‘เรือดำน้ำ’ ของแสลง สลัดหนีไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/494055

‘เรือดำน้ำ’ ของแสลง สลัดหนีไม่พ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถูกสะกิดเรื่อง โครงการซื้อเรือดำน้ำ ทีไร มักจะทำให้เพดานทางอารมณ์ที่เคยสูงกลับลงมาต่ำอีกครั้ง ไม่ต่างอะไรกับการโดนจี้ใจดำ

ล่าสุด เมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามท่าทีของนายกฯ ภายหลัง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการลงนามซื้อเรือดำน้ำกับจีน อาจขัดรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่านายกฯ มีอารมณ์บ่จอยอย่างเห็นได้ชัด

“จะเข้ามาตราอะไรก็เข้าไป ไม่รู้ ไปว่ากันตามกฎหมาย ผมขี้เกียจพูดแล้ว อย่ามาพูดกับผมเรื่องเรือดำน้ำอีก ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย จะไปว่าอะไร ก็ว่ามา” คำพูดที่สะท้อนถึงอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

ต้องยอมรับก้าวย่างของศรีสุวรรณมีความน่าสนใจพอสมควร เพราะเป็นภาคประชาชนเพียงไม่กี่คนที่ออกมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายหลังองค์กรอิสระหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาการันตีว่าโครงการนี้โปร่งใส ทั้งๆ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติโครงการไปได้ไม่เท่าไร

“ได้ตรวจสอบเอกสารลับในเรื่องความจำเป็นที่ต้องการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ยังไม่มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญทำให้ สตง.ท้วงติงให้ทบทวนได้

เพราะกระบวนการขั้นตอนดำเนินการมีการเปรียบเทียบคุณสมบัติเรือดำน้ำของแต่ละประเทศ มีคณะกรรมการมาคัดเลือก สรุปคุณสมบัติ ความเหมาะสมด้านราคา ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจพบว่าไม่มีอะไรที่แพง” คำยืนยันความโปร่งใสเบื้องต้นจาก พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง.

ดังนั้น การยื่นเรื่องให้ตรวจสอบของศรีสุวรรณ จึงไม่ต่างอะไรกับการ กระตุกหนวดเสือ ซึ่งทำให้ชายชาติทหารมีอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

การดำเนินการของศรีสุวรรณในครั้งนี้ ไม่ได้ทำในลักษณะแบบสุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเป็นการอ้างอิงถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวของรัฐบาลขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศรีสุวรรณ ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดซื้ออาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ มาตรา 23 ที่ระบุว่า หน่วยงานของรัฐที่จะก่อหนี้ผูกพัน จะต้องเสนอเรื่องให้ ครม.อนุมัติภายใน 60 วัน

กรณีนี้กองทัพเรือเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 18 เม.ย. 2560 ทั้งที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2560 บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2559 ซึ่งถือว่าเกินเวลา 60 วัน

ขณะเดียวกัน การซื้อแบบรัฐต่อรัฐ น่าจะเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง การลงทุนของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 178 ซึ่งกำหนดให้ต้องเสนอให้รัฐสภา ในที่นี้ หมายถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบก่อน

เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามระบบ ทำให้กลายเป็นชนักปักหลังรัฐบาลแบบหนีไม่พ้น หากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่ากรณีนี้ไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าจะต้องเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการอนุมัติโครงการเรือดำน้ำ

ทันทีที่คำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินถึงมือศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไร เท่ากับว่าถึงเวลานั้นรัฐบาลต้องเผชิญกับสถานการณ์คาบลูกคาบดอกอีกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงโอกาสแพ้ชนะมีพอๆ กัน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ไม่ต่างอะไรกับพยัคฆ์ติดปีก เนื่องจากเป็นการรับรองความชอบธรรมให้กับโครงการอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเป็นการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถนำประเด็นนี้มาทิ่มแทงรัฐบาลได้อีก

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาในทำนองว่ากระบวนการจัดซื้อเรือดำน้ำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ย่อมนำมาซึ่งกระบวนการตามล้างตามเช็ดของฝ่ายตรงข้ามอีกระลอกใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาล รวมไปถึงแรงกดดันที่ให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นด้วย เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นว่ากระบวนการจัดซื้อไม่ถูกกฎหมายแล้ว โครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ก็ต้องเสียเปล่าเช่นกัน

ถ้าเป็นแบบนั้นจะไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเผชิญมา ซึ่งบางทีอาจจะรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมเวลาถูกถามถึงเรื่องเรือดำน้ำแล้วบิ๊กๆ ในรัฐบาลค่อนข้างไม่สบอารมณ์เท่าไร เพราะเห็นปัญหาที่รออยู่ข้างหน้าแล้วนั่นเอง

 

เตะตัดขา ‘ศิลปอาชา’ โดดเดี่ยว ‘เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493896

เตะตัดขา ‘ศิลปอาชา’ โดดเดี่ยว ‘เพื่อไทย’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนา นับเป็นพรรค การเมืองพรรคหนึ่งที่มีตำนานและประวัติศาสตร์อยู่คู่กับการเมืองไทยเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเป็นพรรคการเมืองที่มีนายกรัฐมนตรีถึงสองคน ได้แก่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ บรรหาร ศิลปอาชา

เดิมทีพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้ชื่อนี้ ในการทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะเมื่อก่อนเป็น “พรรคชาติไทย” แต่ปรากฏว่าในปี 2551 เกิดเหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองถึงสามพรรคและพรรคชาติไทยต้องตกเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ว่านั้น ทำให้ต้องตั้งพรรคและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อที่เห็นในปัจจุบัน

การยุบพรรคในครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคการเมืองแห่งนี้ แต่พรรคต้องมาเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ยิ่งกว่าทุกครั้งเมื่อปี 2559 ภายหลัง “บรรหาร” ผู้ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของพรรคต้องมาจากไปอย่างกะทันหัน

ผ่านมา 1 ปีจนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนายังเป็นพรรคการเมืองที่ไร้ผู้นำ ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคจะมีทิศทางในการทำงานการเมืองอย่างไรต่อไป

แม้ที่ผ่านมาบรรดาทายาทของครอบครัวศิลปอาชาจะประกาศเดินหน้าขอทำงานการเมืองต่อไป แต่ก็มีคำถามตัวใหญ่ๆ ผุดขึ้นมาว่าจะพาพรรคชาติไทยพัฒนาผ่าคลื่นลมไปอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่พร้อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองที่ผ่านมาจึงเกิดกระแสข่าวว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะมีการไปรวมกับพรรคเพื่อไทย

