เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448575

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อไรที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้รับผลการออกเสียงจาก กกต. ทาง กรธ.จะสามารถเริ่มนับหนึ่งกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเอาคำถามพ่วงมาใส่ได้ทันที

กรธ.มีเวลาแก้ไข 30 วัน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็น 30 วัน หากศาลเห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.ไม่ขัดกับผลประชามติ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเห็นศาลวินิจฉัยว่าขัดกับผลประชามติ กรธ.จะนำกลับไปแก้ไขใหม่ภายใน 15 วัน และส่งมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องจับตา กรธ.เป็นพิเศษในระยะนี้จำนวน 2 ประเด็นด้วยกัน

1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่า กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบัญญัติเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ต้องแก้ไขบทบัญญัติบางส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ กรธ.ยังคิดไม่ตก คือ การเปิดทางให้รัฐสภา (สส.และ สว.) สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง

เดิมที กรธ.กำหนดให้การเลือกนายกฯ ให้เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากเกิดกรณีที่สภาจะเลือกบุคคลจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต.ในวันสมัครเลือกตั้ง จะต้องขอมติจากรัฐสภาเพื่อขอให้สภาเลือกคนนอกบัญชีมาเป็นนายกฯ ได้

ทว่า เมื่อคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ผ่านประชามติ ทำให้เกิดปัญหาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมืองได้จะทำอย่างไร

โดยมีหลายสูตรที่ กรธ.สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการให้รัฐสภามีมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่จะให้รัฐสภามีมติงดเว้นในการใช้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกันกับวันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ทันที หรือจะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้รัฐสภาลงมติในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนึ่งที่เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตด้วย เช่น กรธ.จะขยายอำนาจของวุฒิสภาในการตรวจสอบรัฐบาล

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้านการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติกกำหนดให้ สว.มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ย่อมอาจเป็นเหตุให้วุฒิสภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยก็ได้

หาก กรธ.ให้ความใส่ใจกับหลักความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ กรธ.ก็อาจเพิ่มอำนาจของวุฒิสภาในระยะ 5 ปีแรกเข้าไป เช่น การให้ สว.สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีอำนาจหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นต้น

แต่กระนั้นถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภานั้นต้องถือว่ายังมีน้อยอยู่พอสมควร เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้การแก้ไขของกรธ.ในลักษณะนี้ขัดกับผลประชามติ ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงบัญญัติแค่การให้สว.มีสิทธิแค่เลือกนายกฯ กับ สส.เท่านั้น

ส่วนเรื่องการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะ กรธ.เห็นตรงกันว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงบัญญัติ คือ ให้วุฒิสภามีหน้าที่ร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้ สว.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนที่ปวงชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

ดังนั้น เท่ากับว่าการเสนอชื่อนายกฯ ยังเป็นหน้าที่ของ สส.ตามเดิม เหลือแค่การกำหนดทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เท่านั้น

2.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้จัดทำจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับแรกเสร็จ กกต.ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 150 วันนับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

แม้ตามกฎหมายกระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น กรธ.ก็เริ่มหารือกันบ้างแล้ว โดยร่างกฎหมายที่ถูกโฟกัสจากหลายๆ ฝ่ายมากที่สุด คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียหายจะตกอยู่กับสองพรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไปไล่หาสมาชิกพรรคการเมืองและเริ่มกระบวนการจัดโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูเมื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.ในเวลานั้นยังคงให้พรรคการเมืองยังมีสถานะตามเดิมด้วยการกำหนดไว้ในมาตรา 135 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ว่า “ให้พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ตรงนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้ กรธ.ไม่ดำเนินการเซตซีโร่พรรคการเมือง แม้ว่าจะมีบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกันก็ตาม

นอกเหนือไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องจับตาไปที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วย เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่กำกับการเลือกตั้ง สส.ให้โปร่งใส และควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อเสียง โดยจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไป ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เตรียมเสนอให้ กรธ.พิจารณาในหลายประเด็น

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย หรือการห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ซึ่ง กกต.จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเสียด้วยซ้ำ

 

อาลัย “บรรหาร ศิลปอาชา” 83 ปี มังกรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448546

อาลัย "บรรหาร ศิลปอาชา" 83 ปี มังกรการเมือง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

การจากไปของนาย บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วัย 83 ปี ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งในวันที่ 14 ส.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทร์ทราวาส ราชวรวิหาร

ภายในงานมีบรรดาบุคคลสำคัญระดับประเทศ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก เพื่อมาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายต่อชายผู้มีชีวิตเป็นต้นแบบแก่คนรุ่นหลังปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ชายร่างเล็กใจใหญ่ เจ้าของฉายามังกรสุพรรณ โลดแล่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน ได้สร้างสีสัน สร้างวีรกรรม สร้างผลงานคุณงามความดีมากมายนานัปการ

เบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของนายบรรหารล้วนต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมาอย่างโชกโชน …

บรรหารในวัยหนุ่มถ่ายรูปกับพ่อแม่

 

บรรหารเกิดเมื่อ 19 ส.ค. 2475 ณ ห้องแถวไม้เล็กๆที่เปิดเป็นร้านขายผ้าชื่อ”ย่งหยูฮง” ภายในตลาดทรัพย์สิน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พ่อแม่ชื่อนายเซ่งกิม แซ่เบ๊ และนางสายเอ่ง แซ่ตั้ง เป็นลูกคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยสมบูรณ์ สายใจ อุดม ดรุณี และชุมพล

ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานสารพัด จ่ายตลาด หุงข้าว ทำกับข้าว หาบน้ำใส่ตุ่ม ช่วยแม่เย็บผ้า ขณะเดียวกันเป็นคนเรียนเก่ง ผลการเรียนเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาคำนวณและภาษาอังกฤษ จนเพื่อนๆตั้งฉายาให้ว่า “หัวลูกคิด”

นิสัยส่วนตัวที่ได้จากพ่อคือใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือคน ขณะที่แม่ให้ความอดทน และละเอียดรอบคอบ

อายุ 18 ปีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นเอเยนต์จำหน่ายสุราย่านหลานหลวง งานหลักคือจัดของตามใบสั่ง เช่น เหล้า เบียร์ น้ำหวาน โซดา ใส่ท้ายรถจักรยานเอาไปส่งตามที่ต่างๆ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเริ่มสนใจทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้วิธีเรียนรู้แบบครูพักลักจำจากร้านขายวัสดุก่อสร้างใกล้บ้าน ก่อนจะเปิดบริษัท ‘สหะศรีชัยก่อสร้าง จำกัด’ ขึ้นในปี 2499

บรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทสหะศรีชัยก่อสร้าง

 

 

เข้าพิธีวิวาห์กับแจ่มใส ศิลปอาชา คู่ชีวิต

 

 

ต่อสู้ฟันฝ่าดำเนินธุรกิจมาอย่างล้มลุกคลุกคลาน อาศัยความอดทน ไม่ยอมแพ้ และมัธยัสถ์อดออม ทำทุกอย่างเองทั้งหมดตั้งแต่ทำบัญชี ซื้อวัสดุอุปกรณ์ วิ่งเต้นหางานประมูล ติดต่อกู้เงินธนาคาร เขียนใบสั่งงานให้ลูกน้อง ยันปัดกวาดเช็ดถูบริษัท จนสามารถตั้งตัวได้มั่นคง

หลังประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานก็ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด กลับมาบริจาคเงินบูรณะศาลหลักเมือง สร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างถนนหนทาง สะพาน ไฟฟ้าประปา จนถึงแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีให้เจริญรุดหน้าดังที่เห็นในทุกวันนี้

ชีวิตครอบครัวสมรสกับแจ่มใส (เลขวัต) ศิลปอาชา มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ หนูนา-กัญจนา ยุ้ย-ปาริชาติ และ ท็อป-วราวุธ

ปี 2517 ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุค”สภาสนามม้า”อันลือลั่น ปี 2519 ลงสมัครเลือกตั้งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคชาติไทย และคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี 2523

เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร

ลีลาการอภิปรายในสภา

 

ปี 2537 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ควบคู่กับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2538 และเลือกตั้งใหม่ พรรคชาติไทยมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้บรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย

ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21

 

ผลงานสำคัญที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์คือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ก่อนจะกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด

ช่วงที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมือง ได้รับฉายาจากสื่อมวลชวนมากมาย เช่น “มังกรสุพรรณ” มาจากฐานเสียงหนาแน่นที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี หรือฉายา “เติ้ง” มาจากบุคลิกที่คล้ายกับเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำประเทศจีน หรือ “หลงจู๊’” จากลักษณะการทำงานเหมือนเถ้าแก่ คอยดูแลตรวจตราสั่งงาน ล้วงลูก ล้วงงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

หลังพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมรัฐบาลอีกหลายสมัย โดยคุมกระทรวงหลักที่คุ้นเคยอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับบรรหารเอง แม้ไม่ได้กลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยังลงสมัครเลือกตั้งและคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายได้ทุกครั้ง ปี 2551 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ทั้งยังถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

วาระสุดท้ายของชีวิต บรรหารดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมยังประกาศว่าเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก กระทั่งถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้-หอบหืดกำเริบ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเวลา 04.42 น.ของวันที่ 23 เม.ย.2559

นับเป็นการปิดฉากตำนานชีวิตมังกรการเมืองอย่างถาวร…

ถึงบรรทัดนี้ ขอหยิบยกเอาคำกล่าวที่บรรหารเคยกล่าวไว้ในหนังสือครบรอบวันเกิด 72 ปี ใจความสำคัญนั้นบ่งบอกถึงปณิธานสุดท้ายของชีวิตได้เป็นอย่างดี …

“เพราะชีวิตเหมือนการเดินทาง บางช่วงสนุกตื่นเต้น บางช่วงเนิ่นนาน เหน็ดเหนื่อย

การเดินทาง ทำให้เราเปลี่ยนผ่าน รู้จักผู้คน รู้จักเรื่องราวของตัวเรา ได้เรียนรู้ ได้หยุดนิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้มีข้อจำกัดอยู่เพียงสองอย่าง…สังขาร…และ…เวลา…

การเดินทางของผมมีหลายมิติ แต่ที่ปรารถนาที่สุดก็คือ ได้ใช้สังขารและเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด มีคุณค่าต่อผู้อื่น มีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน มีคุณธรรมต่อครอบครัว และมีคุณภาพต่อตนเอง

การเดินทางของผมจึงมีช่วงพักน้อยมาก ทำให้ได้ทำงานหลากหลายลึกซึ้ง หลายคนที่ห่วงใยถามผมว่า ทำไมไม่หยุดทำงาน ความมั่นคงในชีวิตก็มีพร้อม แต่เมื่อเห็นว่างานคือความสุข ก็ทำให้ไม่มีทุกข์เพราะการได้ทำงาน ตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ทำงานดูจะเป็นทุกข์มากกว่า เวลาเห็นข่าวในพระราชสำนัก ยิ่งทำให้สำนึกว่า พระเจ้าแผ่นดินของเราทรงงานหนักยิ่งกว่า นานยิ่งกว่าเสียอีก

ผมเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ปู่ ย่า เข้ามาพึ่งเงาร่มแห่งพระบรมโพธิสมภาร ผมเกิดในประเทศไทย เติบโตได้ดีด้วยน้ำใจคนไทยในสังคม คนเราแม้เลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกสถานที่ที่จะอยู่ และสถานที่ที่จะดับได้ และผมก็เลือกแล้วว่า ไม่มีที่ใด ร่มเย็นเป็นสุขเท่า…ประเทศไทย แผ่นดินแม่ แผ่นดินเกิดแห่งนี้

การทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เพื่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงทำให้มีความสุข และการเดินทางของชีวิต จึงมีเป้าหมาย…เป้าหมายที่จะได้อยู่…และดับอย่างมีความหมาย…สงบ…และภูมิใจ

ผมจึงขอบคุณแผ่นดินไทย และคนไทยทุกคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตของผมและครอบครัวมีวันนี้ วันที่เราได้สนองคุณแผ่นดิน…ด้วยการทำงาน”

หมายเหตุ-สำหรับหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ เจ้าภาพจึงใคร่ขอให้ผู้มาร่วมงานที่มีบัตรรับหนังสือ สามารถนำบัตรไปขอรับหนังสือได้ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ 1.ที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย 2.ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี 3.แผนก Concierge โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ และโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 

 

 

“เจ้เล้ง” นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452871

"เจ้เล้ง" นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การเป็นนักล่าฝันและมีความฝันที่จะรวย ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อ “เล้ง” จากเด็กนักเรียนกลายมาเป็นแม่ค้าแผงลอย จุดเริ่มต้นของ “ร้านเจ้เล้ง” ที่จับพฤติกรรมสาวไทยได้ถูกต้องที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ทำให้เครื่องสำอางสกินแคร์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และกลายเป็นร้านค้าปลีกนำเข้าขนาดใหญ่ย่านดอนเมือง

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้า เจ้เล้ง เล่าให้ฟังว่า การทำธุรกิจของร้านเจ้เล้งกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นเศรษฐินีมีรายได้ระดับพันล้าน จุดเริ่มต้นมาจากการมีความฝันอยากมีรายได้ 5 แสนบาท จึงคิดขายสินค้ามาตั้งแต่ตอนเมื่ออายุ 14 ปี เริ่มจากการขายสินค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ขนม เสื้อผ้า และก็เพิ่มกลุ่มสินค้าขึ้นมาเรื่อยๆ พอทำธุรกิจขายของได้ถึงอายุ 16-17 ปี ก็วิ่งไล่ล่าทำตามความฝันได้สำเร็จ ธุรกิจออกดอกออกผลมีกำไร 5 แสนบาท จากนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะฝันวางเป้าหมายว่า ถ้าเรามีเงิน 5 ล้านบาท แล้วก็จะพอแล้ว กระทั่งปัจจุบันอายุ 70 ปี ยังฝันไม่หยุดอยากมีรายได้แตะระดับหมื่นล้านบาท

ย้อนไปในอดีตครอบครัวของเจ้เล้ง เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่และย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองไทย โดยมีแม่เป็นครูสอนภาษาจีน แต่ต่อมาโรงเรียนได้โดนสั่งปิดไป เพราะรัฐบาลต้องการปราบปรามคอมมิวนิสต์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวตั้งแผงลอยขายของเล็กๆ น้อยๆ ที่ตลาดสะพานใหม่ ดอนเมือง ด้วยการขายเสื้อผ้าคอกระเช้า ผ้าถุง แต่หลังจากที่เจ้เล้งต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ขายของ ด้วยความเป็นคนหัวการค้าใช้เงินลงทุน 1,200 บาท เปลี่ยนสินค้าหน้าร้านมาเป็นขนมของเด็กๆ รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยใหม่แทน และจุดเปลี่ยนคือ การมาจับตลาดนำเครื่องสำอางมาขายภายในร้าน

เมื่อเราถึงจุดที่รวยก็ทำให้การคบค้าสมาคมกับเพื่อนก็เป็นอีกระดับหนึ่ง จึงมีช่องทางทำให้ได้สินค้าราคาถูก สอดคล้องกับการทำธุรกิจคือ คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าของเราขายได้ในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นๆ เพราะราคาถือว่าเป็นปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า จึงเริ่มนำเข้าสินค้าหนีภาษีเข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง น้ำหอม สกินแคร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาลูกค้า กระทั่งสร้างชื่อเสียงให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย “เจ้เล้ง ดอนเมือง” แต่พอย่างเข้าสู่ปี 2549-2550 ก็เกิดกระแสข่าวลบของร้านต่างๆ นานา ว่าจำหน่ายสินค้าปลอม เป็นสินค้านำเข้าโดยไม่ถูกกฎหมาย เพราะด้วยกลยุทธ์ราคาที่ถูกแสนถูกก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

“ในห้วงเวลานั้น ลูกค้าที่เคยเดินทางมาซื้อสินค้าร้านเจ้เล้งหายไปกว่า 50% ที่ร้านเงียบมากร่วม 2-3 เดือน ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ต้องมองว่า การทำธุรกิจต้องทำให้ถูกกฎหมายเสียภาษีให้กับรัฐบาลให้ถูกต้อง ยอมกำไรน้อยหน่อย เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่เจ้เล้งปลุกปั้นทำธุรกิจมาเกือบ 10 ปี นอกจากนี้ยังสร้างแบรนด์เจ้เล้งให้ผู้บริโภคเข้าใจกระแสข่าวขายสินค้าปลอม เนื่องจากภายในร้านมีจำหน่ายซีดีหนังและโดนตำรวจจับเท่านั้น ภายในร้านเราไม่มีสินค้าปลอม จากนั้นลูกค้าก็เริ่มกลับมาซื้อสินค้าตามปกติ”

 

อารียฉัตร กล่าวว่า ในปี 2549 ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทาย เจ้เล้งเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งขายสินค้าปลอมบ้าง กระทั่งมาถึงสนามบินย้ายไปอยู่สุวรรณภูมิเหมือนฟ้าฟาดลงมา ถึงกับใจหายเดิมได้ยินเสียงเครื่องบินตลอดเวลา เนี่ยคือเงียบมาก จากปริมาณคนที่เดินทางแล้วต้องแวะหากซื้อของฝากจากต่างประเทศไม่ได้ก็มาแวะที่นี่ลูกค้าในส่วนนี้จะหายไปเลย แต่หลังจากนั้นลูกค้าก็กลับมาซื้อ เพราะทางร้านมีจุดแข็งมาร้านเจ้เล้งไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศก็ได้รับของถูก ซึ่งปัจจุบันทางร้านนำสินค้าจากต่างประเทศมามากกว่า 10 ประเทศ เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย โปแลนด์

ก้าวเข้าสู่การค้าการขายในยุคดิจิทัล ช่องทางค้าปลีก หรือออฟไลน์ เริ่มมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าลดลง อีกทั้งยังมีคู่แข่งขายสินค้าทางออนไลน์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งการจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือกระทั่งไลน์ แถมส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าหนีภาษี ประกอบกับมีคนไทยสร้างแบรนด์สกินแคร์ เครื่องสำอาง ราคาไม่แพงมาจำหน่ายจำนวนมาก นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินถูก คนก็เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศง่ายขึ้น ก็ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาใช้เอง ร้านเจ้เล้งจึงได้รับผลกระทบมาก ความถี่การซื้อสินค้าน้อยลง เพราะหันไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ส่งผลให้เจ้เล้งต้องบุกช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็ถือว่าไม่ทำช้าเกินไป แต่จะทำให้มากขึ้นจากปัจจุบันสร้างรายได้สัดส่วน 30% ของรายได้รวม

การทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ถามข้อมูลสินค้าข้ามวันไปเลย ถามจนกว่าจะพอใจ บางทีก็ไม่ซื้อ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ที่สำคัญพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่มีเป้าหมายว่าจะซื้ออะไรอยู่ในใจ ทำให้ปริมาณการซื้อของไม่ได้เยอะเหมือนเวลาเข้ามาซื้อสินค้าในร้านที่มีสินค้าหลากหลายดึงดูดใจควักกระเป๋าเงินซื้อสินค้าหลายชิ้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจานำเข้าสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจากยุโรปและเอเชียมาแข่งขันกับคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ โดยมีหมัดเด็ดที่สำคัญ เปิดศึกขายสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพ

“ประสบการณ์ทำธุรกิจมา 56 ปี จึงรู้ว่าอะไรควรบุกและอะไรต้องชะลอการทำออกไป ก่อนหน้านี้ประกาศว่าจะขยายสาขาเจ้เล้ง 2 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท รวมทั้งชะลอการขยายแบรนด์ไลลา มีสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 รายการ อาทิ สกินแคร์ แต่จากสถานการณ์การแข่งขันธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง สกินแคร์ ที่รุนแรง ช่องทางออฟไลน์กำลังอยู่ในภาวะขาลงและออนไลน์เริ่มเข้ามาแทนที่ ทำไมต้องลงทุนสร้างเราก็ใช้ออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งในรูปแบบปลีกและค้าส่งได้ เพราะการลงทุนค้าปลีกใช้งบลงทุนสูงคืนทุนช้า สำหรับเป้าหมายต่อไปของผู้หญิงนักสู้วัยของเจ้เล้ง การผันตัวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงขั้นทำเป็นโครงการใหญ่โต”

อารียฉัตร กล่าวว่า ขณะนี้มุ่งสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ในรูปแบบให้เช่า เพราะเป็นธุรกิจที่กินได้ยาวมากกว่าการปล่อยขาย ก่อนหน้านี้ก็สร้างห้องเช่าให้ผู้เช่าขายสินค้าอยู่แล้ว จึงมองว่าการทำธุรกิจต้องทำสิ่งที่มีความถนัด อย่าไปเปลี่ยนสายน้ำให้ไหลไปจุดนั้นจุดนี้ และแม้ว่าจะเป็นเศรษฐินีระดับพันล้าน แต่เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ต้องทำงานอยู่ตลอด ไม่สามารถหยุดทำงานได้ จึงลงมือคุมงานอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อเหล็ก หรือกระทั่งปูน เลือกเองหมดทุกอย่าง ถึงขั้นไปต่อรองราคาซื้อขายด้วยตัวเอง เลยรู้ว่าตอนนี้ราคาเหล็กลดลงจากกิโลกรัมละ 20 บาท เหลือเพียง 12 บาท/กก.

สำหรับแผนสร้างโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ระหว่าง 2 ปี หรือ (2559-2560) พัฒนาที่ดินย่านลาดกระบัง 100-200 ไร่ เฟสแรกลงทุน 1,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย อพาร์ตเมนต์ 21 อาคาร มี 1,500 ห้อง เริ่มก่อสร้างแล้ว 30-40% ความโดดเด่นของเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ของเจ้เล้งที่พูดด้วยความภูมิใจว่า เป็นคนรักความสะอาดมาก ดังนั้นจะมีบริการฟรีทำความสะอาดห้องพักให้กับผู้เช่า
เดือนละ 1 ครั้ง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะประกาศตัวลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลักการลงทุนของเจ้เล้งค่อยๆ ลงทุนครั้งละ 25% จากมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เพราะต้องการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจ และค่อยๆ ศึกษาธุรกิจ พฤติกรรมผู้เช่าว่ามีความต้องการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์รูปแบบใด เบื้องต้นคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จปลายปีหน้าและในปี 2565 ถึงจะคุ้มทุน สำหรับวางเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าหวังรายได้ขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสัดส่วนเป็น 50% และร้านเจ้เล้ง 50%

คีย์ซัคเซสของร้านเจ้เล้งที่เกิดจากแม่ค้าแผงลอยเล็กๆ มาสู่ธุรกิจค้าปลีก เกิดจากการมีใจรักที่จะค้าขาย รู้ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร ขยัน สิ่งสำคัญต้องมีความอดทน เพราะทำงานทุกอย่างล้วนมีอุปสรรคทั้งสิ้น

ส่วนสูตรอีกหนึ่งตัวคือความเชื่อที่ว่าชื่อร้าน “เจ้เล้ง” ต้องใช้ไม้ตรี แต่กลับใช้ไม้โท เพราะไม้โทมันแหงนหน้า ทำให้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เพราะเจ้เล้งย้ำว่า เก่ง ขยัน อย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสาน ถึงมีเจ้เล้ง ดอนเมืองมาถึงทุกวันนี้

66ยังแจ๋วมีหมื่นล้านจะวางมือ

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้าเจ้เล้ง กล่าวว่า แม้ว่าจะอายุ 66 ปี แต่ยังไม่คิดว่าจะวางมือแล้วปล่อยให้ทายาท ภัทรานิษฐ์ ลาภชีวะสิทธิฉัตร หรือ “น้องซิน” ลูกสาวคนที่ 3 เข้ามาดูแลกิจการอย่างเต็มตัว ต้องรอให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยประกาศกับตัวเองว่าจะไม่ทำงานอะไรทั้งสิ้น จะอยู่บ้านแบบสบายๆ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้ วันรุ่งขึ้นก็กลับไปทำงานตามปกติ เพราะชีวิตที่ผ่านมาทำงานมาโดยตลอดจึงไม่คุ้นชิน

ส่วนชีวิตเว้นว่างจากการทำธุรกิจ วันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์กับอาทิตย์ ก่อนหน้านี้จะหัดขี่จักรยาน เพราะในช่วงวัยเด็กมีชีวิตกับการค้าขายมาโดยตลอด ไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยานเหมือนเด็กคนอื่นๆ พอขี่ได้รู้สึกดีใจมาก ไม่ว่าจะรวยแค่ไหนสำคัญคือต้องรวยอย่างมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย จะได้มีชีวิตยาวนานดูแลธุรกิจและเร่งสร้างรายได้ให้ได้ตามความฝันมีรายได้ แตะหมื่นล้านบาทแล้วเจ้เล้งอาจจะถึงเวลาที่ต้องวางมือเสียที

 

“ฟิลิป” 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 18:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452497

"ฟิลิป" 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง…

หลังอดีตนักมายากลเด็กชื่อดัง “สำลี สังวาลย์” ออกมาร่ำไห้ผ่านสื่อว่า ชีวิตตกอับถึงขีดสุด ไม่มีงานทำ ซ้ำยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกเมีย โดยพาดพิงถึง “ฟิลิป” ยอดนักมายากล ผู้ปลุกปั้นจนโด่งดังว่าปฏิเสธให้ความช่วยเหลืออย่างไร้เยื่้อใย จนเกิดวิวาทะตามมา ท้ายที่สุดตัดสินใจขอขมาพ่อบุญธรรมเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ไม่มีใครไม่รู้จักคณะมายากลอันประกอบด้วยฟิลิป ลิซ่า และสำลี ภาพนักมายากลสุดเท่ในชุดทักซิโด้ สาวสวยเซ็กซี่ เด็กน้อยผู้เปี่ยมอารมณ์ขัน กลายเป็นสูตรสำเร็จ ส่งผลให้รายการโทรทัศน์ คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ยันงานเลี้ยงสังสรรค์ ขาดความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้นอย่างมายากลไปไม่ได้เลย

ชีวิตย่อมมีขึ้นลงตามวัฎจักร จากชื่อเสียงขจรขจายคับฟ้า งานทองไหลมาเทมา วันหนึ่งกระแสมายากลเข้าสู่ช่วงขาลง คณะฟิลิปห่างหายจากหน้าจอโทรทัศน์ กระทั่งวันนี้ชื่อของฟิลิปถูกลากเข้ามาในแสงสปอร์ตไลท์โดยบังเอิญ

ความทรงจำครั้งเก่าถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง ภาพชายในชุดทักซิโด้กับลีลาความสามารถในการเสกมายากลอันน่าทึ่งพลันกลับมากระจ่างแจ่มแจ้งอยู่ในหัวสมอง

เมื่อครูสอนลีลาศถูก”เดวิด คอปเปอร์ฟิล”ร่ายมนต์ใส่

ชื่อจริงของฟิลิปคือ เฉลิมสวรรค์ ไพบูลย์พันธ์ เป็นชาวพัทลุง เติบโตท่ามกลางชนบทปักษ์ใต้ แรกเห็นโชว์มายากลเป็นครั้งแรกก็ประทับใจทันที

“สมัยเด็กๆ เวลามีงานรื่นเริงก็มักจะมีมายากลกลางแปลงมาแสดง ก็ไปยืนมุงดูตามประสาเด็กๆ พออายุ 18 เข้ากรุงเทพฯ ก็ได้เห็นมายากลกลางแปลงอีกครั้ง คราวนี้อลังการกว่าที่บ้านนอกเยอะ ทั้งคลุมผ้าปิดตาถามคำถาม ‘อับดุลเอ๊ยๆๆ’ แล้วทายถูกหมด มีงูเห่าไฟในกระป๋อง โชว์ตัดคอเด็ก เราก็ฮือฮามาก”

ชีวิตในเมืองหลวงต้องต่อสู้ดิ้นรน กลางวันทำงานที่บริษัทแผ่นเหล็ก กลางคืนไปเรียนหนังสือที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา เฉลิมสวรรค์รู้สึกเบื่อที่ต้องทำงานงกๆอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม จึงลาออกไปสมัครเป็นครูสอนลีลาศ

วันหนึ่งเจอประกาศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับสมัครครูสอนลีลาศแถวประตูน้ำ เจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศเห็นว่าหน้าตาคมสัน หน่วยก้านดี แกรับทันที แถมสอนให้ฟรีด้วย แต่ตกลงกันว่าสอนเสร็จแล้วให้มาเป็นครูสอนลีลาศที่โรงเรียนเป็นการชดเชย ผมก็เอาสิ แหม สอนฟรี แถมได้งานทำ มีแต่ได้กับได้ ช่วงเป็นครูสอนลีลาศ เที่ยวทุกคืน สอนเสร็จนักเรียนมาชวนแล้ว ครูไปเที่ยวไหม สมัยนั้นไนท์คลับเฟื่องฟู ไม่ได้ไปกินเหล้าเมามาย แต่ชอบเต้น ยังคิดไว้ว่าอยากจะเปิดโรงเรียนสอนลีลาศเล็กๆของตัวเอง

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2524 เฉลิมสวรรค์ได้ดูภาพยนต์เรื่อง ปีศาจรถไฟ (terror train) เรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรสวมหน้ากากไล่ฆ่าคนบนขบวนรถไฟ

ฉากหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมเป็นฉากที่เด็กหนุ่มนักมายากลคนหนึ่งเล่นกลเสกไพ่ออกมาจากมือ โอ้โห ลีลาเท่มาก นักมายากลคนนี้ยังมีบุคลิกพิเศษ หน้าตาหล่อเหลา มีเสน่ห์ ตอนโชว์กลนี่มันกระชากวิญญาณเราออกมาเลย เดินออกจากโรงหนังพูดกับตัวเองเลยว่า จะเป็นนักมายากลแบบไอ้หนุ่มคนนี้่ให้ได้ และจะมีชื่อเสียงด้วย กระทั่งหลายปีต่อมา ถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มนักมายากลคนนั้นคือ เดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลชื่อดังของโลก

ถ่ายรูปกับเดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลระดับโลก ผู้เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ

ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม … 6 ชั่วโมงต่อวัน

หลังออกจากโรงภาพยนต์ในวันนั้น ชีวิตของเฉลิมสวรรค์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียนวิชามายากล

ไปเดินแถวสำเพ็ง ดูพวกร้านขายอุปกรณ์เล่นมายากล เห็นของเล่นแปลกๆเต็มไปหมด ด้วยความที่ขี้อาย ผมทำทีไปซื้อของแล้วเลียบๆเคียงๆถามเจ้าของร้านว่า ไอ้ที่เสกไพ่ออกจากมือน่ะ ทำยังไง เขาก็ใจดีแนะนำว่าทำแบบนั้นสิแบบนี้สิ เราก็กลับไปฝึกต่อ ปีถัดมาไปเจอประกาศแข่งประกวดมายากล โดยชมรมสยามเมจิกคลับ ผมคิดอยู่ 3 วัน ก่อนโทรไปสมัครกับเขา และใช้ชื่อในการแสดงว่า ‘ฟิลิป’ ชื่อนี้เอามาจากหนังชีวประวัติเจ้าชายฟิลิปป์แห่งอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าเท่ สง่ามาก พอไปแข่งกับอีก 12 คน ปรากฎว่าฟลุ๊คได้ที่หนึ่ง

ฟิลิปทำหน้างงๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงด้วยความปลาบปลื้ม เขายอมรับว่า ตอนนั้นไม่ได้มีเทคนิคแพรวพราวอะไรนัก แค่เสกไพ่ เสกลูกบอลธรรมดาๆ อาจเป็นไปได้ว่าบุคลิกครูสอนลีลาศที่มีท่วงท่าลีลาไม่เหมือนใคร จึงโดนใจกรรมการ

ความโชคดีวิ่งเข้าชนฟิลิปอีกตูมใหญ่ เขาได้รับการชักชวนจากอาจารย์ไพรัช ธนสารสมบัติ ประธานชมรมสยามเมจิกคลับ ให้ทุนเรียนมายากลฟรี สอนโดยอาจารย์ชาลี ประจงกิจกุล นักมายากลชื่อดัง

ผมยังเป็นครูสอนลีลาศอยู่ พอได้แชมป์ ผมไม่เอาเลย ลาออก บอกเจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศว่าอาจารย์ครับ ผมไม่เอาแล้ว ผมจะไปเป็นนักมายากล อาจารย์นี่อึ้งเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นอายุ 27 ไม่มีความคิดสักนิดเดียวว่า มายากลจะทำเงินให้ผม คิดอย่างเดียวว่าผมชอบมัน รักมัน หลงใหลมัน อยากเล่น อยากเรียน อยากฝึกซ้อมให้เก่งๆ บรรยากาศการเรียนเข้มข้นมาก สอนตัวต่อตัวในห้องแอร์วันละหนึ่งชั่วโมง แต่ผมจะกลับไปฝึกต่ออีกวันละ 6 ชั่วโมง ฝึกแบบนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อย มีความสุข ผมเป็นคนขยันฝึกมาก ครูยังงงว่า สอนอะไรไป ฟิลิปมันทำได้หมด สอนวันนี้ พรุ่งนี้มันมาเล่นให้ดูแล้ว“แววตาเป็นประกายความมุ่งมั่้น

การเดินตามความฝันมีราคาที่ต้องจ่าย ช่วงที่เรียนมายากลฟรี ฟิลิปงานไม่มีทำ แถมต้องจ่ายค่าห้องเช่า ค่ากิน ค่าอยู่ จึงงัดวิชาศิลปะสมัยมัธยมมาหากิน นั่นคือ ปั้นตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ขายตามร้านเครื่องเขียน ประทังชีวิตให้อยู่รอดเดือนชนเดือน

วาสนาดีได้ไปเรียนมายากลที่ญี่ปุ่น

ปีพ.ศ.2527 หลังฝึกปรือวิทยายุทธ์มายากลได้ 2 ปี ฟิลิปเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์มายากลโลกที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเขามั่นใจสุดขีดว่า ผลจากการซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายน่าจะสามารถคว้ารางวัลติดมือกลับบ้านได้ แต่สุดท้ายเกิดแห้ว ไม่ติดสักอันดับ แม้จะผิดหวังเสียใจ แต่ก็มีน้ำใจนักกีฬาพอที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

ใครจะรู้ว่า สิ่งที่ได้รับกลับมาหลังจากชวดรางวัลนั้นยิ่งกว่าคว้าแชมป์

หลังจบงาน ผู้จัดการแข่งขันชื่อ คุณซาวาดะ ให้คนมาเชิญไปนั่งคุยด้วย เขาบอกว่า อยากมาอยู่ญี่ปุ่นสัก 6 เดือนไหม จะหาครูมาสอนมายากลให้ฟรี อาหาร ที่พักฟรี แถมเงินพ็อคเกตมันนี่ให้ใช้ด้วย คุณคิดดูสิ วาสนาดีไหม ไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันยิ่งกว่ารางวัลใดๆ ผมคิดว่าสาเหตุที่เขาประทับใจในตัวผมน่าจะอยู่ที่อารมณ์ในการแสดงของตอนอยู่บนเวที Inner มันมาจากภายใน สีหน้า ท่าทาง ลีลา มีพลัง ดึงดูดคน ที่สำคัญเขาบอกว่า พอได้ดูการแสดงของผมรู้เลยว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันต้องฝึกฝนมาอย่างหนัก  แต่สิ่งที่ขาดก็มีเพียงเทคนิคใหม่ๆเท่านั้นเอง ฝีมือเราสู้กับเมืองนอกได้ แต่ไอเดียเราสู้เขาไม่ได้ สมัยนั้นบ้านเราจะเรียนมายากลทีนึงยากลำบากมาก ญี่ปุ่นเขาสั่งวีดีโอสอนมายากลนำเข้าจากอเมริกาไม่กี่วันถึง แต่กว่าจะมาถึงเมืองไทยก็หลายเดือน ยุคนั้นวีดีโอยังไม่นิยม ช่องทางการเข้าถึงมีแต่เรียนจากครู เรียนจากตำราเก่าๆเท่านั้น

6 เดือนที่ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของนักมายากลชาวไทยคนนี้ เป็น 6 เดือนที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาในทุกๆด้าน

ฟิลิปเล่าว่า ฝีมือและเทคนิคพัฒนาสูงขึ้นอีกระดับประสบการณ์กว้างขวางขึ้น เพราะได้ดูโชว์จากนักมายากลรุ่นเยาว์ยันมืออาชีพมหาวิทยาลัย ทั้งยังได้เรียนรู้เบื้องหลังการจัดเวที แสง องค์ประกอบฉากต่างๆ ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมวงการมายากลญี่ปุ่นพัฒนารุดหน้าไปเร็วมาก

