เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438098

เพื่อไทยเทหมดหน้าตักเดิมพันค้านร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุ่มหมดหน้าตักกับการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการออกเสียงลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. กับท่าทีล่าสุดของ 17 แกนนำเพื่อไทย พร้อมใจกันออกมาโพสต์ความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าชนครั้งแรกหลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้

ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยประกาศตัวชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ฉบับของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อยมาจนถึงฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ถึงขั้นออกแถลงการณ์เรื่อง “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน” ลงวันที่ 30 มี.ค. 2559 ด้วยเหตุผลเพราะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยหลายส่วน และยังจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างปัญหาให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันออกมาลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนการลงประชามติ โดยระบุให้ชัดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาปรับแก้และประกาศใช้เป็นการชั่วคราว แถม “จัดให้มีการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 6 เดือน”

ทว่า หลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ การเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ลดน้อยถอยลงไปเพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายความผิดจากการตีความกฎหมายที่ยังคลุมเครือ

ที่สำคัญบทลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างรุนแรง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด นอกจากจะเสี่ยงถูกจำคุกแล้วยังจะถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี สะกดให้นักการเมือง สงวนท่าทีไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหว คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญรุนแรงแบบเต็มตัว เพราะไม่มีใครอยากจะเอาอนาคตการเมืองมาเสี่ยง

การเปิดหน้าค้านร่างรัฐธรรมนูญของ 17 แกนนำเพื่อไทยรอบนี้จึงต้อง เดิมพันด้วยอนาคตทางการเมือง

แม้ก่อนหน้านี้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะออกมายืนยันว่าการแสดงความเห็นว่าตัวเอง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นความผิด แต่ก็ยังมีความคลุมเครือในประเด็นเรื่องการชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจระบุได้ว่ากรณีแบบไหนเรียกว่าเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกระทำแบบไหนถึงจะเข้าข่ายเป็นการรณรงค์  ปลุกระดม ฯลฯ

ยกตัวอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ ระบุว่า “ภายใต้กติกาแบบนี้ ไม่เห็นอนาคตประเทศไทย รับไม่ได้จริงๆ” วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ระบุว่า “เสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามตินี้ ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการ”

ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.สำนักนายกฯ ระบุว่า “กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นแนวทางประชาธิปไตย จึงไม่ควรได้รับการยอมรับ” ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.วิทย์ฯ ระบุว่า “รับไม่ได้ เพราะลูกหลานจะเดือดร้อนไปอีกยาวนาน” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ระบุว่า “เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เบียดบังอำนาจและสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่เชิดชูอำนาจเผด็จการ ปกป้องและปิดกั้นการตรวจสอบ”

หลายถ้อยคำที่แกนนำเพื่อไทยกล่าวล้วนแต่สุ่มเสี่ยงที่อาจถูกหยิบยกไปร้องให้ กกต.พิจารณาว่าขัด พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติหรือไม่ โดยระหว่างที่รอลุ้นการตัดสินชี้ขาดตามระบบ ย่อมปราม หรือสกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญได้เต็มที่นัก

การยอมเอาอนาคตการเมืองมาของตัวเองมาเสี่ยงของบรรดาแกนนำเพื่อไทยนั้น เนื่องจากประเมินรอบด้านแล้วไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกมองว่ามีการเปิดช่องสืบทอดอำนาจของ คสช. อยู่หลายส่วนด้วยแล้ว ต่อให้ชนะการเลือกตั้งรอบหน้าก็ยากที่จะบริหารด้วยความอิสระเต็มที่

ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นการรักษาจุดยืนของพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีจุดกำเนิดมาจาก คสช. แม้ผลลัพธ์สุดท้าย ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่อย่างน้อยก็สามารถใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตได้

ยิ่งหากมีแกนนำบางคนถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจนถูกตัดสิทธิการเมืองด้วยแล้วย่อมจะสามารถเรียกคะแนนสงสาร แถมอาจปลุกแนวร่วมให้ออกมาเคลื่อนไหว และสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของ คสช.ได้ไม่น้อย

แผนระเบิดพลีชีพของแกนนำเพื่อไทยยังถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “คู่ขนาน” ผนึกกำลังต้านรัฐธรรมนูญไปกับการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ติดเครื่องออกตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ จนทำให้ คสช.เริ่มหามาตรการมาเบรกการเคลื่อนไหว

ไม่ต่างจากรอบนี้ที่  อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. ยังออกมาเตือนผู้ที่แชร์ข้อความเหล่านี้ว่า หากมีการเติมแต่งข้อความหรือแสดงความเห็นต่อเนื่องและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ประชามติได้ มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท

สุดท้ายคงต้องรอดูว่าเดิมพันรอบนี้ของเพื่อไทยจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

 

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 22:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437913

เรียกแกนนำนปช.พะเยาเข้าค่ายทหารเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง”

พะเยา – แกนนำนปช.พะเยาเผยถูกทหารร้องขอเบรกตั้ง “ศูนย์ปราบโกง” บอกไม่มีกฎหมายรองรับ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. นายศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับแกนนำ นปช. 17 จังหวัดภาคเหนือที่จ.อุตรดิตถ์แล้วถึงเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. นี้นั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนถูกเชิญจากเจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบก(มทบ.) 34 พะเยา ให้เข้าไปในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อ.เมือง จ.พะเยา โดยเจ้าหน้าที่ทหารขอความร่วมมือเรื่องการจัดตั้งศูนย์ปราบโกง ขอไม่ให้ตั้งซึ่งให้เหตุผลว่าประชาชนจะสับสนและไม่มีกฎหมายรองรับ

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าศูนย์ปราบโกงแม้ไม่มีกฎหมายรองรับแต่ก็ไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเป็นการช่วยรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตรวจสอบเรื่องการทุจริตหรือโกงในการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญด้วย

นายศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลได้ร้องขอความร่วมมือมาก็ยินดีที่จะไม่ตั้งศูนย์ปราบโกงของ จ.พะเยา ที่ผ่านมาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกาศตั้งไปแล้วสองจังหวัดคือ จ.อุทัยธานี และ จ.ลำปาง แต่ถูกทางราชการรื้อไปแล้วเช่นกัน สำหรับจ.พะเยาไม่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง แต่ก็พร้อมจะเปิดรับข้อมูลการร้องเรียนเรื่องทุจริตการออกเสียงประชามติดังเดิม โดยเป็นช่องทางร้องเรียนการทุจริตการออกเสียงประชามติภาคประชาชน มีการรับเรื่องร้องเรียนผ่านทางเฟสบุ๊คและหมายเลขโทรศัพท์ของตนโดยตรง นอกจาก จ.พะเยา แล้วตนยังยินดีรับเรื่องร้องเรียนจากจังหวัดอื่นๆ ที่ประสงค์จะร้องเรียนด้วย จะเริ่มรับเรื่องร้องเรียนภาคประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 นี้ เป็นต้นไป

 

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437733

เลิกค่ายทหารแจงรธน. แก้เกมประชามติ-หลบครหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดที่ยิ่งใกล้ถึงวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากเท่าไหร่ วิวาทะทางการเมืองยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ค่ายทหารชี้แจงและประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. กกต.ได้ใช้พื้นที่ของสโมสรรื่นฤดี ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช จัดประชุมชี้แจงเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” ซึ่งจะว่าไปแล้วเวทีนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่ กกต.ใช้พื้นที่ของทหารจัดเวทีอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.เคยใช้สโมสรทหารบกจัดงานในลักษณะเดียวกันเมื่อกลางเดือน พ.ค.มาแล้ว

ทว่า ครั้งล่าสุดกลับเจอกระแสวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการใช้สถานที่ของกองทัพจัดงาน

“การมาจัดในค่ายทหารอาจทำให้ผู้เข้าร่วมงานเกร็ง ไม่มีใครกล้าที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย ซึ่งทราบว่าจะมีการจัดแบบนี้อีก 2 ครั้ง ที่ จ.เชียงใหม่ และนครราชสีมา ก็จัดกันในค่ายทหารอีก คิดว่าควรเอาออกจากค่ายทหาร น่าจะไปจัดกันที่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาบรรยากาศก็จะดีกว่านี้” ความเห็นจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้าน กกต.นำโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร กลับมองว่า “การจัดเวทีในค่ายทหารนั้นคิดว่าน่าจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมีบุคคลสำคัญมาร่วม หากเกิดปัญหาขึ้นก็เกรงว่าจะดูแลไม่ไหว”

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเวทีของ กกต.ดังกล่าวแตกต่างจากของ กรธ.อย่างสิ้นเชิง เพราะของกกต.เป็นการเชิญตัวแทนของคณะรัฐมนตรี กรธ. สนช. มาอธิบายถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ โดยผู้เข้าฟังส่วนใหญ่จะเป็นส่วนราชการ ฝ่ายการเมืองในพื้นที่ ภาคประชาชน องค์กรส่วนท้องถิ่น แต่เวทีของ กรธ.จะแตกต่างออกไป เนื่องจากผู้อภิปรายจะเป็นฝ่าย กรธ. ส่วนผู้ฟังจะเป็นตัวแทนภาคประชาชนและอาสาสมัคร

หากมองในเชิงความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว การที่ กกต.ขอใช้พื้นที่ทหารเพื่อความปลอดภัยตามที่ สมชัย อธิบาย พอจะเป็นเหตุผลที่พอรับได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ในเชิงความเหมาะสมแล้วเป็นเรื่องที่มีมุมให้ขบคิดอยู่ไม่น้อย

ย้อนกลับไปเมื่อการร่างรัฐธรรมนูญสมัย“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิดจะไปปรับปรุงและเขียนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้ายที่สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ปรากฏมีเสียงท้วงติงถึงความเหมาะสมเช่นกันเพราะเป็นพื้นที่ของทหาร แม้สถานที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะของสถานที่ตากอากาศ และไม่ได้เป็นรูปแบบของกองบัญชาการก็ตาม

ส่งผลให้คณะกรรมาธิการต้องเปลี่ยนสถานที่ไปประชุมที่พัทยา จ.ชลบุรี แทน เพื่อไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกเสียดสีว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญในค่ายทหาร เหมือนกับที่รัฐบาลในอดีตเคยถูกฝ่ายตรงข้ามสร้างวาทกรรม “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”

อาจจะด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจที่จะไม่ให้ กกต.ใช้พื้นที่ทหารอีก ซึ่ง กกต.ก็รับลูกของนายกฯ ทันทีด้วยการเปลี่ยนสถานที่ประชุมใน จ.เชียงใหม่ จากค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติแทน

“การเปลี่ยนสถานที่จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดทำประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ จากสโมสรค่ายกาวิละมาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ เพื่อความเหมาะสมเนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจและแสดงเจตจำนงที่จะเข้าร่วมงานจำนวนมาก” ท่าทีจาก ประวิช รัตนเพียร กกต.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของ กกต.และรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องการ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ กกต.เพิ่งพลาดท่าและเพลี่ยงพล้ำแบบน่าประหลาดใจมาแล้ว จากกรณีเนื้อหาเพลงรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่กลับเจอเสียงตำหนิค่อนข้างรุนแรง หลังจากเนื้อหาในเพลงบางส่วนมีลักษณะดูหมิ่นประชาชนบางภูมิภาค จน กกต.ต้องดำเนินการแก้ไขเนื้อหาเพื่อลดกระแส

เมื่อความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกเกิดขึ้นมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ กกต.ต้องรีบแก้เกมอย่างทันควัน ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามบานปลาย เนื่องจากแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามย่อมใช้ประเด็นมาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่เพียงเท่านี้ ถ้าปล่อยให้การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญยังคงใช้ค่ายทหารอยู่ อนาคตร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อผ่านประชามติ ย่อมจะถูกกล่าวหาและสร้างความตอกย้ำว่าเป็นรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น