“ยืนยันว่าพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้มีไว้ขายหรือมีไว้เซ้ง เพราะพรรคไม่ใช่บริษัทจำกัดที่ทำธุรกิจเพื่อรอวันควบรวมกิจการ พรรคชาติไทยพัฒนา คือ ความภูมิใจของทุกคน ดังนั้นหากมีการขายจริงก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อจิตวิญญาณของบรรหาร

พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ แต่เราเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กเท่านั้น นโยบายของพรรคที่วางไว้จะต้องสามารถขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นไปได้” วราวุธ ศิลปอาชา ลูกชายคนเดียวของบิ๊กเติ้งออกโรงยืนยัน

ทั้งนี้ ถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการรวมกันของสองพรรคการเมืองนี้ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ยากพอสมควร เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองในการเลือกตั้งมีความทับซ้อนกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคกลาง อาทิ จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี และนครสวรรค์ ไม่เว้นแม้แต่ภาคอีสานบางจังหวัด

เท่ากับว่าหากเอามารวมกันจะนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งในพรรคพอสมควร อีกทั้งยิ่งจะทำให้เป็นเป้าทางการเมืองให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีด้วย

ดังนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาจึงน่าจะดำรงความเป็นพรรคการเมืองต่อไป และหากจะทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นในลักษณะของพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมาแทน

อีกทั้งในกลุ่มผู้บริหารพรรคชาติไทยพัฒนาต่างคุยกันและตกลงเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าจะขอทำงานการเมืองในพรรคเดิมต่อไป โดยไม่ขอไปควบรวมกับพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

กระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาจากการโยนหินถามทางเพื่อสกัดพรรคชาติไทยพัฒนาไม่ให้ไปร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะต้องยอมรับว่าพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคเพื่อไทยต่างมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ดีต่อกัน

กล่าวคือต้องไม่ลืมว่าในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นมหาอำนาจการเมืองไทยนั้น พรรคชาติไทยพัฒนาเคยไปร่วมเป็นรัฐบาลถึงสองครั้ง ทั้งในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย

ถึงจะมีช่วงหนึ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาตีตัวออกห่างจากพรรคเพื่อไทยผ่านการบอยคอตเลือกตั้ง หรือการไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นทำไปตามน้ำเพราะสถานการณ์พาไปให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องทำเช่นนั้น

จากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นทำให้เริ่มมีการวิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าทั้งสองพรรคนี้จะกลับมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันอีก ซึ่งตามแผนของฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทยต้องการทำให้พรรคเพื่อไทยถูกโดดเดี่ยวในทางการเมือง จึงต้องวางแผนสกัดตั้งแต่ต้นลม

ยังไม่ทันที่กติกาการเลือกตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ แผนสกัดดาวรุ่งก็เริ่มปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว ดังนั้นนับจากนี้ไปสถานการณ์ทางการเมืองจะดุเดือดขึ้นกว่านี้แน่นอน

 

อนุมัติซื้ออาวุธ กระชับอำนาจ “กองทัพ-คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493744

อนุมัติซื้ออาวุธ กระชับอำนาจ "กองทัพ-คสช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังเป็นข่าวการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนรุ่น Yuan Class S26T มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีนำเข้าสู่การพิจารณาและแอบซุ่มอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแบบไม่มีการออกมาเปิดเผยรายละเอียด โดยการอ้างชั้นความลับ ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง

ทำให้เกิดการตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา​ ซึ่งทางรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ให้กับทั้ง 3 เหล่าทัพ หลายโครงการเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมกับการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนไปกับเรื่องเหล่านี้ แทนที่จะไปใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเร่งด่วนมากกว่านี้

ปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นไปเพื่อการซื้อใจและกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพและ คสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้

นั่นถึงขั้นทำให้ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำ​มาประจำการหลังห่างหายไปกว่า 66 ปี สำเร็จลุล่วงไปได้แบบค้านกระแสสังคม ที่มองว่า “เรือดำน้ำ” ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของไทย และยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่ต้องควักกระเป๋าใช้จ่ายงบก้อนใหญ่ไปเพื่อการนี้

สุดท้ายหลังพยายามผลักดันมาร่วม 10 ปี เรือดำน้ำลำแรกจากแผนทั้งหมด 3 ลำ 3.6 หมื่นล้านบาท ก็ใกล้จะเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อทางกองทัพเรือเดินทางไปเซ็นสัญญากับทางจีนเรียบร้อยเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเรื่องความคุ้มค่าของราคาและประสิทธิภาพ

เรือดำน้ำ S26T มีจุดเด่นคือ ใช้ระบบเอไอพี Air-Independent Propulsion System เป็นระบบที่ทำให้เรืออยู่ใต้น้ำนานถึง 21 วัน ซึ่งราคานี้จะครอบคลุมการฝึกอบรม อะไหล่เรือดำน้ำจำนวน 8 ปี ​และถูกกว่าตัวเลือกจากประเทศอื่น

ไม่ต่างจากฝั่งกองทัพบก ล่าสุด ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบ จัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีน ในระยะที่ 2 อีก 10 คัน ต่อเนื่องจาก​สมัย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ผบ.ทบ. ที่เคยจัดซื้อไปแล้วในระยะที่ 1 28 คัน รวมเป็นทั้งหมด 38 คัน หรือ 1 กองพัน และจะมีการจัดซื้อในระยะที่ 3 อีก 11 คัน รวมทั้งหมด 49 คัน ที่จะเป็นงบผูกพัน 3 ปี ที่จะนำมาทดแทนรถถังขนาดเบา M-41 ของสหรัฐ

ครั้งนั้น พล.อ.ธีรชัย ออกมาการันตีการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกต้องผ่านคณะกรรมการและดูความเหมาะสมกับงบประมาณของรัฐบาลและความพร้อมของกองทัพบก โดยเชื่อมั่นในศักยภาพรถถัง VT-4 ของจีน เนื่องจากได้เดินทางไปดูมาเองซึ่งเชื่อมั่น ราคา คุณภาพและประสิทธิภาพ​

อีกด้านหนึ่งยังพบด้วยว่ากองทัพบกเคยดำเนินการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ Mi-17V5 จากรัสเซีย เพื่อใช้บรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการดับไฟป่าโดยการหิ้วถังน้ำไปดับไฟ หมอกควัน

โครงการระยะที่ 1 จะจัดซื้อ MI-17V5 จำนวน 4 ลำ วงเงิน 3,000 ล้านบาท เริ่มโครงการปี 2559-2561  ทดแทนเฮลิคอปเตอร์แบบลำเลียง CH-47 ชีนุก 6 ลำ

สำหรับกองทัพอากาศพบการจัดซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ T-50TH จากเกาหลีใต้ โดยล่าสุด จะเตรียมส่งนักบินเดินทางไปฝึกบินที่เกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.ถึง​ 29 ธ.ค.นี้

จากรายงานข่าวพบว่ากองทัพอากาศได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2558 วงเงิน 3,700 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝึกแบบ T-50TH เพื่อมาทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 หรือ L-39 ZA/ART ของกองทัพอากาศ ที่มีแผนจะปลดประจำการเพราะใช้งานมานาน

โดย T-50TH เป็นเครื่องบินฝึกขับและไล่ไอพ่นสมรรถนะสูง พัฒนามาจากเครื่องบินขับไล่ฝึกไอพ่น ที-50 โกลเด้นอีเกิ้ล ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้

การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาเสริมเขี้ยวเล็บให้แต่ละกองทัพในช่วงที่ผ่านมาด้วยวงเงินรวมก้อนใหญ่เช่นนี้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือค่อนแคะจากหลายฝ่ายแต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ในเมื่อกองทัพและ คสช.ถือเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 หลังการเกษียณอายุราชการก็มีการสลับกำลังนำผู้นำแต่ละเหล่าทัพเข้ามาประจำการใน คสช.เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างอันจะมีปัญหาต่อไป

เช่นเดียวกับการหลอมรวมสอดประสานส่งคนของกองทัพเข้าไปนั่งในแม่น้ำ 5 สาย คสช. ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปจนถึงกลไกที่ตั้งขึ้นมาใหม่และกำลังจะตั้งขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ​และอนุกรรมการชุดย่อยใน ป.ย.ป.ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนกลไก ปฏิรูป และ ปรองดอง

รวมไปถึงล่าสุด การแต่งตั้งรอง ผอ.รมน.จังหวัดฝ่ายทหารจำนวน 77 จังหวัด หรือที่เรียกกันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทหาร เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

การเอาใจกองทัพในเวลานี้จึงเป็นไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์  ป้องกันแรงกระเพื่อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ​​รวมทั้งปลุกขวัญกำลังใจให้ “กองทัพ” ร่วมสนับสนุนภารกิจของ คสช.​

รวมทั้งอาจยังต้องมองข้ามช็อตต่อเนื่องไปจนถึงหลังเลือกตั้งที่คาดว่ากองทัพอาจยังต้องมีบทบาทต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย

 

อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493363

อัดแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เร่งกู้วิกฤตความเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่กำลังจะถูกเข็นออกมาแบบถูกที่ถูกเวลาในช่วงที่คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ

ล่าสุด จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับภาครัฐทะลุ 10 ล้านราย เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าเมื่อครบกำหนดการลงทะเบียนจะมีจำนวนถึง 15 ล้านราย โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี กลุ่มที่สองรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี

จับสัญญาณจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หลังเรียกประชุมกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงแรงงาน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย

เบื้องต้นจะมีมาตรการช่วยเหลือแจกเงินให้กับกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ส่วนจะจำนวนเท่าไรนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้รูปแบบการเติมวงเงินเข้าในบัตรสวัสดิการทุกเดือน เพื่อให้ไปใช้ดำรงชีพ ส่วนผลสรุปต้องรอดูผลการลงทะเบียนและงบประมาณที่ต้องดำเนินการก่อน เพราะข้อมูลจากสำนักงานสถิติมีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี มีอยู่ 4 ล้านคน แต่ยังไม่รู้ว่ามาลงทะเบียนจำนวนเท่าไร

ส่วนกลุ่มที่สองซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท/ปี อยู่ระหว่างการพิจารณาในเรื่องของสวัสดิการ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะมีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน

ขณะที่สวัสดิการให้กับผู้ลงทะเบียนทั้งหมดยังคงเหมือนเดิม คือ รถเมล์ รถไฟฟรี ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และให้วงเงินซื้อปัจจัย 4 ในร้านธงฟ้าประชารัฐ รวมวงเงินทั้งหมด 3 หมื่นล้านบาท/ปี

อีกด้านหนึ่งยังสั่งให้แบงก์รัฐ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ไปหามาตรการเพิ่มรายได้ให้กับลูกค้าของตนเอง

ไม่แปลกที่มาตรการทั้งหลายซึ่งกำลังจะออกมารอบนี้จะถูกมองว่าเป็นแพ็กเกจซื้อใจรากหญ้า เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยม ในช่วงปลายโรดแมป

ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการปูทางสู่การเลือกตั้ง รวมทั้งการเร่งเครื่อง “ปรองดอง” และ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วงจับต้องได้ ก่อนที่ คสช.จะก้าวลงจากอำนาจ

ช่วงเวลานี้จึงเปราะบางและต้องสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ มาสร้างปัญหาขัดไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

แถมหากมองข้ามช็อตต่อไปหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดทางให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอกด้วยแล้ว การเร่งสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มคะแนนนิยมจึงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ยิ่งในภาวะที่ รัฐบาล คสช. รวมไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรอบด้านเวลานี้ด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องกระชับความเชื่อมั่นให้ฟื้นกลับคืนมา

ดังจะเห็นว่า ระยะหลัง รัฐบาล คสช.ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง ในหลายรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติพักชำระหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกข้าวปีการผลิต 2559/2560 ปีละ 767 ล้านบาท 2 ปี รวมวงเงินทั้งสิ้น 1,535 ล้านบาท

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจากเดิมที่ได้รับ 600 บาท/เดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับ ค่าครองชีพในปัจจุบัน

จะเห็นว่าเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องรีบดูแลคนกลุ่มนี้​เป็นพิเศษ ประเด็นแรก เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นคนจำนวนมากกว่า 15 ล้านคน การออกนโยบายซื้อใจจากคนกลุ่มนี้ย่อมช่วยให้สามารถโกยคะแนนเสียงได้แบบเป็นกอบเป็นกำ

ประเด็นที่สอง คนกลุ่มนี้เป็นคน ที่ถูกละเลยมาได้สักพัก หากจำได้ก่อนหน้านี้รัฐบาลซึ่งอ้างว่ามีงบประมาณจำกัดจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายเงินภาษี จึงออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปให้กับผู้เดือดร้อนเฉพาะหน้าทั้งกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ ยังไม่รวมกับการออกมาตรการเอาใจข้าราชการไปหลายรอบ

ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยรอบนี้จึงอาจจะเป็นคิวที่จัดลำดับความสำคัญเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจบังเอิญเป็นช่วงที่คะแนนนิยมกำลังตกพอดีก็ได้ ​

ประเด็นที่สาม เวลานี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเรื่องการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านไปกับการจัดซื้อเรือดำน้ำ ทั้งที่เคยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ การแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย จึงอาจช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลให้ลดน้อยลงไป