วันกลับเมืองไทย คุณซาวาดะมาส่งผมที่สนามบิน ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ ผมถามเขาว่า ต้องชดเชยอะไรบ้าง เพราะตอนเรียนลีลาศยังต้องไปเป็นครูสอนลีลาศตอบแทน นี่เขาให้ขนาดนี้ จึงถามไปว่าอยากให้ไปสอนที่ไหนรึเปล่า คุณซาวาดะส่ายหัวบอกว่า ‘ไม่ต้อง คุณกลับไปประเทศของคุณ ไปเป็นผู้นำด้านมายากลที่ประเทศคุณนั่นแหละ’

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนพรวิเศษที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นมอบให้แก่ลูกศิษย์จากเมืองไทยคนนี้

งานชุก เงินทองไหลมาเทมา ชื่อเสียงคับฟ้า…ยุคทองของนักมายากลไทย

และแล้วก็ถึงเวลาที่นักมายากลหนุ่มไฟแรงจะเสกความมหัศจรรย์ให้คนไทยได้ตื่นตะลึง ในฐานะดีกรีแชมป์ประเทศไทย แถมยังได้ไปชุบตัวถึงญี่ปุ่นอีก สถานะฟิลิป ณ ขณะนั้นไม่ต่างอะไรจากพยัคฆ์ติดปีก

ตอนนั้นดีกรีดีมาก เทคนิค ฝีมือระดับโลกแล้ว มั่นใจสุดๆ ในวงการมายากล ชื่อฟิลิปแจ้งเกิดเต็มตัวแล้ว แต่ในตลาดทั่วไปยังไม่มีใครรู้จัก ผมจึงเริ่มมองหางานอย่างจริงจัง ตอนนั้นตลาดเมืองไทยอยู่ที่คาเฟ่ซึ่งเฟื่องฟูมาก นักมายากลรุ่นพี่ไปแสดงกันทุกคืน วันหนึ่งมีเอเยนต์ติดต่อให้ไปเล่น ค่าตัวครั้งแรก 800 บาทต่อ 30 นาที ผมงัดเทคนิคมาโชว์ไม่ยั้ง ปรากฎว่าล้มเหลว ไปเล่นที่ไหนก็ถูกด่า ผู้จัดการไม่ชอบ มารู้ทีหลังเขาบอกว่า ‘มันเล่นเก่งจริง แต่เล่นไม่สนุก’ หมายถึง ยอมรับว่าผมเก่ง มีฝีมือ แต่แขกไม่ชอบ  ผมกลับมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ฝีมือเหนือกว่าคนอื่น จนมาพบว่า นักมายากลคนอื่นเขาฝีมือด้อยกว่าเราก็จริง แต่เขาเอนเตอร์เทนเก่ง จับคนดูอยู่ เล่นไม่ต้องเก่งมาก สำคัญคือต้องให้คนดูชอบ พวกนี้เล่นนิดเดียว พูดคุย หยอกล้อ เล่นมุขเสียเยอะ แขกก็ชอบ ผู้จัดการก็บอกเฮ้ย วันหลังมาอีก ส่วนผมขี้อาย พูดก็น้อย โชว์อย่างเดียว คิดแต่จะโชว์ว่ากูเก่ง แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับแขกเลย

ฟิลิป บอกว่า แม้ประสบความล้มเหลว ได้งานเพียง 3 ครั้งต่อเดือน เงินก็น้อยนิด แต่เขาไม่รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด กลับมีความสุขมากเสียอีกที่ได้แสดงบนเวที

กระทั่งปีพ.ศ.2530 หลังจากลุ่มๆดอนๆอยู่ตามเวทีคาเฟ่มาเกือบ 3 ปี วันหนึ่งฟิลิปเกิดปิ๊งไอเดียจากภาพยนต์เรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เขาตัดสินใจพลิกโฉมคาแรกเตอร์เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

ผมสวมทักซิโด้ เล่นกลไพ่ กลจุดบุหรี่ เสกผ้าพันคอให้กลายเป็นนก คนชอบมาก ยิ่งตอนนั้นคุณลิซ่า ไปรพิศ เข้ามาเป็นผู้ช่วย โอ้โห สวย เซ็กซี่ คนดูเลยชอบกันใหญ่ ค่าตัวเพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อ 30 นาที เล่นคืนหนึ่ง 5-6 ร้าน บทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นคือ หัวใจสำคัญของการแสดงบนเวทีอยู่ที่การเอาชนะใจคนดูให้ได้ ไล่เลี่ยกันกับช่วงนั้นมิวสิควีดีโอกำลังบูม ผมนั่งดูแล้วโป๊ะเช๊ะเลย เสร็จกูล่ะ ทำไมเราไม่เอามิวสิควีดีโอมาเล่นเป็นโชว์ของตัวเองเสียเลย เช่น เพลงพี่เบิร์ด ธงไชยที่ร้องถึงนก หมอก ควัน ดอกไม้ ผมก็เสกนก เสกควัน เสกดอกไม้ พูดง่ายๆเล่นกลตามเพลง ไม่มีใครทำมาก่อน ผลคือชื่อของคณะฟิลิปดังกระหึ่ม

สำลี นักมายากลเด็กชื่อก้องแห่งยุค สมัยที่ไปออกรายการทีวี

ในสายตาของนักมายากลคนนี้ คำว่าแจ้งเกิดหมายถึง การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และวันแจ้งเกิดของคณะฟิลิปอย่างจริงๆจังๆคือ ตอนที่เขาได้ไปพบกับเพชรเม็ดงาม เด็กชายร่างเล็ก ผิวดำ ฟันขาว นิสัยร่าเริงนามว่าสำลี ก่อนนำมาชุบเลี้ยงปลุกปั้นให้กลายเป็นนักมายากลเด็กชื่อดังที่สุดของวงการบันเทิงยุคนั้น

ยุคนั้นความบันเทิงอันดับหนึ่งของคนไทยคือ โทรทัศน์ ใครชอบดูรายการอะไรจะนั่งหน้าจอรอเลย ผมไปออกรายการสี่ทุ่มสแควร์ ให้สำลีเขาฝึกเต้นเป็นไมเคิล แจ็คสัน คราวนี้ดังไปทั่วประเทศเลย จากกรุงเทพฯขยายไปต่างจังหวัด ชื่อของฟิลิป ลิซ่า สำลี ติดหูคนไทย งานไหลมาเทมาทั้งออกรายการทีวี งานเลี้ยงบริษัท งานสัมมนา ปีใหม่ งานแต่ง งานบวช วันเกิด โชว์ตามห้าง ถ่ายแบบโฆษณา จำได้ว่าลงประกาศในสมุดหน้าเหลือง คนโทรมาเยอะจนรับงานไม่ทัน ต้องจองกันข้ามปี ค่าตัวเวลานั้น 65,000 บาทต่อครึ่งชั่วโมง ถึงขนาดบริษัทวีดีโอจ้างไปบันทึกเทปสอนมายากลเดือนละม้วน ยิ่งกว่านั้นคือ ไปออกรายการชิงร้อยชิงล้านแล้วทำล้านแตก นั่นเป็นช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพนักมายากลของผมเลย

ยุคทองของคณะฟิลิปกินเวลานานนับสิบปี ระหว่างพ.ศ.2530-2547 กระแสดังกล่าวยังปลุกวงการมายากลให้กลับมาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอีกครั้ง บรรดาผู้ประกอบอาชีพนักมายากลมีงาน มีเงินอู้ฟู่ ร้านขายอุปกรณ์การเล่นกลผุดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเปิดโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปในปีพ.ศ.2538 อันถือเป็นโรงเรียนมายากลแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ

สมัยผมเด็กๆไม่รู้เลยว่าจะไปดูมายากลที่ไหน จะเรียนได้จากไหน แต่ช่วงที่ผมดัง ทุกเช้าวันเสาร์จะไปยืนอยู่หน้าจอทีวี สอนมายากลออกรายการซูเปอร์จิ๋วให้เด็กๆทั้งประเทศได้ดู นี่เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาก ทำให้เด็กๆหลายคนเกิดแรงบันดาลใจพ่อแม่นิยมส่งลูกมาเรียนมายากลกันเยอะเลย เดี๋ยวนี้มีนักมายากลรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะ เด็กสมัยนี้เขาเก่งขึ้น กว้างขึ้น มีคลิปวีดีโอสอนมายากลให้ดูไม่รู้เบื่อ สั่งซื้ออุปกรณ์เล่นมายากลได้ง่ายๆทางออนไลน์ ต่างจากสมัยผมต้องสั่งซื้อต่างประเทศ แถมราคาแพงเป็นแสน อีกเรื่องที่ผมภูมิใจมากไม่แพ้กันคือ  ช่วงนั้นผมเชิญคุณซาวาดะมาเที่ยวเมืองไทย ดูแลที่พัก อาหาร พาเที่ยวทุกอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณท่าน

ฟิลิปกำลังโชว์มายากลให้เด็กๆในรายการซูเปอร์จิ๋ว

สูงสุดคืนสู่สามัญ ความสุขในวันนี้ของ”ครูฟิลิป”

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะอยู่ค้ำฟ้า ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ มีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากกระแสนิยมอาชีพมายากลพุ่งสู่จุุดสูงสุดแล้วค่อยๆแผ่วลง

กระนั้นนักมายากลหมายเลขหนึ่งอย่างฟิลิปไม่เคยหวั่นไหว

ช่วงพีคสุดๆ เงินสะพรั่งสุดๆ ผมไม่เคยไปซื้อคฤหาสถ์ ซื้อรถสปอร์ต สะสมเพชรนิลจินดา สิ่งที่ลงทุนไปมีเพียงโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปซึ่งวันนี้ยังคงเปิดสอนอยู่ โชคดีที่ผมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย และคิดมาตลอดว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน ผมเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร ใครจะดังได้ตลอดกาล พอกระแสเริ่มแผ่ว ผมเริ่มหายหน้าไปจากสื่อ แต่งานยังคงมีตลอด คำว่าขาลงไม่ใช่เรื่องฝีมือตกเหมือนนักร้อง ถ้าเขาร้องเพลงเก่ง ร้องเพลงเพราะ คุณภาพเขาไม่มีวันตกอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างหาก สมัยก่อนฟิลิปออกทุกรายการ คนก็เบื่อ ถึงวันหนึ่้งเขาก็ไปสนใจอย่างอื่น”

งานลด เงินน้อย ภาระความวุ่นวายต่างๆก็หายไป แทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบาย ฟิลิปบอกว่าชีวิตวันนี้เขามีความสุขมาก

ช่วงพีคๆ เหนื่อยมาก ไหนจะงานแสดง ไหนจะบริหารจัดการ ลูกน้องเยอะ ได้เงินเยอะก็จ่ายเยอะ ไม่มีเวลาพักผ่อน เครียด นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเผชิญ ทุกวันนี้งานน้อยลง เหลือเดือนละ 3-4 งาน ค่าตัว 30,000-40,000 บาท ไม่นับงานเปิดสอน ให้เช่าอุปกรณ์มายากลอีก ก็พออยู่ได้นะ แต่ชีวิตผมเบา สบาย ไม่ต้องเครียด มีเวลาได้พักผ่อน ตอนนี้มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนอีก …คุณดูหน้าผมสิ สดใสไหม นี่อายุ 60 แล้วนะ (หัวเราะ)”

ฟิลิปและลิซ่า คู่ขวัญวงการมายากลเมืองไทย

ถามว่าคนที่เคยผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว รู้สึกอาลัยอาวรณ์อดีตอันหอมหวนไหม

อยากจะพูดแบบนี้ว่า ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องเงินเลยผมเล่าให้คุณฟังตั้งแต่แรกๆตอนเข้าสู่วงการมายากลแล้วว่า ผมทำด้วยใจรักใจชอบ มีความสุขที่ได้เล่นมายากล สมัยแรกๆทำงานได้เดือนละแค่ 3,000-4,000 ก็ผมยังมีความสุข ไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ ขอให้ได้ขึ้นเล่นเท่านั้นพอ ผมชอบเล่นมายากล มายากลคือสิ่งที่ผมรัก แล้วผมก็มีอาชีพเป็นนักมายากล ดังนั้นชีวิตผมจึงไม่ได้ทำงานเลย เพราะผมได้พบกับงานที่ผมรัก ชีวิตคนเราแค่คุณได้พบกับงานที่คุณรัก คุณก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องมีออฟฟิศ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ไปเล่น ไปสนุกอย่างเดียว เงินทองเป็นอีกเรื่องที่ตอบแทนมาทีหลัง

ในวัย 60  ความฝันสุดท้ายของตำนานนักมายากลรายนี้คือ อยากจะถ่ายทอดความรู้เรื่องมายากล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้จักมันดีที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด ให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างไม่ปิดบัง

มายากลเป็นสิ่งผมรู้ดีที่สุด จึงอยากจะถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ ส่งผ่านไปให้เด็กๆเพื่อที่เขาจะเอาไปสร้างสรรค์ พัฒนาวงการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ให้เขามีโอกาสเหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาส ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญครับ โอกาสน่ะมันมี แต่วันที่ยังมาไม่ถึง ถ้าเราไม่อดทนก็ไม่ได้เจอกับความสำเร็จ ผมอดทน และก็อึดด้วย ตอนฝึกใหม่ๆไม่มีเงินกินข้าว ต้องเร่ขายตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ และผมซ้อมหนักมากวันละ 6 ชั่วโมง การมายืนอยู่จุดนี้ได้ผมต้องอึดมากๆ แล้วสุดท้ายผมก็ชนะ

น้ำคำเด็ดเดี่ยวของลูกผู้ชายชื่อ ฟิลิป ตำนานนักมายากลที่ยังมีลมหายใจของเมืองไทย

 

 

สภาทนายความ ต้องไม่มีสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452429

สภาทนายความ ต้องไม่มีสี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากแนวคิดเรื่องพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ Power of Change ที่หยิบยกมาเป็นนโยบายหาเสียงส่งผลให้รอบนี้ ดร.ถวัลย์ รุยาพร เบียดเอาชนะแชมป์เก่า 2 สมัยอย่าง เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ไปแบบขาดลอยด้วยคะแนนเสียง 7,630 ต่อ 5,014 เสียง ครองตำแหน่งนายกสภาทนายความคนล่าสุด

จากประสบการณ์ทนายความร่วม 38 ปี เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารสภาทนายความ 2 สมัย นอกจากทำหน้าที่ทนายความแล้วยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหลายมหาวิทยาลัย และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับเลือกเป็นนายกสภาทนายความหลังจากลงแข่งขันมาแล้ว 4 สมัย

ดร.ถวัลย์ เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ โดยอธิบายเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ ว่า จะทำให้สภาทนายความเป็นองค์กรหลักช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านกฎหมายและต้องการที่พึ่ง ให้เขาสามารถมาสภาทนายความด้วยความมั่นใจว่าเราจะช่วยเขาได้

ทั้งนี้ จากประสบการณ์เราจะเห็นคนที่ประสบปัญหาทางกฎหมายที่ไม่มีที่พึ่ง สูญเสียชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน บางคนไม่มีฐานะ เพราะคนมีฐานะสามารถไปว่าจ้างทนายความ แต่คนจนบางคนไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีเงินจ้างทนาย ตรงนี้สภาทนายความต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้จะมีการทำงานไปบ้างแล้ว แต่เนื่องจากคนที่ได้รับความเดือดร้อนมีเยอะ หลายคนยังเข้าไม่ถึง ตรงนี้สภาทนายความต้องจัดโครงการเชิงรุกในการช่วยเหลือประชาชนให้เขาทราบว่าเราช่วยเขาได้

“ผมเคยเป็นกรรมการช่วยเหลือประชาชนของสภาทนายความ ช่วงนั้นคดีวิสามัญฆาตกรรมฯ คดีหม่อมลูกปลา ที่เป็นเรื่องโด่งดัง แต่ระยะหลังงานแบบนี้เริ่มเงียบไป ดังนั้นต้องผลักดันสร้างการปฏิรูปการช่วยเหลือประชาชนให้ชาวบ้านมาสภาทนายความ”

ดร.ถวัลย์ กล่าวถึงกรณีการคิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปของทนายความบางแห่ง ว่า ทนายความเป็นอาชีพอิสระ การทำสัญญาจ้างการว่าความก็เป็นอิสระ แต่การเรียกค่าว่าความอาจจะไม่เป็นธรรมกับบางคนเป็นเรื่องที่สองฝ่ายตกลงกัน ทำให้มีแนวคิดว่าควรจะทำหลักเกณฑ์เรื่องการคิดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนไปเลย ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มี

“ทนายความเขาก็ต้องการ สิ่งเหล่านี้จะได้รู้ว่า คนหนึ่งเรียกสองพัน คนหนึ่งเรียกหมื่นหนึ่ง คนหนึ่งเรียกแสนหนึ่ง ทั้งที่คดีลักษณะใกล้เคียงกันก็เป็นไปได้ เพราะเราไม่มีหลักเกณฑ์อะไร ชาวบ้านบางคนจ้างทนายคดีแค่แบบนี้เขาอาจเรียกเป็นแสน เขาอาจจะไม่เข้าใจ ต้องเผยแพร่ความเข้าใจให้เขา จัดแนวทางให้เขา แนวทางของศาล เรียกว่าแนวทางพิจารณาคดี แนวทางตัดสิน แต่จะให้กำหนดตายตัวก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความพึงพอใจระหว่างคู่สัญญาด้วยกันด้วย”

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า การกำหนดค่าจ้างว่าความควรจะทำให้เป็นมาตรฐาน เพราะทนายความไม่เหมือนหมอที่พอเดินเข้าคลินิกก็ต้องรู้แล้วว่าต้องเตรียมสตางค์อย่างน้อยก็ต้องมีพันหนึ่ง แต่ถ้ามาหาทนายความไม่ต้องเสียตังค์ก็ได้ ทนายความจึงไม่ได้มีฐานะทุกคน ดังนั้นจึงควรทำให้มีสวัสดิการ เพราะเป็นอาชีพอิสระ

อย่างเมืองนอกเขารู้กันชัดเจนว่า ถ้าไปหาทนายความจะเสียค่าใช้จ่ายชั่วโมงละเท่าไหร่ก็ว่าไป คุยเสร็จก็วางบิลจ่ายตังค์ เมืองไทยก็ทำได้แค่บางสำนักงานแต่น้อยมาก

นายกสภาทนายความคนใหม่ อธิบายต่อถึงแผนที่จะสร้างสภาทนายความให้เป็นที่พึ่งประชาชน ว่า จะต้องประชาสัมพันธ์ เพราะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ มี 2 แบบ ต้องสร้างให้ชาวบ้านเข้าใจว่าทนายความเป็นที่พึ่งเขาได้ ไม่ใช่เอาเปรียบเขา ต้องพัฒนาตรงนี้ ปฏิรูปตรงนี้

