ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442878

ตั้งสังฆราช ระเบิดเวลาลูกใหม่วัดใจบิ๊กตู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผือกร้อนกลับมาตกอยู่ในมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องนำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20

ท่ามกลางการจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับ “ระเบิดเวลา” ลูกนี้อย่างไร

ยิ่งสถานการณ์ล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมากำหนดเส้นตาย 7 วัน เร่งรัดให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการตามมติของ มส. ก่อนที่จะกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวทั่วประเทศต่อไป

ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป เพราะไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหนก็สุ่มเสี่ยงกับ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล คสช. ที่เดินทางใกล้จะมาถึงจุดหมายตามโรดแมป

ด้านหนึ่งฝั่งเจ้าคุณประสารพยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมติ มส.ที่มีมติเอกฉันท์ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

อีกด้านหนึ่ง ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย  รวบรวมรายชื่อประชาชน 3 แสนรายชื่อคัดค้านการแต่งตั้งสมเด็จช่วงเนื่องจากยังมีคดีความติดตัว จึงขอให้ตรวจสอบก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

ประเมินทั้งสองฝั่งแล้วต่างฝ่ายต่างมีแนวร่วมของตัวเองจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเดินต่อไปทางไหนย่อมมีทั้งฝ่ายที่ถูกใจและไม่ถูกใจ แถมเริ่มส่งสัญญาณเตรียมออกมาเคลื่อนไหว

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจผลีผลามดำเนินการใดๆ เพราะเกรงว่าแรงกระเพื่อมอาจบานปลายกลายเป็นความวุ่นวายหรือความรุนแรง อันอาจจะกระทบต่อเนื่องไปถึงภารกิจต่างๆ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการบริหารราชการ

การส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความมาตรา 7  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 เรื่องขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ว่าขั้นตอนต้องเริ่มจากนายกรัฐมนตรี หรือที่ประชุม มส. อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้กระบวนการจึงถูกมองว่าเป็นการเตะถ่วงให้พอมีเวลาหายใจหายคออีกสักพัก

อย่างน้อยพอได้เช็กกระแสเสียงสะท้อนจากสังคม ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรต่อไป

สุดท้ายเมื่อกฤษฎีกาวินิจฉัยว่ากระบวนการเสนอชื่อนั้นเป็นไปตามมาตรา 7 ขั้นตอนก็ต้องกลับมาดำเนินการตามกลไกปกติ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ท่าทีล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อำนาจใครก็อำนาจใคร ผมมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วผมทูลเกล้าฯ ในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ”

ดังนั้น เงื่อนไขเรื่องคดีความการครอบครองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม99 จึงเป็นเหตุผลที่พอจะมีน้ำหนักเพียงพอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ซื้อเวลาอีกยกหนึ่ง เพราะการทูลเกล้าฯ ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก

คดีนี้แม้จะไม่ใช่คดีใหญ่โต แต่ก็ควรทำให้เกิดความชัดเจนไม่ให้มีปัญหาในอนาคต  โดยความคืบหน้าของคดีนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการเสร็จแล้วประมาณ 80% อยู่ระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ เพราะเอกสารบางส่วนต้องขอจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ เอกสารที่รอจากบริษัทต่างประเทศถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากการดำเนินคดีต้องมีเอกสารการนำเข้ามาประกอบกับสำนวน

เรื่องนี้ ทาง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า อาจใช้เวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งจริงๆ แล้วดีเอสไอมีหลักฐานอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อยากให้เอกสารครบถ้วนเพื่อความสมบูรณ์ของสำนวน

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตอบคำถามว่าต้องรอคดีให้จบก่อนหรือไม่ว่า “คิดไม่ออกเหรอ ว่าต้องรอกระบวนการเรียบร้อยก่อนแล้ว ไม่กลัวว่าจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหรืออย่างไร วันนี้มีกี่พวก อย่ามองบ้านเมืองในแง่ดีแง่เดียว มันมีพร้อมทุกเรื่อง”

เหตุผลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ หยิบยกมาอธิบาย จึงน่าจะเป็นทางออกให้ประคับประคองสถานการณ์ไปได้อีกสักระยะ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อครบกำหนดเส้นตาย 7 วัน ที่เจ้าคุณประสารเรียกร้องให้มีการดำเนินการ ทั้งเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามมติ มส.อันถูกต้อง และขอให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้าน รอบคอบ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยอันดีงามในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน ก่อนที่องค์กรพุทธพร้อมภาคีเครือข่ายจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงหรือไม่

เมื่ออีกด้านหนึ่งกลุ่มของเจ้าคุณประสารยังเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มวัดพระธรรมกาย ที่มีคดีของตัวเอง เมื่อรวมมวลชนเข้าด้วยกันย่อมสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก

คงต้องรอดูว่าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดการกับระเบิดเวลาลูกนี้อย่างไร ไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนกระทบไปถึงโรดแมปที่วางไว้

 

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442856

รธน.ใหม่ยึดหลักสากล ลดการเอาเปรียบด้านเศรษฐกิจ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนลงประชามติ” ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน)

ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. คนที่ 1 ชี้แจงว่า กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เริ่มดูจากปัญหาและวิเคราะห์สภาพปัญหา เพื่อดูว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่ง กรธ.พบว่าสภาพปัญหาเกิดจาก 3 ประการ คือ 1.ประเทศไม่เจริญ/ย่ำอยู่กับที่ เหมือนพัฒนาแต่ยัง เช่น ถนนมีน้ำรอการระบาย

2.ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งการศึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และ 3.ความแตกแยกของคนในสังคม สาเหตุของปัญหาต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ทุจริตคอร์รัปชั่น และความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเมือง

นอกจากนี้ ปัญหาเงินหลวงไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่กระจายไปที่ต่างๆ และยังพบว่าความเชื่อมั่นสถาบันการเมือง และระบบราชการมีปัญหาถือว่าย่ำแย่มาก จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวใหม่ รวมทั้งกฎหมายต้องได้รับการปรับปรุงด้วย เพราะกฎหมายไทยใช้ระบบอนุมัติ อนุญาต ขึ้นอยู่กับดุลพินิจเจ้าหน้าที่ จนเกิดคำถามมาตรฐานอยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ กรธ.ไม่ได้มองแค่การเมือง แต่รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชน และไม่ได้ดูแค่วันนี้พรุ่งนี้ เพราะประเทศไทยในปี 2012 เมื่อเทียบกับชาติอื่นถือว่าตกต่ำ การจัดอันดับการศึกษาไทยเมื่อเทียบเพื่อนบ้านเหนือกว่าเล็กน้อย จะทำให้เด็กมีคุณภาพในอาเซียนได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายและความไม่เป็นธรรม วินัย ระบบการเมืองไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ถือเป็นปัญหาค่อนข้างมาก ระบบราชการหย่อนประสิทธิภาพ ไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาไม่เคยมีการมองระยะยาว และบริบทการเมืองไทยไม่มีพรรคไหนอยู่นาน

“ปัญหาที่กล่าวมาพันกันหมด และ กรธ.เห็นว่าจำเป็นต้องแก้เป็นการด่วน และการร่างรัฐธรรมนูญได้ดูหลักสากลโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิเสรีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย แต่ถ้าจะจำกัด จำเป็นต้องตราเป็นกฎหมาย และหลักสองประการ สิทธิเสรีภาพเท่าเทียม จึงไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ต้องทำให้ทุกคนใช้สิทธิเสรีภาพได้เหมือนกับคนอื่น ทั้งในทางเนื้อหาและรูปแบบการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดเป็นพิเศษ และถ้ารัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้สามารถชุมนุมได้ แต่ถ้าแบบที่ผ่านๆ มาคงไม่มีใครยอมรับได้ แต่ถ้าทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดผู้อื่นสามารถทำได้”

ด้าน ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรธ. กล่าวว่า ร่างนี้ไม่มีส่วนหรือหมวดเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ในส่วนบทบัญญัติตามมาตราต่างๆ ได้พูดถึงเศรษฐกิจ หากดูร่างรัฐธรรมนูญนี้มี 279 มาตรา 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล ทำให้การเปลี่ยนผ่านประเทศจากปัจจุบันสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ด้านเศรษฐกิจมีปัญหาหลายเรื่อง เช่น การเอารัดเอาเปรียบ ทว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามแก้ไขให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ กรธ.คิดจากการรับฟังความเห็นหลายภาคส่วน อาจไม่สมบูรณ์ 100% แต่ด้วยเนื้อหาที่ทำเชื่อมั่นว่าจะพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างดี

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้ระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างเป็นธรรม จนก่อให้เกิดอะไรหลายอย่างตามมา คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติอีกแบบไม่ได้บอกใช้ระบบอะไร แต่บอกว่าระบบที่ให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ทั่วถึง

“การเดินไปด้วยกันธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดย่อมจะให้เท่ากันคงไม่ใช่ แต่ใครมีอำนาจใหญ่กว่าและทุบคนที่มีศักยภาพเล็กกว่านั้นทำไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบัญญัติ เพื่อให้ทุกคนระวังอย่างสมเหตุสมผลเพื่อเตือนสติ”

ขณะที่ นรชิต สิงหเสนี กรธ. ชี้แจงว่า สิ่งที่ กรธ.ทำอยู่ในกรอบโรดแมปตั้งไว้ไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสากลไม่ได้คิดขึ้นเอง ทั้งในเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการเมืองการปกครอง และสิ่งที่หลายฝ่ายห่วงกังวลไม่ใช่เนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่ห่วงสถานการณ์ปัจจุบันและขั้นตอนการลงประชามติ

อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญนี้หากประกาศใช้บังคับ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ 100% เต็มที่ แม้ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญ เพราะ กรธ.ใช้แนวคิดใหม่ จากเมื่อก่อนสิทธิเดิมประชาชนต้องเรียกร้อง แต่ครั้งนี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐ เช่น การศึกษา และการพยาบาล หากรัฐไม่ทำประชาชนสามารถฟ้องร้องรัฐได้

