โรดแมปเลือกตั้ง เหมือนง่ายแต่วิบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/489366

โรดแมปเลือกตั้ง เหมือนง่ายแต่วิบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะเรียกว่าประเทศไทยเข้าสู่ศักราชใหม่ทางการเมืองแล้วก็คงไม่ผิดนัก ภายหลังมีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการ

ต้องยอมรับกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 จนถึงทุกวันนี้ได้ค่อนข้างมีเส้นทางวิบากพอสมควร เพราะต้องมีการตั้งคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญถึงสองชุด

ชุดแรกชื่อว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” นำทีมโดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะ กมธ.ยกร่างฯ ในเวลานั้นอุดมไปด้วยบุคคลระดับมันสมองของประเทศทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนสามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 285 มาตราออกมาเป็นผลสำเร็จ

การเขียนรัฐธรรมนูญในสมัยบวรศักดิ์ ต้องฝ่าดงหนามแห่งความขัดแย้งมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนกันเองอย่างสมาชิก สปช. โดย สปช.มีอำนาจถ่วงคณะ กมธ.ยกร่างฯ พอสมควร เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านคณะ กมธ.ยกร่างฯ แล้วจะต้องมาให้ที่ประชุม สปช.ลงมติให้ความเห็นชอบ

ผลพวงจากความขัดแย้งและการงัดข้อระหว่าง “กมธ.ยกร่างฯ-สปช.” ทำให้ สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ย. สร้างความบอบช้ำให้กับบวรศักดิ์และคณะอย่างแสนสาหัส

จากนั้น คสช.ก็เริ่มกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญรอบที่สอง พร้อมกับคณะบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่อีกครั้ง โดยใช้ชื่อ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ กรธ. ซึ่งถือเป็นการกลับมาอยู่เบื้องหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” หลังจากทำหน้าที่เป็นกุนซือยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2534

การกลับมาของมีชัย ทำให้ความขัดแย้งในหมู่แม่น้ำ 5 สายเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญค่อยๆ หายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กรธ.ไม่ได้ถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติทั้งจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เนื่องจาก กรธ.ไม่ต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญให้กับสภา มีเพียงแค่ศึกใหญ่ศึกเดียวที่ กรธ.ต้องเผชิญ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ด้วยความเก๋าเกมทางการเมืองของมีชัย และแรงสนับสนุนจาก คสช. จึงมีส่วนช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงผ่านประชามติได้อย่างสวยสมกับความตั้งใจของ กรธ.

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในช่วงปลายอำนาจของ คสช. ซึ่งภารกิจต่อจากนี้ คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ศึกใหญ่อีกศึกหนึ่งอย่างการเขียนกฎหมายลูก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานยากของ กรธ.อีกหนึ่งงาน เพราะแม้แต่ประธาน กรธ.ก็ยังออกมายอมรับเช่นนั้น

“เมื่อวันที่ 6 เม.ย.เป็นวันที่มีความสุขและโล่งใจก็ว่าได้ เพราะได้ทำงานด้วยความเหนื่อยยากมามาก พอถึงผลสำเร็จพวกเราทุกคนก็ดีใจ แม้จะมีบางคนไม่ค่อยดีใจกับพวกเราเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร

จากนี้ไปเหลือภาระที่ต้องทำในวันข้างหน้า คือ ต้องทำกฎหมายให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นภูเขาอีกลูกที่ต้องเราต้องพยายามยกออกจากอกให้ได้ตามเวลาที่กำหนด” มีชัย กล่าวเปิดใจกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 7 เม.ย.

อ่านความในใจของมีชัยและพลิกดูเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็พบว่าสร้างความหนักอกให้กับมีชัยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ กรธ.ต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้กับ สนช.ภายใน 240 วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ สนช.มีเวลาพิจารณาต่อให้เสร็จภายใน 60 วัน

การทำงานของ สนช.ในส่วนนี้มีอำนาจและสิทธิเด็ดขาดในการแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ แต่หาก กรธ. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระแล้วแต่กรณี ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเนื้อหาของ สนช. จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 11 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญมีหน้าที่ในการแก้ไขและส่งมาให้ สนช.ดูอีกครั้ง หาก สนช.มติเห็นชอบทุกอย่างก็จบ การเมืองจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเกิดเหตุที่ สนช.มีมติสองในสามไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไข จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปทันที

กรณีที่ร่างกฎหมายต้องมาตกไปในขั้นตอนนี้ นำมาซึ่งสุญญากาศในกระบวนการเปลี่ยนผ่านขึ้นมาทันที

กล่าวคือ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ได้บอกว่าให้องค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องทำอย่างไรต่อไป โดยมีมุมมองทางกฎหมายในหลายแง่มุม

แง่มุมหนึ่งเห็นว่าเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่ต้องทำร่างกฎหมายเสนอเข้ามา สนช. แต่บางมุมก็มองว่า กรธ.มีหน้าที่ดังกล่าวเฉพาะภายใน 240 วันแรกหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้เท่านั้น พ้นจากนั้นไปแล้วจะไม่ใช่ธุระของ กรธ.

หรือบางมุมก็เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามกระบวนการตามปกติ แต่ในเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายยังคงเป็นปัญหาอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนเช่นนั้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว แต่ปัญหาและอุปสรรคระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งนั้นไม่ได้โรยด้วยกุหลาบอย่างที่คิด เพราะนอกจากปัญหาที่รอให้แก้ไขแล้ว ยังมีความขัดแย้งทางการเมืองที่คอยกัดเซาะเสถียรภาพทางการเมืองอีกด้วย

 

มาตรา 44 เฟ้อ รถกระบะชนรถถัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 10:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488927

มาตรา 44 เฟ้อ รถกระบะชนรถถัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใหม่ๆ ปรากฏว่า คสช.ให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมอยู่ไม่น้อย นอกเหนือไปจากการพยายามเข้ามาจัดการทางการเมือง

ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รถตู้โดยสารสาธารณะราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล พื้นที่ค้าขายริมทางเท้า ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังเหมือนกับรัฐบาลของ คสช.