ที่สุดแล้ว การตัดไฟแต่ต้นลมครั้งนี้ เพื่อต้องการกรุยทางประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบมากขึ้นก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2559 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437708

ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รัฐพร้อมแก้จนหรือยัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการออกมาตรการมาเอาใจพี่น้องประชาชนระดับล่าง ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเดินหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยการเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ  เป้าหมายการลงทะเบียนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม

วิทยากร เชียงกูล  คณบดีกิตติคุณมหาวิทยาลัยรังสิต  กล่าวว่า เห็นด้วยและน่าสนับสนุนในการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อการจัดสิทธิประโยชน์พิเศษเข้าไปช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกลุ่มให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเห็นว่าควรจัดในรูปแบบคูปอง แต่สิ่งสำคัญในการขึ้นทะเบียนรัฐบาลต้องได้รับข้อมูลที่เป็นจริง คือ ต้องเป็นคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ ตามหลักเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี นับว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยที่สมควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ จากภาครัฐ โดยเฉพาะบทบาทของท้องถิ่นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้ามาช่วยคัดกรองบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันการแอบแฝงจากผู้ที่ไม่ได้จนจริงๆ เข้ามาลงทะเบียน

“สิ่งที่กังวลมากๆ คือ ประชาชนบางกลุ่มอาจจะไม่กล้ายอมเข้ามาขึ้นทะเบียนว่าตัวเองจน เพราะคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท อาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งความต้องการด้านสิทธิประโยชน์หรือสิทธิพิเศษ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลต้องดึงนักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยคิดว่าคนจนในเมืองกับคนจนในชนบท ควรได้รับรัฐสวัสดิการอะไรบ้าง หรือแตกต่างกันอย่างไร” วิทยากร กล่าว

นักวิชาการด้านสังคมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึง คือ สวัสดิการเดิมกับสวัสดิการใหม่ที่จะให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ต้องระมัดระวัง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ที่เป็นนโยบายในภาพรวมประชาชนผู้สูงอายุได้รับกันทั่วหน้า เมื่อมีการขึ้นทะเบียนคนจนแล้วต้องไม่ไปลดสิทธิของผู้สูงอายุเดิมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่หากเป็นผู้สูงอายุที่เป็นคนจนจริงๆ ภาครัฐอาจจะเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้มากเป็นพิเศษ เช่น 1,000 บาท เป็นต้น เช่นเดียวกับสวัสดิการอื่นๆ ด้วยทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือประกันสังคม สวัสดิการสังคม

“นโยบายที่รัฐบาลออกมาถามกันมากว่าเป็นรัฐสวัสดิการจริงๆ หรือไม่ ตอบได้เลยว่ายังไม่ใช่ เพราะนโยบายรัฐสวัสดิการของประเทศที่สนับสนุนเรื่องนี้จริงๆ ต้องเป็นประเทศที่สามารถจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษีเพื่อมาสนับสนุนนโยบายประมาณ 30-40% จีดีพี แต่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีได้เพียง 17-18% ต่อจีดีพีเท่านั้นถือว่าน้อยมากๆ จึงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดรัฐสวัสดิการได้เต็มรูปแบบเหมือนประเทศอื่นๆ ที่จะครอบคลุมตั้งแต่เกิดไปจนเกษียณอายุ คือ จะมีเงินบำนาญ ไว้ใช้ในยามชราภาพเป็นรายเดือนพอๆ กับเงินเดือนในช่วงอายุทำงาน แต่ประเทศไทยจัดสวัสดิการได้แค่เบี้ยผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอต่อการยังชีพด้วยซ้ำ” วิทยากร กล่าว

วิทยากร เชียงกูล

 

สุริชัย หวันแก้ว  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถือเป็นความคืบหน้าในระดับหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนในการเริ่มต้นจะให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นเมื่อมีการขึ้นทะเบียนภาครัฐต้องอำนวยความสะดวกผู้ที่ต้องการจะเข้ามาจดทะเบียนที่สำคัญระบบต้องมีความพร้อมสูงโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงสมควรจะใช้โอกาสนี้ในการบูรณาการฐานข้อมูลใหม่ทั้งระบบด้วยเพื่อเชื่อมโยงระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น นอกจากนี้ทางภาครัฐควรนำฐานข้อมูลเดิมที่รัฐบาลในอดีตเคยขึ้นทะเบียนคนจนมาปรับใช้เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบหรือค้นหาทะเบียนประชาชนผู้มีรายได้น้อยจริงๆ

“นโยบายนี้เพิ่งประกาศแค่วันเดียวไม่สามารถแก้ความยากจนได้ เพราะการแก้จนไม่ใช่แค่การให้เงินเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องออกนโยบายเป็นชุดใหญ่ที่มีทุกกระทรวง ทบวง กรม ร่วมกันบูรณาการการทำงานเป็นระบบเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทำงานแก้จน”

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต  ให้ความเห็นว่าผลดีของการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย คือ 1.การจัดเก็บข้อมูลฐานภาษี 2.การช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และ 3.การช่วยเหลือสวัสดิการสามารถจัดสรรได้ตามสมรรถภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง ทั้งผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบท ดังนั้นการช่วยเหลือทั้งในกลุ่มประชาชนในเมืองและต่างจังหวัดต้องไม่แตกต่างกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน หากผู้มีรายได้น้อยในเมืองได้รับสิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการที่มากกว่าผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเป็นระบบแล้ว การจัดสวัสดิการปกติควรมีการทบทวนทั้งระบบด้วย ตัวอย่างเช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะดีย่อมไม่สมควรได้รับ หรือควรยกเลิกเบี้ยรายเดือน 600 บาท ควรนำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มให้กับผู้สูงอายุที่ฐานะยากจนจริงๆ อาจเพิ่มให้เป็นรายละ 1,000-1,500 บาท ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นแนวนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ไม่ถึงขั้นรัฐสวัสดิการ แต่ถือเป็นการวางรากฐานด้านกฎหมายความมั่นคงทางสังคมจึงน่าสนับสนุนต่อไป