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ได้ใช้งบประมาณไปกับความต้องการของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังจัดงบประมาณไปดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน​ ไม่ได้ละเลย หรือปล่อยปละ

นับจากนี้คงต้องติดตามดูว่าแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐบาล คสช.กำลังจะออกมานั้นจะสามารถเรียกคะแนนนิยมได้มากน้อยแค่ไหน และจะกู้ความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ให้กลับมาได้เพียงใด

 

ทรัมป์คุยบิ๊กตู่ บีบเลือกข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493192

ทรัมป์คุยบิ๊กตู่ บีบเลือกข้าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เนื้อหอมไม่ใช่เล่น เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับสายโทรศัพท์จากผู้นำประเทศมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก “โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ที่เพิ่งก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งได้ไม่นานนัก

สายตรงจากทรัมป์ถึง “บิ๊กตู่” เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ ไทย-สหรัฐ ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น โดย “ทรัมป์” ให้เกียรติรัฐบาลไทยอย่างมาก ถึงขนาดเตรียมบินมาพบ “บิ๊กตู่” ถึงที่ ในช่วงการประชุมอาเซียนซัมมิท และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ณ ประเทศเวียดนาม เร็วๆ นี้  ประเด็นร้อนที่ “ทรัมป์” จะยกมาคุยกับ “บิ๊กตู่” คือ ขอหารือเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

ฝ่ายความมั่นคงประเมินกันว่าจากนี้ไปสหรัฐจะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอาเซียนสูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง เริ่มต้นจากการขยับทางการทูตและทางการเมืองของ “ทรัมป์” ที่ส่งเทียบเชิญขอให้ “บิ๊กตู่” เดินทางไปเยือนและพูดคุยหารือกันถึงทำเนียบขาว ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมๆ กับเต็มใจที่จะเดินทางมาเยือน “บิ๊กตู่” ถึงถิ่น ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

นี่คือ สถานการณ์รุกหนักทางการเมืองของ “ทรัมป์” คล้ายๆ จะบีบบังคับให้ไทยเลือกข้าง ระหว่าง สหรัฐ หรือเกาหลีเหนือ?

สถานการณ์เช่นนี้วิเคราะห์กันว่า ไม่เป็นผลดีมากนักกับฝ่ายไทย เพราะเกิดคำถามสำคัญ คือ ไทยพร้อมที่จะช่วยเหลือสหรัฐเต็มที่ทั้งมาตรการกดดัน หรือจนถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ ไทยพร้อมอยู่เคียงข้างฝ่ายไหน ระหว่างสหรัฐ หรือจีน เพราะในบริบทการเมืองโลกทราบดีว่า จีนคือ พันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือ

แม้ว่าขณะนี้ จีนใช้นโยบายที่ดูเหมือนจะโอนอ่อนกับสหรัฐ แต่แข็งกร้าวกับเกาหลีเหนือ พยายามส่งสัญญาณและทำทุกวิถีทางกดดันเกาหลีเหนือไม่ให้แสดงพฤติกรรมยั่วยุจนเป็นชนวนเหตุเสี่ยงที่จะเกิดสงครามขึ้นมาได้ ขณะที่ท่าที “ทรัมป์” ประกาศแข็งกร้าวอย่างชัดเจนพร้อมแตกหัก

นโยบายเชิงรุกลำดับถัดไปของ “ทรัมป์” คือส่งสัญญาณขอเดินทางเยือนทุกชาติในเอเชีย ล็อกเป้าที่ประเทศไทย เป็นชาติแรก!

อย่าลืมว่าในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา สหรัฐเมินเฉยต่อภูมิภาคนี้ ทำให้จีนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง อีกทั้งภูมิภาคนี้เริ่มมีบทบาทสูงมากขึ้นในเวทีการค้าโลก เพราะมีการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาล “บิ๊กตู่” แม้จะได้อำนาจมาโดยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่มีความสัมพันธอันดีกับรัฐบาลจีนสูงมากกว่ารัฐบาลชุดใดในอดีต ยิ่งล่าสุดมีการเชื่อมโยงกันว่า ทันทีที่รัฐบาลไทยประกาศจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากประเทศจีน 3 ลำ อีกไม่กี่วันถัดมา เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา “เกล็น ที เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ดอดเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่แจ้งกำหนดการล่วงหน้า ใช้เวลาหารือลับประมาณ 1 ชั่วโมง จน 3 วันถัดมาเป็นข่าว “ทรัมป์” ยกหูคุย “บิ๊กตู่” เมื่อค่ำคืนวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ (กพร.ทร.) ให้ความเห็นว่า นโยบายด้านความมั่นคงไทยยึดแนวทางสายกลางมาโดยตลอดไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เราใช้นโยบายผสมผสาน อาทิ กองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบโดยใช้เครื่องบินกริพเพน จากสวีเดน พร้อมกับสั่งซื้อเครื่องบินลำเลียงจากสหรัฐด้วย รวมถึงจัดซื้ออาวุธจากรัสเซีย ยูเครน หรือยุโรปด้วย ส่วนเรือดำน้ำ จัดซื้อจากจีน เป็นต้น

“ไทยเป็นประเทศเล็กๆ ต้องวางตัวให้เหมาะสม และต้องมีความสัมพันธ์ในหลายๆ มิติ โดยเฉพาะปัญหาคาบสมุทรเกาหลีเหนือ ไทยต้องอยู่ตรงกลางเพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ ดังนั้นจึงไม่อยากให้มองว่าไทยจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนเพื่อคานอำนาจสหรัฐ” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

แน่นอนว่า การบุกเข้ามาสานสัมพันธ์ของ “ทรัมป์” กับไทยในครั้งนี้ มีท่าทีต่างจาก รัฐบาลเก่า “โอบามา” ที่มีท่าทีกดดัน คสช. อย่างหนักให้คืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว จนทำให้ไทยไปตีสนิทกับจีนแทน เพราะจีนเป็นประเทศแรกๆ ที่มีท่าทียอมรับการยึดอำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ขณะที่นับวันความสัมพันธ์ไทย-จีนในยุค คสช.ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ชนิดที่เรียกว่า “ดูดดื่ม” ขณะที่ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐค่อนข้าง “ร้าวฉาน” ดังนั้น “ทรัมป์” ขอพบ “บิ๊กตู่” ในครั้งนี้ ต้องการฟื้นสัมพันธ์ทุกด้านกับไทย เพื่อแข่งสู้กับจีน

นี่เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้านโยบายต่างประเทศครั้งสำคัญของไทยต่อ 2 ประเทศมหาอำนาจโลก ระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งในตอนนี้ต้องถือว่าไทย มีทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ก็ว่าได้

แน่นอนว่าหากวางหมากหรือเกมการเมืองระหว่างประเทศไม่ดีพอ อาจเพลี่ยงพล้ำเสียท่า และถูกหลอกใช้จากประเทศมหาอำนาจได้ เพราะเป็นเกมต่อสู้ระหว่างจีน ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย กับสหรัฐ พี่เบิ้มแห่งชาติตะวันตก โดยมีไทยเป็นเพียงชาติเล็กๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกลาญ !

 

ไม่เซตซีโร่พรรค สัญญาณผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/493010

ไม่เซตซีโร่พรรค สัญญาณผ่อนคลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข่าวสารบ้านเมืองเวลานี้ สังคมส่วนใหญ่กำลังพุ่งเป้าและจับจ้องไปที่สองเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ

1.การพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานและร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว

แม้ในเชิงกระบวนการจะยังไม่ใช่เป็นการประกาศให้ใช้เป็นกฎหมาย เพราะต้องรอให้คณะรัฐมนตรีส่งร่างพ.ร.บ.เข้ามายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อออกกฎหมายอีกครั้ง แต่ต้องถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปสื่อด้วยอำนาจรัฐอย่างเป็นทางการ

2.การจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ โดยหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอนุมัติโครงการกันแบบไม่เปิดเผยต่อประชาชน ในที่สุดกองทัพเรือก็ต้องออกมาชี้แจงเพื่อลดกระแสท้วงติง

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการกองทัพเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ยืนยันว่า “กองทัพเรือได้ศึกษาเปรียบเทียบข้อเสนอจากบริษัทผู้ผลิต 6 ประเทศ ซึ่งข้อเสนอจากจีนเป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์มากที่สุด ทั้งเรื่องขีดความสามารถ ความต่อเนื่องของอาวุธการใช้งาน และความสามารถในการจ่ายได้ และกองเรือดำน้ำของจีนมีการปฏิบัติการจริงในทะเลมากที่สุดในโลก ทำให้เชื่อว่าเป็นเรือที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือเพียงพอ”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่สังคมให้ความสนใจกับสองเรื่องร้อนดังกล่าว แต่มีอยู่หนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

เวลานี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.เป็นประธาน ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 มาแล้วก่อนหน้านี้

เดิมทีมีการคาดหมายการขึ้นเป็นคนคุมกฎหมายพรรคการเมืองของ พล.อ.สมเจตน์ อาจถูกจับตามองจากฝ่ายการเมืองแบบกัดไม่ปล่อย เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.สมเจตน์ ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายการเมืองมาตลอด จนทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่ากฎหมายพรรคการเมืองใหม่ในอนาคตจะสร้างความอึดอัดให้กับนักการเมือง

แต่ทำไปทำมาผิดคาด เพราะมีหลายประเด็นที่คณะ กมธ.วิสามัญฯ เตรียมปรับปรุงตามเสียงท้วงติงของฝ่ายการเมือง

อย่างเสียงท้วงติงของฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการมีทุนประเดิมตั้งพรรคการเมือง 1 ล้านบาท อาจทำให้โอกาสการตั้งพรรคการเมืองในอนาคตทำได้ยาก คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ยังไม่เห็นชอบและพร้อมจะปรับแก้อีกครั้งด้วยการลดจำนวนเงินลง หรือไม่ต้องมีการกำหนดทุนประเดิม

เช่นเดียวกับปัญหาการให้สมาชิกพรรคการเมืองจ่ายคำบำรุงพรรคการเมืองรายปี 100 บาท ซึ่งพรรคการเมืองมองว่าเป็นการปิดโอกาสในการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชนทั่วไป คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ได้ชะลอการพิจารณาเรื่องนี้เช่นกันเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

หรือเรื่องร้อนอย่างการยุบพรรคการเมือง ซึ่งฝ่ายการเมืองได้วิพากษ์วิจารณ์ไปในลักษณะรุนแรงว่าร่างกฎหมายพรรคการเมืองเปิดช่องให้เกิดการยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไป โดยเฉพาะการกำหนดว่าหากพรรคการเมืองแก้ไขข้อบังคับการประชุมและส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะมีโทษถึงยุบพรรค

ในประเด็นนี้คณะ กมธ.วิสามัญฯ ปรับแก้ให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น คือ การขยายเวลาจาก 30 วันเป็น 90 วัน เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลามากขึ้น

สุดท้ายในเรื่องการเซตซีโร่พรรคการเมือง คณะ กมธ.วิสามัญฯ ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการกำหนดให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งก่อนมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับใหม่ต้องสิ้นสภาพไปอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่เดิมฝ่ายการเมืองคาดว่างานนี้มีใบสั่งส่งมายัง สนช.เพื่อทุบพรรคการเมือง แต่ก็ผิดคาดไปอย่างที่ปรากฏ

การที่ สนช.พยายามปลดล็อกเรื่องร้อนๆ ออกทีละเรื่องตามที่เห็นนั้น มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการพยายามเป็นมิตรกับพรรคการเมือง เพราะต้องยอมรับว่าสถานะของแม่น้ำ 5 สายในขณะนี้ค่อนข้างเปราะบางพอสมควร ภายหลังจากที่ถูกวิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารประเทศในทางลบค่อนข้างหนัก

ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ สนช.จะเปิดหน้าแลกกับฝ่ายการเมืองโดยไม่จำเป็น เพราะการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเปิดศึกหลายด้าน ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าการเปิดศึกหลายด้านไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มศัตรูและผลสุดท้ายก็มีแค่ความปราชัยในท้ายที่สุด

ดังนั้น ยอมถอยในบางเรื่องเพื่อเดินหน้างานใหญ่ในอนาคตน่าจะดีที่สุด

 

สปท.โยนระเบิดใส่รัฐบาล เดินหน้าออกกม.คุมสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/492846

สปท.โยนระเบิดใส่รัฐบาล เดินหน้าออกกม.คุมสื่อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่งสัญญาณ “ถอย” แบบแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อสุดท้ายคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านสื่อสารมวลชน ตัดเนื้อหาบาง ส่วนในร่าง  พ.ร.บ.การคุ้มครอง สิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในช่วง โค้งสุดท้ายก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สปท.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกการขึ้นทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งถือเป็นปมสำคัญที่ทางองค์กรสื่อและประชาชนทั่วไปออกมาคัดค้านเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ยิ่งต่อมาภายหลังทาง กมธ.ได้เพิ่มเติมเนื้อหาไปกำหนดโทษผู้ที่ฝ่าฝืนต้องจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท ที่เกรงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติและกระทบกับคนทั่วไปจำนวนมาก เพราะคำนิยามสื่อมวลชนที่กว้างจนครอบคลุมพลเมืองเน็ต บล็อกเกอร์ และสื่อพลเมือง