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง อีกทั้งการเข้าไปแตะของร้อนดังกล่าว ส่งผลให้ต้องมีการปะทะกับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบพอสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดารัฐบาลพรรคการเมืองหลายชุด จึงไม่ค่อยอยากเข้าไปยุ่งเท่าไหร่นัก เพราะไม่ต้องการเสียฐานคะแนนและความนิยม

ปัญหาต่างเลยถูกสะสมและทับถมจนล้นออกมาจากใต้พรม และเมื่อ คสช.เข้ามามีอำนาจจำเป็นต้องเข้ามาจัดการให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเสียที

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงแรกที่ คสช.ลงมือผ่าตัดปัญหาโลกแตกนี้ ได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร เพราะเกิดการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่เหมือนกับรัฐบาลของนักการเมืองที่มักจะดำเนินการในลักษณะรูปหน้าปะจมูก

ตัวอย่างเช่น กรณีของราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล คสช.ก็สามารถใช้กำลังภายในจนกดราคาขายต่อหน่วยให้เหลือฉบับละ 80 บาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นเดียวกับการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ ปรากฏว่าสามารถช่วยให้เกิดการกำหนดราคาที่เหมาะสมโดยที่ไม่เอาเปรียบกับผู้บริโภค หรือในกรณีของการจัดระเบียบทางเท้าในพื้นที่สำคัญใจกลางเมืองหลวง ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

การลงมือทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในเรื่องเหล่านี้ อันเป็นเรื่องใกล้ตัวของประชาชนที่เอือมระอากันมานานก่อนจะมีการรัฐประหาร ช่วยให้ คสช.ได้คะแนนความนิยมไม่น้อย ที่สำคัญช่วยให้ คสช.ไม่ถูกมองว่าเข้ามาใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อจัดการกับเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว

ทว่า มาถึงเวลานี้สิ่งที่เคยทำให้ คสช.ได้คะแนน กลับย้อนศรมาทำร้าย คสช.เองแบบไม่น่าเชื่อ

โดยมีผลพวงล่าสุดมาจากการจัดระเบียบการจราจรในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้รถกระบะทำการบรรทุกคนขึ้นท้ายกระบะของรถ เว้นแต่จะเป็นการขนส่งสินค้าหรือสิ่งของ และการห้ามไม่ให้ประชาชนนั่งด้านหลังคนขับรถกระบะที่เป็นรถสองประตู (แคป)

คสช.เอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก ถึงใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เข้ามาจัดการกับเรื่องนี้แบบฟ้าผ่า เพราะทุบโต๊ะลงมาว่ามาตรการเหล่านี้จะมีผลทันทีตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์

มองในมุมของ คสช.ก็พอเข้าใจว่า แม้ที่ผ่านมาจะกวดขันการจราจรและกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายจราจรมากขึ้น แต่กลับไม่ทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำยังมาเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญรถตู้โดยสารเส้นทาง กทม.-จันทบุรี ประสบอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตหลายรายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา ยิ่งเป็นปัจจัยที่บีบให้ คสช.ต้องหามาตรการมาควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งการใช้มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดที่สามารถยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ มาใช้กับกรณีนี้ ย่อมถูกทำให้มองว่าเป็นการดำเนินการเหมือนกับ “เผาบ้านทั้งหลัง เพื่อจับหนูตัวเดียว”

การใช้มาตรา 44 ควรใช้กับการแก้ไขปัญหาใหญ่ที่เป็นเรื่องโครงสร้างของประเทศ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น ที่ผ่านมา คสช.ก็ใช้ได้อย่างดีในระดับหนึ่ง แต่เมื่อ คสช.งัดไม้ตายออกมาใช้กับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 หลายครั้ง จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้เกิดการใช้มาตรา 44 จนเฟ้อ

ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมว่า การเงื้อใช้มาตรา 44 แต่ละครั้ง มีผลเทียบกับการเป็นกฎหมายหนึ่งฉบับ โดยที่ไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน เหมือนกับการตรากฎหมายตามระบบปกติ ประกอบกับมาตรา 44 ที่ถูกใช้ครั้งล่าสุดนั้นส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 44 ยังให้การคุ้มครองในขั้นสูงสุดอีกด้วย กล่าวคือ ทำให้ไม่สามารถฟ้องศาลเพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการถ่วงดุลได้ เท่ากับว่าหากเจ้าของรถที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรา 44 ครั้งนี้ ก็ไม่อาจไปพึ่งกระบวนการทางกฎหมายได้แต่อย่างใด

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่า ทำไมระยะหลังที่ คสช.งัดมาตรา 44 ออกมาใช้แต่ละครั้ง ถึงได้เกิดกระแสลบมากกว่ากระแสบวก

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการล้อเลียน คสช.ในรูปแบบสารพัด จนส่งผลให้มาตรา 44 ถูดลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลง

ด้วยเหตุนี้เอง คสช.จึงใส่เกียร์ถอยหนึ่งขั้นด้วยการอนุโลมให้ประชาชนยังโดยสารท้ายกระบะและนั่งหลังแคปได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลังจากนั้นถึงจะค่อยมาหามาตรการที่เหมาะสมอีกที

นับเป็นครั้งแรกที่ คสช.ยอมผ่อนผันกับความเข้มงวดของมาตรการที่ออกมาตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่กระตุก คสช.ให้ตระหนักว่าการใช้อำนาจเด็ดขาดมากเกินไปที่ขาดการมีส่วนร่วม อาจส่งผลร้ายย้อนกลับมายัง คสช.ในแบบที่คาดไม่ถึง

 

ม.44 หลังรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488783

ม.44 หลังรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีข้อจำกัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญกำหนดกรอบกติกาสูงสุดของประเทศ อันจะมีผลต่อทิศทางการบริหาร ดำเนินการ ในภาคส่วนต่างๆ ​อันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ เพื่อพาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งอย่างที่มุ่งหวัง

จากนี้กระบวนการต่างๆจะเริ่มเดินหน้าไปตามเส้นทางที่วางไว้ ทั้งการออกกฎหมายลูก กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆเพื่อเตรียมความพร้อมพาประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง

ทว่า การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ทำให้หลายฝ่ายจับตาไปที่ “อำนาจพิเศษ” ตามมาตรา 44 ที่เหมือนดาบอาญาสิทธิ์เปิดทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ใช้ผ่าทางตันแก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่ผ่านมาจะยังศักดิ์สิทธิ์มีมนตร์ขลังเช่นเดิมหรือไม่

ที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้​ 4-5 ประการ ทั้ง​การสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. คสช. เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและมีการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ

สนช.จะหมดวาระเมื่อ 15 วันก่อนวันเลือกตั้งและ สปท.จะหมดอายุทันทีที่เสนอกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายปฏิรูป ต่อมาคือ กรธ.จะต้องอยู่ทำกฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 8 เดือน

