สวยเกินจริงได้ ใช้เพียงเทคนิคด้านการจัดแสง ใส่ฟิลเตอร์ และพร๊อพต่างๆ ที่พอมีเพื่อทำให้เขาดูดีขึ้น

“ช่างภาพสมัยก่อนต้องมีชั่วโมงบิน วิชา ประสบการณ์ที่ทำให้ภาพของเราโดดเด่น เมื่อถึงเวลาอยู่ในสนามแข่งแล้ว เราถึงจะนำชาวบ้านเขา” บี๋บอกและว่า “สมัยนี้นางแบบมาครึ่งทางที่เหลือเราทำเอง ยิ่งช่างภาพคนไหนถนัดโฟโต้ชอปอยู่แล้ว ก็ง่าย”

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ถอดทีละชิ้น จากน่ารักใสๆ สู่เปลื้องผ้า

แนวการถ่ายแบบที่นิยมในปัจจุบันแบ่งออกได้ดังนี้

Showbra เป็นการถ่ายแบบเซ็กซี่ในลักษณะไม่หวือหวามาก เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าหลวมและโชว์ให้เห็นเสื้อชั้นในเล็กๆ น้อยๆ

Topbra  ด้านบนใส่แต่เสื้อชั้นในถ่ายแบบ ส่วนด้านล่างจะเป็นกางเกงหรือกระโปรงตามแต่ที่ตกลงกัน

Topless เปลือยกายท่อนบนหรือพูดง่ายว่าๆ นู้ดครึ่งตัว อาจใช้มือปกปิด ขณะที่ด้านล่างเป็นไปตามแต่ที่ตกลง

Semi-Topless ไม่ใส่เสื้อใน แต่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ปิดบังหัวนม โชว์เฉพาะเนินอก ส่วนด้านล่างตามที่ตกลงกัน

Nude เปลือยทั้งบนและล่าง

Nude-Art  เปลือยทั้งด้านบนและล่าง แต่เพิ่มเทคนิคหรือเน้นสรีระ ส่วนเว้า ส่วนโค้ง โดยภาพที่ออกมาจะไม่เน้นปลุกอารมณ์ทางเพศ

 

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว ภาพจากเฟซบุ๊ก Pijika Pinkaew

ลองไปฟังเสียงของนางแบบสาวสวยยุคปัจจุบันทั้งในระดับเซ็กซี่และนู้ดกัน

โน้ต พิจิกา ปิ่นแก้ว นางแบบเซ็กซี่และผู้จัดหานางแบบรวมถึงจัดทริปถ่ายภาพ  บอกว่า สมัยนี้แค่มีหน้าอกใหญ่และผิวขาวก็ก้าวขึ้นนางแบบยอดนิยมได้แล้ว “นมใหญ่ ขาว มาเหอะได้หมด เดี๋ยวนี้ช่างภาพโฟโต้ชอปเก่ง”

โดยเรทราคานั้นแบ่งตามลักษณะการถ่ายแบบ หากเป็นระดับสดใสเซ็กซี่เริ่มต้นที่ 4,000 บาทต่อ 3 ชั่วโมง บิกินี่ 7,000 บาทขึ้นไป ส่วนในระดับที่มากกว่านั้นเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างช่างภาพและนางแบบ ซึ่งขึ้นอยู่ความสนิทสนมรวมถึงกระแสความนิยมของนางแบบในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย

“แต่ละคนไม่เท่านั้น เข้าวงการใหม่ๆ บิกินี่อาจจะแค่ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ถ้าพวกที่มียอดติดตามทางเฟซบุ๊กและไอจีเยอะๆ ราคาก็อาจพุ่งไปถึงหลักหมื่น”

ขณะที่การถ่ายแบบนู้ด เธอบอกว่า “บางคนอาจจะแอบรับหลังไมค์กันเอง มีน้อยคนที่จะประกาศบอก ส่วนใหญ่แล้วแต่ความสนิท เงินถึง และน้องกำลังเดือดร้อนหรือเปล่า อยู่ที่ความพอใจในช่วงนั้นๆ ด้วย”

นางแบบสาวบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงสมัยนี้กล้าโชว์มากขึ้นว่า เกิดจากความมั่นใจในรูปร่างและความอยากโด่งดังซึ่งนำไปสู่โอกาสสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทางในอนาคต

“ทำนมมาก็มั่นใจขึ้น หลายคนบอกทำมาโชว์ไม่ได้ทำมาเก็บ อีกเรื่องคือโลกโซเชียลวันนี้มันสำคัญมาก คนต้องการเป็นเน็ตไอดอล ยิ่งได้ไลค์เยอะเท่าไหร่ยิ่งมั่นใจ น้องบางคนไปถ่ายท็อปเรท ทำให้มีคนติดตามมากขึ้นในพริบตา เด็กรุ่นใหม่เห็นก็อยากทำบ้าง เพราะยอดติดตามจำนวนมาก มันเป็นการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง มีงานอื่นเข้ามามากขึ้น เช่น รับรีวิวหรือขายสินค้า”

 

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

การตัดสินใจเป็นนางแบบนู้ด ส่วนใหญ่เริ่มจากรับถ่ายเเบบสวยใส ก่อนจะถอดทีละชิ้นจนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย ผู้หญิงสาวดังเช่น ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร คือหนึ่งในนั้น เธอต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกลบของคนรอบข้างและโดยเฉพาะครอบครัวเมื่อครั้งตัดสินใจถ่ายนู้ดเป็นครั้งเเรก