นอกจากนี้ การปฏิรูปยังระบุชัดเจนด้านอะไรบ้าง และ กรธ.ยังได้ระบุอีกว่าต้องทำอะไร ใครเป็นผู้ทำ ชัดเจน เช่น การปฏิรูปตำรวจต้องทำให้เสร็จ 1 ปี ถ้าไม่เสร็จก็ใช้ระบบอาวุโส ไม่สามารถใช้ความเหมาะสมได้ และกระบวนการยุติธรรมอัยการต้องเข้ามามีส่วนร่วม การวิเคราะห์หลักฐานต้องมีหน่วยงานทำได้มากกว่าหนึ่งหน่วยขึ้นไป และขั้นตอนสืบสวนมีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการชัดเจน

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับฟังซักถาม โดยเฉพาะประเด็นถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่ง นรชิต อธิบายว่า ก็ต้องหาคนร่างใหม่และไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน และเมื่อต้องเขียนใหม่ก็มีความเป็นไปได้ว่าไม่ต้องทำประชามติ เมื่อร่างเสร็จก็นำทูลเกล้าฯ ทันทีเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีคำถามว่า ประชาชนมีทางเลือกใดบ้าง สส.เขตสังกัดต่างพรรคที่ต้องการเลือก ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ. ชี้แจงว่า ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องปรับตัว โดยต้องส่งผู้สมัคร สส.เขต ที่คนนับถือ และตัวผู้สมัครต้องดูพรรคที่สังกัดคนนิยมหรือไม่ ซึ่ง กรธ.ไม่ได้คิดเองแต่มาจากการสอบถามความเห็น รวมถึงผลสำรวจต่างๆ

 

สปท.ดันมาตรการภาษี ปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442476

สปท.ดันมาตรการภาษี ปูทางปฏิรูปสื่อออนไลน์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 152 ต่อ 2 คะแนนเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เรื่อง “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ” ซึ่ง สปท.จะส่งรายงานไปให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปโดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปัญหาการประสานขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ในประเทศ โดยเฉพาะประเภทโซเชียลมีเดีย อาทิ พันทิพย์ดอทคอม สนุกดอทคอม กระปุกดอทคอม และเด็กดีดอทคอม เป็นต้น ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในกรณีที่ขอให้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่กระทำความผิดกฎหมายและกรณีพาดพิงสถาบันหลักของชาติ แต่ในส่วนที่เป็นเนื้อหาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองนั้นต้องใช้อำนาจศาลในการระงับการเผยแพร่

ส่วนผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เป็นปัญหาหลักที่นำมาสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูป ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เหล่านี้เน้นเรื่องการทำการตลาดและด้านธุรกิจเป็นสำคัญ และยังอ้างว่าเนื้อหาและคลิปที่เผยแพร่เป็นเรื่องของผู้ใช้งานโดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการลบเนื้อหาหรือถอดคลิปออก โดยที่หน่วยงานของไทยไม่สามารถบังคับได้ เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทย ขณะเดียวกันกลับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ใช้บริการอย่างเข้มงวด

ในปัจจุบันผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้อย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ เฟซบุ๊ก ยูทูบ(ในเครือข่ายของบริษัท Google.Inc) และไลน์ ได้เข้ามาขยายตลาดธุรกิจ โดยการตั้งสำนักงานสาขาในไทยเพื่อให้การช่วยเหลือดูแลลูกค้าของสำนักงานใหญ่ โดยอ้างว่าไม่ใช่เข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ในไทย เนื่องจากผู้ใช้บริการในไทยติดต่อซื้อขายและจ่ายเงินโดยตรงกับสำนักงานแห่งอื่น

การขอข้อมูลของผู้ใช้บริการหรือสมาชิกของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ ยูทูบหรือในเครือข่ายบริษัท Google บริษัท ไลน์ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีนั้น ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ แต่ผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออกว่า ควรมีการทำความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรง โดยทางการไทยควรประสานกับสถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เพื่อให้เกิดการประชุมเจรจาทำความตกลงกันในเรื่องดังกล่าว

2.ระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย (ปิดกั้น) ขาดระบบบริหารจัดการรายชื่อเว็บไซต์ (URL) ที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการแพร่หลายที่สามารถเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีการปรับข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบข้อมูลขาดประสิทธิภาพ และขาดระบบสนับสนุนการทำงานที่มีลักษณะการทำงานแบบอัตโนมัติ เนื่องจากระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังใช้ระบบทำงานแบบเดิม จึงทำให้เสียเวลาและไม่ทันต่อการระงับยับยั้งการแพร่ขยายของเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบการปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควรจัดทำระบบการระงับการแพร่หลายข้อมูลไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายที่เป็นศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการบริหารจัดการ ซึ่งเชื่อมโยงให้ทุกหน่วยงานเข้าถึงได้มีการดำเนินการในลักษณะอัตโนมัติ

3.การขอความร่วมมือผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศด้วยมาตรการทางภาษี จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า การทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศให้ความร่วมมืออาจต้องอาศัยทั้งอำนาจและอ้างอิงทางกฎหมายอย่าง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดในฐานะเป็นตัวการร่วม ในกรณีที่ภาพโฆษณาของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศมีความวิตกในกรณีนี้มาก โดยหากเห็นว่ามีภาพโฆษณาไปปรากฏในคลิปหรือเนื้อหาดังกล่าว ก็พร้อมจะถอดหรือระงับการเผยแพร่ให้

ส่วนมาตรการทางภาษีจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศหันมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น เพราะปฏิกิริยาจากหลายประเทศโดยเฉพาะในประชาคมยุโรปที่ต้องการใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อาทิ Google และ Facebook ได้ส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศเหล่านี้เริ่มเข้าสู่กรอบอำนาจของกฎหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยอมจ่ายภาษีให้ตามกฎหมาย

โดยควรมีการพิจารณาจัดทำหรือสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจสอบมูลค่าธุรกิจที่แน่ชัด ในการดำเนินการดังกล่าวนี้ จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านการเงิน การธนาคาร และผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยกระทรวงการคลังควรเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการในกรณีนี้

นอกจากนี้ ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับชำระเงิน แสดงรายชื่อผู้รับเงินปลายทางในใบเสร็จรับชำระเงินเมื่อผู้ใช้บริการโฆษณาหรือทำธุรกิจกับสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบจำนวนเงินการทำธุรกิจออนไลน์ที่แท้จริงได้

 

“วัยโจ๋ขี่บิ๊กไบค์”…ไม่อยากตายฟรีต้องจำกัดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442427

"วัยโจ๋ขี่บิ๊กไบค์"...ไม่อยากตายฟรีต้องจำกัดอายุ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลาดซื้อขายรถบิ๊กไบค์กำลังเติบโตไม่หยุด เด็กหนุ่มวัยรุ่นวัยเรียนต่างพากันถอยออกมาขับขี่บนท้องถนน โดยลืมไปว่าตัวเองไร้ทักษะการขับขี่ วุฒิภาวะการตัดสินใจหย่อนยาน มีแต่ความคึกคะนอง ส่งผลให้อุบัติเหตุและเสียชีวิตของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้นบ่อยจนน่าตกใจ

เสียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหานี้จึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ห้าวเป้ง…ต้นเหตุนักบิดวัยคะนองเสียชีวิต

ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนกว่า 80 % เกิดจากความประมาท โดยรถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่หนีไม่พ้นไม่สวมหมวกนิรภัยและขับรถเร็ว

อาจารย์โฮ่-ชาติชาย แซ่ลิ้ม อดีตนักแข่งชื่อดังและผู้ก่อตั้ง ho racing school  บอกว่า ปัญหาของเด็กๆหลายคน คือความห้าว ซ่า คึกคะนอง มีประสบการณ์ขับขี่เพียงแค่รถขนาดเล็ก แต่คิดว่าตัวเองสามารถควบคุมรถบิ๊กไบค์ได้

บางคนเคยขับแต่รถเล็ก มาขับรถใหญ่ดันทำนิสัยเหมือนเดิม ความคะนองยังมีอยู่ ได้รถแรงขึ้น รู้สึกซ่า อยากฟัด พอมีอุบัติเหตุขึ้นมา ผู้ใช้รถคนอื่นก็พากันเหมารวมว่าไอ้พวกบิ๊กไบค์ขับรถเถื่อน ทุกวันนี้อย่าว่าแต่เด็กๆเลย คนอายุเกิน 20 ปี ส่วนใหญ่ก็ยังขี่ไม่เป็น แค่ขี่ได้ เท่านั้น

ชาติชาย แนะนำว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถบิ๊กไบค์สักคัน มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องทักษะความรู้และความชอบอย่างแท้จริงด้วย

ถามตัวเองก่อนว่าชอบจริงไหม หรือแค่ตามกระแส เด็กบางคนไม่ชอบ แต่ซื้อเพราะเพื่อนชวนหรืออยากเข้ากลุ่ม เพื่อนบอกเฮ้ย ขี่ง่าย เหมือนรถยนต์แหละ ถอยๆมาเหอะ แต่จริงๆเเล้วไม่ใช่ บิ๊กไบค์ไม่ได้เร็วอย่างเดียว ยังมีความหลากหลายในการควบคุม ต้องใช้ทักษะในการขับขี่สูง ตั้งแต่จูงรถเพื่อเข้าใจสรีระของรถ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้เกียร์ วิ่งทางตรง เข้าโค้ง ท่าทางการขับขี่ จับแฮนด์ คันเร่ง ใช้เกียร์ ใช้เบรค ตำแหน่งวางเท้า ของพวกนี้ถ้าคนไม่ชอบ ไม่อยากเรียนรู้จริงจัง เจ็บตัวเเน่นอน ออกมาวันเดียวตายเลยก็มี

เรื่องร่างกายต้องมีสภาพสมบูรณ์ เเข็งเเรงเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนเป็นภูมิต้านทานในการควบคุมเเละทนต่อความเจ็บปวดได้ดีหากเกิดอุบัติขึ้น ต่อมาเรื่องอุปกรณ์เซฟตี้ เด็กๆหลายคนอยากเท่ อยู่กลุ่มห้าวยิ่งซ่าใหญ่ ไม่ใส่หมวกกันน็อคก็พากันไม่ใส่ทั้งหมดทั้งกลุ่ม ผมเคยสอนไปแล้วว่าอย่าอายเพื่อน พลาดมาครั้งเดียวตายเลยนะ สู้ลงทุนซื้อของดีๆ สวยๆใส่นำเพื่อนไปเลยดีกว่า อุปกรณ์เซฟตี้มีเยอะยิ่งดี เสื้อผ้า กางเกงรองเท้า เซฟได้หมด