ทว่าแม้จะตัดเนื้อหาเรื่อง “ใบอนุญาต” แต่ก็ปรับเป็น “ใบรับรอง” แต่ก็ยังคงเนื้อหาในประเด็น “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” จำนวน 15 คนที่ยอมปรับลดโควตาตัวแทนคณะกรรมการฯ จากภาครัฐจาก 4 คน เหลือ 2 คน และเพิ่มโควตาให้มีคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนจากสื่อเพิ่มเป็น 7 คน

แน่นอนว่าการขยับครั้งนี้ถือเป็น การถอยแบบไม่สุดซอย แถมยังเป็น ที่กังขาว่าหากเสียงคัดค้านแผ่วลงไป ประเด็นต่างๆ ที่เคยตัดออกไปจะถูกยัดกลับเข้ามาสู่ร่างกฎหมายในช่วงการพิจารณาในขั้นตอนต่างๆ ต่อจากนี้หรือไม่

ดังจะเห็นว่าท่าทีก่อนหน้านี้ รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความพยายามเข้ามาจัดระเบียบควบคุมทิศทางการทำงานอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่เรียกผู้ดำเนินรายการเจ้าของสถานีเข้าไปปรับทัศนคติ เรื่อยไปจนถึงการระงับการออกอากาศและถอนใบอนุญาต

ก่อนจะนำมาสู่ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งคล้ายจะมีสัญญาณไฟเขียวให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับการจัดระเบียบสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบที่ต้องการ ด้วยแนวคิดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากควบคุมการทำงานของสื่อได้ก็จะไม่มีการเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องฉาว เงื่อนงำความไม่โปร่งใสในการบริหารของรัฐบาล อันมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ให้ลดลง

จนปรากฏสัญญาณถอยในช่วงโค้งสุดท้าย หลังเสียงต้านเริ่มหนาแน่นและขยายวงกว้าง และสุ่มเสี่ยงว่า หากเดินหน้าต่อไปย่อมพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนับจากนี้

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก ในแง่มุมของกฎหมายที่อาจเป็นปัญหาวุ่นวายในอนาคต เมื่อล่าสุด ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุว่า หากเขียนควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนก็จะเป็นการขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้สื่อมีสิทธิและเสรีภาพในการทำงาน

หากปล่อยให้เดินหน้าต่อไปสุดท้ายย่อมนำไปสู่การร้องเรียนให้ตรวจสอบที่จะสร้างความวุ่นวายไม่จบสิ้น รวมทั้งอาจมีผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายถูกไล่บี้เอาผิดในอนาคต

ประเด็นที่สอง พลังคัดค้านที่ขยายวงมากขึ้น จากเดิมที่ 30 องค์กรสื่อผนึกกำลังออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตั้งแต่แรก ก่อนจะรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้กลุ่มอื่นๆ เริ่มออกมาขยับเข้าช่วยกันคัดค้าน

โดยเฉพาะกับการผู้ใช้โซเชียล มีเดียจำนวนมากที่เข้าข่ายความเป็นสื่อมวลชนตามคำนิยาม ซึ่งต้องมาขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาต อันสวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ต้องเปิดกว้างและใช้ช่องทางให้สังคมร่วมตรวจสอบกันเองมากกว่าการออกกฎเกณฑ์เข้ามาควบคุม

การผลักคนกลุ่มนี้ไปเป็นศัตรูที่ยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลย่อมไม่เป็นผลดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ยิ่งในช่วงนี้ที่แนวร่วมซึ่งเคยสนับสนุนรัฐบาล คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที

การถอยยอมปรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงเป็นการปลดชนวน ลดกระแสต้าน เพื่อไม่ให้แรงกดดันประดังเข้ามารุมเร้า คสช.ในอนาคต แต่ก็ใช่ว่าความพยายามควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนจะหมดไป

ตามขั้นตอนหลัง สปท.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วก็จะส่งต่อไปยัง ครม.เพื่อพิจารณาและส่งกลับเข้ากระบวนการออกกฎหมาย โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

เมื่อสุดท้าย สปท.มีมติ 141 ต่อ 13 เสียง เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าว เผือกร้อนนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยัง คสช. เพื่อที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เหมือนกับ ที่ บุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเรียกร้องให้ สปท.ถอนร่างกฎหมายออกไปพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน เพราะ “ถ้า สปท.ลงมติเห็นชอบก็เท่ากับ สปท.ส่งระเบิดเวลาไปให้คณะรัฐมนตรีนั่นเอง เป้าถูกวิจารณ์จะเปลี่ยนจาก สปท.เป็นรัฐบาลทันที โดย สปท.ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ”

 

ดันกฎหมายคุมสื่อ คสช.ปูทางสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/492748

ดันกฎหมายคุมสื่อ คสช.ปูทางสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดินหน้าลุยเต็มที่กับการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการสื่อสารมวลชน เข้าสู่ที่การพิจารณาของประชุมใหญ่ สปท.ในวันนี้

ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวางของ 30 องค์กรสื่อมวลชนและบุคคลทั่วไป ที่เห็นห่วงว่ากฎหมายนี้จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนผ่าน “ใบอนญาต” ที่บังคับให้สื่อมวลชนต้องไปขึ้นทะเบียนก่อนทำหน้าที่ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ยิ่งหากดูคำนิยาม “สื่อมวลชน” มาตรา 3 “สื่อกลางหรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำเสนอข่าวสาร สารและเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป”

ที่สำคัญคือ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายความว่า “บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม”​

จากนิยามดังกล่าวกระทบไปถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งเว็บไซต์หลายพันเจ้าและเว็บเพจอีกนับหมื่นแห่งที่เข้าข่ายต้องขึ้นทะเบียน สวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ทั่วโลก

อีกประเด็นคือ คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ที่กำหนดโดยให้ภาครัฐเข้ามานั่งในกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกับให้ตัวแทนของภาครัฐอีกจำนวน 1 คน เท่ากับว่าจะมีตัวแทนของรัฐเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ 3 คน จากทั้งหมด 7 คน จนเป็นห่วงว่านี่จะเป็นอีกช่องทางที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ

จากสัญญาณเอาจริงรอบนี้จะเห็นว่ามีความพยายามเข้ามาควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐประหาร ซึ่งเข้าใจได้ว่าในช่วงแรกนั้นเป็นไปเพื่อความมั่นคงในช่วงจัดการวางกลไกการทำงาน แต่ดูเหมือนรัฐบาล คสช.ที่ทำงานมาได้สักระยะแล้วก็ยังไม่ปล่อยให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

