สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441436

สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รอยร้าวในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปลุกให้บรรยากาศการเมืองที่เคยสงบเรียบร้อย กลับมาคุกรุ่นอีกรอบ และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเส้นทางการปฏิรูป ที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากการขยับของ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ซึ่งผุดไอเดียนำคณะไปพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นจากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย เพื่อชี้แจงความคืบหน้าภาระกิจการปฏิรูป พร้อมรับฟังความคิด ข้อเสนอแนะจากพรรคการเมือง

ด้านหนึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีที่จะได้นำผลงานที่ สปท. ทำร่วมกับแม่น้ำสายต่างๆ ไปอธิบายให้ พรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบ ทั้งแนวคิด ความคืบหน้า ตลอดจนอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่พบเจอไปชี้แจงให้กับพรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบตั้งแต่ตอนนี้

เพราะพรรคการเมืองถือกลไกที่จะมารับไม้ต่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้ง การได้รับรู้รับทราบกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ตอนนี้ย่อมทำให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

แต่อีกด้านหนึ่งการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ ชวนให้เกิดความกังขาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรหรือไม่

ที่สำคัญในมุมมองจากฝั่ง คสช.แล้ว พยายามดำเนินการเต็มความสามารถเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความปั่นป่วน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนออกเสียงประชามติ

ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมา คสช.ยืนกรานไม่ผ่อนคลายกฎระเบียบเปิดช่องให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองตามที่ร้องขอ เพราะห่วงว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวาย หรือเปิดช่องให้กลุ่มป่วนหยิบมาเป็นข้ออ้างออกมาเคลื่อนไหวบ้าง

ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่พรรคการเมืองสะท้อนกลับมายัง สปท.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการถล่มปัญหาปฏิรูปที่ผ่านมา ที่อีกด้านหนึ่งย่อมถือเป็นความล้มเหลวในการทำนของ สปท.ที่ผ่านมา

หากจับ “สัญญาณ” ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าคนที่เปิดประเด็นเรื่องนี้เป็น พล.อ.ฐิติวัฒน์ กำลังเอก สปท.สายตรง คสช. ที่ตั้งคำถามกลางที่ประชุมว่าการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ เป็นมติของที่ประชุม สปท.หรือไม่

“ขณะนี้พรรคการเมืองไม่สามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงไม่ทราบว่าการไปกันจะมีประโยชน์อย่างไร ประเทศต้องมีความศรัทธาและระเบียบวินัย เพื่อไม่ให้สังคมล่มสลายและต้องมีธรรมาภิบาล มีความจริงใจในการปฏิบัติงาน”

ก่อนจะซ้ำอีกดอกโดย เสรี สุวรรณภานนท์ ที่จุดประเด็นการนัดทูตานุทูตมารับฟังความคืบหน้าการปฏิรูปเป็นครั้งที่ 3 ที่เห็นว่าถี่เกินไป พร้อมพุ่งเป้าไปที่อลงกรณ์ ในฐานะผู้บรรยาย พร้อมย้ำ “แผลเก่า” ตั้งคำถามว่าการจัดงานครั้งนี้ได้หารือกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.หรือไม่

ก่อนที่สุดท้าย ร.อ.ทินพันธุ์ จะสั่งยกเลิกงานนี้กลางที่ประชุมแบบกะทันหัน ที่ตอกย้ำรอยร้าวที่เกิดขึ้นใน สปท.ที่มีการงัดข้อกันอยู่กลายๆ

พ่วงประเด็นคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต่อ สปท. หรือตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างพรรคการเมืองหรือไม่ เมื่อที่ สปท.ทำไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พยายามสร้างเครือข่าย จัดเลี้ยง แจกของ นี่คือการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่ สปท.พึงทำหรือไม่

หลายกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าชนวนที่มาของปัญหาอาจเป็นการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง โดยเป้าใหญ่หนีไม่พ้นอลงกรณ์ที่ถูกมองว่าทำงาน “ออฟไซด์” ประธาน สปท.

จนนำมาสู่การเตะสกัดขากันเองจนสะท้อนออกมาเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่ที่สั่นคลอนทั้งความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายเหลือเวลาทำงานอีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระ ควรจะสมัครสมานสามัคคีเร่งผลักดันการปฏิรูปให้เดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทาง

แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะหลายคนแย่งทำผลงานให้เข้าตา คสช.

เมื่อเป้าใหญ่เวลานี้หลายคนมองข้ามช็อตไปถึงตำแหน่ง สว.ในอนาคต ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มาจากการแต่งตั้ง พ่วงด้วยอำนาจที่เต็มไม้ เต็มมือ มีวาระการดำรงตำแหน่งหลายปีชัดเจน

ดีกว่าการมานับถอยหลังรอหมดวาระในตำแหน่ง สปท.เพียงอย่างเดียว

รอยร้าวที่เกิดขึ้นตอกย้ำสภาพปัญหาที่มาตั้งแต่ต้น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การทำงานที่ผ่านมานอกจากไม่เข้าขาจนยากจะร่วมกันผลักดันการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้เดินหน้าจนสำเร็จลุล่วงไปตามแผน แล้วยังทำให้เกิดปัญหาย่ำแย่กว่าเดิม

