‘เฟด’ สะเทือนโลก มุ่งขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/470484

‘เฟด’ สะเทือนโลก มุ่งขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.25-0.50% เป็น 0.50-0.75% ตามคาดหมาย และยังปรับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2017 โดยค่ากลางคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟด (เอฟโอเอ็มซี) อยู่ที่ระหว่าง 1.25-1.50% ปรับขึ้นจากคาดการณ์เดือน ก.ย.ที่ 0.50-0.75% หรือหากขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จะมีการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3 ครั้งในปีหน้า

นอกจากนี้ เฟดยังขึ้นคาดการณ์สำหรับปี 2018 และ 2019 เช่นกัน โดยค่ากลางแนวโน้มจากเอฟโอเอ็มซีอยู่ที่ 2-2.25% ในปี 2018 หรือหมายถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จำนวน 3 ครั้ง ขณะที่ของปี 2019 อยู่ที่ 2.75-3% ซึ่งหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้ง

เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวรองรับเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งและการจ้างงานที่กลับมาอยู่ในระดับก่อนเศรษฐกิจถดถอยในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นให้การจ้างงานกลับมาเต็มอัตรา

การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ว่า นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เช่น การปรับลดภาษีและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นมาตรการทางการคลัง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐปรับสูงขึ้น

“ฉันไม่อยากคาดการณ์ไปก่อนจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจน และจนกว่าจะมีแนวโน้มที่สิ่งเหล่านั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจ” เยลเลน กล่าว

เยลเลน ระบุว่า แม้สมาชิกเอฟโอเอ็มซีบางส่วนจะเห็นด้วยต่อการนำมาตรการดังกล่าวมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อ แต่เฟดไม่ได้มีการปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อหลัก ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน โดยยังคงไว้อยู่ที่ 1.8% ในปี 2017 และ 2% ในปี 2018 โดยการลงทุนจากภาครัฐถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และทำให้เฟดต้องขึ้นคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย

ภายหลังการเปิดเผยของเฟด ราคาทองคำปรับลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 3 ก.พ. ขณะที่เมื่อวานนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบสกุลเงินหลักในตะกร้าค่าเงินใกล้จุดสูงสุดในรอบ 14 ปี โดยแตะ 117 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน และยังแตะระดับ 1.0468 เหรียญสหรัฐ/ยูโร เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015 ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 1 เหรียญสหรัฐ/ยูโร เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2002

ด้านตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากตลาดหุ้นโตเกียวที่ปิดบวกได้ 0.10% จากปัจจัยค่าเงินเยนแล้ว ตลาดหุ้นสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในเอเชียต่างปิดตลาดในแดนลบ โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชีย-แปซิฟิก นอกญี่ปุ่นปรับลดลง 1.2% ตามหลังดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ที่ปิดตัวแดนลบ เนื่องจากตลาดประหลาดใจต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยปีหน้าของเฟดที่จะปรับขึ้น 3 ครั้ง

แบงก์ชาติโลกตั้งรับเฟด

หลังการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเพียงไม่กี่นาที ประเทศที่มีการผูกค่าเงินเอาไว้กับเหรียญสหรัฐ อย่างประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ เช่น ซาอุดิอาระเบีย ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลาง 0.25% เป็น 0.75% ด้านคูเวตขึ้นในอัตราเท่ากันเป็น 2.50% เช่นเดียวกับบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และกาตาร์ ที่มีความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว ขณะที่ประเทศอื่น เช่น โอมาน อาจมีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันตามมาภายหลัง

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเงินฮ่องกง (เอชเคเอ็มเอ) ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1% ตามหลังเฟดเช่นเดียวกัน โดยนอร์แมน ฉาน ทัค-ลัม ประธานบริหารเอชเคเอ็มเอ ออกโรงเตือนว่า การขึ้นดอกเบี้ยที่จะตามมาอีกหลายครั้งในปีหน้า จะส่งผลให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากฮ่องกง หลังได้รับเงินทุนไหลเข้ามาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ราว 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ทั้งนี้ ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตั้งค่ากลางเงินหยวนเอาไว้ที่ 6.9289 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2008 หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปิดการซื้อขายต่ำสุดในรอบ 1 เดือน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างเทรดเดอร์จากธนาคารในเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า ธนาคารรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีน ต่างเทขายค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนออนชอร์เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อช่วยพยุงค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่าลงมากเกินไปนัก หลังก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ธนาคารรัฐวิสาหกิจจีนมีการนำเสนอสภาพคล่องในสกุลเหรียญสหรัฐในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 7% ในรอบ 1 ปี

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% เพื่อช่วยเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งจะกดดันการใช้นโยบายของรัฐบาลและการลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า บีโอเคไม่สามารถตัดสินใจได้ระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยตามเฟดเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก กับการคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม อีจูยอล ผู้ว่าการบีโอเค ระบุว่า เฟดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่บีโอเคใช้ในการตัดสินใจ แต่จะต้องดูเศรษฐกิจภาพรวมด้วย

 

การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/469199

การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความขัดแย้งทางการเมืองของมาเลเซียเกิดจากข่าวอื้อฉาวจากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียลงจากตำแหน่ง ขณะที่นาจิบซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา  ออกเดินขบวนร่วมกับชาวมุสลิมหลายพันคนเพื่อเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในเมียนมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านาจิบกำลังเล่นเกมทางชาติพันธุ์ และอาจก่อเป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 91 ปี เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า จะเดินหน้ากดดันนาจิบต่อไป เนื่องจากการอยู่ในอำนาจต่อไปของนาจิบเป็นตัวการทำลายประเทศ เนื่องจากความวุ่นวายไม่เปิดทางให้กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรียังระบุอีกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีการจุดประเด็นด้านชาติพันธุ์ด้วยการดึงฐานเสียงชาวมาเลเซียเชื้อชาติมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งทางชาติพันธุ์กับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน โดยมาเลเซียจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ เปิดเผยว่า นาจิบเปิดเผยก่อนหน้านี้ต่อหน้าพรรคอัมโน ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดระหว่างพรรค อัมโน พรรครัฐบาล และพันธมิตร  ซึ่งสนับสนุนชาวมาเลเซียเชื้อสาย มาเลย์กับพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคกิจประชาธิปไตย (ดีเอพี) ซึ่งนาจิบระบุว่า เป็นพรรคที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อชาติจีน และมีการต่อต้านชาวมุสลิม รวมถึงชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์

“ถ้าประเทศนี้ตกอยู่ในมือของดีเอพี ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งและแนวคิดไม่เชื่อในศาสนา จะส่งผลให้สิทธิและเอกสิทธิ์ของชาวมาเลเซีย ซึ่งอัมโนปกป้องมาโดยตลอด ต้องหายไป” นาจิบ กล่าว

ด้าน สิวามุรุกัน ปานเตียน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี ออฟ ไซแอนซ์ ในมาเลเซีย กล่าวว่า นาจิบพยายามดึงความภักดีและการอยู่ในโอวาทขึ้นมาเพื่อรวบรวมพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว และเพื่อต่อสู้กับฝ่ายดีเอพี รวมถึงกำจัดอิทธิพลของมหาเธร์ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรคอัมโน นาจิบพยายามดึงความกลัวทางเชื้อชาติเพื่อรวบรวมพรรคอัมโนอีกครั้ง

เมียนมาแบนทำงานในมาเลย์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของเมียนมา ว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาได้ระงับ การออกใบอนุญาตสำหรับชาวเมียนมาที่ต้องการไปทำงานในมาเลเซียตั้งแต่ วันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ภายในมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ นาจิบ เรียกความขัดแย้งภายในเมียนมากับชาวโรฮีนจาเป็นการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างการเดินขบวนเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนาจิบเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) เข้าแทรกแซงปัญหาดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลมาเลเซียยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียน พิจารณาถอดความเป็นสมาชิกของเมียนมาอีกด้วย

เอเอฟพี รายงานว่า ผู้รอดชีวิต จากความขัดแย้งในรัฐยะไข่เปิดเผยสถานการณ์ภายในว่ามีการข่มขืน ทรมาน และฆาตกรรมชาวโรฮีนจา โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาราว 5.6 หมื่นคน หลบหนีออกจากเมียนมาล่องเรือมายังฝั่งมาเลเซีย

จีนโดดช่วยอุ้มวันเอ็มดีบี

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐวิสาหกิจจากจีนเตรียมเป็นผู้จ่ายค่ายอมความให้กับวันเอ็มดีบี ในการยุติความขัดแย้งกับกองทุนอินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค (ไอพีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเรียกร้องค่าเสีย หายราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไอพีไอซี ระบุว่า วันเอ็มดีบีไม่ชำระหนี้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ที่มีกำหนดชำระตั้งแต่ปีก่อน และยังเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้แทนวันเอ็มดีบีเมื่อเดือน พ.ค. เป็นเงิน 52.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,824 ล้านบาท) ในฐานะ ผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอน  ปี 2022 ก่อนที่ไอพีไอซีจะยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอนในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ที่ผ่านมา จีนกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับวันเอ็มดีบี โดยรัฐวิสาหกิจจากจีนเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งหมายรวมถึงธุรกิจพลังงานของวันเอ็มดีบี โดยนาจิบ เปิดเผยว่า การเข้าซื้อของจีนช่วยให้ วันเอ็มดีบีลดหนี้ได้ถึง 4.04 หมื่นล้าน ริงกิต (ราว 3.3 แสนล้าบาท) ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่แน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่สหรัฐเข้าสอบสวนกองทุน ดังกล่าว และพบว่ามีความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายเงินทุน 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.22 แสนล้านบาท)