“แม่บอกว่าเคยเห็นลูกคนอื่นทำแบบนี้แต่ไม่คิดเลยว่าตาลจะมาทำแบบนี้ซะเอง กว่าจะรับได้ก็ยากเหมือนกัน เขาไม่เปิดใจ ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้มันได้อะไร ทำไมต้องไปให้คนอื่นดู แต่พอเราพิสูจน์ในสิ่งที่ทำว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นศิลปะ ที่สำคัญเราสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยอาชีพนี้ เขาก็เข้าใจและยอมรับ ทุกวันนี้บอกแค่ว่าระวังตัวด้วยนะลูก”

แรงบันดาลที่ทำให้ลูกตาลถ่ายแบบนู้ดครั้งแรก เกิดจากการได้เห็นภาพนู้ดอันสวยงามและเต็มไปด้วยอารมณ์ของนางแบบสาวสวยชาวต่างชาติ ทำให้เธอนึกสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขารู้สึกอย่างไรกับการแก้ผ้าถ่ายภาพ ขณะเดียวกันยังมีแรงผลักดันจากสถานการณ์ของครอบครัวที่มีปัญหาด้านการเงิน

“เราเห็นรูปเขาแล้วสวยมาก รู้สึกท้าทายตัวเอง เพราะงานนี้มันต้องใช้ความกล้ามากๆ อีกเรื่องคือครอบครัวเรากำลังมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ”

คอนเซปต์ที่ลูกตาลยึดถือคือ ‘ไม่แหก ไม่แหวก ไม่อ้า’ ต้องการให้เรือนร่างสะท้อนถึงความสวยงามและมุมมองทางด้านศิลปะ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาอาชีพนี้ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

“3 ชั่วโมง 8,000 บาท เราถ่ายนู้ดแบบสวยงามเป็นศิลปะที่ดูมีคุณค่า มองย้อนกลับไปตั้งเต่วันแรก รู้สึกมาไกลมาก ชีวิตเปลี่ยน ได้เรียนรู้ผู้คนทั้งด้านดีและด้านมืด ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก ได้โอกาสทำงานกับช่างภาพมืออาชีพ นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยไปจนกระทั่งศิลปินชื่อดัง เราทำอาชีพสุจริจ มีรายได้ในระดับที่น่าพอใจ มีบ้าน มีรถ ภูมิใจที่เลี้ยงครอบครัวได้”

ลูกตาล บอกว่า ผู้หญิงและสังคมสมัยใหม่เปิดกว้างเรื่องเพศและความเท่าเทียมมากขึ้น ส่งผลให้แต่ละคนกล้าที่จะทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยากในอดีต

“การแก้ผ้านั้นมีคุณค่ามากกว่าคำว่าลามกอนาจารซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน” นางแบบสาวบอกถึงที่สิ่งที่ตัวเองได้เลือก

ลูกตาล-ฐิติรัตน์ ทองโคตร

ช่างภาพโรคจิต อันตรายที่ต้องระวัง

โอกาสสร้างรายได้ที่ง่ายขึ้นจากการถ่ายแบบ มาพร้อมกับอันตรายจากกลุ่มคนโรคจิตที่เข้าถึงตัวนางแบบได้อย่างง่ายดายเพียงแค่มีกล้องถ่ายรูป

“พวกโรคจิตเยอะจะตาย” โน้ต พิจิกา บอกถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กลุ่มคนโรคจิตนั้นแอบแฝงมาในคราบช่างภาพ ทำให้เธอต้องระมัดระวังและเช็คประวัติผลงานช่างภาพที่ติดต่อมาอย่างดีก่อนจะตอบตกลง

“สกรีนระดับหนึ่ง เข้าไปในเฟซบุ๊กดูประวัติ ผลงาน ความน่าเชื่อถือ สอบถามว่ารู้จักเราทางไหน ถ้าเป็นพวกไม่รู้จักต้องจับโอนเงินก่อนเลย พวกโทรมาเล่นๆ ก็มี มาลงทริปแล้วมาจิตๆ ก็มี ถ่ายช้อนแสดงท่าทางหื่นๆ ไรงี้ เราก็จำไว้ ครั้งหน้าไม่มีอีกแล้ว” นางแบบสาวเผยวิธีการตรวจสอบและคัดกรองช่างภาพ

ด้าน ลูกตาล เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เคยมีผู้ชายแอดไลน์มาพูดคุยก่อนจะตกลงราคาอย่างรวดเร็ว ไม่มีการบอกคอนเซปต์การถ่ายทำ นัดแนะกันที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวของฝ่ายชาย โดยภายในห้องมีการจัดฉากและพร็อพในการถ่ายภาพปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาจริง ช่างภาพกลับลวนลาม ทั้งเข้ามากอดเเละหอม แต่สุดท้ายด้วยสติทำให้รอดมาได้อย่างปลอดภัย

“เอากล้องมาบังหน้า เข้ามากอดมาหอม ตาลเลยบอก อย่าทำแบบนี้นะ เราคุยกันได้ ตาลไม่ได้ขัดขืน เลือกจะพูดกับเขาดีๆ เพราะคิดว่าถ้าปฏิเสธด้วยท่าทีไม่ได้ อาจถูกทำร้ายได้ คือเราต้องมีสติ คนที่ตาลเจอพวกนี้เขาจะไม่ใช้กำลังถ้าเราไม่ยอม แต่ถ้าเกิดเรายอม เขาก็ยินดีจ่ายเพิ่ม แต่เราเลือกจะไม่ทำ ขอกลับดีกว่า”

อีกประสบการณ์ของนางแบบสาวรายนี้ก็เป็นลักษณะคล้ายกัน ช่างภาพทำทีติดต่อเข้ามาพูดคุยแบบมืออาชีพให้เธอวางใจ พอถึงเวลานัดทำงานจริง กลับลวนลาม พยายามบิ๊วอารมณ์หวังให้เคลิบเคลิ้ม แต่สุดท้ายลูกตาลก็รอดมาได้ โดยบอกปฏิเสธและขอตัวกลับ เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้เธอระมัดระวังตัวเองมากขึ้น หากเป็นการถ่ายแบบลักษณะไพรเวท จะขอนำเพื่อนไปด้วยเสมอ

