เปลือยร่างรธน. รัฐสภาเพี้ยนชูอำนาจองค์กรภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440146

เปลือยร่างรธน. รัฐสภาเพี้ยนชูอำนาจองค์กรภายนอก

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ International IDEA, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (weMove) ได้จัดเสวนา “ถกแถลงเปรียบเทียบ ร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1” ณ ห้องประชุมชั้น 16 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี

ในงานเสวนาได้มีการนำเสนอรายงานการศึกษาเปรียบเทียบ เรื่อง “รัฐสภา” โดย จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน อธิบายว่า เจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพื่อปราบโกง แต่ส่วนตัวได้ดูแอนิเมชั่นอธิบายร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ต่างอะไรจากโฆษณายาฆ่าแมลงที่ฉีดแล้วตายทันที

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าการปราบโกงคือเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมคอร์รัปชั่น หากมีโอกาสก็จะทำเรื่องนี้ทุกองค์กร ไม่ใช่แค่เฉพาะนักการเมือง ซึ่งอาจจะมีในทหารแต่ตรวจสอบยากกว่า ปัญหาคือร่างรัฐธรรมนูญมีระบบตรวจสอบคนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มีกลไกวิธีการตรวจสอบคนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

จอน ระบุว่า การกลัววุฒิสภาจะเป็นระบบสภาผัวเมีย แต่กลายเป็นยอมรับให้มีศาล-องค์กรอิสระ ผัวเมียแทน ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาระบบต่างๆ ต้องพัฒนาประชาธิปไตยทางตรง ให้ตำแหน่งต่างๆ มาจากเลือกตั้งมากขึ้น โดยประชาชนเป็นผู้ถอดถอนได้ เพื่อให้มีส่วนร่วม

“สิ่งห่วงอย่างมาก คือ ร่างรัฐธรรมนูญอยู่บนพื้นฐานไม่ไว้ใจประชาชน จึงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งคอยตัดสิน ถ้าประชาชนคิดผิดต้องมีคนกลุ่มหนึ่งทำให้คิดให้ถูก และเมื่อประชาชนเลือกคนผิด บรรดาทหารก็รัฐประหาร ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเขาคิดถูกนี่ก็เป็นปัญหา ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตามมาก็มีแนวคิดทำนองเดียวกัน”

สำหรับเรื่องโครงสร้าง สส.ส่วนตัวไม่ติดใจ แต่เสียดายไม่มีสิทธิเลือก สส.อิสระ ซึ่งระบบเลือกตั้งแบบร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นการมัดมือชก แต่คิดว่าแฟร์ที่สุด คือ ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมีประชาชนเลือก 57% ก็ควรมีที่นั่งตามสัดส่วนนั้น แต่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบมาสะท้อนเสียงประชาชนจริงหรือไม่

ส่วนเรื่อง สว.ที่จะมาจากการเลือกกันเองจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ แต่ตอนนี้ก็เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เป็นผู้เลือกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ระบุให้ชัดว่าจะแบ่งจากอะไร ปล่อยให้เป็นกฎหมายลูกกำหนด ทั้งๆ ที่เป็นส่วนสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าควรให้เลือกตั้ง 200 คน จะไม่เกิดสภาผัวเมีย ซึ่งถ้าจะมีจริงก็เป็นความต้องการของประชาชน

“ผมอยากเห็นประชาธิปไตยเดินหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง ซึ่งผมคิดว่าปัญหาจริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปเรื่อยๆ พอเจออะไรสะดุดนิดหน่อยก็ล้มรัฐธรรมนูญแล้วร่างใหม่ เป็นวัฏจักรที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้น ผมคิดว่าเราอยากเห็นความเป็นประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้สัมผัสกับระบอบนี้อย่างแท้จริง ไม่ไว้ใจนักการเมืองก็ดี แต่อย่าไปไว้ใจกับองค์กรอื่นเช่นกัน อย่าให้อำนาจใครจนมากไป เพราะถ้าให้มากไปเชื่อได้ว่าเขาก็จะเพี้ยนไป ผมว่าเป็นเรื่องจริง”

ขณะที่ บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจารณ์ผลการศึกษา จากมุมมองส่วนตัวในเชิงวิชาการเมื่อเทียบกับต่างประเทศ หรือฉบับที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าระบบตัวรัฐสภามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเสรีประชาธิปไตย เช่นใน เยอรมนี ฝรั่งเศส จนต้องมาปฏิรูปเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยเอาระบบรัฐสภามาใช้ตั้งแต่ปี 2475 และมีปัญหาหลายเรื่องในวังวนเดิม คือ อำนาจเดี่ยว พรรคคุมเสียงข้างมาก ฝ่ายค้านถูกไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องสร้างองค์กรขึ้นมาถ่วงดุล คือ สว. เหมือนเช่น ฝรั่งเศส ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมท้องถิ่น เพื่อดุลอำนาจกับส่วนกลาง ซึ่งหลายประเทศมีข้อจำกัดในการออกแบบถ่วงดุลยภาพ

อย่างไรก็ดี บริบทสังคมไทย ระบบรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญไทย จะเทียบอังกฤษหรือตะวันตกคงไม่ได้ เพราะไทยมีระบบอุปถัมภ์ รวมทั้ง ที่มา สส. สว. ที่ผ่านมาใช้ระบบคู่ขนาน และทิศทางการใช้ระบบจัดสรรปันส่วน ทิศทางการเมืองเสียงข้างมากอาจไม่มีความเป็นพรรค ไทยจะใช้เป็นประเทศแรกหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เป็นปัญหาในหลักทฤษฎีพอสมควร

บรรเจิด ขยายความว่า ถ้ามองภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความพยายามให้เกิดกลไกถ่วงดุลยภาพ แต่ให้อำนาจไปอยู่องค์กรข้างนอก อาทิ กกต. ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ อนาคตจะเห็นว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มี อาจไปยื่นคำร้องแทน ความพยายามทำสิ่งเหล่านี้มีน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงแนวความคิดเรื่องการถอดถอนพ้นจากตำแหน่งไปใช้หลักจริยธรรมร้ายแรง

“ถ้ามองรวมเราจะเห็นว่าดุลยภาพอำนาจทั้งฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่เปลี่ยน แค่ สว.ไม่มีอำนาจถอดถอนแต่ให้ไปอยู่ศาล แล้วปรากฏการณ์หลังจากนี้เป็นอย่างไร เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง อยากให้ย้อนดูรัฐธรรมนูญ ปี 2540 นำไปสู่อะไร และรัฐธรรมนูญนี้จะย้อนประวัติศาสตร์ชี้ไปทั้ง ครม.ได้เลย”