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์ส รายงานอ้างเอกสารฟ้องคดีของศาลสหรัฐ พบว่า ครอบครัวของโจโลว์ นักธุรกิจและเพื่อนสนิทของครอบครัวนาจิบ ซึ่งถูกสหรัฐสั่งยึดทรัพย์ 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ยื่นฟ้องศาลในหมู่เกาะเคย์แมนและในนิวซีแลนด์ เพื่อโยกย้ายทรัพย์สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ จากทรัสตี้เก่าในสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังทรัสตี้ใหม่ และจะทำให้การขึ้นให้การต่อศาลเลื่อนจากวันที่ 12 ธ.ค. ไปจนถึง 23 ม.ค.ปีหน้า

 

สตง.อิสระไร้อคติ ลุยงานเชิงรุกปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มกราคม 2560 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/475732

สตง.อิสระไร้อคติ ลุยงานเชิงรุกปราบทุจริต

โดย….ธนพล บางยี่ขัน

การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็น เป้าหมายสำคัญตามที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศวาระแห่งชาติและเรื่องเร่งด่วนที่จะเข้ามาแก้ไข ดังจะเห็นจากหลายมาตรการที่ออกมาควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ในฐานะกลไกตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฉายภาพปัญหา ตลอดจนการทำงานที่ผ่านมา

รอบปี 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าไปตรวจสอบเรื่องต่างๆ 13,504 เรื่อง รวมแล้วสามารถเรียกคืนงบประมาณหรือจัดเก็บรายได้เพิ่ม 76,276 ล้านบาท

“การทำงานของ สตง.มีอิสระ ที่จะเลือกตรวจซึ่งไม่ใช่เลือกปฏิบัติ แต่เลือกตรวจจากจุดที่มีความเสี่ยง ที่จะมีความผิดปกติเสียหายได้ง่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่พัฒนาทักษะความชำนาญมากขึ้น ด้วยความสำนึกที่ว่าถ้าเราไม่ตรวจเรื่องก็จะจบไป หรือถ้าเราไม่สุ่มให้ถี่ การใช้งบก็จะมีตกหล่นรั่วไหล” พิศิษฐ์ อธิบาย

ถามว่าการทำงานยุคนี้ต่างจากที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ย้ำว่า ขอให้ประชาชนเจ้าของเงินมั่นใจว่า สตง.ทำงานโดยอิสระปราศจากอคติ ช่วงที่ผ่านมา ยุคการเมืองก็มีเรื่องเชิงนโยบายที่ผิดถูกยังไงเอาถูกใจไว้ก่อน ยุคนี้ไม่มีนักการเมือง มีแต่คนที่มาปฏิรูปเรื่องการใช้ประเด็นเชิงนโยบายจ่ายเงิน ไม่คำนึงผลลัพธ์ จึงต่างจากอดีต

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สตง.เข้าไปตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามีหลายโครงการทำไปโดยไม่สะท้อนประโยชน์ความคุ้มค่า หลายโครงการทำทิ้งทำขว้าง เช่น การจัดซื้อรถดูดฝุ่น ใช้งบสนับสนุนลงท้องถิ่นคันละ 3-4 ล้านบาท แต่ใช้ไม่ได้ หาอะไหล่ไม่ได้ ต้องจอดทิ้งไว้ หรือสนามกีฬา ฟุตซอลที่ประกันสิ่งปลูกสร้าง 2 ปี แต่ปีเดียวก็เสียหายใช้งานไม่ได้

“ถือเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่ง มีการแบ่งผลประโยชน์ แรกๆ คอร์รัปชั่น โดยคอมมิชชั่น แต่ยุคนี้เป็นคอร์รัปชั่นที่เป็นนโยบาย ขายงบ แปรญัตติ แต่รัฐธรรมนูญใหม่แก้ไขแล้วอาจจะมีขึ้น”

พิศิษฐ์ บอกว่า การทำงานที่ผ่านมา เมื่อ สตง.พบความไม่ถูกต้องก็จะต้องส่งหนังสือ แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการตรวจสอบเชิงรุกที่จะมหนังสือเตือนว่าจะ เกิดความเสียหาย หรืออาจเสี่ยงผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย แม้ตอนแจ้งเตือนความผิดจะยัง ไม่เกิด แต่หากต่อไปแจ้งเตือนแล้วยังละเลยไม่ใส่ใจก็จะมีปัญหาได้ มีกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นคือกรณีจำนำข้าว

“ครั้งนั้น สตง.ศึกษาแล้วมีข้อเสียอย่างน้อย 8 ข้อ จุดรั่วไหลอาจเกินเยียวยาในอนาคต จึงมีหนังสือแจ้งเตือนไป 4 ฉบับ แต่สุดท้าย ป.ป.ช.เห็นว่าเมื่อแจ้งเตือนไปแล้ว หน่วยงานจะต้องพิจารณาหาแนวทางป้องกันแก้ไข แต่แทบไม่ทำอะไรเลย จึงเป็นการละเลยละเว้น ดังนั้น สตง.ระยะหลังจึงมีบทบาทด้านนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะได้มีการทบทวนให้แน่ใจ”

ปัญหาเรื่อง “หัวคิว” ที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตนั้น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มองว่า เมื่อนำระบบสัญญาคุณธรรมเข้ามาก็ทำให้ราคากลางลดลง และราคากลางคือตัวดึงดูดของการ ฮั้วงาน ถ้าราคากลางสูงเกินจริงเขาต้องหาคนมารับงาน สุดท้ายก็ต้องฮั้วงานกันเพื่อกอบโกยส่วนเกินของราคากลาง ถ้าราคากลางควรจะเป็น 100 ก็เป็น 130

พิศิษฐ์ อธิบายเพิ่มว่า จากการตรวจสอบ เชิงนโยบายที่ผ่านมามีสูตรทำมาหากิน 30-20-30 ถ้างบ 100 จะมีการบวกในงบไป 30 ก่อน อีก 20 เป็นเบี้ยบ้ายรายทาง เหลือเป็นกำไร 30 เหลือ 20 เราถึงได้ของห่วย สนามคอนกรีตที่ควรหนา 15 เซนติเมตร ก็เหลือ 8 เซนติเมตร ประกัน ไม่ถึง 2 ปี แตกร้าว เสียหาย

“ผมได้อาสาเข้ามา ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รักษาความสง่างามสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินไว้ให้เป็นแบบอย่าง ตามที่ได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ ทำงานอย่างตรงไป ตรงมา เต็มที่ ได้วางรากฐานการตรวจเงิน และสะท้อนให้ประชาชนได้รับรู้การทำงานของ สตง. ตามแนวทางพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ที่ว่า การควบคุมตรวจสอบเงินแผ่นดินเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะเป็นเงินแผ่นดินของประชาชนทั้งชาติ” พิศิษฐ์ กล่าว.

เกาะติดประมูลรถไฟทางคู่

ล่าสุดกับกรณีทำหนังสือแจ้งเตือนไปยัง รฟท. เรื่องรถไฟทางคู่ ที่มีมูลค่ารวม 9 หมื่นล้านบาท กรณีความเหมาะสมในการแฝงงบจัดซื้อ ที่ในสัญญาจ้างระบุว่าผู้รับจ้างจะต้องจัดหาเครื่องจักร และสุดท้ายจะต้องยกให้ทางราชการ โดยซ่อมให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ ซึ่งตรงนี้ปกติงานจ้างทั่วไปไม่ต้องกำหนด  แต่ทาง รฟท.ชี้แจงว่าเป็นเรื่องการทำราง ไม่เหมือนก่อสร้างทั่วไป

“ถ้าไม่มีการจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ อย่างนี้มาประกอบวางรางการทำรางก็ไม่สามารถทำได้ เขาบอกว่ายังไงเสียผู้รับจ้างก็ต้องไปจัดหาเครื่องมืออยู่แล้ว จึงอาจไปบวกไว้ในต้นทุน แต่สุดท้ายคุณต้องซ่อมมาให้ อันนี้อาจมีประโยชน์มากกว่าการไปบวกค่าโสหุ้ย เป็นซากก็เป็นของเขา แต่นี่เป็นซากเป็นของเรา แต่สัญญาบอกต้องซ่อมอยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติ เป็นความรับผิดชอบของรถไฟฯ”

พิศิษฐ์ บอกว่า จะติดตามต่อไปว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดจะอยู่ในสภาพใช้งานได้ไหม และเขาซ่อมให้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า ตรงนี้จะพิสูจน์ว่าคุ้มกันไหม ซึ่งต้องเคารพการตัดสินใจของเขา สะท้อนการทำงานของ สตง. ซึ่งไม่ได้ถือว่าการทำงานของ สตง.เด็ดขาด แต่เปิดใจรับฟังคำชี้แจงด้วย ซึ่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องผลระยะยาวจะบอกเองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม รถไฟทางคู่ถือเป็นโครงการใหญ่ ต้องดูหลายจุด ทั้งการแข่งขันเป็นธรรมหรือเปล่า มีหลายรายเข้าแข่งหรือเปล่า รวมถึงรายละเอียด ประสิทธิภาพความคุ้มค่า เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือไม่ ไทยเรามีอุบัติเหตุตกรางบ่อยๆ ก็ควรมีมาตรการป้องกัน

นอกจากนี้ จะต้องดูในมิติของสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงที่จะรบกวนแหล่งชุมชนรอบข้างที่จะขยายตัวตามมาในอนาคต หากมีการออกแบบแก้ปัญหาไว้จะสามารถลดการร้องเรียนและความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงประหยัดงบประมาณในการแก้ปัญหาในอนาคต และยังต้องดูในมิติงบประมาณในการซ่อมบำรุงเส้นทางและซ่อมบำรุงเชิงกลกับอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วยว่าสามารถลดงบประมาณในภาพรวมในการดูแลบำรุงรักษา