“สมัยก่อนคนมองทนายความเอารัดเอาเปรียบบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นจากโครงการช่วยเหลือประชาชนที่จัดการเข้าไปช่วยเหลือคนที่ยากจน ซึ่งเรามีหลักเกณฑ์ คือ จะต้องยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องเข้าไปปรับปรุงให้เป็นที่พึ่งประชาชนได้”

ดร.ถวัลย์ อธิบายว่า ทุกวันนี้ทางสภาทนายความมีเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศที่คอยช่วยเหลือประชาชน แต่ยังต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าสภาทนายความไปดำเนินการทำเองทั้งหมด ทนายอาชีพก็จะไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน เช่น การออกโครงการช่วยเหลือคนยากไร้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนเรื่องการให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายนั้นให้คำปรึกษาได้หมด หรือเผยแพร่ความรู้นั้นทำได้หมด ไม่ว่ารวยหรือจน

ทั้งนี้ สิ่งที่คิดไว้ คือ การออกไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ถึงโครงการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้น จากการที่มีศูนย์พร้อมครบทุกจังหวัด แต่ยังต้องดูว่าสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน มีงบจำกัดหรือไม่ เพราะทำทั่วประเทศและจำนวนประชาชนเดือดร้อนมีมาก และประชาชนไม่ได้มีเงินจ้างทนายความทุกคน

ในแง่การควบคุมดูแลการทำงานของทนายความซึ่งขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทั่วประเทศมีจำนวน 6.5-7 หมื่นคน ในจำนวนนี้ว่าความจริงๆ ประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งทนายความทุกคนต้องเป็นสมาชิก จดทะเบียนกับสภาทนายความ ทางสภาทนายความก็มีสำนักงานคณะกรรมการมารยาทขึ้นมาดูแลเรื่องการทำงานโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา ก็มีการร้องเรียนพิจารณาความผิดหลายเรื่องหลายกรณี ทั้งทุจริตเรื่องเงิน ไม่ทำงานให้ตามที่รับงานมา หรือทอดทิ้งคดี รวมทั้งเรื่อง มารยาทต่อศาล มารยาทต่อทนายความด้วยกัน ซึ่งชาวบ้านที่ประสบปัญหาสามารถเข้าไปร้องได้เลย ส่วนการพิจารณาความผิดและการลงโทษก็ว่ากันไปตามกระบวนการ มีทั้งภาคทัณฑ์และลบชื่อออก

สำหรับสิ่งหาเสียงไว้นั้นและต้องทำมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านและการดำเนินการถอนร่าง พ.ร.บ.ทนายความ ฉบับเปิดเสรีทนายความต่างด้าว เพราะอาชีพบริการทางกฎหมาย หรืออรรถคดี เป็นอาชีพสงวน หากเปิดให้ทนายความต่างชาติเข้ามาทำงานก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานทนายความไทย

สิ่งที่จะกระทบ คือ หนึ่ง เราพร้อมต่อสู้ไหม ทั้งด้านวิชาชีพกฎหมาย ด้านทุน เราต้องเข้าใจพื้นฐานสำนักงานทนายความเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องทุนเราสู้ไม่ได้นะ เฉพาะเมืองใหญ่ ภูเก็ต พัทยา สมุย ทนายไทยทำให้คนต่างชาติทั้งหมด แต่ถ้าเปิดเสรีเมื่อไหร่ ต่างชาติก็ใช้นักกฎหมายของเขา

อีกนโยบายคือการทบทวนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อทนายความและประชาชน อาทิ กฎหมายวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว จากเดิมที่มีการกำหนดให้คดีที่เกี่ยวกับเยาวชนต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งไม่เรียกว่าทนาย โดยจะต้องไปสอบอบรมมีใบอนุญาตอีกใบ และทนายไม่เห็นด้วย เพราะทนายกว่า 5-6 หมื่นคน จะเสียสิทธิว่าความจากเดิมที่สามารถว่าความได้ทุกคดี

ต่อด้วยการทบทวนกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการห้ามฎีกาที่เพิ่งประกาศออกใช้ กำหนดให้คดีแพ่งไม่สามารถฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด หากจะฎีกาต้องขออนุญาตศาลฎีกา ซึ่งชาวบ้านอยากให้ต่อสู้คดีให้ถึงชั้นฎีกา เช่นเดียวกับทางทนายก็อยากสู้ให้ถึงที่สุด

ในแง่สวัสดิการของทนายความก็จะต้องปรับปรุง เพราะอาชีพทนายความเป็นอิสระ จะต้องเพิ่มสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล หลายคนต้องพึ่งตัวเองกรณีเจ็บป่วย ถ้าไม่มีประกันสังคมก็ไม่มีสิทธิ

ขณะที่เรื่องวิชาการด้านกฎหมายก็จะเผยแพร่ให้ความรู้โดยเฉพาะกฎหมายใหม่ที่ออกมา 100 ฉบับ และกำลังจะออกอีกกว่า 100 ฉบับ ต้องเผยแพร่ให้ทนายความและประชาชนได้รับทราบ เพราะกฎหมายใครจะไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่ทำยังไงจะรู้ได้ ก็ต้องให้องค์กรไปเผยแพร่ความรู้ ซึ่งเรายังอ่อนตรงนี้ ก็จะไปผลักดันโครงการ สัมมนา ช่วยเหลือทางด้านคดีด้วย

รวมทั้งเรื่องกระบวนการตรวจสอบภายในสภาทนายความเอง ที่จะต้องมีระบบตรวจสอบกันเอง จากเดิมที่ไม่เคยมี จึงคิดว่าควรต้องตั้งเป็นองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบประเมินผล หรือหาคนกลาง เบื้องต้นก็ตรวจสอบ การใช้เงิน ตรวจสอบผู้บริหาร

เนื่องจากปัจจุบันสภาทนายความมีงบประมาณเพิ่มมากขึ้นตกประมาณปีละ 100 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งมาจากที่สภาทนายความเปิดอบรม คิดค่าใช้จ่ายประมาณคนละ 3,000 บาท รุ่นหนึ่งประมาณ 1 หมื่นคน ประมาณ 30 ล้านบาท/รุ่น และปีหนึ่งจัดอบรมเป็น 3 รุ่น ยังไม่รวมกับรายได้อื่นๆ

ถามถึงปรากฏการณ์ที่ทนายความจับกลุ่มรวมตัวกันเองเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเลือกข้างเลือกสีจะเข้าไปควบคุมดูแลหรือไม่ ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า เป็นความคิดส่วนตัวของเขา แต่ละคนใครชอบอะไร อย่างไร ก็ว่ากันไป แต่องค์กรสภาต้องรวบรวมทุกกลุ่มทั้งหมด เพราะเป็นทนายเหมือนกันหมด

ทั้งนี้ ต้องพยายามหาทางทำให้เกิดการพูดคุย เกิดความสามัคคี ทนายความด้วยกันต้องเข้าใจกัน อยากให้อยู่ร่วมกัน ส่วนความคิดเราห้ามไม่ได้ใครจะคิดยังไง แต่เราพยายามให้รวมกันให้ได้ ไม่อยากให้มีสีอะไร

“สภาทนายความต้องเป็นศูนย์รวมช่วยทุกฝ่าย ตัวสภาทนายความเองต้องเป็นหลัก อย่าไปเอนเอียงช่วยฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ไม่ได้ เขาถึงจะกล้าเข้ามาทั้งสองฝ่าย ถ้าไปช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก อีกฝ่ายเขาก็กลัวไม่กล้าเข้ามา ต้องทำให้เป็นศูนย์กลาง ข้างไหนก็มาเข้าสภาฯ ช่วยทั้งหมด

คุณจะอยู่ข้างไหน ก็มาสภาฯ ได้หมด ต้องช่วยทั้งหมด ผมจะปรับตรงนี้ ใครจะมาสภาฯ ก็ช่วยทั้งนั้น ไม่เลือกฝ่าย จะทำสภาฯ ให้เป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด ผมเองก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว ส่วนตัวก็ไม่ได้อยู่ข้างไหนอยู่แล้ว ยืนยันได้เลย ไม่ได้เป็นฝักฝ่ายสีนั้นสีนี้ จากประวัติผม ถ้าศึกษาดูก็รู้”

“ที่ชนะเลือกตั้งมาก็ไม่มีการเมืองมาช่วย ไม่มีเลย ยืนยันได้ แต่รายการที่ประชาสัมพันธ์ก็ไปทุกที่ เพราะการหาเสียงไปหมด พบทุกฝ่าย ปกติเขาไม่ชอบเรา เราก็ต้องไปหาเขา คิดยังไงก็ต้องไปหา” ดร.ถวัลย์ กล่าว

พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดร.ถวัลย์ วิเคราะห์คะแนนที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทนายความทั่วประเทศแบบท่วมท้น จากรอบที่แล้วเคยพลาดเก้าอี้ไปแบบเฉียดฉิวด้วยคะแนน 5,053 คะแนน ต่อ 5,555 คะแนน ก่อนจะพลิกมาชนะเที่ยวนี้ด้วยคะแนน 7,630 คะแนน ต่อ 5,014 คะแนน ส่วนหนึ่งเพราะทนายความออกมาใช้สิทธิมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2,000 คน

อีกประเด็นสำคัญ คือ เรื่องนโยบาย Power of Change หรือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเพราะแนวความคิดทนายความรู้สึกว่าอยากมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูป เข้าใจว่าพี่น้องทนายความทั่วประเทศมีความคิดตรงกัน ว่าอยากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่บริหารมา 10 กว่าปี

อีกเรื่องคือประเด็นการคัดค้านการเปิดให้ทนายความต่างชาติเข้ามาเป็นทนายในประเทศไทย ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของทนายไทยในอนาคตอย่างกว้างขวาง

ดร.ถวัลย์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มหาเสียงมาได้ประมาณ 1 ปี โดยใช้วิธีเดินทางไปพบกับทนายความทั่วประเทศ เพราะการเลือกตั้งสภาทนายความนั้นเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จึงต้องไปพบกับสมาชิกทั่วประเทศทั้งหมด โดยอาศัยไม่มีทุนมากมาย ไปแจกใบปลิว ไปพูดคุยกับเขา

“ผมไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่มีจังหวัดไหนที่ผมไม่ได้ไป ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเขาเข้าใจ ผมไปพูดกับเขาทุกจังหวัด รับรู้ปัญหาเขา ว่ามีปัญหาอะไร เหนือสุด แม่ฮ่องสอนก็ไป ที่แม่ฮ่องสอนก็ชนะ มีคนมาลงคะแนนทั้งหมด 6 คน บึงกาฬ 20 กว่าคน หรือสตูลก็ไป อำนาจเจริญก็ไปหลายรอบ

เราไปพบเขา รับฟังปัญหาเขา เราทำได้แค่นั้น เพราะการเลือกตั้งของทนาย ให้อิสระทุกอย่าง ไม่มีหลักเกณฑ์ห้าม เพราะถือว่าเป็นทนาย มีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเอง จะไปซื้อเสียงก็ไม่มีผล ไปจัดเลี้ยงก็ไม่มีผลกับทนายหรอก เล่าให้ฟังเลย สมัยก่อนโน้น ไปจัดเลี้ยงเขาอย่างนี้ เขาไม่เลือกเลย แจกอะไรก็ไม่เลือก”

ถามถึงผลงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ มีหลายเรื่องใหญ่ๆ ดร.ถวัลย์ เล่าให้ฟังว่า เคยทำคดีเรื่องรถหายที่ไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าแล้วห้างสรรพสินค้าไม่รับผิดชอบ จนนำไปสู่การฟ้องร้องกัน สุดท้ายก็สู้คดีจนชนะ ห้างสรรพสินค้าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายและกลายเป็นบรรทัดฐานนับจากนั้นเป็นต้นมา

“ตอนนั้นตัดสินไปฟ้องห้างห้างหนึ่งที่ลูกค้าเอารถไปจอด รับบัตรจอดรถมา เมื่อก่อนแนวทางไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องฝากทรัพย์ ก็ต่อสู้กันจนศาลพิพากษาเห็นเป็นคดีละเมิด เอาหลักคุ้มครองผู้บริโภคมาจับ เมื่อคุณรับฝากก็ต้องดูแลเขา เป็นสิทธิ เพราะผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการที่เขามาซื้อของ

ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นแนวทาง จนต่อมาห้างสรรพสินค้าเปลี่ยนจากการรับบัตรเป็นการติดกล้องวงจรปิด ไม่ต้องรับบัตร แต่ถึงรถหายก็ยังต้องรับผิด เพราะไม่ตีเป็นเรื่องการฝากทรัพย์  แต่ตีเป็นเรื่องการละเมิด ดังนั้นจะรับบัตรไม่รับบัตรไม่มีผล ไปใช้บริการห้าง เขาต้องดูแล ศาลฎีกาตัดสินตามมา เรื่องใช้กล้องแล้วรถหาย ห้างก็ยังต้องรับผิดชอบ” ดร.ถวัลย์ กล่าว

เพิ่มโทษแรง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเสมอไป

ในฐานะที่คร่ำหวอดในแวดวงทนายความมาหลายปี ดร.ถวัลย์ มองถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในเวลานี้ว่า บ้านเราใช้ระบบการกล่าวหาในคดีอาญา การที่จะกล่าวหาใคร ทางตำรวจก็ต้องทำหลักฐานสำนวน และต้องให้สิทธิเขาต่อสู้เต็มที่ ผิดก็ต้องว่าตามผิด จำเลยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คนถูกจับก็ต้องประกันตัว หาหลักประกัน แต่ใครไม่มีหลักประกันก็ต้องติดคุก บางคนถูกขังอยู่ตั้ง 4-5 ปี ก็มายกฟ้อง

ดังนั้น ต้องผลักดันโครงการช่วยเหลือคนกระทำผิด เบื้องต้นเราอาจจะไม่รู้หรอกว่าเขาผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ต้องช่วยเขาตามหลักกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองว่าอย่างไร ระบบกระบวนการยุติธรรม เวลานี้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังทำในหลายประเด็นที่จะต้องปฏิรูปทุกฝ่ายทั้งทนายความและทุกองค์กร

“ต้องปรับนะ เพราะอยู่ในสายทนายความจะเห็นผู้ต้องหา หรือจำเลยบางคน ขาดสิทธิหลายๆ อย่าง เช่น กระทรวงมาช่วยเรื่องประกันตัวบางคนแล้ว จะมีกี่คนที่มีหลักทรัพย์ประกันตัว โครงการตรงนี้ทำให้เขามีอิสระพอสมควร ต้องให้สิทธิ จำเลย ผู้ต้องหา มากขึ้น มีโอกาสได้ต่อสู้ จะผิดหรือไม่ต้องให้สู้เต็มที่”

ดร.ถวัลย์ ยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีหลายคดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น คดีเชอรี่แอน บางทีกว่าจะรู้ก็ตอนเขาตายไปแล้ว เราใช้ระบบการกล่าวหา กระบวนการหลักฐานต้องแน่น พยานต้องมีน้ำหนัก เมื่อก่อนใช้การชี้ตัว ให้แท็กซี่ไปชี้ตัวก็เคยผิดตัว

ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าต้องปรับปรุงกระบวนการให้ดี ตั้งแต่กระบวนการชั้นต้น พนักงานสอบสวน ผู้จับกุม ผู้สอบสวน อีกทั้งการใช้วิธีการชี้ตัวเหมือนบอกว่าจำเลยผิดไปแล้ว แต่ก็เป็นวิธีของตำรวจเขา ดังนั้นกระบวนการต้นน้ำ ต้องแก้ไข จะเห็นว่า สปท.มีแนวคิดจะปฏิรูป แต่ยังทำไม่สำเร็จ คือให้คนจับกุมเป็นคนหนึ่ง คนสอบสวนเป็นอีกคนหนึ่ง แต่ก็เป็นแนวคิดที่ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ แม้กฎหมายดี ผู้ปฏิบัติไม่ดี ก็มีปัญหา ต้องทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติ เพราะกฎหมายอยู่ที่คนใช้ ทุกองค์กร ทั้งตำรวจ ทนาย ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม เกิดประโยชน์

ส่วนที่หลายคนค่อนขอดกระบวนการยุติธรรมว่า คนรวยไม่เคยติดคุก มีแต่คนจนที่ติดคุกนั้น ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า คนรวยก็มีสิทธิจ้างทนายที่มีฝีมือ มีสิทธิทำอะไรเต็มที่ แต่คนจนไม่มีอะไรเลย จึงต้องมีโครงการช่วยเหลือคนจนที่มีปัญหาทางกฎหมาย คนมีฐานะเขามีวิธีเอาตัวรอด เขาสามารถหาคนมาช่วยเขาได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำให้เกิดความเป็นธรรมก็ไม่มีปัญหา คนจนหรือคนรวยได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งกลไกบังคับที่ต้องแก้ไขให้มีการตรวจสอบ อย่างสื่อมวลชนมาดูช่วยตรวจสอบก็ช่วยได้มาก รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา ก็ต้องช่วยกัน เพราะเขาฟังกันอยู่แล้วโดยระบบ

นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมที่เห็นว่าน่าจะพัฒนา ก็อย่างเช่นเทคนิคการสืบพยานทางวิดีโอบางศาล เช่น ศาลล้มละลายเริ่มใช้ จากเดิมที่ใช้การจด ถาม ตอบ ถ้าทำได้หรือมีงบประมาณ หันมาอัดวิดีโอ การสืบพยานไม่ต้องคอยจด ก็จะเป็นประโยชน์ ถึงเวลาใครอยากได้ก็มาถอดเทป สิ่งเหล่านี้เมื่อไปสู่ศาลสูงก็จะได้เห็นอากัปกิริยา ไม่ใช่แต่เดิมที่เห็นแต่ที่เขียนไป แต่นี่จะทำให้เห็นหน้าตา ท่าทาง พยานให้การยังไง ลักษณะพิรุธ จริงไม่จริง

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า ในส่วนของการเรียนการสอนทนายความนี้ ทุกวันนี้มีคนเรียนเป็นจำนวนมากแต่สอบผ่านน้อย ก็ต้องพัฒนาระบบการเรียนการสอบ ไม่ใช่ว่ายากแล้วจะดี ยากแล้วเด็กออกมาตกเยอะก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องมีคุณภาพ จบออกมาต้องมีคุณภาพ ทำงานได้ อันนี้สำคัญกว่า