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นการข่มขืนใจคนทั้งหมด หากเป็นวิธีเลือก คนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เหมือนต่างประเทศใช้ น่าจะเหมาะสมกว่า

ทั้งนี้ สิ่งที่ กรธ.ต้องการเห็น คือ รัฐบาลผสม แต่สิ่งที่ตามมานอกจากบังคับใจคน จะเกิดความไม่สามัคคีของผู้สมัครในพรรคเดียวกัน ทำให้ไม่ส่งผลดีต่อประชาธิปไตย อีกทั้งจะเกิดก๊ก เกิดเหล่าในพรรคเดียวกัน เพราะความสามัคคีพรรคมีผลต่อการทำงาน

นอกจากนี้ เรื่องที่มา สว.และพยายามทำให้ปลอดอิทธิพลทางการเมือง ฟังแล้วประหลาด ฝืนธรรมชาติ แต่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ตรงนี้ไม่ค่อยมีเหตุผล โดยเฉพาะการให้มี สว.เลือกกันเองจะใช้ได้หรือไม่ และคอยดูคนเข้าสมัครมีวงจำกัด หากรวมกลุ่มสมัครช่วยกัน จะเลี่ยงปัญหาดังกล่าวไม่ได้ เพราะ สว.อำนาจเยอะ ถ้าอำนาจน้อยคนไม่ดิ้นรน

 

สุเทพ ตีปี๊บ รธน. ชนวนเรียกแขกเสี่ยงป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439898

สุเทพ ตีปี๊บ รธน. ชนวนเรียกแขกเสี่ยงป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาเปิดหน้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดตัวของของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนประชามติ 7 ส.ค.นี้

นอกจากจะเป็นการประกาศตัวตนและแสดงจุดยืนความชัดเจนของตัวเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการ “เรียกแขก” ปลุกให้หลายฝ่ายหยิบยกเป็นข้ออ้าง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของตัวเอง ที่สุ่มเสี่ยงยิ่งจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

หลังจากเงียบไปนาน รอบนี้ สุเทพ “จัดเต็ม” เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์อย่างเป็นทางการไล่เรียงจุดเด่น จุดดีของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประเดิมด้วยเรื่องภาพกว้างที่เขียนกติกาสูงสุดของประเทศเพื่อป้องกันเปิดช่องหาทางออกไม่ให้ทุกอย่างเดินไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา

ก่อนเจาะรายประเด็นเสนอเนื้อหาเรื่องการปฏิรูป ทั้งเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่ใช้คำว่า “พลิกโฉมหน้าใหม่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศ” ในมาตรา 54 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่จะต้องดูแลเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึงอนุบาล จบมัธยม ต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนฟรีโดยเท่าเทียม

แถมขอบคุณต่อไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่งฉบับที่ 28/2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

ถัดมาเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” ซึ่ง มาตรา 260 บัญญัติว่าต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ซึ่ง ครม.แต่งตั้ง ทำหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเรื่องตำรวจทั้งหมด กำหนดกรอบเสร็จไม่เกิน 1 ปี

“ผมถึงเรียนว่าผมเต็มใจไปลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เฉพาะเรื่องปฏิรูปตำรวจเรื่องเดียวผมก็ปลื้มใจแล้ว”

ท่าทีเช่นนี้ทำให้ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มขยับปรับทิศทางการเคลื่อนไหวแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการเตรียมจัดการรายการสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในเวลา 14.30 น.

จตุพร อธิบายเหตุผลชัดเจน เมื่อ สุเทพ ทำไม่มีความผิด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ ก็จะขอเดินตามรอยด้วยและย่อมไม่ผิด คิดว่าคงไม่มีใครไปแจ้งความดำเนินคดี ผิด พ.ร.บ.ประชามติ

ที่สำคัญหากพิจารณาเนื้อหาการจัดรายการของ จตุพร จะเห็นว่าเป็นการหักล้างกับสิ่งที่ สุเทพ นำเสนอไปก่อนหน้าอย่างเช่นเรื่องการศึกษาที่สุเทพหยิบยกมาก่อนหน้านี้

โมเดลเดียวกับ ณัฐวุฒิ ประกาศเตรียมนำเสนอรายการพิเศษชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ออกอากาศ 13 ครั้ง ครั้งละ 30 ทางสถานี PEACE TV ในช่วงเวลา 18.30 น. ซึ่งเป็นเวลาออกอากาศรายการ “เข้าใจตรงกันนะ”  เริ่มวันที่ 1 ก.ค.

ถือเป็นการโต้กลับรายการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเริ่มออกอากาศวันที่ 27 มิ.ย.

พร้อมออกตัวยืนยันว่าการจัดรายการจะพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน ไม่เชิญชวนลงคะแนนทางใดทางหนึ่ง และไม่หยาบคายตามกรอบกฎหมาย ไม่ให้เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

ดังนั้นหาก สุเทพ ทำได้ นปช.ทำได้ กลุ่มอื่นๆ ที่มีความคิดความเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ก็จะหยิบยกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ออกมาแสดงความคิดความเห็นของตัวเองบ้าง

แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีที่ด้านหนึ่งถือเป็นการเปิดกว้างให้มีการชำแหละร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา ที่จะยิ่งทำให้ผลประชามติศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อมือมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่งย่อมสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงและอาจถูกเชื่อมโยงไปถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต

เบื้องต้น จตุพร ออกมาท้า สุเทพ ดีเบต ถ่ายทอดผ่านทางสื่อสารทุกระบบ เชื่อ เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ให้ประชาชนที่ติดตามวินิจฉัยเองว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ตรงนี้เป็นสิ่งที่ คสช. เป็นห่วงและพยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวไม่ให้เดินมาถึงจุดนี้ ทั้งที่หลายฝ่ายจะพยายามเรียกร้องให้เปิดช่องการเคลื่อนไหวก็ตาม  เมื่อ คสช.ประเมินว่ามีความเสี่ยงที่อาจใช้สถานการณ์ช่วงนี้สร้างความปั่นป่วนและอาจกระทบทำให้ทุกอย่างที่ทำมาเสียหาย

การเคลื่อนไหวของ สุเทพ รอบนี้ด้านหนึ่งอาจปลุกให้ประชาชนเห็นข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านหนึ่งอาจเป็นข้ออ้างให้หลายกลุ่มออกมาขยับแสดงความคิดความเห็น ตลอดจนเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคต

 

ศาลรธน.กุมประชามติ “ได้ไปต่อ-ไร้กำหนดเลื่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439698

ศาลรธน.กุมประชามติ "ได้ไปต่อ-ไร้กำหนดเลื่อน"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศาลรัฐธรรมนูญนับเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีอิทธิพลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศพอสมควร ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยสองกรณี ได้แก่ 1.การสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในส่วนของที่มา สว. ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้การเมืองเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารในปี 2557 ตามมา

มาถึงปี พ.ศ. 2559 ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะเข้ามาเป็นองค์กรที่เข้ามากำหนดทิศทางการเมืองของประเทศอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นกรณีการวินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติชี้ขาดในวันที่ 29 มิ.ย.

โดยคดีนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นฝ่ายรับเรื่องมาจาก “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ซึ่งไอลอว์มองว่าเนื้อหาในมาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อการรองรับเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 บัญญัติเอาไว้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทย มีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาในมาตรา 4

กลุ่มไอลอว์พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้ประเทศไทยจะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ถูกประกาศยกเลิก แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 4 ได้รับรองสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญในอดีตเคยให้หลักประกันไว้ เท่ากับว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนยังคงมีอยู่ครบถ้วนทุกประการ ย่อมไม่มีกฎหมายอื่นมาจำกัดสิทธิเสรีภาพนั้นได้

ขณะที่ คำร้องของผู้ตรวจฯ ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญระบุสาระสำคัญว่า “เนื้อหาในวรรคสองมีการบัญญัติคำว่า ‘รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย’ นั้น มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ นำไปสู่ความสับสนของประชาชน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และอาจทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยดุลพินิจของตัวเอง จนทำให้กระทบสิทธิของประชาชนที่อาจนำไปสู่ความเสียหาย  จึงเห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เฉพาะมาตรา 61 วรรคสอง”

ทั้งนี้ มาตรา 61 วรรคสองบัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 มิ.ย.

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เท่ากับว่า มาตรา 61 วรรคสองและกระบวนการจัดทำประชามติจะยังคงอยู่ต่อไปเพื่อให้การออกเสียงในวันที่ 7 ส.ค.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นผลกระทบย่อมเกิดขึ้นพอสมควร ขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะผ่อนหนักให้เป็นเบาอย่างไร

1.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ตกไปทั้งฉบับ สมมติฐานที่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่ามาตรา 61 วรรคสอง เป็นหลักการและสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว สถานการณ์เช่นนี้การทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.ต้องเลื่อนออกไปโดยปริยาย แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นอยู่ที่ความรวดเร็วของรัฐบาลในการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ให้สภา ตามกระบวนการทั่วไปการเสนอพิจารณากฎหมายในสภาจะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

2.เฉพาะเนื้อหาในมาตรา 61 วรรคสองเท่านั้นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป เพียงแต่บทบัญญัติมาตรา 61 วรรคสองจะถูกตัดออกไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ต้องมาดูว่ารัฐบาลจะตัดสินอย่างไร

ถ้ารัฐบาลเห็นว่ามาตรา 61 (1) ที่ว่าด้วยการห้ามก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพียงพอต่อการจัดการประชามติ ก็ไม่จำเป็นต้องร่างกฎหมายเพื่อเติมเนื้อหาคล้ายมาตรา 61 วรรคสองแบบที่ไม่สวนทางกับศาลรัฐธรรมนูญเข้า สนช.

ตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลเห็นว่าสมควรเสนอร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มเนื้อหาเข้า สนช. อาจมีผลให้วันลงประชามติต้องเลื่อนออกไปมาก เพราะการเสนอร่างกฎหมายที่มีจำนวนมาตราไม่มากนั้น สนช.สามารถให้การรับรองได้ภายในวันเดียวที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม สนช.

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเฉพาะมาตรา 61 วรรคสองขัดกับรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะไม่ดำเนินการเสนอกฎหมายเข้า สนช. โดยมองว่าแค่มาตรา 61 (1) มาตราเดียวก็ครอบคลุมแล้ว

ดังนั้น บางที วันที่ 29 มิ.ย. อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่าท่าทีของรัฐบาลที่มีจะออกมา หลังจากเห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

 

7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439450

7เงื่อนไข เผด็จการอยู่ยาว

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “84 ปี 2475 อนาคตประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย” โดย สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ให้ความเห็นว่า 84 ปี 2475 เท่ากับ 7 รอบ (ประชาธิปไตย) ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยมี 3 กลุ่ม

1.จะเอาเลือกตั้งไม่เอาเผด็จการ 2.ยังไม่เลือกตั้ง เพราะกลัวเสียของ และ 3.ไทยเฉย ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้จะชี้ชะตาในวันที่ 7 ส.ค. ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่การมาถึงจุดนี้ ย้อนหลังกลับไป 48 ปี ประชาธิปไตย ตรงกับปี 2523 คือ การเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยแท้จริงไม่เคยลงเลือกตั้ง

ทว่า ช่วงครบรอบ 60 ปีประชาธิปไตยตรงกับปี 2535 ในช่วงพฤษภาทมิฬ ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยให้เป็นหลักสากลมากขึ้น จนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้า 96 ปี ประชาธิปไตยจะเจอยุคเปลี่ยนผ่าน และมีปัญหาท้าทายหลายเรื่องในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ คนจนรากหญ้าตื่นรู้ทางการเมืองมากกว่าคนชั้นกลางและสูง, คนชั้นกลางสิ้นศรัทธาต่อประชาธิปไตย

สติธร ระบุว่า 7 เงื่อนไขที่ทำให้การปกครอง (ทุกรูปแบบ) “อยู่ยาว” หรือเผด็จการ อยู่ต่อไปได้ คือ 1.ทำให้ภาคประชาสังคมรู้ว่ามีพื้นที่ในการต่อสู้ และรู้สึกว่าข้อเรียกร้องบางอย่างได้รับการตอบสนองผ่านการกำหนดนโยบายของรัฐ

2.โครงสร้างสถาบันการเมือง ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอำนาจการตัดสินใจมิได้รวมศูนย์ผูกขาดอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ประชาชนมีส่วนแบ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวบ้างในบางเรื่อง บางเวลา 3.การรักษาสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่เผชิญวิกฤตร้ายแรง เพื่อทำให้ประชาชนและนักลงทุนเกิดความมั่นใจ

4.โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาอาศัยกัน ระหว่าง รัฐ เอกชน และประชาชน 5.ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจน้อยลง 6.ฉวยประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ ทำให้รู้สึกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำไม่ถูกคุกคามเกินไป และ 7.การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวในการตอบสนองข้อเรียกร้องหรือมาตรการตอบโต้ของนานาชาติ