ในช่วงที่โครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล คสช.กำลังเร่งเดินหน้านั้น พิศิษฐ์ กล่าวว่า สตง.เข้าไปติดตามตั้งแต่เริ่มต้นและจะประเมินผลตามหลังคู่ขนานกันไป โดยตอนนี้มีการใช้ระบบ

สัญญาคุณธรรมที่ให้มีภาคส่วนอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนราชการก็ช่วยได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งทำงานเกาะติดแบบเรียลไทม์ เดินตามหลัง ไม่ล้ำหน้า เอาไฟฉายจี้หลังไปให้ทุกอย่างอยู่ในความสว่าง ใครจะทำอะไรก็คงยาก

“เรามีประสบการณ์เกาะติด จี้ติด จะช่วยป้องกันได้ดีมากกว่าที่จะให้เขาเดินแล้วเราเดินไปสะกดรอยตามหลัง เกิดความเสียหายไปแล้วถึงมาเจอ เพราะแค่เสี่ยงเสียหายแจ้งเตือนก็มีความหมาย ซึ่งต่อไปเราจะเพิ่มการตรวจสอบเชิงรุกให้มาก ใส่อัตรากำลังในโครงการใหญ่ๆ เริ่มตั้งแต่ประกวดราคาที่จะต้องมีคำแนะนำ แต่ไม่ใช่ก้าวล่วงการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าป้องปรามดีกว่าการปล่อยให้เกิดความเสียหาย”

 

พาณิชย์รับมือราคาสินค้าปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/475381

พาณิชย์รับมือราคาสินค้าปี'60

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การดูแลราคาสินค้าปี 2560 ซึ่งมี แนวโน้มในเรื่องของต้นทุนราคาสินค้าขยับตามราคาน้ำมันและค่าแรงงานขั้นต่ำที่จะประกาศใช้ค่าแรงงานอัตราใหม่ในวันที่ 1 ม.ค. 2560 นั้น จากข้อมูลล่าสุดกรมการค้าภายในได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อทุนราคาสินค้าจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลราคาสินค้าให้กับประชาชน

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่ากรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 0.60 บาท หรือ 2.29% คำนวณจากราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 25.54 บาท ปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 26.14 บาท ส่งผลต่อต้นทุนสินค้า 0.0023-0.0932% หรือไม่ถึง 1% สินค้าที่ได้รับผลกระทบ อาทิ สินค้าที่มีผลกระทบจากค่าขนส่งมากเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ได้แก่ ปูนซีเมนต์ กระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0932% เหล็กกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0284%

ขณะที่สินค้าที่มีผลกระทบจากค่าขนส่งน้อยเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักน้อย เช่น สบู่ กระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0271% ผงซักฟอกกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0132% ถุงพลาสติกกระทบต้นทุนสูงขึ้น 0.0023% เท่านั้น โดยต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วน 0.25-10.15% ของต้นทุนรวมในการผลิตสินค้า

ด้านการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน จาก 300 บาท มาเป็น 305-310 บาท/วัน ใน 69 จังหวัดนั้น พบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า 0.01-1.02% โดยอาหารจานด่วนกระทบ 0.11-0.20 บาท/จาน เท่านั้น

“จะพบว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ หรือแม้แต่ราคาน้ำมันดีเซลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2560 นั้น มีผล กระทบต่อต้นทุนสินค้าเพียงเล็กน้อย จึงไม่ห่วงว่าปัจจัยเสี่ยงทั้งสองรายการจะทำให้ผู้ผลิตขยับขึ้นราคาสินค้า ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการอ่อนค่าลงมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตนั้น ขณะนี้เท่าที่รับทราบการอ่อนค่าไม่ได้มากจนต้องกังวล” นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ถึงเรื่องดังกล่าวไว้

นันทวัลย์ มองว่า ปัจจัยต่อราคาสินค้าในปี 2560 นอกจากราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และค่าแรงแล้ว ควรพิจารณาเรื่องภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะถ้าเศรษฐกิจไทยยังทรงๆ ในระดับนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นทุกรายอยากขายสินค้า จึงยังไม่มีการขึ้นราคา และถ้ายิ่งขายได้มากต้นทุนต่อหน่วยดีขึ้น จึงมองว่าสินค้าในปี 2560 จะยังราคาทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2559

สำหรับการเตรียมความพร้อมในการดูแลราคาสินค้าปี 2560 นั้น หน้าที่หลักของกรมการค้าภายในตามกรอบอำนาจหน้าที่มีอยู่คือ การดูแลปริมาณสินค้าให้มีเพียงพอ มีการกระจายอย่างทั่วถึง ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ง่าย และราคาเป็นธรรม เวลาที่กรมดูแลจะพิจารณาตั้งแต่ต้นทางคือราคาโรงงาน กลางทางคือราคาขายส่ง ปลายทางคือราคาขายปลีก แต่ไม่ใช่มีหน้าที่คุมไปหมดทุกอย่าง และจะดูเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพและสินค้าที่เป็นวัตถุดิบสำคัญเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การกำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุมจะมีการทบทวนทุกปี โดยเพิ่มหรือลดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ รวมทั้งมาตรการที่นำมาใช้ในแต่ละรายการที่จะปรับใช้ความเคลื่อนไหวของราคา ป้องกันความผันผวน หรือในกรณีที่เกิดการปั่นป่วนของสินค้ารายการใดก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาดูแลได้

ปัจจุบันมีการกำหนดสินค้าและบริการที่ควบคุม 45 รายการ แบ่งเป็น สินค้า 42 รายการ เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมผง นมสด ผงซักฟอก ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น และบริการ 3 รายการ ได้แก่ การให้บริการในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า บริการรับฝากสินค้า หรือให้เช่าสถานที่เก็บสินค้า และบริการทางการเกษตร ในส่วนนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน

“ไม่คิดว่าจะมีใครฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะกรมมีการออกตรวจตลอดเวลา และสินค้าที่จำเป็นส่วนใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งให้กรมทราบก่อนปรับขึ้นราคาอยู่แล้ว คำว่าฉวยโอกาสขึ้นราคาเกิดขึ้นได้ยาก แต่เท่าที่ตรวจทุกวันยังไม่พบปัญหา” นันทวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ล้วงหัวใจ “วินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง” ตำรวจหนุ่มสายหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2560 เวลา 18:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/474677

ล้วงหัวใจ "วินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง" ตำรวจหนุ่มสายหวาน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

บุคลิกน่ารักน่าชัง ฝีปากจัดจ้าน มุขตลกแพรวพราว ขณะอธิบายข้อกฎหมายอย่างแม่นยำให้แก่ชาวบ้านที่มาแจ้งความร้องทุกข์ ส่งผลให้ สิบตำรวจตรีธนายุทธ เสาสูง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โด่งดังชั่วข้ามคืน

“ตอนนั้นกำลังรับแจ้งความจากประชาชน และพูดคุยกับญาติๆเขาเท่านั้น ไม่คิดว่าคลิปวีดีโอที่เขาถ่ายเราจะถูกพูดถึงเยอะขนาดนี้ แต่อีกมุมก็ดีใจที่ประชาชนมีฟีดแบ็กดีมาก เขาคงเห็นเราเป็นของแปลกในวงการตำรวจ ขอบคุณที่ให้การยอมรับและชื่นชอบในตัวเราจ้า”

สิบตำรวจหนุ่มที่ใครๆเรียกขานว่า “วินนี่” บอกด้วยน้ำเสียงครึกครื้น

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตำรวจหนุ่มนายนี้เป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาเป็นผู้พิทักสันติราษฎ์ และที่สำคัญคือ เพศสภาพที่เขาดำรงอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่ออาชีพการงานเขาหรือไม่

โป๊ะแตกตั้งแต่เรียนนายสิบ 

ส.ต.ต.ธนายุทธ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 เป็นคนอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เรียนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนชลประทานวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาปริญาตรีจากภาควิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเรียนจบเจ้าตัวเข้าทำงานในตำแหน่งเซลล์โปรเจ็กให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กระทั่งปี 2556 จับพลัดจับผลูเดินตามรุ่นพี่มาสอบรับราชการที่โรงเรียนนายสิบตำรวจ ภาค 2 จ.ชลบุรี

“ตอนแรกไม่ได้อยากเป็นตำรวจ ไม่ได้อยากทำงานราชการเลย แต่ดันสอบติดแถมยังได้ลำดับที่ 6 แม่ก็อยากให้เป็นด้วย ไอ้เราก็คิดว่าเอ้า ลองดูแล้วกัน พอไปเรียนเราก็รู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็เลือกมาลงบรรจุรับราชการที่ศรีราชานี่แหละ”

แรกเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจ วินนี่พยายามปิดบังตัวตน แต่ทำได้แค่ 5 วันก็ถูกเพื่อนๆ สแกนพฤติรรมจนจับได้ว่าเขาเป็นเพศที่สาม