ส่วนประเด็นเรื่องอำนาจตามมาตรา 44 ที่เคยใช้ไปแล้วก่อนหน้านี้รวมทั้งที่จะออกใหม่ในวันข้างหน้า แม้รัฐธรรมนูญจะประกาศใช้แล้วก็ยังสามารถที่จะดำเนินการได้ เพราะมีการกำหนดเอาไว้ในมาตรา 265 ว่าอำนาจเดิมของ คสช.จะมีผลต่อไปจนกว่า คสช.จะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ​ส่วนการยกเลิกต้องออกเป็น พ.ร.บ.ในการยกเลิก

ไม่แปลกที่ระยะหลังจะเห็น คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หลายต่อหลายเรื่องมากขึ้น ล่าสุด “เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง” เด้ง 6ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ เชียงราย ภูเก็ต ราชบุรี สิงห์บุรี ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ

ต่อเนื่องด้วยการออกคำสั่งเรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออํานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” จำนวน 18 ข้อ แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ ในกลุ่มธุรกิจลงทุนยาก เพื่อแก้ปัญหาหลังจากรายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก ไทยในอันดับที่ 46 จาก 190 ​

แม้รัฐธรรมนูญใหม่มาตรา 265 จะเปิดทางการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. และ คสช.ไว้เหมือนเดิมแต่ด้วยบทบัญญัติอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมทำให้การใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีข้อจำกัดจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น ​

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิที่ถือเป็นจุดเด่นและได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่นี้การใช้มาตรา 44 ย่อมต้องไม่ไปละเมิดสิทธิกับคนอื่น ​ที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาให้เกิดการตีความและสร้างปัญหาได้

สอดรับกับที่ ​มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่รัฐธรรมนูญใหม่ให้การรองรับไว้ มีเพียงเพื่อแก้ปัญหาที่มันขัดข้อง แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่ หรือไปละเมิด หรือแก้รัฐธรรมนูญได้

นี่ย่อมทำให้ความคล่องตัวของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือต้องลดลงไปพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย พักงาน การปลดออกจากตำแหน่ง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐ ​เรื่อยไปจนถึงเรื่องการ​ออกกฎระเบียบ แก้ไขกฎหมาย ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมาย เพราะมาตรา 77 วรรคสอง รัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้ “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ”

“รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป”

ยิ่งในช่วงที่กฎหมายลูกเริ่มบังคับใช้และทาง คสช.ยกเลิกคำสั่งเดิมผ่อนปรนให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองได้เสรี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งไปจนถึงเรื่องการเคลื่อนไหวแสดงความคิดความเห็นที่มีเสรีภาพมากขึ้น

ทั้งหมดจะยิ่งกดดันการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ประกาศใช้ รธน. นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488557

ประกาศใช้ รธน. นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเมืองไทยก็มาถึงหลักกิโลเมตรที่สำคัญ คือ การประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เม.ย.นี้

การประกาศใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษกว่าเมื่อครั้งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยครั้งนั้นไม่มีงานพระราชพิธี ต่างจากปัจจุบันที่มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

“ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว พระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี เจ้าพนักงานอาลักษณ์กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับพระราชลัญจกรแล้วเชิญไปประดิษฐานบนพานทองที่เสาบัวหน้ามหาสมาคม

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จบแล้ว ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ทหารบกทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ 21 นัด และวัดทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังและกลอง” ส่วนหนึ่งของหมายกำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ประกาศใช้ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.

เมื่อพระราชพิธีสิ้นดังกล่าวสิ้นสุดลง เท่ากับว่านับจากนี้เป็นต้นไปการเมืองไทยจะนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

การเลือกตั้งนั้นดูเผินๆ เหมือนง่ายประหนึ่งนับนิ้วมือ แต่ถ้ามองลงในรายละเอียดของขั้นตอนในการเปลี่ยนผ่านแล้ว ต้องยอมรับว่าเส้นทางสู่การเลือกตั้งยังมีรายละเอียดอีกพอสมควร โดยเฉพาะขั้นตอนของการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 6.ศาลรัฐธรรมนูญ 7.คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ 8.วิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.ผู้ตรวจการแผ่นดิน

เมื่อพลิกดูร่างรัฐธรรมนูญจะพบว่านับจากวันที่ 6 เม.ย.ต้องใช้เวลาอีก 600 วันโดยประมาณหรือราว 20 เดือน ซึ่งมีรายละเอียดแต่ละขั้นตอนตามลำดับดังนี้

1.คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 240 วัน เพื่อส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

2.สนช.มีเวลาพิจารณา 60 วัน

3.สนช.ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องพิจารณา และ กรธ.พิจารณา หากไม่เห็นด้วยกับกับการแก้ไขของ สนช.ต้องแจ้งไปยังประธาน สนช.ภายใน 10 วัน และให้ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 11 คนตามสัดส่วนของ สนช. องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญและ กรธ. และพิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน

4.หาก สนช.มีมติเห็นชอบกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ จะส่งร่างกฎหมายไปให้นายกรัฐมนตรี โดยนายกฯ ต้องรอไว้ 5 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน

5.กระบวนการให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ มีเวลาสูงสุดที่ 120 วัน ตามมาตรา 81 มาตรา 145 และมาตรา 146 ของร่างรัฐธรรมนูญ

6.เมื่อร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการเลือกตั้งภายใน 150 วันต่อไป

ทั้ง 6 ขั้นตอนที่ว่ามานี้เป็นกำหนดเวลาสูงสุดที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ ถ้าเป็นไปตามนี้เท่ากับว่าการเลือกตั้ง สส.ของไทยจะไปเกิดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. 2561

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วอาจไม่ได้ใช้เวลาเต็มที่ 600 วัน เพราะถ้าทำแบบนั้นก็จะเป็นการทำงานที่คาบลูกคาบดอกจนเกินไป และอาจนำมาซึ่งปัญหาทางในกฎหมายตามมาได้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ซึ่งได้สั่งให้ กรธ.จัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดสภาพไฟลนก้นในช่วงท้าย

แม้เรื่องเวลาในการทำงานอาจจะไม่ใช่ปัญหาในการเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง แต่ถ้าพิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดส่วนอื่นๆ แล้ว จะพบว่ามีบางขั้นตอนที่จะสร้างปัญหาสำคัญในระยะยาว ถึงขั้นที่จะส่งผลให้ไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ หรือเรียกว่า “สุญญากาศทางรัฐธรรมนูญ”