หลายครั้งที่รัฐบาล คสช.ใช้วิธีการพักใบอนุญาตชั่วคราว การสั่งปิดรายการนั้นรายการนี้ เรื่อยไปจนถึงเรียกผู้บริหาร ผู้ดำเนินรายการ ตลอดจนทีมงาน ไปพูดคุยปรับทัศนคติ โดยเฉพาะในรายการที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในแง่มุมรุนแรงจนสร้างความเสียหาย

แม้จนช่วงปลายรัฐบาล คสช.​ก็ยังพบเห็นพฤติกรรมแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนหลายกรณี

ทว่า หลังรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อย สิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญย่อมกลับมาเข้มแข็ง เพราะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

ยิ่งในวันที่ คสช.พ้นจากอำนาจไปแล้ว การควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนย่อมทำได้ยาก

การทำงานของสื่อมวลชนที่เข้าไปเกาะติดตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของรัฐบาล จึงอาจไม่เป็นที่พออกพอใจของ คสช. โดยเฉพาะกับเรื่องร้อนที่คอยกัดกร่อนความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. อย่างล่าสุดกับเรื่องเรือดำน้ำ ที่ฉุดความเชื่อมั่น คสช.อย่างรุนแรง

นับจากนี้การทำงานของรัฐบาล คสช.ที่ถูกเกาะติดตรวจสอบจากสื่อมวลชนจึงอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ที่ล่อแหลมจากปัจจัยต่างๆ ที่่รุมเร้าอยู่แล้ว ยิ่งจะต้องสุ่มเสี่ยงมากขึ้น การเข้าไปกำกับควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจึงกลายเป็นทางออกของรัฐบาล คสช.

แถมในวันที่อำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 ที่เคยใช้ได้อย่างคล่องตัวก่อนหน้านี้ ก็เริ่มมีข้อจำกัดหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จะอ้างเรื่องความมั่นคงไปลบล้างเรื่องสิทธิอย่างที่เคยทำก็คงจะยากขึ้น

ยิ่งมองลึกไปในช่วงเวลาที่เลือกตัดสินใจเร่งออกกฎหมายตัวนี้จะเห็นว่ากว่ากฎหมายจะบังคับใช้ได้สำเร็จ หรือเริ่มเห็นเค้าโครงกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตามกฎหมายใหม่นั้นอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยเป็นปี

ไม่แปลกที่จะถูกมองว่านี่เป็นหนึ่งในแผนระยะยาวเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ

หากจำได้ทั้งกลไกในรัฐธรรมนูญทั้งระบบเลือกตั้ง ที่เปิดประตูรอไว้สำหรับนายกรัฐมนตรีคนนอก ด้วยตัวช่วยพิเศษอย่าง สว.ชุดใหม่ที่จะผ่านการคัดเลือกจาก คสช.ที่จะทำให้เส้นทางนี้ดูชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ชวนให้คิดว่าหลังเปลี่ยนผ่านแล้วการสืบทอดอำนาจจะทอดเวลาออกไปได้นานขนาดไหน ซึ่งจะต้องจับตาไปยังองค์กรอิสระที่จะมาเป็นอีกหนึ่งในกลไกค้ำยัน ภารกิจที่ คสช.จะต้องผลักดันเดินหน้าต่อไป

การขจัดเสี้ยนหนามหรือหอกข้างแคร่ที่จะกวนใจการทำงานจึงเป็นสิ่งที่อาจจะปฏิเสธไม่ได้ แม้จะเสี่ยงกับแรงต้านหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งในและนอกประเทศ แต่ทั้งหมดก็ต้องยอมแลกเพื่อให้เดินไปสู่จุดหมายที่รออยู่ข้างหนา

เวลานี้ทุกอย่างเชื่อมโยงจนเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆจนมีคนออกมาดักคอการปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจ

 

เปิดร่าง กม.ตีทะเบียนสื่อ ย้อนยุคความคิดประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/492449

เปิดร่าง กม.ตีทะเบียนสื่อ ย้อนยุคความคิดประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันทีภายหลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค. ท่ามกลางเสียงท้วงติงขององค์กรสื่อสารมวลชน เนื่องจากมีเนื้อหาหลายประเด็นที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

แม้ขั้นตอนภายหลังของ สปท.ให้ความเห็นชอบ จะต้องมีการส่งร่าง พ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีและส่งมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้ง แต่ก็มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรัฐทบทวนเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าว

สำหรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ถูกกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ปรากฏเห็นเด่นชัดมีด้วยกัน 4 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 การกำหนดนิยามคำว่า “สื่อมวลชน”

มาตรา 3 ให้ความหมายไว้ว่า “สื่อกลางหรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำเสนอข่าวสาร สารและเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป”

การกำหนดนิยามเช่นนี้ เป็นการกวาดทุกคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความว่าบุคคลที่ใช้สื่อออนไลน์นำเสนอข่าวสารตามปกติที่ไม่ได้แสวงหากำไรในทางธุรกิจต้องเข้ามาอยู่ในการควบคุมของกฎหมายด้วย

ประเด็นที่ 2 รูปแบบคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ในร่างกฎหมายมีการกำหนดรูปคณะกรรมการฯ โดยให้ภาครัฐเข้ามานั่งในกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกับให้ตัวแทนของภาครัฐอีกจำนวน 1 คน เท่ากับว่าจะมีตัวแทนของรัฐเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ 3 คนจากทั้งหมด 7 คน

นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาลยังบัญญัติให้มี “คณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” จำนวน 13 คน เพื่อทำหน้าที่เตรียมการในการมีสภาวิชาชีพในอนาคต โดยมีอำนาจรวมศูนย์สำหรับการขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการเพื่อเตรียมการฯ มีสัดส่วนจากภาครัฐซึ่งประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง

ประเด็นที่ 3 การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน

คณะกรรมการฯ จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว โดยมาตรฐานจริยธรรมจะต้องครอบคลุม 6 เรื่อง อาทิ การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารจะต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

แม้ในเชิงเนื้อหาจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วอาจนำมาซึ่งปัญหาจำนวนมาก โดยเฉพาะการตีความเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาว่าหากเป็นกรณีที่มีการนำข่าวสารในเชิงการตรวจสอบการทุจริตของผู้มีอำนาจรัฐ จะถือว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นอันเป็นการเข้าข่ายขัดกับมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ 4 การกำหนดโทษจำคุกสำหรับกรณีสื่อมวลชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