สาววัย 24 ปีบอกด้วยว่า วงการนี้ค่อนข้างแคบ หากช่างภาพคนไหนมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจะถูกแฉและบอกต่อๆ กันในวงการ ซึ่งมืออาชีพตัวจริงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์ ช่างภาพเซ็กซี่-นู้ด บอกว่า สมัยนี้แค่มีกล้องก็ประกาศว่าตัวเองเป็นช่างภาพได้แล้ว ใช้กล้องไปเป็นตัวเชื่อมหรือสร้างโอกาสให้คิดทำมิดีมิร้าย บางคนทำเพื่อสนองตันหาของตัวเอง แค่เพียงอยากเจอนางแบบหรือนำภาพที่ถ่ายไปอวดพรรคพวกเท่านั้น

“ในสังคมก็มีปนๆ กัน ทั้งดีและเลว ต้องระวัง ใครทำไม่ดีก็หมดอนาคตกันไป หลักๆ คือนางแบบต้องสกรีน ระมัดระวัง โดยเฉพาะการสอบถามจากเพื่อนนางแบบหรือกลุ่มช่างภาพมืออาชีพก่อนรับงานเสมอ”

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

 

ภาพจาก ธรรมนูญ ศรีสตรียานนท์

ผลกระทบระยะยาว อย่าคิดแค่อยากดัง-หวังรวย

เมื่อตัดสินใจเปลื้องผ้าถ่ายแบบแล้ว อย่าลืมว่าภาพที่ถ่ายนั้นจะถูกแชร์ต่อไปอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และอยู่ไปตลอดกาล

ธรรมนูญ บอกว่า นางแบบปัจจุบันนั้นมีทั้งประเภทมืออาชีพที่ต้องการสร้างผลงานอย่างเเท้จริง และลักษณะที่ต้องการหารายได้ สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ผลกระทบระยะยาวที่ติดตัวไปตลอดชีวิตและพร้อมย้อนกลับมาตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

“อย่าคิดว่าแค่มาถอด มาแก้ผ้า อยากให้ชั่งใจถึงผลกระทบระยะยาว เมื่อภาพมันติดตัวเราไปตลอด”

เขา ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เด็กสาวรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง คิดเพียงแค่ต้องการรายได้ จนกระทั่งกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ วันหนึ่งความฮอตไปเข้าตาโมเดลลิ่งเข้า จึงถูกชักชวนเข้าสู่วงการบันเทิง อนาคตของเธอเหมือนจะสดใสแต่กลับต้องถูกท้าทายจากสังคมออนไลน์ที่พากันขุดคุ้ยภาพนู้ดเก่าๆ หยิบขึ้นมาตั้งคำถาม กลายเป็นปัญหาหนักใจให้กับเธอจนไม่สามารถรับไหว

“วันหนึ่งมีแฟน มีครอบครัว มีลูก คำถามสำคัญคือเราจะตอบลูกยังไง ถ้าถ่ายแบบอาร์ตๆ อาจจะตอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าเปลือยเพื่อแลกเงินเท่านั้นก็น่าสนใจว่าจะทำหน้ายังไง”

ช่างภาพมากประสบการณ์ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันทั้งช่างภาพและนางแบบ ผลงานที่ออกมาจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากสิ่งที่ตัวเลือกเดินด้วย

 

 

“พี่น้องลูกขนไก่” เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509195

"พี่น้องลูกขนไก่" เมื่อละคร ตบจูบ-แย่งผัวเมีย กำลังถูกท้าทาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีย์ทางช่อง GMM25  ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ชม ตั้งแต่บทบาทการแสดงของนักแสดง เนื้อเรื่อง ไปจนกระทั่งการทำการบ้านและนำเสนอข้อมูลของทีมงาน

ความสำเร็จของพี่น้องลูกขนไก่ ส่งต่อความท้าทายให้กับผู้ผลิตละครทั่วฟ้าเมืองไทย

เมื่อวันนี้สมรภูมิละครกำลังเปลี่ยนแปลง เรตติ้งละครชิงรักหักสวาท ตบตี แม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่มีความสมเหตุสมผลหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กำลังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องสวนทางกับละครซีรีย์ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

สร้างกระเเสในเมืองใหญ่ ไม่ได้หมายถึงทั้งประเทศ

ต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จและเสียงพูดถึงในทางบวกของ “พี่น้องลูกขนไก่”

แอดมินเพจเฟซบุ๊ก อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า  ต้องชื่นชม บริษัท นาดาว บางกอก ที่สร้างวัฒนธรรมและพฤติกรรมในการบริโภคผลงานผ่านกลุ่มนักแสดงวัยรุ่นในสังกัด ซึ่งตัวท็อปจะมีแฟนคลับค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น ต่อ ธนภพ , สกาย วงศ์รวี ,  โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ มีคนติดตามทางโซเชียลมีเดียระดับหลักแสนทุกคน รวมถึงทีมงาน GDH เองก็การันตีผลงานทั้งในด้านบทและความสามารถในการผลิตที่ผ่านมาอยู่แล้ว

“ทีมงานและทีมนักแสดงการันตีให้คนอยากดูอยู่แล้ว ยิ่งผลงานออกมาดี ยิ่งทำให้คนดูรักได้ไม่ยาก”

อย่างไรก็ตามในมุมมองของเพจวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์และละครที่มีผู้ติดตามเกือบ 8 แสนคน ไม่ได้เห็นว่า กระแสชื่นชมละครสร้างสรรค์ประเภทนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงการละครเมืองไทย เนื่องจากพี่น้องลูกขนไก่ เป็นเพียงแค่ซีรีย์เรื่องเล็กๆ ไม่กี่ตอน เวลาออกอากาศน้อยมาก มีกระแสไม่นานในแต่ละสัปดาห์ ที่สำคัญคนดูนิยมแค่ในเมือง ส่วนต่างจังหวัดยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