 

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437482

ยิ่งลักษณ์เดินสาย เลี้ยงกระแสมวลชน ปลุกใจลูกพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การลงพื้นที่ จ.แพร่  ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที เมื่อข้อความสนทนาในห้องแชตของกลุ่มผู้ช่วยนักการบินหลุดออกมาสู่สาธารณะ ร้อนจนผู้บริหารสายการบินต้องรีบออกมาขอโทษขอโพย ก่อนเรื่องราวจะบานปลายจนกระทบต่อไปถึงมาตรฐานการบินของประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ สังคมเริ่มหันมาจับตาการเคลื่อนไหวของอดีต นายกฯ ยิ่งลักษณ์ และบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย กับการลงพื้นที่ตามโครงการ “5 เหตุที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ซึ่งเดินหน้าต่อเนื่องมาจนถึงจังหวัดที่ 3 แล้ว ต่อจาก จ.กาฬสินธุ์ และบึงกาฬ

ด้วยสภาพที่ถูกคุมเข้มจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้พรรคการเมืองตลอดจนอดีตนักการเมืองไม่อาจเคลื่อนไหวทากิจกรรมต่างๆ ได้ แม้แต่การแสดงความคิดความเห็นตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานยังทำได้ลำบากนับตั้งแต่รัฐประหาร

ทางออกที่พอจะทำได้คือการเดินสายพบปะประชาชนแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้พยายามเลี้ยงกระแส รักษาฐานมวลชนของตัวเองที่มีกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในหลายพื้นที่

ล่าสุด ทางทีมงานยิ่งลักษณ์อาศัยช่องว่างที่ยังไม่ถูกควบคุม ปรับยุทธศาสตร์เปิดเกมรุกหนักผ่านเฟซบุ๊กด้วยโครงการ ” 5 ล้านไลค์ กับ 5 เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดฉัน” ให้ประชาชนอธิบายเหตุผลที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ต้องมาจังหวัดของตัวเอง และเปิดให้มีการโหวตกันในเฟซบุ๊ก ซึ่งได้ผู้ชนะคือ จ.กาฬสินธุ์ บึงกาฬ และแพร่

ในแง่การควบคุมย่อมเป็นเรื่องยากที่ คสช. จะเข้าไปสกัดการลงพื้นที่ของยิ่งลักษณ์และอดีต สส.ได้ เพราะเป็นการพบปะประชาชนธรรมดาไม่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเมืองหรือปลุกปั่น รณรงค์ สร้างความขัดแย้งแต่ประการใด

อีกทั้งการไปพบปะประชาชนก็เลือกตามสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง จ.กาฬสินธุ์ ก็ไปศูนย์ศิลป วัฒธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา ไหว้พระพุทธไสยาสน์ ภูค่าว วัดพุทธนิมิตภูค่าว และหาดดอกเกด เขื่อน ลำปาว  ส่วน จ.บึงกาฬ  ไปภูทอก วัดเจติยาคีรีวิหาร แวะกราบสักการะรูปปั้นและเจดีย์ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ  พร้อมนมัสการเจ้าอาวาสวัด และ จ.แพร่ ไปทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ และไปถ่ายรูปประตูสู่ล้านนา พร้อมเยี่ยมแหล่งผลิตผ้าม่อฮ่อม

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ ที่ยิ่งลักษณเลียบๆ เคียงๆ หยั่งเชิงลงพื้นที่เยี่ยมเยือนแฟนคลับเรื่อยมา ก่อนจะมาโหมหนักในช่วงหลัง ด้วยหลายเหตุผล

ประการแรก เพื่อส่งสัญญาณนำทัพเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 นี้  แม้ตัวยิ่งลักษณ์เองจะถูกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนจากคดีจำนำข้าวไม่อาจเล่นการเมืองได้ แต่ในฐานะอดีตแม่ทัพย่อมไม่อาจถอดใจปล่อยปละพรรคเพื่อไทยในจังหวะนี้เช่นนี้ได้

โดยเฉพาะในจังหวะที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะดันใครขึ้นมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรค หรือส่งประกวดชิงตำแหน่งนายกฯ เวลานี้ยิ่งจำเป็นต้องกระตุ้นลูกพรรคให้เหนียวแน่นไม่ทิ้งพื้นที่ แถมยังเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกพรรคอื่นมาดูด ถูกแซะ  หรือทำให้พรรคแตกเป็นก๊ก เป็นมุ้งต่างๆ ที่จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมาแกนนำเพื่อไทย ตลอดจนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกติดตาม ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กมีที่ยืน มีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ประการที่สอง การลงพื้นที่พบประชาชนโดยเฉพาะในฐานที่มั่นของเพื่อไทยย่อม ถือเป็นการเลี้ยงกระแส ไม่ให้มวลชนที่เคยเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรครู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง จนต้องหันไปชื่นชมกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่มีผลงานดีกว่า

ดังจะเห็นว่าระยะหลังรัฐบาล คสช.  มีนโยบายลด แลก แจก แถมซื้อใจประชาชนในพื้นที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากไม่รักษาฐานตรงนี้ไว้ยิ่งนานวันยิ่งจะทำให้คะแนนที่เคยเป็นของเพื่อไทยมีแต่จะลงเรื่อยๆ

ประการที่สาม ในวันที่ยิ่งลักษณ์กำลังต้องรอลุ้นกับคดีที่จ่อคิวรอการตัดสินอีกหลายคดี ต้องลุ้นทั้งคดีแพ่งมูลค่าหลายแสนล้านบาท ต้องเสี่ยงติดคุก การใช้หลังพิงมวลชนสู้คดีย่อมเพิ่มแนวร่วมที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าการต่อสู้เพียงลำพัง

ดังจะเห็นว่ายิ่งลักษณ์ได้ประกาศต่อสู้ไม่หลบหนีไปไหน พลังมวลชนที่สนับสนุนย่อมเป็นเกราะกำบังให้ได้ระดับหนึ่ง แม้หากไม่เห็นผลเร็วๆ นี้ แต่สุดท้ายก็อาจกลายเป็นคะแนนสงสารที่เปลี่ยนเป็นคะแนนสนับสนุนเพื่อไทยในที่สุด

เหตุผลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมยิ่งลักษณ์ถึงลงพื้นที่หนักขึ้นในช่วงนี้

 

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437480

ศาลอาญาทุจริต ยกระดับปราบโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวในฐานะองค์ปาฐกในการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศครบรอบ 60 ปี ว่า ประเทศไทยควรมีศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อปราบปรามการทุจริต

“หวังว่าคนไทยจะหายจากโรคขี้โกงจะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้าชาติอื่นอีกต่อไป ทั้งนี้จะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตนเคยถามเรื่องคดีว่า ทำไมคดีโกงเรื่องนี้ไม่เสร็จเสียที เขาก็จะตอบว่าขั้นตอนเยอะ แต่ตนก็บอกว่าขั้นตอนสามารถแก้ได้ ประเทศไทยมีศาลมากมาย ทั้งศาลยุติธรรม ศาลภาษี ซึ่งถ้าเราจะตั้งศาลฉ้อราษฎร์บังหลวงดีหรือไม่ เอาคดีนี้ไปดำเนินการให้เร็ว เพื่อลดขั้นตอนให้เร็วช่วยกันตั้งดีหรือไม่” หนึ่งในแนวคิดของประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2558

จากวันนั้นจนถึงวันนี้แนวความคิดของ พล.อ.เปรม กำลังจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณาเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นกฎหมายในวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช. ที่มี “มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด” สมาชิก สนช.เป็นประธานได้ดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาในร่างกฎหมายเสร็จแล้ว

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ ให้จัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางโดยยกฐานะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาขึ้นเป็นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และจะเปิดทำการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา และเมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปิดทำการแล้ว ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไว้พิจารณาพิพากษา

โดยให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตตลอด กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี แต่บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางก็ได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้กำหนดนิยามคำว่า “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางให้มีความหมายครอบคลุมดังนี้

(1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ

(2) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(3) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลให้ความผิดเกี่ยวกับการเรียก รับ ยอมจะรับ หรือให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น

(4) คดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(5) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าวด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(6) คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น
ผิดปกติ

พร้อมกับให้ความหมายของคำว่า “ประพฤติมิชอบ” ว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด โดยอาศัยเหตุที่มีตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า สำนักงานศาลยุติธรรมควรจัดเตรียมแผนการเปิดการทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้รับการพิจารณาพิพากษาด้วยความรวดเร็วและคู่ความที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการศาลมากยิ่งขึ้น

“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะปกติคดีอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปอย่างล่าช้า จึงคิดว่าเมื่อมีการจัดตั้งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะช่วยคดีได้รับการชี้ขาดรวดเร็วมากขึ้น

ปานเทพ กล่าวอีกว่า การพิจารณาคดีของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบจะเป็นระบบสามศาล และมีขอบข่ายเฉพาะไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่หากเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังคงต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมายกำหนดไว้

“เชื่อว่าจะช่วยให้คดีการทุจริตที่ค้างการพิจารณาในชั้นศาลเวลานี้สามารถดำเนินการไปได้ด้วยรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพ” ปานเทพ ระบุ

 

ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437273

ปิดศูนย์ปราบโกง ยิ่งสกัดยิ่งเสี่ยง!!!

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์ปราบโกงติดตามการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ส่อเค้าสะดุด หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศชัดไม่ให้ตั้งศูนย์ปราบโกงฯ เพราะมีหน่วยงานภาครัฐดำเนินการอยู่แล้ว

“ผมไม่ให้เดิน พอแล้ว หยุดเถอะ ผมขอร้อง ไม่เอา หากยังเดินหน้าต่อ ผมก็หามาตรการทางกฎหมายดำเนินการ ไปดูว่าผิดอะไรหรือไม่ หากผิดว่าไปตามนั้น แต่ตอนนี้ผมขอร้องก่อน หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยไหม”

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คสช.ยังส่งสัญญาณไฟเขียวเปิดทางให้ นปช.จัดตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ได้ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอง ก็ยังเห็นดีเห็นงามกับการมีหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการออกเสียงประชามติที่จะช่วยสร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับการออกเสียงประชามติ

ส่วนหนึ่งเพราะหากประเมินศักยภาพของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่รองรับตามกฎหมาย การเคลื่อนไหวย่อมทำได้เพียงแค่สังเกตการณ์หากพบความผิดปกติก็ส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินต่อไป

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ คสช.ต้องกังวลใจถึงขั้นต้องหาทางสกัดการตั้งศูนย์ แถมในทางปฏิบัติการสกัดย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าปล่อยให้ดำเนินการตามกรอบที่ควรจะเป็น

อีกทั้งด้วยต้นทุนของ นปช. การตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ในช่วงนี้ ย่อมหนีไม่พ้นถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวพันโยงใยกับการเมืองมากกว่าต้องการจะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ไม่แปลกที่จะเห็น นปช.ถูกย้อนกลับว่าหลายเรื่องทุจริตที่เกิดชัดเจนตั้งแต่ช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำไมถึงไม่เข้าไปตรวจสอบ แต่จำเพาะต้องมาเกาะติดจับโกงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ปัญหาอยู่ตรงท่าทีล่าสุดของ นปช.รุกขยับไปอีกก้าว ด้วยการดึงต่างชาติ ทั้งองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงสถานทูตต่างประเทศในไทย เข้ามาสังเกตการณ์ศูนย์ปราบโกงฯ ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ดึงต่างชาติมาร่วมกดดัน คสช.