“สมัยผมจบปริญญาตรีออกมาก็จดทะเบียนทนายได้เลย สามารถทำงานเป็นทนายความมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ว่าจบแล้วจะทำงานได้เลย ต้องฝึก ต้องมีประสบการณ์ ต้องอดทนกว่าจะมาเป็นทนายความ การสอบเป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้น แต่ทำไงให้เขาประกอบอาชีพได้

ที่สำคัญคือแนวคิดจะปรับปรุง การฝึกการสอบ หากนักเรียนสอบตกเยอะต้องโทษอาจารย์ ไม่โทษเด็ก ผมสอนหนังสือกว่าสิบแห่ง หลายที่ระบบการสอบของทนายความจริงๆ เด็กไม่น่าตกเยอะ ถ้าสร้างระบบดีๆ เพราะเด็กรับเป็นหมื่น มาเรียนถึงพันหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเขาอยู่ยะลา เชียงราย จะมาเรียนได้ไง อบรม 90 ชม.ใช้เวลาเกือบเดือนจะเอาเงินมาจากไหน เป็นเห็นผลหนึ่งว่าทำไมถึงสอบตกเยอะ

นายกสภาทนายความ กล่าวว่า คนที่เรียนด้านกฎหมายเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้อง ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ สามารถไปทำธนาคาร ตำรวจ ทหารก็มีกฎหมายเป็นอาชีพ ถ้าประเทศไทยระดับหนึ่ง แต่ต่างประเทศถืออันดับหนึ่งเพราะเขาทำระบบของเขาจนคนเชื่อถือ ต้องสู้คนเป็นนักกฎหมาย ไม่มีเงินเดือน บุกเบิกตั้งแต่แรกหนักกว่าเพื่อน แต่ถ้าอดทนก็ประสบความสำเร็จ เลี้ยงตัวได้

ส่วนเรื่องปรากฏการณ์เด็กเแว้นนั้นต้องหามาตรการออกมาแก้ปัญหาเพิ่ม ต้องฝากหลายหน่วยงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเอาผิดผู้ปกครองหรือเรื่องอื่น แม้จะมองว่าเด็กเป็นเด็ก แต่เด็กก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญต้องเข้ามาควบคุมดูแล จะอ้างว่าดูแล
ไม่ได้ ไม่ได้

“การลงโทษแรงไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาเสมอไป เพราะลงโทษแรงยังไงคนก็ทำผิด ต้องหาแนวทางวิธีการอื่นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้คนเหล่านี้ หรือจะไปเรียกพ่อแม่ผู้ปกครองมาอบรมก็อาจได้ประโยชน์มากกว่า เพราะการลงโทษหนักคนไม่กลัวหรอกหรือกลัวแค่พักเดียว แต่ต้องหามาตรการอื่นๆ มาร่วมแก้ไข ถามว่าประหารชีวิต ตอนนี้คนกลัวไหม เขาไม่กลัว เขาไม่รู้ ถึงจะรู้ก็ไม่สนใจ ต้องหามาตรการอื่น ไม่ใช่เพิ่มโทษอย่างเดียว ประเทศอื่นโทษหนักก็ยังมีคนทำผิด”

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า ไม่ใช่เพิ่มโทษหนักแล้วคนไม่ทำผิด ในส่วนของโทษที่เหมาะสมก็ว่ากันไป แต่ควรมีมาตรการอื่นมากกว่านั้น มากกว่าเพิ่มโทษอย่างเดียว เพราะโทษหนักสุดคนก็ยังทำผิด มาตรการอื่นที่ว่า ก็เช่นให้คนรู้กฎหมายก่อน รู้การกระทำผิด ทำไมผิด ให้เขารู้ก่อนไม่ใช่รู้เมื่อผิดแล้ว ต้องให้เขารู้ก่อนที่จะทำ ว่าสิ่งที่คุณทำเป็นอะไร โทษเป็นอย่างไร

อย่างน้อยเหมือนโครงการปรามก่อนที่จะทำ กรณีเด็กแว้น ก็เรียกมาอบรมก่อน กลุ่มไหนเป็นเด็กแว้นก็รู้อยู่แล้ว ก็ทำโครงการดักเสียก่อน อย่าปล่อยให้เขาทำผิดแล้วมาจับลงโทษเขา เพราะเขาก็ทำตลอด โทษหนักไม่หยุด ต้องมีมาตรการ เช่น เรียกมาคุยก่อน ฟื้นความรู้บ่อยๆ

“ความรู้สึกเด็กๆ บางครั้งอยากทำดี ไม่ดี เป็นความคิดของเด็กจะทำอย่างงี้ ต้องให้เขาคิดก่อน อีกหน่อยจะสอบรับราชการไม่ได้นะ ถ้าคุณมีคดี คุณจะมาเสียใจ รับราชการไม่ได้ ติดประวัติแล้วก็จะมาเสียดายว่าสมัยวัยรุ่นเต็มที่ไปหน่อย ต้องให้เขารู้ตรงนี้ จะคิดแต่วันนี้ไม่ได้ ต้องคิดไปวันข้างหน้า”

นายกสภาทนายความ มองไปถึงเสียงเรียกร้องให้โทษข่มขืนเท่ากับการประหารชีวิตว่า เป็นแนวคิดที่หลายคนคิดว่าการเพิ่มโทษเกิดประโยชน์ได้ก็ดี แต่ว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า การเพิ่มโทษอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดผล เพื่อนบ้านเราประหารอย่างเดียวก็ยังเกิดดังนั้น ต้องแก้ตัวอื่นด้วย

ในส่วนของกฎหมายทารุณสัตว์ ที่เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น การแก้ปัญหาต้องทำให้พอดีเรื่องการคุ้มครองสัตว์ก็ดี แต่ต้องมีมาตรการดูแลสัตว์ด้วย ไม่ใช้คุ้มครองแต่ไม่ดูแลเลย ต้องมีมาตรการควบคุม ส่วนจะออกมาตรการทำนองดูแลตรงไหน ทำทะเบียนไว้หรือไม่ ตรงนี้เข้าใจว่าหวังดี

 

เปิดใจนักศึกษาพิการหัวใจแกร่ง “แนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451698

เปิดใจนักศึกษาพิการหัวใจแกร่ง "แนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชื่อของ “น้องแนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง” นักศึกษาหญิง ผู้พิการแขนและขา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทันที หลังสามารถคว้าเกรดเฉลี่ย 3.67 ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในระดับชั้นปี 3 สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)

เรื่องราวของนักศึกษาสาวพิการผู้นี้ สะท้อนให้เห็นว่าความบกพร่องทางด้านร่างกายไม่ใช่อุปสรรคต่อการดำรงชีวิต “การศึกษา ความมุ่งมั่นแรงกล้า และหัวใจไม่คิดยอมแพ้ต่างหากคือกุญแจนำทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริง”

แม้พิการ แต่ไม่เคยดราม่า

แนน เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 ที่จังหวัดนครสวรรค์ หลังเรียนจบระดับชั้นอนุบาลที่สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ่อแม่ส่งเข้าเรียนระดับชั้นประถม 1-2 ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อให้เธอสามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไร้ปัญหา ก่อนจะกลับมาเรียนต่อที่สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์อีกครั้งจนกระทั่ง ม.3

“ตอนถูกส่งไปอยู่ประจำที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ หนูร้องไห้ทุกวัน คิดถึงบ้าน ห่างพ่อ ห่างแม่ แต่ว่าไปแล้วที่นั่นเป็นเสมือนที่ปลูกฝังให้หนูรู้จักมองโลก มองสังคม ไม่ดราม่า นั่งเรียนกับเพื่อนที่เป็นออทิสติก มีพัฒนาการช้า ทำให้เราคิดได้ว่า มีอีกหลายคนที่ด้อยโอกาสกว่า หนูมีข้อจำกัดแค่ร่างกายเฉยๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรต่อการเรียนรู้เลย”

แนน ยิ้มหวานเล่าว่า ชีวิตในห้องเรียนสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ทั่วไป เพื่อนร่วมห้องทุกคนน่ารัก ไม่มีใครดูถูกเหยียดหยาม รังแกเธออย่างที่ใครๆคิด

“เพื่อนล้อน่ะมีอยู่แล้ว แต่หนูไม่เคยถึงขนาดร้องไห้ หรือเก็บเอามาสร้างปัญหา เวลาเพื่อนล้อหนูก็เอาคืน วิ่งไปตีเพื่อนบ้างอะไรบ้างปกติเหมือนเด็กทั่วไป ยิ่งสมัยอนุบาลนี่สนุกมาก ไปถึงห้องก็ถอดขาเทียมวิ่งเล่นกับเพื่อนประจำ” หญิงสาวหัวเราะร่า

แนนเริ่มวางเป้าหมายชีวิตครั้งแรกช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ จ.นครสวรรค์ โดยฝันอยากเป็นหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากร่างกายไม่ผ่านคุณสมบัติหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

“เราตั้งใจเรียนสายวิทย์ – คณิต เพราะอยากเป็นหมอ หรืออาชีพอื่นๆ ในด้านการแพทย์ สุดท้ายเพิ่งรู้ว่าความพิการบกพร่องทางร่างกายของเราเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาแพทย์ ตอนนั้นก็เสียดาย เสียใจ ท้อไปพักหนึ่ง พอความฝันเราโดนล้ม ช่วงนั้นเป๋เลย อยากเป็นไปซะทุกอย่าง ทั้งนักธุรกิจ ไกด์ ตอนหลังตั้งหลักได้ กลับมานั่งถามตัวเองว่า ‘เราชอบอะไร’ จนคิดได้ว่าเราชอบคอมพิวเตอร์”

ต่อมาหลังเรียนจบม.6 แนนตระเวนสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ปัญหาคือ คุณพ่อไม่อยากให้ลูกสาวเรียนไกลบ้าน เนื่องจากเกรงว่าจะตกระกำลำบาก สุดท้ายเธอก็ยกเหตุผลในการพัฒนาตัวเองให้คุณพ่อฟังจนได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ณ  วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ มศว.

“ใจหนูก็กลัวพ่อจะมัดมือชกให้เรียนใกล้บ้าน เลยบอกพ่ออย่างจริงจังเลยว่า ถ้าสอบติด มศว. พ่อห้ามค้านหนูนะ สุดท้ายก็สอบติด เลือกสาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์  เพราชอบคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว คิดว่าเราจะไปได้ดีในสาขานี้”

เธอคิดถูกว่าตัวเองไปได้ดีในเส้นทางนี้ การันตีจากรางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดของสาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ ในระดับชั้นปี 3 ที่ 3.67 อันถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง

“หนูว่ามันเป็นทางของหนู เรียนแล้วมันใช่ สังคมดี เพื่อนดี น้องดี วิชาเรียนไม่วิชาการจ๋า ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ต้องแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนเสมอ ส่วนใหญ่เน้นพวกธุรกิจและออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ค่อนข้างกว้างในอนาคต ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ แรกๆ มีถนอมน้ำใจกันบ้าง เกรงใจ กลัวว่าเราไม่เหมือนคนอื่น กลัวเจ็บ แต่หลังๆ มันตบหัวหนูเลย” สาวน้อยกล่าวอย่างจริงใจพลางหัวเราะ

ภาพจาก PRswu

ความรู้เปรียบดั่งอาวุธ

จุดแข็งของนักศึกษาพิการรายนี้คือ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเสมอ แทนการนั่งซึมเศร้าเหงาหงอยน้อยใจชะตาชีวิต

“หนูไม่เคยโดนดูถูกจังๆ ว่า อย่างเธอเป็นนั่นเป็นนี่ไม่ไหวหรอก แต่มันเป็นอารมณ์สงสารมากกว่า หลายคนมองว่าคนพิการไม่ต้องเรียนสูงหรอก จบ ม.6 ไปสมัครทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ก็พอแล้ว โหย เราได้ยินแล้วแบบ เฮ้ย..หนูต้องหยุดอยู่แค่ตรงนี้หรอ หนูว่าตัวเองมีดีกว่านั้นนะ เลยดิ้นรนที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ หลายคนเข้าใจว่าคนพิการทำอะไรไม่ค่อยได้ หรือบางคนอยากให้หนูเรียนบัญชี จบมาได้นั่งอยู่ออฟฟิศ ไม่ต้องไปไหน ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่หนูไม่ชอบ” น้ำเสียงเธอหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยว

แนนชอบท่องเที่ยวหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆใส่สมองอยู่เสมอ แม้เป้าหมายตอนนี้ยังไม่ชัดเจน เธอยังลังเลว่าเมื่อจบปริญญาตรีจะเรียนต่อหรือทำงาน โดยมองว่าอาชีพในสายการเรียนของตัวเองสามารถต่อยอดไปได้กว้าง ตามแผนกเว็บไซต์ออนไลน์ที่กำลังเติบโตในธุรกิจทุกแขนง

นอกจากเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแล้ว ปัจจุบันเธอยังทำงานพิเศษแลกทุนการศึกษาให้กับ โรงแรม สวูเทล (SWUTEL HOTEL) ของ ม.ศรีนคริทรวิโรฒ ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับด้วย

“หนูได้รับทุน แต่ไม่ใช่ให้เปล่า ให้เงินแล้วไม่ทำอะไร หนูช่วยงานคณะ ติดต่อประสานงานตามกิจกรรมต่างๆ คือให้ทำอะไรก็ทำ นอกจากนี้ทางมหาลัยเรามีโรงแรม ที่อยู่ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ด้วย ซึ่งเขาก็ยินดีให้ไปช่วยงานแบบพาร์ทไทม์ ในตำแหน่งรีเซฟชัน ถือว่าทำตอบแทนมหา’ลัยที่ให้ทุนการศึกษาเรา”

สังคมไทยทุกคนต้องเท่าเทียม

มองผิวเผินชีวิตด้านการศึกษาและความสัมพันธ์ทางสังคมของแนนดูไร้ปัญหาน่ากังวล ต่างจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับความไม่เสมอภาคในเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

“ในเมืองไทย เอาแค่ฟุตบาท ยังไม่เรียบเลย อย่างหนูยังเดินง่าย ไม่ลำบากมาก แต่คนใช้วีลแชร์สิ ไปเจอเสาไฟฟ้า เจอป้ายโฆษณามันไปต่อไม่ได้ บางคนเลือกเสี่ยงลงไปบนถนน ก็เจอมอเตอร์ไซค์อีก เรื่องข้ามถนนเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก หลายแห่งไม่มีสัญญาณไฟสำหรับคนข้าม ตัวอย่างหน้าม.หนู ไม่มีไฟข้าม รถวิ่งไวมาก เคยข้ามคนเดียว โหยยยย…ใจหายแว๊บ ไปยืนเกาะกลางที่มีแค่เส้นบางๆ รถวิ่งเฉียดไป เฉียดมา จะให้หนูถือธงข้ามก็คงไม่ได้”

เธอเล่าประสบการณ์การใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการในกรุงเทพฯ ให้ฟังอีกด้วยว่า “ตอนนั้นหนูเดินมาไกลมากบนฟุตบาทที่ไม่มีความเรียบ พอถึงรถไฟฟ้าก็ก้าวขึ้นทางลาดเพื่อไปหาลิฟท์โดยสาร ปรากฎว่าลิฟท์ปิด หนูแบบ เฮ้ย เหนื่อย…”

สุดท้ายนี้ น้องแนนฝากข้อคิดไปยังทุกคนว่า หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อผู้พิการ คือ ต้องมองคนเป็นคน ให้ความเสมอภาคเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม

“สำหรับหนู สิ่งที่เราเป็น ไม่ได้ทำให้เราเครียดเท่ากับสายตาที่คนอื่นมองมา หนูรู้สึกแย่กับสายตาที่มองเหมือนเราไม่ใช่คน เดินผ่านเรา เขามองตามแบบชะงักเลย เราแบบว่า เฮ้ย..มันต้องชะงักขนาดนั้นเลยหรือ คนนะไม่ใช่ผี ถึงแม้จะไม่ใช่สายตาที่ดูถูกดูแคลน แต่จะแปลกแยกอะไรขนาดนั้น ฟีลนั้นมันทำให้เรารู้สึกแย่ ทั้งที่จริงเราคิดว่าเหมือนคนอื่น คิดตั้งแต่แรกว่าเราเหมือนคนอื่น หนูว่าสายตาที่มองแบบนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหรือหมดไป เด็กหลายคนชี้หน้าล้อคนพิการด้วยความไม่รู้ พ่อแม่ต้องบอกและตักเตือน สอนให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อคนพิการ อยากให้ทุกคนปรับเปลี่ยนความคิด ถึงจะพิการก็คนเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ชีวิตและความคิดของแนน-ทิพภาวรรณคงมอบบทเรียนล้ำค่าให้กับใครหลายคน เห็นได้ชัดแล้วว่าเธอไม่ได้รู้สึกต้อยต่ำกว่าคนอื่น แต่มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ดีกว่าจะจมปลักอยู่กับความทุกข์เพราะความบกพร่องภายนอกทางร่างกาย

 

 

 

นายกฯจากสว.เกิดไม่ได้ ใครทำเท่ากับพาไปตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451321

นายกฯจากสว.เกิดไม่ได้ ใครทำเท่ากับพาไปตาย

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หลังจากเกิดการชักเย่อกันอยู่หลายสัปดาห์ระหว่าง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการนำคำถามพ่วงที่ว่าด้วยการให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะ กรธ.สรุปให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ แต่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อให้ใครเป็นนายกฯ ในทุกขั้นตอน เท่ากับว่า สว.จะทำหน้าที่แค่การร่วมลงมติเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับแนวความคิดของ สนช. ที่ระบุว่า สว.ควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อนายกฯ ในทางใดทางหนึ่ง

โอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ จึงได้สนทนา “สมชาย แสวงการ” สมาชิก สนช.และเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เพื่อสอบถามความรู้สึกในนามคณะ กมธ.ในฐานะที่เป็นตัวแทน สนช.ไปหารือกับ กรธ. แต่ผลสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่ สนช.ตั้งความหวัง

“เราเคารพความเห็นของ กรธ.อย่างที่เราได้พูดทุกครั้ง จริงๆ แล้วไม่มีอำนาจของ สนช. แม้แต่นิดเดียวภายหลังเสร็จสิ้นการทำประชามติ อำนาจขอเสนออยู่แค่การเสนอคำถามพ่วง ซึ่งหมดหน้าที่ไปแล้ว แต่เมื่อ กรธ.สอบถามมายัง สนช. เพื่อให้มาเล่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงเป็นอย่างไร เราก็ไปเล่าให้ กรธ.ฟัง”

“ผลที่ออกมาอย่างนี้ไม่ได้ทำให้ กรธ.กับ สนช.แตกแยก หรือมีความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน ส่วนตัวหลายคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ยังกินข้าวด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการทั้งหมด ใน กรธ.กับ สนช.ก็คุยกัน ยกหูโทรศัพท์ว่าใครมีความเห็นอย่างไร แตกต่างกันทางข้อกฎหมายไม่เป็นไร แต่เราเห็นตรงกันในเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศภายใน 5 ปี”

ต่อมา สมชาย บอกเล่าถึงการไปหารือกับ กรธ. เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนที่ กรธ.จะมีบทสรุปไว้อย่างน่าสนใจ

“วันที่ไปประชุมร่วมกับ กรธ. เราไม่มีประเด็นแตกต่างกันมาก ไม่ได้ขอคืบเพื่อให้เป็นศอก ไม่ขอศอกให้เป็นวา แต่อย่าทำให้คืบให้ลงมาเหลือแค่หนึ่งนิ้ว ตัวแทนของคณะ กมธ.ได้เล่ากับ กรธ.อย่างนี้ กรธ.ถามว่าเป็นมติของที่ประชุม สนช.หรือไม่ พวกเราตอบไปว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเอามติที่ประชุม สนช.มาจะเหมือนกับเป็นการเอามติของ สนช.มาบีบ กรธ.”