นอกจากความพร้อมส่วนตัวแล้ว โฮ่ เรซซิ่ง ทิ้งท้ายว่า ต้องมีสติพร้อมรับความเสี่ยงจากคนมักง่ายบนท้องถนนด้วย เพราะประเทศไทยมีคนขับรถผิดกฎหมายจำนวนมาก การลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนต้องการความร่วมมือจากทุกคนบนท้องถนน

ผู้ปกครอง-โรงเรียนต้องร่วมรับผิดชอบ

ตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า อายุของผู้ที่ประสงค์จะขอรับใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี แต่หากเป็นผู้ขอใบขับขี่รถจักรยานยนต์ชั่วคราวสำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน 110 ซีซี ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์

ทว่าในความเป็นจริง ทุกวันนี้สามารถพบเห็นเด็กๆในชุดนักเรียนซิ่งรถซีซีสูงตามท้องถนนเป็นประจำ ไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มบิ๊กไบค์

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน บอกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องกำหนดนิยามขนาดรถจักรยานยนต์ให้ชัด เพื่อกำหนดการมาตรฐานใบขับขี่เฉพาะ สามารถป้องกันการเข้าถึงจากเยาวชนได้ดีกว่าปัจจุบัน

การเข้าถึงรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ทำได้ง่าย แม้ราคาค่อนข้างแพง แต่มีระบบเงินผ่อน มีโปรโมชั่นดึงดูด ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนก็ปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดผู้ขับขี่ในระดับเยาวชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท้องถนนเวลานี้จึงเต็มไปด้วยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่หลายคนเหมารวมว่าบิ๊กไบค์ในวัยเรียนจำนวนสูงขึ้น ทั้งที่ว่าไปแล้ว อายุ วุฒิภาวะ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากการเรื่องตัดสินใจ ความคิดและรวมไปถึงสรีระร่างกาย การขับขี่รถขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษที่ต้องเรียนรู้เฉพาะ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ชี้ว่า ผู้ปกครองและโรงเรียนควรจะมีส่วนรับผิดชอบอย่างเข้มงวดกับเหล่าเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะการส่งเสริมปล่อยปะละเลย ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรไปจำนวนมาก ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว

กฎหมายใหม่ ต่ำกว่า 20 ปีห้ามขับ

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจราจร (รองผบก.จร. ) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสนอแนวคิดเรื่องการจำกัดอายุผู้ขับขี่ เสนอต่อทางกรมการขนส่งทางบกไปตั้งแต่ปี 2558 จากการศึกษารายละเอียดจนข้อสรุปเบื้องต้นว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์จะต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะสามารถขับรถขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 400 ซีซี และต้องทำใบขับขี่ใหม่แยกจากใบขับขี่รถจักรยานยนต์ธรรมดา รวมทั้งทำการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะภาคปฏิบัติจะต้องทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและเสริมทักษะการขับขี่อย่างถูกต้อง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2559 และจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันในอนาคตอาจต้องมีสถาบันการฝึกอบรมการขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ เปิดจัดอบรมและจัดสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยให้ครูฝึกประเมินว่าผ่านหรือไม่

ทั้งนี้ สิ่งที่ทุกคนควรรู้ก็คือ อัตราความเร็วตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับ 8 พ.ศ. 2551 ระบุไว้ว่า รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ สามารถใช้ความเร็วในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือนอกเขตดังกล่าวให้ขับไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 กำหนดให้รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ สามารถใช้ความเร็วบนทางหลวงชนบทได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ขณะที่ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. นั่นหมายความว่า ผู้ขับขี่รถยนต์สามารถใช้ความเร็วสูงถึง 120 กม./ชม. ได้เฉพาะบนมอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี และถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เพียง 2 สายเท่านั้น ที่อื่นๆ ทำได้แค่ 90 กม./ชม.

ด้าน ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร บอกว่า ที่ผ่านมาสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการพูดคุยในประเด็นเรื่องจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ และเห็นตรงกันว่า ต้องมีการแยกประเภทใบขับขี่สำหรับรถจักรยานยนต์กลุ่มนี้ออกมา โดยผู้ขับขี่ต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบ รวมทั้งอบรมการขับขี่เพิ่มเติม

มีข้อถกเถียงว่านิยามคำว่าบิ๊กไบค์ในเมืองไทยควรเป็นกี่ซีซีกันแน่ อย่างประเทศญี่ปุ่นกำหนดไว้ที่ 400 ซีซี ขณะที่เมืองไทย หลายคนบอกว่า 250 ซีซีก็ต้องเรียกบิ๊กไบค์แล้ว เพราะเห็นว่าอุบัติเหตุในเมืองไทยนั้นเยอะมาก ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากความเร็ว ฉะนั้นหากกำกับความเร็วไว้ตั้งแต่แรก น่าจะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและเป็นประโยชน์กว่า ที่สำคัญจักรยานยนต์ตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไป สามารถทำความเร็วได้ราวๆ 100 กว่ากม.ต่อชม.อยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายที่กำหนดว่า แทบทุกพื้นที่บนท้องถนนอนุญาตให้ใช้ความเร็วแค่ไม่เกิน 90 กม.ต่อชม. เท่านั้น เราก็ไม่ควรมีซีซีสูงๆ หรือควรจำกัดการเข้าถึงได้ยากขึ้น

ส่วนการกำหนดอายุผู้ขับขี่ไว้ที่ 21 ปีขึ้นไป เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้สามารถขับขี่รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกได้ที่อายุ 21 ปี  หากคิดว่า 21 ปีสามารถรับผิดชอบชีวิตคนอื่นได้ ก็น่าจะเป็นเกณฑ์ที่เพียงพอสำหรับคนที่คิดจะขับขี่บิ๊กไบค์ นอกจากนั้นยังเห็นตรงกันว่า ต้องมีหลักสูตรอบรมเฉพาะที่สูงหลายชั่วโมง อย่างญี่ปุ่น เอาแค่จักรยานยนต์ธรรมดา เขาอบรมสูงถึง 40 ชั่วโมง ของเราแค่ 4 ชั่วโมงเอง โดยบางประเทศผู้ขับขี่ต้องทดสอบศักยภาพความแข็งแรงของร่างการด้วย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สามารถประคองและควบคุมรถไหว”

นักวิชาการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนรายนี้ อัพเดตความคืบหน้าให้ฟังว่า โดยหลักการขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นด้วย อยู่ระหว่างรอประกาศใช้ พรบ.การจัดการขนส่งทางบก คาดว่าไม่เกินปี 2559 นี้

ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจำเป็นต้องป้องกันอย่างเข้มงวด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อลดความสูญเสียและตัดวงจรหายนะอันจะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มๆซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติต่อไปในอนาคต

ภาพประกอบบางส่วนจาก http://pantip.com/topic/33436285

 

รัฐกู้ระเบิด “แก่-จน-เจ็บ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 22:06 น…. http://www.posttoday.com/analysis/report/442254

รัฐกู้ระเบิด "แก่-จน-เจ็บ"

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เมื่ออัตราการออมของคนไทยก่อนวัยเกษียณ 55-60 ปีต่ำมาก ขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขยับอายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มจาก 70-80 ปีขึ้นไปเฉลี่ยที่กว่า 90 ปี สภาวะใช้เงินหมดก่อนเสียชีวิตจึงกำลังเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ไทยต้องเผชิญ ซึ่งตามข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยระบุว่า ไทยเป็นสังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 หรือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะสัดส่วนประชากรสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มีถึง 10% ของประชากรทั้งประเทศ และกำลังจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” หรือประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 20% ในปี 2564 หรืออีกเพียง 5 ปี

จากแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลจึงต้องกู้ระเบิด แก่-จน-เจ็บ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงการคลังหามาตรการกระตุ้นให้บริษัทเอกชนจ้างผู้สูงอายุทำงานเพื่อให้มีเงินยังชีพต่อ ไม่ต้องรอแต่เงินบำนาญชราภาพเดือนละ 600 บาทจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอยังชีพ

รมว.คลัง กล่าวว่า กลุ่มที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือ คือกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นคนชั้นกลางและระดับล่าง ที่ไม่ใช่พวกที่ได้เงินเดือนหรือมีรายได้สูง คนเหล่านี้เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว ยังมีศักยภาพที่จะทำงานได้ เช่น ให้ผู้สูงอายุมานั่งที่ฝ่ายต้อนรับ หรือตามมหาวิทยาลัย ในต่างประเทศจะจ้างผู้สูงอายุทำงานเอกสาร ทำงานแอดมินหรือฝ่ายจัดการได้

“นี่เป็นหนึ่งในมาตรการดูแลผู้สูงอายุให้มีงานทำต่อโดยใช้มาตรการทางภาษีมาสนับสนุน เช่น หากจ้างผู้สูงอายุทำงานจะให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเสียภาษีน้อยลง เป็นต้น” รมว.คลัง กล่าว

อย่างไรก็ดี การดูแลผู้สูงอายุนั้น คลังจำเป็นต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด เพราะความเจริญทางการแพทย์และเทคโนโลยีทำให้คนมีอายุยืนมากขึ้น ในขณะที่ประเทศมีการออมเพื่อวัยเกษียณต่ำสวนทางกัน จึงต้องปรับนโยบายให้สอดคล้อง ซึ่งเห็นว่าจะต้องเพิ่มการออมภาคบังคับที่มีอยู่ในขณะนี้ผ่านกองทุนประกันสังคม (สปส.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเอกชน และการออมผ่านกองทุนหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ก็ยังไม่เพียงพอ

“เชื่อหรือไม่แรงงานระดับกลางที่ทำงานอยู่ 14 ล้านคน ทำงานในบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยมาก จึงอยากให้มีการเพิ่มการออมส่วนนี้ ซึ่งจะช่วยให้เมื่อแรงงานสูงอายุขึ้นแล้วมีรายได้เพียงพอใช้หลังเกษียณ โดยจะต้องออกเป็น พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ให้บริษัทเอกชนทุกแห่งที่มีการจ้างแรงงานตามคุณสมบัติที่จะกำหนดในภายหลัง จะต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน” รมว.คลัง กล่าว