กล่าวคือ  ในขั้นตอนภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญ หาก สนช.มีมติเกินสองในสามไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา 267 ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้

บางฝ่ายบอกว่าจะต้องกลับไปให้ กรธ.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง แต่ กรธ.บางคนก็มีความเห็นว่า กรธ.ไม่มีอำนาจดำเนินการดังกล่าวในสถานการณ์แบบนั้น

ดังนั้น กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ดูเหมือนง่ายและไร้ปัญหา เอาเข้าจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้

 

ทักษิณปรับแผนเคลื่อนไหว เน้นไม้อ่อนลดแรงกระเพื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488365

ทักษิณปรับแผนเคลื่อนไหว เน้นไม้อ่อนลดแรงกระเพื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมหยุดแล้วครับ ท่านล่ะเมื่อไหร่จะหยุดสักที อย่ารักชาติ รักสถาบันฯ เพียงแค่คำพูดกันเลยครับ”​

จับสัญญาณการเปิดหน้าออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งแรกในรอบปีหลังจากที่เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบมานาน จะพบว่ารอบนี้มีความสุขุมรอบคอบและดูระมัดระวังตัวมากกว่าทุกครั้ง

ต่างจากหลายครั้งก่อนหน้านี้ ที่มักจะมาในแนวบู๊ ท้าตีท้าต่อย หรือถึงขั้นดับเครื่องชน

ครั้งนี้ทักษิณออกตัวว่า ​”ตั้งใจที่จะหยุด โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ รวมทั้งไม่ต้องการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะถูกมอง หรือถูกอ้างว่าไปขัดขวางการทำงานของรัฐบาลทหารมานานมากแล้ว มิใช่เพราะกลัวรัฐบาลทหาร แต่เพราะผมตระหนักดีว่าพี่น้องร่วมชาติเรากำลังลำบาก โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่มีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน จึงอยากให้รัฐบาลทหารได้ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่”

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการออกมาขยับรอบนี้  เพราะทั้งทักษิณและเครือข่ายกำลังตกอยู่ในสภาวะยากลำบากท่ามกลางคลื่นลมมรสุมที่รุมเร้าอย่างหนัก

ล่าสุด ​เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้นำหนังสือประเมินภาษีค่าปรับและเงินเพิ่มรวม 1.7 หมื่นล้านบาท ของทักษิณ ไปติดที่หน้าบ้านพักจันทร์ส่องหล้า หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาไล่บี้อย่างหนักในช่วงใกล้หมดอายุความวันที่ 31 มี.ค.

อีกด้านหนึ่งคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และน้องสาวทักษิณที่ใกล้จะได้ข้อสรุป ทั้งในส่วนของคดีอาญารวมไปถึงกระบวนการเรียกค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท ที่งวดเข้ามาเรื่อยๆ

ทางฝั่งแกนนำคนเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ถูกนวดมาอย่างต่อเนื่องหลังรัฐประหารจนสะกดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างปัญหากวนใจในช่วงที่ผ่านมาแล้ว

อีกด้านยังเปิดเกมรุกบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย 9 จุด เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของโกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ที่พบสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก หลังยังพบบางส่วนที่ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวใช้ฐานที่ต่างประเทศเดินเกม ติดต่อ สั่งการ เครือข่าย รวมทั้งปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดียกลับมายังประเทศไทย

เชื่อมโยงไปถึงแผนลอบสังหารผู้นำและการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ไปจนถึงเรื่องการเคลื่อนไหวของบรรดาศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ห่วงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่ความรุนแรง

ส่วนมือไม้คนทำงานใกล้ชิดอย่าง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ สุดท้ายก็ถูกสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ถอดถอนไปด้วยมติ 231 ต่อ 4 เสียง  และเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ถอดรหัสจากถ้อยคำที่ทักษิณ ระบุว่า “ไม่เพียงแต่ตัวผมคนเดียว ครอบครัวของผมก็ตกเป็นเหยื่อของการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี และถูกกระทำมาโดยตลอด ล่าสุดคือเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งหากมีการกระทำผิดจริงแล้ว รัฐบาลที่มาจากผลพวงของการรัฐประหาร 2-3 รัฐบาลที่ผ่านมา ย่อมต้องเอาผิดผมไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยไว้จนกระทั่งหมดอายุความ จึงค่อยใช้อภินิหารทางกฎหมายมาเล่นงานผมแบบนี้”​

ยังคงตอกย้ำเรื่องปมเป็นฝ่ายถูกกระทำกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะกับปมเรื่องเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท ​

ทว่าด้วยหลายปัจจัยทั้งคดีที่ติดตัวจนต้องหลบหนีไปเคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ หรืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ รวมไปถึงแนวร่วมที่อ่อนกำลังไปเรื่อยๆ ในช่วงหลัง  ล้วนแต่ทำให้การเคลื่อนไหวแบบท้าตีท้าต่อยเช่นเดิมย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ที่มีแต่จะเสียเปรียบและเป็นชนวนให้ถูกเล่นงานกลับได้ง่ายขึ้น

การสงบปากสงบคำเก็บเนื้อเก็บตัวจึงเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่ยังเหลืออยู่ แม้สุดท้ายก็ทำได้ไม่นาน​ แต่นั่นก็ทำให้รูปแบบการเคลื่อนไหวครั้งหลังเปลี่ยนแปลงมาเน้นเรื่องถูกกลั่นแกล้ง เรียกคะแนนสงสาร มากกว่ามุ่งเน้นการตอบโต้แบบรุนแรง

สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือการถล่มการปฏิวัติรัฐประหาร ย้ำจุดอ่อนเรื่องการทุจริตที่ประชาชนไม่มีโอกาสตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล​​

แม้จะไม่เชื่อในกระบวรนการปรองดอง หรือความพยายามสลายความขัดแย้งในสังคมที่กำลังเดินหน้าไป แต่หากไปขวางหรือไม่ร่วมมือย่อมมีแต่จะเสียหาย และกลายเป็นจำเลยของความล้มเหลวแบบไม่รู้ตัว

“สำหรับกระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ผมขอให้ทุกฝ่ายโปรดตัดผมออกจากสมการไปได้เลยครับ ผมไม่ต้องการให้ใครมาเสนออะไรเพื่อช่วยตัวผม และในทางกลับกันผู้มีอำนาจก็ไม่ควรใช้อภินิหารและกระทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดผมเพียงคนเดียว โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม และต้องไม่เลี้ยงไข้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ดังเช่นที่หลายๆ คนรู้สึกได้อยู่ทุกวันนี้”