“ตอนสอบสัมภาษณ์และเข้าไปเรียนใหม่ๆ ก็แอ๊บแมนไรงี้ พอเข้าวันที่ 5 เท่านั้นแหละ โดนเพื่อนจับโป๊ะได้ (หัวเราะ) ตอนนั้นมีกิจกรรมไปปฏิบัติธรรม มีเดินจงกรม นั่งสมาธิ เราเองเป็นคนเดินตูดบิดนิดนึง จนมีเพื่อนและน้องบัดดี้เข้ามาถามตรงๆ ว่า ‘เฮ้ยวิน มึงเป็นใช่ไหมวะ’ เราก็เลยบอก ‘เหยยยย…รู้ได้ไงหว่า กูแอ๊บแมนมาตั้งหลายวัน’ ตลกมาก (หัวเราะ) หลังจากนั้นวัดแตกเลยจ้า เพื่อนๆ รุ่นน้องก็พากันมองซุบซิบว่า เราเป็น เหมือนเราเปิดตัวคนแรกในรุ่นเลย จากนั้นค่อยมีเพื่อนร่วมแก๊งรวม 3 คน เขาเรียกกันว่าแก๊งนางฟ้า”ตำรวจหนุ่มหัวใจสีม่วงหัวเราะรื่นเริง

ชีวิตในด้านวิชาการและการฝึกปฎิบัติของวินนี่ในโรงเรียนนายสิบตำรวจ ไม่ต่างจากนักเรียนคนอื่น เขาผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้อย่างครบถ้วนตามเกณฑ์มาตรฐาน กระทั่งเรียนจบในปี 2558 จึงเลือกบรรจุรับราชการที่ สภ.ศรีราชา ในตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.)  ดูแลกลุ่มงานสอบสวนสืบสวน

 

เพศสภาพไม่สำคัญเท่าความสามารถ

ความเป็นตัวของตัวเอง ประสบการณ์ และความสามารถที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก ทำให้การพบปะพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องที่วินนี่ถนัดและชื่นชอบเป็นพิเศษ

“ช่วงแรกได้รับมอบหมายให้กับทำงานเกี่ยวกับธุรการ ดูแลงานเอกสารด้านคดีมาตลอด เก็บตัวมาหนึ่งปีตั้งแต่เรียนจบ อยู่แต่เบื้องหลัง จนมาช่วงเดือนที่แล้วเจ้าหน้าที่ขาดแคลนเลยได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่รับแจ้งความประจำวัน พอลงมาข้างล่างเท่านั้นแหละ สนุกมาก เราชอบเจอผู้คนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะเคยทำงานเซลล์มา ชอบพูดคุย ชอบบริการ”

คลิปที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อหน้าที่การงานของวินนี่เลย เนื่องจากผู้บังคับบัญชาเข้าใจในความแตกต่างทางเพศของแต่ละคน ทว่าแอบมีสะกิดเตือนด้วยความเอ็นดูว่า ช่วยเพลาๆลดระดับกิริยาบางอย่างลงบ้าง

“ทุกคนเห็นว่าน่ารักดี โชคดีมากที่นายเข้าใจ แต่ยังบอกอยู่บ้างว่าสำรวมนิดนึงนะ รักษากิริยามารยาทให้เป็นกุลสตรีหน่อย (หัวเราะ)”

ส.ต.ต.ธนายุทธ เป็นคนตลก สนุกสนานร่าเริง และมองในโลกในแง่บวก ที่สำคัญด้วยความที่ศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทำให้เขาเป็นคนเปิดกว้าง เลือกมองคนที่ความสามารถ ประสิทธิภาพการทำงาน และการใช้ชีวิต มากกว่าภาพลักษณ์หรือเพศเท่านั้น

“สิ่งที่เราทำ คาดหวังว่าพี่น้องประชาชนจะไม่เครียด คนมาแจ้งความหรือมาโรงพักต้องมีเรื่องเดือดร้อนอยู่แล้วถึงจะมา เราก็เลยทำตัวเป็นเสมือนน้ำแข็งคอยดับไฟร้อนๆให้พวกเขา มาแล้วบรรเทาความเดือดร้อนและกลับไปอย่างมีความสุข ลดความทุกข์ที่ติดมาในตอนแรกลงไปได้บ้าง คิดและหวังแบบนั้น  ถึงเราจะเป็นแบบนี้แต่ไม่เคยละเลยหน้าที่ ตั้งแต่สมัยเรียน เราฝึก ทำทุกอย่างได้เทียบเท่ากับผู้ชายทั่วไป เช่นเดียวกันกับการทำงาน เราก็ทำได้เหมือนกัน เราชอบดูแลคน ปฎิบัติกับประชาชนอย่างเท่าเทียม คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ยากดีมีจนขนาดไหน ในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเท่าเทียม”

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเพศไม่ได้เป็นเครื่องบั่นทอนหัวจิตหัวใจของเขาให้ท้อถอยต่อการทำงาน วินนี่ยืนยันว่า คนเราถ้าจะประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่เป็น และทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด

“ได้ยินมาเรื่อยๆแหละ แต่อย่างที่บอกเราไม่คิดมาก เราเปิดกว้าง คิดอะไรคิดไปเถอะ คนเราถ้าตัดสินไปแล้วคงเปลี่ยนความคิดได้ยาก เราก็แค่เดินหน้าต่อไป พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าถึงแม้จะเป็นเพศที่สามก็ทำอาชีพนี้ได้เหมือนกัน อาชีพหรือเครื่องแบบ สำหรับเราเป็นแค่หัวโขนที่สวมเอาไว้เท่านั้น เนื้อในและการแสดงออกของคนต่างหากที่จะบอกว่าเราทำหน้าที่ได้ดีขนาดไหน

“อาชีพตำรวจเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบพี่น้องประชาชน และเราก็บังเอิญเป็นตุ๊ดคนหนึ่งที่อยากทำหน้าที่นั้น”

ยกระดับตำรวจด้วยหน้าที่และเป็นนายร้อยให้ได้ 

สิบตำรวจตรีวินนี่ยอมรับว่า ภาพลักษณ์แง่ลบของวงการสีกากี มีผลต่อทัศนคติของตัวเองไม่น้อย กระทั่งได้มาสัมผัสผ่านการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ทำให้ความรู้สึกต่างๆเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเขาหวังว่า การมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของเขาจะเป็นตัวช่วยยกระดับวงการตำรวจอีกทางหนึ่ง

“ทัศนคติที่มีต่อต่อตำรวจเปลี่ยนไปมาก เรารักตำรวจมากขึ้น สมัยเป็นพลเรือนเรามองตำรวจแต่แง่ลบ พอมายืนตรงนี้ เราไม่อยากให้ใครมองตำรวจในแง่ลบอีกแล้วพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น ไม่อยากให้ประชาชนกลัวที่จะต้องเจอตำรวจ หรือมองว่ามาโรงพักแล้วต้องเจอแต่เจ้าหน้าที่แข็งกระด้าง ดุ ไม่ได้รับความสะดวก”

ปัจจุบันตำรวจหนุ่มนายนี้กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี คาดว่าจะสำเร็จในช่วงสิ้นปีนี้  ก้าวย่างต่อไปของเขาก็คือการสอบเป็นนายร้อยให้ได้

“เราเป็นคนเต็มที่กับสิ่งที่ทำอยู่แล้ว รู้ว่าหลายคนอยากเป็นตำรวจมาก ซึ่งความต้องการและคาดหวังของหลายๆคนมันก็เป็นเหมือนแรงผลักดันให้เราอยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดี และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด เป้าหมายต่อไปก็คือ สอบเลื่อนขั้นเป็นนายร้อยให้ได้ และทำงานในด้านที่เราถนัด อาจจะเป็นงานสอนหรืองานวิชาการ” วินนี่ทิ้งท้าย

นี่คือเรื่องราวของวินนี่-ส.ต.ต.ธนายุทธ เสาสูง ตำรวจหนุ่มที่มีบุคลิกไม่เหมือนใคร ผู้กล้าเปิดเผยตัวตน และยืดอกบอกทุกคนเสมอว่า เพศสภาพไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนแต่อย่างใด

คลิปเเจ้งเกิดวินนี่ จาก เฟซบุ๊ก เมย์ อุบลราช https://www.facebook.com/original.by.pat/videos/1848145722087753/

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Foriginal.by.pat%2Fvideos%2F1848145722087753%2F&show_text=0&width=400

อนาคต…สิทธิรักษาพยาบาล ภายใต้อุ้งมือเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/474379

อนาคต...สิทธิรักษาพยาบาล ภายใต้อุ้งมือเอกชน

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

ข้าราชการและครอบครัวเกือบ 5 ล้านคนเกิดคำถามขึ้นมาว่า อนาคตสิทธิการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไร หลังจากที่กระทรวงการคลังกำลังให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนหน่วยงานรัฐเดิมที่ดูแลอย่างกรมบัญชีกลาง เพื่อหวังแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องปีละกว่า 2,000 ล้านบาทให้ได้

ประเด็นนี้ในมุมมองของ วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเไพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ประเด็นนี้พูดกันมานาน แต่การที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องพิจารณาจากบริบทใหญ่ แนวคิดเรื่องการสร้างหลักประกันสุขภาพ ซึ่งนอกจากเป้าหมายให้ทุกคนมีหลักประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องการเปลี่ยนกลไกการจ่ายเงินของระบบด้วย เพราะเชื่อว่ากลไกการจ่ายเงินมีผลต่อพฤติกรรมผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมต้นทุนของระบบ

สำหรับกลไกการจ่ายเงินหลักๆ ที่ใช้มี 3 แบบ คือ แบบแรกใช้กันมากในสหรัฐอเมริกา และในระบบสวัสดิการข้าราชการของไทย เรียกว่า การจ่ายตามบริการจริง (Fee For Service) เป็นการเบิกจ่ายคืนให้ตามบริการที่ได้รับ แบบที่สอง คือ การเหมาจ่ายรายหัวตามค่าหัวที่กำหนดล่วงหน้า (Capitation) ซึ่งเป็นวิธีหลักที่ใช้กับระบบประกันสังคม (สปส.) และต่อมาก็กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ปัจจุบันประกันสังคมก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้ทั้ง 100% เช่นกัน แบบที่สาม เป็นการจ่ายตามชนิดและความรุนแรงของโรค (DRG) ซึ่งจะกำหนดแต้มของการรักษาโรคในแต่ละประเภทไว้ แล้วจ่ายให้มากหรือน้อยตามแต้มของโรคนั้นๆ ซึ่งวิธีนี้ถูกนำมาใช้กับผู้ปวยในที่ต้องนอนโรงพยาบาลแทบทุกโครงการ