นอกจากนี้ หลังจากปี 2560 จะทบทวนเงินยังชีพของคนชรา ที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 600 บาท/เดือน เพราะพบว่าแต่ละปีมีผู้สูงอายุที่ไม่มารับเงินมากพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่ยังมีรายได้ และมีงานทำ แต่เงินจำนวนนี้ กรมบัญชีกลางจ่ายขาดให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปจัดการจ่ายให้ตามรายชื่อที่ลงทะเบียน แม้ไม่มีคนมารับ แต่เงินก็ไม่กลับมาสู่ส่วนกลาง โดยหลังเริ่มใช้ระบบเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์แล้ว กรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตรงไปให้กับผู้สูงอายุที่รับสวัสดิการนี้เข้าบัญชีพร้อมเพย์ ก็จะรู้ว่ามีคนที่ไม่มารับเงินสวัสดิการส่วนนี้เท่าไหร่

“สิ่งที่คลังจะทำคือ นำเงินส่วนที่ไม่มีคนมารับมาเกลี่ยใหม่ให้กับคนที่รับเงินเดือนละ 600 บาทอยู่ อาจจะทำให้เขาได้เงินมากขึ้นมาเป็นเดือนละ 1,000 บาทก็ได้ ซึ่งผู้สูงอายุได้ประโยชน์เต็มที่โดยที่ไม่ได้เพิ่มเงินงบประมาณเลย” อภิศักดิ์ กล่าว

ท่ามกลางนโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาลดังกล่าว ด้านเอกชนในวงการแรงงาน นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า มาตรการสนับสนุนบริษัทเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ ต้องการสนับสนุนให้เกิดการจ้างพนักงานระดับล่างทำงาน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอดำรงชีพหลังเกษียณอายุ

ดังนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต่างๆ จะพากันจ้างผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะที่จริงแล้วความสนใจจ้างคนวัยเกษียณมาทำงานอาจต้องพิจารณาปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทเองด้วย เช่น รูปแบบการจ้างงาน ว่าจะเป็นแบบเต็มเวลาหรือแบบสัญญาจ้าง เนื่องจากรูปแบบการจ้างงานที่ต่างกัน จะมีผลต่อการจัดสรรสวัสดิการให้พนักงาน ซึ่งหมายถึงบริษัทต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มค่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะได้รับหรือไม่

ส่วนข้อดีของการจ้างงานคนวัยเกษียณ คือช่วยหาแรงงานชดเชยให้บางสาขางานที่หาแรงงานยาก และแรงงานวัยนี้สั่งสมประสบการณ์มามากทั้งประสบการณ์ชีวิตและการทำงาน จึงเป็นประโยชน์กับองค์กรช่วยอบรม ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้ โดยคนวัยเกษียณสามารถทำงานได้หลายสาขาที่เน้นใช้ทักษะด้านภาษา การคิดคำนวณ มากกว่าใช้แรงงานหรืองานที่ใช้ทักษะด้านร่างกายเป็นหลัก

ขณะที่เอกชนผู้จ้างงาน ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เครือเซ็นทารารับผู้สูงอายุมาทำงานก่อนที่รัฐบาลจะมีแนวคิดออกมาตรการส่งเสริมแล้ว โดยพิจารณารับผู้สูงอายุตามศักยภาพของแต่ละคน เพราะการจ้างงานคนวัยเกษียณจะต้องคำนึงถึงสุขภาพ งานที่ให้คนวัยเกษียณทำจะต้องไม่หนักเกินไป และต้องตกลงเรื่องเวลาทำงานยืดหยุ่นเป็นแบบพาร์ตไทม์

“ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่อยากทำงาน บางคนก็อยากพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่บางคนมองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ผมก็เชื่อว่าถ้ายังทำงานได้ สนุกกับงาน แล้วมีเวทีให้ คนวัยเกษียณก็คงอยากทำงาน เพราะที่ผ่านมาบางคนเกษียณไปแล้วหยุดทำงานเลยจากที่เคยทำงานมาตลอด 30-40 ปี ก็จะรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง ในส่วนของธุรกิจโรงแรมตำแหน่งที่คนวัยเกษียณพอจะทำได้ก็คืองานในออฟฟิศทั่วไป งานแม่บ้านที่ไม่ต้องยกของหนักๆ” ธีระยุทธ กล่าว

ภัทรา จองเจริญกุลชัย รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวเสริมว่า แรงงานวัยเกษียณที่ทำงานกับบริษัทส่วนใหญ่ยังอยากทำงานอยู่ จึงมีนโยบายรับคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานต่อหากมีผลการปฏิบัติงานดี ส่วนแรงงานวัยเกษียณจากองค์กรอื่นๆ บริษัทก็ยินดีรับ โดยทำสัญญากันปีต่อปี หรือสูงสุดสามปี ปัจจุบันมีแรงงานวัยเกษียณทำงานกับบริษัท 107 คน มีอายุสูงสุดอยู่ที่ 81 ปี ทำงานวันละ 3-9 ชั่วโมง ส่วนเงินเดือนให้ตามตำแหน่ง บนแนวคิดแรงงานวัยเกษียณทำงานได้เต็มศักยภาพไม่แพ้ใคร จึงควรได้เงินเดือนตามตำแหน่งที่สมควรจะได้รับ

กรณีประเด็นที่ว่าสำหรับงานโรงแรม พนักงานถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กร หากแขกไปใครมา พบแรงงานวัยเกษียณ จะมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรหรือไม่ ภัทรา กล่าวว่า เป็นผลดีและน่าชื่นชมมากกว่า “ลองดูเวลาที่เราไปประเทศญี่ปุ่น แล้วพบเจอคนสูงวัยทำงาน เรายังเกิดความรู้สึกดี ซึ่งการทำงานของแรงงานวัยเกษียณ เขาย่อมต้องทำงานที่เหมาะสมกับวัยและสุขภาพของเขาอยู่แล้ว เราคงไม่ให้เขาทำงานหนัก หรือยกของหนัก หรือไต่บันไดขึ้นที่สูง ทุกคนได้ทำงานที่เหมาะสมกับวัย สุขภาพ และศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่อย่างแน่นอน”

เช่นเดียวกับ เกษมกิจ โฮเทลส์ ที่มีในเครือกว่า 17 แห่ง ได้รับสมัครผู้ที่เกษียณอายุแล้ว ในตำแหน่งบัญชี พ่อครัว ซักรีด ซ่อมบำรุง อาหารเครื่องดื่ม และด้านอื่นๆ เช่น ที่ปรึกษา ในสายงานโรงแรม ทั้งแบบทำงานเต็มเวลา และแบบทำงานบางเวลา เพื่อรองรับการขยายสาขาเพิ่ม

นอกจากนั้น สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายกได้แนะนำ 15 อาชีพหลังวัยเกษียณ ที่ช่วยให้มีรายได้ ช่วยไม่ให้สมองฝ่อ คือ 1.ที่ปรึกษาผู้บริหารบริษัท 2.นักเขียน-คอลัมนิสต์ นับเป็นอาชีพยอดฮิตของคนวัยเกษียณ 3.อาจารย์-นักวิชาการ 4.วิทยากร นักพูด นักอบรม 5.ธุรกิจเกี่ยวกับต้นไม้-จัดสวน 6.นักลงทุนในตลาดหุ้น 7.ธุรกิจปล่อยเช่า มีบ้านหรือคอนโดมิเนียมให้เช่า 8.ทำอาหาร-ขนม-น้ำผลไม้ขาย 9.ศิลปิน-วาดรูปบนเซรามิก 10.นายหน้าเจรจาซื้อขาย 11.ไกด์นำเที่ยว 12.ธุรกิจขายตรง 13.เย็บเสื้อ-ถักทองานฝีมือ 14.เกษตรกรรมอย่างเรียบง่ายและพอเพียง และ 15.นักจัดรายการวิทยุ

ทั้งนี้ การเลือกงานหลังเกษียณ นอกจากพิจารณาเรื่องสุขภาพแล้ว ต้องเลือกให้เหมาะกับความถนัด ความชอบ นิสัย เป็นการทำงานหาเงิน เพื่อใช้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่หักโหมงานหนัก ตามที่แพทย์ผู้จัดรายการสามหมออารมณ์ดีเตือนว่าผู้สูงอายุทั้งหลายหากยังโหมงานหนัก มีโอกาสมากที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย โดยเฉพาะงานที่เครียดมากๆ อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ ก็หวังว่าการแก้ปัญหาผู้สูงวัยรายได้ไม่พอจะไม่เป็นการไปสร้างปัญหาใหม่ให้งบประมาณค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเพิ่ม

 

สาวไส้ “ขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา” จ่ายปุ๊บ จบปั๊บ…สังคมเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442246

สาวไส้ "ขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา" จ่ายปุ๊บ จบปั๊บ...สังคมเจ๊ง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“รับทำวุฒิการศึกษาทุกระดับชั้น ใครที่เรียนไม่จบ เรียนไม่ตรงหลักสูตร แต่อยากหางานทำ ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ปรึกษาเราได้”

“ม.XXX 8 ใบรวดดด สั่งหลายใบมีส่วนลดนะคะ”   

“ราชภัฎXXXคร่าาาา”

“ป.ตรี มหาวิทยาลัยXXXX ทรานสคริปต์เสร็จแย้วว รอใบปริญญากำลังตามมา อิอิ”

ฯลฯ

ข้อความโฆษณารับจ้างทำวุฒิการศึกษาถูกป่าวประกาศโจ๋งครึ่มทางเฟซบุ๊ก ตั้งแต่วุฒิการศึกษาชั้นมัธยม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี พร้อมใบรับรองและทรานสคริปต์ โดยแอบอ้างสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีใบประกาศผลการทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษหรือ TOEIC ใบประกอบวิชาชีพครู พยาบาล วิศวกร ภายใต้สโลแกนว่า “ทำจริง ส่งจริง ตรวจสอบได้ ใช้งานได้ 100 %”

ทั้งหมดนี้กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่แวดวงการศึกษาไทยอย่างน่าเป็นห่วง

ชำแหละ”ขบวนการปลอมวุฒิ”ผ่านเฟซบุ๊ก

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนจากเหยื่อรายหนึ่งที่ถูกหลอกให้โอนเงินแลกกับวุฒิการศึกษา พบว่า ปัจจุบันมีเพจเฟซบุ๊กรับจ้างทำวุฒิการศึกษาปลอมไม่ต่ำกว่า 100 ราย