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทักษิณพยายามอธิบายและพาตัวเองออกไปจากสมการความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในสังคม

ที่สำคัญยังเน้นย้ำเรื่องความจงรักภักดี “ขอรับใช้ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ผมรักนับถือ เคารพ และเทิดทูนไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ไม่ว่าผมจะอยู่ ณ หนใดบนพื้นพิภพนี้”

ถอดรหัสจากสารที่ส่งออกมารอบนี้ จึงสะท้อนให้เห็นยุทธวิธีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางสถานการณ์การเมือง และบริบทแวดล้อมที่แตกต่างจากในอดีต จนไม่อาจเคลื่อนไหวในรูปแบบเดิม​ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่แตกต่างกัน

 

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ทางออกซื้อเวลารักษาแนวร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488209

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ทางออกซื้อเวลารักษาแนวร่วม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นกับทางออกสุดท้ายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลือกตัดเนื้อหาในมาตรา 10/1 พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เรื่องการตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” ออกไป และปรับเปลี่ยนมาเขียนไว้เป็นข้อสังเกต​แทน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่เป็นเพียงแค่การ “ซื้อเวลา” และรักษาสัมพันธ์กับทุกฝ่ายไม่ให้สั่นคลอน

เมื่อ “​บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน แถมเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน ถึงขั้นขู่หากไม่ได้ตามที่ต้องการจะก็จะยกระดับการคัดค้านต่อไป

ทางออกเช่นนี้แม้จะไม่เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทั้งหมด แต่ก็พอจะทำให้แต่ละฝ่ายยอมรับและช่วยลดแรงเสียดทานที่จะย้อนกลับมายังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​

ยิ่งเรื่องนี้ถือเป็นศึก 3 เส้า ที่แต่ละฝั่งมีความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งยากจะหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

กลุ่มแรก สนช.ฝั่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ​ที่มี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ เป็นประธาน ซึ่งถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคน “สอดไส้” ยัดประเด็นบรรษัทน้ำมันแห่งชาติมาในชั้นกรรมาธิการ

ทั้งที่ร่างแรกซึ่งส่งมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีการระบุถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นเพียงแค่การกำหนดเรื่องการจัดประมูลที่เปลี่ยนจากระบบสัมปทานเดิม มาเป็นแบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC หรือสัญญาจ้างบริการ

ทว่าในรายละเอียดของบรรษัทน้ำมันแห่งชาตินั้นยังต้องรอผลการศึกษาก่อนจะมีความชัดเจน และไม่รู้ว่าจะจัดตั้งได้เมื่อไหร่ อย่างไร

กลุ่มที่สอง เครือข่าย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ที่เปิดหน้าออกมาคัดค้านบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจะมาเป็นผู้ถือสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ และห่วงว่ากรมพลังงานทหารจะเข้ามาบริหารบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในช่วงแรก จนทำให้กิจการน้ำมันของประเทศก็จะถอยหลังไปเหมือนยุค “สามทหาร”

ในฐานะผู้ที่เริ่มต้นกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร พยายามชี้ให้เห็นว่าไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติมาตั้งแต่ต้น จนมาเห็นสัญญาณผลักดันจาก 6 กรรมาธิการบิ๊กทหาร

ก่อนจะไปขอความเห็นชอบจาก ครม.ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่เคยศึกษาถึงผลได้ผลเสีย ตลอดจนความจำเป็นในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม

กลุ่มที่สาม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ รสนา โตสิตระกูล ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ด้วยจุดยืนต้องการให้ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติโดยเร็ว หรือก่อนที่จะมีการทำสัญญาพลังงานรอบใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวแทนภาครัฐในการทำสัญญา

อีกด้านจะเป็นหน่วยงานที่รับโอนทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่มาจากคู่สัญญาซึ่งสัมปทานครบอายุสัญญา ​​หน่วยงานนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นต้องเร่งดำเนินการจัดตั้งให้แล้วเสร็จก่อนการทำสัญญารอบใหม่

ปัญหาอยู่ตรงที่ทางออกหลัง สนช.อภิปรายกันมายาวนาน สุดท้ายก็ยังหาข้อสรุปได้ยาก ยังไม่รวมกับแรงกดดันด้านนอกสภาทั้งสองฝั่ง หากจะเดินหน้าไปทางใดแบบสุดลิ่มทิ่มประตูย่อมนำไปสู่เสียงต่อต้านคัดค้าน

ทางสายกลางแบบกั๊กๆ จึงกลายเป็นทางออกที่พอจะสยบความเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายได้ อันจะทำให้สามารถผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบของสภาประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ หลังคาอยู่ในการพิจารณาของสภามาอย่างยาวนาน

ในแง่ฝั่งค้านบรรษัทน้ำมันแห่งชาติการถอนมาตรา 10/1 ย่อมถือว่าบรรลุเป้าหมาย เพราะลำพังบรรจุในมาตราปกติแบบลอยๆ ไม่กำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนก็ไม่มีหลักประกันว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่อยู่แล้ว

การปล่อยให้ไปกำหนดแบบกว้างๆ ว่า “ครม.ควรแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นภายใน 60 วัน เพื่อพิจารณาศึกษาถึงรายละเอียดรูปแบบและวิธีการในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เหมาะสมภายใน 1 ปี” ยิ่งทำให้ความหวังที่จะตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติได้ริบหรี่มากขึ้น

สอดรับกับที่ทาง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ตามปกติข้อสังเกตที่มาจาก สนช. รัฐบาลจะปฏิบัติตามทุกครั้ง แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อบังคับว่าจะต้องทำให้ตรงตามนั้นทั้งหมด รัฐบาลสามารถทำน้อยหรือเกินกว่านั้นได้

ส่วนฝั่ง คปพ.นั้นแม้จะไม่ถือว่าได้ตามความต้องการทั้งหมด แต่การเขียนกรอบที่มีรายละเอียดชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องการตั้งกรรมการภายใน 60 วัน และต้องศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ย่อมมีความคืบหน้ากว่ามาตรา 10/1 เดิม ​

แถมในที่ประชุม สนช. ทั้ง พล.อ.สกนธ์ และ พล.อ.สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผช.รมต.พลังงาน ​ระบุว่า ทาง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้ให้มายืนยันว่า กระทรวงพลังงานพร้อมนำข้อสังเกตไปสู่การศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ถือเป็นสัญญาประชาคม