ที่ผ่านมาทั้งประกันสังคม และ 30 บาทรักษาทุกโรค ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พยายามทำให้เป็นระบบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อเป้าหมายที่ต้องการควบคุมต้นทุน แต่ในทางปฏิบัติพบว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ใช้เงินน้อยมากในตอนเริ่มโครงการ ก็มีแรงกดดันที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้งบเพิ่มขึ้นพอสมควรจากเดิมที่เริ่มในปี 2545 ที่ 1,200 บาท/คน ผ่านไป 15 ปี เพิ่มเป็น 3,000 บาท/คน

ในขณะเดียวกันช่วงแรกที่เริ่มโครงการ 30 บาทฯ นั้น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเร็วมาก ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากการจ่ายเงินตามบริการจริง ไม่มีแรงจูงใจให้แพทย์และผู้ป่วยเลือกวิธีการรักษาที่มีต้นทุนต่ำ โดยแพทย์มักเลือกวิธีที่ดีที่สุด

เพราะคิดว่าคนไข้ไม่ต้องรับภาระ โรงพยาบาลก็สามารถเบิกได้เต็มที่กับกรมบัญชีกลาง และโรงพยาบาลก็มักมีกำไรจากการใช้ยาราคาแพง ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในระยะเวลาไม่กี่ปี อยู่ในระดับ 6 หมื่นล้านบาทมานานหลายปีแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่าช่วงเกือบสิบปีหลังนี้งบส่วนนี้ไม่เพิ่มขึ้นเร็วเหมือนสมัยก่อน เพราะกรมบัญชีกลางนำ 2 มาตรการมาควบคุมค่าใช้จ่าย คือ 1.ระบบการจ่ายเงินตามชนิดและความรุนแรงของโรค มาใช้กับผู้ป่วยในที่นอนโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อนำระบบนี้มาใช้กับสวัสดิการข้าราชการ ก็เริ่มเห็นว่าโรงพยาบาลเปลี่ยนมาใช้ยาที่ผลิตในประเทศกับผู้ป่วยใน

2.มีการนำระบบการร่วมจ่ายมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกรณีหลังมักจะได้ยินข่าวเรื่องความพยายามให้ผู้มีสิทธิ 30 บาทร่วมจ่าย ซึ่งมีเสียงคัดค้านมาก แต่ในระบบสวัสดิการข้าราชการ การร่วมจ่ายไม่ค่อยมีเสียงค้านมาก เพราะคนกลุ่มนี้เห็นว่ายังได้รับบริการที่ดีกว่ากลุ่มอื่น

ด้วยสองมาตรการนี้ ทำให้งบสวัสดิการข้าราชการช่วงหลังจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นจาก 6 หมื่นล้าน/ปีมาก เช่น ในปัจจุบันที่มีการเสนอข่าวว่า งบประมาณสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้น 2,000 ล้าน/ปี ถือได้ว่าเป็นเรื่องเล็กมากเมื่อเทียบกับอดีตที่งบนี้เคยเพิ่มมากกว่าร้อยละ 10 ต่อ/ปี

วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวคิดเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพนี้ ควรจะเป็นบทบาทของเอกชนหรือรัฐนั้น ต้องดูว่าใครจะทำเรื่องเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า และระบบประกันเอกชนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มากเท่ารัฐหรือไม่

เนื่องจากทั่วไปแล้วการประกันสุขภาพนั้น รัฐมีโอกาสที่จะทำเรื่องนี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเอกชน เนื่องจากรัฐไม่ได้ต้องกีดกันใคร จึงสามารถครอบคลุมคนได้ทั่วถึง และการที่ไม่ต้องกีดกันก็ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ต้องพาคนไปตรวจสุขภาพเวลาเข้ามาสมัคร ทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพในประเทศต่างๆ มักพึ่งระบบรัฐเป็นหลัก ขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบประกันเอกชนเป็นหลักอย่างสหรัฐมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในยุโรปและแคนาดามาก

ประเด็นใหญ่ที่สำคัญอีกเรื่องคือ ระบบประกันเอกชนพร้อมรับความเสี่ยงถึงที่สุดหรือไม่ เพราะหากดูกรมธรรม์ด้านประกันสุขภาพของบริษัทประกันเอกชนต่างๆ ในไทย จะเห็นได้ว่าจะมีกำหนดเพดานขั้นสูงไว้ทั้งสิ้น และอาจมีข้อกังวลว่าถ้าหากบริษัทที่เข้ามารับดูแล รวมทั้งบริษัทที่รับประกันต่อไม่มีความมั่นคงทางการเงินมากพออาจทำให้มีความเสี่ยงได้

เพราะหากมีโรคระบาดรุนแรงในบางปี และบริษัทประกันที่ได้เงินตามระบบเหมาจ่ายรายหัว อาจพยายามคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งอาจนำไปสู่การรักษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีภาคปฏิบัติที่เป็นการลิดรอนสิทธิของข้าราชการก็เป็นได้ ซึ่งในระบบของรัฐนั้น เมื่อมีค่าใช้จ่ายสูงกว่างบที่ตั้งรัฐก็สามารถดึงเงินส่วนอื่นมาช่วยได้ แต่เอกชนอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในด้านนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องความสะดวกในการเคลมประกัน ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ใช้บริษัทประกันเอกชนทั้งหมด ซึ่งในบางปีเงินที่บริษัทจ่ายให้ผู้เสียหายตกประมาณครึ่งเดียวของเงินที่เก็บเข้ามา โดยเมื่อเกิดอุบัติเหตุในหลายกรณีก็มีประเด็น

ส่วนเรื่องเคลมประกันยาก เนื่องจากผู้ที่มีสิทธิประกันภัยจากรถมักมีสิทธิอื่นอยู่ด้วย ทำให้ในหลายกรณีแพทย์และผู้ป่วยหันไปใช้สิทธิอื่น รวมถึงสิทธิหลักของภาครัฐที่เคลมง่ายกว่า

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเรื่องร่วมจ่ายขึ้นมาด้วยนั้น ก็ยิ่งมีพื้นที่สีเทาในการตีความมากขึ้นว่า ประกันจะจ่ายเท่าไหร่ และข้าราชการควรจ่ายเองเท่าไหร่ และสิทธิในการตัดสินใจอยู่ที่ใคร ดังนั้นถึงแม้ว่าประเทศไทยมีระบบรัฐที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นข้อเสนอของภาคเอกชนว่าจะมาช่วยแก้เรื่องไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ และจะสามารถรักษาสิทธิประโยชน์และคุณภาพไม่ให้ด้อยกว่าสิ่งที่รัฐทำ แต่จะทำได้ในราคาถูกกว่าได้อย่างไร ในขณะที่ยังมีข้อกังขาอยู่ว่า ถ้าหันไปใช้ระบบประกันภัยเอกชนแล้ว จะมีหลักประกันอะไรว่าจะไม่มีปัญหาแบบที่เคยเกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

วิโรจน์ ระบุว่า ขณะนี้ข้อเสนอทั้งหมดเหมือนจะมาจากภาครัฐ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากกว่าการบอกว่าจะโอนเงินก้อนไปให้บริษัทประกันเอกชนแบ่งกันดูแล และบริษัทเอกชนจะต้องไปทำประกันต่อกับบริษัทในต่างประเทศ และคำโฆษณาที่รัฐบาลบอกว่าให้เอกชนทำแล้วข้าราชการจะได้สิทธิเหมือนเดิม โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในวงเงิน 7 หมื่นล้านบาทไปเรื่อยๆ เป็นสิบปีนั้น

จึงยังมองไม่เห็นว่าจะทำได้อย่างไร เพราะถ้าดูจากต่างประเทศ ทุกประเทศมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสองส่วนหลักๆ คือ เทคโนโลยีที่ดีขึ้น และโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่มากขึ้น ซึ่งแม้ว่าเอกชนอาจช่วยอุดการรั่วไหลได้บ้าง แต่ก็น่าจะทำได้จำกัด และในที่สุดแล้วในระบบที่มีเงินเฟ้อ การบีบให้เอกชนใช้เงินเท่าเดิมคงจะกระทบสิทธิแน่นอน

เพราะการให้สิทธิประโยชน์เท่าเดิมหรือดีกว่าด้วยวงเงินเดิมไปอีกเป็น 10 ปีนั้น คงจะไม่มีใครทำได้ ยิ่งถ้าจะยอมให้ข้าราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ได้ด้วยแล้ว คงจะต้องยอมให้มีค่าใช้จ่ายของระบบเพิ่มขึ้นในอนาคต

ผู้อำนวยการวิจัยด้านสาธารณสุขฯ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางตระหนักถึงข้อจำกัด แต่วิธีนี้ไม่ได้เป็นทางออกเดียวที่มีอยู่ กระทรวงการคลังอาจใช้บริการของ สปสช. หรือสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) หรือ แม้แต่จ้างบริษัทประกันเอกชนเข้ามาช่วยบริหาร และนำความรู้และเทคนิคที่เขามีมาช่วยอุดช่องโหว่ของระบบ

โดยไม่จำเป็นต้องเอาเงินทั้งหมดไปซื้อประกันจากบริษัทเอกชนที่ยังไม่มีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ หรือแม้แต่มีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะทำได้ดีกว่าภาครัฐ และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายหรือไม่โดยที่ยังสามารถรักษาสิทธิและคุณภาพของบริการที่ข้าราชการและครอบครัวเกือบ 5 ล้านคนได้อย่างทัดเทียมกับสิ่งที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน

 

ถึงเวลาติดดาบเอาผิด มหา’ลัยพร่องจริยธรรม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473722

ถึงเวลาติดดาบเอาผิด มหา’ลัยพร่องจริยธรรม?