พวกนี้ทำเป็นขบวนการ เริ่มจากนำภาพถ่ายใบปริญญาบัตร ทรานสคริปต์ ใบรับรองจบการศึกษาที่มีตราประทับของมหาวิทยาลัย มีลายเซ็นอธิการบดีมาโชว์ให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เป็นด็อกเตอร์ เป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัย พูดจาน่าเชื่อถือ ให้ความมั่นใจว่าเป็นของแท้ ขณะเดียวกันก็มีหน้าม้าทำทีเป็นลูกค้า โพสต์เชียร์ว่าได้รับของแล้ว ใช้งานได้จริง เมื่อตกลงกันได้จะใช้วิธียื่นหมูยื่นแมว ให้เหยื่อโอนเงินและนัดส่งของ หลายคนถูกหลอกเชิดเงินหนีก็เยอะ กลุ่มผู้ซื้อวุฒิปลอมส่วนใหญ่เป็นคนที่เรียนไม่จบ เรียนไม่ตรงสาย แต่อยากเข้าทำงานในตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ เช่น ภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ห้างสรรพสินค้า บางคนต้องการปรับวุฒิเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือน เช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง 

ราคาแล้วแต่ระดับวุฒิการศึกษาและชื่อเสียงของสถาบัน เช่น วุฒิม.3 จบแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) 5,000 บาท แบบโรงเรียนทั่วไป 6,000 บาท วุฒิม.6 กศน. 7,000 บาท โรงเรียนทั่วไป 8,000 บาท ปวช.และปวส. 8,000-12,000 บาท ระดับปริญญาตรี 30,000 บาท-100,000 บาท ที่น่าเป็นห่วงคือ ใบประกอบวิชาชีพเก๊ เช่น ครู พยาบาล วิศวกร คิดดูถ้าคนไม่มีความรู้ความสามารถไปทำอาชีพเหล่านี้ เกิดผิดพลาดขึ้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ช่องโหว่ที่ทำให้ขบวนการรับจ้างทำวุฒิการศึกษาปลอมระบาดหนักคือ ขาดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากผู้ประกอบการ

ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานต้องการคนเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งไม่ตรวจสอบประวัติผู้มาสมัครงานอย่างละเอียดเพียงพอ บางที่ดูแค่ว่าจบระดับอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่  สถาบันไหนเท่านั้น ทั้งที่วิธีเช็คง่ายมากคือ ตรวจสอบไปยังฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัยว่าคนๆนี้จบการศึกษาจริงหรือไม่ ไม่เกิน 3 วันก็รู้ผล แต่ถ้าปล่อยปละละเลยให้คนไม่มีความรู้ความสามารถฉวยโอกาสเข้ามา สุดท้ายเจ้าของธุรกิจก็จะเสียหายไปด้วย”

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

ถูกหลอกเชิดเงิน เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บวกกับอยากได้ปริญญาบัตรแบบเร่งด่วนจนหน้ามืดตามัว ทำให้ กนก (นามสมมติ) ต้องสูญเงินกว่า 32,5000 บาทให้กับแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างว่าสามารถออกวุฒิการศึกษาได้

ผมเรียนจบจากคณะเทคโนโลยีการเกษตร และรับราชการอยู่ในกระทรวงแห่งหนึ่ง ล่าสุดกำลังเรียนต่อที่คณะส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใกล้จะจบแล้ว บังเอิญต้องการรีบใช้วุฒิเพื่อปรับตำแหน่งใหม่ เลยติดต่อกับเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งที่ประกาศว่าสามารถทำวุฒิการศึกษาได้ ต่อมามีคนโทรมาแนะนำตัวว่า ชื่อกมลวรรณ อยู่ฝ่ายทะเบียนของมหาวิทยาลัย เขารู้ข้อมูลของเราหมดว่ารหัสอะไร เรียนวิชาอะไรบ้าง เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ก่อนเรียกค่าใช้จ่าย 65,000 บาท รู้สึกว่าแพงมาก กลัวโดนหลอก เพราะหน้าตาก็ไม่เคยเห็น แต่อยากได้มาก จึงตัดสินใจโอนเงินไปก่อนครึ่งหนึ่งจำนวน 32,500 บาท ฝ่ายนั้นตอบกลับว่าจะนัดเจอที่มหาวิทยาลัย แต่ก็ผัดผ่อนไปเรื่อย ผ่านไป 2 อาทิตย์รู้ตัวว่าโดนหลอกแน่เลยเข้าไปที่ฝ่ายทะเบียน ปรากฎว่าไม่มีชื่อเจ้าหน้าที่คนนี้

เหยื่อรายนี้ยอมรับผิดว่าทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หวังให้ประสบการณ์ผิดพลาดของตัวเองเป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าตกหลุมพรางของเหล่ามิจฉาชีพ 

 

 

มะเร็งร้ายบ่อนทำลายวงการศึกษา

หลังจากเครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่เรื่องราวของขบวนการปลอมวุฒิการศึกษาทางเฟซบุ๊ก พร้อมภาพถ่ายใบปริญญา ทรานสคริปต์ ใบรับรองจบการศึกษาที่ระบุชื่อของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก่อให้เกิดกระแสฮือฮาเป็นอย่างมาก

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เป็นคนแรกที่ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งความดำเนินคดีต่อมิจฉาชีพกลุ่มดังกล่าวข้อหาปลอมแปลงเอกสารสำคัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เช่นเดียวกับ ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการปลอมวุฒิการศึกษา อีกทั้งระบบการจัดเก็บเอกสารและข้อมูลต่างๆในคอมพิวเตอร์ถูกควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ไม่มีการรั่วไหลอย่างแน่นอน

วีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผอ.ฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องหันมาตื่นตัว

“อยากจะสื่อสารไปยัง 5 กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ประกอบด้วย 1.คนรับจ้างปลอมวุฒิการศึกษา พวกนี้มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร มีโทษทั้งจำทั้งปรับ 2.คนที่ไปซื้อวุฒิการศึกษามาใช้ คนกลุ่มนี้ก็มีความผิดได้รับโทษเทียบเท่ากับผู้ปลอมเอกสารทุกประการ แถมยังมีส่วนในการทำลายระบบการศึกษาด้วย 3.บริษัทผู้ประกอบการ ควรเช็คอีกครั้งอย่างละเอียด ไม่ว่าจะด้วยการตรวจสอบเอกสาร สัมภาษณ์ หรือติดต่อมายังมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยล้วนยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว 4.สถาบันการศึกษา ควรมีระบบออกเอกสารที่เข้มงวด ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก่อนเรียนจบ ต้องมีการขึ้นทะเบียนบัณฑิต ส่งเรื่องให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ ก่อนให้อธิการบดีเซ็นลงนาม เอกสารทุกฉบับมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ 5.หน่วยงานภาครัฐ ไม่ควรปล่อยปละละเลย ที่ผ่านมามีขบวนการทำพาสปอร์ตปลอม ใบขับขี่ปลอม วุฒิการศึกษาปลอมกันเกลื่อนกลาด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด

พฤติการณ์ซื้อขายวุฒิการศึกษาปลอมที่กำลังระบาดอย่างหนัก นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังสร้างความเสียหายร้ายแรงให้แก่วงการศึกษา สังคม และประเทศชาติอย่างคาดไม่ถึง

 

 

 

“แก่” อย่างมีคุณภาพ เร่งเข้าสู่ระบบการออมให้มากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442231

"แก่" อย่างมีคุณภาพ เร่งเข้าสู่ระบบการออมให้มากที่สุด

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ แต่อีกด้านประชากรไทยกำลังเตรียมก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัว คาดการณ์กันว่าในปี 2568 คนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี จะมีประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งการเตรียมรับมือเรื่องนี้รัฐบาลได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การดูแลสังคมสูงอายุ วางไว้หลายแนวทาง ตั้งแต่การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ จัดโครงการสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ขยายเวลาการเกษียณอายุราชการไปถึงอายุ 65 ปี และล่าสุดเตรียมขอความร่วมมือภาคเอกชน องค์กรต่างๆ รับผู้สูงอายุหลังเกษียณเข้าทำงานโดยจะได้รับการตอบแทน คือการลดหย่อนภาษี นโยบายทั้งหมดนี้เพื่อต้องการให้ผู้สูงอายุมีเงินเก็บสะสมเงินไว้ดูแลตัวเองในอนาคต

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลกำลังเร่งระดมสรรพกำลังทั้งหมดในการรับมือสังคมผู้สูงอายุ วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ สะท้อนมุมมองว่า ขณะนี้สถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยยังไม่รุนแรง แต่จำนวนประชากรผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ ปัจจุบันมีผู้ที่อายุ 60 ปี ในไทยกว่า 10 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นประมาณเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรการเพิ่มขึ้นนี้ก็จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้ แต่จะค่อยๆ เพิ่ม

“ถ้าไม่เตรียมตัวและรอให้วันนั้นมาถึงก็อาจทำอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นวันนี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมการแก้ปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่จะมีเพิ่มขึ้นว่าควรทำอย่างไรบ้าง เพราะผู้สูงอายุคือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ยังต้องใช้เงินอยู่ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องหลักประกันด้านรายได้เป็นหลัก ซึ่งรัฐควรส่งเสริมให้คนไทยเกิดการออม เหมือนเช่นนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินสะสมไว้ใช้ในวันที่ไม่สามารถทำงานได้” ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าว

เขากล่าวว่า การออมวันนี้รัฐต้องคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ เข้ามาสู่ระบบการออมให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจะได้ไม่มีปัญหา ซึ่งตอนนี้รัฐบาลมีโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ผู้ที่เข้าร่วมก็ยังมีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นควรส่งเสริมในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ทำให้คนตระหนักรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง เรื่องของการออมทุกคนต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ เพราะเมื่อเข้าสู่สังคมผู้อายุ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี สุขภาพจะแย่ลง ดังนั้นต้องเตรียมการเพื่อไม่ให้สุขภาพทรุดลงอย่างรุนแรง เช่น ควรสนับสนุนให้มีการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยทำงาน เพื่อจะได้ไม่มีโรคเรื้อรังในอนาคตมิฉะนั้นค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย

ที่สำคัญ รัฐต้องเตรียมแผนแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า แม้สถานการณ์จะยังมาไม่ถึง ไม่เช่นนั้นภาระจะตกกับคนรุ่นหลัง เพราะปัจจุบันร้อยละ 30 ของผู้สูงอายุยังคงพึ่งการช่วยเหลือจากบุตร สุขภาพจึงเป็นโรคหลักของผู้สูงอายุ และเมื่อเรารู้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นโรคหลักที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม ถ้ารอวันนั้นมาถึงจะแก้ไขยาก ดังนั้นเมื่อมองอนาคตออก ควรเตรียมตัวเพื่อไม่ให้เป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูง หรือส่งเสริมการทำกิจกรรมเพื่อป้องกันต่างๆ

แนวคิดนโยบายรัฐที่จะให้ภาคเอกชนดึงผู้สูงอายุเข้าทำงานหลังเกษียณ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มองว่า สภาพความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันบริษัทเอกชนไม่ได้ห้ามรับสูงอายุเข้าทำงาน เพราะเรื่องอายุพนักงานไม่สำคัญกับบริษัทเอกชน แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ การที่รัฐจะให้ภาคเอกชนจ้างงานบุคคลใดเข้าทำงาน แต่ถ้าเอกชนมองว่าไม่คุ้มก็อาจไม่มีการจ้าง เพราะบริษัทคิดว่าไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

ดังนั้น รัฐควรทำให้ผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพ มีความสามารถเพื่อให้เอกชนเลือกจ้างต่อ เพราะการที่รัฐใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้ภาคเอกชน ก็ต้องมองว่าจะคุ้มหรือไม่ เพราะไม่ใช่มีแค่เรื่องเงินเดือน แต่ยังมีเรื่องของสวัสดิการอื่นด้วย ฉะนั้นรัฐควรใช้ภาษีเป็นแรงจูงใจให้บริษัทจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพพนักงานผู้สูงอายุให้มีคุณภาพมากขึ้น และรัฐอาจเอาค่าใช้จ่ายในการลงทุนอบรมพนักงานมาเป็นแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี ซึ่งวิธีการนี้จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้สูงอายุไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานเมื่ออายุมากขึ้น

วรวรรณ

ประเด็นการต่ออายุการเกษียณราชการไปถึง 65 ปี วรวรรณ มองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรต่อให้กับข้าราชการทุกคน ที่สำคัญควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น อิงกับความต้องการของหน่วยงาน หรือฝ่ายที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านมากกว่า ส่วนการจ้างงานควรทำสัญญาการทำงานเป็นช่วง เนื่องจากอนาคตไม่ทราบว่าประสิทธิภาพของผู้สูงอายุจะทำงานได้นานเท่าไหร่ เช่น อาจมีโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคอะไรที่มีปัญหาต่อการทำงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ส่วนประเด็นสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ วรวรรณ แนะนำว่า สิทธิผู้สูงอายุตรงนี้ไม่ควรตัดออก แต่ควรส่งสัญญาณให้ประชาชนได้รับทราบว่าอนาคตเบี้ยยังชีพที่รัฐให้ อาจไม่พอใช้กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้นควรกระตุ้นในทุกคนตื่นตัวในเรื่องการออมควบคู่กันไปด้วย

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า สาเหตุที่ทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจปัญหาของจำนวนประชากร เนื่องจากขณะนี้อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง แต่ประชากรผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองรุ่นใหม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในเลี้ยงดูบุตร รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงทำให้โครงสร้างสัดส่วนของประชากรยุคปัจจุบันลดลง ซึ่งต่างกับคนรุ่นก่อนมาก

ดังนั้น ถ้ารัฐอยากให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น รัฐต้องสนับสนุนให้คนมีบุตรมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าอนาคตประเทศหรือสังคมโลกต้องการจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่การดูแลประชาชนที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่รัฐควรวางนโยบาย สร้างระบบให้ดี และควรทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้ารัฐทำได้ก็จะสามารถแก้ปัญหาด้านสังคมของประเทศในอนาคตให้ลดลงได้มาก

 

ศึกหมอรอบด้าน ทำ ‘30บาทฯ’ ระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441895

ศึกหมอรอบด้าน ทำ ‘30บาทฯ’ ระส่ำ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าข้อขัดแย้งเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ที่สงบมาสักระยะหนึ่งกำลังเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง

สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ไม่รับรองชื่อ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการ ผู้ใกล้ชิดชมรมแพทย์ชนบทและใกล้ชิดเอ็นจีโอ ให้เป็นเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ทั้งที่เป็นตัวเก็งเพียงคนเดียว ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 14 ต่อ 13

ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมบอร์ดถึงไม่รับรอง แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมี “เสียงกระซิบ” ไปยังกรรมการสัดส่วนข้าราชการประจำ เพราะมิเช่นนั้น เสียง “โน” คงไม่ไปในแนวทางเดียวกัน จนคว่ำชื่อหมอประทีปได้อย่างเฉียดฉิว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ยังไงก็ “นอนมา”

เพราะเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะเลือก “กองเชียร์” เอารายชื่อบอร์ดมากางดูแล้วค่อนข้างชัวร์ว่า ถ้าปล่อย “ฟรีโหวต” หมอประทีปจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น เพราะบรรดาบอร์ดสายข้าราชการประจำนั้น หลายคนมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สปสช. และทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ไม่น่าจะโหวตโนได้

แม้ หมอปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) จะยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนล็อบบี้ แต่หลายเสียง โดยเฉพาะในชมรมแพทย์ชนบทปักใจเชื่อไปแล้วว่ามาจากฝีมือ “หมอหลวง” อดีตคณบดีศิริราชคนนี้แน่นอน

แต่หากสังเกตขบวนการถล่ม สปสช.อย่างใกล้ชิด ก็จะพบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่หมอปิยะสกล จะเข้ามารับตำแหน่ง ผ่านการใช้หน่วยงานอย่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำให้เกิดความเสียหายภาครัฐ (คตร.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เข้ามาไล่บี้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อกล่าวหาเรื่อง “ใช้เงินผิดประเภท” ออกมา ด้วยเหตุนี้ ข้อกล่าวหาว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ “โรงพยาบาลขาดทุน” และประเทศไทยไม่พร้อมในการมีนโยบายนี้ จึงได้ออกมาจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

แม้จะไม่ปรากฏเรื่อง “ทุจริต” แต่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช.ในขณะนั้นก็ถูกหางเลขคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย และแม้จะใช้เวลาตรวจสอบนานนับปี อีกทั้งไม่เจอข้อผิดพลาดใดๆ นพ.วินัย ก็ถูกฟรีซตำแหน่ง ไม่ให้กลับไป สปสช. โดยที่ไม่มีความผิด

การเข้ามาตรวจสอบของ คตร.กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ตามไปสู่การวินิจฉัยว่า “ใช้เงินผิดประเภท” โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปจนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งผลกระทบกับเงินกองทุน และกับกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้รับเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเสนอให้ออกคำสั่ง “มาตรา 44” เพื่อแก้ล็อกให้การใช้เงินกองทุน “บัตรทอง” ของ สธ.ในหลายประเด็นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

แต่ก็น่าสนใจ เพราะคำสั่งถูกเสนอไปยังรัฐบาลตั้งแต่เดือน ก.พ.แล้ว ทว่าสุดท้ายกลับเพิ่งจะมีประกาศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงลือว่า “ทหารใหญ่” ขอร้องให้ชะลอ เนื่องจากถ้าออกมาแล้วจะทำให้ นพ.วินัย พ้นผิดจนต้องคืนตำแหน่งให้ จึงต้องรอเวลาให้ นพ.วินัย พ้นวาระไปก่อน

เรื่องความพยายามจัดการ “สปสช.” และความพยายามจัดการกับระบบหลักประกันสุขภาพ จึงไม่ได้อยู่แค่ที่ รมว.สาธารณสุข หรือตัวกระทรวงเท่านั้น แต่อันที่จริง “อีนุงตุงนัง” กว่านั้นมาก

สมรภูมิสุดท้ายถูกโฟกัสไปยังการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2545 ที่ล่าสุด นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สนช. บอกว่า ได้ข้อสรุปเรื่องเอา “เงินเดือนบุคลากร” ออกจากกองทุน สปสช. และเอาเงินกลับไปยัง สธ.เรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข “บอร์ด สปสช.” จะมีสัดส่วนของ “กระทรวงหมอ” มากขึ้น เพราะถือเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ รายเดียวของกองทุนบัตรทอง แต่ปัจจุบันกลับมี “ปลัด สธ.” นั่งอยู่เพียงคนเดียว

ว่ากันว่าโครงสร้างบอร์ดใหม่ใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข ให้มีตัวแทน สธ.มากถึง 7 คน ซึ่งแน่นอน หากเป็นเช่นนี้ คนของ สธ.จะกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในบอร์ดทันที จากเดิมที่ให้ “ภาคประชาชน” รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิสายแพทย์ชนบทและสายตระกูล ส.เสียงดังอยู่นาน

ขณะเดียวกัน หากข้อเสนอเรื่องร่วมจ่ายให้เฉพาะ “ผู้ยากไร้” เท่านั้น ที่ได้รับสิทธิบริการฟรี ส่วนกลุ่มรายได้อื่นๆ อาจต้อง “ควักกระเป๋า” ตกผลึกทันก็อาจถูกบรรจุลงไปใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนนโยบาย “รัฐสวัสดิการ” ไปสู่การเป็นนโยบาย “สงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย” แทน

ด้วยเหตุนี้ หากกระบวนการเลือกเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ อยู่ในคอนโทรล ด้วยเหตุนี้ หาก พ.ร.บ.ใหม่ เข้าทางกระทรวงหมอ ผลที่ตามมาก็คือ ภาคประชาชนย่อมไร้อำนาจต่อรองไปโดยปริยาย

และอาจแปลได้อีกอย่างว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ หรือ 30 บาท รักษาทุกโรค กำลังตกอยู่บน “ปากเหว” เป็นที่เรียบร้อย

 

โพสต์-เเชร์ คิดให้มาก “เด็กเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของเล่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441847

โพสต์-เเชร์ คิดให้มาก "เด็กเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของเล่น"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่นานมานี้มีคุณแม่ท่านหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าหวาดผวาของตัวเองและลูกน้อยผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าถูกหญิงสาวนำรูปลูกของเธอไปแอบอ้างเป็นหลานของตัวเอง พร้อมกับใส่แคปชั่นประกอบรูปภาพต่างๆเป็นตุเป็นตะ ชนิดที่ว่า หากไม่รู้มาก่อนว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทุกคนต้องหลงเชื่อแน่

เหตุการณ์นี้โชคยังดีที่ภาพเด็กไม่ถูกนำไปแสวงหาประโยชน์ทางอื่น แต่ก็ถือเป็นตัวอย่างเตือนภัยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเข้าใจเรื่องสิทธิเด็กและปกป้องพวกเขามากกว่าที่ผ่านมาเสียที

เปลี่ยนความคิดใหม่ “เด็กไม่ใช่ตัวตลก”

พ่อแม่ทุกคนรักลูก และอยากจะโชว์ความรัก น่าชังของเจ้าหนูด้วยกันทั้งนั้น เพราะตามธรรมชาติ มนุษย์ทุกเพศทุกวัย เมื่อประสบความสำเร็จหรือทำอะไรที่คิดเอาเองว่าดี ก็อยากให้คนรับรู้เเละชื่นชมเป็นธรรมดา แต่คุณหลงลืมไปหรือเปล่าว่าเด็ก นั้นไม่ใช่ของเล่น ?