แถมสะท้อนให้เห็นว่าอนาคตทิศทางการปฏิรูปประเทศจะเป็นเช่นไร

 

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441432

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 140 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “ระบบพรรคการเมือง” ตามขั้นตอนจะมีการส่งรายงานให้กับคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยรายงานดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปฏิรูปพรรคการเมืองโดยตระหนักว่าพรรคการเมืองคือสถาบันสำคัญที่เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้กับพรรคการเมืองจากสมาชิกและประชาชนในวงกว้าง

สมาชิกพรรคการเมืองชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายปีไม่เกิน 200 บาท และให้รัฐมีมาตรการสร้างแรงจูงใจโดยการอุดหนุนเงินเพิ่มเติมให้แก่พรรคการเมืองอีกหนึ่งเท่าของค่าธรรมเนียมที่สมาชิกแต่ละรายชำระ นอกจากนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลมีสิทธิบริจาคเงินให้พรรคการเมืองได้ไม่เกิน 5% ของรายได้พึงประเมินและสามารถนำจำนวนเงินที่บริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง

พรรคการเมืองขนาดเล็กพึงได้รับการพิจารณารับเงินสนับสนุนเพื่อวัตถุประสงค์การพัฒนาพรรคการเมืองจากหน่วยงานหรือองค์กร ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมหรือสนับสนุนพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

2.ปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมือง โดยทำให้ประชาชนให้ความสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองระดับบริหาร อาทิ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องประพฤติตนเป็นบุคลากรแบบอย่าง ต้องประพฤติตนอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย กล้าหาญ ตรวจสอบได้ ถือเป็นบุคลากรแบบอย่างที่จะสร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีให้เกิดกับพรรคการเมือง

สมาชิกพรรคการเมืองและผู้บริจาคให้พรรคสามารถร่วมกันเข้าชื่อ 50 คน เพื่อเสนอการพิจารณาเรื่องความผิดหรือความบกพร่องด้านคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกพรรคในระดับบริหารและสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อกรรมการบริหารพรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาโทษโดยเร็ว และเปิดเผยตามระเบียบที่พรรคการเมืองได้กำหนดขึ้นโดยมีมาตรการถึงการขับออกจากพรรค โดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกพรรคการเมือง

การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ให้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นพึงเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) เพื่อเป็นการคัดกรองและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งก่อนนำเสนอเพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลาง พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

ผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ต้องดำเนินการตามข้อบังคับต่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ดังนี้ (1) แสดงแบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี (2) แสดงเจตจำนงเพื่อประกาศให้สมาชิกพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งทราบล่วงหน้า 1 ปี (3) ผ่านการฝึกอบรมการเป็นนักการเมืองตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด

3.ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ต้องยึดหลักความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการกำหนดการบริหารและการดำเนินการได้อย่างแท้จริง

กรรมการบริหารพรรคต้องประกอบด้วยตัวแทนที่ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคจากแต่ละภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 คน พรรคการเมืองพึงคัดเลือกเสนอบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองและคณะกรรมาธิการต่างๆ โดยมติของกรรมการบริหารพรรค

4.ปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีพันธสัญญาประชาคมโดยนโยบายของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการนำเสนอนโยบายที่ได้รับการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงรอบด้าน และนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ

พรรคการเมืองต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้เกิดกับสมาชิกพรรคการเมืองและประชาชนทั่วไป ด้วยการนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องมีแนวทางในการนำนโยบายของพรรคไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

5.ปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องเสนอการใช้งบประมาณของพรรคต่อที่ประชุมใหญ่พรรค ให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของพรรคการเมืองได้ บัญชีรายรับรายจ่ายของพรรค ต้องเปิดเผยและได้รับการตรวจสอบจากสมาชิกพรรคได้โดยง่าย ระบบการตรวจสอบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีต้องเทียบเคียงได้รับการตรวจสอบบัญชีบริษัทมหาชน

ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายของพรรคการเมืองอย่างจริงจัง คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบจะต้องมีการตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวด

ห้ามมิให้ยุบพรรคการเมือง เว้นแต่พรรคการเมืองที่กระทำความผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายความมั่นคงของชาติตามที่กฎหมายบัญญัติ

ขณะเดียวกัน ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายในพรรค ให้การดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ และให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นพรรคการเมืองของประชาชน และมีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง

 

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441179

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแส “เซตซีโร่” ล้างบางพรรคการเมืองกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ล่าสุดเมื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาจุดประเด็นตั้งข้อสังเกตในทำนองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติและมีกฎหมายลูกก็ต้องมีการตั้งพรรคการเมืองกันใหม่

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ผ่านมากระแสเรื่องการสลายขั้วพรรคการเมืองนั้น ถูกพูดถึงเป็นระยะมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร โดยอาศัยจังหวะช่วงออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตั้งพรรคการเมืองเป็นการล้างไพ่ และเปิดให้มีการจดทะเบียนพรรคใหม่ทั้งหมด