การออกโรงของ พล.อ.ประวิตร รอบนี้ต้องเรียกว่าเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” สกัดไม่ให้ นปช. ดึงองค์กรนานาชาติเข้ามาเป็นกองหนุนที่จะทำให้ คสช.ขาดความคล่องตัว

ดังจะเห็นจากคำอธิบายของ พล.อ.ประวิตร ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ “ทำไมต้องเอาใครเข้ามาวุ่นวาย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ กกต.ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนตัวดูแลเรื่องความมั่นคงในประเทศ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าผมจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่ได้วางไว้”

แต่การเลือกใช้วิธีปิดกั้นการเคลื่อนไหวของ นปช.เช่นนี้ อีกด้านหนึ่งย่อมสุ่มเสี่ยงจะเกิดแรงกระเพื่อมต่อต้านการปิดกั้นการเคลื่อนไหว แถมอาจบานปลายกลายเป็นชนวนที่ปลุกให้แนวต้านผนึกกำลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.มากขึ้น

ยิ่งการออกตัวตีตนไปก่อนไข้ ปิดทางการตั้งศูนย์ปราบโกงฯ ย่อมทำให้บางกลุ่ม บางพวก เคลือบแคลงว่า การลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทำความเข้าใจกับประชาชนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

ยังไม่รวมกระแสข่าว กกต.เตรียมขอให้พื้นที่ค่ายทหารชี้แจงทำความเข้าใจการลงประชามติ ที่อาจจะยิ่งทำให้การออกเสียงประชามติถูกถล่มในอนาคตว่ามีความพยายามล็อบบี้ หรือชี้นำจาก คสช. เพื่อผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงปลายทางให้ได้

ประเด็นเรื่องการปิดศูนย์ปราบโกงฯ จึงถือเป็นเรื่องที่เปราะบาง ที่สำคัญยังถูกเชื่อมโยงไปยังความพยายามปิดพีซทีวีรอบสอง ซึ่ง กสท.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มองว่าปัญหาเล่นงานปิดพีซทีวี เพราะต้องการจัดการกับศูนย์ปราบโกงฯ ตามทฤษฎีจับพ่อไม่ได้ต้องขังลูกเมียไว้

“การปิดพีซทีวีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2558 อาจทำให้ดีใจว่าไม่เกิดเรื่องขึ้น แต่วันที่ 13 มิ.ย. 2559 คิดแบบเดิมอีก ต้องดูว่าสุดท้ายใครจะหัวซุกหัวซุนกัน”

ท่าทีของ จตุพร รอบนี้ยิ่งต้องทำให้ คสช.ต้องคิดหนักขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบาง เพราะอย่าลืมว่าการใช้อำนาจที่เข้มงวดและต่อเนื่องนานเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาวการใช้ยาแรงจัดการแบบเบ็ดเสร็จอาจยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นได้

 

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437272

เปิดแผนปฏิรูปตำรวจ ‘เน้นอาวุโส-จัดเกรด’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 138 ต่อ 4 คะแนนเห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยมีสมาชิก สปท.งดออกเสียงจำนวน 24 คน หลังจากนี้ สปท.จะส่งรายงานฉบับดังกล่าวให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ สาระสำคัญของรายงานดังกล่าว คือ การเสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งข้าราชการตำรวจในแต่ละระดับ โดยเนื้อหาพอสังเขปดังนี้

1.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปให้พิจารณาตามลำดับอาวุโส การแต่งตั้งโดยหลักอาวุโสและประสบการณ์ของระดับผู้บัญชาการขึ้นไปนี้กำหนดโดยพื้นฐานของหลักการว่าข้าราชการตำรวจที่สามารถรับราชการจนเจริญเติบโตมาได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นเวลานานพอสมควร สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งมา และมีความรู้ความสามารถทั้งสิ้น ทำให้พิจารณาได้ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างกันในเรื่องของความประพฤติและการปฏิบัติตน

2.ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการ ให้พิจารณาเรียงตามลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่งไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนตำแหน่งว่าง ห้ามข้ามลำดับเว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัยอย่างแท้จริง และอีกร้อยละ 30 ให้พิจารณาเรียงลำดับตามบัญชีผู้สมควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เช่นเดียวกัน เว้นแต่จะมีเหตุผลความจำเป็นให้ข้ามลำดับอาวุโสได้ โดยการข้ามลำดับทั้งสองกรณีต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับสารวัตรขึ้นไปถึงผู้บัญชาการโดยหลักการยังคงยึดหลักความอาวุโส และประสบการณ์ในการปฏิบัติอันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ การทำงานในแต่ละระดับตำแหน่งที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จึงควรได้รับการตอบแทนในการเลื่อนตำแหน่งซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันในการเจริญเติบโตก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจ อย่างไรก็ตามจำนวนข้าราชการตำรวจโดยเฉพาะระดับสารวัตรถึงผู้บังคับการมีเป็นจำนวนมาก แต่ตำแหน่งในแต่ละระดับมีจำนวนน้อย

ดังนั้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการตำรวจซึ่งแม้จะมีอาวุโสน้อยในระดับต่างๆ แต่ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งจนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชาและประชาชนได้มีโอกาสก้าวหน้าในการรับราชการ จึงต้องกำหนดให้สามารถพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งได้ ซึ่งการพิจารณาต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมชี้แจงได้เป็นที่ยอมรับของข้าราชการตำรวจ โดยผ่านการกลั่นกรองจาก ก.ตร. ทั้งนี้ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของตำแหน่งว่าง

3.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจโยกย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับเดียวกัน การแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการตำรวจ จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างความมั่นคงในตำแหน่งให้กับผู้ปฏิบัติงาน อันเป็นการสร้างหลักประกันและเป็นขวัญกำลังใจในการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยวิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ถูกโยกย้ายจากตำแหน่ง

โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งต้องมีความชัดเจนแน่นอน เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งจะไม่สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งหมุนเวียนได้โดยง่าย เช่น การกำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ปีโดยไม่สามารถจะโยกย้ายได้ เว้นแต่จะมีความสมัครใจในการแต่งตั้งหรือถูกดำเนินการทางวินัยหรืออาญา เป็นต้น

4.การกำหนดชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ เพื่อใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ

(1) การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ ควรกำหนดให้ตำแหน่งระดับผู้บัญชาการมี 2 ระดับ คือ ผู้บัญชาการที่มีหน่วยบริหาร เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เป็นต้น และอีกระดับ คือ ผู้บัญชาการที่ไม่มีหน่วยบริหาร เช่น จเรตำรวจ (สบ 8) ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

(2) การกำหนดระดับชั้นของกองบังคับการ ควรกำหนดแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่ากองบังคับการใดควรเป็นกองบังคับการชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพงาน ทั้งนี้ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

(3) การกำหนดระดับชั้นของสถานีตำรวจ ควรกำหนดให้กองบัญชาการพิจารณากำหนดชั้นของสถานีตำรวจแบ่งเป็น 2 ระดับชั้น โดยพิจารณากำหนดว่าสถานีตำรวจใดควรเป็นสถานีตำรวจชั้นหนึ่ง และชั้นสอง โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของงาน ให้แบ่งเป็น 2 ระดับชั้นในปริมาณร้อยละ 50

การกำหนดระดับชั้นของกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจตามแนวทางข้างต้น ก็เพื่อประโยชน์ในการนำมาใช้รองรับการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้เกิดความเหมาะสม โดยพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่เลื่อนตำแหน่งหลักครั้งแรกในแต่ละระดับไปดำรงตำแหน่งที่ไม่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นสองก่อน ทั้งนี้ ห้ามพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่มีหน่วยบริหารหรือในระดับชั้นหนึ่งโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการสั่งสมประสบการณ์การทำงานของข้าราชการตำรวจก่อนที่จะไปรับผิดชอบหน่วยที่มีปริมาณและคุณภาพงานมากขึ้น

5.ผลที่คาดว่าจะได้รับ การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายอย่างเป็นธรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ทำให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจทั้งภายในและภายนอก

การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งให้มีความชัดเจนแน่นอน ลดการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งในลักษณะข้างต้นจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการเจริญเติบโตในการรับราชการของข้าราชการตำรวจ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจได้ อันจะส่งผลดีต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ในการปฏิรูปกิจการตำรวจเป็นอย่างยิ่ง

 

“ประชามติ”ล้มยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/437053

"ประชามติ"ล้มยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้ง

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่เสนอให้พิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 มาตรา 61 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 4 หรือไม่

ถึงขั้นที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องออกมาดักคอว่าเป็นแผนล้มประชามติหรือไม่ แถมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศท่าทีให้ชัด

ทว่าในทางปฏิบัติ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร คงยากที่จะส่งผลถึงขั้นทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต้องล้มเลิกซึ่งจะพานทำให้ทุกอย่างต้องสะดุดตามไปด้วย

แม้แต่ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ประชามติฯ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็คงไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นทำให้การออกเสียงประชามติต้องล้มไป เพราะยังมีทางออกอีกหลายทางที่พอจะขยับขยายไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือรัฐบาล คสช.

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณาอย่างไร ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันจะเอาอย่างไร ถ้าศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องเลื่อนการทำประชามติออกไป และหากศาลพิจารณาทันก่อนวันที่ 7 ส.ค. ในกรณีถ้าผิดก็ต้องหยุด ถ้าไม่ผิดก็ทำต่อ

ไม่ต่างจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อธิบายว่า พ.ร.บ.ประชามติยังมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณาก็ตาม และเชื่อว่ากระบวนการออกเสียงประชามติจะเดินหน้าตามโรดแมปต่อไปแน่นอน ไม่มีอะไรต้องหยุด

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร ทั้ง คสช. หรือ สนช. เพราะในความเป็นจริงการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ สามารถเร่งรัดกระบวนการให้เสร็จได้อย่างรวดเร็วไม่กระทบทันกรอบเวลาวันที่ 7 ส.ค.ได้ไม่ยาก หรือหากล่าช้ากว่ากำหนด ก็อาจใช้วิธีหาทางเลื่อนวันออกเสียงลงประชามติ ที่จะดีกว่าการยกเลิก

ต้องยอมรับว่าการออกเสียงประชามติถือเป็นมาตรการสร้างความชอบธรรมและสร้างการยอมรับให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรเสีย คสช. ต้องพยายามผลักดันให้การออกเสียงประชามติเกิดขึ้นให้ได้

เว้นเสียแต่ว่าจะมีปัจจัยที่ประเมินแล้วเห็นว่าจะเกิดผลเสียมากกว่า ถึงจะยอมปล่อยให้การทำประชามติต้องถูกยกเลิก เพราะรู้ดีว่าการล้มประชามติย่อมสร้างแรงกระเพื่อม และทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งยากลำบากและมีปัญหามากยิ่งขึ้น

หากประเมินเสียงแล้วเวลานี้เสียงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ดูจะถูกสะกดไว้ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวด ทำให้แนวโน้มที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติรอบนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่กลุ่มต้านกลุ่มค้านลึกๆ แล้วก็ไม่อยากไปเสี่ยงกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาหน้าตาอย่างไร

รวมทั้งฝั่งคนการเมืองที่เฝ้านับวันรอกลับคืนสู่ระบบปกติ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลานานออกไปเพียงเพราะการทำประชามติล้มย่อมไม่เป็นผลที่ต้องการของฝ่ายการเมือง ยิ่งหากประเมินแล้วว่าเลือกตั้งระบบใหม่นี้แทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงจากฐานเสียงเดิมเท่าไหร่นัก การเร่งให้ทุกอย่างเดินกลับเข้าสู่ระบบปกติย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดังนั้น สาเหตุเดียวที่จะล้มประชามติได้คือความขัดแย้งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า ถ้าตีกันจนทำประชามติไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าตีกันแล้วทำประชามติต่อได้ก็ทำได้ แต่ถึงขั้นเอาระเบิดเอาปืนมายิงกัน ก็ทำประชามติไม่ได้ เหมือนที่ผ่านมาจะให้ไปหยุดทุกคนที่ตีกันทั้งหมดก็ไม่ใช่

ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์เวลานี้ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่าจะติดตามดูกิจกรรมต่างๆ ว่ามีอะไรที่ขัด พ.ร.บ.หรือไม่ เพราะเป็นช่วงใกล้ถึงวันลงประชามติ ซึ่งจะมีบุคคล กลุ่มบุคคล พรรคการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น ถ้าเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายสามารถทำได้ แต่ถ้าละเมิดเมื่อไหร่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ที่สำคัญ สมช.ยังออกมาแสดงความห่วงใยเรื่องกลุ่มจ้องป่วนผสมโรง ถึงขั้นประกาศจับตามองอย่างละเอียดและใกล้ชิด ความเป็นไปได้ที่ คสช.และ สมช.จะปล่อยให้สถานการณ์วุ่นวายหรือบานปลายจนนำไปสู่ความรุนแรง จึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นโอกาสที่ประชามติจะล้มเพราะเหตุผลความรุนแรงย่อมเป็นไปได้ยาก

 

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/443080

ศก.ตกต่ำแต่ยังไม่ถึงขั้นเลย์ออฟ

โดย…วิรวินทร์ ศรีโหมด

การสั่งเลย์ออฟลูกจ้างของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ กว่า 1,000 คน จากเหตุผลว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจภายในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ก่อนหน้านี้หลายบริษัทได้เลิกจ้างคนงานและลดสวัสดิการต่างๆ ลง จนเกิดคำถามจากสัญญาณเหล่านี้ว่าเป็นความเสี่ยงต่อพนักงานในบริษัทภาคธุรกิจขนาดไหน

อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานของไทยขณะนี้ว่า ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เมื่อเทียบกับตัวเลขอัตราการว่างงานช่วงที่ผ่านมาของประเทศ ตั้งแต่เดือน เม.ย. ตัวเลขการว่างงานอยู่ที่ 1% ส่วนเดือน พ.ค. อยู่ที่ 1.2% และเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 1% ซึ่งภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะช่วงที่ผ่านมาตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศอยู่ต่ำกว่า 1% ไม่มาก แต่มีเพียงช่วง 3-4 เดือนนี้อาจปรับขึ้นเล็กน้อย ไม่นับรวมกับกรณีบริษัท โตโยต้า

อนุสรณ์ มองว่า จากตัวเลขการว่างงานของไทยในภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำนี้ เกิดขึ้นกับบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมการส่งออก และผลจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการบางราย ส่วนสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานรับเหมาช่วง (ซับคอนแทรกต์) ที่เกิดขึ้นมองว่า ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติที่เน้นการผลิตขนาดใหญ่นิยมใช้แรงงานประเภทนี้ เนื่องจากสามารถจ้างงานแบบยืดหยุ่นตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่มีผลกับพนักงานประจำของบริษัทโดยตรง แต่ส่วนตัวมองว่าระบบการจ้างงานแบบนี้ ไม่เป็นธรรมกับแรงงานกลุ่มนี้เท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีความมั่นคง

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คาดการณ์ว่า สถานการณ์เช่นนี้จะมีไปอีกสักระยะเพราะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นถ้าภาคอุตสาหกรรมไม่มีการปรับตัว ในระยะยาวอาจทำให้เสียหายทางธุรกิจได้หรืออาจจะถึงขั้นล้มลงได้

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น มีผลต่อระบบการผลิตแบบเดิม จึงทำให้มีผลต่อระบบการจ้างงานเปลี่ยนแปลงไป” อนุสรณ์ กล่าว

สอดคล้องกับ แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์เลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ถึงอัตราตัวเลขการว่างงานในปีนี้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก หากเทียบกับตัวเลขย้อนหลังในรอบ 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 1-1.2% แต่ภาคการส่งออกของไทยก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเหมือนหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดทางยุโรป อเมริกา รวมถึงจีน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทยจะได้รับผลกระทบ

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงานภาคอุตสาหกรรมไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดจากผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการกำลังมีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์” แล กล่าว

ขณะที่ตัวแทนภาคแรงงานงาน ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มองว่า สถานการณ์การจ้างงานขณะนี้มีผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมยานยนต์ กรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า นั้น ทางสมาพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุการปลดแรงงานรับเหมาช่วงครั้งนี้ น่าจะมาจากที่ทางบริษัทใช้โอกาสภาพเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ปรับตัวระบบการผลิตที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนซึ่งมีจำนวนมาก เพราะจากการตรวจสอบสถานการณ์การเลิกจ้างขณะนี้ยังถือว่าปกติ

ยงยุทธ กล่าวว่า จากที่ทราบข้อมูลเชิงลึกคาดว่าเร็วๆ นี้บริษัทดังกล่าวอาจมีการปลดพนักงานลงอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้นทางคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ จึงเตรียมที่จะแถลงเพื่อให้สังคมได้รับทราบ รวมถึงต้องการให้บริษัทดังกล่าวยุติการดำเนินการเช่นนี้ รวมถึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะเมื่อผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ 1 แห่งมีการปรับตัวใช้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแล้ว อนาคตอีก 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทผู้ผลิตรถ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงอาจมีการปรับรูปแบบการผลิตเช่นเดียวกัน

มุมมองจากภาครัฐ ปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันถึงสถานการณ์การเลิกจ้างแรงงานขณะนี้ว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. ปีนี้ที่ทางกรมสวัสดิการฯ ตรวจสอบพบว่ามีโรงงาน 21 แห่งที่เลิกจ้างพนักงานบางจำนวนกว่า 1,362 คน (จำนวนนี้ไม่นับรวมกรณีบริษัท โตโยต้า)

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท โตโยต้า รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้ว่า มาจากการปรับตัวของบริษัทเพื่อทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีพนักงานรวมกว่า 1.6 หมื่นคน จึงต้องปรับให้เหมาะสม

“จากที่สอบถามกับผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์ในประเทศไทย หลายบริษัทก็ยังยืนยันว่าสถานการณ์การจำหน่ายรถยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่น่าเป็นห่วง” รองอธิบดีกรมสวัสดิการฯ กล่าว