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คอนเซ็ปต์คำว่าเด็กนั้นเป็นปัญหามาอย่างยาวนาน เมื่อภาพในหัวของคนไทยคือเด็กเป็นสมบัติของฉันและมองว่าเด็กคือคนที่มีอำนาจต่ำกว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ต้องปรับภาพความเข้าใจใหม่ เคารพในตัวตนของเด็ก พวกเขาไม่ใช่ตัวตลกหรือของสร้างความบันเทิง การนำภาพ คลิปพฤติกรรมไม่ดีหรือขำขันไปเปิดเผยในที่สาธารณะจะส่งผลทำให้เกิดความเครียด อับอาย รู้สึกแย่และมีความนับถือในตัวเองลดลง ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรม

โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว สิ่งที่โพสต์และเผยแพร่ออกไป ไม่มีทางสูญหาย ถึงแม้ว่าจะลบออก แต่ก็อาจมีผู้พบเห็นและเก็บภาพการตัดสินใจที่ผิดพลาดในช่วงเวลาหนึ่งนั้นไว้ทัน

“ถ้าเป็นรูปตัวเอง ไม่มีปัญหา เพราะถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจและยอมรับผลที่ตามมา แต่ถ้าเป็นรูปเด็กๆ ใช่ว่าเขาจะพอใจเสมอไปที่ไว้ใจให้เรา เป็นฝ่ายควบคุม และโพสต์เรื่องราวที่ตัวเองและคนอื่นเห็นว่าขำขันลงไป เด็กๆ อาจจะไม่ชอบ ที่สำคัญเรื่องนั้นอาจส่งผลเสียย้อนกลับมาหาเขาในระยะต่อไป เชื่อเถอะไม่มีใครอยากจะเป็นตัวตลกของใครเเละเด็กก็เหมือนกัน

ตัวอย่างคลาสสิคระดับโลก ในการโพสต์คลิปที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องขำขันของเด็กๆ จนส่งผลเสียอันเลวร้าย เกิดขึ้นเมือปี 2002 เมื่อเด็กมัธยมรายหนึ่งในประเทศแคนาดา โชว์ลีลากวัดแกว่งไม้กอล์ฟเลียนแบบอัศวินเจได ตัวละครในภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส  ปัญหาคือเจ้าตัวลืมเก็บคลิป และถูกเพื่อนๆ นำไปเผยแพร่จนถูกแชร์ต่อกว้างขวางไปทั่วโลก มีการตัดต่อ เพิ่มแสงสีเสียง จนกลายเป็นหนึ่งในคลิปไวรัลที่มีผู้รับชมมากที่สุด

“เด็กคนนี้ไม่ได้ต้องการเป็นตัวตลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคลิปนั้นทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียน เพราะทนกระแสการล้อเลียนจากเด็กๆ ในโรงเรียนและผู้อื่นที่พบเห็นไม่ไหว และถึงแม้จะออกจากโรงเรียนไปแล้ว เจ้าตัวก็ยังมีอาการทางประสาท และซึมเศร้า กระทั่ง 10 ปีผ่านไป นายคนนี้พึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ต้องทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โชคยังดีที่สามารถก้าวผ่านมาได้ พร้อมกับยอมรับว่าเคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วย ฉะนั้นการโพสต์หรือแชร์ภาพเด็กต้องใช้วิจารณญาณ พึงระมัดระวัง รู้เท่าทันสื่อ อย่ามองเป็นเรื่องตลกขำขัน ผลลบของการโพสต์เรามองไม่ชัดเพราะมันอาจไม่ได้เกิดในระยะสั้น”

เลิกเป็นช่างภาพ กลับมาเป็นพ่อแม่

หลักการเคารพสิทธิเด็กนั้นกว้างบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ข้อมูลของเด็กทุกคนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องคิดถึงผลกระทบทั้งระยะสั้นและยาว อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กนั่นอาจเป็นปัญหา

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า ผลกระทบจากการสร้างตัวตนให้ลูกในโลกออนไลน์ ก็คือ หลายคนรับความจริงไม่ได้กับธรรมชาติของลูก ที่ไม่ได้น่ารักตลอดเวลาเหมือนที่อยากให้เป็น

“เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสามารถรับภาวะของการเป็นคนสาธารณะได้ แต่บางคนไม่ใช่ พ่อแม่จอมโซเชียลหลายคนเริ่มมาปรึกษาหลังลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อพบเจอผู้คนเข้ามาแหย่ ทักทายบ่อยๆ หลังจากเคยเห็นความน่ารักในโลกออนไลน์ นั่นเป็นเพราะว่าธรรมชาติของเขา จริงๆ รู้สึกอึดอัด งอแง และไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดเวลากับการพบเจอคนมากมายเข้ามาหยอก พ่อแม่ก็รู้สึกไม่ดี ทำไมลูกฉันเป็นอย่างนี้ ทนไม่ได้ เพราะติดกับภาพความน่ารักตลอดเวลาในเฟซบุ๊ก ซึ่งการเลี้ยงดูแบบนี้ อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูก

พ่อแม่ควรจะกลับไปทำหน้าที่พ่อแม่ ไม่ใช่ช่างภาพหรือสื่อ อย่าให้หน้าที่ของพ่อแม่ถูกกำหนดโดยสังคม โพสต์ภาพไหนแล้วได้ผลตอบรับเยอะ เมื่อมีโอกาสก็จะทำหน้าที่ช่างภาพทันที ตัวอย่างเช่น เวลาเด็กร้องไห้ แทนที่จะเข้าไปปลอบ ดันไปหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพ หรือติหนิดุว่าผ่านสื่อ เรื่องแบบนี้มีผลต่อพัฒนาการเด็ก แทนที่จะสงบได้เร็ว กลับรู้สึกโกรธกว่าเดิม”

การจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดต่อเด็กๆ ในสังคมไทย คุณหมอหญิงรายนี้เห็นว่า ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิเด็กและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่สื่อเองก็ควรลุกขึ้นมาเป็นต้นแบบในการนำเสนอมุมมองผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิเด็ก ส่วนทุกๆ คนที่เหลือต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางที่ดีในสังคม

สังคมยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน– สื่อตัวดี

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส ออกมาเตือนพ่อแม่ที่ชอบโพสต์รูปลูกๆ อวดชาวโลกโซเชียลมีเดีย อาจเจอลูกตัวน้อยของตัวเองฟ้องร้องได้ในอนาคตฐานละเมิดชีวิตส่วนตัวโดยไม่ขออนุญาต ต้องรับโทษจำคุก 1 ปีและปรับเป็นจำนวนเงิน 35,000 ปอนด์หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทและจะถูกเรียกเงินชดเชยได้ “โปรดหยุดโพสต์รูปลูกๆ ตัวเองลงเฟซบุ๊ก” โดยให้เหตุผลว่าอาจไม่ปลอดภัยต่อตัวลูกๆ เอง และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาสิทธิส่วนบุคคลของลูกๆ ท่านไว้ ประกาศจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเมืองน้ำหอม

ขณะที่ในบ้านเรา ณัฐวุฒิ บัวประทุม หัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก บอกให้ฟังว่า ไทยเป็นหนึ่งภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เน้นปกป้องคุ้มครองและเคารพสิทธิของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งดูแลให้เติบโตตามพัฒนาการ ปกป้องคุ้มครองเด็กจากภาวะต่างๆ ทั้งจากการถูกทำร้าย การละเมิดในทุกรูปแบบ อีกทั้งการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องรับฟังเสียงของเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ นอกจากนั้นไทยยังมีกฎหมายตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมากกว่า 200 ฉบับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่ใช้มามากกว่า10 ปี และนำหลักตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น มาตรา 22 การคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก มาตรา 23 บัญญัติถึงบทบาทของผู้ดูแลเด็กในการพัฒนาและการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ

มาตรา 26 ที่บัญญัติถึงการห้ามมิให้บุคคลต่างๆ กระทำต่อเด็ก ทั้งการทำร้ายร่างกาย การไม่ดูแลจนเด็กมีความประพฤติไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนถือเป็นความผิดที่มีโทษ เช่นเดียวกับมาตรา 27 ที่มีโทษทางอาญา หากเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กจนส่งผลกระทบต่อเด็ก ทั้งยังเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย ดังนั้นกฎหมายถือว่าบัญญัติไว้ครอบคลุม แต่ยังขาดการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรมหรือกระบวนการต่างๆยังมีความล่าช้า

“สังคมยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความเป็นคน เช่น การเปิดเผยใบหน้า ชื่อผู้ปกครอง นำเสนอภาพบ้านและที่อยู่ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรง สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสังคมที่ดีขอให้คิดว่าเด็กเสมือนผ้าขาว การแชร์ภาพต่าง ๆ ต้องระมัดระวัง เห็นใจญาติผู้เสียหาย หรือผู้ที่ถูกกระทำ เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติม ผลักให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ชัดเจนมากว่าห้ามละเมิดสิทธิ และดำเนินการเอาผิดอย่างเฉียบพลัน แม้บางอย่างเป็นการทำผิดในประเทศอื่น เช่น การละเมิดทางเพศต่อเด็ก นอกจากจะรับโทษในประเทศนั้นๆแล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศเขาด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรมีกระบวนการยกระดับจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน” 