“มติของคณะ กมธ. ซึ่งมาจากผู้แทนของคณะ กมธ. ใน สนช. 17 คณะ ถ้าเอาเรื่องนี้เข้ามาให้ที่ประชุม สนช.ตัดสิน ความเห็นของสมาชิก สนช.ที่มีความหลากหลายอาจไปกระทบกับ กรธ.จนอาจเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน”

“เราอธิบายให้ กรธ.ฟังว่าเราไม่อยากให้เกิดวิกฤตกลับไปเมื่อก่อน วันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยต้องการให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้โดยไม่มีข้อจำกัดในตัวเอง”

ทำไมตอน สนช.ตั้งคำถามพ่วงถึงไม่กำหนดให้ชัดเจนลงไปเลยว่าให้ สว.ร่วมเสนอชื่อนายกฯ ได้? สมชาย ตอบว่า จริงๆ เราก็เขียนชัดแล้วนะว่า “พิจารณาให้ความเห็นชอบ” เราก็เขียนมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ใช้คำนี้ ดูอย่างการกำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ว่าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เปิดทางให้ สส.และ สว.สามารถร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ที่ผ่านมาประเทศเคยเกิดกับดักจากอุบัติเหตุทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2500 จนทำให้ประเทศไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้มาแล้ว ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่วนหนึ่งเพื่อการปฏิรูปและส่วนหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตไม่ให้เกิดซ้ำอีก ควรเขียนกฎหมายที่เปิดกว้างให้สำหรับการแก้ไขปัญหาได้”

จากนั้นสมาชิก สนช.รายนี้มองในภาพรวมว่า แม้ในอนาคต สว.จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ แต่โอกาสที่เกิดสถานการณ์ที่นายกฯ มาจากการนำเสียงของ สว. 250 คน มาบวก สส. 126 คน เพื่อลงมติยังมีความเป็นไปได้ยาก เพราะจะทำให้นายกฯ คนนั้นเป็นนายกฯ เสียงข้างมากในรัฐสภาแต่เป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรทันที และมีผลให้การบริหารประเทศเดินหน้าไม่ได้

“ถ้ามีข้อกังวลว่า 376 คะแนน ซึ่งเป็นเสียงในการเห็นชอบบุคคลให้เป็นนายกฯ จะมาจาก สว. 250 คน และ สส. 126 คน และจะเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อยที่ไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นนี้เราก็กังวลเช่นกัน เพราะมีเสียงแค่นี้มันไปไม่ได้หรอก รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอยู่ในสภา 126 คน ทำหน้าที่บริหารประเทศไม่ได้”

“ทันทีที่เปิดประชุมสภาเสนอนโยบาย คุณจะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณถูกโหวตคว่ำตั้งแต่วันแรกทันที งบประมาณคุณไม่มีทางเสนอได้ สส.ไม่ให้ความร่วมมือเข้าประชุมสภาคุณก็เปิดสภาไม่ได้ แบบนี้ประเทศก็ติดกับดักเดินหน้าไม่ได้ เราก็พูดกันภายนอกว่าใครที่เสนอว่าให้นายกฯ มาจากเสียง สว. 250 คน และไปบวกเสียง สส. 126 คน แล้วเป็นนายกฯ ก็คือ พานายกฯ ท่านนั้นไปตาย”

“ยิ่งกว่านั้นไม่มีทางที่นายกฯ จะได้เสียงสนับสนุน สว. ครบ 250 คน เพราะวิธีการได้มาซึ่ง สว.ไม่เหมือนกัน หรือสมมติว่ามี สส. 251 คน และบวกกับ สว. 200 คน รวมเป็น 451 คะแนน ก็ชนะแล้วในรัฐสภา แต่ถามว่านายกฯ คนนี้อยู่ได้หรือไม่ ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเสียงแค่ 251 คน ในสภาจะทำให้การบริหารจัดการงานในสภามันตึงเกินไป รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรู้ดี โดยต้องหาเสียงในสภาให้ได้มากกว่า 300 คน”

สมชาย วิเคราะห์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตว่า การจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้แค่ผูกโยงกับที่มานายกรัฐมนตรีอย่างเดียวแต่จะเชื่อมไปถึงระบบการเลือกตั้ง สส. ที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่จะเห็นคือ พรรคการเมืองขนาดกลางจะเยอะขึ้นและอาจจะมีพรรคขนาดเล็กส่วนหนึ่ง ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็ยังจะคงอยู่ต่อไปแต่จำนวนน่าจะลดลง

“ลองดูทิศทางการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเขียนกติกาบังคับว่าให้พรรคการเมืองต้องไปเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง ทำไมการเสนอชื่อนายกฯ ถึงทำได้เฉพาะพรรคการเมืองที่มี สส. 25 คนเท่านั้น ทำไมพรรคการเมืองอื่นถึงเสนอไม่ได้”

ช่วงท้าย สมชาย สรุปว่า “ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาจนถึงปัจจุบันเราควรจะผ่านมันไปได้แล้ว ใครอาจจะมายุแหย่ก็ตาม แบ่งสงครามสี ปี 2540 เราล้มเพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นวางเป้าหมายในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันแล้ว แต่เรากลับมาแข่งกันเอง มันถอยหลัง เพื่อนเขาเดินหน้าไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องเดินหน้า”

 

บนโลกของเทคโนโลยี ไม่มีอะไรปลอดภัย100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 19:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451133

บนโลกของเทคโนโลยี ไม่มีอะไรปลอดภัย100%

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

โลกที่รุดหน้าไปด้วยเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันมุมมืดของเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้ด้วยฤทธิ์เดชของเหล่าแฮ็กเกอร์ จึงเป็นภัยที่ค่อนข้างจะสร้างความหวาดกลัวไปทุกหย่อมหญ้า

โดยเฉพาะปมเรื่องของเงินๆ ทองๆ ที่ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเงินของผู้คนมากขึ้น แต่เหล่าแฮ็กเกอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็พร้อมจะหยิบฉวยเงินของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองเช่นกัน

เหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสิน เมื่อแฮ็กเกอร์สามารถฉกเงินหายวับไปได้ถึง 12 ล้านบาท หรือแม้แต่เงินเก็บของชายผู้ค้าขายอะไหล่รถยนต์ ที่ต้องอันตรธานหายไปเหยียบล้านบาท จึงสร้างความวิตกในสังคม และเกิดคำถามตามมาว่า ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ “ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทย เพื่อให้ถอดรหัสเรื่องดังกล่าว ปริญญา เปิดฉากว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางออนไลน์ โดยเฉพาะการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวและทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงรอบสัปดาห์นั้น เป็นเพราะเราเคยชินกับการมีระบบความปลอดภัยป้องกัน และเมื่อไม่เคยเห็นเหตุการณ์โจรกรรมทางการเงินเช่นนี้จึงเกิดความตกใจแตกตื่น ต้องเข้าใจว่าปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือการถูกโจรกรรมข้อมูลในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เกิดขึ้นทุกปี เฉลี่ย 2-3 ครั้ง/ปี

ดังนั้น การโจรกรรมเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หลายคนไม่คุ้นชินกับปัญหาเหล่านั้น แต่หากเกิดขึ้นบ่อยก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างกรณีปัญหาสกิมมิ่ง สมัยก่อนก็ฮอตฮิตได้รับความนิยมของอาชญากร แต่ช่วงหลังมาก็คุ้นชินกับเหตุที่เกิดขึ้น จึงหมายความว่าคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้เอง

“โลกโซเชียลมีเดียสร้างความตื่นตระหนกตกใจ ปั่นให้เกิดอารมณ์ร่วมได้ บางเหตุการณ์มีทั้งจริงและไม่จริง แต่คนยังไม่รู้ว่ารายละเอียดของเรื่องเหล่านั้นคืออะไร ก็จับเรื่องราวมาผูกโยงกันจนกลายเป็นไร้ข้อเท็จจริง แต่หลายคนยังไม่เข้าใจประเด็นนี้ ปะติดปะต่อ สร้างความกลัว จึงไม่อยากให้หลายคนตกเป็นเหยื่อ เพราะมีหลายกลุ่มที่อาศัยจังหวะนี้เติมเชื้อเพลิงให้ดูรุนแรง ทั้งที่รู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี นั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังอยู่ในสังคมแห่งการหลอกลวง”

ทั้งนี้ เมื่อเทคโนโลยีก้าวเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเดินควบคู่ไปกับมัน ปฏิเสธมันไม่ได้

“ถ้าคุณปฏิเสธก็เท่ากับว่าคุณกำลังอยู่ในโลกอย่างวิกฤต คุณต้องไปกับมันให้ได้ เช่น กล้องดิจิทัลคุณบอกปัดไม่ใช้ได้หรือไม่ คุณใช้โทรศัพท์ล้าสมัยไม่มีโปรแกรมไลน์ คุณอยู่ได้หรือไม่ แต่หากเมื่อ 20 ปีที่แล้วมนุษย์อยู่ได้ดังนั้นเครื่องมือมันเหมาะกับคนและอาชีพที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นต้องมาชั่งน้ำหนักเรื่องของความจำเป็น เช่น การเปิดบัญชีมีความเสี่ยงหรือไม่ หรือใช้บัตรเอทีเอ็มเสี่ยงถูกทำสกิมมิ่งหรือไม่ คนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือตัวผู้ใช้เอง หรือพร้อมเพย์ ก็ช่วยประหยัดค่าใช้ต่างในการทำธุรกรรม ดังนั้นเราต้องดูคุณค่า ความจำเป็น ของสิ่งเหล่านั้นว่ามันคืออะไร ทุกวันนี้คนซื้อสินค้าด้วยกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง แต่เกิดจากความกิเลส”

ปริญญา ย้ำว่า เพราะฉะนั้นจะใช้หรือไม่ใช้อะไร ไม่ต้องมาคำถามว่า “ปลอดภัย” หรือไม่ เพราะคำตอบคือไม่มีอะไรปลอดภัย 100%

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไซเบอร์  อธิบายด้วยว่า ทุกวันนี้ส่วนตัวเตรียมพร้อมรับมือเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเหล่านี้ไว้หมดแล้ว ดังนั้นคุณต้องรู้เร็วและไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเกิดปัญหากับตัวเองจะสามารถเตรียมการได้ทันรู้ขั้นตอนตามลำดับ ส่วนตัวมองว่าเทคโนโลยีมอบความสะดวกและคืนเวลากลับมาให้ตัวเอง

“ให้ถามตัวเองเสมอว่าพร้อมใช้บริการต่างๆ ทางออนไลน์แล้วหรือยัง และให้ชั่งน้ำหนักเรื่องความจำเป็น ความรู้ความเข้าใจในเรื่องดิจิทัล เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรปลอดภัย ท้ายสุดก็อยู่ที่ตัวเราจะชั่งน้ำหนักอย่างไร และจะเดินไปอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้”

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของสถาบันการเงินต่างๆ หลายแห่งในประเทศไทย ปริญญา ยอมรับว่า สถาบันการเงินหลายแห่งมีระบบการรักษาความปลอดภัยดี หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ประเทศไทยไม่เป็นรองใครเลย แต่ก็ไม่รอดจากแก๊งอาชญากรทางไซเบอร์ แม้แต่สหรัฐอเมริกาหรือสิงคโปร์ก็ไม่รอดจากการโจรกรรมเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาแบบไม่ทันตั้งตัว

4 กลุ่ม แฮ็กเกอร์โลก

ปริญญา หอมเอนก เสริมว่า เป็นการยากที่จะระบุได้ว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ก่อเหตุคือใครบ้าง แต่ทั้งนี้ ก็สามารถจำแนกตามประเภทของการก่อเหตุในโลกปัจจุบันได้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม Script Kiddie เป็น กลุ่มที่ฝีมืออ่อนที่สุด สร้างความเสียหายได้น้อย หรือเรียกได้ว่าเป็นพวกมือสมัครเล่น เป็นมือใหม่หัดขับในวงการก็ว่าได้ วิธีการที่คุ้นชินคือการล้มเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐด้วยการกด F5 บนแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกว่าจ้างจากกลุ่มทุนที่เห็นต่างจากหน่วยงานรัฐ และต้องการให้รัฐเสียชื่อเสียงเท่านั้น

2.กลุ่ม Organized Crime จะขยับความรุนแรงขึ้นมา โดยมุ่งเป้าไปที่เรื่องการเงินจากการเรียกค่าไถ่ข้อมูลของผู้เสียหาย ซึ่งกลุ่มนี้สร้างความเสียหายแต่ละปีราว 100 เหรียญสหรัฐ ราว 3,500 ล้านบาท) วิธีการคือจะแฮ็กเข้าระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือขององค์กร เพื่อปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจอย่างรุนแรง ซึ่งหากจะเปิดไฟล์ข้อมูล หรืออยากได้ไฟล์ข้อมูลกลับคืนมา ก็ต้องยอมจ่ายเงินให้กับแฮ็กเกอร์ และกลุ่มดังกล่าวเริ่มขยายการก่อเหตุที่รุนแรงมากขึ้น โดยล่าสุดมีการแฮ็กเข้าระบบของโรงพยาบาลในสหรัฐ ทำให้แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดคนไข้ได้ และจำต้องจ่ายเงินในทางลับเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ และเคสดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในประเทศไทยเช่นกัน และแน่นอนว่าคนไทยและคนทั่วโลกเจอกลุ่มนี้ทุกวัน เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น

3.Cyber Espionage กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เน้นขโมยข้อมูลความลับขององค์กร และหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ พุ่งเป้าเพื่อเอาข้อมูลงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และที่สำคัญคือความมั่นคง ทั้งด้านอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เครื่องบินรบ เรือรบ เรือดำน้ำ เป็นการแฮ็กเทคโนโลยี ซึ่งเป้าหมายที่ถูกแฮ็กมากที่สุดคือสหรัฐ บางงานวิจัยคิดค้นมากกว่า 20 ปี โดนแฮ็กเพียงแค่ 1 วันก็เกิดขึ้นมาแล้ว

และ 4.กลุ่ม Cyberwarfare กลุ่มนี้จะรวมระดับหัวกะทิในวงการเทคโนโลยีและแฮ็กเกอร์ของแต่ละประเทศเอาไว้ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานลับของรัฐ บังหน้าในคราบบริษัทเอกชนต่างๆ แต่เบื้องหลังรัฐให้การสนับสนุน เป็นที่ทราบกันในวงการว่าจะมีอยู่ราว 50 ประเทศทั่วโลกที่ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจลักษณะนี้เอาไว้ เป้าหมายเพื่อเจาะเข้าระบบประเทศอื่นๆ ที่ต้องการดูข้อมูลความลับ หรือล้วงข้อมูลของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศที่มีศักยภาพดังกล่าวมักจะเป็นกลุ่มประเทศแนวหน้าของโลก แน่นอนว่าประเทศไทยไม่มีกลุ่มดังกล่าวไว้ปฏิบัติงาน เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ไปถึงจุดนั้น แต่ยืนยันว่ากลุ่มดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่ต้องมีเอาไว้ เพราะจะเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันแฮ็กเกอร์ระดับโลก ไม่จำเป็นต้องไปล้วงข้อมูลของประเทศอื่นๆ

ระบบการป้องกันภัยของภาคเอกชนในประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นระบบที่ดีเยี่ยมอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ต้องสร้างระบบความปลอดภัยเอาไว้อย่างเข้มงวด เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาจะกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร

ปริญญา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ส่วนการป้องกันของภาครัฐแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะรัฐไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เรามีเหมือนกันคนเก่งๆ ด้านเทคโนโลยี แต่รัฐก็ไม่เลือกใช้ ไม่ขอความร่วมมือเพื่อประเทศ กังวลเพียงแต่ว่าผู้เชี่ยวชาญจะไปเบรกหรือไปพบเจอสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของรัฐต้องการจะทำ เกิดความกลัวเลยไม่สนใจจะใช้ความรู้ความสามารถนั้นๆ

สิ่งที่รัฐกังวลกลับเป็นเรื่องดังกล่าว หากแต่สิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ กลับไม่ได้รับความใส่ใจ ในอนาคตที่น่ากลัวคือระบบขนส่งมวลชนต่างๆ หากกลุ่มแฮ็กเกอร์ต้องการจะเล่นงานจริงๆ หรือเบื่อแล้วกับการเรียกค่าไถ่ข้อมูล ขอยกระดับไปเล่นระบบสาธารณูปโภคของรัฐ ระบบการสื่อสาร ตัดระบบทั้งหมด ตรงนี้จะน่ากลัวหากบ้านเรายังไม่ตื่นตัว หรือมีหน่วยงานที่มารับผิดชอบโดยตรง สักวันอาจจะเกิดขึ้นแน่ และเมื่อถึงวันนั้น ประเทศชาติจะเสียหายอย่างหนักเรียกว่าประเมินค่าไม่ได้เลย

“ถ้าจะป่วนประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องทำอย่างไร แน่นอนว่าระบบสาธารณูปโภคของรัฐ มันสะเทือนทั้งหมด”