“เราต้องเข้าใจว่า GDH เอง ก็เหมือนรัฐอิสระ การที่เขาประสบความสำเร็จมันแทบจะไม่มีผลต่อวงการหนังละครในภาพรวมเลย เขามีแฟนของเขา ทีมงานของเขา แบบที่ไม่ต้องง้ออะไรในภาพรวมทั้งระบบเลย”

ภาพจาก Project S The Series

 

 

ภาพจาก Project S The Series

 

พฤติกรรมคนดูค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป

อวยไส้แตกแหกไส้ฉีก บอกต่อว่า  พฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้ คนดูไม่ต้องรอดูสด สามารถรับชมย้อนหลัง สตรีมมิ่ง หรือกดข้ามโฆษณาได้ ไม่ง้อผู้จัดและสถานีโทรทัศน์แบบเดิมอีกแล้ว

ส่วนฝั่งคนดูที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง จะเป็นลักษณะติดตามหลงใหลในตัวนักแสดงเช่นเดิม ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีโอกาสได้รับชมละคร ซีรีย์ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งมีบทละครและการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเดิมที่ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับละครไทยและมีจำนวนมากเริ่มเบื่อละครไทยแบบเก่า

ป้าแจ๋ว-ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ นักแสดง ผู้กำกับละคร ผู้สร้างละครชื่อดัง เห็นว่า พฤติกรรมและความต้องการของคนดูนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเจนเนอเรชั่น รวมถึงไปค่านิยม ความคิดเห็นและทัศนคติต่างๆ ตามการเติบโตของสังคม

“ยุคหนึ่งละครซีรีย์เกาหลีฮิตมากในเมืองไทย เด็กๆ ชอบมาก แต่ผู้ใหญ่บอกว่าไม่ชอบและสุดท้ายก็ค่อยๆ เงียบไป ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ชอบเนื้อหาแบบฮอร์โมน , พี่น้องลูกขนไก่ แต่ถามว่าผู้ใหญ่สนุกไหม คนต่างจังหวัดชอบไหม ก็อาจจะไม่”

ผู้กำกับละครชื่อดัง เล่าว่า ผู้ชมในอดีตนั้นเติบโตมากับนวนิยาย ซึ่งละครชื่อดังแทบทั้งหมดในอดีตและปัจจุบันถูกสร้างขึ้นจากนวนิยายที่ได้รับความนิยม ตัวอย่างเช่น น้ำเซาะทราย เมียหลวง คู่กรรม ฯลฯ เนื่องจากช่องทางการสื่อสารมีเพียงแค่โทรทัศน์ ขณะที่ช่วงเวลาออกอากาศก็จำกัดไม่สามารถหาดูย้อนหลังได้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของผู้สร้างละครคือ กลุ่มคนอยู่บ้านมากกว่าที่ทำงาน ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงหรือแม่บ้านนั่นเอง

“ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของวงการบันเทิงในอดีต เพราะส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน เวลาไปเจอกันที่ร้านเสริมสวยก็จะคุยกันเรื่องละคร นิยาย ชักชวนกันให้ดูจนกลายเป็นกระแส”

เขาบอกว่า ปัจจุบันสภาพสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปและกลุ่มเป้าหมายของผู้ผลิตละครเริ่มเฉพาะเจาะจงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่า แม้ละครรูปแบบสร้างสรรค์ไร้การชิงรักหักสวาทจะโดนใจคนรุ่นใหม่ แต่หากมองในภาพใหญ่ ยังถือว่าได้รับความนิยมน้อย และอาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

“5-10 ปีข้างหน้า เนื้อหาลักษณะที่สร้างสรรค์และเต็มไปด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ละครแนวดราม่า ชิงรักหักสวาทหรือนิยายประโลมโลกจะลดต่ำลง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตาม สภาวะของสังคม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามอายุ การศึกษา และไลฟ์สไตล์ของเขา”

 

รูปจาก Yuttana Lorpanpaiboon

 

ปรับเปลี่ยนตามสภาพสังคมโดยรวม

เสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตีต่อละครแบบเดิมๆ มักปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งโดยเฉพาะละครที่เป็นลักษณะชิงรักหักสวาท ตบตีเพื่อแย่งพระเอกหรือแม้แต่แม่ผัวไม่ยอมรับลูกสะใภ้

ป้าแจ๋ว บอกว่า ผู้จัดไม่เคยคิดดูถูกผู้บริโภค เพียงแต่การสร้างละครสักเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องคำนึงถึงปัจจัยจำนวนมาก นอกเหนือจากเรื่องราว บทและนักแสดงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงพฤติกรรม การใช้ชีวิตของผู้บริโภคตลอดจนช่วงเวลาและสภาพสังคมขณะนั้นด้วยเช่นกัน  เป้าหมายของเราคือตลาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่ตามใจเพียงแค่คนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายพื้นที่ในต่างจังหวัดไม่ได้มีช่องทางและโอกาสเลือกรับสื่อเท่ากับคนในเมือง

“คนต่างจังหวัดดูพี่น้องลูกขนไก่ 100 คนอาจจะสนุกแค่ 20 คน ในขณะที่คนกรุงบอกว่า นี่คือการนำเสนอเรื่องราวที่ดี ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตร่วมกับคนออทิสติก แต่คนต่างจังหวัดอาจจะต้องการอะไรที่เพลิดเพลิน สนุก ไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย แม้กระทั่งลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ตักกับข้าวมากิน หายไป 2 นาที กลับมาดูยังเข้าใจละครเรื่องนั้นอยู่”