ด้าน สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประชาธิปไตยของประเทศไทย แบ่งได้ 3 ระลอก คือ 1.ช่วงปี 2475 2.ช่วง 14 ตุลาฯ 2516 และ 3.ช่วงพฤษภา 2535 ซึ่งหลายคนคิดว่าการรัฐประหารเมื่อปี 34 จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ส่วนตัวไม่เคยเชื่อแบบนั้น เพราะหลายอย่างยังมีจุดอ่อน

กระทั่งการรัฐประหารล่าสุดปี 2557 เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีมาก เชื่อว่าเป็นการสถาปนาอำนาจนิยมชุดใหญ่ที่สุด ดังนั้น ถ้าโลกตะวันตกกดดันไทย ก็มีทางออก คือ จีนและรัสเซีย ทั้งนี้ อำนาจนิยมที่ถูกสถาปนาขึ้นใหม่นั้น จะอยู่ได้นานขึ้น มีปัจจัย 3 คือ 1.เข้ามาสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ 2.ล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น และ 3.สร้างมิติใหม่ทางสังคม แต่ถ้าให้สัญญาไว้มาก แล้วทำไม่ได้ การล่มสลายของเผด็จการในประเทศในแถบละตินอเมริกาก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง จนนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง

ดังนั้น สิ่งที่ต้องตอบในขณะนี้ คือ จะจัดการกับรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะดูแล้วฝ่ายผู้มีอำนาจกลัวการสูญเสียอำนาจ

“จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กลัวการจัดสรรอำนาจใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นล่างมีอำนาจมากขึ้น และเงื่อนไขเรื่องรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การประนีประนอมได้ต้องคิดใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งครั้งใหม่ ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างในกองทัพ โดยเฉพาะขอบเขตกฎหมายทหารต้องออกแบบใหม่ ทั้งต้องจัดการมรดกของเผด็จการ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงต้องปฏิรูปการเมือง เช่น บทบาทฝ่ายค้าน ที่เคยมีปัญหา”

ขณะที่ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท้าวความว่า ภาพรวมประเทศไทยเป็นอันดับ 4 ของโลกในการทำรัฐประหาร หรือประมาณ 18 ครั้งในประเทศ โดยระบอบเผด็จการทหารเริ่มตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนระบอบเปลี่ยนแปลงการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเมืองปี 2475-2490 มีข้อถกเถียงว่าเป็นรัฐประหารทั้งคู่ แต่มันคือเป็นการเปลี่ยนระบอบ แต่ยังมีลักษณะแบ่งปันอำนาจ แต่หลังปี 2475 มีการแบ่งปันอำนาจ ซึ่งระบอบที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เป็นของทหาร

ทว่า การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2516 เรื่อยมาถึงปี 2519 จนกระทั่งปี 2534 มีความพยายามเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง และเกิดระบอบทหาร แต่ก็พังลงมา ดังนั้น ความไม่มีเสถียรภาพเกิดขึ้นตลอด แต่เป็นคำถามว่าเปลี่ยนผ่าน เสถียรภาพเกิดจากอะไร ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใช่คำตอบ สรุปเผด็จการล้มยากกว่าประชาธิปไตย และจะทำอย่างไรให้ไปไกลจากวงจรอุบาทว์ ซึ่งคำถามใหญ่คือทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยเป็นกติกาเดียวกันในสังคม

 

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/439234

คสช.ฟื้นมาตรการยาแรง หมัดเหล็กทุบนปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองที่เคยสงบไปพักใหญ่กำลังกลับมามีลมมรสุมกระโชกแรงอีกครั้ง ภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มใช้ยาแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการปิดศูนย์ปราบโกงประชามติของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

เดิมทีประเมินกันว่าเมื่อ คสช.ปิดศูนย์ดังกล่าวแล้ว ทุกอย่างน่าจะจบ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก คสช.ได้แจ้งความกับกองปราบปรามให้เอาผิดกับแกนนำ นปช.จำนวน 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีการแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ โดยพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 30 มิ.ย.

การใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามของ คสช.ในกรณีของศูนย์ปราบโกงประชามติ อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับลำของ คสช.ที่ค่อนข้างมีนัยสำคัญพอสมควร เพราะโทษของการฝ่าฝืนประกาศ คสช.นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่กลุ่ม นปช. ประกาศว่าจะตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสมือนหนึ่งส่งสัญญาณไปว่า คสช.ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด

“ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์ฯ นี้ก็อย่าทำความผิด พ.ร.บ.ประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด ไอ้ตัวศูนย์ฯ นะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง” ท่าทีของนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.

ท่าทีดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ สวนทางกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อย่างสิ้นเชิง เพราะ พล.อ.ประวิตร ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้เกิดการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

“หากจะตั้งแบบนี้ ใครๆ ก็ตั้งขึ้นมาได้ แบบนี้ประเทศก็วุ่นวาย ไม่เช่นนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีไว้ทำไม ยุบและตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาแทนเลยมั้ย” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.

จากนั้นวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ากลุ่ม นปช.ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปควบคุมพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. จนทำให้แกนนำ นปช.ไม่สามารถเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้สำเร็จ

การเปลี่ยนท่าทีไปมาของนายกฯ พร้อมกับการนำยาแรงกลับมาใช้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความต้องการจะจัดการฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญให้เด็ดขาด

ก่อนหน้านี้ คสช.พยายามใช้ไม้นวมมาตลอดทั้งการเปลี่ยนสถานที่ปรับทัศนคติจากค่ายทหารมาเป็นพื้นที่ของพลเรือน รวมไปถึงการยอมให้นักการเมืองที่ไม่มีคดีติดตัวสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยหวังจะช่วยให้บรรยากาศทางการเมืองก่อนถึงวันออกเสียงลงประชามติ 7 ส.ค. ไม่ตึงเครียดเกินไป

ทว่ายิ่งใช้ไม้นวมกลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างที่ คสช.หวังเท่าไหร่นัก เนื่องจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่ม นปช.ยังคงแสดงปฏิกิริยาในเชิงต่อต้านต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นประกาศไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กับการประกาศเตรียมจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปลุกมวลชนของตัวเองให้ออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ที่ออกมา คสช.จึงไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ จำเป็นต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหยุดการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและ นปช.ตั้งแต่ต้นก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จากนี้ไปต้องจับตาต่อไปว่าหลังจาก คสช.แจ้งความกับกองปราบปรามไปแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆ อีกหรือไม่อย่างการขอให้ศาลถอนประกันแกนนำ นปช.บางคน ที่มีคดีการก่อการร้ายติดตัวอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่แกนนำ นปช.เริ่มวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้กันแล้วว่า คสช.อาจนำมาใช้จัดการกับ นปช.