มาตรา 92 กำหนดให้องค์กรสื่อมวลชนรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเข้ามาทำงาน จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งมาตรา 92 อาจตีความไปถึงบุคคลที่ทำงานในองค์กรสื่อมวลชนทุกคนแม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้เป็นสื่อมวลชนก็ตาม

ปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหาที่กระทบเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกำหนดให้รัฐเข้ามาทำหน้าที่กำกับและควบคุมจริยธรรมของสื่อมวลชน ซึ่งเราไม่คัดค้านการควบคุมจริยธรรม แต่ควรให้บุคคลที่มีความเข้าใจในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและภาคประชาชนเข้ามาทำหน้าที่มากกว่าจะเป็นตัวแทนจากภาครัฐ

นายกสมาคมฯ กล่าวว่า หากปล่อยให้มีกลไกลักษณะนี้ตามที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บัญญัติจะมีผลให้สื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่เสนอข่าวเพื่อตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐได้ จึงเห็นว่าควรต้องเอาร่าง พ.ร.บ.ออกไปทั้งฉบับทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

 

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ ต้องสร้างความเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 09:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/492443

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ชาติ ต้องสร้างความเข้าใจ

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.  ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร  นักศึกษาหลักสูตรจิตวิทยาความมั่นคง รุ่น 117 สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาป้องกันประเทศ ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ เรื่อง “การสร้างความเข้าใจและยอมรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีให้วิพากษ์เกี่ยวกับแผนนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าควรมีรูปแบบหรือทิศทางอย่างไร เพื่อทำให้การเดินหน้าประเทศไทยประสบผลสำเร็จและเดินไปอย่างถูกต้อง

บวร วงศ์สินอุดม  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจ ชี้ว่า ระบบการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีคุณภาพ ดังนั้นการทำยุทธศาสตร์ชาติควรต้องทำให้ทุกภาคส่วนเกิดความเข้าใจและเกิดการยอมรับอย่างแท้จริงเสียก่อน เหมือนเรื่องการก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องทำให้สังคมเข้าใจว่าก่อนหน้าที่จะมาเป็นวันนี้ 1.0 2.0 และ 3.0 เป็นมาอย่างไร และควรต้องพัฒนาอย่างไรเพื่อรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

แต่หัวใจสำคัญต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลนโยบายก็เปลี่ยนตาม หากเป็นเช่นนั้นการพัฒนาประเทศจะไม่มีความต่อเนื่อง เพราะในมุมมองภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมองว่าหากนโยบายรัฐเปลี่ยน หรือต้องยุติเมื่อถูกทักท้วงทั้งที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ล่วงหน้ามาเป็นเวลานาน เช่นนั้นจะทำให้ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากภาคเอกชน  ฉะนั้นวันนี้หากรัฐจะดำเนินการอะไรควรต้องมีแบบแผนที่ชัดเจน พร้อมกับต้องทำให้เกิดการเชื่อมั่นและยอมรับจากทุกฝ่าย

ขณะที่แนวทางการสร้างความเข้าใจเรื่องยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลนั้น ทางปฏิบัติต้องทำให้สังคมเข้าใจรายละเอียดของหลักการและเหตุผล เพื่อทำให้เกิดการยอมรับจากสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ก่อนที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเดินหน้า

“ถ้าหากไม่สามารถสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชนเกิดการยอมรับเรื่องนี้ได้  ไม่ว่าจะเขียนอีก 10 แผนยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่สามารถเปลี่ยนจากภาคเกษตรไปเป็นอุตสาหกรรม หรือแก้ปัญหาของประเทศได้ ซึ่งวิธีการเดินหน้าประเทศต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งต้องใช้เวลา”

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้การที่สถานการณ์สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลง โดยพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ไทยต้องมองว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในสถานการณ์โลกขณะนี้ เช่น ตอนนี้ประชาชนยังคงซื้อพลังงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยใช้ แต่อีก 5 ปีข้างหน้าต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง และขายพลังงานให้กับการไฟฟ้าฯ อย่างไร

เนื่องจากส่วนตัวมองว่าเรื่องเทคโนโลยีในอนาคตจะเป็นสิ่งที่สำคัญ และมีบทบาทต่ออุตสาหกรรมของประเทศ เพราะการที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติได้เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นต้องสร้างความเข้าใจและยอมรับในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติกับประชาชนให้ได้ ไปพร้อมกับต้องการกำหนดเป้าหมายอีก 20 ปีข้างหน้าให้ชัดเจน

พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา กองทัพเรือ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้ของรัฐบาลเป็นการผสมทุกมิติมารวมกันทั้งด้านความมั่งคั่งยั่งยืน เพื่อเป็นเป้าหมายชาติในระยะยาวอีก 20 ปีข้างหน้าว่าจะมีทิศทางอย่างไร

แต่การทำงานในครั้งนี้มองว่าต้องทำให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เหมือนเรื่องเรือดำน้ำที่หลายฝ่ายมองว่าจะมีไปทำไม แต่แผนดังกล่าวก่อนที่จะมาถึงวันนี้มีการวางมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจากนี้ต้องเดินหน้าสร้างความเข้าใจถึงเหตุผล จากนั้นก็เดินไปด้วยกัน เพราะถ้าหากไม่สามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและทำให้เกิดการยอมรับได้ ก็จะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต

ส่วนวิธีการสร้างความเข้าใจเพื่อให้ลงถึงภาคประชาชนจนเป็นที่ยอมรับ สิ่งแรกต้องให้ความรู้อย่างถูกต้องครบถ้วน แต่ปัญหาที่ผ่านมาบางครั้งเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน จนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมมาเป็นเวลานาน ท้ายนี้ยืนยันว่าการทำงานทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน โดยเริ่มตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปถึงระดับบริหาร

ศ.พิเศษ ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หนึ่งในคณะทำงานเรื่องนี้อธิบายว่า สาเหตุที่ต้องมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาเพื่อต้องการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของประเทศ เนื่องจากสาเหตุปัญหาต่างๆ เกิดจากขาดความต่อเนื่องเชื่อมโยงในแต่ละหน่วยงานรัฐกับภาคเอกชน ไม่เหมือนกับในต่างประเทศที่มีวางยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้มาก่อนหน้านี้

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่ายุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแผนระยะยาว จะทำให้มีปัญหาในอนาคตหรือไม่ ยืนยันว่า ไม่จริง เพราะการยุทธศาสตร์ชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก 5 ปี หรือหากเกิดเหตุการณ์อะไรสำคัญต่อประเทศ อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์เหตุฉุกเฉิน  ท้ายนี้เชื่อว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า คนในสังคมไทยเมื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะปรับตัวได้ว่าควรต้องทำอย่างไร