รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476755

รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 ม.ค. 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ

โดย  ศิริกัญญา โกษากุล ,เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 มกราคม 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง เพื่อจัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน)   ทว่า พสกนิกรชาวไทยได้เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ บริเวณรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังด้วยความศรัทธาและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงมีต่อชาวไทย

โพสต์ทูเดย์ สอบถามความเห็นประชาชนที่เดินทางมาที่ท้องสนามหลวงในวันนี้ถึงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านเนื่องในวัน “สตมวาร 100 วันสวรรคต”

นส.ธัณธนัฐ นาคกัญหา พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 44 ปี กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการจากไปของพระองค์ท่าน เคยมีโอกาสไปกราบพระบรมศพ ในช่วงวันแรกที่พระองค์ท่านจากไปที่โรงพยาบาลศิริราชพร้อมกับครอบครัว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังมีความเสียใจอยู่ และที่ผ่านมาพยายามที่จะทำความดีเพื่อเจริญรอยตามพระองค์ และสานต่อความดีนั้นต่อไป  และรอว่า หากการก่อสร้างพระเมรุมาศเสร็จและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบพระบรมศพได้ก็อยากจะไปเพราะต้องการระลึกถึงพระองค์ท่านในทุกเรื่อง

 

นส.กุลธิดา สาธร นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม อายุ 22 ปี กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสไปกราบพระบรมศพเพราะเรียนอยู่ต่างจังหวัด แต่ตอนนี้ได้มาฝึกงานที่กรุงเทพฯคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไปสักครั้ง และชวนเพื่อนๆ ที่มาฝึกงานไปด้วย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังรู้สึกเหมือนเดิมจากวันแรกที่ได้รู้ข่าว พระองค์ท่านจากไป  ยังคงคิดเสมอว่าพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน

“เวลาที่ผ่านมาได้พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการทำความดี เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน ทำในสิ่งที่สามารถทำได้” นส.กุลธิดา กล่าว

 

นายอนุชาติ ประสิทธิ์ ข้าราชการ จากจังหวัดปัตตานี อายุ 58 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ที่ครบ100วัน รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในช่วงเกือบสามเดือนมานี้ เป็นเหมือนสถานการณ์พิเศษที่ทำให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันในการร่วมกันทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่าน

“ผมมากราบพระบรมศพแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม วันแรกที่ทราบข่าวการจากไปของพระองค์ท่านจนถึงตอนนี้ ก็ยังรู้สึกใจหายกับสิ่งที่คนไทยเราได้สูญเสียไป เมื่อเกิดมาก็ได้ซึบซับถึงความดีของพระองค์ท่านมาตลอดเวลา แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปและสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อพระองค์ก็คือการเป็นคนดี อย่างข้าราชการก็ต้องทำตัวให้เป็นข้าราชการที่ดี ยินดีรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความเมตตาที่ท่านได้ประทานให้ ต้องรับใช้ประชาชนต่อไปให้ดีที่สุด” ข้าราชการจากจ.ปัตตานี กล่าว

 

นายสุรพล ธีรนันทน์ ฝ่ายบริการสำนักพระราชวัง อายุ 59 ปี กล่าวว่า  รู้สึกเสียใจ เพราะอยากให้พระองค์ท่านอยู่เป็นมิ่งขวัญกับประเทศไทยไปนานๆ  ส่วนตัวได้รับรู้และเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 59ปี สิ่งที่พระองค์ท่านได้สอน คือ การใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง จึงสานต่อความพอเพียงที่พระองค์ท่านสอนชาวไทยมาและยิ่งได้ทำงานตรงนี้ได้เห็นผู้คนมากมายมากราบไหว้พระบรมศพ ก็รู้สึกตื้นตันใจ เห็นคนที่เดินทางเข้ามาเหมือนน้ำไหล ทำให้รู้สึกไม่เหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพราะว่าทุกคนมาเพื่อพระองค์ท่าน ต้องตั้งใจทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อพระองค์ท่านและประชาชน

 

นางเปรมวดี สารีกะวณิช พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 56 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมในวันแรกที่ได้รู้ข่าวการจากไปของพระองค์ท่าน ทุกครั้งต้องร้องไห้ แต่พยายามคิดว่าพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน ท่านยังคงอยู่ในทุกๆวัน เช่นเดิม แม้ว่ายังไม่ได้มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์  เพราะไม่มีเวลา  แต่ทางบริษัทก็จะเป็นเจ้าภาพสวดในวันที่ 5 ก.พ.ที่ใกล้จะถึงนี้  สิ่งใดที่ทำเพื่อพระองค์ได้ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ ถึงจะไม่ได้เข้าไปกราบแต่ว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจเสมอ จะตั้งใจทำความดีเป็นคนดีของสังคมเพื่อถวายแด่พระองค์ต่อไปเรื่อยๆ

 

นส.บุศยมาศ พิศลยบุตร นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์   อายุ 21 ปี กล่าวว่า รู้สึกถึงพระองค์ท่าน เสมอมา นึกถึงความดีที่พระองค์ได้ทำตลอดมาเพื่อปวงชนชาวไทย ยิ่งเมื่อครบ 100 วัน ความรู้สึกก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป คิดถึง แต่สิ่งที่พระองค์ได้ทำไว้ และจะเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่จะทำความดีเพื่อพระองค์ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะเป็นส่วนน้อยแต่ก็ยินดีที่ได้ทำ

เธอบอกว่า  แม้จะ รู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์กับครอบครัว ทำได้แค่กราบกำแพง เพราะมีคนมาสักการะพระบรมศพจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นไร

 

ดญ. ปิยาพร ดอนเด่นปิ่น อายุ 11 ปี จากโรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์เพราะอยู่ไกลและเดินทางลำบาก ทางโรงเรียนพามาได้เข้าชมแค่ในส่วนของวัดพระแก้ว ถ้าทางสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์ได้อีกครั้ง ก็อยากพาครอบครัวมากราบพระบรมศพ

ด้านดญ.อัญมณี ส่วนบุญ จากโรงเรียนเดียวกัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เสียใจกับการจากไปของพระองค์ อยากให้พระองค์อยู่กับคนไทยไปนานๆ และจะทำความดีตามคำสอนของพระองค์เพื่อเป็นคนดีของสังคมต่อไป

นี่คือส่วนหนึ่งในความรู้สึกของพสกนิกรที่ยังคงระลึกถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่ทุกเวลา มิมีวันเสื่อมคลายและต่างยึดมั่นจะทำความดีเพื่อเดินตามรอยพระองค์ตลอดไป

 

ต้นน้ำเสียคือพังทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476644

“ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร”

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นอกจากคำถามว่าใครผิดใครถูกเกี่ยวกับกรณีครูแพะหรือครูแกะ ที่เกิดกับ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย แต่เธอปฏิเสธเรื่องดังกล่าวว่าเป็นแพะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จนต้องติดคุกตามคำพิพากษานานกว่า 3 ปี

อดีตครูจอมทรัพย์งัดหลักฐานทุกด้านเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองภายหลังได้รับอภัยโทษ ขณะที่ต้นน้ำอย่างตำรวจที่ทำคดีก็ยืนยันว่าองค์กรได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามพยานหลักฐานที่มี กระทั่งนำไปสู่การเอาผิดจอมทรัพย์ในฐานะผู้ต้องหา และพร้อมต่อสู้ในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้ง

แต่คำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้ขนาดนี้

วิพากษ์เรื่องดังกล่าวจาก เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่า กฎหมายอาญาจะถูกพิจารณาตามวิธี “สบัญญัติ” ซึ่งสาระสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานของคดี และการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามหน้าที่ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปมองว่ามีความสมบูรณ์ของคดีมากน้อยแค่ไหน ครอบคลุมมากพอหรือไม่ หรือมีความชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานอย่างไร ก่อนที่จะนำตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ตำรวจต้องรวบรวมให้ได้ทั้งหมด และต้องสามารถคลายข้อสงสัยได้ทุกประการ ก่อนจะส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นอัยการ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดตามมามันก็จะเสียไปทั้งระบบ ซึ่งเรื่องของครูจอมทรัพย์ไม่ใช่คดีแรก แต่เกิดอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำไป เพราะความไม่สมบูรณ์ของพยานหลักฐานด้วยในส่วนหนึ่ง” เสรี ให้ความเห็นอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนั้น เสรีมองอีกด้านว่า ตำรวจจะต้องชัดเจนในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อนำคนที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการแล้ว ภายหลังมีพยานมาแจ้งอีกว่าไม่ใช่ คนขับรถเป็นผู้ชาย อย่างนี้มันคือปัญหาแล้ว