อย่างไรก็ตามผู้กำกับรายนี้บอกว่าถึงแม้ละครรีเมค โครงเรื่องหลักจะคล้ายเดิม แต่ยืนยันว่ามีการพัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งการตีความ ตัดทอนเนื้อหาที่ล้าหลังและเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับคนดู ให้แง่คิดและบทเรียน ขณะเดียวกันยังคงกลิ่นรสสัมผัสที่เขาคุ้นเคย

“สำหรับคนกรุงฯ ตัวอิจฉาอาจไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่คนต่างจังหวัดถ้าตัวอิจฉาไม่เสียงดัง บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมทุกคนดูเหมือนๆ กัน เฉยๆ กันไปหมด มันคนละมุมมองเลยเห็นไหม ฉะนั้นมันยากที่ผู้ผลิตจะทำละครเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในประเทศนี้ได้ทั้งหมด”

การทำละครสักเรื่องให้ตอบโจทย์คนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่ายของผู้สร้าง แม้จะมีประสบการณ์สูงแค่ไหน แต่สภาพสังคมและความรู้สึกของคนที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ

ยุทธนา บอกว่า ในอดีตเคยคิดจะสร้างละครที่ใกล้ตัวสะท้อนชีวิตคนต่างจังหวัดมากๆ พระเอกนางเอกทำไร่ทำนา และถูกกดขี่จากนายทุน อย่างไรก็ตามเมื่อลองสอบถามความคิดเห็นจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกลับพบว่า พวกเขาไม่อยากดูละครที่เหมือนชีวิตตัวเองเกินไป แต่ต้องการเนื้อเรื่องที่ให้ความบันเทิงและเกินความจริงไปบ้างเพื่อความสนุกสนาน

“เขาบอกไม่อยากดู มันเหมือนตัวเขาเกินไป เบื่อ อยากดูอะไรเพ้อๆ เกินจริง เช่น นางเอกทุกข์ยากวันหนึ่งมีพระเอกเข้ามาช่วย สิ่งเหล่านี้เป็นความบันเทิง ได้จินตนาการและมีความสุขกับการเอาใจช่วยนางเอก”

ผู้กำกับรายนี้กล่าวต่อว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงและความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันไม่มีสูตรสำเร็จของละคร

“วันหนึ่งทำแม่ผัวลูกสะใภ้แล้วโด่งดังวันนี้อาจไม่ใช่ วันหนึ่งฮอร์โมนดัง วันหน้าก็อาจไม่ใช่ หรืออย่างทุกวันนี้ คนทำละครเกย์ออกมาเยอะมาก แรกๆ คนชอบ แต่หลังๆ คนก็บ่นว่าเอียนแล้ว สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนก็เห็นว่าเกินไป เริ่มเบื่อ”

ทั้งนี้สิ่งสำคัญในการสร้างละครของป้าแจ๋วคือ การมอบความบันเทิงพร้อมกับสอดแทรกประโยชน์ให้กับผู้ชม โดยเชื่อว่า ละครนั้นให้แง่คิดที่หลากหลายขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะหยิบตรงไหนไปใช้

ภาพจาก Ch3Thailand

ละครไทยต้องสมเหตุสมผลมากขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,252 หน่วยตัวอย่างทั่วประเทศ เรื่อง  “พฤติกรรมการรับชมละครของคนไทย” จาก “นิด้าโพล” และ“ไนน์เอ็นเตอร์เทน”  เมื่อปี 2557 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ37.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวตลก รองลงมา ร้อยละ16.55 ระบุว่า ชอบดูละครแนวชีวิต  ร้อยละ15.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวต่อสู้ บู๊ ร้อยละ8.57 ระบุว่า ชอบดูละครแนวรัก โรแมนติก ร้อยละ7.24 ระบุว่า ชอบดูละครแนวประวัติศาสตร์ ย้อนยุคร้อยละ5.42 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสยองขวัญ / ระทึกขวัญ ร้อยละ4.33 ระบุว่า ชอบดูละครแนวสืบสวน สอบสวน ร้อยละ2.76 ระบุว่า ชอบดูละครแนววิทยาศาสตร์ ไซไฟ และร้อยละ2.46  ระบุว่า ชอบดูละครแนวอภินิหารแฟนตาซี

เมื่อถูกถามว่า นักแสดงนำมีอิทธิพลต่อการเลือกชมละครหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.75 ระบุว่า นักแสดงนำ ไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกชมละคร ขณะที่ร้อยละ 44.25 ระบุว่า นักแสดงนำมีอิทธิพล

ลักษณะของนักแสดงนำในแบบต่าง ๆ ที่โน้มน้าวใจมากที่สุดให้เลือกชมละครเรื่องนั้น ๆ  ส่วนใหญ่ ร้อยละ61.91 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตนชื่นชอบ รองลงมา ร้อยละ16.79 ระบุว่า เป็นคู่จิ้น ร้อยละ7.22 ระบุว่า เป็นดาราที่พลิกคาแร็คเตอร์ ร้อยละ5.96 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ตรงกับบทประพันธ์ตามจินตนาการของตน ร้อยละ4.69 ระบุว่า เป็นคู่พระนางหน้าใหม่ ใสกิ๊ก ร้อยละ1.81 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่ไม่เคยประกบคู่กันมาก่อน ร้อยละ1.44 ระบุว่า เป็นคู่พระนางที่เป็นแฟนกันจริง ๆ นอกจอ ร้อยละ0.18 ระบุว่า อื่น ๆ  เช่น เป็นคู่พระนางที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในขณะนั้น