ปริญญา สรุปว่า ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ที่ควบคู่ไปกับการรุดหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่มีวันจบสิ้น ระดับส่วนบุคคลจะต้องไม่ตื่นกลัว เพียงแต่ต้องถอยหลังกลับมามองว่าเทคโนโลยีต่างๆ มีความจำเป็นแค่ไหนสำหรับเรา อีกทั้งเราหนีมันไปไม่ได้แต่ต้องอยู่กับเทคโนโลยี ต้องไม่กลัวแต่ต้องเข้าใจระบบการทำงาน หากเห็นว่าไม่ปลอดภัยสำหรับเรา หรือไม่เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิต ก็มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้ได้

ส่วนภาคเอกชนถือว่าระบบเดิมเป็นของดีที่ทันสมัยอยู่แล้ว เพียงแต่ก็ต้องติดตามและศึกษาการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในส่วนของรัฐถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงที่สุด แม้ว่าเราจะใส่ใจพอสมควร และสร้างความระมัดระวังป้องกันการโจมตีทางเทคโนโลยี แต่ระบบต่างๆ ที่รัฐใช้ก็ยังไม่ลึกมากพอ

“อีกข้อเสนอแนะหากจะอยากดึงผู้เชี่ยวชาญนักเทคโนโลยีมาช่วยงานรัฐจริงๆ เงินตอบแทนต้องสมน้ำสมเนื้อตามความรู้ของพวกเขา ไม่เช่นนั้นภาคเอกชนก็จะดึงคนกลุ่มนี้ไปทำงานทั้งหมด รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เพื่อรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีในชาติ”ปริญญากล่าว

 

“โอท็อป” กู้ชาติ เป้า3ปีดันทะลุ2แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451068

"โอท็อป" กู้ชาติ เป้า3ปีดันทะลุ2แสนล้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป (OTOP) ชื่อนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2544 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจุดเริ่มต้นเพื่อต้องการดึงสินค้าที่โดดเด่นของแต่ละชุมชนทั่วประเทศ อาทิ งานหัตถกรรม จักสาน งานผ้าไหม ผ้าฝ้าย เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน และอาหาร นำมาพัฒนายกระดับเป็นสินค้าอัตลักษณ์เด่นของแต่ละชุมชน ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนฐานรากและเศรษฐกิจของประเทศ

แต่หลังการรัฐประหาร ปี 2549 โครงการโอท็อป ได้ถูกยกเลิกไปชั่วครู่หนึ่ง และต่อมาได้ถูกนำมาฟื้นฟูอีกครั้ง และเปลี่ยนชื่อโอท็อปเดิม คือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น แต่ทว่าช่วงที่ผ่านมาชื่อของโอท็อป ก็เลือนหายไปจากสังคม โดยเห็นได้จากศูนย์โอท็อปหลายพื้นที่ต่างปิดตัวลงจำนวนมาก แต่ทว่าเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามา ก็กลับมามุ่งมั่นส่งเสริมสินค้าโอท็อปอีกครั้ง โดยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน สังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทาง เพื่อพลิกฟื้นสินค้าโอท็อปให้กับมาสร้างชื่ออีกครั้ง

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันเรื่องนี้ ได้ฉายภาพทิศทางการขับเคลื่อนพัฒนาส่งเสริมสินค้าโอท็อปต่อจากนี้ว่า กรมการพัฒนาชุมชน ก่อตั้งมากว่า 54 ปี มีจุดแข็งในการพัฒนาสินค้าโอท็อป คือ มีข้าราชการในสังกัดกว่า 7,000 คน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จากนั้นการทำงานจะแบ่งหน้าที่ให้ผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ 1 คน รับผิดชอบดูแล 2 ตำบล นี่จึงเป็นโครงสร้างที่มองว่าแข็งกว่ากระทรวงอื่นในการนำนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติได้ทุกท้องถิ่น เห็นได้จากที่ผ่านมาหลายโครงการที่รัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหา จึงวางใจมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแล

ภารกิจหลักของกรมการพัฒนาชุมชน อภิชาติ เล่าว่า มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง 2.สร้างฐานรากเศรษฐกิจให้มั่นคง ซึ่งการทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รูปแบบการทำงานจะมีการพัฒนาผู้นำท้องถิ่นที่ต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างในชุมชน และสามารถนำไปเผยแพร่ประชุมร่วมกับกลุ่มอื่นได้ทันที โดยผู้นำลักษณะนี้กรมจะสร้างขึ้นมาตำบลละ 2 คน นอกจากนี้จะมีอาสาพัฒนาหมู่บ้านละ 4 คน ดังนั้นนี่จึงทำให้ผู้นำท้องถิ่นที่อยู่กับกรมการพัฒนาชุมชน ขณะนี้มีประมาณ 3 แสนกว่าคนทั่วประเทศ

ในขณะที่ผลิตภัณฑ์โอท็อปที่ดำเนินงานมากว่า 15 ปี ซึ่งแรกเริ่มสินค้าโอท็อปสร้างมูลค่ารายได้ต่อปีประมาณหลักหมื่นกว่าล้านบาท แต่เมื่อมีการส่งเสริมพัฒนามาเรื่อยๆ พบว่ามีกลุ่มชุมชนผู้พัฒนาสินค้าโอท็อปเพิ่มมากขึ้นถึง 4.06 หมื่นกลุ่ม และมีสามาชิกรวมกว่า 8 หมื่นคน ในปัจจุบันนี่จึงทำให้ปี 2558 ที่ผ่านมา สินค้าโอท็อปสามารถสร้างมูลได้สูงถึง 1.09 แสนล้านบาท จนทำให้เมื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้รับทราบรายงานตัวเลข ก็รู้สึกตกใจว่าทำไมรายได้สินค้าโอท็อปสามารถไปถึงหลักแสนล้านแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นภาพรวมแบบก้าวพัฒนาโอท็อปใน 2 เรื่อง คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“ถ้าการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป สามารถเดินไปได้ตามทิศทางตามที่วางไว้ ผมเชื่อว่าจะสามารถผลักดันยอดขายสินค้าโอท็อปไทยจากปัจจุบันที่ 1.09 แสนล้านบาท ต่อจากนี้ภายใน 3 ปี จะสามารถไปถึง 2 แสนล้านบาทได้ ซึ่งจะยิ่งเป็นการเสริมฐานรากทางเศรษฐกิจของไทย และช่วยประชาชนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม อภิชาติ อธิบายถึงแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อปจากนี้ ว่า เรื่องกระบวนการขาย จากที่ได้ศึกษาช่วงที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่และพระนครศรีอยุธยา ก็เห็นภาพโอท็อปในพื้นที่ว่า ถ้าให้ข้าราชการนำสินค้าไปขาย ข้าราชการส่วนใหญ่ขายของไม่เป็นและไม่ควรทำ เห็นได้จากที่ผ่านมา ศูนย์โอท็อปส่วนใหญ่เลิกกิจการเกือบทุกจังหวัดแล้ว ยกเว้นบางพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใส่ใจดูแล

อภิชาติ มองว่า ไม่ใช่ข้าราชการไม่เก่ง แต่ราชการไม่มีหน้าที่ไปบริหารการขายของ แต่ควรทำเพียงเตรียมสินค้าให้พร้อมขายเท่านั้น คือ ให้ชาวบ้านยกระดับสินค้าโอท็อปขึ้นมาให้ได้ และจากนั้นทิศทางการทำงานที่ฝ่ายราชการจะลงไปทำจะมี 3 เรื่องหลัก คือ 1.ยกระดับสินค้าโอท็อปให้ได้ 2.เพิ่มช่องทางการตลาด 3.พัฒนาสินค้าโอท็อประดับ 1-3 ดาว ให้ขายได้จริง ฉะนั้นจึงมีการให้ชาวบ้านพัฒนายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของแต่ละชุมชนขึ้นมา

จากการที่กรมได้คัดสรรสินค้าโอท็อปในปี 2559 นี้ มีการส่งผลิตภัณฑ์โอท็อปเข้ามาคัดเลือกกว่า 8 หมื่นชิ้น โดยเกณฑ์มาตรฐานมี 5 ประเภท คือ 1.อาหาร 2.เครื่องดื่ม 3.ผ้า 4.สมุนไพร 5.ของที่ระลึก พบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านระบบคัดสรรพิเศษเพียง 1.1 หมื่นชิ้นเท่านั้น เป็นระดับ 5 ดาว ประมาณ 1,000 ชิ้น นอกนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระดับกลางเป็นเป็นส่วนใหญ่

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อีก 7 หมื่นชิ้น ไม่ผ่านมาตรฐานที่ทางราชกำหนดไว้ เพราะสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสินค้าเกษตรบางชนิดกำหนด ที่ระบุให้ต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งส่วนตัวมองว่าสินค้าที่ชาวบ้านผลิตเหล่านั้นที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เมื่อมาติดต่อกับหน่วยงานราชการ พบว่ามีความยุ่งยาก นี่จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ชาวบ้านไม่ได้รับมาตรฐานรับรอง

แต่ถึงอย่างไรขณะนี้กรมการพัฒนาชุมชนได้วางแผนแก้ปัญหานี้ โดยจัดมาตรฐานสินค้าที่ไม่ผ่านกว่า 7 หมื่นชิ้น วิธีใหม่โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.สินค้าที่ผลิตได้น้อย แต่มีมาตรฐานสูงและสามารถส่งออกได้ 2.สินค้าที่ผลิตจำนวนมาก ส่งออกได้ และมีการพัฒนาฝีมือ 3.สินค้าที่ขายในเมืองไทย คุณภาพพอประมาณ และ 4.สินค้าที่ควรต้องปรับปรุง

ในปี 2560 กรมการพัฒนาชุมชนตั้งเป้าหมายใหม่ว่า จะยกระดับสินค้าทั้งหมด คือ ประเภท 1 และ 2 ที่มีประมาณ 2 หมื่นผลิตภัณฑ์ และ 3-4 จะพัฒนาทำเป็นโอท็อปแบรนด์เนม โดยจะเลือกประเภทสินค้าที่มีความน่าสนใจ เช่น ประเภทกระเป๋า จากนั้นจะวางทิศทางเป็น 7 กลุ่มที่ส่งเสริมในการผลิตกระเป๋า เช่น เครื่องหนัง เสื่อกระจูด ผักตบชวา จากนั้นจะให้ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) ออกแบบและลงไปให้ความรู้ชาวบ้าน เพื่อยกระดับพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

จากที่ทำมา 3 เดือน พบว่า ขณะนี้บางกลุ่มพัฒนาสินค้ากระเป๋าจากเดิมที่จำหน่ายได้ใบละ 1,000 บาท เมื่อพัฒนาออกใหม่จึงสามารถจำหน่ายได้ถึงใบละ 4,500 บาท ซึ่งนี่จึงถือว่าเป็นการยกระดับที่เห็นชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้การพัฒนาจะเดินไปในทิศทางทีละกลุ่ม ต่อไปอาจเป็นประเภทอาหาร หรือสปา

ส่วนด้านผู้ประกอบการที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน เห็นว่าปัญหาของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเพียงรับสินค้าที่ผ่านการตรวจมาตรฐานไปจำหน่ายเท่านั้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการจะไม่ยอมทำ คือ ดำเนินการเรื่องมาตรฐานรับรองให้กับกลุ่มชุมชนต่างๆ ดังนั้นเมื่อกรมการพัฒนาชุมชนทราบตรงจุดนี้ จึงลงไปเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ให้เข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่

ซึ่งจะมีการทำงานในลักษณะเทรดเดอร์ คือ จัดตั้งกลุ่มเพื่อทำการคัดเลือกหาสินค้าในพื้นที่เพื่อนำไปขาย ให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึงทำหน้าที่บริหารจัดการทั้งหมดในพื้นที่ทั้งหมด ตอนนี้ได้ดำเนินการในรูปแบบเทรดเดอร์นำร่องไปแล้วใน 10 จังหวัด คือ จ.สระบุรี กาญจนบุรี พัทลุง สุราษฎร์ธานี ร้อยเอ็ด ชุมพร ตาก เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และกาฬสินธุ์ ดังนั้นคาดว่าจะสร้างเทรดเดอร์ให้ครบทุกจังหวัดภายในปี 2560

“ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป ไม่ใช่สินค้าโรงงาน จึงไม่มีลอกเลียนแบบ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทำขึ้นจากภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน” อภิชาติ กล่าว

ขณะที่ช่องทางด้านการตลาด อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า ระดับประเทศ ทุกปีจะมีการจัดงานโอท็อปขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ปีละ 3 ครั้ง โดยจะนำสินค้าของดีแต่ละพื้นที่มาจำหน่าย ส่วนระดับภูมิภาคมอบหมายให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จัดงานโอท็อปในพื้นที่ 4 ครั้ง/ปี และขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีการสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานภายใต้สังกัดทั่วประเทศจัดตลาดนัดไทยช่วยไทยทุกอาทิตย์ เพื่อเปิดให้ชาวบ้านนำสินค้าที่มีคุณภาพของชุมชนในแต่ละท้องที่มาจำหน่ายที่หน้าหน่วยงานราชการ ตอนนี้ทั่วประเทศมีตลาดนัดดังกล่าวอาทิตย์ละ 3,000 ตลาดเป็นประจำ ซึ่งอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้นำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปวางขายที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. 148 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ ร้านประชารัฐสุขใจช็อป นอกจากนี้มีการจำหน่ายบนเว็บไซต์ ซึ่งบริการส่งฟรีภายในประเทศ ส่วนการขยายไปตลาดต่างประเทศนั้น ขณะนี้มีการนำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปวางจำหน่ายในบางเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศมาเลเซีย และอนาคตกำลังเจรจาติดต่อการค้าเพื่อจะนำสินค้าโอท็อปไปวางจำหน่ายประเทศอื่นในระยะยาวต่อไป

ในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปขึ้นเครื่องตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เล่าว่า ขณะนี้มีการทำแค็ตตาล็อกแสดงสินค้าโอท็อปจำนวน 128 รายการ นำไปวางบนเครื่องบินของสายการบินไทยแล้ว เนื่องจากการบินไทยมีผู้ใช้บริการ 20 ล้านคน/ปี และขณะนี้กำลังประสานกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเพิ่มเติม นอกจากนี้ บริษัท รอยัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทรถทัวร์รับส่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศรายใหญ่ในไทย ติดต่อขอนำผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน

ญี่ปุ่นยอม โอท็อปไทย สุดยอดที่สุด

ต้นแบบโอท็อปโลก มีจุดเริ่มต้นมาจากหมู่บ้านโอยามา ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งในพื้นที่ห่างไกลของเมืองโออิตะ เป็นจังหวัดเล็กๆ บนเกาะคิวชู อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเมื่อปี 2504 ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้กว่า 1,000 ครัวเรือน ได้รวมตัวกันเริ่มโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน คือ บ๊วยและเกาลัด เนื่องจากบ๊วยและเกาลัดเป็นพืชที่เหมาะแก่การผลิตในพื้นที่ จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มพัฒนาจนทำให้ก่อเกิดรายได้จำนวนมาก

จากนั้นในเวลาต่อมา เมื่อปี 2522 รูปแบบการพัฒนาสินค้าของหมู่บ้านโอยามา ได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นแผนนโยบายการพัฒนาของจังหวัดโออิตะ ภายใต้การนำของ โมริฮิโกะ ฮิรามัทซึ ผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่สมัยนั้น ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดโออิตะ ที่ขณะนั้นมีประชากร 1.2 ล้านคน ให้มีความก้าวหน้า โดยเริ่มส่งเสริมสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะในพื้นที่ให้ประสบผลสำเร็จภายใต้นโยบาย 3 ประการ คือ 1.ท้องถิ่นสู่สากล โดยทำให้สินค้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้าถึงรสนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศและทั่วโลก เหมือนกับต้มยำกุ้งของไทยที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

2.เสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง ให้คนในท้องถิ่นคิดตัดสินใจเลือกที่จะพัฒนาสินค้าเองอย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เกิดจากนโยบายรัฐ แต่หน่วยงานรัฐมีเพียงสนับสนุนเทคโนโลยีและการตลาดเท่านั้น 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำการพัฒนาในชุมชน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้จึงเป็นสูตรเริ่มต้นที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นต้นแบบความสำเร็จการผลิตสินค้าจากชุมชน ให้แพร่ขยายองค์ความรู้ไปหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย สหรัฐอเมริกา และไทย เป็นต้น

จากนั้นราวปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปดูงานและพบกับ ฮิรามัทซึ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ จึงนำแนวคิดนี้กลับมาพัฒนาในเมืองไทย เพื่อต้องการให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการนำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาพัฒนาเพิ่มมูลค่า จากนั้นก็ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างกัน จนสุดท้ายสินค้าโอท็อปประสบความสำเร็จ จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จึงเล่าว่า ครั้งที่เดินทางไปดูงานประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากทราบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบและขึ้นชื่อในเรื่องการทำสินค้าชุมชน เพราะมีการส่งเสริมให้ผู้หญิงในพื้นที่ชนบทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นำสินค้ามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในลักษณะ 8 อย่าง อาทิ ปิ้ง ย่าง ต้ม ตากแดด ดองเค็มฯ ดังนั้นจึงทำให้ญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องพัฒนาสินค้าโอท็อป

“ผมไปที่เมืองโออิตะ 2 ครั้ง เมื่อได้เจอกับผู้ว่าฯ เมืองโออิตะ ก็พูดกับผมว่าจะมาดูงานที่โออิตะทำไม เพราะโอท็อปที่เมืองไทยนี่สุดยอดแล้ว จนต้องยกย่องให้ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสุดยอดที่สุด ญี่ปุ่นยอมแล้ว และไม่สู้แล้ว” อภิชาติ ระบุ

เขามองว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะส่งเสริมสินค้าการทำโอท็อปมานานกว่า 15 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นจุดเริ่มต้นการพัฒนาสินค้าโอท็อปในไทยเกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีก่อน โดยเริ่มมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสร้างมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพขึ้นมาเพื่อฝึกให้ชาวนา ชาวไร่ให้เป็นศิลปินจำนวนกว่า 2 หมื่นคน จากนั้นได้นำองค์ความรู้ที่มีกระจายลงไปในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ จึงมองว่า นี่จึงเป็นการสร้างพื้นฐานโอท็อปไทยให้มีคุณภาพที่สุด