ด้วยการหยิบยกเหตุผลเรื่องความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง และหวังว่าวิธีนี้จะเป็นปัจจัยช่วยสลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาให้ลดน้อยถอยลงไป ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้ากลับไปสู่วังวนเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครให้ความชัดเจนได้ว่าสุดท้ายทุกอย่างจะเดินไปทางไหน

ท่าทีจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายขั้นตอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.จะยกร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ มี 4 ฉบับ ที่จำเป็นแก่การเลือกตั้ง คือ กฎหมายเลือกตั้ง สส. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกฎหมายว่าด้วยการสรรหา สว. ส่วน 6 ฉบับที่เหลือ จะทยอยดำเนินการได้

“เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองผมไม่ทราบเจตนารมณ์เนื่องจากไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ ทุกวันนี้ทุกคนพูดเรื่องรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือ ไม่ผ่านก่อน”

ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี เองก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ตอบคำถามเรื่องการสลายพรรคการเมืองว่า “บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของผม ไม่ได้บอกว่าเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเขียนว่าผมยืนยัน”

สร้างความกังวลให้กับบรรดาพรรคการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตตัวเองว่าจะคิดอ่านเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ท่าทีของพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงนี้จึงเสมือนเป็นการ “ดักคอ” สกัดไม่ให้เกิดการสลายขั้วทางการเมืองตามที่มีสัญญาณออกมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจออกมาแสดงท่าทีความชัดเจน

อีกด้านยังหวังผลไปถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ มีชัย ออกมาพูดถึงการจุดประเด็นเรื่องนี้ว่า “เขาพยายามหาทุกวิถีทางที่จะโทษร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อหาไม่เจอก็สร้างขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ต้องพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่าไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ”

แต่จุดใหญ่ที่พรรคการเมืองห่วงมากที่สุด คือการเปิดกว้างให้เกิดการย้ายพรรค รวมถึงการตั้งพรรคใหม่ได้อย่างเสรี นอกจากจะทำให้เกิดความปั่นป่วนกระทบกับเสถียรภาพของพรรคการเมืองแล้ว ยังกระทบต่อไปถึงฐานเสียงและเก้าอี้ สส.ในอนาคตด้วย

ไม่เพียงแต่พรรคเพื่อไทยที่ห่วงกันว่า นี่เป็นหนึ่งปฏิบัติการตัดตอนย่อส่วน สกัดไม่ให้ได้รับคะแนนเลือกตั้งกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้อีก

อีกด้านประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดการแพแตกไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย จนต้องรีบออกมาดักคอ

ตามที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกคำพูดของ มีชัย มาตอกย้ำการันตีไปถึงอนาคตว่าไม่มีเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามใดๆ ที่จะให้พรรคการเมืองจดทะเบียนใหม่มีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้พรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองหลายล้านคนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนการสมัครมากพอสมควร ยังมองไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ที่จะได้จากการจดทะเบียนพรรคใหม่ ในทางตรงกันข้ามอาจถูกทำให้มองได้ว่าต้องการสลายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทำให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้อ่อนแอมากกว่า และสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ซึ่งย่อมไม่เกิดผลดีต่อการเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้แต่อย่างใด”

สอดรับไปกับท่าทีของหลายฝ่ายที่แสดงความเป็นห่วงว่า การสลายขั้วพรรคการเมืองอีกด้านหนึ่งอาจยิ่งตอกย้ำเรื่องการเปิดประตูสืบอำนาจ คสช.ในอนาคต

เมื่อพรรคการเมืองอ่อนแอการเข้าไปแทรกแซงย่อมทำได้ง่ายยิ่งในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ ร่วมกับกลไกที่ออกแบบมาในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะบทเฉพาะกาล ตามที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ ทั้ง เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก เชื่อมโยงไปถึงเรื่องสว.สรรหา

ทั้งหมดทำให้พรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอสกัดแนวคิดเรื่องเซตซีโร่ไม่ให้นำไปสู่การปฏิบัติ

 

ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441113

ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

วันนี้เราจะทำอะไรต้องเกรงใจประชาชน คิดแย่งอำนาจกันวันที่ประชาชนยากลำบาก สู้กันจนบ้านเมืองพังทลาย แล้วยังคิดแย่งอำนาจต่อ คิดแบบนี้ในมิตินี้ดิฉันไม่เอา ไม่คิดจะทำ ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองไม่คิดแข่งมีอำนาจวาสนา ควรคิดสร้างบ้านสร้างเมือง

-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ 3 ก.ค. 59

สัมภาษณ์พิเศษ : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

 

ตั้งศูนย์คุมประชามติ อุ้มร่างรธน.ฝ่าแรงต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440995

ตั้งศูนย์คุมประชามติ อุ้มร่างรธน.ฝ่าแรงต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน ก.ค. 2559 นับว่าเป็นช่วงสำคัญในทางการเมือง โดยนับจากวันนี้ไปจะเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน ก่อนถึงวันลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โค้งสุดท้ายประชามติ”

จับสัญญาณกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่ปรากฏให้เห็นระหว่างรอยต่อเดือน มิ.ย.และเดือน ก.ค.ต่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รวมไปถึงกลุ่มภาคประชาสังคมและประชาชน ได้ลงมือใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับมีการตอบโต้กันไปอย่างดุเดือด

เช่นเดียวกับ พรรคการเมือง แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น แต่ก็ยังไม่เปิดหน้าชนเท่าไหร่นัก มีเพียงแค่การเสนอไอเดียให้แกนนำพรรคการเมืองหันหน้าเข้ามาคุยกัน โดยเป็นแนวความคิดของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก เพราะฝ่ายการเมืองยังคงต่างตั้งเงื่อนไขกันอยู่

ส่วนฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำประชามติโดยตรงอย่าง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) และ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ก็มีสภาพที่เจอกับแรงกดดันไม่ต่างกัน ในฐานะมีหน้าที่อบรมวิทยากรและอาสาสมัคร (ครู ก. ครู ข. และ ครู ค.)

