สมานฉันท์แบบ ‘เพื่อไทย’ ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476980

สมานฉันท์แบบ 'เพื่อไทย' ยึดแนวคณิต-พระปกเกล้า

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้ต้องจับโดยเฉพาะภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค เพื่อไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณสนับ สนุนจุดยืนผลศึกษาการปรองดอง ของ คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และของ สถาบันพระปกเกล้าฯหากส่องเนื้อสาระสำคัญของรายงาน คอป. ซึ่งได้ทำการศึกษาระหว่างเดือน ก.ค. 2553-ก.ค. 2555 โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานไว้ 4 มิติหลัก 1.การตรวจสอบและค้นหาความจริง (Truth Seeking) ได้แก่ การตรวจสอบและค้นหาความจริงและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553

2.การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ประกอบด้วยการฟื้นฟูและการเยียวยา (Restoration) ได้แก่ การฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย องค์กร สถาบันและบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restor ative Justice)

3.การศึกษาวิจัยรากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง ดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เกิดความกระจ่างกับ รากเหง้าของปัญหาทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และประวัติศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในช่วงที่ผ่านมา และ 4.การสร้างความปรองดองและป้องกัน มิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

โดยข้อเสนอแนะของ คอป. อาทิ สังคมไทยควรตระหนักว่าประเทศชาติได้รับความเสียหายและบอบช้ำจากปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมมาเป็นเวลานานแล้ว และควรนำวิกฤตการณ์ความรุนแรงในอดีต มาเป็นบทเรียนเพื่อระลึกถึงความ สูญเสียที่เกิดขึ้น และร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้ประเทศต้องประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงอีก

ขณะเดียวกันยังเห็นว่าการเคลื่อน ไหวเพื่อผลักดันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งมีผลเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิด เป็นการเร่งรัดกระบวนการปรองดองและกระทบต่อบรรยากาศของการปรองดองในชาติ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

โดยเฉพาะเหยื่อและผู้เสียหาย ที่จะได้รับผลกระทบตรงจากการ นิรโทษกรรม คอป.ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการปรองดอง โดยเฉพาะสังคมมี ความขัดแย้งสูง การนำนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มี ความเหมาะสมในแง่เวลา สถานการณ์ และกระบวนการ และต้องพิจารณาถึงองค์รวมของหลักความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกองทัพและทหาร ขอเรียกร้องให้กองทัพและผู้นำกองทัพวางตัวเป็น กลาง งดการก่อรัฐประหาร ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าในทางใด และสังคมหรือกลุ่มการเมืองจะต้องไม่เรียกร้องหรือสนับสนุนในเรื่องนี้ ทุกฝ่ายต้องยึดหลักการว่ากองทัพต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (Civilian Control)

สำหรับข้อเสนอของ สถาบัน พระปกเกล้าฯ สิ่งที่ต้องริเริ่มดำเนินการ คือ รัฐบาล ฝ่ายค้าน และทุกฝ่าย ช่วยกันสร้างบรรยากาศปรองดอง และไม่รวบรัดใช้เสียงข้างมากเพื่อแสวงหาทางออก โดยต้องร่วมกันสร้างเวที ทั่วประเทศเพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้างต่อข้อเสนอ ทางเลือก และความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น และหาทางเลือก ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้น กระบวนการพูดคุย (Dialogue) จึงเป็นหัวใจของการปรองดอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการ ดังที่กล่าวจะประสบผลสำเร็จต้อง อาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ 1.เจตจำนงทางการเมืองของผู้มีอำนาจรัฐ ที่จะสร้างความปรองดองโดยคำนึง ถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ 2.กระบวนการสร้างความปรองดอง จะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

และประชาชนจากทุกภาคส่วน ในสังคมไทยได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทาง ป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคต และ 3.ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งจะต้องได้รับการแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตย ที่พึงปรารถนาของประเทศไทย

 

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476664

ลุย ปรองดอง ซื้อเวลา ยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปรองดอง” รอบใหม่กำลังส่อเค้ายืดเยื้อบานปลายไม่ต่างจากความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมา​​

แม้ครั้งนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งสัญญาณเอาจริง ผ่านการตั้งคณะกรรม​การบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มตั้งไข่เตรียมเดินหน้าทำงาน

ผ่านคณะกรรมการ 4 ชุดย่อย ​ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์

แถมวางตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มารับผิดชอบเรื่องงานปรองดองเป็นการเฉพาะ

เบื้องต้น แนวคิดเรื่องการสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองดูจะได้รับการขานรับเป็นอย่างดีจากคู่ขัดแย้งแต่ละฝั่ง ถึงขั้นออกประกาศตัวพร้อมให้ความร่วมมือหาทางออกที่หมักหมมมายืดเยื้อยาวนาน

แต่ทว่านี่เป็นเพียงท่าทีเบื้องต้นที่หากไปดูรายละเอียดของแต่ละฝั่ง จะเห็นว่าล้วนแต่มีเงื่อนไขของตัวเอง ที่ดูจะเป็นอุปสรรคขวางกั้น และทำให้เป้าหมายสู่ความปรองดองดูห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

​แน่นอนว่าปมใหญ่ยังอยู่ที่เรื่อง “นิรโทษ” ที่แต่ละฝ่ายแต่ละสีแต่ละพรรคยังเห็นไม่ตรงกัน ด้านหนึ่งอยากให้ใช้โอกาสนี้ “เซตซีโร่” ลืมอดีตที่ผ่านมาแล้วเดินหน้าเริ่มต้นกันใหม่

​ขณะที่อีกด้านเห็นว่าการล้มกระดานล้างไพ่ใหม่หมด อาจเกิดกระแสต่อต้านที่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งมากกว่าสร้างความปรองดอง พร้อมเสนอให้นิรโทษเฉพาะคดีทางการเมืองเกี่ยวกับการชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายพิเศษ ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทุจริต รวมทั้ง 112 ให้ว่าไปตามกระบวนการ ​หลังจากนั้นจะมีช่องทางอภัยโทษก็ปล่อยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีนี้จะทำให้กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงยังดำเนินต่อไป อีกด้านจะทำให้คดีเหล่านี้เป็นกรณีตัวอย่างสกัดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงคล้ายกับที่ผ่านมาในอนาคต

ปมนี้เป็นชนวนร้อนที่ยากจะหาข้อสรุปที่ลงตัวและเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

​ที่ผ่านมา ความพยายามแก้ปัญหาสลายความขัดแย้งจึงไม่อาจเดินหน้าไปจนสุดทาง การดำเนินการของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาส่วนใหญ่จึงจบลงที่รายงานเล่มหนาสรุปตั้งแต่ที่มาปัญหา จนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ที่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ​

ไล่มาตั้งแต่​คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน เรื่อยมาจนถึงศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.เสธ.ทบ. ตำแหน่งขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ

ก่อนจะมาถึงคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ซึ่งได้สรุปแนวทางปรองดอง​ 6 หัวข้อ ประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุความขัดแย้ง

2.การแสวงหาและเผยแพร่ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง 3.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดชอบและการอภัย เช่น การนิรโทษกรรม 4.การเยียวยาดูแลและฟื้นฟู
ผู้ได้รับผลกระทบ 5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน และ 6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แม้ครั้งนี้ดูจะคืบหน้าชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถึงขั้นมีการเตรียมเปิดให้พรรคต่างๆ ร่วมเซ็นเอ็มโอยู ​แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะหลายฝ่ายต่างออกมาปฏิเสธและไม่เชื่อว่านี่จะนำไปสู่ความปรองดองได้จริง

ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เห็นรายละเอียดว่าเนื้อหาในเอ็มโอยู หรือสัจวาจา หรือสัญญาประชาคมนั้นจะออกมาอย่างไร ที่สำคัญหลายฝ่ายเชื่อว่าการลงนามจากตัวแทนของฝักฝ่ายต่างๆ นั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือเห็นด้วยจากสมาชิกหรือผู้สนับสนุนของฝั่งตัวเอง ที่จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวงย่อยต่อไปในอนาคต ​

แนวโน้มที่จะหาข้อสรุปร่วมกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สอดรับกับที่ทาง พล.อ.ประวิตร ออกมาระบุว่าขั้นตอนแรกแค่จะต้องใช้เวลาหารือพูดคุยประมาณ 3 เดือน เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าใครต้องการอะไร อย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นไปว่ากันต่อในขั้นที่ 2 และ 3

เมื่อรวมกับขั้นตอนการสังเคราะห์ข้อมูล นำปัญหา ​ข้อเสนอ ตลอดจนแนวคิดต่างๆ มาประมวลเป็นแนวทางการแก้ปัญหา ​ย่อมต้องใช้เวลานาน

ที่สำคัญแนวทางการสร้างความปรองดองที่เป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายนั้น ไม่ใช่หาง่ายๆ แค่เวลานี้แต่ละฝ่ายเริ่มออกมาตั้งการ์ดประกาศเงื่อนไขของตัวเองเรียบร้อย

ไม่แปลกที่เวลานี้จะมีกระแสออกมา “ดักคอ” เส้นทางปรองดองที่กำลังเดินหน้าอาจเป็นเพียงแค่การสร้างความชอบธรรม​ ยื้อเวลาอยู่ในอำนาจต่อไปจนกว่าจะสะสางปัญหาความ
ขัดแย้งได้สำเร็จ

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าการหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากนำมาเป็นเงื่อนไขว่าหากปรองดองไม่สำเร็จจะไม่มีการเลือกตั้งด้วยแล้ว อาจทำให้การเลือกตั้งต้องยื้อเวลาออกไปจากโรดแมป

สอดรับไปกับการหยั่งกระแสสังคมแจงเหตุที่อาจทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการปรับแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีการลงประชามติ หรือการทำกฎหมายลูก

ยิ่งตราบใดที่ยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ การเลือกตั้งยิ่งเกิดยากขึ้นไปทุกที

 

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476642

ผ่าโครงสร้างปยป.เข็มทิศปฏิรูปประเทศ

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ “บิ๊กตู่” ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความคาดหวังในการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 เริ่มตั้งแต่ปีก่อน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปพร้อมลั่นวาจาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ “ประยุทธ์ 4” เป็น ครม.ชุดปฏิรูป จนนำมาสู่การใช้มาตรา 44 แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ

ไฮไลต์สำคัญ ปยป. พล.อ.ประยุทธ์ ดึงภาคธุรกิจมาร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา คือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กับคณะกรรมการและคณะทำงานประชารัฐ ล้วนแต่เป็นนักธุรกิจระดับแสนล้าน อาทิ กานต์ ตระกูลฮุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล  ฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจอาหาร และ ศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงดึงตัวผู้ทรงคุณวุฒิและอดีตข้าราชการ หรือข้าราชการระดับสูงปัจจุบันที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ ปยป.ยังแตกหน่อคณะกรรมการย่อย 4 ชุด โดยมีรองนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามใกล้ชิด ดังนี้ 1.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มี พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ล่าสุดกำลังพิจารณาแผนปฏิรูปและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป 137 เรื่อง กับ 11 ด้านการปฏิรูปของสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

2.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กับ พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกันคอยกำกับติดตามจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแล ล่าสุดตั้งกลไกทำงานขับเคลื่อนงานปรองดองด้วยการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ มี “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายกำกับดูแลพร้อมกับตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ PMDU มี สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ปยป. ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการทั้ง 4 คณะ กรรมการย่อย

ทั้ง 4 คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน พร้อมกับดึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธาน สปท.เข้ามาร่วมด้วย โดยจะดึงรองประธาน สนช. และ สปท.อย่างละท่านมาร่วมงาน เพื่อมาร่วมประสานงานและขับเคลื่อนการจัดทำข้อเสนอและแนวทางการผลักดันการปฏิรูปให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในข้อเสนอแนะ

สำหรับสำนักงาน PMDU ที่มี สุวิทย์เป็นแม่งานหลักถือว่ามีบทบาทสำคัญมากเพราะต้องทำหน้าที่ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ จากทุกภาคส่วนมาจัดทำเป็นแผนงานตามภารกิจ 3 คณะกรรมการข้างต้น คือ แนวทางการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ทุกข้อเสนอล้วนต้องกลั่นกรองจนตกผนึกทางความคิดและมีความเป็นไปได้เชิงรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง ก่อนนำเสนอ ปยป. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจเชิงนโยบาย เช่น มาตรา 44 หรือตรากฎหมาย พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรือ พ.ร.ฎ. เป็นต้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเหตุผลที่ ครม. และ คสช.ใช้มาตรา 44 ตั้ง ปยป. เพราะงานปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เดิมจะเริ่มต้นได้เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว แต่ขณะนี้รัฐธรรมนูญอยู่ในขั้นตอน ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงเดินหน้าปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ จึงใช้มาตรา 44 โดยไม่ต้องรอให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพื่อให้การเดินหน้าประเทศเป็นไปได้โดยรวดเร็ว

“เดิมการแก้ปัญหาประเทศ เช่น ไอยูยู หรือไอเคโอ หากในระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแก้ไม่ได้ จะส่งต่อมาให้ระดับคณะกรรมการขับเคลื่อน มี 6 รองนายกรัฐมนตรีกำกับเพื่อบูรณาการแก้ปัญหา แต่จากนี้ไปปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดจะส่งผ่านคณะ ปยป.ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศและวางยุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่า ปยป.จะใหญ่หรือสำคัญกว่า ครม.แต่อย่างใด” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปประเทศในภาพรวมตามแนวทาง ปยป.เห็นว่ามีความชัดเจนในการกำหนดตัวบุคคล คณะทำงาน วิธีและกระบวนการที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเดินไปอย่างไร ส่วนผลจะออกมาอย่างไรต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าถึงที่สุดแล้วข้อเสนอต่างๆ จะใช้แนวทางใดในการแก้ปัญหาจริงๆ เช่น มาตรา 44 หรือการออกกฎหมายใด รัฐบาลต้องพิจารณาและคำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วน

ดังนั้น ชะตากรรมปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและปรองดองสมานฉันท์ ต้องฝากฝังไว้กับ ปยป. ว่าจะพาประเทศไปถึงฝั่งฝัน คือพลิกโฉมประเทศไทยก้าวล้ำไปสู่ศตวรรษที่ 21 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นสัจวาจาไว้

 

เอ็มโอยูปรองดอง ความหวังที่ยังริบหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476449

เอ็มโอยูปรองดอง ความหวังที่ยังริบหรี่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไม่สู้ดีสำหรับแนวคิดการจับคู่ขัดแย้มาเซ็นเอ็มโอยูยุติความขัดแย้งเดินหน้าสร้างความปรองดอง

สืบเนื่องจากคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ที่กำลังเริ่มต้นเดินหน้าตามเป้าหมาย

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี​ ที่ออกมาชี้แจงว่าแนวคิดปรองดองยังไม่ได้ทำ อยู่ระหว่างการเริ่มตั้งคณะกรรมการ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรีคิดขึ้นมา ก็ต้องดูว่าจะต้องทำกันหรือไม่

แนวคิดเบื้องต้นเป็นการ​​เรียกพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาคุยกัน ว่าอะไรที่จะร่วมมือกันได้บ้าง และอะไรที่จะไม่ทำอีก เช่น การทำให้เกิดปัญหากับประชาชนจะไม่ทำอีก

“เขาเรียกว่าเป็นสัจจะสัญญา แต่ไม่ใช่สัตยาบัน เป็นสัจวาจาทำนองนั้น คือพูดแล้วต้องไม่ลืม ต้องทำตามนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทุกคนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือเปล่า แต่อย่าเอามาพันกัน ซึ่งมีหลายเรื่องหลายประเด็น

ผมได้ให้แนวนโยบายไปว่าการปรองดองมีหลายมิติและมีคดีความมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่ง คดีการเมือง แต่ละอย่างจะทำกันอย่างไร ระหว่างนี้ก็สร้างการรับรู้กับสังคม ประชาชน ให้รู้ว่าเขาคิดกันมาแบบนี้ ไม่ใช่งุบงิบทำ มันทำไม่ได้” นายกฯ กล่าว

หลังมีการออกมาจุดประเด็นนี้ กระแสสังคมและเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูจะไม่เห็นคล้อยตามไปกับแนวคิดนี้อย่างที่คาดการณ์

แม้ช่วงแรกจะเห็น​ว่าหลายฝ่ายมีท่าทีเหมือนจะขานรับออกมาสนับสนุนแนวคิดเรื่องปรองดอง แต่ทว่าก็ยังแอบมีเงื่อนไขส่วนตัวของแต่ละฝ่ายที่พ่วงเข้ามาโดยเฉพาะประเด็น “นิรโทษกรรม”

ซึ่งสุดท้ายย่อมจะทำให้กระบวนการปรองดองเป็นไปได้ยากในขั้นตอนการปฏิบัติจริง

ล่าสุด ​สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.)  ออกมาประกาศชัดจะไม่ไปร่วมลงนามเอ็มโอยูอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้น ไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลคือเรื่องนิรโทษกรรมที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน เพราะชัดเจนว่าจุดยืนของฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ นั้นไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมในคดีหลายประเภท

ขณะที่บางฝ่ายยังออกมาเรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ล่าสุด สมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาทวงสัญญา พล.อ.ประยุทธ์ จะมาดูรายละเอียดเรื่องนิรโทษกรรมและทำเรื่องปรองดอง  ซึ่งคำว่านิรโทษกรรมของนายกฯ บอกต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายก่อน เท่ากับว่านายกฯ ให้สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะทำ

สาเหตุอีกประการที่ทำให้การลงนามสู่การปรองดองเป็นไปได้ยาก เพราะข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน ข้อมูลเบื้องต้นยังคงเป็นเพียงแค่กรอบกว้าง

การรีบออกมาตกปากรับคำย่อมสุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะไปผูกมัดตัวเองในอนาคต

​​ยิ่งหากดูโครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจำนวน 19 คน ​ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทหาร ทั้ง ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ตร.  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.)