“หลายคนอยู่ระหว่างประกันตัวมาสู้คดี โดยส่วนตัวก็มีทั้งคดีรอยัล คลิฟบีช ที่พัทยา คดีก่อการร้าย ทั้งนี้อยู่ที่การพิจารณา หากมองว่าเป็นการมั่วสุม เป็นการชุมนุม ก็อาจจะมีการถอนประกันตัวก็เป็นได้” การวิเคราะห์ของ “นิสิต สินธุไพร” หนึ่งในแกนนำ นปช.

ขณะเดียวกัน มีความเป็นได้ไม่น้อยที่การใช้ยาแรงจะไม่หยุดอยู่ที่ นปช.เพียงเท่านั้น แต่จะลามไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ผ่านการหาช่องทางกฎหมายเพื่อยุบพรรคฐานฝ่าฝืนการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพียงแต่ยังไม่ใช่ในเวลานี้

ที่สุดแล้ว การคุมฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีใช้กำปั้นเหล็ก ด้านหนึ่ง คสช.อาจมองว่าจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว แต่ในทางกลับกันก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438995

จีที200 ตามหลอน สะเทือนรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำพิพากษาของศาลอังกฤษที่ให้ยึดทรัพย์ เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที200 มูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 395 ล้านบาท เพื่อไปเป็นค่าชดเชยแก่ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากการที่ จีที 200 ไม่สามารถใช้งานได้จริง กลายเป็นผลสะเทือนมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้นั้นมีด้วยกัน 2 ปัจจัย

1.รัฐบาลไทยไม่ได้อยู่ในบัญชีของประเทศที่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ประเด็นนี้ชวนให้เกิดคำถามตามมาเป็นอย่างมากกำลังจะเป็นเหตุการณ์ “ค่าโง่” อีกหรือไม่ เพราะประเทศไทยจัดอยู่หนึ่งในประเทศที่ซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจำนวนมาก

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งการ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่า “เกียร์ว่าง” เพราะหากปล่อยไว้นาน ผลกระทบคงตามอีกมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกำลังจ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลอยู่แล้ว

“การเรียกร้องค่าเสียหายตามที่ศาลอังกฤษได้ยึดทรัพย์ไว้เรื่องนี้ถือว่าใหม่ จึงสอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานจัดซื้อ 7-8 หน่วยงาน รวมถึงจะหารือว่าจะให้หน่วยงานใดเป็นตัวแทนรัฐในการเรียกเงินเยียวยา โดยคาดว่าจะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะมีกฎหมายด้านความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่” รองนายกฯ วิษณุ ระบุ

2.การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของกองทัพบกเกิดขึ้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดยปัจจุบัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น รมว.มหาดไทย เวลานั้นมีข้อมูลปรากฏว่ามีการสั่งซื้อ 541 เครื่อง เพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพบก ซึ่งไม่เพียงแต่กองทัพบกเท่านั้นที่สั่งซื้อแต่มีหน่วยงานรัฐอื่นอีกหลายหน่วยงานสั่งซื้อด้วยพร้อมกับเครื่องตรวจวัตถุระเบิดอีกรุ่นที่เรียกว่าอัลฟา6 รวมกันมากกว่า 1,000 เครื่อง

เครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที200 กลายเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของสังคมไทย หลังจากหน่วยงานของอังกฤษพบความไม่โปร่งใสของการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวของบริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ เป็นผลให้รัฐบาลของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องเข้ามาตรวจสอบโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ

ผลปรากฏว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดไม่ได้ประสิทธิภาพจริง ก่อนจะนำมาซึ่งการสั่งให้ยกเลิกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมกับการเข้ามาตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และส่งข้อมูลให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ แต่การตรวจสอบของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ชี้แจงว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาข้อมูล

เรื่องผ่านมา 5-6 ปี แต่ทันทีที่ศาลอังกฤษมีคำพิพากษาออกมาช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงกลายแรงกดดันที่รัฐบาลต้องเผชิญอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งรอดมาจากมรสุมโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์

การสั่งให้ยึดทรัพย์ของศาลอังกฤษเท่ากับเป็นการยืนยันว่าเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที200 ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามจะเล็งเป้ามาที่ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วยการอ้างว่าในเมื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ละเลยและปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวสร้างความเสียหาย ดังนั้น ผู้นำของกองทัพในเวลานั้นต้องแสดงความรับผิดชอบเช่นกัน

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจะถาโถมเข้าใส่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตด้วย โดย “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.จะเป็นเป้าที่ถูกจับตาว่า ป.ป.ช.จะเร่งพิจารณาคดีนี้ให้สังคมหายสงสัยหรือไม่ได้เมื่อไหร่ เพราะก่อนที่ พล.อ.วัชรพลเข้ามาเป็นประธาน ป.ป.ช. การไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีนี้กลับมีความล่าช้าจนเกิดความสงสัยมาแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.ต.อ.วัชรพล ต่างมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมีนัยสำคัญ

คนแรกเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายครั้ง ส่วนอีกคนแม้จะไม่ได้เป็นทหารแต่ก็เป็นคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพราะ พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร
มาก่อน

สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นคนหนักใจมากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ตรงกลางระหว่างปัญหา เพราะล้วนแล้วแต่มีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ดังนั้น ศึกนี้หากรัฐบาลเดินหมากแต่ละก้าวไม่ดี โอกาสที่แพ้ทั้งกระดานย่อมมีสูง ซึ่งจะเป็นความพ่ายแพ้ที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้รับโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

 

“ซูจี”เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438993

"ซูจี"เยือนไทย ล็อกเป้าแรงงานต่างด้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อแขกวีไอพีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะเดินทางมาเยือนระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.นี้ คือ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย เต็งส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร จ่อวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการคลัง และ จ่อติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการต่างประเทศของเมียนมา

การเดินทางมาเยือนของซูจีในครั้งนี้ นับว่ามีนัยทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นการเยือนเพื่อมาพบฐานเสียงสนับสนุนจากแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาในไทย ที่ให้การสนับสนุนซูจีจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ให้การต้อนรับอย่างมากและยังมีกำหนดจะลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภาคเอกชนไทยและแรงงานเมียนมาที่ทำงานใน
ไทยด้วย

บัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า ซูจีจะมาเยือนไทยเพราะมีนัยทางการเมืองจากเสียงสนับสนุนแรงงานเมียนมาในประเทศไทย หากจำกันได้ซูจีเคยมาไทยครั้งก่อน ที่มาเยือนตอนนั้นเป็นฝ่ายค้าน ประกาศว่าจะนำแรงงานเมียนมากลับประเทศให้หมด แต่ในความเป็นจริงคงทำไม่ได้แบบนั้น แต่ตอนนี้ซูจีมาในฐานะผู้นำรัฐบาล ย่อมต้องการให้ความหวังแก่ประชาชนของตัวเอง เพราะเป็นการพบกันแบบรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการลดกระบวนการให้แรงงานเมียนมาที่ต้องการงานและเงินในประเทศไทย สามารถเข้าถึงกระบวนการแรงงานถูกกฎหมายได้รวดเร็วและสะดวกได้อย่างไรโดยปราศจากการแสวงหาประโยชน์จากบรรดาบริษัทนายหน้า

“แรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตสูงมาก เพราะระบบในเมียนมามีหลายขั้นตอนซ้ำซ้อน กลายเป็นช่องว่างให้พวกบริษัทหาประโยชน์และเอาเปรียบคนงานต่างด้าว” บัณฑิต กล่าว

บัณฑิต กล่าวว่า การมาเยือนของซูจี ย่อมเกิดผลดีต่อสถานการณ์แรงงานต่างด้าวมากขึ้น เพราะจะเกิดการตื่นตัวมากขึ้นในกลไกการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าวย่อมจะดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง ที่ยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร คือ 1.ระบบนายหน้าในประเทศเมียนมา แรงงานที่ต้องการหางานต้องผ่านระบบนายหน้าอยู่เพื่อหางานและพิสูจน์สัญชาติจากประเทศต้นทาง ทั้งเมื่อออกไปทำงานในประเทศไทยหรือกลับประเทศซึ่งระบบดังกล่าวยังไม่เป็นศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน หรือ วัน สต็อป เซอร์วิส เพราะยังล่าช้าระบบยังแยกย่อยและซ้ำซ้อน จึงก่อให้เกิดช่องโหว่ช่องว่างให้บริษัทนายหน้าหาประโยชน์จากแรงงาน

บัณฑิต กล่าวว่า อีกเรื่องคือความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ระหว่างประเทศเมียนมา ที่ถือเป็นประเทศต้นทางแรงงานกับประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศปลายทาง ถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา “เทียร์ 3” ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ไทย ให้สถานะของไทยดีขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเทียร์ 3 หรือขบวนการค้ามนุษย์ ต้องได้รับความร่วมมือและความรับผิดชอบจากประเทศต้นทางด้วยในการพิสูจน์สถานะ หรือรับรองสัญชาติแรงงาน ระบบต้องรวดเร็วเพราะแรงงานต่างด้าวต้องการงานและเงินจากประเทศปลายทาง คือประเทศไทย ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศต้นและปลายทางไปพร้อมๆ กัน

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจภายในประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างมาก แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ไทยควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแรงงานต่างด้าว คือ 1.สิทธิแรงงานต่างด้าวกับแรงงานไทยควรจะเท่าเทียมกันทั้งสิทธิ สวัสดิการหรือค่าจ้าง และ 2.ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องการแรงงานที่มีฝีมือ หรือมีคุณภาพสูงขึ้น ดังนั้นควรมีการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวด้วย เช่น ควรมีศูนย์ฝึกอบรมภาษาไทย ที่แรงงานต่างด้าวสามารถเรียนฟรีหรือการสนับสนุนการรวมกลุ่มเหมือนกับกลุ่มมอญปากลัด หรือมอญที่อาศัยอยู่บริเวณพระประแดง สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญที่อพยพเข้ามายังประเทศไทย นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก

“ภาครัฐกับนายจ้างต้องให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่ปล่อยให้นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่บทบาทและหน้าที่ของภาครัฐเองก็ไม่สนใจ โดยเฉพาะปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งการค้าผู้หญิง แรงงานผิดกฎหมาย หรือเด็กขอทาน ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่”

ณรงค์ กล่าวว่า รูปแบบการค้ามนุษย์ในปัจจุบันแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ลักษณะนี้คือการค้ามนุษย์เพื่องานบริการทางเพศ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง หรือเด็ก ซึ่งจะถูกหลอกหรือบังคับให้มาทำงาน โดยมีข้อผูกมัดเรื่องภาระหนี้สิน 2.การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงงาน มักจะมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำงานในอุตสาหกรรมการเกษตร หรือการทำงานในอุตสาหกรรมประมง เป็นต้น และสุดท้ายคือ 3.การค้ามนุษย์เพื่อให้มาเป็นขอทาน โดยผู้ที่จะตกเป็นเหยื่อในการค้ามนุษย์กลุ่มนี้ มีได้หลากหลายวัยไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กล่าวว่าการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของซูจี ถือเป็นการมาเพื่อมาดูแลประชาชนในประเทศของท่าน ขณะที่ ศปมผ.ในฐานะหน่วยปฏิบัติได้ ทำงานดูแลแรงงานประมงในทะเลหรือแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด โดยเป็นการทำงานร่วมกันกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู นับว่าประสบผลสำเร็จในการทำงานอย่างมาก

“ทุกครั้งหรือทันทีที่ท่านซูจีมาเมืองไทยก็จะมุ่งตรงมาที่ จ.สมุทรสาคร เป็นที่แรกทันที เพราะเป็นพื้นที่ที่มีแรงงานชาวเมียนมาพักอาศัยอยู่จำนวนมาก” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

 

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438811

คสช.-นปช. ศึกชิงจังหวะวิ่งหายูเอ็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกชิงความได้เปรียบระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้าหาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วยเหตุผลของตัวเอง

ด้านหนึ่ง นปช. ยกทีม นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ ธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมคณะ บุกยูเอ็นเพื่อร้องเรียนต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) ภายหลังถูกปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

“เราตั้งใจมาบอกทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ว่าบรรยากาศการทำประชามติของไทยไม่เหมือนที่ไหนในโลก เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพ ความพยายามในการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตีค่าเป็นเพียงขบวนการนอกกฎหมาย เราจึงมาร้องทุกข์กับองค์กรที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน ถ้าเราถูกดำเนินคดีจะต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด” เลขาธิการ นปช. ระบุ

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. ย่อมเป็นเรื่องยากที่ นปช. จะใช้พลังมวลชนไปเคลื่อนไหวกดดัน หรือต่อกรกับ คสช.ได้  การดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นพวกย่อมทำให้การเคลื่อนไหวนับจากนี้ถูกสกัดหรือควบคุมน้อยลง ยิ่งหากเป็นการเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี

การขยับของ นปช.รอบนี้เป็นการขยายผลจากการถูกบีบให้ปิดศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ แล้วในแต่ละจังหวัดนั้น 47 จังหวัด สามารถเปิดได้ และ 29 จังหวัดไม่สามารถเปิดได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ทำได้