ในขณะที่ทางฝั่ง กมธ.ที่ยอมตัดสินใจถอย แต่ก็ถือว่าได้เปิดช่องให้เลือกเดินได้ไม่ว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระแสสังคมในช่วงนั้นๆ

แต่เหนืออื่นใดทั้งหมดนี่เป็นทางออกที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช.ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม จากทั้ง 3 ฝ่ายที่ล้วนแต่เคยเป็นคนกันเอง ดังนั้นจึงไม่ควรจะ​ผลักให้มิตรไปเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น

 

พลิกข้อเสนอสนช. อยากเห็นบรรษัทน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/488018

พลิกข้อเสนอสนช. อยากเห็นบรรษัทน้ำมัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ สมาชิก สนช. เป็นประธาน ได้เคยจัดทำรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

ผลการศึกษาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ผู้บริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม

ในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมในรูปแบบสัญญานั้น รัฐต้องมีการจัดบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company : NOC) เพื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจจากรัฐ โดยเป็นผู้มีสิทธิในปิโตรเลียมและรับผิดชอบในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในปิโตรเลียม ซึ่งต้องเป็นคู่สัญญาในสัญญาแบ่งปันผลผลิตแทนรัฐ และทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารสัญญาแบ่งปันผลผลิต

โดยจะกำหนดให้สิทธิแต่ผู้เดียวแก่ผู้รับสัญญาบริษัทน้ำมันข้ามชาติ ให้มีสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะเป็นผู้ร่วมพิจารณาการลงทุนและการผลิต ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นบริษัทที่ประเทศเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมจัดตั้งขึ้นเพื่อลดอิทธิพลของบริษัทน้ำมันข้ามชาติ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติมีอยู่ในเกือบทุกประเทศ และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังดูได้จากบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ 13 บริษัท มีน้ำมันสำรองมากกว่า Exxon Mobil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกว่า 77% ของน้ำมันสำรองทั่วโลกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ

ตัวอย่างเช่น Oman Oil Company (โอมาน) PETRONAS (มาเลเซีย) Petrobas (บราซิล) Songtrach (แอลจีเรีย) Statoil (นอร์เวย์) CNPC CNOOC and Sinopec (จีน) ONGC (อินเดีย) EGPC (อียิปต์) TPAO (ตุรกี) Resent and Gazparom (รัสเซีย) Kufpec (คูเวต) ENI (อิตาลี) Nippon Oil (ญี่ปุ่น) ADNOC (อาบูดาบี) และ PTT (ไทย) เป็นต้น

จากการศึกษาบริษัทน้ำมันแห่งชาติของหลายประเทศ พบว่าในหลายบริษัทถือหุ้นโดยรัฐทั้งหมด และจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมา และการรับรู้ผ่านสื่อในช่องทางต่างๆ นั้น มีความเห็นที่ไปในทิศทางใกล้เคียงกันในเรื่องนี้ว่า การจะนำบริษัท ปตท. มาทำหน้าที่บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ อาจมิได้รับการยอมรับจากประชาชนบางส่วน เนื่องจากบริษัท ปตท. ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีการบริหารงานแบบเอกชนแล้ว

คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการใช้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 จึงขอเสนให้จัดตั้ง National Oil Company ในรูปแบบของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ฐานะตัวแทนของรัฐ เป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม รับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม โดยการตราเป็นกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. มีสภาพเป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย

โดยให้เป็นผู้ถือสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมของรัฐ (Resource Holder) ในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม ควบคุมดูแลระบบการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหลาย และมีหน้าที่ในการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาการจ้าง รวมถึงสัมปทานที่หมดอายุ โดยทั่วไปจัดทำได้ใน 2 รูปแบบ

รูปแบบที่ 1 แบ่งเป็น 2 หน่วยงาน โดยแยกจากกัน โดยให้มีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดนโยบาย และจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเพื่อดูแลในด้านธุรกิจปิโตรเลียมของชาติ

รูปแบบที่ 2 จัดตั้งองค์กรเดียว คือ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยให้ทำหน้าที่ดูแลในด้านการกำกับดูแล การกำหนดนโยบาย และทำธุรกิจในด้านปิโตรเลียมของชาติไปในคราวเดียวกัน

ในการนี้ต้องมีการกำหนดองค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการกำหนดให้มีคณะกรรมการบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ ซึ่งต้องไม่มีลักษณะขัดกันซึ่งผลประโยชน์ในทุกกรณี

ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฎหมาย ด้านพลังงาน ด้านความมั่นคง เป็นต้น) และเป็นที่ยอมรับกันได้ในทุกภาคส่วน เพื่อทำหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออกกฎเกณฑ์ในการบังคับใช้กับการประกอบกิจการสำรวจและแสวงหาปิโตรเลียม

นอกจากนั้น ควรกำหนดระบบการตรวจสอบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ในการดำเนินการของบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติ

 

ถอดถอน ‘สุรพงษ์’ ทลายขุมกำลัง ‘เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/487780

ถอดถอน ‘สุรพงษ์’ ทลายขุมกำลัง ‘เพื่อไทย’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในคดีการคืนหนังสือเดินทางให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ โดย สนช.มีมติถอดถอน 231 ต่อ 4 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนการถอดถอนสูงสุดกว่าทุกครั้ง

ก่อนหน้านี้ สนช.เคยลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว 5 ครั้ง

1.การถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว 190 ต่อ 18 คะแนน

2.การถอดถอน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ด้วยคะแนน 180 ต่อ 6 คะแนน ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 182 ต่อ 5 คะแนน และ มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 158 ต่อ 25 คะแนน ในคดีทุจริตการระบายข้าว

3.การถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ในคดีแทรกแซงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยมติ 159 ต่อ 27 คะแนน

4.การถอดถอน ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการบริหารองค์การตลาด 182 ต่อ 7 คะแนน

5.การถอดถอน อุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 205 ต่อ 15 คะแนน และ นริศร ทองธิราช อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 221 ต่อ 1 คะแนน ในคดีการเสียบบัตรตนแทนสมาชิกรัฐสภาในระหว่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และการสลับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ

คะแนน 231 เสียง ที่อดีต รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เพียงผลที่ทำให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีเท่านั้น เพราะสะท้อนถึงนัยทางการเมืองที่ สนช.ได้สื่อออกมาด้วย

กล่าวคือ คดีของสุรพงษ์เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของทักษิณที่มีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา ดังนั้น คะแนนของ สนช.ที่ออกมาจึงไม่ต่างอะไรกับการตอบโต้พรรคเพื่อไทย

การลงมติถอดถอนครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยจะตกที่นั่งลำบากมากขึ้น แม้ว่าสุรพงษ์จะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้พรรคเพื่อไทยมีคดีที่อยู่ในสารบบของกระบวนการยุติธรรมหลายคดี

คดีที่อยู่ในความสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นคดีของยิ่งลักษณ์ ในกรณีการบริหารโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำลังทยอยพิจารณาสืบพยานในส่วนของจำเลยเป็นระยะ

โดยการไต่สวนพยานปากสุดท้ายจะสิ้นสุดในเดือน ก.ค. จากนั้นศาลฎีกาจะนัดวันฟังคำพิพากษา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายเดือน ต.ค. หรือล่าช้าที่สุดไม่น่าจะเกินปี 2560

นอกจากคดีของยิ่งลักษณ์ที่อยู่ในศาลฎีกาแล้วยังมีคดีของ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ด้วย ในส่วนของการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยมิชอบ

คดีของยิ่งลักษณ์และบุญทรงมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ตรงที่ความผิดของยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องในเชิงการบริหารจัดการ แต่ของบุญทรงนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พุ่งเป้าว่าเป็นการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง

ดังนั้น คดีของ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” จึงเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเวลานี้ยิ่งลักษณ์ถือเป็นแบรนด์สำคัญของพรรคเพื่อไทย หากขาดยิ่งลักษณ์ไปแล้ว พรรคเพื่อไทยต้องควานผู้นำใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในสถานการณ์ที่ทหารครองเมืองอยู่ในเวลานี้ เพราะคนที่เข้ามาเป็นผู้นำคนใหม่คงต้องชั่งน้ำหนักอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะต้องดีดลูกคิดเพื่อคำนวณว่าถ้าเข้ามาแล้วจะเปลืองตัวโดยไม่จำเป็นหรือไม่

ไม่เพียงเท่านี้ พรรคเพื่อไทยยังต้องเผชิญกับคดีความเล็กๆ น้อยๆ อีกพอสมควร อาทิ คดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมี “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ เป็นหนึ่งในจำเลยคนสำคัญ โดยอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาเช่นกัน

ขณะเดียวกัน คดีภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ก็กลับมาวนเวียนคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าของครอบครัวชินวัตรอีกครั้ง หลังจากคดีดังกล่าวเงียบหายไปเป็นเวลานาน

ล่าสุด กรมสรรพากรเขตบางพลัดได้นำหนังสือประเมินภาษีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ไปแจ้งให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งคาดว่าคดีนี้น่าจะต้องมีการสู้กันถึงศาลเพื่อให้รู้ดำรู้แดงอีกครั้ง เพราะไม่มีทางที่อดีตนายกฯ ผู้ทรงอิทธิพลคนนี้จะยอมควักเนื้อเป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาทจ่ายภาษีอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรต้องเผชิญอีกครั้ง และเป็นศึกใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาเพราะมีเดิมพันสูง จึงเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าสู้จนถึงระฆังยกสุดท้าย

 

โยนหินเลือกตั้งท้องถิ่น สลายฐานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/487616

โยนหินเลือกตั้งท้องถิ่น สลายฐานการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในเวลานี้นอกจากจะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นคนคุมเกมแล้ว ก็ยังมี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นผู้ร่วมคุมเกมอีกคน

ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร จะแสดงท่าทีผ่านสื่อมวลชนอย่างไรจะถูกจับตาจากทุกฝ่ายเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ “บิ๊กป้อม” แม้จะมีตำแหน่งในรัฐบาลที่มีศักดินาน้อยกว่า “บิ๊กตู่” แต่ต้องไม่ลืมว่าความอาวุโสแล้ว พล.อ.ประวิตร ถือเป็นพี่ใหญ่ของทุกคนใน คสช. โดยเป็นสถานะที่สืบต่อมาจาก “บูรพาพยัคฆ์”

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ส่งสัญญาณทางการเมืองอีกครั้งผ่าน “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะหนึ่งคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ต้องการอยากให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น

“จากการลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด เเยกย่อยทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน พูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ชุมชน ประชาชน พบว่าความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากเห็น โดยเมื่อสัปดาห์ที่เเล้วได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร บอกว่า อยากให้มีการจัดการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นก่อน เพื่อให้ต่อไปนักการเมืองจะไม่สามารถไปครอบงำการเลือกตั้งท้องถิ่นได้อีกเเล้ว เเต่ไม่รู้ระยะเวลาว่าจะเริ่มเมื่อใด และอาจเปลี่ยนแปลงได้” รองประธาน สนช. ระบุ

ท่าทีเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เพราะต้องไม่ลืมว่า คสช.ประกาศหัวเด็ดตีนขาดมาตลอดว่ายังไม่มีการทำกิจกรรมทางการเมืองในเวลานี้ แต่เมื่อ คสช.ส่งสัญญาณดังกล่าวออกมา แสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังมีเหตุผลทางการเมืองบางประการถึงต้องการเกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อน

เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นการส่งคนเข้าชิงพื้นที่ท้องถิ่นจากฝ่ายการเมือง

เหตุผลที่มารองรับทฤษฎีดังกล่าว คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท

โดยล้วงเข้าไปในโครงสร้างของงบประมาณฉบับนี้ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่นมากเป็นพิเศษ

ดังจะเห็นได้จากกลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ เพื่อภารกิจพื้นที่ท้องถิ่น ภูมิภาค จังหวัด กลุ่มจังหวัด ได้รับการจัดสรรเป็นจำนวน 1.15 แสนล้านบาท คิดเป็น 60.53% ของวงเงินงบประมาณ

การจัดงบประมาณดังกล่าวถือว่าผิดธรรมชาติของการจัดทำงบประมาณกลางปี เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วการทำงบกลางปีจะเป็นไปในลักษณะของการเติมเงินให้งบกลาง ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินของรัฐบาลมากกว่า โดยพบว่างบกลางมีเพียง 2.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.06% ของวงเงินงบประมาณเท่านั้น

ดังนั้น การเทงบกลางปีให้กับท้องถิ่นมากเป็นพิเศษ ย่อมเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อออกมาว่า คสช.กำลังให้ความสนใจกับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

เมื่อมองในภาพรวมทั้งการส่งสัญญาณของ พล.อ.ประวิตร ที่อยากให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น และ การจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากสลายกลุ่มกำลังของพรรคการเมือง

ต้องยอมรับว่าฐานของฝ่ายการเมืองจำนวนมากมีรากฐานความเข้มแข็งมาจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับเทศบาลไปจนถึงระดับจังหวัดผ่านการส่งคนของตัวเองเข้าไปชิงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้เกิดการผูกขาดทางการเมืองมาเป็นเวลาหลายปี

ทั้งนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงไม่ค่อยปราชัยในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ค่อยพลาดทำให้กับคู่แข่งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดมีปัจจัยมาจากความเข้มแข็งของขุมกำลังการเมืองท้องถิ่นที่แต่ละพรรคได้สร้างมาอย่างยาวนาน

คสช.เองก็มองเห็นถึงเครือข่ายที่ว่านี้เช่นกัน จึงได้พยายามเข้าตีเมืองขึ้นตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจในช่วงแรกด้วยการยกเลิกการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อต้องการจะจัดสรรระบบกันใหม่

เพราะฉะนั้นการส่งสัญญาณที่ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นรอบนี้ คสช.หวังใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีเป็นกลไกสลายขั้วการเมืองท้องถิ่น เพื่อไม่ให้เป็นขุมกำลังของฝ่ายการเมืองที่จะช่วยอุ้มให้กลับมาเป็นใหญ่ในอนาคต

 

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ระเบิดเวลาลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/487429

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ระเบิดเวลาลูกใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่จุดเปราะบางที่ต้องระมัดระวัง​​ เมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ​ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดเนื้อหา​มาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ออกจากร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 วันที่ 30 มี.ค.นี้

ต้องยอมรับว่าการ “เปิดหน้า” ออกมาวิพากษ์แนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินครั้งแรกหลังพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณ “ดับเครื่องชน” ​ทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบไม่มีอะไรจะต้องเสีย ​

แน่นอนว่าในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่เร่ิมตั้งไข่กฎหมายฉบับนี้มาด้วยตัวเองย่อมต้องแปลกใจและรับไม่ได้ เมื่ออยู่ๆ กลับพบประเด็นการตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” สอดไส้เข้ามาในชั้นกรรมาธิการของ สนช.

จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ คุณชายอุ๋ย พยายามสื่อสารต่อสาธารณะคือ ในการชี้แจงต่อกรรมาธิการพลังงานของ สนช.ปรากฏว่ากรรมาธิการ ​7 คน โดย 6 คนเป็นอดีตนายทหารระดับสูง เห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังขาดไปอีก 1 เรื่องคือการจัดตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” ​

“ผมได้ชี้แจงกลับทันทีว่าจุดมุ่งหมายของการออก พ.ร.บ.ใหม่ฉบับนี้ก็เพื่อจะเปิดโอกาสให้มีการสำรวจก๊าซธรรมชาติโดยให้ครอบคลุมถึงวิธีการต่างๆ ให้มากขึ้นกว่าระบบสัมปทานแต่อย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชน ไม่เคยมีใครพูดถึงบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเลย กระทรวงพลังงานไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ และเมื่อนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมร่างกฎหมาย ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”

ร่างแรกของกฎหมายที่เข้ามายัง สนช.จึงไม่มีเรื่อง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” การเพิ่มมาตราเกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปในร่าง ทั้งๆ ที่รัฐบาลผู้เสนอร่างไม่มีนโยบายที่จะทำ และไม่มีการระบุหลักการและเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงเป็นพิรุธที่น่าสงสัย

แม้ทาง กมธ.จะแจ้งไปข้อความยินยอมจากคณะรัฐมนตรีในการเพิ่มเติมข้อความดังกล่าว และทาง ครม.จะเห็นชอบ ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำ และ​ไม่เคยศึกษาถึงผลได้ผลเสียตลอดจนความจำเป็นในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม

“นอกเสียจากว่าจะเกรงใจใครบางคนหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในคณะรัฐมนตรีด้วย”​

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ห่วงว่า การให้บรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผู้ถือสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมทุกชนิดของประเทศ และให้กรมพลังงานทหารเป็นหน่วยงานที่บริหารบรรษัทน้ำมันแห่งชาติในช่วงแรก อาจทำให้กิจการน้ำมันของประเทศก็จะถอยหลังไปเมื่อ 50 ปีก่อน เหมือนยุค “สามทหาร”

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่ขยายวงมากขึ้นเรื่อย และยังทำให้รอยร้าวระหว่างเครือข่าย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และ คสช.ลุกลามบานปลายมากขึ้น หากปล่อยไว้อาจกระทบไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ที่กำลังง่อนแง่นเต็มที

การตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ง่ายซะทีเดียวเพราะอีกฝั่งเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดย รสนา โตสิตระกูล ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ที่แม้จะออกมาแถลงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม แต่ก็สนับสนุนการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

ปานเทพ ระบุว่า ​การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ในการเรียกร้องของภาคประชาชนนั้น ไม่ได้มุ่งหมายให้เป็นผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมผูกขาดครบวงจร หรือเข้าแข่งขันกับภาคเอกชนแต่อย่างใด แต่เพื่อให้เป็นองค์กรทำหน้าที่ครอบครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน และทำหน้าที่รับซื้อปิโตรเลียมปากหลุมจากเอกชนเพื่อสร้างความมั่นใจให้เอกชนว่า ปิโตรเลียมทั้งหมดขายได้ และขายปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ส่วนการทำหน้าที่เปิดประมูลให้เอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น จะจัดการประมูลโดยบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือกรมเชื้อเพลิงฯ ก็ได้ขอเพียงทำให้เกิดความโปร่งใส เสรี เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง

สอดรับกับ รสนา ที่ระบุว่า เหตุผลที่ต้องจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเพราะรูปแบบการแบ่งปันผลผลิตในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาตรฐานสากล และไม่กำหนดให้มีการประมูลสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นวิธีที่โปร่งใสที่สุด เท่ากับว่าเปิดช่องให้เอกชนรายเดิมได้ประโยชน์

ปัญหาอยู่ที่ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมระบุแค่กว้างๆ ให้มีการตั้งบรรษัทน้ำมัน แต่ไม่มีรายละเอียดและกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเตะถ่วงในอนาคต​

ปมความเห็นที่ยังแตกต่างกันเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจึงเป็นโจทย์ที่ทำให้ สนช.​ตลอดจน คสช.ต้องคิดหนักและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ​หากพลาดพลั้งย่อมนำไปสู่กระแสต่อต้านรุนแรง​