ต่อคำถามเรื่องการพัฒนาวงการละครไทย แอดมินเพจอวยไส้แตกฯ บอกว่า ทีมงานควรนำเสนอเนื้อหาให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง สังคมมนุษย์ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ ตัวร้ายไม่ต้องเบิกตาโพลง ทำหน้าดุ หรือทำตาแบบเย้ยหยันแสยะยิ้มตลอดเวลา นางเอกไม่ต้องทำหน้าเศร้า เสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ มองโลกในแง่ดี หรือไม่ก็ทำตัวก๋ากั่นเป็นทอมบอย ใส่หนวดปลอมแล้วพูดฮะ คือพยายามทำให้มันดูเรียลและทำให้คนเชื่อ จะทำให้ละครสนุก

“บท การเล่าเรื่อง การหาข้อมูล รีเสิร์ชตัวละคร สำคัญที่สุด ทำให้คนดูเชื่อ มันจะทำให้ละครสนุกที่สุดครับ บทละครครบางเรื่องสร้างจากนิยายที่เขียนขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อน แต่เอามาปรับเป็นปัจจุบัน โดยขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมก็ไปยกมาทั้งดุ้น สิ่งที่เห็นมันไม่ร่วมสมัย ผิดช่วงเวลา คนดูก็จะสงสัยว่าทำไมมันไม่เรียล ไม่มีเหตุมีผล ถ้าปรับตรงนี้ก็คงต้องไปตรงคนเขียนบทละคร ที่ควรพัฒนามากกว่านี้”

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

 

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ความต้องการของผู้ชมนั้นหลากหลายขึ้น จำนวนมากมีโอกาสได้รับชมซีรีย์ของต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่องทางการเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่าอดีตมาก นับเป็นเรื่องท้าทายของผู้ผลิตละครแนวเดิมเห็นได้จากยอดเรตติ้งที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

“ละครหลังข่าวในอดีตเรตติ้งพุ่งขึ้นไปประมาณ 10 กว่า ปัจจุบันโอกาสถึงเลข 2 หลักนั้นน้อยมาก อยู่ที่ 3 หรือ 6 เท่านั้น ส่วนหนึ่งถูกแชร์ไปเพราะการเข้ามาของทีวีดิจิตอล ขณะทีอีกส่วน ในเชิงตลาดนั้นมีผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอยู่แล้วและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้า บอกว่า ละครหรือซีรีย์ที่สร้างสรรค์ อาจยังไม่สามารถสร้างเรตติ้งได้เทียบเท่ากับละครรูปแบบเดิม อย่างไรก็ตามมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุนและรับชมมากขึ้นกว่าในอดีตแน่นอน นอกจากนั้นในแง่ของการสร้างรายได้จากโฆษณา นับเป็นโอกาสของละครสร้างสรรค์และเฉพาะกลุ่มเช่นกัน เนื่องจากบริษัทหลายแห่งเลือกลงทุนกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่แท้จริงมากขึ้น

“การเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ อดีตที่มีช่องจำกัดทุกคนมองไปที่ตลาดแมส ผลิตเพื่อป้อนแมสแต่วันนี้ มีช่องทางการเสพย์สื่อมากขึ้น เพราะฉะนั้นละครหรือเนื้อหาต่างๆ ในสื่ออาจจะจำเป็นต้องคิดใหม่ในเรื่องการจับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”

โดยสรุปคืออนาคตของวงการละครไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไล่ตั้งเเต่สภาพเเวดล้อม กระเเสในสังคม ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนสปอนเซอร์เเละผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งการผลิตผลงานละครสักเรื่องขึ้นอยู่กับว่า บรรดาผู้สร้างต้องการทำเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใด

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก lakornonlinefan , Project S The Series

 

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509190

ปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังหญิง สู่โมเดลปฏิบัติในเรือนจำประเทศอาเซียน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ความแออัดภายในเรือนจำปัญหาที่หลายประเทศกำลังประสบในตอนนี้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงมีตัวเลขน่าตกใจ เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในหลายครั้งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเลยเกิดคำถามถึงความเท่าเทียมว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมบริหารจัดการผู้ต้องขังหญิงตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) จากข้อกำหนดสหประชาชาติ สู่การปฏิบัติในประเทศไทย” แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อาวุโสกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 10 ประเทศ และประเทศเคนยา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการดูแลผู้ต้องขังหญิง

กิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าผู้ต้องขังชาย 8 ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเผชิญสถานการณ์นี้ และนำไปสู่ปัญหาความแออัดในเรือนจำ นำไปสู่ปัญหาบริหารจัดการเรือนจำและฟื้นฟูผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังในประเทศอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาความหนาแน่นแออัดในเรือนจำโดยมี 4 ใน 10 ประเทศที่ประสบปัญหาเหล่านี้ อาทิ ประเทศไทยไทย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฯลฯ ถือเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังประสบ หากไม่สามารถฟื้นฟูระบบในเรือนจำได้ก็ถือว่าล้มเหลว

“ทุกทวีปทั่วโลกมีผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ส่วนใหญ่ปัญหามาจากความยากจน เศรษฐกิจ คนชายขอบ และมีการศึกษาต่ำ ยาเสพติด จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนโดยเราไม่มีเวลารอเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทีไอเจเชื่อว่าการเข้าใจอย่างครอบคลุมจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของเรือนจำได้ และสร้างวัฒนธรรมด้านมิติทางเพศ”ผอ.ทีไอเจ ระบุ

ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเสนอ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” คือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล็งเห็นปัญหาและทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ในเวทีสหประชาชาติ  จนได้รับการรับรอง โดยถือเป็นข้อกำหนดแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีสหประชาชาติ

กิตติพงษ์ กล่าวว่า ทีไอเจมุ่งหวังว่าโมเดลข้อกำหนดกรุงเทพจะถูกนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติในประเทศภูมิภาคอาเซียน  เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำคัญในการราชทัณฑ์ของผู้หญิงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเน้นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะด้านเพศภาวะของผู้หญิงและเด็กติดผู้ต้องขังหญิงและสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อผู้หญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและเพศสภาพ มหาวิทยาลัย Griffith University ประเทศออสเตรเลีย มองว่า การบริหารจัดการภายในเรือนจำต้องคำนึงถึงมิติทางเพศ  และควรตระหนักด้วยว่าผู้ต้องขังหญิงและชายมีความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละคน ผลจากความไม่เท่าเทียมในสังคม จึงนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทั้งหญิงและชาย

“ถ้าเรามองจะเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่ทั่วทุกแห่ง ทั้งการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ครอบครัว ระบบยุติธรรม ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีความรู้ต่ำกว่าผู้ชายในทั่วโลก และไปสู่การตกเป็นเหยื่อของเพศหญิง ส่วนระบบอุปถัมภ์มองว่าทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงอยู่ใต้กว่าและถูกแสวงหาผลประโยชน์ หลายอย่างผู้ชายมีบทบาทการกำหนดมากกว่าผู้หญิง”

ขณะเดียวกันเรื่องความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้ชายโดยกระทำต่อผู้หญิง ที่มาจากการคุกคาม รวมถึงอำนาจจากฝ่ายชายที่มากกว่า จากความรุนแรง ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ความรุนแรงที่เห็นชัดเจนคือทางกายภาพ อารมณ์ และเศรษฐกิจ  ทั้งการแสวงหาผลประโยชน์ค้ามนุษย์ การข่มขืน ชาติพันธุ์ โดยผู้หญิงในเรือนจำพบปัญหาความรุนแรงในเรือนจำหลายรูปแบบ

 

บรรยากาศผู้ต้องขังหญิงเรือนจำหญิงที่ได้มาตรฐานเป็นเรือนจำต้นแบบตามข้อกำหนดกรุงเทพ โดยเรือนจำจังหวัดอุทัยธานี ผ่านเกณฑ์เป็นเรือนจำหญิงลักษณะพิเศษ ตามแบบฉบับสหประชาชาติแห่งแรกของประเทศไทยตามข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่คำนึงถึงความแตกต่างและเปราะบางของเพศหญิง

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์ ระบุอีกว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทั่วโลก ร่วมถึงความรุนแรงจากคนแปลกหน้า  ซึ่งพบว่า สัดส่วนร้อยละ35 ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อ อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความรุนแรงระหว่างคู่รักถึงร้อยละ38 ส่วนใหญ่มีการฆ่ากันจากอดีตคู่รัก และผู้หญิงที่มีชีวิตรอดมีประสบการณ์ทางกายภาพ ความบาดเจ็บทางร่างกายถือว่ารุนแรงที่สุด ซึ่งกระทบต่อด้านจิตใจจนทำให้เกิดอันตรายมากที่สุด กลุ่มนี้เจ็บป่วยเรื้อรั้ง มีปัญหาทางจิตใจ เจ็บท้อง หดหู่ ใช้สารเสพติด และพยายามฆ่าตัวตาย

“ความเท่าเทียมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความต้องการแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องดูแลผู้ต้องขังหญิงเนื่องจากมีความต้องการมากกว่าผู้ต้องขังชาย การปฏิบัติจึงต้องมีความหลากหลายเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคความเท่าเทียมกันต่อเพศต่อการปฏิบัติกับผู้ต้องขังหญิง” ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ อธิบายเรื่องความเท่าเทียม

ส่วนมาตรการต่างๆในเรือนจำจะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวางแผนพัฒนาเน้นคำนึงถึงทางเพศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังหญิง ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดครั้งแรกในคดียาเสพติด และไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาก่อน โดยพบว่าเพียงร้อยละ 10 มีกระทำความผิดซ้ำ

ซาแมนทา  เจฟฟรี่ส์  บอกถึงสาเหตุที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังหญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคู่รัก ปัญหาสุขภาพจิต  ยาเสพติด ดื่มสุรา ความยากจน  การหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องมีการก่อคดีจนทำให้ชีวิตตกต่ำนำไปสู่การเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม อัตราการถูกละเมิดพบว่าผู้หญิงในเรือนจำถูกละเมิดมากกว่าผู้หญิงด้านนอก เป็นเหยื่อความรุนแรงมากกว่าผู้ต้องขังชาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงต้องคำนึงถึงเรื่องความเสมอภาพเป็นหลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการปฏิบัติที่เหมาะสม

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508186

ใช้ ‘เทคโนฯวิเคราะห์’ ป้องอีสานจมบาดาล

โดย…เอกชัย จั่นทอง

บทเรียนน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออีสานส่งผลให้เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร เสียหายนับพันล้านบาท โดยน้ำท่วมครั้งนี้ จ.สกลนคร สาหัสที่สุดสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอน แม้ว่าพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.สกลนคร ยังถูกน้ำท่วมได้

อุทกภัยครั้งนี้ทำให้ ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ริเริ่มคิดเกิดเป็น “สกลนครโมเดล” เพราะครั้งนี้สังเกตได้ว่าประชาชนในพื้นที่ตั้งตัวไม่ทันทำให้บ้านเรือน รถจอดจมน้ำเสียหายจำนวนมาก

“อาจเป็นไปได้ว่าประชาชนคุ้นเคยกับเหตุการณ์ฝนตก น้ำไม่ท่วม เพราะเนื่องจากเป็นที่ราบสูง น้ำไม่เคยท่วมหนักแบบนี้มาก่อน ทำให้ประชาชนเองอาจไม่ตื่นตัวในเรื่องนี้ ปัจจัยต่อมาเรื่องการเตือนภัยไม่ทั่วถึง แม้ภาครัฐมีการเตือนแล้วก็ตาม หรือจากปัจจัยอื่น เช่น เตือนแล้วยังนิ่งเฉย”

นั่นทำให้ต้องย้อนมองว่าทำไมจึงเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะสาเหตุจากฝนตกหนักมากหรืออ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอ!!!