การอบรมที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีปัญหาเพราะทุกเวทีที่ทั้ง กรธ.และ กกต.ไปนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย แต่ยังขาดตัวชี้วัดว่าการอบรมดังกล่าวสำเร็จในลักษณะที่อาสาสมัครสามารถถ่ายทอดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละครัวเรือนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้กำลังเกิดการต่อสู้จนเกิดการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างรุนแรงด้วยแล้ว ส่งผลให้ กรธ.และ กกต.ต้องกุมขมับอยู่ไม่น้อย

“ยอมรับว่าปัจจุบันมีวิชามารจำนวนมาก เพราะมีการนำบทบัญญัติที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมาใส่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วบอกว่าจะตายแน่แล้ว ซึ่งฟังแล้วดูงง” ท่าทีจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามผ่านการตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล อธิบายว่า “มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุที่จะนำไปสู่ความไม่สงบ สนับสนุนให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่ 3 ระยะ ก่อนวันออกเสียงประชามติ 1 ก.ค.- 6 ส.ค. 2559 วันออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 และหลังวันออกเสียงประชามติ 8-10 ส.ค. 2559 หรือจนกว่าจะเรียบร้อย”

ส่วนโครงสร้างของศูนย์ ประกอบด้วย ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการ และมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ 3 ภารกิจหลัก คือ ด้านการบริหารจัดการ เช่น จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ฯลฯ ด้านการข่าว เสาะหาข่าวที่บิดเบือนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ และด้านการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

จังหวะของการตั้งศูนย์ของรัฐบาลครั้งนี้ สังเกตให้ดีจะพบว่าเกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

คำวินิจฉัยของศาลในกรณีนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น จากเดิมที่อยู่ในภาวะแทงกั๊ก เพราะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อปัญหาทางกฎหมายได้ข้อยุติ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่เพื่อควบคุมสถานการณ์

นับจากนี้ไป คสช.และรัฐบาลจะใช้ศูนย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการประชามติ และส่งมอบให้ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการทำประชามติดำเนินการตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลมองว่าหากให้ กกต.แบกภาระทั้งการหาข้อมูลและดำเนินคดี จะทำให้ กกต.รับศึกหนักเกินไปจนทำให้ กกต.ไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม ทางที่ดีงานฝ่ายความมั่นคงควรยื่นมือมารับงานด้านการข่าวด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นอกจากจะเป็นสอบถามฉันทามติของประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อีกนัยหนึ่งเหมือนกับการสอบถามความชอบธรรมของ คสช.จากประชาชน ดังนั้น คสช.ต้องระดมทรัพยากรที่ตัวเองมีเพื่อผ่านศึกสำคัญไปได้

 

เฉลิมยกสารพัดกม. สกัด‘วิชา’สอบคดีเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440619

เฉลิมยกสารพัดกม. สกัด‘วิชา’สอบคดีเยียวยา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองนาทีนี้ ต้องตามกันไม่กะพริบเพราะยังคุกรุ่นตลอดเวลา ยิ่งใกล้ช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. การเคลื่อนไหวแสดงออก การเรียกร้องสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะมีหนักหน่วงขึ้น ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงงัดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาควบคุม ถึงตอนนี้อะไรก็ย่อมอาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยกังวลอย่างหนักคือ เกรงจะมีการเร่งงัดคดีความต่างๆ มาจัดการพรรคเพื่อไทยให้สิ้นซาก นอกจากนี้คดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังมีคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมถึงคณะรัฐมนตรี รวม 36 ราย กรณีจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (พ.ศ. 2548-2553) โดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ และเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องของตนเอง

ทั้งนี้ คดีเยียวยาดังกล่าว “วิชา มหาคุณ” ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ในขณะนั้น เป็นหัวเรือใหญ่ในการสอบสวนเอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากพรรคเพื่อไทย ที่เกรงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจาก “วิชา” มีอคติ แต่เรื่องนี้คาราคาซังอยู่ใน ป.ป.ช. เมื่อ “วิชา” ต้องพ้นจากกรรมการ ป.ป.ช.ไป

ล่าสุด ทาง ป.ป.ช.ได้ตั้ง “วิชา” กลับมาเป็นอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้อีก และเมื่อพรรคเพื่อไทยล่วงรู้ ก็ได้ออกมาคัดค้าน เพราะมองว่า นี่จะเป็นคดีสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ที่ คสช.จะใช้ล้างบางพรรคเพื่อไทย โดยการถอดถอนอดีตคณะรัฐมนตรียกพวง โดยการตัดสิทธิทางการเมือง

งานนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหอก ร้องคัดค้านการตั้ง “วิชา” กลับมาทำคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 20 และ 27 มิ.ย.นี้ โดยมีเหตุผล ประเด็นและข้อกฎหมาย ที่น่าสนใจดังนี้

คำร้องระบุว่า ตามที่ประธานและคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว โดยมี “วิชา” เป็นประธานนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที ได้ยื่นฟ้องคณะอนุกรรมการไต่สวนที่ “วิชา” นั่งเป็นประธานมาก่อนหน้านี้ เป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้วในวันที่ 17 ส.ค. 2558

การยื่นฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีมีเหตุสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ตาม พ.ร.บ.วิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงทั้ง 11 คน จึงตกเป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.  2554 มาตรา 46 (3) ประกอบมาตรา 43 วรรคท้าย ซึ่งห้ามมิให้คณะอนุกรรมการที่ถูกฟ้องทำหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการและเป็นเหตุในลักษณะคดี

เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ตกเป็นผู้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา คณะอนุกรรมการไต่สวนจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้อีก เพราะเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2554 มาตรา 46 (3) อันจะทำให้การไต่สวน
ข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและขาดความยุติธรรม

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (1) เป็นคู่กรณีเอง แม้แต่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการคัดค้านผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีไว้ใน มาตรา 11 และมาตรา 12 ซึ่งบัญญัติว่า “มาตรา 11 เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิจารณาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้น อาจถูกคัดค้านได้ ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้พิจารณานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น

ส่วนมาตรา 12 เมื่อศาลใดมีผู้พิพากษาแต่เพียงคนเดียว ผู้พิพากษานั้นอาจถูกคัดค้านด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตราก่อนนั้นได้หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป

จึงเห็นได้ว่า ในกระบวนการยุติธรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา การสอบสวน หรือการไต่สวนใดๆ ได้มีบทกฎหมายบัญญัติเจตนารมณ์แห่งความเป็นกลางของผู้พิจารณา ผู้สอบสวน ผู้ไต่สวนซึ่งเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ทุกฝ่าย

ดังนั้น การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้ง “วิชา” เป็นอนุกรรมการในการไต่สวนในกรณีนี้นั้น เห็นได้ชัดว่า “วิชา” เป็นผู้ที่เคยสอบสวนและพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหามาแล้วครั้งหนึ่งในฐานะประธานอนุกรรมการ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้ง “วิชา” กลับเข้ามาเป็นอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องเดียวกันอีก จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันยังขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้ตั้งบุคคลที่เคยสอบสวน หรือพิจารณาในเรื่องเดียวกันนี้มาก่อนเป็นอนุกรรมการไต่สวน และเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 46

ดังนั้น คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 627/2559 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2559 จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 46 และเพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกต้องตรงความเป็นจริง ตามเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อเป็นการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการไต่สวนข้อเท็จจริง จึงขอยื่นคำคัดค้านการแต่งตั้ง “วิชา” เป็นอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ต้องดูว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาทบทวนสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิม คัดค้านหรือไม่ คดีนี้จะเป็นหนังยาวเพียงใด อีกไม่นานรู้กัน

 

ดาบสองคม คุมเข้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440617

ดาบสองคม คุมเข้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่ามาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ช่วยให้การทำงานของแม่น้ำ 5 สายไหลเดินหน้าได้สะดวกมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกมาอย่างที่เห็นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. การทำประชามติอาจต้องสะดุดลงในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เช่น ถ้าเป็นกรณีร้ายแรงสุดอย่างการวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ต้องตกไปทั้งฉบับ เท่ากับว่าคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา แบบนี้ย่อมส่งผลให้การทำประชามติต้องเลื่อนจากวันที่ 7 ส.ค. ออกไปจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้

แต่เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคุณต่อการทำประชามติ กระบวนการทุกอย่างจึงเดินหน้าแบบเต็มกำลัง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับการให้มาตรา 61 วรรคสอง มีผลในทางกฎหมายต่อไป ช่วยให้การควบคุมการออกเสียงประชามติของฝ่ายความมั่นคงเป็นไปด้วยความสะดวกมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้เกิดภาวะชะงักงัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีอำนาจตามกฎหมายเต็มที่หรือไม่

แน่นอนว่าจากนี้ไป ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายความมั่นคงจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่เริ่มแสดงปฏิกิริยาตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์

การควบคุมการทำประชามตินั้นรัฐบาลไม่ได้มีเพียงเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นเครื่องมือเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 รวมไปถึงประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร โดยกฎหมายทั้งสามดังกล่าวต่างมีโทษหนักพอสมควร

กฎหมายประชามติ กำหนดบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีก็ได้ แต่ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

กฎหมายคอมพิวเตอร์มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับกรณีที่ผู้ใดเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

กฎหมายทั้งสามฉบับครอบคลุมพอกับการควบคุมฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เคลื่อนไหวในเชิงที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

สถานการณ์เช่นนี้ คสช.มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ทรัพยากรที่ตัวเองเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าการประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถามประชาชนยอมรับกับการทำงานของ คสช.หรือไม่ไปในตัว

แม้บิ๊กๆ ใน คสช. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมทั้งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะออกตัวว่าต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ไม่เกี่ยวกับ คสช. เพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ในทางปฏิบัติต้องไม่ลืมว่า คสช.เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดและทำหน้าที่ตั้งกรธ.ขึ้นมา ซึ่งฝ่ายตรงข้ามย่อมมองว่า คสช.ไม่อาจหนีความรับผิดชอบไปได้

ทางเดียวที่ คสช.จะหลุดจากข้อกล่าวหานี้ได้ คือ การทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

อย่างไรก็ตาม การมีอาวุธคุมการทำประชามติแบบครบมือจะเป็นประโยชน์แก่ คสช.ฝ่ายเดียว ยิ่งคสช.บังคับใช้กฎหมายแบบเข้มงวดเกินความจำเป็นมากเท่าไร ย่อมเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

วาทกรรมที่อ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบไม่มีความชอบธรรมย่อมถูกผุดขึ้นมาอีกมาก ด้วยการอ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะการควบคุมไม่ให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เสมือนหนึ่งเป็นการชกข้างเดียวของฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น อำนาจที่มีในมือที่มีอย่างสมบูรณ์ตอนนี้ ไม่ต่างกับดาบสองคมที่พร้อมจะสร้างประโยชน์และสร้างปัญหาในอนาคต

 

ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440400

ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้รับการโหวตจากประชาคมโลก ในที่ประชุมสมัชชาประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี แทนตำแหน่งที่ครบวาระรวม 5 ตำแหน่งจาก 4 ภูมิภาค

ประกอบด้วย ภูมิภาคแอฟริกา ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างละ 1 ที่นั่ง และภูมิภาคยุโรปตะวันตก 2 ที่นั่ง ซึ่งไทยได้ลงสมัครเลือกตั้งด้วยในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคู่แข่งที่ลงชิงในภูมิภาคเดียวกัน คือ ประเทศคาซัคสถาน โดยทั้งไทยและคาซัคสถาน ไม่มีประเทศใดได้คะแนนถึง 2 ใน 3 จึงต้องนับคะแนนกันถึง 2 ครั้ง จนในที่สุดปรากฏว่า คาซัคสถานได้คะแนน 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซัคสถานได้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีในสัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา และอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มองว่า ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเมืองระหว่างประเทศของไทยอ่อนด้อยมาก ต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ภายในประเทศต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาประชาคมโลก ยังมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเปิดกว้างเรื่องประชาธิปไตยอยู่ย่อมส่งผลต่อการโหวตเลือกหรือไม่เลือกประเทศไทย

“ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนว่า นโยบายการต่างประเทศไทยอ่อนด้อยมาก ไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศเป็นการใหญ่ ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์แก่ประชาคมโลกว่าประเทศไทยเป็นชาติผู้นำเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” บุญแทน กล่าว

บุญแทน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนหลายเรื่อง อาทิ ไทยถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีเฝ้าระวังด้านการค้ามนุษย์ หรือเทียร์ 3 หรือสหภาพยุโรปให้ใบเหลืองปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู หรือเรื่องล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) ถูกปรับลดจากสมาชิกภาพเต็มสถานะเป็น “ผู้สังเกตการณ์” จากการประเมินโดยคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (ไอซีซี) จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สิทธิมนุษยชนไทยในสายตาประชาคมโลก

การที่ไทยไม่ได้รับการโหวตในยูเอ็นเอสซีครั้งนี้ มีเค้าลางความพ่ายแพ้มาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว ในตอนนั้นไทยแพ้คะแนนโหวตให้เป็นสมาชิกใหม่ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชอาร์ซี เมื่อปี 2557 จากจำนวน 15 ประเทศ ผลปรากฏว่า ประเทศที่ได้ที่นั่งในโควตา 4 ที่นั่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ 1.อินเดีย ได้คะแนนรับรองมากที่สุด 162 เสียง 2.อินโดนีเซีย 152 เสียง 3.บังกลาเทศ 149 เสียง และ 4.กาตาร์ 142 เสียง ขณะที่ไทยได้รับการรับรอง 136 เสียง

อย่างไรก็ตาม ไทยเคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ในวาระปี 2553-2556 โดยในครั้งนั้นได้รับคะแนน 182 เสียง เป็นอันดับ 2 จาก 14 ประเทศ ดังนั้นไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาคมโลก

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เหตุผลที่ไทยไม่ได้รับการรับเลือกตั้งในครั้งนี้ คงหลีกหนีไม่พ้นว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองและการปกครองของประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในวิกฤตความขัดแย้งและลักษณะการปกครองของไทย ที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของยูเอ็น เพราะเป็นประเด็นที่ยูเอ็นใช้พิจารณาและตัดสินใจไม่มากก็น้อยเพราะมาตรฐาน หรือคุณภาพในการคัดเลือกสมาชิกของยูเอ็นต้องได้รับการยอมรับคือ ยึดหลักการเรื่องประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การที่ไทยจะได้รับการเลือกหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ผลการคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นกระจกเงาสะท้อนว่าไทยต้องเร่งดำเนินการให้กลับคืนสู่ความเป็นสากล และสอดคล้องกับหลักการยูเอ็น เรื่องประชาธิปไตยอันเป็นหลักสากล ซึ่งถือเป็นตัวตั้งและโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไขหรือปรับตัว ดังนั้นจึงไม่ควรไปจมปลักอยู่กับความเจ็บแค้นว่า ทำไมไทยถึงไม่ได้รับการรับเลือก แต่ไทยต้องเร่งพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ในสังคมมากขึ้นยิ่งๆ ไป

“ไทยไม่ควรไปจมอยู่กับว่า ทำไมเขาไม่โหวตเรา แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักสากลให้เป็นประเทศที่พัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความไม่เป็นธรรมให้ได้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า” นพ.นิรันดร์ กล่าว

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดทั้งจีนหรือรัสเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโดยตลอด แต่กลับไม่ลงคะแนนโหวตสนับสนุนไทย เพราะจีนและรัสเซีย มีผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับคาซัคสถานมากกว่า เพราะคาซัคสถานเป็นสมาชิกสำคัญในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และ อุซเบกิสถาน แน่นอนประเทศจีนและรัสเซีย จึงเลือกข้างที่ให้ผลประโยชน์แก่ตัวเองมากกว่า

ดังนั้น การที่มีบางฝ่ายอ้างว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงเป็นเหตุผลทำให้ไทยไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วผลประโยชน์ระหว่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนและรัสเซีย ย่อมสำคัญมากกว่าปัญหาการเมือง

 

ปลดล็อกประชามติ ติดปีกฝ่ายความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440397

ปลดล็อกประชามติ ติดปีกฝ่ายความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากอึมครึมมาหลายสัปดาห์ ในที่สุดเมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.บัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

ย้อนกลับไปดูเนื้อหาของมาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

โดยโทษของการกระทำความผิดตามมาตรา 61 วรรคสองจะมีฐานเท่ากับว่าการก่อความวุ่นวาย ซึ่งแบ่งบทลงโทษออกเป็นสองลักษณะด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ได้เป็นคณะบุคคล จะต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ 2.ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนด 10 ปี

จากเนื้อหาของบทบัญญัติดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 หรือไม่ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมองในมุมหนึ่งว่ามาตรา 61 วรรคสอง อาจเสี่ยงต่อการขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันและรับรองการมีอยู่ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ทุกประการเทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

ทั้งนี้ ในเอกสารแถลงข่าวของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการระบุเหตุผลว่าเหตุใดศาลรัฐธรรมนูญถึงวินิจฉัยเช่นนั้น แต่ถ้ามองถึงหลักการวินิจฉัยคำร้องที่เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติกฎหมายสำคัญต่างๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมักจะวินิจฉัยให้ผ่านบ่อยครั้ง เว้นแต่กฎหมายบางฉบับจะมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับกระบวนการในการตราและการพิจารณาในสภา

ดังจะเห็นได้จากกรณีให้เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานศาลยุติธรรม ศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

น้อยครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้กฎหมายบางฉบับขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาทที่ต้องตกไปเพราะเป็นการจัดทำกฎหมายการเงินที่ไม่เป็นไปตามหลักการจัดทำงบประมาณแผ่นดินตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนด หรือในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว. ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพราะมีสมาชิกรัฐสภาลงคะแนนแทนกัน

สำหรับกรณีของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เท่ากับทุกอย่างจบแล้ว กระบวนการการจัดออกเสียงประชามติจะต้องดำเนินการต่อไป

นับจากนี้ไปต้องจับตาท่าทีของฝ่ายความมั่นคงแบบห้ามกะพริบตา

การคงอยู่ต่อไปของมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางฝ่ายความมั่นคงสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ จากเดิมที่ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่ เนื่องจากที่ผ่านมาอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ฝ่ายความมั่นคงจะพยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้แคบมากที่สุด เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายต่อต้านถูกบีบค่อนข้างหนัก จนต้องหลบไปใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารกับมวลชนและกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายความมั่นคงจะมีแต่มาตรา 61 วรรคสองเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมประชามติด้วย ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

อาจเรียกได้ว่าศึกชิงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งเริ่มลั่นกลองรบหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แต่จากนี้ไปจะเป็นของจริงที่มีการเดิมพันสูงแบบที่ใครคาดไม่ถึง

 

ยกสุดท้าย นปช. เปิดหน้าแลกหมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440161

ยกสุดท้าย นปช. เปิดหน้าแลกหมัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ยกสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเครือข่ายพร้อมใจกันออกมาโชว์ลีลา “เปิดหน้าแลกหมัด” แบบไม่ห่วงโดนสวนกลับ

เรียกได้ว่าเป็นการเปิด “เกมรุก” อาศัยทุกช่องทางที่พอจะเคลื่อนไหวได้ ภายใต้กรอบกติกาที่ถูกควบคุมโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ก่อนหน้านี้ นปช.วางกลไกสำคัญด้วยการเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อเกาะติดการลงพื้นที่ชี้แจงรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