แถมเบื้องต้นการกำหนดกรอบการทำงานที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นนั้นยิ่งชวนให้นึกถึงการทำงานปรองดอง ตั้งแต่หลังรัฐประหารที่ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นผู้อำนวยการ

ที่เป็นเพียงการเรียกคู่ขัดแย้งมารับฟังความคิดเห็นแต่ผ่านมาเกือบสองปีก็ยังไม่เห็นความคืบหน้า หากครั้งนี้ยังไม่ต่างจากที่ผ่านมาโอกาสปรองดองรอบนี้คงริบหรี่ลงไปทุกที

การสร้างความปรองดองรอบนี้จึงอาจเป็นโอกาสสุดท้าย ซึ่งหากตั้งใจและให้ความสำคัญรับฟังเสียงสะท้อนจากแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง​ต้องกัน​ ย่อมทำให้ความพยายามรอบนี้มีความหวังมากกว่าที่ผ่านมาส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนต้องรอดูกันต่อไป

 

‘ม็อบ-การเมือง’แผ่ว จำใจปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476243

‘ม็อบ-การเมือง’แผ่ว จำใจปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับแนวคิดที่เกี่ยวกับการทำบันทึกความเข้าใจ หรือ “เอ็มโอยู” เพื่อสร้างความปรองดองก่อนนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยแนวคิดดังกล่าวถูกเปิดเผยมาจาก “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา

“เท่าที่ได้พบและพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ให้มาดูแลเรื่องการปรองดอง ทราบว่า รองนายกฯ มีความตั้งใจสูงทุ่มเทสุดตัวเรื่องนี้ และมีแนวคิดเบื้องต้นว่าในเร็ววันนี้จะเชิญทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งเข้ามาพูดคุย เพื่อเสนอความคิดอ่านหาทางออกขจัดความขัดแย้ง

หลังจากนั้น จะทำเป็นข้อตกลงเอ็มโอยูเพื่อเดินหน้าไปสู่ความปรองดองก่อนการเลือกตั้งให้ได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย แต่จะกระทำให้สังคมได้รับรู้อย่างเปิดเผย” รองประธาน สนช.คนที่ 2 ระบุ

ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เคยมีกระบวนการพยายามเปิดโต๊ะเจรจาและเชิญทุกฝ่ายมาตกลงแบบสันติวิธีและทำสัญญาสงบศึก โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2548 และ 2553 แต่สุดท้ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จนสุดท้ายผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

มาในเวลานี้เป็นอีกครั้งที่เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ซึ่งจะว่ากันในเชิงกระบวนการก็ไม่ได้ต่างจากอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่เจ้าภาพในการดำเนินการ คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทุกฝ่ายต่างทราบดีว่าเป็นองค์กรที่มีอำนาจเต็มและสมบูรณ์

เมื่อ คสช.ตัดสินใจลงมาเป็นเจ้าภาพเอง หลังจากปล่อยให้แต่ละฝ่ายดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองในครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะยังไม่ทันที่การเจรจาเพื่อนำไปสู่การลงนามในเอ็มโอยูจะเกิดขึ้น ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองต่างออกมาแสดงความยินดีที่จะเข้าร่วมเวทีนี้อย่างพร้อมเพรียง

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ : “ขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับการริเริ่มการปรองดองของรัฐบาลนี้ การมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร รับผิดชอบมีความเหมาะสม”

อำนวย คลังผา อดีต สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย : “เห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.ประวิตร และมองว่า พล.อ.ประวิตร มีความเหมาะสมที่จะเข้ามาทำเรื่องปรองดองเพราะเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมือง”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. : “พร้อมให้ความร่วมมือ เรื่องนี้ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจโดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจเชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง”

ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. : “กปปส.มีความยินดีและพร้อมที่จะไปพูดคุย”

หากถามว่าปัจจัยที่มีผลให้ทั้งกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ยินดีเข้าร่วมกับ คสช.อย่างง่ายดายน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยด้วยกัน

1.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของ คสช. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานกว่าเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548

แน่นอนว่า คสช.อยู่นานเท่าไหร่ อำนาจของนักการเมืองย่อมถูกลดทอนมากขึ้นเท่านั้น หนำซ้ำฐานมวลชนที่เคยสวามิภักดิ์อาจแปรเปลี่ยนไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น ฝ่ายการเมืองจึงไม่มีให้เลือกมากนัก

การจะทำให้ คสช.พ้นจากอำนาจด้วยสันติวิธี คือ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งและนำอำนาจกลับจากทหารมาอยู่ในมือนักการเมืองอีกครั้ง จึงจำยอมเข้าสู่เกมของ คสช.แบบไร้อำนาจต่อรอง

2.ภาวะอ่อนแรงของฝ่ายการเมือง ต้องยอมรับว่า คสช.เปิดเกมรุกเดินหน้าบีบฝ่ายการเมืองเป็นระยะและในทุกระดับ ทั้งระดับแกนนำและระดับฐานมวลชนผ่านการดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการออกแบบกติกาอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถขยายอำนาจได้มากนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเท่ากับว่าพรรคการเมืองตกอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยพอสมควร จะขยับดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ไม่ถนัดมากนัก ยิ่งกินระยะเวลานานมากเท่าไหร่ฝ่ายการเมืองก็ยิ่งหมดพลังมากขึ้นเป็นระยะ

จากสภาพที่เกิดขึ้น พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองจำเป็นต้องเล่นไปตามเพลงของ คสช.และยอมรับกระบวนการสร้างความปรองดองที่กำลังออกแบบอยู่ในขณะนี้

อย่างน้อยเพื่อให้ตัวเองยังคงมีพื้นที่ยืนในทางการเมือง เพราะในช่วงเวลาและบรรยากาศแบบนี้หากไปเล่นบทจระเข้ขวางคลองหรือคัดค้านการสร้างความปรองดอง ย่อมทำให้ต้นทุนของฝ่ายการเมืองลดต่ำ สุดท้ายต้องยอมไปกับเกมของ คสช.เพื่อรอโอกาสกลับมาใหญ่อีกครั้งในอนาคต

 

บิ๊กตู่ฮึดตั้ง “ปยป.” โอกาสสุดท้าย คสช.​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/476056

บิ๊กตู่ฮึดตั้ง "ปยป." โอกาสสุดท้าย คสช.​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กำลังกลายเป็นที่จับตาของสังคมสำหรับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) ​ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งขึ้นมารับหน้าที่ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป

จากบทบาทหน้าที่ของ ปยป. จะเห็นว่านี่เป็น “กลไก” หลักถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลรับผิดชอบแต่เรื่องสำคัญ​

หากทุกอย่างทำได้อย่างที่ตั้งใจย่อมจะทำให้ประเทศสามารถเปลี่ยนผ่านเดินหน้ากลับสู่สภาวะปกติเป็นไปอย่างราบรื่น และที่สำคัญย่อมทำให้สังคมหลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้งที่หมักหมมมานาน พร้อมเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละเรื่องที่ ปยป.ต้องรับผิดชอบล้วนแต่เป็นเรื่องยาก สะท้อนผ่านการตั้งคณะกรรมการที่ขึ้นมาดูแลทั้ง 4 ชุด

​1.​คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะถือเป็นการเริ่มตั้งธงว่าประเทศจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

ดังนั้น ผลการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ย่อมจะสะท้อนให้เห็นว่าเราจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาประเทศไปด้านไหน ตลอดจนมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไรที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

​2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศนับเป็นอีกเรื่องใหญ่ถึงขั้น​ คสช.ประกาศให้เป็นเป้าหมายสำคัญตั้งแต่หลังรัฐประหาร พร้อมวางกลไกต่างๆ ขึ้นมาดำเนินการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่าผ่านมาสองปีกว่าการปฏิรูปที่พยายามทำกันมายังเป็นเพียงแค่รายงานที่ไปจัดทำข้อมูลที่มาที่ไป แนวทางการดำเนินการ ตลอดจนข้อเสนอแนะ ตั้งแต่เมื่อครั้งการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต่อเนื่องมาจนถึงสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

หลายเรื่องที่คืบหน้าจับต้องได้กลับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ  ส่วนเรื่องใหญ่ๆ อย่างการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบสาธารณสุข แม้แต่การปฏิรูประบบตำรวจที่พูดกันมากนั้น สุดท้ายกลับก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าหรือเห็นทิศทางที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างที่สังคมคาดหวัง

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ยังแก้ไม่ตก ​หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นอกจากจะกระทบกับคะแนนนิยม คสช. ที่อุตส่าห์เร่ง​ปลุกปั้นจนกลับมากระเตื้องดีขึ้น ให้กลับไปตกต่ำกว่าเดิมแล้ว  สุดท้ายหากไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นย่อมทำให้การปฏิรูปต้องเสียของ

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่ถือเป็นเรื่องร้อนซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอจะยอมรับร่วมกันเพื่อ​ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปในแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

ที่ผ่านมาความขัดแย้งในสังคมเพียงแค่ถูกสะกดไว้ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ แต่รากเหง้าของปัญหายังคงอยู่ไม่ได้รับการคลี่คลาย

แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามหากลไกเข้ามาคลี่คลายสลายความขัดแย้งหลายครั้ง ​แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเดินหน้าไปจนสุดทางได้ ปัญหาความขัดแย้งเลยคาราคาซังอยู่จนถึงปัจจุบัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างยังติดขัดคือความชัดเจนของการนิรโทษกรรมที่ยังเห็นไม่ตรงกันเสียทั้งหมด เมื่อด้านหนึ่งอยากให้เซตซีโร่กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ แต่อีกด้านอยากให้คดีบางประเภท ทั้งอาญา เผาบ้านเผาเมือง ตลอดจนทุจริตคอร์รัปชั่น และหมิ่นมาตรา 112  ต้องเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม นี่จึงทำให้การปรองดองไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ ​

และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตาไม่แพ้กัน เพราะจะเป็นกลไกที่จะชี้วัดแนวทางการบริหารประเทศต่อไปในอนาคต ​

ซึ่งทั้ง  4  ​ชุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นคนดูแล และมีรองนายกฯ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ รองประธาน สนช. ประธาน สปท. ​และรองประธานร่วมเป็นกรรมการ

การขมวดเรื่องเหล่านี้มาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของ ปยป. ด้านหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นการต่อเวลาซื้อแรงกดดันอีกยก หลังจากเรื่องร้อนทั้งหลายยังไม่มีความคืบหน้า​อย่างที่สังคมอยากจะเห็น

แต่อีกด้านหนึ่งหาก คสช.สามารถ​ทำได้สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้า ​นี่จะเป็นผลงานสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้และทำให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่เสียของ ​​ซึ่งทั้งหมดถือเป็นโอกาสสุดท้ายของ คสช.อันที่จะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ตัวได้ในอนาคต

 

ขบวนสุดท้าย รถไฟสายปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/475873

ขบวนสุดท้าย รถไฟสายปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“การสร้างความปรองดองและการสร้างความสมานฉันท์” เป็นหนึ่งในนโยบายและโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก

เมื่อครั้งมี สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอออกมาหลากหลายและมีความน่าสนใจด้วยการเสนอให้จำแนกคดีความที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีทุจริตและคดีเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ข้อเสนอของคณะกรรมการชุดนี้ได้ถูกส่งไปยังรัฐบาลแต่ก็เงียบหายไปไร้เสียงตอบกลับจากผู้มีอำนาจ ส่งผลให้กลายเป็นกองเอกสารที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานตึกไทยคู่ฟ้าไปโดยปริยาย

ยิ่งไปกว่านั้นเคยมีการนำเรื่องการสร้างปรองดองไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกของประเทศไทย แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกฉีกโดย สปช.ทำให้เกิดภาวะชะงักขึ้นมาทันที

แม้กระทั่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามจะเข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดการในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเจอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เบรกทันที ทั้งๆ ที่ สนช.ยังไม่ได้ออกตัวด้วยซ้ำ

กลายเป็นว่า แนวทางการสร้างความปรองดองถูกซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศว่า จะเดินหน้าเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ล่าสุดรัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.)

การสถาปนาคณะ ปยป.ที่ว่านี้รัฐบาลมีจุดประสงค์เพื่อการสร้างความปรองดองในเชิงโครงสร้างมากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่การนิรโทษกรรม ซึ่งเหมือนกับเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ

โดยรัฐบาลกำลังพยายามสร้างความปรองดองโดยใช้ฐานของการปฏิรูปประเทศ หมายความว่า ถ้าสามารถปฏิรูปประเทศได้เป็นผลสำเร็จและสร้างความเท่าเทียมกันในหลายมิติได้แล้ว ทั้งหมดจะนำมาซึ่งความปรองดองโดยอัตโนมัติ เพราะทุกฝ่ายสามารถได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่ออกมานั้นนับว่าเอาจริงเอาจังกับการสร้างความปรองดองอยู่ไม่น้อย เพราะมิเช่นนั้นแล้วรัฐบาลคงไม่ลงมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการสร้างความปรองดอง ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มาทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมยุทธศาสตร์การสร้างความปรองดองด้วยตัวเอง

“ขณะนี้กำลังทำโครงสร้างและขั้นตอนของการสร้างความปรองดองและอยู่ร่วมกันได้ และเมื่อจัดทำโครงสร้างการดำเนินงานเสร็จแล้ว จะเสนอเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนัดประชุมคณะกรรมการ ก่อนจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมพูดคุยหารือต่อไป” พล.อ.ประวิตร ระบุ

การลงมาทำงานการเมืองของ พล.อ.ประวิตร เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะต้องไม่ลืมว่าพล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารที่อุดมไปด้วยคอนเนกชั่นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองสีเสื้อ

เพียงแค่ยังไม่ลงมือทำงานอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าฝ่ายการเมืองก็แสดงออกในเชิงบวกค่อนข้างชัดเจน ผิดกับก่อนหน้านี้ที่มักจะแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้าน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้โอกาสที่ คสช.จะทำงานประสบความสำเร็จก็มีความเป็นไปได้สูง

หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การปรองดองมีทิศทางที่ดีขึ้น คือ การถูกบังคับด้วยเวลาและสถานการณ์

ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะว่า ความเคลื่อนไหวที่ว่าด้วยการปรองดองนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายอำนาจของ คสช. ซึ่งคสช.ต้องการสร้างผลงานให้เห็นรูปธรรมก่อนสั่งลา หรือถ้าจะพูดแบบภาษาชาวบ้านๆ ต้องเรียกว่า “รถไฟขบวนสุดท้าย”

เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายที่มีคดีติดตัวหลายคดี ยกเว้นคดีทุจริตและคดีผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จะได้รับการผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือทำให้สิ่งที่หนักนั้นหายไปด้วยการเข้าสู่กระบวนการปรองดองภายใต้กฎหมายที่ คสช.จะเป็นผู้กำหนด

สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รถไฟสายปรองดองนี้เป็นขบวนสุดท้ายแล้วจริงๆ คงหนีไม่พ้นการที่ สนช.เสนอ ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไปให้รัฐบาลแล้ว อันเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลเอาจริงไม่ได้ซื้อเวลาเหมือนที่เคยโดนตำหนิก่อนหน้านี้

จึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมฝ่ายการเมืองถึงตอบรับการปรองดอง เพราะถ้าใครพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายแล้วจะไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่ 2

 

ปรากฎการณ์ “คราฟต์เบียร์ไทย” เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

0 มกราคม 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/478430

ปรากฎการณ์ "คราฟต์เบียร์ไทย" เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

เสียงสะท้อนจากผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรคด้านข้อกฎหมายที่ล้าสมัย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระแส “คราฟต์เบียร์ (Craft Beer)” หรือเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตรายเล็กซึ่งต้องการอิสระเเละสร้างสรรค์เบียร์ด้วยตัวเอง กำลังร้อนแรงในเมืองไทย หลังจากชายหนุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตจับกุมข้อหาผลิต จัดจำหน่าย และครอบครองเครื่องมือทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตั้งคำถามและรณรงค์เรียกร้องให้รัฐเปิดเสรีการหมักเบียร์ที่ปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมาย

ปรับกฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องวิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 อนุญาตให้มีการทำเบียร์ได้ 2 ประเภทคือ 1.หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี  2. โรงเบียร์ขนาดเล็กประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brew Pub) โดยให้บริโภคภายในพื้นที่ผลิต ไม่อนุญาตให้บรรจุขวดและต้องผลิตในปริมาณขั้นต่ำที่ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี

ทั้งนี้การผลิตเบียร์ทั้งสองประเภท ผู้ผลิตจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนด้วยเงินทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท นับเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผลิตรายเล็กมองว่าไม่เป็นธรรม

ฟาง-ปณิธาน ตงศิริ ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยแบรนด์ “Stone Head”  ซึ่งตัดสินใจไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในไทย เผยว่า ข้อจำกัดในบ้านเราสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงข้อกฎหมายให้ทันกับยุคสมัย ทัดเทียมกับนานาประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้าง

“ประเทศอื่นเขาออกกฎหมายเพื่อประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆในสังคม  เมื่อมีการเรียกร้อง เขาจะทยอยอัพเดทเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้เกิดความทัดเทียม ล่าสุดประเทศเกาหลีใต้มีการแก้ไขกฎหมาย ลดข้อจำกัด และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตเบียร์รายเล็กมากขึ้น ขณะที่เมืองไทยใช้ พ.ร.บ.สุรา มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2493”

ภาพจาก Stone Head Thai Craft Beer

ในมุมมองของปณิธาน เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตรายเล็กจะส่งผลดีต่อสังคมและภาครัฐ ทั้งในแง่ของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตัวเลือกการบริโภค การเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มและการสังสรรค์ ตลอดจนผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากร

“1.ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการดื่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่น้อยมาก ตลาดเมนสตรีมในไทยมีอยู่ชนิดเดียวคือ เบียร์ลาเกอร์ 2.เมื่อรายเล็กสามารถผลิตเบียร์เองได้ ความที่เขาด้อยกว่ารายใหญ่ทุกเรื่องในแง่การผลิต ทั้งเทคโนโลยี เงินทุน ช่องทางการจัดจำหน่าย สิ่งเดียวที่เขามีก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และความคล่องตัว เขาจะเอาตรงนี้มาผลักดันการแข่งขันในตลาด จนนำไปสู่สิ่งใหม่ๆที่เราจินตนาการไม่ถึง 3.ภาครัฐเองก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษี และช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเบียร์ต่างประเทศ”