พร้อมกับหยิบยกวาทกรรม “ตระบัดสัตย์” มาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และรุกต่อไปยังประเด็นให้หยุดคุกคามประชาชน โดยเฉพาะภายหลังมีประชาชนใส่เสื้อสีดำปราบโกงเหมือน นปช.ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียกตัวในลักษณะข่มขู่คุกคาม

ถือเป็นการยืมมือองค์กรระหว่างประเทศร่วมเข้ามาเป็นหูเป็นตาร่วมสอดส่องบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หวังว่าจะสามารถ “ดักคอ” ป้องกันไม่ให้ คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือคุกคามการเคลื่อนไหวของ นปช. และเครือข่ายที่เชื่อว่าคงจะรุกหนักต่อไปในช่วงใกล้ประชามติ

เริ่มตั้งแต่การกระทุ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดผังรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง” ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-6 ส.ค. รวม 13 วัน แต่ไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ถึงขั้นระบุว่าเป็นแผนการหาเสียงและวางกลยุทธ์ทางการเมืองอย่างแยบคาย

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกหูต่อสายตรงถึงบันคีมุน เลขาธิการยูเอ็น ถึงสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงการเตรียมการต่างๆ รวมทั้งระยะเวลาในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ และการเข้าสู่การเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

รวมทั้งระบุถึงการเคลื่อนไหวของคนที่ไม่หวังดี ซึ่งทางเลขาฯ ยูเอ็นก็รับทราบทั้งหมดแล้ว การอธิบายครั้งนี้จึงเป็นการกระชับสัมพันธ์และชิงจังหวะชี้แจงป้องกันความเข้าใจต่างๆ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ก่อนมีซ้ำอีกดอกด้วยแผนที่จะส่งคนไปพูดคุยกับบันคีมุนเร็วๆ นี้

นี่ถือเป็นการแก้ลำการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้อธิบายต่อบันคีมุนว่ายังมีการเคลื่อนไหวลักษณะนี้อยู่ ซึ่งได้เล่ารายละเอียดต่างๆ  โดยบันคีมุนมีความเป็นห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องการให้แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้อธิบายไปว่ามีการแสดงความคิดเห็นได้

ถึงจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็เป็นเพียงแค่ในประเทศ คสช. เองเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ดี และไม่ต้องการให้ปัญหาภายในนำไปสู่การเข้ามาแทรงแซงหรือกดดันจากนานาชาติ เพราะรู้สถานะของตัวเองดีว่ามาจากการรัฐประหารที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลกอยู่แล้ว

การรีบยกหูหาบันคีมุนรอบนี้ ย่อมช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติที่จับจ้องการปิดกั้นการแสดงออกในช่วงใกล้วันออกเสียงประชามติ อีกทั้งเป็นการตรึงไม่ให้องค์กรนานาชาติเข้ากดดันการดำเนินการภายในประเทศตราบใดที่ประเทศยังเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ประกาศไว้

ที่สำคัญการออกโรงชี้แจงต่อยูเอ็นยังช่วยทำให้นานาชาติเข้าใจและมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การค้าขาย การลงทุน และความร่วมมือที่จะมีขึ้นในช่วงนี้ไม่กระทบหรือสะดุดจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม

ท่าทีของทั้ง นปช.และ คสช. ล้วนสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างมองข้ามประเด็นเรื่อง “ชักศึกเข้าบ้าน” และพร้อมชิงจังหวะเพื่อประโยชน์ในการเคลื่อนไหวของตัวเองภายใต้การจับจ้องของเวทีโลก

 

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438564

สงครามโซเชียลมีเดีย ชี้ขาดประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สมรภูมิการต่อสู้ยกใหม่ส่อเค้าเคลื่อนย้ายไปขับเคี่ยวกันในสังคมออนไลน์แถมมีแนวโน้มจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ หลัง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีอันต้องถูกปิดตายก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

เหตุผลเนื่องมาจาก เข้าข่ายผิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 3/58 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ แถมยืนยันชัดเจนว่าหากยังฝืนดึงดันดำเนินการต่อจะเอาผิดกับแกนนำ

ทำให้ศูนย์ปราบโกงฯ ในแต่ละจังหวัดที่เริ่มทยอยเปิดตัวไปบ้างแล้วต้องพับแผนและเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวต่อไป สอดรับกับท่าทีของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่ประกาศชัดจะเดินหน้าภารกิจของศูนย์ปราบโกงฯ ต่อไปในรูปแบบต่างๆ

คุณปิดศูนย์ปราบโกงประชามติได้ คุณปลดป้ายศูนย์ปราบโกงประชามติได้ แต่ศูนย์ปราบโกงประชามติได้ไปเปิดในหัวใจประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 

ก่อนทิ้งท้ายว่า จากนี้ขอให้ติดตาม เฟซบุ๊ก “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ที่เชื่อว่าจะเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวของทางกลุ่มนับจากนี้ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เปิดกว้างขวาง เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็ว และยากจะเข้าไปควบคุมได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของทางกลุ่ม นปช.หรืออาจจะรวมถึงกลุ่มการเมืองกลุ่มด้วย ถูกสกัดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงจะสร้างปัญหา จนอาจกระทบกับเส้นทางตามโรดแมปของ คสช.ที่วางไว้ ด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเข้าไปดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

รวมไปถึงมาตรการควบคุมตัวแกนนำ ตลอดจนแนวร่วมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาปรับทัศนคติ ตามยุทธศาสตร์ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนยากเกินกว่าจะควบคุม

แม้แต่รอบนี้กับการเปิดศูนย์ปราบโกงฯ ที่เดิมทีได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แถมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังออกมาขานรับเห็นว่ายิ่งมีการร่วมตรวจสอบกับออกเสียงประชามติ ย่อมช่วยทำให้การทำประชามติโปร่งใสและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

เดิมที คสช.เชื่อว่าด้วยสถานะของศูนย์ปราบโกงฯ ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพียงแต่เป็นตัวกลางที่รับเรื่องร้องเรียนการออกเสียงประชามติ และส่งต่อไปยัง กกต.เพื่อพิจารณาชี้ขาด โดยไม่คิดว่าจะสร้างปัญหาในอนาคต

แต่เมื่อประเมินแล้วช่องทางการเคลื่อนไหวของ คสช. นอกจากจะทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังตัวในการลงพื้นที่ชี้แจงประชาชนมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังห่วงว่าจะกลายเป็นช่องทางนำไปสู่ความ
ปั่นป่วน และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของการออกเสียงประชามติในอนาคตได้