ท่ามกลางข้อกังขาว่าจะเป็นการ “กดดัน” การทำงานของฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ อีกด้านหนึ่งยังอาจเป็นการจุดชนวนถล่มความน่าเชื่อถือของประชามติ

แม้จะไม่มีพลังเพียงพอถึงขั้นทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องสะดุด แต่สามารถใช้เป็น “หัวเชื้อ” ที่จะหยิบไปขยายผลทำลายความชอบธรรมร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

แถมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญเช่นนี้ การปล่อยให้เกิดแรงกระเพื่อมย่อมไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของ คสช. เพราะถึงศูนย์ปราบโกงประชามติจะไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดความผิดได้ แต่การส่งเรื่องความผิดปกติในแต่ละพื้นที่ขึ้นมายังส่วนกลางเพื่อขยายผลและดำเนินการเข้าสู่กลไกกฎหมาย ย่อมมีแต่จะทำลายทั้งความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญและความน่าเชื่อถือของ คสช.

ไม่แปลกที่ คสช.จำต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองสั่งปิดศูนย์ปราบโกงในเวลาต่อมา

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคย “ไฟเขียว” ให้กลุ่มเสื้อแดงเปิดศูนย์ได้ทั่วประเทศ แถมเสียงเห็นดีเห็นงามจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เชื่อว่าการมีฝ่ายอื่นมาร่วมตรวจสอบการทำประชามติจะยิ่งเพิ่มความ “ชอบธรรม” และความ “ศักดิ์สิทธิ์” ให้กับร่างรัฐธรรมนูญ

ตอกย้ำว่า คสช.ไม่ประมาทกับพลังการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ที่ออกมาเคลื่อนไหวรอบนี้

จะเห็นว่าหลังสั่งปิดศูนย์ปราบโกงแล้ว ยังไล่บี้แกนนำ นปช. ต่อด้วยการตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีที่ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกง และนัดแกนนำทั้งหมดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปรามในวันที่ 30 มิ.ย.นี้

การกระชับอำนาจของ คสช.เล่นเกมหนักกับ นปช.รอบนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการหวังผลสะกดการเคลื่อนไหวที่เชื่อว่าจะมีต่อมาเรื่อยๆ นับจากนี้

อย่าลืมว่าแกนนำแต่ละคนไล่มาตั้งแต่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ล้วนแต่มีชนักปักหลังหลายคดี ได้รับการประกันตัวออกมาภายใต้เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง หากบุ่มบ่ามทำอะไรเช่นนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้มีผู้ร้องถอนประกันได้ในอนาคต

ทว่าจากท่าทีการเคลื่อนไหวรอบนี้ของแกนนำ นปช. ต้องเรียกว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของ คสช. อย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นจากการเปิดหน้าแลกหมัดต่อเนื่อง ทั้งการเคลื่อนไหวผ่านศูนย์ปราบโกงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่อไป

ยิ่งภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ออกมา “กรุยทาง” เปิดเฟซบุ๊กไลฟ์เชียร์ร่างรัฐธรรมนูญ

บรรดาแกนนำ กปปส.ต่างใช้ “ข้ออ้าง” ตรงนี้เปิดเกมรุกออกมาแสดงความเห็นคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญผ่านช่องทางเดียวกัน แบบพร้อมเพรียงแถมยังจะขยายวงต่อไปเรื่อยๆ

สอดรับไปกับท่าทีของอดีต สส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัวยืนยันจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

อีกด้านหนึ่ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. เตรียมเปิดรายการพิเศษ ชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์พีซทีวี คู่ขนานไปกับรายการของคณะ กกต. จำนวน 13 ครั้ง เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันที่ 1 ก.ค.นี้

ถือเป็นการยอมเสี่ยง “เดิมพัน” ด้วยอนาคตของสถานีพีซทีวี ที่คาดว่าจะถูกปิดมาหลายรอบ

การเปิดหน้าแลกหมัดของ คสช.รอบนี้ เพราะรู้ดีว่านี่เป็น “โอกาส” ที่ไม่ได้จะมีบ่อยนัก เมื่อการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายย่อมเห็นดีเห็นงาม และควรปล่อยให้เคลื่อนไหวได้อิสระ  ดังจะเห็นท่าทีดึงองค์การระหว่างประเทศร่วมมากดดัน คสช.อีกทางหนึ่ง

อีกด้านสถานการณ์เช่นนี้ยังช่วย “เลี้ยงกระแสมวลชน” ที่อ่อนกำลังไปนานหลังรัฐประหารให้กลับมารวมตัวเข้มแข็งอีกครั้ง  เผื่อไว้ในวันที่อาจจำเป็นต้องระดมมวลชน

มองข้ามช็อตไปหลังประชามติ การรีบขยับของ นปช. ยังเสมือนเป็นการเริ่มต้นออกเสียงล่วงหน้า ไม่ให้ฐานเสียงในพื้นที่ต้องไขว้เขวไปกับนโยบายลดแลกแจกแถมของ คสช.ที่กำลังจะออกมา

นี่ทำให้ นปช.ต้องยอมเปิดหน้าแลกหมัดในยกสุดท้ายที่ไม่มีอะไรจะต้องเสีย