เจ้าของคราฟต์เบียร์ไทยรายนี้ บอกว่า การมีผู้ผลิตเบียร์คราฟต์เพิ่มขึ้นไม่ได้การันตีว่าตลาดเบียร์โดยรวมจะเติบโตและทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะประวัติศาสตร์ในต่างประเทศยืนยันแล้วว่าตลาดไม่ได้เติบโตขึ้น เพียงแต่คราฟต์ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นต่างหาก

“เรากำลังพูดถึงความหลากหลาย ความทัดเทียม โอกาสในการแข่งขัน โดยมีเพดานกฎหมายกำกับที่ลดต่ำลงมา ที่น่าคิดและน่าแปลกใจก็คือ  ทำไมสุรากลั่นชุมชนและไวน์นั้นสามารถผลิตได้ง่ายกว่าเบียร์ ประเทศที่พยายามจะพัฒนาตัวเอง เขามักจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้ชุมชนได้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อเพิ่มมูลค่า เรามีผักผลไม้ทุกอย่างที่เอามาสร้างมูลค่าได้มาก และเป็นตลาดที่ใหญ่จริงๆ”

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

มีคุณค่ามิใช่แค่เมามาย

“มันคือการสร้างสรรค์ผลงานด้วยความพิถีพิถัน มีสายใยระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นศิลปะและจรรโลงใจให้คนใจเย็น อาจเป็นกิจกรรมในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงก็ได้  ซึ่งตัวผมเองก็เริ่มกินเบียร์กับครอบครัวก่อน” เสียงจาก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ปลุกกระแสคราฟต์เบียร์ไทย

ชายหนุ่มวัย 28 ปี บอกว่า หากสังคมไทยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคราฟต์เบียร์ เริ่มเรียนรู้ มองเป็นศิลปะ และให้คุณค่ากับมันเสียแล้ว จะไม่ดื่มเพื่อความเมาอย่างเดียว แต่จะเห็นเป็นตัวช่วยให้เกิดการเรียนรู้ถึงค่านิยมการดื่มอย่างมีคุณค่า

“ทุกวันนี้เราดื่มเบียร์แบบเอาเมาเละเทะ เฮ้ย รุ่นน้อง มาเอาไปกิน มึงไม่แดกไม่เก๋าเว้ย หรือเฮ้ย ไม่หมดไม่เลิก อะไรแบบนี้ สังคมส่วนใหญ่รู้จักเบียร์แบบนั้น ซึ่งผมก็เคยเป็นจนกระทั่งมารู้จักคราฟต์เบียร์ ทำให้เราเข้าใจการดื่ม และเกิดการเรียนรู้ค่านิยมการดื่มใหม่ๆ”

เท่าพิภพเล่าว่าเคยทำงานในบาร์เบียร์ ทำให้รู้จักและเรียนรู้ประวัติที่มา กระทั่งรสชาติของเบียร์หลากหลายชนิด รวมทั้งได้สัมผัสกับนักดื่มจำนวนมากที่ไม่ได้มีเป้าหมาเพียงแค่ความเมา แต่ยังต้องการซาบซึ้งอิ่มเอิบไปกับที่มาและรสชาติของคราฟต์เบียร์แต่ละชนิดด้วย

“ที่มาและรสชาติของแต่ละค่ายน่าสนใจมาก อย่างของ Punk IPA (พังค์ ไอพีเอ) จากค่ายบรูวด็อก (BrewDog) ประเทศสก็อตแลนด์ ก่อตั้งจากคนไม่มีอะไร และเกือบเจ๊งด้วย จนได้รับการระดมทุน เป็นสตาร์ทอัพที่มาแรงมากของวงการคราฟเบียร์โลก พวกเขาทำให้คนในสหราชอาณาจักรตื่นตัวและเริ่มหันกลับมาดื่มคราฟต์เบียร์กัน รสชาติมันมีความเป็นกบฎในตัว เขาใส่สไตล์อเมริกันเข้าไปโดยเพิ่มฮ๊อปและผลไม้เขตร้อน หรือคราฟต์เบียร์ของไทยอย่าง LEMONGRASS KOLSCH จาก Stone Head ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบของไทย โชว์กลิ่นตะไคร้ ก็เป็นอีกหนึ่งคอนเซปต์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจินตนาการและดีไซต์ของผู้ผลิต”

ผู้ผลิตคราฟเบียร์หนุ่มรายนี้ บอกอีกว่า การค้าเบียร์สามารถนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่ผลิตเบียร์ของพวกเขาได้ ไม่ใช่แค่กำไรจากตัวผลิตภัณฑ์เอง แต่ยังรวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่ต่อยอดและเผื่อแผ่ไปถึงใครต่อใครที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับทั้งธุรกิจการท่องเที่ยวและชุมชนที่อยู่รายรอบพวกเขา

“คนเราควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือก ที่จะทำ จะห้ามหมดเลยมันโบราณ และไม่ใช่หนทางที่ดีของประเทศที่เจริญแล้ว”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ระบุว่า ตลาดเบียร์ไทยในปี 2559 มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดย อันดับหนึ่งคือ ลีโอ (ค่ายเดียวกับสิงห์) ครองส่วนแบ่ง 53 % รองลงมาคือ ช้าง ครองส่วนแบ่ง 38 – 39 % สิงห์ครองส่วนแบ่ง 5-6 % ไฮเนเก้น 4-5% ตามลำดับ

 

เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

ผลิตเมืองนอก…ต้นทุนสูง-สูญเสียเอกลักษณ์

วินาทีนี้มีคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยอยู่ราว 10 ยี่ห้อที่หนีข้อจำกัดทางกฎหมายโดยการทำสัญญาผลิตเบียร์ร่วมกับโรงงานในต่างประเทศ ก่อนนำเข้ามาโดยเสียภาษีให้กับกรมสรรพสามิต หนึ่งในนั้นคือ เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

เจษฎาเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนทำเบียร์เหมือนกับคนทำอาหาร เริ่มต้นจากการอยากทำของที่ถูกปากตัวเอง หรือคนในครอบครัว เพื่อนฝูง โดยพยายามทำออกมาให้ดีและสะท้อนความเป็นตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งการผลิตในเมืองนอกและนำกลับเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย มีอุปสรรคที่ทำให้สูญเสียรสชาติ เอกลักษณ์ที่ต้องการนำเสนออย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนจนนำไปสู่ราคาขายที่ค่อนข้างสูง

“ถ้าผลิตได้ในเมืองไทย จะเกิดข้อดีหลายส่วน หนึ่งคือส่วนผสม เราสามารถใส่ในสิ่งที่มีความเป็นไทยลงไปได้ อย่างเช่นมะพร้าว ถ้าไปต้มเมืองนอก การจะนำมะพร้าวไปก็ลำบาก หรือกลิ่นตะไคร้ในเมืองไทย คือ เดินไปซื้อที่ตลาดแล้วเอามาหั่นใส่ลงไป แต่ถ้าไปต้มต่างประเทศ มันลำบากกว่ากับการนำส่วนผสมเหล่านั้นไป

“เหมือนเราอยากทำต้มยำไทย แต่ต้องไปทำที่เมืองนอก แน่นอนว่ามันไม่เหมือนกัน ส่วนผสมอย่างมะกรูด ก็ไม่ใช่มะกรูดบ้านเรา ตรงนี้แหละเป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ในการทำ ไหนจะเรื่องต้นทุนการผลิต ค่าเช่า ค่าขนส่ง และภาษีการนำเข้าด้วย เพราะงั้นถ้ามีโอกาสได้ทำในบ้านตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก”

เจษฎา ยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ผลิตรายเล็กกำลังเรียกร้องไม่ใช่การต่อสู้กับผู้ผลิตรายใหญ่หรือกรมสรรพสามิต แต่กำลังต่อสู้กับกฎหมายที่ถูกตั้งคำถามว่าล้าหลังและถึงเวลาปรับปรุงแล้วหรือไม่

วิชิต ซ้ายเกล้า

เอาชนะด้วยผลงานและความสำเร็จ 

ถ้าหากไม่เลือกออกไปตั้งโรงงานผลิตในเมืองนอกก็ต้องต่อสู้ในเมืองไทย ตัวเลือกที่ง่ายที่สุดคือ การทำ Brewpub หรือโรงเบียร์ประเภทที่มีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ภายในร้าน ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในร้านเท่านั้น ห้ามบรรจุขวดขาย และกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกินหนึ่งล้านลิตรต่อปี

วิชิต ซ้ายเกล้า เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer อยู่ระหว่างผนึกกำลังกับพรรคพวกก่อตั้ง “โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์” โรงเบียร์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ต้ม ชิม และ แชร์ อย่างถูกกฎหมาย

“การต่อสู้กับข้อจำกัดนั้นมีสองทาง หนึ่งคือออกไปตั้งโรงงานผลิตที่ต่างประเทศแล้วนำกลับเข้ามาขายในบ้านเรา สอง คือเปิดโรงเบียร์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งยากหน่อย แต่เป็นภารกิจที่เรากำลังจะทำสำเร็จ”

วิชิต มองว่า ปัจจุบันวงการคราฟต์เบียร์ไทยกำลังเดินมาถึงระยะที่ 2 หลังจากระยะแรกได้สร้างการรับรู้ สาธิต และประกาศว่าพวกเราสามารถทำเบียร์กันได้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วนระยะที่สองเป็นเรื่องของการเจรจาขอใบอนุญาตก่อตั้ง Brewpub

“โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์จะเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน น้องๆจะมารวมตัวกัน Brew (ต้มเบียร์) ชุบตัวที่นี่และจ่ายภาษีทุกหยด ข้อกำหนดแสนลิตรที่กฎหมายกำหนดจะกลายเป็นเรื่องขี้ๆ และผู้ผลิตทุกคนก็จะได้พัฒนาและถูกตัดสินว่าดีหรือแย่จากผู้บริโภค”

เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer บอกต่อว่า ในระหว่างที่เปิดโรงเบียร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่จะได้เรียนรู้ก็คือ จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย ผลงานมากมายที่นำเสนอ ผลกระทบจากนักท่องเที่ยว  ตลอดจนผลกระทบทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ก่อนเก็บสถิติเพื่อนำเสนอเป็นรายงาน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต

“เชื่อว่าวันนั้นรัฐมนตรีก็อยากจะได้รายงานฉบับนี้ เรียกร้องอย่างเดียวมันไม่ค่อยพลัง ไม่มีคนเชื่อ ไม่มีตัวเลข หรืออะไรที่อธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรม  เราจะชนะและสร้างผลกระทบด้วยผลงานและความสำเร็จ  ถ้าไม่ทำ เราก็จะมานั่งเถียงกันแบบไทยๆ ไม่จบไม่สิ้น เถียงกันแบบใช้ความเชื่อ อะไรดี ไม่ดี  วันนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าวันนี้ที่นายกรัฐมนตรียังไม่รู้เลยว่าคราฟต์เบียร์คืออะไร” วิชิต พูดถึงเป้าหมายของตัวเองในช่วง 3 ปีหลังเปิดโรงงานสำเร็จกลางปีนี้

ภาพโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ จากเพจเฟซบุ๊ก Chitbeer

 

“สิงห์”ประกาศหนุนเต็มที่

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า บุญรอดฯ สนับสนุนแนวคิดแก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิต เพื่อส่งเสริมการผลิตคราฟต์เบียร์อย่างถูกต้อง พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐนำผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพ มอบความรู้ความเข้าใจกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ บุญรอดฯ มองว่าการทำธุรกิจคราฟท์เบียร์ สามารถดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยแนวโน้มตลาดคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย ตัวเลขในเชิงปริมาณมีราว 10 ล้านลิตร ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมากจากเทรนด์เกิดขึ้นในยุโรป ส่วนพฤติกรรมในไทย ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่ และเชื่อว่าคราฟต์เบียร์จะเข้ามาช่วยสร้างสีสันภาพรวมตลาดเบียร์ในเชิงปริมาณ 2,000 ล้านลิตรให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น

ปิติ บอกอีกว่า ปัจจุบันบุญรอดฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน ชมรมคราฟต์เบียร์ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ และบริษัทยังมีบรูมาสเตอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพที่พร้อมให้ข้อมูลความรู้กับผู้สนใจและต้องการแลกเปลี่ยน และหากพันธมิตรหรือสตาร์ทอัพทำคราฟต์เบียร์ที่ดีมีคุณภาพ ก็พร้อมจะสนับสนุนและเติบโตไปด้วยกันในธุรกิจคราฟต์เบียร์

ความนิยมยังไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

การลดเพดานและอุปสรรคทางด้านกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตเบียร์รายย่อย จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ และได้รับความนิยมอย่างแท้จริงจากสังคม เพื่อเป็นแรงกดดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายในที่สุด

สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การแก้กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก กระบวนการต้องผ่านการพิจารณา มองอย่างรอบด้านจากหน่วยงานและกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบ ตลอดจนกระแสสังคม กระบวนการเรียนรู้และเสียงตอบรับในขณะนั้น ไม่ใช่ว่ากรมสรรพสามิตจะสามารถขับเคลื่อนเองได้ทันที

“เรื่องเบียร์พูดยากนะ จริงๆ เราก็มีการปรับปรุงกฎหมายและเงื่อนไขต่างๆ มาตลอด อย่างสุราปัจจุบันก็มีกฎหมายรองรับสุราชุมชนให้เกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐเห็นว่าเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมีกรอบและกติกาควบคุมว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม ทั้งสภาพแวดล้อม สุขภาพ และอื่นๆ”

อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การเรียกร้องนั้นต้องใช้เวลาและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่า คราฟต์เบียร์เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย อาจจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุน และพัฒนาไปสักระยะก่อน

“เมื่อก่อนยังไม่มีวิธีคิด ไม่มีใครพูดถึง กรอบกฎหมายก็เลยยังไม่มีการพิจารณาหรือพูดไปถึงเรื่องนั้นๆ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบเพราะมีผลกระทบต่อสังคมหลายด้าน”

ปรากฎการณ์ที่ผู้ผลิตคราฟเบียร์ตัวเล็กๆออกมารวมตัวเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างสำคัญอันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการเบียร์ไทยในอนาคต

 

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477755

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

เวทีเสวนา เรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในหัวเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและร่วมหาทางออกในการเปลี่ยนแปลงตำรวจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมได้กังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของตำรวจอย่างกว้างขวางแล้วในขณะนี้

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตรมช.มหาดไทย วิพากษ์ถึงวงการสีกากีบนเวทีเสวนาว่า กับคำถามที่ว่ามีตำรวจเอาไว้ทำไม ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ประชาชนได้ตั้งคำถามนี้มานาน และจะดังขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดข้อสงสัยว่าตำรวจทำอะไรจึงเกิดคำถาม ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบกันดีว่าตำรวจมีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน และรักษาชีวิตของประชาชน และคำถามดังกล่าวสะท้อนอะไร คำตอบคือสะท้อนการทำงานของตำรวจว่าทำตามหน้าที่ดีแล้วหรือไม่

หากมองลงไปในพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 มาตรา 6 กำหนดหน้าที่อำนาจของตำรวจเอาไว้ ที่ชัดแจ้งคือข้อ 3 ระบุว่า ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา และข้อ 4 คือ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร และนี่คือคำตอบว่ามีตำรวจไว้ทำไม แต่เมื่อเกิดคำถามมาโดยตลอด ก็สะท้อนให้เห็นว่าตำรวจกำลังบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดเอาไว้

6 ปัญหาของตำรวจที่ไม่ได้รับการแก้ไข

พล.ต.อ.วิศิษฐ์ ย้ำว่า ผลการศึกษาถึงปัญหาของตำรวจมีหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการ ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ตาม และผลการศึกษาก็ทำให้เห็นว่า การที่ตำรวจไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้ มีอยู่ 6 เรื่องสำคัญ คือ 1.การบริหารราชการเป็นรูปแบบการรวมอำนาจ แม้กฎหมายจะกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจ แต่ก็เพียงแค่ตัวหนังสือ เพราะความจริงตำรวจไม่ได้ดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และไม่สอดคล้องกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

2.ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจ กลับถูกบรรจุอยุ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การป้องกันรักษาป่า การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้บุคลลากรในภารกิจที่กระทบต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่เป็นภารกิจหลัก 3.กระบวนการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ และไม่ได้รับการพัฒนา เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับตำรวจ เพราะเมื่อไม่มีอิสระ มีการครอบงำ การสอบสวนก็จะถูกบิดเบือนเพื่อให้ได้ตามที่อาชญากร หรือผู้ที่ทุจริตต้องการ

4.ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ หากเทียบเงินเดือนกับภารกิจหน้าที่ของตำรวจเพื่อให้สอดรับกับความเป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง หากเดินบนท้องถนนและเห็นตำรวจพกปืนข้างเอว บอกได้เลยว่าเป็นปืนที่ตำรวจซื้อมาเอง ไม่ใช่ของหลวง และทุกวันนี้ปืนพกก็กระบอกละนับแสนบาท 5. การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงคุณธรรม เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก คิดถึงผลประโยชน์เป็นหลัก เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้นับตั้งแต่มีการตั้งตำรวจขึ้นมาในประเทศไทย คนที่ผลงานดี อาวุโสถึง กลับไม่ได้ตำแหน่ง คนที่ประจบสอพลอกลับเติบโต และ 6.ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานตรำวจ และร่วมตรวจสอบ แม้จะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ แต่หลักความจริงกลุ่มคนพวกนี้คือลูกน้องตำรวจแทบทั้งสิ้น การตรวจสอบใดๆ จึงไม่เกิดขึ้น

“ผลการศึกษาสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีสักครั้ง หรือสักคนที่จะเริ่มแก้ไขปัญหานั้น กระทั่งส่งผลกระทบที่สะสมจนเกิดคำถามมาโดยตลอดว่าตำรวจมีหน้าที่อะไรกันแน่ และเรามีตำรวจไว้ทำไมกัน” พล.ต.อ.วศิษฐ์ วิพากษ์ถึงปัญหา

อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ เสริมว่า รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความต้องการที่จะเปลี่ยแปลง ปรับปรุง และปฏิรูปตำรวจ และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กรรมการที่ว่าก็โยนงานกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิรูปกันเอง ทำให้ผลการปฏิรูปก็ไม่คืบหน้า เพราะตำรวจระดับใหญ่ไม่ได้ต้องการปฏิรูป

ตำรวจคือคนที่สร้างอาชญากรรมให้ประชาชน

ขณะที่สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยรังสิต มองตำรวจเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เสียงจากสังคมที่ทวงถามหาหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจจะดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านี้หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง เสียงทุกด้านจากประชาชนกำลังแสดงออกถึงความเดือดเนื้อร้อนใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตำรวจ และหากผู้มีอำนาจเมินเสียงของประชาชน ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ ก็ถือว่าเป็นคนที่ร้ายกาจอย่างมาก

“การปฏิรูปตำรวจจะต้องต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตำรวจที่เราต้องปฏิรูป ผมไม่เข้าใจว่าทำไมการปรับปรุงองค์กรตำรวจถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ และขอให้ปรับปรุงเพียงนิดเดียว ประชาชนก็ยังไม่ได้เห็น และการกระทำของตำรวจเองคือผลสะท้อนที่ทำให้ประชานเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจเองก็เป็นคนในองค์กรระดับชาติที่ไปสร้างอาชญากรรมให้กับประชาชน” สังศิต ย้ำ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสังศิตนำมาพูดในวงเสวนา โดยเฉพาะกับสายตาของงานวิชาการต่างชาติ ที่มององค์กรตำรวจของเมืองไทยว่านี่คือธุรกิจ ธุรกิจที่มีการซื้อขายกัน โดยเฉพาะค่าตำแหน่ง การสอบแข่งขัน ทุกอย่างเป็นการซื้อขาย สิ่งนี้สะท้อนได้ชัดเจนว่าตำรวจควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุด

“เมื่อ 3 ปีก่อนผมพูดว่า องค์กรตำรวจคือองค์กรแรกที่ต้องได้รับการปฏิรูปมากที่สุด ผมถูกตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องทันที เพื่อหาว่าผมไปหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรีของตำรวจ”

สังศิต เสริมว่า แต่ผมเชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ จะสร้างคมเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากที่สุด และจะเป็นสิ่งที่นำเอาเกียรติภูมิของตำรวจกลับมา แต่เสียงของประชาชนก็ถูกเพิกเฉย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยทำให้ความต้องการของประชาชนเป็นจริง งานเปลี่ยนแปลงตำรวจจึงเป็นเรื่องยากในทุกวันนี้

“ขนาด รัฐบาลคสช.ที่เข้ามาบริหารด้วยวิธีพิเศษก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่อีกด้าน หากรัฐบาลอยากเห็นประชาชนมีคามสุข ก็ต้องกล้าปฏิรูปตำรวจ คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่ทำ คำตอบคือ เพราะกลัวจะเกิดแรงต้านตามมาจากตำรวจ ผมเห็นมากับตาแล้วว่าอดีตตำรวจระดับนายพลจะรวมพลังค้ดค้านทันที เพราะเขาจะสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์”

แสนล้านให้ตำรวจ แต่ประชาชนได้อะไร?

ตามแนวคิดของสังศิต น่าสนใจตรงที่ว่าประชาชนคือจุดศูนย์กลางของรัฐบาลที่ต้องได้รับการใส่ใจเช่นกัน และประชาชนก็ใกล้ชิดกับตำรวจในบทบาทของสังคม แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับจากตำรวจกลับเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม สังศิตมองเรื่องนี้ว่า งบประมาณในการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีละแสนล้านบาท แต่ให้มองภาพรวมว่าประชาชนได้อะไรจากงบประมาณนี้บ้าง และความหายนะที่ตำรวจสร้างให้กับประชาชนมันมากเท่าไหร่ มันคุ้มกับเงินงประมาณที่ลงไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

“ผมเคยเสนอไปว่า ให้ตำรวจเป็นตำรวจจังหวัด ความยุติะรรมจะเร็วขึ้น และดูแลเฉพาะจังหวัดของท่าน ให้ประชาชนได้รับความยิตูรรมขึ้นมาเล็กน้อยก็ยังดี โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้าง ตำรวจจังหวัดจะทำให้ระบบตรวจสอบได้กระชับและรวดเร็วขึ้น อย่างเช่น ตำรวจญี่ปุ่นจับคนขโมยภาพไป สองวันขึ้นศาลเลย แต่ของเราไม่รู้นานเท่าไหร่ ดังนั้น กระบวนการยุติธรามต้องให้ประโยชน์กับประชาชนบ้าง แม้มันจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

สังศิต กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการปรองดองกับประชาชน มากกว่าการให้นักการเมืองปรองดองกัน เพราะประชาชนก็มีจำนวนมากกว่าพรรคการเมืองเสียอีก รัฐบาลต้องให้ประชาชนมากกว่านี้

“ผมยังไม่เห็นว่าตำรวจมีประโยชน์อะไรต่อสังคม ต่อประชาชนบ้าง ตำรวจจำนวน 2.1 แสนคนเรามีเอาไว้ทำไม คำถามนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ”

“แต่การปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างความปรองดองของชนชั้นนำระหว่างกัน แล้วประชาชจะไปสนับสุนนได้อย่างไร แต่หากทำให้เกิดความโปร่งใส กล่้าเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ผมว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะปรบมือให้เลย”สังศิต ให้ความเห็น

เอายศให้ตำรวจเท่ากับละเลยประชาชน

อีกมุมมองในวงการตำรวจ อย่าง พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจในสายตาประชาชนถือว่าเลวร้าย และชั่วร้ายมาก ผลพวงมาจากสาเหตุที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจ ขาดการตรวจสอบ นับตั้งแต่ที่มีการแยกการควบคุมออกจากกระทรวงมหาดไทย และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากนายกฯ ไม่คิดจะเปลี่ยนตำรวจ ทุกอย่างก็จบ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับตำรวจมันยิ่งแน่นแฟ้น เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน

“ตำรวจไทยสวนทางกับตำรวจในโลกสากล เพราะตำรวจต่างประเทศจะถือเป็นงานพลเรือน แต่ของไทยกลับถูกควบรวมเป็นงานเหล่าทัพ นายร้อยตำรวจก็ไปเรียนกับทหาร ซึมซับวัฒนธรรมและรับแนวคิดแบบทหารมา ซึ่งงานทหารกับงานรักษากฎหมายมันคนละเรื่องกัน งานตำรวจควรจะเป็นงานพลเรือน แต่เอาชั้นยศไปติดกับตำรวจ”

พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่า ตำรวจไทยถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจติดอันดับโลก เพราะมีทั้งปืน และมีทั้งสำนวนอยู่ในมือ ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตจึงกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนได้เห็น เพราะตำรวจคือระบบศักดินา เอายศไปให้ทำให้ตำรวจคิดใหญ่ขึ้น กินมากขึ้น แย่งกันกินแย่งกันอยู่ สะท้อนไปถึงตำแหน่งที่ต้องเลื่อนขั้นเลื่อนขั้นเพื่อให้เป็นใหญ่ จนละเลยงานที่ต้องรับใช้ประชาชน

“ผมบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้การวิ่งเต้นมีมากถึง 100% แต่การซื้อตำแหน่งผมเชื่อว่ามี 90 % ทุกวันนี้มันมีหลากหลายรูปแบบในการซื้อขาย ทั้งการดูแลกัน ผ่อนส่งบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านรู้กันดี แต่ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวแห่งชาติก็ไม่เคยออกมายอมรับแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”

แม้จะมีอำนาจจากรัฐบาลพิเศษ โดยเฉพาะความเด็ดขาดจากการบริหารงานของคสช. แต่สำหรับ พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะตำรวจ เพราะบ่อนการพนันยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจก็ยังดำเนินการตามปกติ ถ้าพื้นที่มีบ่อนแสดงว่าตำรวจต้องรับเงิน ถ้าไม่รับบ่อนไม่กล้าลง ไม่กล้าเปิดเล่น

“แค่ตกใจชั่วคราวตอนที่เกิดรัฐประหาร แต่พอจับทิศทางได้ ตำรวจก็เหมือนเดิม บ่อนก็มีเหมือนเดิม” พ.ต.อ.วิรุฒม์ ย้ำ

อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ทิ้งท้ายว่า การคัดเลือกตำรวจเข้ารับราชการก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะตรวจสอบแค่ว่าไม่มีประวัติคดีเป็นอันจบ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นตำรวจมันมีจิตใจดีหรือไม่ เป็นคนจิตใจร้ายที่ต้องการแต่งเครื่องแบบ ได้พกปืนหรือเปล่า เราไม่มีการตรวจสอบ ถ้าเช่นนี้เข้ามาก็โกง ทุจริต ดังนั้นผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องทุจิรตสอบนายสิบ เพราะระดับนายพลเขายังโกงกันจนเป็นเรื่องปกติ

“ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องการให้ปฏิรูปทั้งนั้น เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะตำรวจหาเลี้ยงนาย มันเหนื่อย มันคือระบบขายตรง ที่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเข้ามาหากิน ตำรวจที่มีสิทธิ์ทำเงินได้ถึงหลักร้อยล้านบาทมันมีไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น การจัดการรถตู้ รัฐบาลก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะเขาจ่ายส่วยกัน เพื่อให้เสียค่าปรับตั๋วเด็ก (ราคาถูกลง)” พ.ต.อ.วิรุฒม์ วิพากษ์ตำรวจ

ปปง.ต้องกล้ายึดทรัพย์

ร.ต.อ.วิเชียร ตันศิริคงคล อดีตนายตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักวิชาการด้านตำรวจ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เสริมในวงเสวนาว่า กรณีทุจริตสอบคัดเลือกนายสิบตำรวจ เป็นเรื่องที่ชวนคิดว่า การที่จะเข้าไปเป็นตำรวจจะต้องจ่ายเงินระดับแสนบาทเพื่อคดโกงข้อสอบ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้รับเงินเดือนน้อย เริ่มต้นเมื่อรวมทุกอย่างเพียงแค่ 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นจะเข้าไปทำไม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อใส่เครื่องแบบแล้วมันจะมาพร้อมกับอำนาจ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ปืน เป็นต้น และสิ่งนี้เองที่นำไปสู่ปัญหาในปัจจุบัน

กรณีประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวทีเ่กิดปัญหาในวงการตำรวจ แต่หลายประเทศกลับเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะยุคที่อยู่กับการเคลื่อนตัว ทั้งสิทธิมนุษยชน ที่นับเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และหน่วยงานไหนที่ละเมิดมากที่สุด คำตอบคือตำรวจ จนกลายเป็นกระแสที่ต้องเกิดการปฏิรูป รวมถึงความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้นำไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเติบโตของเทคโนโลยี จุดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ ที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้งาน และประสิทธิภาพประสิทธิผลของตำรวจที่ปฏิบัติงาน ที่ต้องเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจทั่วโลก ยกเว้นเมืองไทยที่ทำในระดับที่ตำ่กว่าประเทศอื่นทำ เราอยู่ในระดับการปฏิรูปที่ต่ำมาก สื่อหลายแขนงสะท้อนออกมาเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ทุกวันนี้บ่อนหลายแห่งก็กลายเป็นทหารและฝ่ายปกครองเข้าไปจับ มันสะท้อนถึงคามเฉื่อยชา และผลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจกับตำรวจ”

ร.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้มาด้วยอำนาจพิเศษ หลายคนตั้งความหวังว่า การปฏิรูปภาครัฐอย่าจริงจังน่าจะเห็นผล แต่ปรากฎว่าสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปตำรวจกลับถอยหลัง เกิดการย้อนเวลา โดยเฉพาะงานสอบสวนที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจ เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการสอบวนไม่แก้ไข หรือทำได้ไม่ดี เราก็จะเจอแพะอีกไม่รู้กี่ตัว

“สังเกตได้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.ไม่เคยยึดทรัพย์นายตำรวจที่ร่ำรวยผิดปกติแม้แต่รายเดียว ทั้งๆ ที่ว่ากันตามจริง เงินเดือนข้าราชการจะทำให้มีทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นหรือไม่ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายที่เราคิดว่ามันดีจะต้องครอบคลุมได้ทั้งหมด ปปง.ก็ต้องเริ่มเข้ามาตรวจสอบ เงินที่ตำรวจหามาอย่างมิชอบ คิดว่าเก็บไว้ให้ลูกหลาน ต่อไปนี้ลูกหลานของเขาก็ต้องไม่ได้ใช้เงินที่ผิดๆ แบบนี้ ต้องเอาให้เขาคิดใหม่ ต้องจริงจัง”ร.ต.อ.วิเชียร เสนอทางแก้ปัญหาตำรวจ

 

“ประกันทุ่มโปร” หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477648

"ประกันทุ่มโปร" หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชการ จนทำให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องออกมาหยุดกระแสสังคม โดยระบุว่า กระทรวงการคลังได้หยุดจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการแล้ว เนื่องจากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคงต้องศึกษาว่า การจ้างให้บริษัทประกันกับกรมบัญชีกลางบริหารรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังหวังควบคุมงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยสุด ซึ่งดูแล้วประเด็นนี้อาจไม่ได้จบเสียทีเดียว

ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย โอนสิทธิให้บริษัทประกันภัยดูแล ใครได้ ใครเสีย?” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนเสียงของผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

วราวรรณ เวชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยปัจจุบันมีเบี้ยมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประกันชีวิต 5.5 แสนล้าน ประกันวินาศภัย 2 แสนล้าน ซึ่งระบบประกันกรมธรรม์สุขภาพมีเงื่อนไข เช่น ถ้ามีเรื่องโรคก่อนทำประกันหรือเป็นโรคภายใน 30 วัน บริษัทประกันจะไม่จ่าย แต่ถ้าบริษัทประกันเข้ามารองรับสิทธิข้าราชการ ประเด็นต่างๆ จะต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของบริษัทประกัน

“เราจะไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ความคุ้มครองจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ และบริการทุกอย่างภาคธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม และดีที่สุด”

วราวรรณ กล่าวอีกว่า หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบพื้นฐาน ส่วนนโยบายหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามากำหนดเอง เพราะประเทศเหล่านั้นถือว่า งบประมาณดูแลสุขภาพควรมีระบบที่ดี และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐ เอกชน ประกันภัย จะต้องร่วมมือกันโดยใช้เครื่องมือทุกอย่างให้ประชาชน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมสมาคมฯ.มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำ สาเหตุที่เข้ามาไม่ได้หวังผลประโยชน์กำไรอะไร แต่อยากยกระดับธุรกิจขึ้นไป และเพื่อตอบแทนชาติบ้านเมือง ดังนั้นคิดว่าอยากให้รัฐและเอกชนจับมือกัน

เพราะเรื่องสุขภาะของคนไทยถือว่าดีที่สุดในโลกเนื่องจากมี 3 กองทุนหลักในการดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และประกันสุขภาพข้าราชการ แต่ส่วนตัวเป็นห่วงว่าถ้าหาก 3 กองทุนเดินต่อไปอย่างนี้อีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอาจล้มลายได้

ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลโครงการนี้ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ สิทธิประโยชน์ต้องไม่ถูกลดทอน การบริการต้องเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม และงบประมาณรัฐต้องไม่เพิ่มขึ้น ประกันพร้อมอาสาทำ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจประกันภัย 20-30 บริษัทพร้อมลงทุนค่าบริหารจัดประมาณ 300 ล้านบาทเอง

ส่วนระบบที่นำมาใช้ อาทิ ระยะแรก บริษัทประกันมีระบบที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบดูแลความผิดปกติจากค่ารักษา ระบบการจ่ายยาที่ดีขึ้น ระบบสื่อสารรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย พร้อมบริการให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับลูกค้าบริษัทประกัน  และการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลจะเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเพราะมีระบบที่ดีอยู่แล้ว

ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี จะพัฒนาระบบข้อมูลให้ดีขึ้น และระยะยาว เมื่อมีฐานข้อมูลการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขที่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางระบบบริหารจัดการสาธารณสุขของประเทศได้

ขณะที่ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนเข้ามาบริหาร เพราะไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน หากจะให้เอกชนเข้ามาบริหาร และการที่จะให้เอกชนเข้ามาทำเฉพาะเรื่อง อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐมีปัญหา เพราะเรื่องนี้ดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ หรือหากจะให้เอกชนเข้ามารัฐควรคิดให้รอบด้าน

นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการเรื่องนี้เพื่ออยากลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวให้ลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา อาทิ ทำให้ระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระบบรัฐไหลไปสู่เอกชน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในอนาคต และหากการเข้าถึงอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการเดิมที่ได้รับ

จากข้อมูลปัจจุบันกรมบัญชีกลางใช้งบประมาณเพียง 0.01% หรือประมาณ 30 ล้านบาท กับบุคลากรประมาณ 30 คนในการบริหารระบบ แต่ถ้าเอกชนเข้ามา คิดว่าไม่สามารถบริหารระบบด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ เพราะเอกชนต้องมีค่าบริหารจัดกาสูง ในสภาวะที่อนาคตประชากรประเทศมีผู้สูงอายุและโรคเพิ่มขึ้น

พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาของบริษัทประกันที่ผ่านมา เช่น การจ่ายอาจไม่ครอบคลุม ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่รัฐจะยกงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกัน เพื่อต้องการประหยัดงบ มองว่าเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่ง เพราะจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับราชการเพราะหวังพึ่งให้รัฐดูแล

พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสิทธิของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในระบบรัฐ จะได้รับสิทธิดูแล เช่น การรักษา บำบัด ฟื้นฟู ดูแลตรวจสุขภาพ แต่ด้วยที่รัฐเป็นองค์กร จึงทำให้โครงการมีงบประมาณสูงขึ้น โดยเหตุผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีใช้เวชภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ

ขณะที่การจะนำบริษัทประกันที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลสุขภาพนั้น หลักการยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้กับบริษัทประกันทั้งหมด แต่คาดว่าจะนำมาบริหารเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายยังคงมีบุคลากรของรัฐเข้าไปกำกับดูแล เพราะกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือ และบุคลากรเฉพาะทาง

สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบ ซึ่งกรมจะทำแผนระยะสั้น กลาง และยาว ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบก่อน ยืนยันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ทุกคนในภาครัฐต้องได้ประโยชน์ และจะไม่ทำให้สิทธิข้าราชการที่มีอยู่ลดลง