สุดท้ายศูนย์ปราบโกงฯ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ความพยายามตามเจตนารมณ์เดิมยังคงมีอยู่ต่อไป เฟซบุ๊กศูนย์ปราบโกงประชามติจึงถือเป็นช่องทางการรับเรื่องราวการทุจริตที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดต่อจากนี้

ปัญหาส่อเค้ารุนแรงเพราะช่องทางโซเชียลมีเดียยากต่อการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นข้อความจริง ข้อความเท็จ หรือข้อความที่ถูกบิดเบือน ตลอดจนการอาศัยช่องทางนี้ปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวาย

แม้จะถูกปิดก็สามารถเปิดใหม่ได้รวดเร็ว บางกรณีถึงยากจะเอาผิดได้แต่ก็สามารถสร้างกระแสปลุกปั่นหรือนำไปสู่ความวุ่นวายแบบไม่สามารถเอาผิดได้

คู่ขนานไปกับท่าทีจากฝั่งแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้ายังอาศัยช่องว่างที่ปราศจากการควบคุม พร้อมใจกันออกแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งประเมินแล้วนี่น่าจะเป็นเพียงแค่ยกแรกที่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการเคลื่อนไหว

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ออกมาชี้แจงว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีอะไร การเปิดศูนย์ดังกล่าวในแต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอไม่ได้ แล้วมาเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้นอกเหนือความคาดหมาย เพราะเขาต้องทำเพื่อสร้างกระแสให้เกิดความสนใจในสังคม

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะใน พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการระบุเจาะจงถึงการเผยแพร่เนื้อหาทางช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้แล้ว หากจะเอาผิดจริงๆ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอยู่ที่การประเมินว่าจะใช้หรือไม่ใช้ เพราะอีกมุมหนึ่งการปิดกั้นแม้กระทั่งโซเชียลมีเดียอาจทำให้เกิดกระแสตีกลับกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรง

การใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียนำเสนอข้อมูลหักล้างกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งฝั่งสนับสนุนและต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงน่าจะได้เห็นการต่อสู้กันในสนามไซเบอร์ที่จะดุเดือดยิ่งขึ้นและอาจถึงขั้นเป็นตัวชี้ขาดผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 

โหมประชานิยม ดัน”ประชามติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/438360

โหมประชานิยม ดัน"ประชามติ"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เร่งเครื่องทำคะแนนแบบเต็มสูบ กับท่าทีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งงัดสารพัดมาตรการออกมา ลด แลก แจก แถม แทบไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ไม่ให้น้อยหน้ารัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่มีนโยบายจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 15 ปี หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องเรียนฟรีที่ไม่ครอบคลุมไปถึง ม.ปลาย

คำสั่ง คสช.ที่ออกมาจึงเป็นเสมือนหลักประกันที่จะทำให้เกิดการเรียนฟรีจนถึง ม.6 นับจากนี้ต่อไปจนถึงรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง โดยเขียนชัดเจนว่า “การศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี” หมายความว่า การศึกษาตั้งแต่อนุบาล ระดับประถมศึกษา จนถึง ม.6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และให้หมายความรวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์ด้วย

พร้อมกำหนด “ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา” ครอบคลุมทั้งค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดข้อถกเถียงในอดีตเรื่องค่าเรียนฟรีแต่มีค่าใช้จ่ายๆ อื่นเพิ่มเติม

ตามคำสั่ง คสช.นี้เขียนอธิบายว่า นี่เป็นการยกระดับจากการเป็นโครงการตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” และ “มาตรการตามกฎหมาย” เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนมั่นคง และเพื่อให้สามารถจัดงบประมาณสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของ คสช.และนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ทั้งสามารถลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาและความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาความยากจน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน”

นอกจากจะช่วยกลบจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และส่งผลต่อการออกเสียงประชามติแล้ว อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ คสช.ที่ได้ใจพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากอันจะเป็นการช่วยกู้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นได้ไม่น้อย

ไม่เพียงแค่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีแผนเตรียมใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง เพื่อมาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ควบคุมผู้ปล่อยกู้นอกระบบให้คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี หากฝ่าฝืนจะมีความผิดทางแพ่งและอาญา หรือหากต้องการปล่อยดอกเบี้ยเกิน 15% ต้องมาจดทะเบียนแบบ Pico Finance ซึ่งจะปล่อยสินเชื่อคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% เท่ากับนาโนไฟแนนซ์

พร้อมเตรียมให้ทางธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิด Business Unit มาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบแบบ 24 ชม. แถมมีการตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบในทุกๆ จังหวัด มีคณะกรรมการฟื้นฟูเสริมการเพิ่มรายได้ ดึงภาคเอกชนบริษัทใหญ่ๆ มาช่วยในรูปแบบประชารัฐ ฝึกอาชีพใหม่ๆ เรียนรู้วิธีการหารายได้

สอดรับไปกับแผนที่เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนคนจนในวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค. 2559 นี้  ซึ่งจะนำไปสู่การให้สวัสดิการแห่งรัฐให้กับผู้มีรายได้น้อยประมาณ 20 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี เทียบเคียงกับรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท

ตรงนี้ยังต้องรอดูว่ามาตรการหรือสวัสดิการต่างๆ ที่จะออกมาสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยนี้จะเป็นอย่างไร ทั้งมาตรการ ลด แลก แจก แถม ที่เตรียมจะปล่อยออกมาซื้อใจรากหญ้าในเร็วๆ นี้ ยังไม่รวมกับมาตรการประชานิยมอื่นๆ ที่จะออกมาซื้อใจกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกกับมาตรการที่จะออกมาสร้างคะแนนนิยมในช่วงนี้ ประการแรก เพราะที่ผ่านมารัฐบาล คสช.สะบักสะบอมต่อเนื่องหลังอยู่บริหารประเทศมาสองปีกว่า จำเป็นต้องเร่งสร้างคะแนน

ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่นิยมปล่อยแพ็กเกจซื้อใจประชาชนในช่วงใกล้หมดวาระ เพื่อหวังผลสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ด้วยสถานะของ คสช. แม้ไม่จำเป็นต้องสร้างคะแนนล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้ง แต่การเลือกเร่งทำคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ ย่อมทำให้เส้นทางตามโรดแมปจากนี้สะดวกขึ้น รวมทั้งหากเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้าก็ยังช่วยผ่อนหนักเป็นเบา

ส่วนงานใหญ่เฉพาะหน้าอย่างการออกเสียง “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” หากบรรยากาศราบรื่น คสช.ทำงานเข้าตา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อันจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น