ธเนศ ฉายภาพต่อไปว่าต้องมาวิเคราะห์ว่าน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ไม่จำเป็นต้องภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ ย้อนไปปี 2553 น้ำยังท่วมพื้นที่ราบสูงอย่าง จ.นครราชสีมา แต่ทุกคนคงหลีกเลี่ยงเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของความเสียหายได้

ธเนศ อธิบายรูปแบบของ “สกลนครโมเดล” ว่าควรมีการป้องกันโดยใช้ “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ช่วยในการวิเคราะห์ว่าน้ำมีโอกาสไหลทะลักเข้าท่วมตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน แล้วมีโอกาสท่วมจากพื้นที่เดิมมากน้อยหรือไม่ ส่วนนี้จึงมีความจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงาน

ถ้าเราจะป้องกันลดความเสียหายของประชาชนให้น้อยที่สุด ต้องมีระบบการ “แจ้งเตือนประชาชน” เพราะน้ำไม่ท่วมฉับพลันอยู่แล้ว แต่ต้องใช้เวลานับจากฝนตกวัดปริมาณน้ำฝนได้เป็นปริมาณมากผิดปกติจากนั้นจะเกิดการไหลบ่าของน้ำไปถึงตัวเมืองใช้ระยะเวลานานกี่ชั่วโมง เราจะวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้แล้วส่งข่าวสารแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เพราะทุกครัวเรือนมีสมาร์ทโฟนกันหมด

สำหรับการใช้เทคโนโลยี เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแจ้งเตือน เป็นเรื่องที่ควรจะเริ่มทำ โดยใช้รูปแบบ “สกลนครโมเดล” เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น และไม่น่าเกิดเหตุน้ำท่วมกับเมืองที่ไม่เคยท่วมเลย เมื่อเจาะจงไปตัวเมืองที่เกิดเหตุน้ำท่วมมันทำให้แคบลง จนมองว่าโครงการที่ดูใหญ่กลายเป็นโครงการสามารถจับต้องได้ อย่าง “สกลนครโมเดล”

“เหตุนี้เองจึงระดมรวบรวมนักวิชาการเชิงปฏิบัติจำนวน 10 คน ที่มีประสบการณ์จริงคลุกคลีปฏิบัติในภาคสนามตลอดเวลา ได้สัมผัสปัญหาของชาวบ้าน มาประชุมเริ่มต้นสตาร์ททำแผนตัวสกลนครโมเดล เพื่อกำหนดแผนให้ชัดเจน”

ขณะเดียวกันต้องกำหนดดูว่าต้องใช้ข้อมูลจากส่วนใดบ้าง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผ่านข้อมูลระบบ “ภูมิศาสตร์สาร สนเทศ” หรือ “สารสนเทศภูมิศาสตร์”  โดยนำข้อมูลปริมาณน้ำฝน ภูมิประเทศ มาประเมินผ่านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรื่องการไหลของน้ำ ว่าน้ำจะไหลถึงตัวเมืองใช้เวลาเท่าใด น้ำมาเส้นทางไหน น้ำควรจะท่วมสูงปริมาณใด เกิดฟลัดดิ้งเอเรียในพื้นที่นี้เท่าไหร่

โดยมีเจ้าหน้าที่ “วิศวกรอาสา”เป็นผู้เก็บข้อมูลระดับความสูงต่ำในพื้นที่ กำหนดพิกัดจุดจีพีเอส (GPS) ก่อนส่งข้อมูลเหล่านี้เข้ามาวิเคราะห์ นั่นจึงทำให้เราสามารถวิเคราะห์ในภาพรวมได้ว่า ในตัวเมือง จ.สกลนคร ถ้าน้ำมาแบบนี้ฝนตกเหมือนช่วงที่ผ่านมาจะท่วมพื้นใดบ้าง แล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าน้ำท่วมปริมาณสูงเท่านั้นจริงหรือไม่

“เมื่อข้อมูลปรับแก้ไขตรงชัดเจนแล้ว เราจะแจ้งเตือนประชาชน สมมติว่า หมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้ น้ำไหลจะใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงเข้าตัวเมือง ถ้า 3 ชั่วโมง เราจะแจ้งเตือนอย่างไรหากเกิดไฟฟ้าดับขณะประกาศเสียงตามสาย แต่อย่าลืมว่าโทรศัพท์มือถือยังสามารถใช้ติดต่อได้อยู่ จึงคิดว่าควรทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมาเตือนโดยเฉพาะ เพื่อให้ประชาชนอพยพ และแจ้งข้อมูลข้อเท็จจริงข้าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับประชาชน”

ธเนศ ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบ “สกลนครโมเดล” ที่จะนำร่องมาใช้ในพื้นที่เขตเมืองก่อนเท่านั้น หากทำทั้งหมดอาจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยหลังจากนี้คาดว่าอีก 3 เดือน น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น และในอนาคตยังสามารถทำขยายไปแต่ละอำเภอ จังหวัดได้อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทำได้จริงเนื่องจากเรามีเทคโนโลยีเข้าไปถึง ผนวกกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ภัยพิบัติเป็นของอยู่คู่กับคนไทยแล้ว มันต้องเกิดขึ้นกับเรา เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบตามภูมิประเทศ ทั้งหมดทาง วสท.เป็นเจ้าภาพหลักนำร่อง “สกลนครโมเดล” โดยขอข้อมูลจากภาครัฐมา หลังจากนั้นจะเชิญให้ภาครัฐ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ภาคเอกชน และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาร่วมกันพูดคุยวางแผนร่วมกัน