อภิชาติ เล่าอีกว่า ครั้งที่เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปขาย 2 ครั้ง ตามโครงการความร่วมมือโอท็อป 2 แผ่นดิน และจากที่เดินทางไปประเทศมาเลเซีย ก็พบว่ามีความนิยมมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการ ดังนั้นจึงคิดว่าควรมีการสร้างเทรดเดอร์ในจังหวัดติดชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย นราธิวาส หรือยะลา ขึ้นมา เพื่อให้เป็นตัวแทนของกรมการพัฒนาชุมชน ในการนำสินค้าส่งไปขายกับต่างประเทศ เพราะใครก็อยากได้สินค้าโอท็อป นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะมองเห็นความแตกต่างจากรองนายกฯ สมคิด ที่เห็นในแง่อุตสาหกรรม แต่นายกฯ เห็นในแง่พี่น้องประชาชน เนื่องจากท่านเคยเป็นทหารตามเสด็จพระราชินีมาก่อน จึงรับรู้ เข้าใจ รู้สึกร่วมกับสินค้าโอท็อป ซึ่งส่วนตัวคิดว่าที่ท่านนายกฯ ชนะการลงประชามติครั้งนี้ ก็อาจมาจากที่คอยขายของให้ชาวบ้าน โดยเห็นได้จากที่มักใช้เสื้อผ้าไทย พันคอโอท็อปเป็นประจำ

“ประชารัฐรักสามัคคี” สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง

การขยายการพัฒนาส่งเสริมสินค้าโอท็อป อีกหนึ่งช่องทางที่รัฐบาลพยายามหาวิธี มาขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทันสมัย และมีการบริหารจัดการให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นที่ยอมรับของตลาดนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้ดึงตัวแทนภาคเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป ภายใต้รูปแบบองค์กรบริษัทชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ขึ้นมาโดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานฝ่ายภาครัฐ และมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ  เป็นประธานฝ่ายภาคเอกชน ในการรวมกันขับเคลื่อนทิศทางโอท็อปให้ก้าวไกล

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาฯ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ฝ่ายภาครัฐ ขยายภาพว่า การดำเนินการของบริษัท ประชารัฐฯ เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นรูปธรรมของการเคลื่อนงานที่มีการจัดตั้งคณะทำงานทั้งในระดับชาติ และระดับจังหวัด โดยจะมีการประชุมกันอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และจะมีลงพื้นที่เพื่อติดตามดูข้อเท็จจริงในหมู่บ้าน ชุมชนอยู่ตลอด เพื่อประเมินศักยภาพในการนำมาวิเคราะห์และเมื่อพบปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนไม่พัฒนา ก็จะทำให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาได้

โจทย์ของบริษัทนี้ คือ ต้องการสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อทำให้ชีวิตของเกษตรกรส่วนใหญ่เกือบ 25 ล้านคนมีรายได้เลี้ยงชีพ ดังนั้นนี่จึงตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนหรือปัจจัยการผลิต มีทักษะการบริหารจัดการองค์ความรู้ในการผลิตและประกอบอาชีพ มีช่องทางการตลาด และสร้างการสื่อสารความเข้าใจให้ทั่วถึง โดยจะทำเป็นระบบห่วงโซ่คุณภาพเพื่อทำให้เดินไปถึงเป้าหมาย

“การดำเนินการทั้งหมดถ้าภาคราชการ เอกชน ทำกันลำพังไม่สามารถทำได้ครบ แต่ขณะนี้ดึงเอาจุดแข็งของประชารัฐแต่ละฝ่ายมารวมกัน อาทิ ภาคราชการมีบุคลากรทั่วประเทศ 2 ล้านคน เอกชนมีเทคโนโลยีทันสมัย บริหารจัดการเก่ง มีเงินลงทุน ส่วนจุดแข็งของประชาชน สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย มีนิสัยรักบ้าน ส่วนมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ และเอ็นจีโอ โน้มน้าวใจเก่ง มีความรอบคอบในการตรวจสอบ ดังนั้นจึงนำทั้งหมดมาร่วมกันเป็น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี เพื่อดำเนินการสร้างรายได้ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน” อภิชาติ ระบุ

ขณะที่ทิศทางการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐฯ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เล่าว่า ฐาปน ประธานฝ่ายภาคเอกชน ได้เสนอให้นำรูปแบบโครงสร้างการบริหารของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาใช้ที่มีทั้งบริษัทแม่เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานการทำงานให้กระจายไปยังบริษัทลูกที่มีอยู่ทั่วประเทศ และให้มีคณะกรรมการผู้บริหาร รวมถึงต้องมีการทำเรื่องกำไร งบดุลทุกสิ้นปี และต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการบริหาร 3 ชุด คือ คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีซึ่งเป็นกลไกภาคบังคับ คณะกรรมการสรรหา และคณะกรรมการบรรษัทภิบาล

อภิชาติ เล่าว่า ช่วงแรกที่เริ่มตั้งก็มีเสียงคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่าภาคเอกชนจะเข้ามาควบคุมอำนาจ จึงทำให้ช่วงแรกที่บริษัท ไทยเบฟ จะบริจาคทุนจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท 300 ล้านบาท จึงลดเหลือ 76 ล้านบาท โดยแบ่งงบประมาณไปจังหวัดละ 1 ล้านบาท ซึ่งได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีผู้ถือหุ้น มีกรรมการบริหาร และแบ่งสัดส่วนหุ้นเป็น 2 ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันข้อครหา คือ วางรูปแบบให้บริษัทลูก คอยควบคุมบริษัทแม่

สำหรับทุนจดทะเบียนบริษัทแม่มูลค่า 24 ล้านบาท ส่วนทุนจดทะเบียนบริษัทลูกที่มี 76 จังหวัด จะแบ่งสัดส่วนการดูแลถือหุ้นเป็น 5 ส่วน คือ 1.ส่วนราชการ เข้าไปซื้อหุ้นแต่ไม่สามารถบริหารได้ เพราะมีข้อห้ามของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ 2.ภาคเอกชน 3.ประชาชน 4.ประชาสังคม 5.มหาวิทยาลัย โดยแต่ละจังหวัดจะมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 4,000 หุ้น ทุนรวม 4 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เต็มหมดแล้ว

ขณะที่อัตราการถือหุ้นทุกคนจะมีสัดส่วนหุ้น 20% ทุกคนเท่ากัน ส่วนระบบการแบ่งปันผลกำไร อภิชาติ ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักเพื่อสังคม ฉะนั้นกำไรที่ได้มาต้องนำไปขยายผล ไม่ใช่ปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวผู้ถือหุ้น ฉะนั้นเมื่อบริษัทดำเนินการจนได้กำไรแล้วจะไม่สามารถนำออกไปได้ แต่จะถูกนำไปขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป ยกเว้นแต่นำทุนหมุนเวียนไปทำทุนตัวอื่นเท่านั้น

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบายถึงระบบการตรวจสอบบริษัทว่า ระบบการตรวจสอบภาพใหญ่จะดูจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ที่เก็บรายได้ในทุกเดือนไว้ประเมินการบริหารงานในแต่ละปีของบอร์ดในแต่ละจังหวัด และจะมีกลไกการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามตรวจสอบสนับสนุน ควบคู่ไปในแต่ละพื้นที่ด้วย

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการที่เอกกชนเข้ามาบริหารแบบไม่ได้เงินปันผลนั้นจะได้อะไร อภิชาติ อธิบายว่า ไม่ได้บอกว่าไม่มีผลตอบแทน แต่ไม่มีผลการแบ่งผลกำไรให้ แต่สิ่งที่เอกชนจะได้คือสามารถนำไปหักภาษีได้ เนื่องจากทุกบริษัทขนาดใหญ่จะมีโครงการหนึ่งอยู่แล้ว คือ กิจกรรมโครงการเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยแต่ละปีจะบริจาคสนับสนุนในโครงการสาธารณประโยชน์ต่างๆ  มากน้อยแล้วตามแต่ละบริษัทจะตั้ง ซึ่งรูปแบบ ซีเอสอาร์ เดิมคือ เมื่อให้แล้วก็จบ แต่การที่เอกชนเข้ามาสนับสนุนบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นอกจากจะได้ช่วยสร้างการเรียนรู้แล้ว แต่เงินที่นำมาลงทุนรัฐบาลได้ออกกฎหมายยกเว้นภาษีให้ เพื่อเป็นแรงจูงใจ ดังนั้นภาคเอกชนที่เข้ามาจึงมีผลตอบแทนที่เป็นชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งถือว่าเป็นกำไรที่มากกว่ามูลค่าของเงินทอง

ขณะที่รูปแบบการบริหารงานภายในบริษัท อภิชาติเผยว่า แต่ละจังหวัดรูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนกัน ซึ่งก่อนที่บริษัทจะเลือกเข้าไปพัฒนาพื้นที่ใด จะมีการเลือกพื้นที่โดยพิจารณาดูที่ความสนใจของประชาชนในพื้นที่ และดูว่าในพื้นที่นั้นมีสินค้าโดดเด่นที่จะสามารถพัฒนาได้หรือไม่ และดูว่าชุมชนมีความสามัคคีหรือไม่ จากนั้นจะทำแผนธุรกิจเพื่อไปเสนอให้แต่ละชุมชนดูถึงความก้าวหน้า แต่อาจจะมีการขอหักค่าบริหารจัดการ 10% เพื่อเป็นค่าแนะนำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมองว่าตรงนี้คุ้มค่าถ้าสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้นได้หลายเท่าถึงว่าคุ้มค่ามาก

นอกจากนี้ อภิชาติอธิบายความต่างระหว่างบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกับเทรดเดอร์ ว่า บริษัทดังกล่าวมีเป้าหมายหลักทำเพื่อสังคมไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด ดังนั้นกำไรที่ได้มาต้องนำไปขยายผล ไม่ใช่ปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายความว่า เมื่อบริษัทได้กำไรมา จะถูกนำกำไรไปขยายในกิจการอื่น ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจเอกชนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทจะไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อปเท่านั้น แต่จะดำเนินการตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำการพัฒนา โดยดึงอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนออกมาพัฒนา ตลอดไปจนถึงรับจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ระบุว่า ดังนั้นช่วงเริ่มตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปี 2559 จะต้องจัดตั้งบริษัทลูก ประชารัฐรักสามัคคีให้ครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว 22 จังหวัด เช่นที่ จ.ภูเก็ต ทางบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ได้ลงไปส่งเสริมพัฒนาการทำกุ้งลอปเตอร์ ให้ส่งขายทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปพัฒนาการจำหน่ายสับปะรดภูเก็ต ให้เพิ่มมูลค่า จากเดิมจำหน่ายลูกละ 20 บาท เพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น 1,500 บาท/ลูก และตอนนี้บริษัทกำลังทำพัฒนาเครื่องสีข้าวในครัวเรือน เพื่อกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งจะเปิดตัวเดือน ธ.ค.นี้ โดยคุณสมบัติของเครื่องสีข้าวดังกล่าว สามารถนำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเพื่อใช้รับประทานได้แบบมื้อต่อมื้อ ซึ่งจะทำให้คุณค่าวิตามินในเมล็ดอยู่ครบถ้วน และยังเป็นการลดต้นทุนการซื้อข้าวอีกด้วย

ขณะที่ทิศทางในอนาคต อภิชาติมองว่า บริษัทจะมีคณะกรรมการบริหารมาเป็นกลไกดำเนินการบริหารจัดการเหมือนบริษัททั่วไป แต่สิ่งที่คณะทำงานอยากเห็นคือ เมื่อจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ครบ 76 จังหวัด บริษัทจะเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากใน 2 ระดับ คือ ระดับครัวเรือน เศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนที่ดำเนินใน 3 ประเภท คือ การเกษตร การแปรรูป การท่องเที่ยว จะถูกนำมาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เกิดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ สร้างเศรษฐกิจครัวเรือนเพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง อีกส่วนหนึ่งคือ ระดับชุมชน จะมีผลกำไรของบริษัทหมุนเวียนอยู่ในชุมชนเกิดการพัฒนาจากภายในสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

 

“กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย” เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 20:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450774

"กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย" เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพชายหนุ่มสองคนสาวหมัดใส่กันอุตลุดราวมวยวัด หมัดลุ่นๆ แต่งตัวบ้านๆ สังเวียนคือพื้นซีเมนต์แข็งๆของสนามกีฬาใต้ทางด่วน กรรมการคอยคุมเชิง รวมถึงไทยมุงล้อมวงส่งเสียงเชียร์ ภายใต้เวลา 3 นาทีสุดระทึก

ทั้งหมดนี้คือ การต่อสู้ข้างถนน “Fight club Thailand” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

“กติกาการต่อสู้” ของกลุ่ม Fight club Thailand ระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่า 1.ห้ามท้าทาย ยุแหย่ ให้เกิดอารมณ์ เกิดความขัดแย้ง 2.ห้ามจับคู่กันเอง หรือนัดชกกันเองภายในกลุ่ม 3.ห้ามสร้างศัตรู แสดงตัวตนโอ้อวด ท้าทายสถาบันการศึกษาทั้งกลุ่มคนและตัวบุคคลเด็ดขาด 4.ห้ามนักกีฬาที่ผ่านเวทีต่างๆที่เป็นรายการชิงแชมป์อาชีพ หรือนักชกอาชีพลงสมัคร (รายการจะเปิดรับเป็นรอบพิเศษเท่านั้นสำหรับสายอาชีพ) 5.ยึดหลักสร้าง มิตรภาพ ตามความคิดอุดมการณ์ของ Fight Club Thailand เป็นหลักสูงสุด

ขณะที่ “กฎเหล็กของการชกในสนาม” ประกอบด้วยดังนี้ 1.ห้ามโจมตีอวัยวะเพศ 2.ห้ามโจมตีลูกกระเดือก 3.ห้ามโจมตีท้ายทอย และแนวกระดูกสันหลัง 4.ห้ามจับทุ่ม จับเหวี่ยง 5.ห้ามซ้ำเวลาคู่ต่อสู้ล้ม หรือหันหลังไม่สู้

 

นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลาดพร้าว และแพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี กล่าวว่า เท่าที่ดูคลิปวีดีโอการต่อสู้ของกลุ่ม Fight club Thailand รู้สึกเป็นห่วงมาก

หนึ่ง ตัวคนที่เข้าไปชก หรือ นักสู้ (fighter) ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีการตรวจร่างกาย ปกติแล้วการแข่งขันที่มีการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงแบบนี้ ควรจะต้องตรวจร่างกายว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ซึ่งบางโรค หากมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคหัวใจ

สอง กติกาข้อห้ามในการต่อสู้ เช่น ห้ามโจมตีลูกกระเดือก อวัยะเพศ ท้ายทอย และบริเวณหลัง มันไม่เพียงพอที่จะป้องกันอันตรายต่อตัวคู่ต่อสู้ ยกตัวอย่างที่เราเห็นกันอยู่ประจำในสนามมวยคือ กรามหัก ไหล่หลุด โดยเฉพาะเครื่องป้องกันตัวที่ควรใส่ก็ไม่ใส่ เช่น กระจับ เฮดการ์ด  นอกจากนี้การชกมวยต้องมีพื้นที่ชัดเจน มีเบาะรอง มีเชือกกั้น การชกกันบนพื้่นซีเมนต์ หากล้มศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงก็อาจหมดสติ เป็นอันตรายต่อสมอง ถึงขั้นเสียชีวิต

อีกเรื่องน่าเป็นห่วงคือ อารมณ์ สมมติว่ามีพรรคพวกมาด้วย คู่ต่อสู้เกิดพลาดได้รับบาดเจ็บ ฝ่ายพรรคพวกอาจโมโห วิ่งเข้ารุมทำร้ายกัน สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นสนามมวยจะมีการป้องกันระดับหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ฉะนั้นเรื่องมาตรการดูแลความปลอดภัย ทั้งตัวนักสู้ กติการการต่อสู้ รวมถึงสถานที่จัดการต่อสู้ ถือว่ายังไม่ปลอดภัยพอ”

แพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี ตั้งข้อสังเกตว่า นักสู้หลายคนไม่มีทักษะการชกมวย หรือฝึกฝนร่ำเรียนมาอย่างถูกต้อง จึงออกลูก “มวยวัด”มากกว่า ตรงนี้ยิ่งเสี่ยงอันตราย

คนที่เรียนมวยมา ก่อนจะขึ้นชก เทรนเนอร์หรือค่ายมวยจะพิจารณาแล้วว่าตัวนักมวยคนนั้นมีความสามารถในระดับหนึ่ง เช่น การป้องกันตัวเอง อาวุธที่คู่ต่อสู้ปล่อยออกมาจะรู้ว่าต้องป้องกันอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆเอาคนสองคนมาชกกันเลย แบบนี้ในวงการมวยเราไม่ทำ จากนั้นจะต้องมีการ ‘เปรียบมวย’ โปรโมเตอร์ต้องดูนักมวยที่ความสามารถ และประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระบวนการป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ หรือเสียเปรียบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่คู่ต่อสู้ได้

นพ.สุทธิชัย ฝากทำความเข้าใจไปยังกลุ่ม fight club thailand ว่า เจตนารมณ์ของการเป็นนักสู้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะเป็นนักสู้ที่ดี ควรวางมาตรการดูแลความปลอดภัย เป็นกลาง และยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัยและให้ความยุติธรรมแก่คู่ต่อสู้ได้

ถ้าหากจะเดินหน้าต่อ ควรปรึกษาหารือผู้หลักผู้ใหญ่ให้เข้ามาช่วยดูแลว่าต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไร มีกฎเกณฑ์การต่อสู้อย่างไรบ้าง แล้วค่อยเดินหน้าต่อ ถ้ายังไม่มีกฎระเบียบ หรือมีองค์กรเข้ามารับรองอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ เพราะไม่มีใครการันตีความปลอดภัยได้ ผมมองว่าทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เข้ามาศึกษามวยไทยอย่างจริงจังเสียเลย จะเรียนแบบสมัครเล่น และแข่งขันกันแบบสมัครเล่นก็ได้ ซึ่งมีการจัดแข่งขันชกมวยไทยสมัครเล่นอยู่เรื่อยๆ ไม่รุนแรงเท่ามวยไทยอาชีพ นอกจากได้ออกกำลังกาย ได้พิสูจน์จิตใจที่กล้าหาญ ยังได้วิชาการต่อสู้ของมวยไทยด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานจะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย

กล่าวกันว่า มวยเป็นกีฬาที่คู่แข่งขันจงใจชกหรือทำร้ายให้บาดเจ็บในจุดต่างๆของร่างกาย เพื่อนำมาซึ่งชัยชนะ นักมวยต้องพยายามที่จะต่อยบริเวณจุดสำคัญๆของคู่ต่อสู้ให้แรง เร็ว และแม่นยำ จึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อส่วนต่างๆของร่างกายตามมา ดังนั้นหากผู้จัดแข่งขันไม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพียงพอ ความเสียหายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้