ณัฐวุฒิ บอกทิ้งท้ายว่า ทุกครั้งที่โพสต์ให้คิดถึงความรับผิดชอบ ทั้งทางวิชาชีพ ทางกฎหมาย เเละที่สำคัญรับผิดชอบในความเป็นมนุษย์ ถ้าเห็นว่าเรื่องนั้น “อาจ” ส่งผลเสียต่อเขา เเล้วจะดันทุรังไปทำไป ต่อให้เจตนาดี อย่างไรก็ต้องเซนเซอร์

ขณะที่ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเว็บไซต์ drama-addict.com แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยตระหนักเรื่องสิทธิและการละเมิดสิทธิเด็กน้อย หลายครั้งเพจต่างๆ นำเสนอมุมมองที่แสดงความเป็นห่วงต่อการนำเสนอภาพเด็ก กลับถูกสังคมออนไลน์โจมตีว่าโลกสวยเกินไปหรือเปล่า คิดมากและมองเป็นเรื่องขำขันจนละเลยผลกระทบในระยะสั้นและยาวไป ซึ่งจริงๆ แล้วทัศนคติแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสื่อ

“สื่อเองก็เลือกนำเสนอภาพเด็กๆ อย่างบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น น้องมะลิ (ลูกสาวพระเอก ปอ ทฤษฎี) เอาภาพที่ไปเต้นระบำในโรงพยาบาลเพื่อหายอดไลค์ พอคนด่าก็ไม่ยอมรับและมองเป็นเรื่องเล็ก ผมอยากให้มีการเข้มงวดเกี่ยวกับวิชาชีพมากขึ้น คลิปเด็กๆ หลายคลิป มาจากครู สภาวิชาชีพควรมีบทบาทมากขึ้นในตักเตือนครูที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักเรื่องสิทธิเด็ก เรียนรู้การใช้สื่อมากขึ้น นำเสนออะไรต้องคิดดีเเล้วว่าไม่ส่งผลกระทบทางลบ ทั้งในระยะสั้นเเละยาว” จ่าพิชิตกล่าว

โดยสรุปก็คือ ทุกครั้งที่โพสต์ต้องตระหนักเสมอว่า รูปภาพพฤติกรรมนั้นจะไม่ส่งผลเสียต่อตัวเด็กทั้งในระยะสั้นและยาว ที่สำคัญต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิและความเป็นมนุษย์ ซึ่งว่าไปแล้ววิธีที่ง่ายที่สุด คืออย่าไปสร้างเนื้อหาตัวตนในโลกออนไลน์ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่แรก

หน้าที่ของพ่อแม่คือการปกป้องพิทักษ์ตัวตนของลูกไว้อย่างดีที่สุด และปล่อยให้เขาเลือกเองเมื่อเติบโตขึ้นในอนาคต 

 

ทบทวนลดโทษคดีข่มขืน ประหารชีวิตเท่ากับการทารุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441666

ทบทวนลดโทษคดีข่มขืน ประหารชีวิตเท่ากับการทารุณ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เรียกว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญสังคมไทย และเป็นภัยใกล้ตัวผู้หญิง กับเหตุการณ์สยองฆ่าปาดคอครูสาว วัยเพียง 27 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวมาลงโทษตามกฎหมายได้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมเรียกร้องให้มีการลงโทษและเพิ่มโทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ “ข่มขืน” ทันที เพราะมองว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะชนวนเหตุที่พบว่าผู้ต้องหารายนี้เพิ่งพ้นคดีข่มขืนมาได้เพียงไม่นาน ยังหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

เรื่องเดียวกันนี้ ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบายว่า กฎหมายในปัจจุบันนี้ได้วางโทษตามขั้นตอนความร้ายแรงของการข่มขืนไว้อย่างชัดเจนแล้ว อย่างแรก คือการข่มขืนกระทำชำเรา มีโทษตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี แต่ถ้าการข่มขืนนั้นทำให้ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตาย โทษก็วางไว้ตั้งแต่การจำคุกตลอดชีวิตจนถึงประหารชีวิตอยู่แล้ว ยืนยันไทยมีโทษประหารอยู่

“ฉะนั้นโทษตามกฎหมายประเทศไทยของเราที่วางไว้เขาเรียกว่า เป็นการวางโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ย้ำ

ส่วนกรณีกระแสสังคมเรียกร้องให้มีการเพิ่มโทษและลงโทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดีข่มขืนในทันที จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทรรศนะอย่างน่าสนใจว่า ยังไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มโทษ เพียงแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ถึงแม้โทษจะไม่มากนัก ถ้าความร้ายแรงไม่ถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมคงคาดหวังไว้ว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องโทษเหล่านั้นอยู่ในช่วงการคุมขัง คนเหล่านั้นได้รับการบำบัดฟื้นฟูมากน้อยเพียงใดเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่กลับมาก่อเหตุเดิมซ้ำอีก

ประเด็นนี้ เขายอมรับว่า เป็นภาระของกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การดูแลของกรมราชทัณฑ์และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ทั้งหมดเรายังต้องฟังเสียงของประชาชนอยู่เสมอ ว่าจะต้องทำทุกอย่างไม่ให้คนเหล่านี้พ้นโทษออกมาแล้วมาก่อเหตุทำผิดซ้ำซาก ส่วนตัวเชื่อว่าการก่อเหตุซ้ำนั้นมาจากความ “ผิดปกติทางจิต”

ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังได้หยิบยกหลักวิชาการที่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดในคดีข่มขืนว่า ยกตัวอย่างเช่น  “คนคนนี้อาจถูกกระทำความรุนแรงมาก่อนตั้งแต่สมัยเด็ก หรือถูกละเมิดทางเพศมาก่อน หรืออาจตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำมาก่อน ทั้งหมดเป็นปัญหาปลายเหตุ ต้นเหตุคือสังคมที่ใช้ความรุนแรงกับคนที่กระทำความผิดนี้มาก่อน หรือคนที่ทำความผิดนี้เคยตกเป็นเหยื่อหรือถูกกระทำทางเพศมา จนกลายเป็นการฝังใจจน “ป่วยทางจิต”

สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ใช้เกี่ยวกับการลดโทษ หรือการให้อภัยโทษมันคงต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง คนที่ก่อเหตุคดีข่มขืน ถ้าจะให้อภัยเขา หรือลดโทษเขา จะต้องมีมาตรการมาเสริม เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อพ้นโทษออกไป

ชาญเชาวน์ ได้ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาคดีข่มขืนว่า อย่างประเทศเกาหลีมีการพัฒนาระบบสายข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา ก็เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจว่าคนทำผิดฐานข่มขืน เมื่อพ้นโทษออกมาจะยังถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่โดยผ่านเครื่องข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์  นี่คือสิ่งที่ประเทศเกาหลีพัฒนาขึ้นมาได้เนื่องจากย้อนไป 10 ปีที่แล้ว มีคดีข่มขืนเป็นจำนวนมาก ประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม จนนำไปสู่การพัฒนาข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นต่อไปในอนาคตความผิดคดีข่มขืนเช่นนี้ต้องคิดมากขึ้น รวมถึงความผิดปกติทางจิตในคดีอื่นๆด้วย

ขณะที่ ชำนาญ จันทร์เรือง อดีตประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ที่คลุกคลีศึกษาเรื่องการประหารชีวิต  ให้ความเห็นว่า ต้องยอมรับว่า ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับคดีการข่มขืน นำไปสู่การรณรงค์ให้ลงโทษประหารชีวิต ทั้งที่จริงแล้ว “โทษฆ่าข่มขืนก็คือการประหาร” ตามกฎหมายอาญาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ลุกลามคือเรียกร้อง ให้ผู้ข่มขืนแล้วต้องประหารทันที นั่นเป็นสิ่งอันตราย อาจนำไปสู่การฆ่าปิดปากเพิ่มขึ้นได้

อาจารย์ชำนาญ  ยังกล่าวในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า  ไม่ว่าจะเป็นโทษใดก็ตามต้องแยกให้ออกว่า การประหารเป็นการลงโทษเพื่อแก้ไขเยียวยา หรือเป็นการแก้แค้นทดแทน จากการสำรวจสถิติทั่วโลกทางวิชาการพบว่า การมีโทษประหารไม่มีนัยสำคัญอะไรกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของตัวเลขอาชญากรรมร้ายแรง

“โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่โหดร้ายทารุณ เป็นการกระทำระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน และกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นเป็นหลักประกันไม่ได้ว่าคนกระทำความผิดเป็นคนผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงเคยมีว่ามีการประหารคนผิดและไม่สามารถเยียวยาได้ และมีหลายคดีมีคนติดคุกหรือรอการประหารจำนวนมากเช่นกัน”

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เจ้าหน้าที่ต่้องบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม และรวดเร็ว ไม่ใช่การจับไปประหารเพียงอย่างเดียว

อดีตประธานกรรมการแอมเนสตี้ฯ ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า ในประเทศนอร์เวย์ ผู้ต้องหายิงคนตาย 70 กว่าคน แต่ได้รับโทษสูงสุดเพียงจำคุก 21 ปี นั่นถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เพียงพอแล้วและ
การประหารชีวิตไม่ทำให้สังคมได้อะไร

“ผมเชื่อว่าโทษประหารไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุอาชญากรรม และในประเทศไทยมีโทษประหารจำนวนมากและรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะโทษคดียาเสพติด ทั้งที่จริงมันไม่ได้สัดส่วนของการทำความผิด และไทยเองมีโทษประหารถึง 55 ฐานความผิด และเชื่อว่าคนในสังคมยังอยากให้คงโทษประหารไว้ แต่รัฐก็ต้องค่อยๆ ลดฐานความผิดให้เหลือฐานความผิดที่จำเป็นจริงๆ จนนำไปสู่การไม่มีโทษประหาร ซึ่งบ้านเราไม่มีการประหารนักโทษมาตั้งแต่ปี 52 แล้ว” อาจารย์ชำนาญ กล่าวทิ้งท้าย