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

“มหาวิทยาลัยทุกแห่งมี พ.ร.บ.เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะในกำกับรัฐหรือของเอกชน มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการตัวเอง เป็นไปตามแนวคิดเมื่อ 15 ปีก่อนที่มองว่า สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งเป็นเหมือนคนดี ที่เมื่อมีเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ทุกแห่งก็จะนำไปปฏิบัติเหมือนๆ กัน แล้วหากที่ไหนไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จะทำอย่างไร ก็ต้องตอบว่า ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด “การตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในรั้วสถาบันอุดมศึกษา” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมปัญญาชน ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ตามที่ สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ระบุ

เหตุที่ต้องมีการตั้งคำถามเรื่องนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาพบปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื้อรังจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) เข้าไปกำกับดูแล

13 ก.ค. 2559 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเพื่อเข้าไปเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ที่ถูกใช้มาตรา 44 ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล คือ มหาวิทยาลัยบูรพาไร้ซึ่งอธิการบดีมายาวนานกว่า 6-7 ปี เกิดการฟ้องร้องและความแตกแยกในสถาบัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มีปัญหาความขัดแย้งภายใน

เลขาธิการ กกอ. เล่าว่า ปัญหาธรรมาภิบาลที่พบในสถาบันอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นความขัดแย้งระดับผู้บริหาร อย่างสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี ผู้มีอำนาจในการบริหารงานมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระ เป็นปัญหาเรื่องคน ความขัดแย้งเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงาน อำนาจ และผลประโยชน์

“ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนปัญหาในสถาบันอุดมศึกษามากมาย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า 50% ของเรื่องที่ร้องเรียนเป็นเรื่องที่ไม่มีมูล หรือเป็นเพียงการร้องเรียนเพื่อกลั่นแกล้งกัน และใน 50% ที่เป็นเรื่องที่มีมูล มีเพียง 25% เท่านั้นที่นับว่าเป็นปัญหาจริงๆ เพราะหลายเรื่องเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยแก้ไขกันเองเป็นการภายในได้ เพราะมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว

แต่ละเดือนมีปัญหาร้องเรียนมาที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หลายร้อยเรื่อง ช่องทางการร้องเรียนของรัฐนั้นไม่แยกว่าเรื่องไหนจริง ไม่จริง เราต้องเข้าไปตรวจสอบทั้งหมด

ปัญหาที่พบมาก เช่น เรื่องของผู้สอนที่ไม่มีคุณสมบัติตรวจวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ถ้าไม่มีการร้องเรียน เราก็ไม่มีทางรู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละแห่งบ้าง นักศึกษาทั้งหมดแต่ละปี มีประมาณ 2 ล้านกว่าคน มีมหาวิทยาลัย 155 แห่ง ถ้ามีการจัดการเรียนการสอนที่ต่ำกว่าเกณฑ์เกิดขึ้น เราทำได้แค่เข้าไปตักเตือน ไปขอความร่วมมือ บอกให้ไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น หรือหากไปตรวจตามที่มีการร้องเรียนและพบว่าสถาบันนั้นๆ ผิดจริง สิ่งที่เราหวังได้ก็คือ สถาบันนั้นจะเกิดความละอาย กลับไปแก้ไขให้ถูกต้อง”

เลขาธิการ กกอ. ระบุว่า ปัญหาธรรมาภิบาลและจริยธรรมในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องตระหนัก กรณีที่มีการร้องเรียนจากนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่ง ในเรื่องปัญหาเชิงคุณภาพ การเรียกรับผลประโยชน์แลกกับผลการเรียน รวมไปถึงพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตส่งผลเสียหายต่อคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย แต่กรณีดังกล่าวก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น

ปัจุบัน สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนรวมกันทั้งหมด 9,000 กว่าหลักสูตร ทั้งโครงสร้างและเนื้อหาเป็นเรื่องที่ สกอ.เข้าไปกำกับดูแลตามเกณฑ์มาตรฐานที่วางไว้ ที่พบเป็นปัญหามากที่สุด คือ การศึกษานอกสถานที่ตั้งของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งเรื่องมีสถาบันบางแห่งไม่มีสถานภาพเป็นศูนย์นอกสถานที่ตั้งและที่พบมากที่สุดคือเรื่องคุณภาพ เรื่องผู้สอนไม่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เรียนจบไม่ตรงสาขา โดยพบว่ามีการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งที่ไม่มีคุณภาพสูงถึง 80%

“อีกประเด็นหนึ่งที่เรายกเลิกเกณฑ์กำกับไปเมื่อ 15 ปีก่อน และปัจจุบันกลายเป็นปัญหาในบางสถาบัน นั่นก็คือสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา เช่น ต้องจ้างอาจารย์ 1 คนต่อนักศึกษา 80 คน การยกเลิกเกณฑ์นี้ไปเมื่อปี 2547 ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพการสอนตามมาในที่สุด

มีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บอกว่ารับนักศึกษามาแล้ว 3,000 คน เราถามว่า มีอาจารย์ผู้สอนกี่คน เขาก็บอกมาว่ามี 12 คน สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถาบันดังกล่าว คือจัดการเรียนการสอนแบบ 1 : 600 แต่จากการตรวจสอบในรายละเอียดก็พบด้วยว่า แม้ผู้สอนจะมีคุณสมบัติตรงตามหลักสูตร แต่ในจำนวนอาจารย์ 12 คนนั้น 6 คน มีสถานะกำลังอยู่ในระหว่างไปเรียนต่อ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริงตามที่ได้แจ้งไว้

เราพบอีกว่ามหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีอาจารย์ผู้สอน 10 คน แต่รับนักศึกษาเข้ามาเรียนถึง 6,000 คน แม้จะพบว่าเป็นอย่างนี้ เราก็ทำอะไรสถาบันนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีเกณฑ์เอาผิด แต่ละคณะวิชามีสภาวิชาชีพกำหนดสัดส่วนอาจารย์ เช่น คณะนิติศาสตร์นั้นต้องมีอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 : 50 แพทย์ 1 : 4 พยาบาล 1 : 6 สิ่งเหล่านี้เป็นช่องโหว่ให้เกิดการหากินกับนักศึกษา เรื่องนี้เป็นปัญหาธรรมาภิบาลของสภามหาวิทยาลัย”

สุภัทร ระบุว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งยอมทำผิดจริยธรรมเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ บางที่มีเบี้ยประชุมครั้งละ 1 หมื่นบาท นายกสภาฯ มีเงินรับรองสูงมาก ส่งผลให้เกิดการเอื้อผลประโยชน์กันในสภา เงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าวให้เกิดการละเลยจริยธรรม

“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการเปิดหลักสูตร เขาแค่แจ้งและให้เราตรวจสอบตอนแรกว่าหลักสูตรทำตามเกณฑ์ สกอ.แล้ว เฉพาะตอนขอเปิดหลักสูตร แต่เมื่อเปิดสอนจริงอาจจะมีการแอบเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด เรื่องแบบนี้สภามหาวิทยาลัยเองก็อาจจะไม่รู้เพราะไม่เคยเปิดดูรายละเอียดคณะที่ขอเปิดเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ สกอ.ก็ไม่มีทางรู้ได้เลย ถ้าไม่มีการร้องเรียนในเรื่องที่ว่านี้

ทำไมถึงอยากเปิดหลักสูตรหรือคณะวิชา เพราะระบบที่ออกแบบกันไว้ กำหนดให้เงินค่าลงทะเบียนเรียน 80% ตกเป็นของคณะ สมมติว่าคณะนั้นๆ ทำเงินได้ 100 ล้านบาท จะมีเงิน เพียง 20% เท่านั้นที่มอบให้ส่วนกลาง เพราะถือว่าคณะเป็นผู้หาเงินเอง รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องส่งคืนคลัง เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดการรวมตัวเพื่อเปิดคณะวิชาเพื่อหาเงินโดยไม่สนใจคุณภาพ หนักกว่านั้นคือไม่ต้องเรียนก็จบการศึกษาได้ เพราะจ่ายค่าลงทะเบียนครบ การทำอย่างนี้คืออาชญากรการศึกษา ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าทำอย่างนี้จริงแล้วทำไม สกอ.จึงไม่มีอำนาจจัดการพวกเขาไปจากระบบการศึกษา ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาอีก”เลขาธิการ กกอ. กล่าว

 

อนาคตประเทศไทยปี60 จับตาวาระ “คสช.” สู่โหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2560 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473529

อนาคตประเทศไทยปี60 จับตาวาระ "คสช." สู่โหมดเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถือเป็นเรื่องน่าจับตาโดยเฉพาะทิศทางประเทศไทยในปี 2560 จะเดินหน้าไปอย่างไร และสามารถแก้ไขปัญหาที่สั่งสมค้างคามาเนิ่นนานได้หมดหรือไม่