แต่อีกด้านก็เช่นกัน เรื่องของทนายความของผู้ถูกกล่าวหาก็มีส่วนสำคัญ กรณีของจอมทรัพย์ ทนายความก็ร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย และได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างลอยๆ จะอ้างแต่เพียงว่าขอให้การในชั้นศาล ก็เท่ากับทำลายสิทธิของลูกความตนเองด้วย

“ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำลอยๆ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผมบอกได้เลยว่า 99% ของคดีอาญาที่ผู้ต้องหาปฏิเสธให้ปากคำในชั้นสอบสวน ตำรวจและอัยการมักจะนำสำนวนส่งฟ้องแทบทั้งหมด และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลก็แทบจะไม่มีข้อมูลไปหักล้างสำนวนของตำรวจหรืออัยการได้ ซึ่งมันเท่ากับเสียสิทธิที่จะได้ปฏิเสธและยื่นหลักฐานพยานทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพราะมีโอกาสปฏิเสธ ข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่ทำ หรือทำก็ไม่ได้ให้ข้อมูลให้ชัดเจน” เสรี ย้ำ

เสรี ระบุว่า ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร หากไม่เป็นเช่นนั้นความยุติธรรมมันก็คลาดเคลื่อน

 

หลากมุมมอง “บุหรี่ไฟฟ้า” ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 19:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476218

หลากมุมมอง "บุหรี่ไฟฟ้า" ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“บุหรี่ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สูบมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ทั้งยังเป็นเครื่องมือทำให้คนเลิกบุหรี่ง่ายขึ้น อีกฝ่ายคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมาก เป็นตัวการให้เกิดผู้เสพหน้าใหม่โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน

บุหรี่ไฟฟ้า=เพิ่มผู้สูบหน้าใหม่?

ในงานเสวนา เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า…อันตรายมากกว่าที่คุณคิด” โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แพทย์หลายคนระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้านั้นมีอันตราย ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับบุหรี่แบบปกติ รวมทั้งยังไม่มีรายงานผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าพึ่งเกิดขึ้นมาเพียง 10 ปี อย่างไรก็ตามถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิ่มผู้เสพหน้าใหม่ และเพิ่มโอกาสให้เสพติดสารชนิดอื่นมากขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อมูลจากเอกสาร THE FACTS on E-Cigarette Use Among Youth and Young  Adults จากกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่จะส่งผ่านสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบละอองฝอยโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้หรือการลุกไหม้  ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรู ดึงดูดใจและทันสมัย ปรุงรสชาติต่างๆ ได้ รวมถึงเหตุผลด้านความอยากรู้ อยากเห็น อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าละอองฝอยปลอดภัยเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ อีกทั้งอุตสาหกรรมยาสูบได้ใช้เทคนิคที่ล่อตาล่อใจ ทำให้วัยรุ่นสหรัฐฯมีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

“จริงๆการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษต่างๆเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปกติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเสพติดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสมองและระบบประสาท ทำให้มีโอกาสติดง่าย ติดทนและติดนาน”

นพ.สุริยเดว บอกว่า ในรายงานดังกล่าวระบุว่า ยังคงมีการติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งองค์การอาหารและยา (อย.) ระบุว่า สารที่ก่อให้เกิดละอองฝอยในบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสารที่ใช้ในอาหารเพื่อรสชาติ สีสัน และใช้ในการผลิตยาหรือเวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์  หากสัมผัสในระยะสั้นก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา  ส่วนระยะยาวจะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด เป็นต้น

ผ.อ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวฯ บอกด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นสารทดแทนในการเลิกสูบบุหรี่ แต่เป็นจุดเริ่มตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นในเด็กและเยาวชน ด้วยรูปลักษณ์และองค์ประกอบทำให้สร้างความยั่วยวนใจให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเกิดกระแสในวงกว้างในหมู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว  อีกทั้งยังขาดความรู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิต

“คำถามคือ เราใช้มันเพื่อ ‘เลิก’ หรือเพื่อ ‘เริ่ม’บุหรี่กันแน่ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพติดบุหรี่ปกติ และอาจนำไปสู่การใส่สารเสพติดอื่นๆ ในอุปกรณ์นั้นได้ด้วย”

กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

พญ.ปานทิพย์ โชติเบญจมาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข  เผยว่า ผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย อายุ 13-15 ปี  ปี 2558 พบว่า เยาวชนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 4.7 ส่วนเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 1.9 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2557 ผู้ฝ่าฝืนนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้านั้นด้วย

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย และห้ามให้บริการบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า และตัวยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2558 กรณีพบผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ขายหรือให้บริการเป็นผู้ผลิต ผู้สั่งนำเข้ามาขาย ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นอกจากนี้ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ 7 (COP7) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-12 พ.ย. 2559 ณ ประเทศอินเดีย มีมติร่วมกันเรียกร้องให้ประเทศภาคี 180 ประเทศ ให้ความสำคัญและดำเนินการออกกฎเกณฑ์มาตรการเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว 

คำลวงโลกของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่

ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศต่างๆทั่วโลก 55 ประเทศ มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ ขณะที่ 17 ประเทศ กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อีก 26 ประเทศกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบหนึ่ง และ 4 ประเทศที่กำหนดว่าภาชนะบรรจุนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษ ทั้งนี้ 4 ประเทศในอาเซียนคือ บรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

ปัจจุบัน บริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ลงทุนในบุหรี่ไฟฟ้า อย่างบริษัทฟิลิป มอริส ได้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อ “iQQS” บริติช อเมริกัน โทแบคโค ผลิตยี่ห้อ “Vype EPe” บริษัท japan tobacco international ผลิตยี่ห้อ “E-lites” และ “Ploom tech” และบริษัท Imperial Group ผลิตยี่ห้อ “Puritane”

“บริษัทเหล่านี้มียอดจำหน่ายบุหรี่ปกติลดลงอย่างมากในช่วงหลัง ทำให้พวกเขาเลือกสร้างโฆษณาและวาทกรรมชวนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และจัดเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ โดยมีองค์กรล็อบบี้ยิสต์ คือ Factasia.org และนักวิจัยตะวันตกหลายคนได้สนับสนุนให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีข้อมูลยืนยันจากองค์กรอนามัยโลกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดจากสารพิษ และไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ แต่กลับพบว่าควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไป”

ผศ.ดร.ลักขณา ย้ำหนักแน่นว่า คำกล่าวอ้างใดๆของบริษัทบุหรี่เป็นเพียงการดิ้นเฮือกซึ่งต้องการค้ากำไรบนความตายของผู้บริโภคเท่านั้น

รู้ว่าอันตราย แต่ขอเลือกเอง

“บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตราย ทุกคนทราบ เรายอมรับ แต่มันอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งเรามองว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าของคนที่ติดนิโคติน และคนรอบข้างที่ไม่สูบบุหรี่จะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากควันมือสอง”  มาริษ กรัณยวัฒน์ แกนนำกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร ยืนยันหนักแน่น

มาริษ บอกว่า นอกจากผลกระทบที่น้อยลงของคนรอบข้างแล้ว ผู้สูบเองยังลดโอกาสเจ็บป่วยจากโรคภัยที่เกิดจากบุหรี่ปกติลง โดยทางกลุ่มได้ศึกษาอ่านงานวิจัยจากสถาบันและองค์กรระดับโลกหลายแห่งเช่นกัน อาทิ กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ สถาบันสุขภาพเเละการวิจัยทางการเเพทย์เเห่งชาติประเทศฝรั่งเศส ต่างยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนทั่วไป เพราะไม่มีการเผาไหม้ เเละเป็นตัวช่วยในการเลิกหรือลดบุหรี่ได้อีกด้วยด้วย

“เอกสารหลายอย่างที่มูลนิธิและกลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวอ้าง เป็นข้อมูลเก่าหรือถูกหยิบขึ้นมานำเสนอเพียงแค่ส่วนเดียว ตัวอย่างเช่น ควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไปนั้น เป็นการยกอ้างงานวิจัยเก่าของญี่ปุ่นเมื่อ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันถูกหักล้างไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน อุปกรณ์พัฒนาขึ้นมาก ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล ทำให้สารเฟอร์มาลดีไฮด์ลดน้อยลงหรือจำกัดได้ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง” 

มาริษ ยืนยันว่า ผลวิจัยจำนวนมากก็ยืนยันเเล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ปกติถึง 95 % สามารถช่วยให้ผู้สูบสามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาหรือเอฟดีเอ (FDA) ก็ได้ออกกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยป้องกันเด็กเเละให้ข้อมูลที่ถูกต้องเเก่ผู้ใหญ่ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งรวมถึงห้ามขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่ได้แสดงความต้องการแบนเหมือนในประเทศไทย

ภาพจากเพจ บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร

ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายควบคุมง่ายกว่า

เป้าหมายในการออกมาเรียกร้องของกลุ่มผู้สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้ต้องการเพิ่มจำนวนนักสูบหน้าใหม่ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการควบคุมดูแลการใช้งานอย่างถูกต้อง ไม่ปิดกั้นหรือแบนอุปกรณ์ที่พวกเขาเห็นว่า อันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบปกติมาก

“ไม่ได้เรียกร้องให้คนมาสูบ แต่เรียกร้องให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้สามารถบังคับใช้อย่างถูกต้อง ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึง หรือนำไปใช้งานในทางที่ผิดและแม้แต่สูบในที่สาธารณะจนกระทบต่อคนรอบข้าง ว่าไปแล้วเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกับภาครัฐที่ต้องการช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพในระบบสาธารณสุขของประเทศด้วย” 

มาริษ บอกว่า ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนคือการไม่สูบบุหรี่เลย แต่ถ้าคุณเลือกเสพนิโคตินและติดมันเสียแล้ว ทางที่ดีกว่าสำหรับผู้เสพติดก็คือ บุหรี่ไฟฟ้า

“ในเมื่อยังเลือกที่จะสูบสารนิโคตินอยู่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร เราก็ต้องเลือกให้มันปลอดภัยต่อตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ในอดีตมีวาทกรรมของสาธารณสุขที่พูดว่า บุหรี่จะนำไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่น ผมสงสัยว่าทำไมมาโยนประโยคดังกล่าวให้กับบุหรี่ไฟฟ้าเสียแล้ว ทั้งๆ ที่บทบาทของบุหรี่แบบปกติก็ยังคงมีอยู่”

หนุ่มรายนี้ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลมีกฎหมายรองรับบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากจะสามารถควบคุมดูแลการใช้งานได้แล้ว ในมุมเศรษฐกิจยังเชื่อว่าด้วยศักยภาพของคนในประเทศไทยมีมากพอในการผลิตอุปกรณ์และส่งออกเหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำอีกด้วย

“จริงๆ ไม่ต้องอ้างงานวิจัยให้มากมาย เอาแค่ตอบคำถามที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนอันไหนปลอดภัยกว่ากัน  ทำไมของที่อันตรายกว่าถึงถูกกฎหมาย ในเมื่อห่วงใยสุขภาพประชาชนมาก ทำไมถึงไม่ให้โอกาสเราใช้ของที่อันตรายน้อยกว่า” มาริษที่เลิกบุหรี่แบบปกติได้เพราะบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวทิ้งท้าย

หลากหลายมุมมองความคิดเห็นทั้งหมดนี้คงจะช่วยทำให้ทุกคนได้รู้จักบุหรี่ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475850

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง แต่ควรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกัน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

แม้จะมีการเริ่มต้นคิกออฟอย่างจริงจังสำหรับแนวทางการปรองดองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อพาประเทศชาติพ้นจากวิกฤตเดิมๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน โดยได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ได้นิ่งและคลี่คลายมาพักใหญ่ หรือจิตวิทยาทางการเมืองประชาชนค่อยๆ เริ่มลืมความขัดแย้งไม่มากก็น้อย และอยากเห็นความสงบสุข ไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งมีผลสะท้อนจากโพลต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่ควรเริ่มทำอย่างจริงจัง

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง ยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งภาคใต้ที่ให้มาเลเซียเข้ามาช่วย จะทำให้สถานภาพการพูดคุยรัฐบาลจะหลุดพ้นความขัดแย้ง แล้วทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกันในบรรยากาศเป็นมิตร พูดคุยตรงไปตรงมา

“ผมคิดว่าถ้าบรรยากาศตรงนี้เกิดขึ้นได้ เรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ อย่างน้อยที่สุดด้านจิตวิทยาจะดีขึ้น ภาพที่สะท้อนออกไปจากสังคมก็จะดีขึ้น หลังจากนั้นจะมีกระบวนการ  1 2 3 4 5 ระยะสั้น กลาง ยาว อย่างไร ควรปล่อยให้คณะกรรมการที่เป็นอิสระ ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้เข้ามาพูดคุยและช่วยกันนำเสนอ ทำอย่างให้เป็นข้อเสนอที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ถ้ามองแง่ดีความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งความรุนแรงในสังคมลดลงมาก ถ้าแสดงความจริงใจไม่ต้องการเข้าควบคุมกระบวนการ และถ้าต้องการเริ่มต้นพูดคุยกันเพื่อหาทาง ออก อย่างน้อยเวลาที่เหลือทำโครงสร้างคณะกรรมการบางอย่างไว้ แล้วให้ทำงานต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลเลือกตั้งมาก็ต้องรักษาโครงสร้างนี้และทำงานต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในฐานะอดีตโฆษก กปปส. มองว่า ส่วนตัวหากประเมินสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลสามารถประคองความสงบเรียบร้อยได้อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้งก็สามารถควบคุมได้

ส่วนรัฐบาลจะทำสำเร็จหรือไม่ในช่วงระยะเวลานี้หลังจากได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ซึ่งต้องเข้าใจว่าการปรองดองคืออะไร บางฝ่ายมองกระบวนการนี้แค่ผิวเผิน เพราะถ้าจะมองเรื่องการปรองดองมันลึกซึ้งกว่านั้น

ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมเดียวกัน เคารพกฎหมายเหมือนกัน และได้รับความยุติธรรมเดียวกัน โดยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย

“ต้องถามว่าวันนี้จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ คือทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเคารพกฎหมาย แล้วบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด และให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ก็ไม่เห็นว่าที่ผ่านมาทำอะไรผิด การเดินหน้าไปตามนี้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็ถูกแล้ว ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ และไม่เห็นว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น และเท่าที่ฟังมาทุกฝ่ายให้การตอบรับเป็นอย่างดี”

ด้าน วรชัย เหมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลสามารถทำได้จนสำเร็จถ้าจริงจัง ด้วยการเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุยหารือในเรื่องการปรองดองทำอย่างไร และให้ทุกฝ่ายยอมรับในกติกา เพราะการปรองดองคือจุดเริ่มต้นในการพาประเทศชาติเดินหน้าไปสู่ความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ การปรองดองถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรวมถึงปัญหาอื่นๆ ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องรัฐธรรมนูญ นักศึกษา และพระสงฆ์ ยังคงมีความวุ่นวายขัดแย้งอยู่ให้เห็น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะทำเรื่องนี้จริงจังหรือไม่

ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมที่มองว่าไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะทางการเมือง หากในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ถือว่าเสียหาย อีกทั้งยังส่งผลไปยังเรื่องอื่น อาทิ เศรษฐกิจที่แย่ลง แล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

 

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา “ออนไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/474361

สลากปีระกา งัดข้อผู้ค้า รอเวลา "ออนไลน์"

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในห้วงปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาสลากเกินราคา หรือสลากแพง ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังเน้นการล้อมกระชับพื้นที่ มีการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อกรกับผู้ค้าสลากที่มีการปรับกลยุทธ์ ที่ยังคงมีการจำหน่ายสลากในราคาที่เกินกว่าที่กำหนด 80 บาท และยังจัดชุดรวมเล่มออกมาขายเกินราคา ยิ่งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 ยิ่งรวมชุดขายเกินราคากันอย่างคึกคัก เพราะมีเลขเด็ดเลขดังเกิดขึ้นมากมาย แม้ภาพรวมตลาดสลากจะควบคุมราคาขายได้ตามที่กำหนดมากกว่า 80% ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้สรุปการแก้ปัญหาสลากเกินราคา และการออกมาตรการตามแผน 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 สำนักงานสลากฯ ได้ประกาศกำหนดราคาสลาก 80 บาททั่วประเทศ การยกเลิกรางวัลแจ็กพอต เพื่อกระจายการถูกรางวัลที่ 1 ให้ทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาการรวมชุด ลดการจำหน่ายสลากเกินราคา และยังเพิ่มการออกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว เพื่อลดปัญหาเลขหน้าที่ไม่มีคนนิยมซื้อ

ขณะที่ระยะที่ 2 คือ การเพิ่มช่องทางเข้าถึงสลากของผู้ค้ารายย่อย ด้วยการเปิดให้จองผ่านธนาคารกรุงไทย ทำให้ลดปัญหายี่ปั๊วรวมสลากได้เป็นอย่างดี และการเพิ่มสลากจาก 37 ล้านคู่ เป็น 60 ล้านคู่ สะท้อนปริมาณความต้องการสลากที่แท้จริงในตลาด ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนสลากที่เหมาะสมและสมดุลแล้ว ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนผู้ที่ได้รับสลากไปจำหน่าย แบ่งเป็นผู้ค้ารายย่อย 60% และมูลนิธิ องค์กร นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ 40%

นอกจากนี้ สำนักงานสลากฯ ได้ปรับการทำสัญญาผู้ค้าสลากรายย่อยที่มีอยู่กว่า 7 หมื่นราย หรือคิดเป็น 85% ของจำนวนสลากที่จำหน่าย ให้ต่อสัญญาทุก 6 เดือน และหากพบว่ามีการผิดสัญญา เช่น ขายเกินราคา หรือนำไปขายต่อ หรือนำไปรวมชุดขายจะถูกยกเลิกสัญญาทันที และเพิ่มอำนาจผู้ตรวจของสำนักงานสลากฯ หากพบผู้กระทำผิดสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นกัน

รวมทั้งได้เลื่อนระยะเวลาการรับสลากเริ่มต้นตั้งแต่งวดเดือน ธ.ค. 2559 ใช้รับสลากได้ช้าขึ้น ทำให้เหลือเวลาในการจำหน่าย 8-9 วัน จากเดิมมีเวลาจำหน่าย 14-15 วัน หลังพบว่ามีการนำสลากไปรวมชุดขายในตลาดสลากใหญ่ๆ เช่น ที่วังสะพุง จ.เลย ดังนั้นมาตรการลดวันจำหน่ายสลากให้เหลือ 8-9 วัน จะทำให้การรวมชุดเป็นไปได้ยาก สุดท้ายจะเหลือแต่ผู้ค้าสลากตัวจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ จากข้อมูลจากการซื้อ-จองสลากล่วงหน้าที่ผ่านมาพบว่า มีผู้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อทำรายการครั้งละกว่า 9 หมื่นราย ในขณะที่มีผู้ทำรายการได้ครั้งละ 6.7 หมื่นราย เท่ากับยังมีผู้ที่เข้าไม่ถึงสลากอีกราว 2.3 หมื่นราย คิดเป็นปริมาณสลากที่ยังมีความต้องการอยู่อีกราว 1.5-1.6 เล่มคู่

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาความรุนแรงระหว่างผู้ค้าสลากในช่วงระหว่างที่รอคิวจองซื้อสลากหน้าตู้เอทีเอ็ม ซึ่งทางสำนักงานสลากฯ ประเมินว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว และช่วงตรุษจีนที่มักจะมีความต้องการสลากค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาสลากจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีคนนิยมมอบสลากให้เป็นของขวัญ

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ จึงได้เห็นชอบมาตรการพิมพ์สลากเพิ่ม เพื่อเป็นการทดสอบตลาดเป็นเวลา 4 งวด เริ่มจากงวดวันที่ 30 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา พิมพ์สลากเพิ่มจาก 60 ล้านคู่ เป็น 65 ล้านคู่ งวดวันที่ 17 ม.ค. 2560 เตรียมพิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ และงวดวันที่ 1 ก.พ. 2560 พิมพ์สลาก 68 ล้านคู่ ส่วนงวดวันที่ 16 ก.พ. 2560 สั่งพิมพ์สลากเพิ่มอีก 11 ล้านคู่ ส่งผลให้มีสลากเพิ่มเข้าสู่ระบบ 71 ล้านคู่ ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานสลากฯ โดยสาเหตุของมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากต้องการพิมพ์สลากออกมารองรับช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะช่วงตรุษจีนที่มีผู้ค้าและประชาชนสนใจซื้อสลากเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเพิ่มปริมาณสลากเข้าสู่ระบบ จะช่วยทำให้ราคาสลากขายกันอยู่ในราคาที่กำหนดคือคู่ละ 80 บาท

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2560 สำนักงานสลากฯ เตรียมปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากจากคู่ละ 80 บาท มีสลาก 2 ใบที่พิมพ์ติดกัน จะปรับรูปแบบการจำหน่ายสลากใหม่เป็นใบละ 80 บาท ออกสลากเป็นภาพภาพเดียว หรือ 1 ใบ ให้ง่ายต่อการผลิต ช่วยลดต้นทุน และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อที่มักจะซื้อสลาก 2 ใบอยู่แล้ว

รวมทั้งคาดว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ. 2517 ที่เสนอค้างไว้ตั้งแต่ปี 2559 นำเอามาพิจารณา เป้าหมายคือเปิดทางให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และอาจรวมถึงการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อซึ่งไม่จำเป็นว่าหลังที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ครั้งนี้แล้ว จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายสลากให้เป็นแบบออนไลน์ในทันที

ทั้งนี้ ใน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้ผู้จำหน่ายมีใบอนุญาตขายสลาก เหมือนกับใบขับขี่รถยนต์ จักรยานยนต์ หากไม่มีใบอนุญาตจะถือว่ามีความผิดปรับ 1 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่ามาตรการที่กำลังจะทยอยออกมาในปี 2560 จะเป็นเพียงมาตรการล้อมกระชับพื้นที่บีบให้ผู้ค้าสลากที่ทำผิดกฎหมาย ขายสลากเกินราคา รวมชุดขายได้ยากมากขึ้น

เป็นที่รู้กันว่าการแก้ปัญหาสลากแพงแบบอยู่หมัด ต้องงัดมาตรการไม้ตายระยะสุดท้ายออกมาใช้คือ “การออกสลากออนไลน์” แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดสำนักงานสลากฯ และรัฐบาล จะยังคงเก็บไม้ตายนี้วางไว้บนหิ้งก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งต้องมองผลกระทบทั้งมิติของภาคการเมือง ที่จะต้องทำเรื่องให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพก่อน หรือไม่ก็ทำตอนปลายรัฐบาล

นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงมิติของภาคสังคมที่จะกระทบผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้าสลากคนพิการนับแสนราย เพราะประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นแล้วสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ออกสลากออนไลน์ ปรากฏว่าสลากใบขายไม่ออก เรียกว่าเป็นช่วงที่สลากใบตายไปโดยปริยาย

จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อว่า หากมาตรการที่สำนักงานสลากฯ ออกมาแล้ว ทางผู้ค้าสลากยังไม่ยอมรามือ เรื่องการขายสลากเกินราคาและรวมชุด จะกลายเป็นตัวเร่งให้สำนักงานสลากฯ และรัฐบาลอาจต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาสลากแพงได้แบบเบ็ดเสร็จสักวันหนึ่งก็เป็นได้ แต่หากผู้ค้าสลากยอมที่จะขายสลากตามราคาที่กำหนดคู่ละ 80 บาท เชื่อว่าการจำหน่ายสลากใบน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้ เพราะยังเป็นที่นิยมของคนชอบเสี่ยงส่วนใหญ่ของประเทศอยู่

 

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/472055

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ปี 2560 นักษัตริย์ปีระกา หรือปีไก่ที่จะมาถึงนี้ หลายคนถือโอกาสเป็นช่วงเริ่มสิ่งใหม่สิ่งดีมีสิริมงคลให้กับชีวิต ขณะที่ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ต่างก็เล็งหาหนทางใหม่ๆ ภายใต้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยในส่วนของลูกจ้างอาชีพ เมกะเทรนด์ที่ควรเพิ่มทักษะอัพเกรดตัวเอง นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่าปี 2560 จ๊อบส์ ดีบี มองอาชีพดาวรุ่งไว้ 7 อาชีพ

ทั้งนี้ อาชีพแรก คือ อาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัล เพราะเป็นสาขาที่ขาดแคลนแรงงาน มีสถาบันการศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งนโยบายรัฐบาลประเทศไทย 4.0 ก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรม ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อน โดยบุคลากรด้านดิจิทัลจะมีเงินเดือนสูงกว่าอาชีพดั้งเดิมถึง 61% ตัวอย่างอาชีพด้านดิจิทัลที่มีความต้องการสูง เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผู้ดูแลเครือข่ายไอที

อาชีพถัดมาที่มีแววรุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับวัยเกษียณ เพราะในปี 2563 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดว่าจะมีจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการจัดการเงินออมน้อย ไม่รู้จักการลงทุน แต่ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินและทรัพย์เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากในวัยเกษียณ อีกทั้งอยากจะเกษียณอายุงานเร็วขึ้น แล้วหันไปเป็นเจ้าของกิจการ เลี้ยงชีพด้วยการเล่นหุ้น ให้เงินทำงานแทน ดังนั้นก็ต้องการใช้บริการกลุ่มคนที่จะช่วยวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดี

ต่อมาคือนักโภชนาการและเทรนเนอร์ออกกำลังกาย เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพมาแรง วิถีชีวิตคนยุคนี้เปลี่ยนไป ดูแลสุขภาพมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายเพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพ อีกทั้งสังคมเริ่มตระหนักถึงโรคภัยใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ต้องการหาผู้ช่วยดูแลทั้งโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกต้องและได้ผลดี ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นผลจากกระแสที่คนยุคปัจจุบันต้องการการยอมรับสูง มีภาพลักษณ์ทางสังคมและภาพลักษณ์ของตัวบุคคลที่ดี พยายามสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง โดยมีผู้นำกระแสเป็นคนดังและนักแสดงที่เน้นรักษาความงาม ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความงามเป็นตัวอย่าง

สำหรับอาชีพที่ 4 คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการพยาบาลและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เมื่อคนทำงานนอกบ้านมากขึ้น อาจไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุในบ้าน หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ต้องอาศัยพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดูแล

ขณะที่อาชีพที่ 5 คือ อาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางยังถือเป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการสูงต่อเนื่อง เช่น วิศวกร พนักงานบัญชี นักกฎหมาย แพทย์ เพราะเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องจบตรงสายงาน จบสายอื่นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งแรงงานบางส่วนออกจากตลาดไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่มีประสบการณ์ทำงานเชี่ยวชาญสูงในตลาดก็ถูกซื้อตัวด้วยค่าตัวสูงมาก

อาชีพที่ 6 คือ อาชีพด้านสอนภาษาอังกฤษ รองรับความต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานที่สูงขึ้น โดยผู้สมัครงานที่ได้ภาษาอังกฤษมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษถึง 30% และสุดท้ายอาชีพที่ 7 เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อหารายได้เสริม เพราะคนทำงานยุคนี้ต่างมีอาชีพสำรอง เช่น ขายของออนไลน์ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ เก็บรายได้จากอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ทำโฮมสเตย์เน้นวิถีชีวิตเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นอาชีพที่สอนเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิชาชีพจึงได้รับความนิยมมาก เช่น จัดคอร์สอบรม สัมมนา จัดเวิร์กช็อปต่างๆ

นพวรรณ กล่าวว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 ยังมีความคล้ายคลึงกับปี 2559 เพราะกระแสต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะกระแสที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็คาดว่าจะทำให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระแสนี้ คือ ด้านไอทีและดิจิทัล จะยังเป็นกลุ่มอาชีพดาวจรัสแสงในตลาดงานไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

“อาชีพใหม่ๆ ที่ปี 2560 จะยิ่งเห็นความต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้น น่าจะเป็นนักการตลาดดิจิทัล กราฟฟิกดีไซเนอร์ ฝ่าย SEO คือ ผู้ที่ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด SEM คือ ผู้ที่ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ค้นหาต่างๆ คนเขียนแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นต้น เพราะกระแสการบริโภคสื่อออนไลน์ยังเติบโตได้ดี เห็นได้จากผลสำรวจมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่า ปี 2559 มีมูลค่ารวมกว่า 9,883 ล้านบาท เติบโตกว่า 22% จากปีก่อนหน้า” นพวรรณ กล่าว

ด้านคนในวงการธุรกิจ สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 คงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะโลกการค้าไร้พรมแดนและช่องทางการขาย การสื่อสาร เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้ทุกองค์กรหรือทุกกลุ่มธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนต์ โดยยังเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนในตลาด

ส่วนอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ นักการตลาด ในยุคเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจโลกมีความผกผัน เมื่อดีมานด์ในตลาดมีน้อย ขณะที่การแข่งขันมีคู่แข่งมากนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเกิดขึ้นในโซเชียล มีเดีย งบการตลาดไม่สูง ขายสินค้าได้ราคาถูกเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง นักการตลาดจึงเป็นอาชีพดาวรุ่ง บริษัทต่างๆ ต้องการตัวมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จัดกิจกรรมการตลาดตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

ตามด้วยอาชีพซัพพลายเชนเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องพยายามลดต้นทุน จึงต้องการผู้บริหารงานทางด้านซัพพลายเชนที่เก่ง และอาชีพกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง คือ กลุ่มวิศวกร หลังจากภาครัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในปี 2560 ด้วยงบจำนวนมาก ทำให้วิศวกรเป็นอาชีพกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านการก่อสร้าง และอาชีพที่เป็นดาวรุ่งหลายคนไม่คาดคิด คือ แผนกทรัพยากรบุคคล ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดขององค์กร เพราะเป็นประตูในการคัดเลือกรับพนักงานเข้าทำงาน องค์กรจะมีคนเก่ง หรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบุคคล

ก่อนหน้านี้ สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มโครงสร้างแรงงานปี 2560 จะเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยแรงงานจะเน้นพัฒนาทักษะสูงขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพทั้งด้านช่างและงานบริการ ด้านเหล่านี้มีการปรับอัตราเงินเดือนมากกว่าตลาดเพื่อจูงใจให้คนเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มแรงงานที่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่จะถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้หญิง คนพิการ คนตกงาน

นอกจากนี้ แมนพาวเวอร์ได้ทำงานวิจัยเรื่องยุคแห่งมนุษยชน 2.0 แรงงานแห่งอนาคต ประเมินว่าการขับเคลื่อนโลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินทุน แต่ขับเคลื่อนด้วยทุนมนุษย์ คือ ความรู้ ความสามารถ และทักษะ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การโยกย้ายแรงงานไร้พรมแดนมากขึ้น เน้นหาคนที่เติมทักษะได้มากกว่าคนที่เหมาะสม

เมื่อรู้แล้วว่าอาชีพไหนอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ก็ควรเร่งเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเหล่านั้นเพื่อจะได้เป็นแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่ตลาดต้องการ

 

ญี่ปุ่นเร่งปรับทัศนคติ ลด‘คาโรชิ’โหมงานจนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/475729

ญี่ปุ่นเร่งปรับทัศนคติ ลด‘คาโรชิ’โหมงานจนตาย

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขึ้นชื่อว่าขยันทำงานหนักมากที่สุดชาติหนึ่งในโลก จนบางครั้งก็มากเกินไปจนเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม เช่น การฆ่าตัวตายของพนักงานสาวบริษัท เดนท์สุ เอเยนซีโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น หลังต้องทำงานล่วงเวลามากกว่า 100 ชั่วโมง/เดือน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศที่มีวัฒนธรรมการทำงานหนักอย่างแดนอาทิตย์อุทัย นำไปสู่ความพยายามปฏิรูปลดชั่วโมงการทำงานของประชาชน

“ญี่ปุ่นมีปัญหาที่ฝังรากลึกในด้านการทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เดนท์สุเท่านั้น แต่บริษัทอื่นๆ ด้วย” ฮิโรชิ คาวาฮิโตะ ทนายที่ปรึกษาครอบครัวของพนักงานสาวแห่งเดนท์สุ กล่าว

หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ ระบุว่า ที่ญี่ปุ่นมีศัพท์คำว่า “คาโรชิ” หรือโรคทำงานหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากภาวะดังกล่าวอาจสูงถึงมากกว่า 200 คนในแต่ละปี ท่ามกลางวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่รับมาตั้งแต่สมัยสร้างชาติในช่วงปี 1980 หลังภาวะสงคราม และต้องการผลักดันประเทศ มาจนถึงในยุคที่ญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะเงินฝืดมาตลอด 2 ทศวรรษ ซึ่งชาวญี่ปุ่นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องหน้าที่การงานเอาไว้

ญี่ปุ่นปฏิรูปชั่วโมงทำงาน

รัฐบาลญี่ปุ่นลดการจำกัดเวลาการทำงานล่วงเวลาลงจากเดิมที่อนุญาตให้ไม่เกิน 100 ชั่วโมง/เดือน เหลือ 80 ชั่วโมง/เดือน หากบริษัทรายใดฝ่าฝืนจะต้องรายงานกับกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มใช้โครงการ “ศุกร์พรีเมียม” เริ่มต้นในวันที่ 24 ก.พ.นี้ โดยจะให้พนักงานได้เลิกงานในช่วง 15.00 น. ซึ่งเร็วกว่าเวลาเลิกงานปกติ 2 ชั่วโมง ในช่วงวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาผ่อนคลาย ขณะที่ภาคเอกชนหลายแห่งเริ่มขยับเพื่อรับนโยบายของรัฐบาล

บลูมเบิร์ก ยกตัวอย่างซันโตรีโฮลดิงส์ ผู้ผลิตเบียร์ชื่อดังที่ขยายโครงการอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากบ้าน เช่นเดียวกับยาฮู เจแปนที่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านได้ 5 ครั้ง/เดือน และพิจารณาเพิ่มวันหยุดเป็น 3 วัน/สัปดาห์ ภายในปี 2020 ขณะที่เจแปน โพสต์ อินชัวรันส์ จะปิดไฟอาคารสำนักงานเพื่อให้พนักงานทุกคนกลับบ้านให้หมดในเวลา 19.30 น.

หนทางยังอีกยาวไกล

แม้สังคมจะตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น ทว่าเป้าหมายการลดชั่วโมงการทำงานของญี่ปุ่นยังต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมและแนวคิดที่ฝังรากลึกมายาวนาน โดยสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีเอกชนเพียง 1,300 แห่งเท่านั้นที่ลงทะเบียนในโครงการรณรงค์ “ศุกร์พรีเมียม” เมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทมากกว่า 2.5 ล้านแห่งทั่วญี่ปุ่น

“ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่คิดว่าการทำงานหลายชั่วโมงเป็นความถูกต้อง แต่พวกเราต้องมุ่งให้ความสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชั่วโมงที่จำกัดเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต” คาซึนาริ ทามากิ ทนายผู้เชี่ยวชาญคดีความ“คาโรชิ” เปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโด

อย่างไรก็ตาม โยชิฮิเดะ ซูงะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนแนวคิดของภาคเอกชน และเร่งภาคเอกชนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น และญี่ปุ่นจำเป็นต้องยุติการทำงานหนักหลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้สามารถสร้างสมดุลได้ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลงต่อเนื่อง

“ญี่ปุ่นต้องยุติบรรทัดฐานการทำงานยาวนาน เพื่อให้ผู้คนสามารถบาลานซ์การใช้ชีวิตในหลายสิ่งอย่างการเลี้ยงดูบุตรหลาน และดูแลผู้สูงอายุ” ซูงะ กล่าว

สอดรับนโยบายอาเบะ

การลดชั่วโมงทำงานมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มเวลาในการสันทนาการ ซึ่งรวมถึงการจับจ่ายใช้สอยเช่นกัน โดยโทชิฮิโระ นากาฮามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไดอิจิ ไลฟ์ รีเสิร์ช ในกรุงโตเกียว คาดการณ์ว่า หากพนักงานมีเวลามากขึ้นจาก “ศุกร์พรีเมียม” จะช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น 1.24 แสนล้านเยน (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) ในทุกศุกร์สุดท้ายของทุกเดือน

ความพยายามลดชั่วโมงการทำงานของประชาชนลง ยังสอดรับกับศรดอกที่สามในนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” หรือนโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยการใช้การเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งต้องเร่งให้ทันก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีปัญหาตลาดแรงงานไปมากกว่านี้ หลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากกว่าชาติใดในโลก

โนมูระ ระบุว่า แม้จะทำให้ผลผลิตของพนักงานลดลง แต่ก็จะช่วยให้ศักยภาพการผลิตปรับตัวดีขึ้นในอนาคต รวมถึงยังเป็นส่วนเสริมช่วยให้อัตราการเกิดปรับขึ้นอีกด้วย หลังญี่ปุ่นประสบปัญหาประชากรเกิดใหม่ลดลง

ทั้งนี้ นิกเกอิบิซิเนสเดลี เปิดเผยว่า เมื่อเทียบกับสถิติของญี่ปุ่นเมื่อปี 1949 ที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึงเกือบ 2.7 ล้านคน จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2016 ที่ผ่านมา อาจลดลงต่ำกว่า 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก โดยคาดว่าอยู่ที่ระหว่าง 9.8-9.9 แสนคนเท่านั้น

ภาพ เอเอฟพี

 

มหาอำนาจจ่อตึงเครียด จับตาความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/475379

มหาอำนาจจ่อตึงเครียด จับตาความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการแฮ็กอีเมลพรรคเดโมแครต เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธความเกี่ยวข้องต่างๆ กับรัสเซียระหว่างการแถลงข่าวครั้งแรกนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้ง เมื่อคืนวันที่ 11 ม.ค. ก่อนจะสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียระหว่างปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน แม้ทรัมป์ยังแสดงความไม่มั่นใจว่าจะสามารถกระชับความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้ แต่ก็ให้คำมั่นว่าการโจมตีทางไซเบอร์ดังกล่าวจะไม่เกิด ขึ้นอีก

“ผมคิดว่าคงเป็นรัสเซีย แต่ปูตินไม่ควรทำเช่นนั้น และจะไม่ดำเนินการดังกล่าวในอนาคต รัสเซียจะเคารพสหรัฐมากยิ่งขึ้น เมื่อผมทำหน้าที่ ผู้นำประเทศ” ทรัมป์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากรัสเซียแล้ว จีนและประเทศอื่นๆ ก็มีเป้าหมายโจมตีสหรัฐทางไซเบอร์เช่นกัน

ขณะแถลงข่าว ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีสื่อสหรัฐเกี่ยวกับการเผยแพร่รายงานที่ไม่เป็นความจริงว่า ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ติดต่อกับรัสเซียระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง และรัสเซียมีข้อมูลลับของทรัมป์ ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลส่วนตัว โดยทรัมป์มุ่งโจมตีเว็บไซต์ข่าวบัซฟีดและสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งเผยรายงานดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังการเผยแพร่รายงานดังกล่าว ทรัมป์ได้ออกมาทวีตตอบโต้โดยระบุว่า รายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมและการล่าแม่มด ขณะที่ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดเผยหลังทรัมป์ ทวีตไม่นานว่า รัสเซียไม่มีข้อมูลลับใดๆ เกี่ยวกับทรัมป์ และรายงานข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระและปลอมแปลงขึ้นมาทั้งหมด

ย้ำจุดยืนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า

ทรัมป์ยังยืนยันว่าจะขึ้นภาษีนำ เข้าสินค้าจากบริษัทสหรัฐที่ไปตั้ง โรงงานผลิตนอกประเทศ และส่ง สินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทสหรัฐย้ายฐานการผลิตกลับมา

“รัฐจะเก็บภาษีศุลกากรจำนวนมหาศาลจากบริษัทสหรัฐที่ย้ายฐานการผลิตไปนอกประเทศ บริษัทเหล่านี้จะดิ้นไม่หลุดหลังดำเนินการดังกล่าว คุณมีสถานที่มากมายให้ย้ายไปตั้งโรงงาน ตราบใดที่ยังอยู่ภายในสหรัฐ” ทรัมป์ กล่าว

ทั้งนี้ คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ทวีตโจมตีบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) กรณีไปผลิตรถรุ่น เชฟวี ครูซ ในเม็กซิโก แล้วส่งกลับมาขายในสหรัฐ โดยไม่เสียภาษีเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

เล็งเข้มนโยบายรัสเซีย-จีน

ทางด้าน เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้เข้าแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 11-12 ม.ค. เพื่อรับรองการเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ คำถามส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง กับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย ซึ่งทิลเลอร์สันส่งสัญญาณเผชิญหน้ากับรัสเซียมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่ารัสเซียเป็นอันตรายต่อ สหรัฐจากกรณีการแฮ็กอีเมล แม้ ทิลเลอร์สันยังไม่แสดงท่าทีว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม แต่กำลังพิจารณาใช้มาตรการ ลงโทษแบบใหม่ต่อรัสเซียจากการ เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ทิลเลอร์สัน ยังเสริมว่า ความเป็นผู้นำที่ไม่เด็ดขาดของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รัสเซียกล้ารุกคืบเข้าไปผนวกดินแดนไครเมียเมื่อปี 2014 รวมถึงประเด็นการเข้าไปมีส่วนในสงคราม กลางเมืองในซีเรีย

นอกเหนือจากรัสเซียแล้ว ทิลเลอร์สันยังเตรียมเผชิญหน้ากับจีนมากยิ่งขึ้น โดยกล่าวว่าควรปิดกั้นไม่ให้จีนเข้าไปในเกาะเทียมที่จีนสร้างขึ้นในพื้นที่พิพาทบริเวณทะเลจีนใต้ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับการที่รัสเซียผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

“เราต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้จีนรู้ว่า ต้องหยุดการก่อสร้างในพื้นที่พิพาท และจีนไม่ควรมีสิทธิเข้าไปในบริเวณดังกล่าว” ทิลเลอร์สัน ระบุโดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการสกัดจีนเข้าไปในพื้นที่

ภาพ เอเอฟพี

 

‘ทรัมป์’เอาจริงฉุดธุรกิจโลกเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/475375

'ทรัมป์'เอาจริงฉุดธุรกิจโลกเสี่ยง

 โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาคธุรกิจทั้งในและนอกสหรัฐเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงส่งสัญญาณเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ส่งผลให้เอกชนต้องปรับการลงทุนใหม่และเตรียมแผนรับมือ

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังคงส่งสัญญาณจะเก็บภาษีนำเข้าต่อบริษัทที่ตั้งโรงงานในเม็กซิโกซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า พร้อมใช้ทวิตเตอร์กล่าวโจมตีผู้ผลิตต่างๆ ที่มีแผนลงทุนในเม็กซิโก ไม่เว้นแม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า มอเตอร์ ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับแผนการลงทุนใหม่ และทำให้ทรัมป์กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อภาคธุรกิจ

รอยเตอร์สรายงานอ้างบรรดา นายธนาคารรายใหญ่ในวอลสตรีท ว่าบรรดาเอกชนสหรัฐบางแห่งกำลังพิจารณาระงับการควบรวมกิจการที่อาจส่งผลให้เกิดการปรับลดพนักงานในสหรัฐ หรือลดการผลิตในสหรัฐและเพิ่มกำลังผลิตในต่างประเทศ เนื่องจากกังวลต่อการโจมตีจากทรัมป์ ขณะที่บริษัทบางแห่งซึ่งมีฐานการผลิตใน ต่างประเทศ เคยเลย์ออฟพนักงาน หรือขึ้นราคาสินค้าในสหรัฐ ต่างก็วิตกว่าตนเองอาจตกเป็นเป้าหมายต่อไปของว่าที่ผู้นำสหรัฐ

การโจมตีผ่านทวิตเตอร์ของทรัมป์ไม่ได้สร้างความหวั่นเกรงให้กับภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคส่วน อื่นๆ ด้วย โดยรอยเตอร์ส ระบุว่า ไวท์ เมาท์เทนส์ อินซัวรันส์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการการเงินซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐ นิวแฮมป์เชอร์ ของสหรัฐ กำลังพิจารณาจะขายกิจการเพื่อเลี่ยงภาษี แต่เมื่อทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา การควบรวมกิจการดังกล่าวเป็นอันล้มเหลวไป

รอยเตอร์ส ระบุว่า ยังมีบริษัทประกันอีกสองแห่งที่ต้องล้มเลิกการควบรวมกิจการไปด้วยเหตุผลในลักษณะเดียวกัน

ขณะที่บางบริษัทจำเป็นต้องรีบเตรียมแผนสำรองโดยด่วนจากนโยบายที่ไม่เป็นมิตรกับจีนนัก โดยทรัมป์มุ่งจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ส่งผล ให้ภาคธุรกิจต้องชะงักการดำเนินการ เช่น เจมส์ ปาร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฟิตบิต อิงค์ ผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ทางกีฬา เปิดเผยว่า ได้สั่งให้การผลิตที่สำคัญทุกส่วน ซึ่งมีปฏิบัติการอยู่ในจีนให้เตรียมแผนสำรองเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

“ไม่ว่าจะเจอต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือเตรียมการเพื่อย้ายฐานการผลิตออกจากจีน บริษัทกำลังพิจารณาสิ่งเหล่านั้นอยู่” ปาร์ก กล่าว

ธุรกิจปรับแผนเอาใจผู้นำ

นับตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ทรัมป์ได้ใช้ทวิตเตอร์วิพากษ์วิจารณ์ผู้ผลิตรถยนต์ เช่น ฟอร์ด มอเตอร์ และเจนเนอรัล มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐ รวมถึงโตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตอื่นๆ เช่น เร็กซ์นอร์ด และยูไนเต็ด เทค เจ้าของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศแคเรียร์ ที่มีแผนลงทุนการผลิตในเม็กซิโก หรือแม้กระทั่งโจมตี โบอิง คอร์ป ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ในเรื่องการลงทุนโครงการอาวุธ

การเปิดเผยของทรัมป์นำมาสู่การปรับแผนการลงทุนเพื่อรับกับนโยบาย เช่น ฟอร์ด มอเตอร์ ที่ยกเลิกแผนการสร้างโรงงานที่เม็กซิโกมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) หรือแคเรียร์ที่ตกลงจะไม่เลิก จ้างงานที่สหรัฐ 2,100 อัตรา

รอยเตอร์สอ้างที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์กับรัฐบาลว่าได้รับโทรศัพท์หลายสายจากภาคเอกชน โดยภาคเอกชนต่างต้องการความช่วยเหลือให้ช่วยตรวจสอบประเด็นที่ทรัมป์อาจจะไม่พอใจ เพื่อเลี่ยงการโดนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐโจมตี ซึ่งมีหลายเรื่องที่สุ่มเสี่ยง เช่น การจ้างเอาต์ซอร์สเพื่อการผลิต หรือการขึ้นราคาสินค้า

“พวกซีอีโอต่างกำลังคุยกับบอร์ดเพื่อทำความเข้าใจกันว่า บริษัทจะต้องมีภาพลักษณ์ที่เข้าข้างสหรัฐ ถ้าหากมีอะไรที่หลุดกรอบ เช่น แผนการเลย์ออฟ หรือการย้ายฐานการผลิต พวกเขาจะต้องไม่ปล่อยให้เกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้น” หนึ่งในผู้บริหารซึ่งติดในรายชื่อ 500 ผู้บริหารเด่นของนิตยสารฟอร์จูนเปิดเผยกับรอยเตอร์ส

ต่างชาติตบเท้าหาทรัมป์

บริษัท เฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ (เอฟซีเอ) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลี-สหรัฐ เตรียมลงทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.57 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างงาน  2,000 อัตรา ขณะที่ อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากจีนให้สัญญาช่วยสนับสนุนธุรกิจรายย่อยของสหรัฐเพื่อสร้างงานให้ได้ 1 ล้านอัตราใน 5 ปี หลัง แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาพบปะกับทรัมป์

ด้านโตโยต้าประกาศแผนลงทุน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.57 แสนล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์โจมตีโตโยต้า ซึ่งวางแผนจะเพิ่มการผลิตโรงงานในเม็กซิโก และขู่จะขึ้นภาษีนำเข้า ก่อนที่ อาคิโอะ โตโยดะ ประธานของโตโยต้า เดินทางไปพบกับ ไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีของทรัมป์ ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการพูดคุยระหว่างโตโยดะกับเพนซ์ และโตโยดะยังไม่มีแผนจะพบกับว่าที่ประธานาธิบดี

“คุณไม่อยากเผชิญกับประธานาธิบดีคนนี้หรอก โดยเฉพาะกับคนที่ร้องป่าวตลอดเวลา” หนึ่งในผู้บริหารซึ่งติดในรายชื่อ 500 ผู้บริหารเด่นของนิตยสารฟอร์จูน กล่าว

 

2016 ปีแห่งความเซอร์ไพรส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/472987

2016 ปีแห่งความเซอร์ไพรส์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ปี 2016 เกือบจะเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงครองโลก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์พลิกผันหลายต่อหลายครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าปีนี้เป็นปีแห่งการนอกเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านการเมือง ในขณะที่การก่อการร้ายยังคงเขย่าขวัญอย่างต่อเนื่องในยุโรป ส่วนอเมริกาใต้ไปจนถึงเอเชียก็ต้องต่อสู้กับการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา และยังมีอีกหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนมีผลต่อเนื่อง หรืออาจจบลงอย่างรวดเร็วจนคนทั่วโลกหลงลืมไปแล้ว ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ขอประมวลเรื่องราวทั่วโลกให้ติดตามดังนี้

1.ก่อการร้ายสะท้านยุโรป

นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ก่อวินาศกรรมโจมตีกรุงปารีส เมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมา การเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายก็ได้กลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป กระนั้นก็ยังคงเกิดเหตุโจมตีสะเทือนขวัญขึ้นหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่สนามบินในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อเดือน มี.ค. เมืองนีซ ฝรั่งเศส นครอิสตันบูล ตุรกี เมืองมิวนิก เยอรมนี จนกระทั่งถึงช่วงพีกของปีในช่วงเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นการก่อเหตุในลักษณะโลนวูล์ฟ หรือการลงมือเพียงลำพังหรือไม่กี่คน ทำให้ยากต่อการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง

2.ปานามา เปเปอร์ส ไล่บี้หนีภาษี

แวดวงธุรกิจโลกต้องเผชิญเรื่องเขย่าขวัญอีกครั้ง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กับการเปิดโปงรายชื่อธุรกิจและบุคคลนับล้านรายชื่อที่เข้าข่ายการเลี่ยงภาษี ด้วยการไปจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศปลอดภาษีทั้งหลาย อาทิ ปานามาและบรรดาประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน นับเป็นการเปิดโปงครั้งใหญ๋ที่สุดนับตั้งแต่กรณีวิกิลีกส์ ผู้นำบางประเทศ เช่น นายกรัฐมนตรีของไอซ์แลนด์ต้องลาออกและนำไปสู่การตื่นตัวของภาครัฐทั่วโลกที่ร่วมกันหาทางปิดช่องการเลี่ยงภาษี ตั้งแต่การไล่บี้กับประเทศต้นทาง เช่น ปานามา ไปจนถึงการออกกฎหมายในประเทศตนเอง

ไนเจล ฟาราจ ผู้น&<048662;ำพรรคฝ่ายค้านอังกฤษขณะนั้นฉลองชัยหลังชนะการประชามติ

3.ทะเลจีนใต้ร้อนระอุ

ภายหลังศาลอนุญาโตตุลาการของสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าการอ้างสิทธิของจีนในทะเลจีนใต้จาก “สิทธิทางประวัติศาสตร์” ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศที่อ้างสิทธิในพื้นที่ทะเลจีนใต้แทบจะในทันที คำตัดสินของศาลเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าระบบการเมืองที่ชาติมหาอำนาจเป็นผู้สร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยังสามารถนำมาใช้กับโลกปัจจุบันที่มีความหลากหลายได้หรือไม่ จีนมีท่าทีแข็งกร้าวต่อแรงกดดันของทุกฝ่ายซึ่งรวมถึงสหรัฐและยุโรป ที่ต้องการเข้ามาร่วมไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีน ยังตึงเครียดไปด้วยจนกระทั่งผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์เข้ามา

4.ดูเตอร์เตเปลี่ยนสมดุลเอเชีย

กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกหลังจาก โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตนายกเทศมนตรีจากเมืองดาเวา วัย 71 ปี ที่ถูกขนานนามว่าเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งเอเชีย ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ด้วยเป็นคนที่มีบุคลิกโผงผาง วาจาดุดัน เล่นมุขทางเพศแบบไร้รสนิยม และคำสัญญาที่จะล้างบางอาชญากร เพียงแค่ 6 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง สงครามกวาดล้างยาเสพติดของดูเตอร์เตทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 คน สะเทือนไปถึงความสัมพันธ์กับมหามิตรเก่าอย่างสหรัฐ ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ จนดูเตอร์เตประกาศปรับสมดุลขั้วอำนาจหันไปหาจีนแทน ส่งผลให้จีนที่เพลี่ยงพล้ำจากกรณีทะเลจีนใต้ก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง และทำให้นโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐเริ่มสะดุดลง

ผู้คนร่วมไว้อาลัยต่อเหตุก่อการร้ายใน

5.เบร็กซิตหักทุกปากกาเซียน

กลายเป็นเหตุการณ์พลิกล็อกที่ช็อกคนทั่วโลกเมื่อย่างเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2016 เมื่อสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความผันผวนในตลาดทุนโลกอย่างหนัก ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 31 ปี เดวิด คาเมรอน ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเปิดทางให้ เทเรซา เมย์ เป็นผู้นำอังกฤษออกจากมรสุมนี้ แม้หลังจากฝุ่นตลบไปแล้วสถานการณ์จะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดคิด ตรงกันข้ามค่าเงินที่อ่อนค่าลงช่วยกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวได้มาก ทว่าต้องจับตากันต่อไปในปี 2017 ซึ่งอังกฤษประกาศจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาออกจากอียูภายในเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้

6.รัฐประหารล่มในตุรกี

ความพยายามก่อรัฐประการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี เรเซบ เตยิบ เออร์โดอาน ของกองทัพตุรกีในกรุงอังการา คืนวันที่ 15 ก.ค. ต้องพบกับความล้มเหลว เมื่อเออร์โดอานซึ่งอยู่ระหว่างการพักร้อนรีบเดินทางไปปักหลักต่อสู้ที่นครอิสตันบูล และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันลุกขึ้นต่อต้าน รัฐประหารจบสิ้นลงในวันต่อมา มีผู้เสียชีวิต 265 คน เออร์โดอานกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ เฟตุลเลาะห์ กูเลน อดีตผู้นำทางศาสนาซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ และนำไปสู่การกวาดล้างขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่ ทั้งในกองทัพและหน่วยงานราชการจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการจับกุมแล้วนับหมื่นคน และมีผู้ถูกพักงานหรือถูกไล่ออกจากราชการอย่างน้อย 1.2 แสนคนทั่วประเทศ

รัฐประหารล่มในตุรกี

 

7.ไวรัสซิการะบาดหนัก

โรคติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบการระบาดในบราซิลตั้งแต่เดือน พ.ค. 2015 และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบละตินอเมริกา อเมริกากลาง และกลุ่มประเทศในแคริเบียน ก่อนที่ไวรัสตัวนี้จะลุกลามถึงเอเชียในเวลาต่อมา องค์การอนามัยโลกได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ทว่าการตื่นตัวรับมือกับซิกามากที่สุดในปีนี้คือช่วงที่บราซิลเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในเดือน ส.ค. นักกีฬาบางรายปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเนื่องจากกลัวเชื้อไวรัสตัวนี้ เพราะแม้จะไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิตในผู้ใหญ่ แต่ไวรัสตัวนี้มีผลข้างเคียงกับหญิงตั้งครรภ์ ทำให้ทารกที่เกิดมาอาจมีภาวะสมองเล็ก หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ได้

8.ชัยชนะทรัมป์เขย่าโลก

ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ส่งท้ายปี 2016 กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งชัยชนะตกเป็นของ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากจัดตัวแทนพรรครีพับลิกัน ที่คว้าคะแนนคณะผู้แทนเลือกตั้ง (Electoral vote) ได้มากกว่า 2 ใน 3 ในขณะที่คู่แข่งอย่าง ฮิลลารี คลินตัน ทำผลงานได้ที่สุดเพียงเสียงลงคะแนนดิบของประชาชน (Popular Vote) ชัยชนะดังกล่าวก่อให้เกิดการประท้วงตามเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐ และเกิดความกังวลเรื่องการเหยียดผิว-ผู้อพยพขึ้นในประเทศ ขณะที่ทั่วโลกต่างก็กังวลไม่น้อยกับผลกระทบทางด้านนโยบายที่จะตามมา อาทิ การกีดกันทางการค้า การยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) การลดความสนใจนอกบ้านเพื่อมุ่งเรื่องในบ้านเป็นหลัก และการเบนเข็มจากพลังงานทางเลือกรวมถึงความตกลงเรื่องโลกร้อน หันกลับไปมุ่งพลังงานรูปแบบเก่าที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากกว่าแทน

ชาวซีเรียกลับเข้าสู่อเลปโปที่เหลือเพียงซากปรักหักพังหลังรัฐบาลบุกยึดคืนจากกบฏ

9.Post-Truth : อารมณ์เหนือเหตุผล

พจนานุกรมของออกซฟอร์ดอธิบายความหมายโดยนัยของคำว่า “Post-Truth” คือเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ความจริงไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์รับรู้และความเชื่อส่วนบุคคล คำนี้ถูกยกมาใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงการลงประชามติเบร็กซิต และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เห็นได้จากแคมเปญหาเสียงในช่วงเวลาดังกล่าวจะเจือด้วยอารมณ์มากกว่ายกความจริงมาเพื่อโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียงให้สนับสนุนตน

10.สงครามกลางเมืองซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียระหว่างฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด และกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี เริ่มมีความกระจ่างมากขึ้นในวันนี้ เมื่อฝ่ายรัฐบาลที่มีประเทศรัสเซียให้การสนับสนุน สามารถยึดคืนเมืองอเลปโป เมืองใหญ่อันดับ 2 ของซีเรีย และเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกลับมาได้ ในขณะที่ฝ่ายกบฏยอมที่จะอพยพออกไป กระนั้นก็ตามการปิดฉากในอเลปโปก็ต้องแลกมาด้วยซากปรักหักพังของเมืองที่ล่มสลายไปแล้ว สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองซีเรียแล้วกว่า 4 แสนคน ขณะที่การปิดฉากในอเลปโปยังเป็นแค่การยุติเบื้องต้น การแก้แค้นของฝ่ายต่อต้านยังคงเกิดขึ้นตามมา และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมส่งท้ายปีกับการสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ทำให้สถานการณ์ซีเรียยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังที่ยังต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2017 นี้