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ว่า ในเรื่องทางการเมืองถือว่าเป็นปีสุดท้ายของโรดแมป คสช.ได้แจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบว่า ปลายปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง และตัวรัฐธรรมนูญเท่าที่ดูแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มออกมา และประเด็นร้อนแรงสุดคือการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะไปผูกอีกกับหลายๆ เรื่อง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในตัวรายละเอียดของกฎหมายลูก รวมถึงเสียงค้านต่างๆ จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่เห็นด้วยกับหลายๆ ประเด็น และจะนำไปสู่บรรยากาศในการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้งอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายอยากให้มีการปลดล็อก เพื่อให้พรรคต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมภายใต้กฎหมายลูกชุดใหม่ที่ออกมา

“ถ้า คสช.เองต้องการควบคุมทุกอย่างเอาไว้ไปถึงช่วงการเลือกตั้งตรงนี้จะนำไปสู่การวิจารณ์พอสมควรถึงตัวระบบการเลือกตั้ง หรือตัวการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีเสรีมากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงนี้ทุกฝ่ายต่างจับตามองไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ พรรคการเมือง และหลายๆ ส่วนจะมองว่า คสช.มีท่าทีในการค่อยๆ ปลดล็อกหรือสร้างบรรยากาศในการนำไปสู่การเลือกตั้งโปร่งใส เป็นเสรี เป็นธรรม ได้อย่างไร ผมคิดว่าตลอดทั้งปี 2560 ที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ จะเป็นเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม แต่ที่น่าสนใจว่าถ้ามีการปลดล็อกแล้ว พรรคการเมืองจะหยิบอะไรขึ้นมาเป็นฐานการหาเสียง ซึ่งจะไปโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะรัฐบาลพยายามชี้ตลอดว่ามีความสำคัญ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องเดินไปตามหลักเกณฑ์ตรงนี้

ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจ เรื่องใหญ่ คือ รัฐบาลจะสามารถทำการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถนำเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยได้หรือไม่ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่งถ้าดูจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทว่า ทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปสู่รากหญ้า ไม่ควรเป็นนโยบายกระตุ้นระยะสั้นๆ เช่น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระบบราง ช็อปช่วยชาติ เพราะไม่เห็นว่ากำลังการบริโภคที่เหือดแห้งลงไปในระดับล่าง ชนชั้นกลาง จึงเป็นคำถามท้าทาย ถ้าทำได้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วเงินในกระเป๋าของคนทั่วๆ ไปจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่

ส่วนเรื่องทางสังคม ถือว่ารัฐบาล คสช.ประสบความสำเร็จในการทำให้กลุ่มเรียกร้องต่างๆ ลดบทบาทตัวเอง แต่มีประเด็นร้อนอื่น เช่น วัดพระธรรมกาย หรือกรณีน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขปัญหาแบบนี้ระยะยาวให้เกิดความพึงพอใจในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร เพราะหมายถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเองกับเวลาที่เหลืออยู่

ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าปี 2560 น่าจะเป็นปีที่สังคมการเมืองไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบ เพราะเป็นโค้งสุดท้ายที่ คสช.ต้องถ่ายโอนอำนาจไปสู่การเลือกตั้ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โครงสร้างอำนาจ กลไกสถาบันทางการเมืองที่ออกแบบตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นรูปร่างหน้าตาชัดขึ้น

“ที่สำคัญจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า คสช.จะคงอำนาจไว้ หรือตีตั๋วต่อมากน้อยขนาดไหนอย่างไร ทุกฝ่ายคงไม่กั๊กกันแล้ว พรรคการเมืองเองต้องเตรียมจัดทัพ จัดแถว เพื่อลงสนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าห่วง คือ ความขัดแย้งแตกแยกที่หลังรัฐประหาร 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ผมคิดว่ายังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร ยังเป็นลักษณะซ่อนรูปหลบฉาก โอกาสกลับมาเผชิญหน้าหรือทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดเกิดขึ้นอีกเป็นไปได้สูง”

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมาตรการและแนวนโยบายปรองดอง คสช. ว่าปี 2560 จะส่งมอบสังคมการเมืองที่เปลี่ยนผ่านความปรองดองได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด และอีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องคดีความของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายในคดีรับจำนำข้าวที่อยู่ในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจมีความชัดเจนขึ้น และที่เป็นห่วงผลอาฟเตอร์ช็อกคดีความจะถูกใช้ไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากบางกลุ่มบางก้อน เกิดความไร้ระเบียบก่อนเลือกตั้ง หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นเรื่องต้องจับตาใกล้ชิด

 

ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473289

ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลายคำถามเกี่ยวพันในวิกฤตศรัทธาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นของวงการสงฆ์ปัจจุบัน นำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งลุกลามบานปลายใหญ่โต จากกรณีคดีอื้อฉาว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในคดี “ฟอกเงิน” และ “รับของโจร” สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้พระธัมมชโยยังคงลอยนวลทำกิจวัตรตามปกติภายในวัด แม้ฝ่ายรัฐเองจะมีแผนจับกุมก็ตาม

พฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าว ปรากฏสู่สายตาชาวพุทธทั่วโลก สร้างความเสื่อมศรัทธาไม่น้อย พระนักเทศน์นักธรรมชื่อดัง พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ มองปัญหาของวงการสงฆ์ในขณะนี้ว่า เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายกับพระธัมมชโย เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง หรือรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะองค์กรปกครองสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม (มส.) จะเข้ามาให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาในวงการสงฆ์อย่างแท้จริง และจีรังยั่งยืนหรือไม่

พระไพศาล กล่าวว่า ปัญหาของวงการผ้าเหลืองถูกละเลยกันมาก รวมถึงความไม่ใส่ใจแก้ไข ทุกวันนี้พระสงฆ์กระทำผิดพระวินัยมากขึ้น ทำให้การปราบปรามจัดการไม่ไหว จึงตั้งข้อสังเกตว่า 1.คณะสงฆ์ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร 2.แม้ใส่ใจก็ปราบไม่หมด และ 3.องค์กรและกลไกของคณะสงฆ์ไม่มีการปรับตัวให้สอดรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในคณะสงฆ์ที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงการควบคุมปกครองพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยด้วย

โครงสร้างปกครองสงฆ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบการรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง (มส.) และ ส่วนกลางเองไม่มีความสามารถพอจะแก้ปัญหาของพระสงฆ์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศได้ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลไกหรือแขนขาของ มส. ได้แก่ เจ้าคณะระดับต่างๆ ทั่วประเทศ

“อย่างเจ้าคณะตำบลไม่มีคณะทำงานเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาของพระสงฆ์ พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าทำงานแบบวันแมนโชว์ (One man show) ถ้าหากเทียบกับการปกครองทางโลกก็จะมีคณะทำงาน ขณะเดียวกันการปกครองแบบรวมศูนย์จะทำให้เกิดการวิ่งเต้นใช้เส้นสายกันมากในวงการพระสงฆ์” พระไพศาล ระบุ

พระไพศาล ให้ความเห็นด้วยว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ คือระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ล้าหลัง พระสงฆ์จำนวนมากไม่มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย ส่วนใหญ่ไม่สนใจสมาธิภาวนา เพราะพระผู้ใหญ่ขาดการส่งเสริม ทำให้พระจำนวนมากลุ่มหลงในวัตถุ หรือสิ่งยั่วยวนทางโลก ทำให้เกิดการประพฤติผิดทางพระธรรมวินัยมากขึ้น

“พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องพระธรรมวินัยจริงจังเท่าไรนัก ขณะที่องค์กรปกครองสงฆ์ก็ปล่อยปละละเลย ตัวอย่างกรณีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระลิขิตไว้ชัดเจนแล้วว่า พระธัมมชโยต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระสงฆ์ แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรต่ออย่างจริงจังเลย แม้กระทั่งการนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการของฝ่ายสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ยังปล่อยปละละเลยมาจนปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น การปล่อยปัญหาล่วงเลย ทำให้ปัญหาลุกลามขยายใหญ่โต อย่างในอดีตช่วงปี 2549 พระธัมมชโยได้รับการถอนฟ้องไม่ต้องดำเนินคดี ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข้อกังขาว่า ทำไมอัยการถึงถอนฟ้องได้ ในที่สุดแล้วธรรมกายก็เติบใหญ่ยิ่งกว่าเดิม” พระไพศาล กล่าว

พระไพศาล กล่าวว่า การเผยแพร่หลักปฏิบัติธรรมคำสั่งสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องดีหากมีการเผยแพร่อย่างถูกต้อง แต่วัดพระธรรมกายทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยน ถึงขั้นบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า หากวัดพระธรรมกายเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่วัดนี้มีสำนัก สาขา มีสื่อโทรทัศน์ ขยายเติบโตไปทั่วประเทศ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงเรื่องคำสอนของวัดพระธรรมกายที่ค่อยๆ เผยแผ่ควบคู่กับคำสอนผิดๆ ในพุทธศาสนา นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากในระยะยาว

เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ระบุว่า วัดพระธรรมกายยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนและผู้เห็นต่างกับวัด มีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากเรื่องศาสนาแล้ว ยังมีเรื่องของพวกพ้องทางการเมืองต่างหนุนต่างต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งไปข้องเกี่ยวกับการเมืองแล้วขยายตัวไป ทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยาก รวมถึงการแต่งตั้งพระสังฆราชด้วยเช่นกัน ในอดีตคนนอกวงการสงฆ์น้อยคนจะสนใจเรื่องการแต่งตั้ง ปัจจุบันคนสนใจกันมาก ซึ่งก็มีกลุ่มเห็นด้วยและต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไป

อย่างไรก็ตาม การที่หลายฝ่ายมองว่าปัญหาวัดพระธรรมกายอาจทำให้พุทธศาสนาล่มสลายได้นั้น พระไพศาล ระบุว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งมั่นมานานนับพันปีแล้ว ถ้าจะล่มสลายก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่มากกว่านั้น หากชาวพุทธส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมทั้งมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือถูกบิดเบือน พุทธศาสนาก็จะยังมั่นคงอยู่ได้ แม้จะมีกรณีวัดพระธรรมกายเกิดขึ้นก็ตาม

“เรื่องราวของวงการผ้าเหลืองในห้วงเวลา 1-2 ปีนี้ คงไม่ทำให้ศาสนาเกิดความหวั่นไหวสั่นคลอนได้ กระนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการทำให้พระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นประเด็นที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม เคยกล่าวไว้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงได้เราต้องช่วยกันรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่มีวัดใหญ่โตสวยงาม หรือมีพระเป็นแสนๆ องค์ นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ถ้าไม่รักษาให้ถูกต้องแล้วมีการบิดเบือนต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตัวการทำให้พุทธศาสนาเกิดความสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาตมาคิดว่าอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า”

เช่นเดียวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม พระไพศาล ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้คดีของพระธัมมชโยไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะถ้ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพระธัมมชโยควรจะจบไปแล้ว แต่ครั้งนี้เราปล่อยปัญหานี้ไว้นาน ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมเวลานี้ก็ไม่ทำให้คนรู้สึกว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเป็นกลาง มีความเที่ยงธรรม ฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า ถูกกลั่นแกล้ง กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง แล้วมีคนเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว นั่นสะท้อนถึงความอ่อนแอและความถดถอยของกระบวนการยุติธรรมไทย

ขณะเดียวกัน สังคมมองว่าพระสงฆ์ให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์กัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระไพศาล ให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาของคณะสงฆ์ ทำให้สังคมมองว่าการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ แทนที่จะยึดหลักพระธรรมวินัย ใช้ความถูกต้องเป็นหลัก กลับสวนทางกันคือเอาพวกพ้องมากกว่า ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเลือกพวกพ้องและละทิ้งความถูกต้องเป็นหลัก ก็น่าเป็นห่วงยิ่ง

ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดไหนต้องมีทางออก เช่นเดียวกับเรื่องของพระธัมมชโย พระไพศาล แนะทางออกว่า ต้องติดตามนำตัวพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอย่านำการเมืองเข้ามาแทรกแซง สิ่งนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องทำให้สังคมเห็นกระจ่างชัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงด้วย

 

‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’มองเศรษฐกิจปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472988

'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์'มองเศรษฐกิจปีระกา

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์“รองนายกรัฐมนตรี ถึงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มของปี 2560 ตลอดจนแนวนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อน

พอใจเศรษฐกิจปี59 แม้ซึม โค้งสุดท้าย

“สมคิด” กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจซึมๆ ไปบ้างในไตรมาส 4 นี้เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศอยู่ในภาวะใด ประชาชนอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริโภคภายในเป็นตัวที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ฉะนั้น ในไตรมาส 4 ปี 2559 ก็อาจคาดคะเนในเชิงบวกมากไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามจะใส่มาตรการต่างๆ ลงไป แต่เชื่อว่าทั้งปีออกมาน่าจะใช้ได้ 3% กว่าได้ เพียงแต่ 3% กว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทางธนาคารโลกมองว่า 3.1% ซึ่งค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนปีหน้าเขาทำนายว่า 3.2% ก็ถือว่าดีมาก เพราะว่าปีที่แล้วเขาทำนายว่าปีนี้ได้ 2% แต่เราก็ขึ้นมาถึง 3.1%

เศรษฐกิจไทยประคองมาได้ถือว่าเก่งแล้วในสถานการณ์ที่การส่งออกเป็นแบบนี้ ถ้าการส่งออกดีขึ้น ระยะต่อไปอาจจะขึ้นไปถึง 4-5% แต่เมื่อการส่งออกยังเป็นแบบนี้ เราจึงต้องรีบรีฟอร์มให้สินค้าที่เรามีแข่งขันได้ เพราะตอนสินค้าที่เราเคยแข่งขันได้ เช่น เสื้อผ้าตอนนี้ไปอยู่ที่กัมพูชา เวียดนามหมดแล้ว ส่วนจะขยับไปสู่การผลิตสินค้าแบรนด์ด้วยตัวเองและด้วยต้นทุนที่ถูกโดยการปรับการผลิตไปใช้เครื่องจักร ถ้าเราจะแข่งจะต้องปรับตรงนี้

“เซนติเมนต์ของไตรมาส 4 ยังไม่แน่นหนาเท่าที่ควร แต่ทั้งปีแล้วถือว่า 3% แน่ แต่อัตรานี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงรากหญ้า ยังไม่กระจายทั่ว เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ถามว่าพอใจไหม ผมถือว่าพอใจเพราะเราไต่ขึ้นมาจาก 0.8% มาเป็น 2.8% ในปีที่แล้ว และที่ 3% กว่าในปีนี้ ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว” สมคิด กล่าว

ข้อมูลชี้ทิศทางปีหน้าเป็นบวก

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีที่ทยอยเปิดเผยออกมาขณะนี้ ถือว่าชี้ไปทางบวก ยกตัวอย่างตัวเลขตลาดหลักทรัพย์ ทั้งผลประกอบการมูลค่าการซื้อขาย ดัชนี ผลตอบแทนตอนนี้สูงสุดในอาเซียน แสดงว่าความมั่งคั่งเกิดขึ้นจริง แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะต้องผลักสิ่งที่กระจุกอยู่นี้ให้กระจายลงไปให้ได้ ซึ่งอยู่ๆ ภายในพริบตาใครก็ทำไม่ได้ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องทำกลไกให้ลงไป อันนี้คือการรีฟอร์มที่รัฐบาลจะทำให้ต่อเนื่องในปี 2560

ข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ย.ก็ออกมาบวกได้ 10% เพราะญี่ปุ่นดีขึ้น และล่าสุดก็มีการคาดมาแล้วว่าญี่ปุ่นจะโตสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าจากไทยมีสูงขึ้น การทรุดตัวของจีนก็ชะลอ ส่วนสหรัฐผมเชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเพราะระยะยาวยังต้องดูต่อ ถ้าระยะสั้นและกลางดีขึ้น 3 ประเทศนี้จะทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียดีขึ้น แม้ถ้าสหรัฐ กีดกันการค้าจากจีนก็เป็นโอกาสของไทย แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำ ดังนี้ ทั้ง 3 ตลาดจะทำให้การส่งออกดีขึ้นและการส่งออกมีมูลค่า 70% ของจีดีพี ถ้าโตได้สัก 1-2% ก็ถือว่าดีและช่วยเศรษฐกิจในปีต่อไปมากแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคก็คาดว่าจะดีขึ้น เพราะประการแรก โครงการต่างๆ เริ่มออกแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยตัดสินใจลงทุนหลังจากรอดูสถานการณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เงินจะเริ่มไหล ล่าสุดสภาหอการค้าไทยได้มีการติดต่อเข้ามาขออายุมาตรการสนับสนุนการเร่งลงทุนที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ นั่นแสดงว่าเอกชนเริ่มมั่นใจ แต่มาตรการนี้จะต่ออายุให้หรือไม่นั้นจะต้องหารือ รมว.คลัง ก่อน

ขณะนี้ถือว่านักลงทุนเกิดความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่มีแล้ว ถ้าเอกชนไทยตัดสินใจลงทุนแล้ว ต่างชาติก็จะตามมาเลย แล้วจะทำให้ตัว I หรือการลงทุนในภาพรวมดีขึ้น

“มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่แม้ปีหน้าจะดีขึ้น เราก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ แต่รัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อรีฟอร์ม” สมคิด กล่าว

ผลักดันเอกชนนำขับเคลื่อนการเติบโต

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปีหน้าการลงทุนมาแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีเงินก้อนแรกที่ออกมาแล้วแน่ คือ งบประมาณกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ที่จะลงไปเพื่อการลงทุนในกลุ่มจังหวัด อันนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คิด ขึ้นมาใหม่ แต่อยู่ในหัวผมมานานแล้ว เพราะมองการขับเคลื่อนประเทศจะต้องขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์กลุ่มโดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาจากส่วนกลาง เช่น กลุ่มจังหวัดอย่าง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มจังหวัดอันดามัน เหล่านี้มีความเกาะเกี่ยวกันในเชิงยุทธศาสตร์

ถ้ามีงบประมาณก้อนนี้มา และเป็นงบประมาณในเชิงลงทุนด้วย ตรงนี้เป็นหมากแรก เรารู้ว่าปีหน้าไม่มีคำว่าทรุด แต่ว่าเราต้องเร่งผลักดันการรีฟอร์ม และจะต้องผลักดันให้เอกชนลงทุน เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเริ่มแสดงบทบาท เอกชนจะต้องนำ แล้วรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก มองกลับไปก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนมีสัดส่วนถึง 40% ของจีดีพี ผ่านมา 15 ปี ยังอยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปสู่ที่เก่าเพราะการเมืองมีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาความชัวร์ไว้ก่อน หรือไม่ก็ไปลงทุนเมืองนอกแทน

ลงทุนอีอีซี ยกระดับคลัสเตอร์เป้าหมาย

สมคิด กล่าวว่า ส่วนถัดมาที่จะเดินหน้าการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ การลงทุนตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขนส่ง และที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Innovation Hub หรือ EECI เป็นพื้นหน่วยสนับสนุนด้านนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญตามแนวทางประชารัฐ โดยการดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนด้านการวิจัย แต่ดึงให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา