ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443098

ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่เคยเป็นปัญหาภายในของสภา ปรากฏว่าทำไปทำมาได้ลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 40/2559 เพื่อยุติกระบวนการสรรหาบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกองค์กรอิสระที่ถูกยกเลิกนั้น ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แม้เหตุผลของการมีคำสั่งดังกล่าวจะอ้างไปถึงการรอให้มีผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาชัดเจนก่อน เพื่อให้การเลือกองค์กรอิสระไปยึดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แท้จริงแล้วสาเหตุของการใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้ คือ ต้องการยุติการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของ สนช.ครั้งล่าสุดได้เกิดปัญหาใหญ่ เมื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ซึ่งผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา โดย สนช.มีมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบ 66 คะแนนเท่ากัน และมีสมาชิก สนช.งดออกเสียง 24 เสียง ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกครั้ง

ทว่า นพ.เรวัต ได้กลับเข้ามาสมัครอีกและคณะกรรมการสรรหาได้มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 คะแนน ส่งชื่อ นพ.เรวัต ให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 1.วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา 2.นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และ 6.อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาเกิดการแบ่งขั้วภายใน สนช.ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านชื่อ นพ.เรวัต

ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าก่อนหน้านี้เคยมีรายงานตรวจสอบประวัติเชิงลึกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ สนช.

คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติของ สนช. ระบุว่า นพ.เรวัต อาจไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะมีข้อมูลอีกว่าเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เมื่อครั้งเป็น รมช.พาณิชย์ จึงเห็นว่าไม่มีความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่า เมื่อ นพ.เรวัต ไม่ได้รับคัดเลือกจาก สนช.มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่ควรกลับเข้ามารับการสรรหาอีก แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ตัดสิทธิก็ตาม เนื่องจากเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีที่มีบุคคลไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บุคคลก็ไม่ได้กลับเข้ามารับการสรรหาอีก

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หมอเรวัตไม่ได้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และการพิจารณากลั่นกรองก็ผ่านมาจากคณะกรรมการสรรหาที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคิดว่า สนช.สมควรเดินหน้าพิจารณาเรื่องนี้ให้สิ้นสุดกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปรอยร้าว สนช.เริ่มใหญ่ขึ้น เพราะฝ่ายคัดค้านหมอเรวัตได้รับข้อมูลมาว่ามีพี่ใหญ่ใน คสช.เดินเกมให้ สนช.ต้องเดินหน้าเลือกผู้ตรวจฯ ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นไปอีก

เริ่มตั้งแต่การทยอยลาออกจาก กมธ. ไปจนถึงการเตรียมเสนอให้ที่ประชุม สนช.ต้องลงมติเลือกผู้ตรวจฯ แบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อเป็นรายบุคคล เหมือนกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมได้รู้ว่าใครเป็นใครบ้างใน สนช.

ขณะเดียวกัน มีการพยายามเสนอทางออก 2 วิธี ได้แก่ 1.การให้ นพ.เรวัต ถอนตัว เพื่อให้กลับไปเริ่มการสรรหาใหม่และยุติปัญหาทั้งหมด และ 2.ให้ประธาน สนช.ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินออกไปอย่างไม่มีกำหนด อย่างน้อยจะได้ประวิงเวลาให้ใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไขปัญหาให้ข้อยุติ

แต่ทั้งสองเงื่อนไขไม่สามารถเป็นทางออกได้ เพราะไม่มีการถอนตัว ส่วนประธาน สนช.นั้นถือเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา หากเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ อาจมีความผิดฐานกระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 มาหย่าศึกเพื่อยุติการสรรหาผู้ตรวจฯ แต่ลึกๆ แล้ว ปมปัญหามีมากกว่านั้น นั่นก็คือต้องการส่งสัญญาณเตะตัดขา “บิ๊กป้อม” – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สยายบารมีชี้นำใน สนช.มากจนเกินไป ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.จึงได้ปิดทางการสรรหาและคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ เสียด้วย อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

การใช้อำนาจตัดไฟแต่ต้นลมการเลือกผู้ตรวจฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการกระชับอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.โดยแท้ แต่ก็เริ่มมองเห็นสัญญาณแตกร้าวใน คสช.ขึ้นแล้ว

 

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443096

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงเรียกร้องจากองค์กรต่างประเทศและในประเทศให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มีมาถึงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ล่าสุดคงมีความพยายามอีกครั้งผ่านการหารือในระดับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตจาก 20 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย พร้อมกับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของอียู สหรัฐ และแคนาดา ตัดสินใจออกข้อเรียกร้องแสดงจุดยืนขอให้ประเทศไทยเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในการลงประะชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้

ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้ …ราชอาณาจักรไทยมีความหมายพิเศษในใจประชาชนของประเทศที่พวกเราเป็นผู้แทนมาเป็นเวลาหลายชั่วคน ชาวไทยรักอิสระเป็นอย่างยิ่งพร้อมทั้งกล้าเริ่มสิ่งใหม่ๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและค่านิยมต่างๆ ที่มีร่วมกันทั่วโลก

นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเราปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยผ่านพ้นระยะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง และวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกภาพต่ออนาคตของประเทศในเร็ววัน

รายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติครั้งล่าสุด (Universal Periodic Review หรือ UPR) เป็นการมอบโอกาสที่มีค่าสำหรับการหารือถึงประเด็นท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยกำลังเผชิญ เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่ได้รับและจะดำเนินการตามพันธกรณีที่มีต่อนานาชาติภายใต้กรอบ UPR เพื่อปรับปรุงแก้ไขตามข้อห่วงกังวลที่ประชาคมระหว่างประเทศหยิบยกขึ้นมา

ช่วงเวลาหลังการรับฟังข้อเสนอแนะตามกระบวนการ UPR รัฐบาลไทยได้ดำเนินการคืบหน้าหลายประการในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางต่อบุคคลต่างๆ การอนุญาตให้มีการเดินขบวนอย่างสันติเนื่องในวันครบรอบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และการอนุญาตให้จัดอภิปรายทางวิชาการเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการดำเนินการหลายประการที่น่ากังวล เช่น การจับกุมนักเคลื่อนไหว การปิดสื่อของฝ่ายค้าน และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะนี้เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เราเชื่อว่า การอภิปรายอย่างเปิดกว้างถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ในการสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงกว่าเดิม

ในขณะที่เราจะประณามความพยายามใดๆ ที่จะใช้กระบวนการลงประชามติเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เราก็มีความกังวลว่า การห้ามการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมชนอย่างสันติจะเป็นการยับยั้งการอภิปรายและเพิ่มความตึงเครียด

การอภิปรายในที่ชุมชนอย่างมีสำนึกรับผิดชอบและตรงไปตรงมาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติได้กล่าวว่า “การเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และย้ำว่า “การร่วมพูดคุยอย่างเปิดกว้างและรับฟังทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสนับสนุนการสร้างความปรองดองของชาติ” รัฐบาลของพวกเรามีความเห็นเช่นเดียวกับสหประชาชาติที่เน้นถึงความสำคัญของหลักการเหล่านี้ว่าเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ฉันทามติที่จะรวมคนไทยทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

การที่ประชาชนมีฉันทามติอย่างเสรีถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งสำคัญต่อการปกครองที่ยั่งยืนและพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เจริญเติบโต นักลงทุนย่อมแสวงหาเสถียรภาพ สภาวะที่คาดการณ์ได้ ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม

ในฐานะมิตรและประเทศคู่ความร่วมมือ พวกเราปรารถนาที่จะเห็นราชอาณาจักรไทยมีความเสรี ความเข้มแข็งและเอกภาพในการเดินหน้าผ่านทั้งสิ่งท้าทายและโอกาสแห่งศตวรรษที่ 21 นี่คือเหตุผลที่พวกเราห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันของไทย พวกเราขอให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้ประชาชนไทยได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเปิดกว้าง สร้างความเชื่อมโยงในสิ่งที่มีคล้ายกัน และบรรลุฉันทามติที่จำเป็นต่อการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อนึ่ง บทความนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยดังต่อไปนี้ ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สาธารณรัฐสโลวัก สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งเอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ’ประยุทธ์’ทำเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442654

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ'ประยุทธ์'ทำเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศกลางงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ในทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะลงมือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

“ผมถึงบอกว่า ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่มี ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน หากใจทุกคนอยากจะทำ ก็ทำได้หมดในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่ทำไม่ได้” สัญญาณจากนายกฯ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงว่าที่พูดไปนั้นไม่ได้เป็นการพูดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หลายฝ่ายหยุดคิดได้ว่านายกฯ จะลงมาเขียนรัฐธรรมนูญในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองก็ไม่น่าจะใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาทั้งคณะรัฐมนตรีและ คสช.ต่างมีเค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญบ้างอยู่แล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน

เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือของบวรศักดิ์และคณะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีหนังสือเลขที่ นร 0405/5387 เสนอความคิดเห็นให้มาประกอบการพิจารณา โดยย้ำแนวทางว่า “บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นเครื่องมือให้นำไปใช้เป็นเหตุก่อความขัดแย้ง สังคม ปัญหาต่างๆ ต้องมีทางออก มีหนทางให้ผู้ปฏิบัติสามารถขอความชัดเจนได้โดยเฉพาะในยามวิกฤต ทั้งไม่ควรก่อภาระด้านงบประมาณแก่ประเทศชาติมากเกินความจำเป็นและคำนึงถึงการสามารถนำไปปฏิบัติและป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริง มิใช่แต่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น”

เวลานั้นนายกฯ ได้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นแต่มีเรื่องสำคัญคือ การให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา เลือกกันเองตำแหน่งละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองจำนวน 9 คน และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 220 คน

ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และสภาขับเคลื่อนฯ มีหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจดำเนินการให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และปรองดอง และให้ ครม.และหน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นตามยุทธศาสตร์นั้น รวมทั้งมีอำนาจเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขจัดความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง

จากนั้น เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนมือจากบวรศักดิ์มาเป็นมีชัย คสช.มีหนังสือด่วนที่สุดที่ คสช. (สลธ.)/145 ถึงประธาน กรธ. โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประการ

1.วุฒิสภา เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ปลอดจากพรรคการเมือง สามารถความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างน้อยก็ในระยะแรกได้ว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมแต่ก็ช่วยประคับประคองความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรได้

โดยควรมี สว.จำนวน 250 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหามาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจำนวน 8-10 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และเพื่อประโยชน์ในการดูแลและพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นที่วางใจแก่ประชาชน จึงควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิก คสช. โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน เข้ามาเป็น สว.

ที่สำคัญ สว.ชุดนี้จะมีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย

2.การเลือกตั้ง สส. การกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นมีผู้เสนอเป็นอันมากว่าควรใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน อีกใบหนึ่งสำหรับสส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน นอกจากนี้ในกรณีเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้เสนอให้พิจารณาประเด็นที่เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นและมี สส.จำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลดหลั่นลงไปจนได้ครบจำนวนที่ต้องการ ขอให้คณะ กรธ.พิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย

3.การเลือกนายกฯ การกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อนั้นควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งที่รัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้

อีกทั้งยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไว้ จึงอาจยืดเยื้อยาวนาน คณะกรธ.จึงอาจแก้ไขเพิ่มเติมให้การเลือกนายกฯ ต้องทำให้ภายในเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤตในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ มาใช้บังคับ

 

บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442652

บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมถึงบอกถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน”

ท่าทีล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวกลางเวทีงานมอบรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 ที่เมืองทองธานี

การขยับรอบนี้ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณ” บีบให้หลายๆ กลุ่มที่เปิดหน้าแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องคิดหนักและคิดใหม่อีกรอบ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาลดกระแสชี้แจงภายหลังว่า “ผมถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่าเทศน์แบบคาบลูกคาบดอก”

ทว่าสำหรับประเด็นเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน และมีความเป็นไปได้สูงเพราะจะรวดเร็วกว่าการไปตั้งกรรมการ หรือกรรมาธิการชุดใหญ่ขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญกันอีกรอบที่จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีแถมอาจส่งผลกระทบต่อไปถึงกำหนดการเลือกตั้งปี 2560

สิ่งที่ต้องจับตามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครจะเป็นคนเขียน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือทีมงานที่ปรึกษารอบตัว หรือบุคคลอื่นๆ  และ 2.เนื้อหาที่จะเขียนขึ้นใหม่

ประเด็นแรก เรื่อง “คนเขียน”  หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ซึ่งได้ออกตัวล่วงหน้าว่าไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ใช้วิธีอ่านและนำความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน สุดท้ายย่อมต้องมีคนคอยให้คำปรึกษากลั่นกรองถ้อยคำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

แต่อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ย่อมอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น ปมปัญหาที่เคยถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันมา ทั้งระบบเลือกตั้ง ที่มา และอำนาจ สส.และ สว. กลไกการเลือกนายกรัฐมนตรีย่อมขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะชี้ขาดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีที่มอบหมายให้กลุ่มบุคคลอื่นมาเขียนรัฐธรรมนูญแทน การกำหนดประเด็นต่างๆ ย่อมต้องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.อยู่ดี

สุดท้ายไม่ว่าจะอย่างไร การปล่อยให้ คสช.เข้ามาควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมตัดขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ไม่เหมือนการร่างด้วยกระบวนการปกติอย่างฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับแก้เนื้อหาตามเสียงสะท้อนในหลายเรื่อง

ประเด็นถัดมาเรื่อง “เนื้อหา” จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดช่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนใน คสช.เข้ามาล้วงลูกกำหนดเนื้อหาได้นั้น ย่อมทำให้การกำหนดทิศทางอยู่ในมือเพียงแค่คนกลุ่มเดียว

ดังนั้น ข้อกังขาและประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ตามที่เคยปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอการทำประชามติ ย่อมสามารถย้อนกลับมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แบบไม่ต้องฟังเสียงค้าน เสียงต้านรุมเร้า

โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสืบทอดอำนาจ ที่ทาง คสช.ชี้แจงว่าเป็นการสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวิกฤตปัญหาเช่นเดิม รวมทั้งทำให้การปฏิรูปที่ทาง คสช.ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นสามารถขับเคลื่อนไปได้ต่อเนื่องจนสำเร็จลุล่วง โดยกลุ่มต้านไม่อาจมีปากมีเสียงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

ที่สำคัญมีแนวโน้มว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปอาจไม่ต้องนำไปทำประชามติ เพื่อชี้ขาดว่าจะให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ

ดังนั้น กระบวนการชี้ขาดเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ที่ คสช.แบบไม่ต้องสงสัย

ท่าทีคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเปิดหน้าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการยื่นเงื่อนไขให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องคิดกันใหม่ว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่

ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งออกมาวัดใจกลุ่มเห็นต่าง หลังจากที่ “อุบไต๋” มาตลอดว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

เมื่อทางเลือกที่มีอยู่จะไม่ถูกใจ แต่ก็บอกได้ยากว่าทางเลือกใหม่จะดีกว่าทางเลือกเก่าหรือไม่

 

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442481

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังกับ 26 วันสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ที่บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนระอุและมีแนวโน้มจะดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายฝ่ายจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เร่งออกมาเคลื่อนไหวตามเป้าประสงค์ของตัวเอง จนปลุกให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงขึ้น

ปมใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แถมมีโอกาสกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” นำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรง คือการใช้ “ไม้แข็ง” งัดมาตรการเด็ดขาดมาควบคุมกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ปกรณ์ อารีกุล พร้อมพวกอีก 2 คน และผู้สื่อข่าวประชาไท ถูกเจ้าหน้าที่ สภ.บ้านโป่ง คุมตัวหลังจากเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกเรียกรายงานตัวหลังจากเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ จนถูกตั้งข้อกล่าวหาตามฐานความผิด ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

พร้อมยึดของกลาง 14 รายการ อาทิ มีเอกสารเกี่ยวกับการรณรงค์ประชามติ สติ๊กเกอร์ เครื่องเสียง โดยตำรวจตั้งข้อหาทั้ง 4 คน ระบุว่า ร่วมกันเผยแพร่ข้อความ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรี

นำมาสู่แรงกระเพื่อมอีกรอบ เพราะการกระทำเที่ยวนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกตามสิทธิที่พึงมีและได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557

ยาแรงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาใช้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมานอกจากจะไม่สามารถสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มอื่นๆ ได้แล้ว ตรงกันข้าม นี่กลับเป็นชนวนปลุกให้คนที่เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความไม่ชอบธรรมและพากันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกคุมตัวขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญย่านนิคมบางพลี จนโดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คน

ปมนี้ทำให้มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ศาลทหารจะมีคำสั่งยกคำร้อง ขอฝากขังผลัดสอง ท่ามกลางบรรดากลุ่มนักศึกษาทยอยมารอเพื่อน พร้อมด้วยลูกโป่ง “รณรงค์ไม่ผิด” และดอกกุหลาบสีแดงที่เตรียมมาแสดงความยินดี

หรือหากย้อนไปก่อนหน้านั้น การสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษามีมาให้เห็นตั้งแต่การเคลื่อนไหวนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกสกัดตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่อาจทำให้กลุ่มนักศึกษาหยุดการเคลื่อนไหวได้

ต่อเนื่องมาที่ปมใหม่กับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่กระจายไปในพื้นที่ โดยถูกเชื่อมโยงว่ามีนายทุนหนุนหลังและพยายามโยงต่อไปถึงขั้วอำนาจเก่านั้น จนเพื่อไทยรีบออกมาส่งสัญญาณจี้ให้ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบ และดักคอว่าไม่ควรนำประเด็นมาขยายดิสเครดิตกันทางการเมือง

อีกด้านหนึ่งแกนนำเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมใจกันเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพรียงผ่านเฟซบุ๊ก และสื่อในมือ

ทว่า ต่อมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน มีผลวันที่ 10 ก.ค.

นำไปสู่การร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง ที่ให้พีซทีวีสามารถออกอากาศได้ต่อจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาของ กสท. ที่มีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สั่งพักใช้ใบอนุญาตพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่างไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝั่งการเคลื่อนไหวสนับสนุนกลับไม่ถูกสกัด กลายเป็นชนวนซ้ำเติมความรุนแรง

อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.ที่เปิดมาเพื่อจับตาการออกเสียงประชามติให้เกิดความถูกต้องเที่ยงธรรมนั้น กลับถูก คสช.สกัดไม่ให้ดำเนินการทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้ไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว

ต่างจากศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาคุมด้วยตัวเองจนยิ่งเกิดข้อเปรียบเทียบกับศูนย์ปราบโกงฯ ที่ถูกปิด

ปมต่างๆ เหล่านี้ยิ่งปลุกให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงในช่วงใกล้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

 

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” รอยปริใน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442270

"บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม" รอยปริใน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัมพันธ์ระหว่าง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่อเค้าปริร้าวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สัมพันธ์อันแนบแน่นในกลุ่ม “พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมายาวนาน  ยากที่จะตัดกันได้ขาด แม้จะมีเหตุระหองระแหงให้เห็นเป็นระยะ แต่ก็คลี่คลายสลายความบาดหมางก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จนมาถึงรอบนี้ที่หลายเรื่องหลายราวดูจะประดังเข้ามาตอกย้ำความขัดแย้งภายในอีกครั้ง

ปมแรก กับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ประจำปี 2558 ที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ทั้งในแง่ความเหมาะสมและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อย่างการแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเกียรติ ยุวดี ผกก.สภ.ไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช เป็น ผกก.สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ พ.ต.อ.สมเกียรติ เสียชีวิตและมีงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2556

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาในกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าทำไมหลายฝ่ายถึงออกมาต่อสู้เรียกร้องให้เกิดการ “ปฏิรูป” อย่างเป็นรูปธรรม

อีกด้านหนึ่งยังปรากฏเงื่อนงำความขัดแย้งของบิ๊ก คสช.ที่เห็นไม่ตรงกันในการแต่งตั้งรอบนี้ จนกระทั่งมีการจับจ้องไปที่ตำแหน่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สายตรงบิ๊กตู่ ที่จนถึงวันนี้ยังทำหน้าที่รักษาการ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการเต็มตัว

ข่าววงในว่ากันว่ามีบางตำแหน่งที่เห็นต่างระหว่างสองพี่น้องชนิดที่คุยกันไม่ลงตัว เมื่อต่างคนต่างไม่ยอม จนเกิดปรากฏการณ์งัดข้อ  อีกส่วนเกิดการวิ่งเต้นกันจนบานปลาย กลายเป็นแต่งตั้งแล้วแก้ไขเปลี่ยนแปลงกัน 2-3 รอบ ชนิดที่มีให้เห็นกันไม่บ่อยนัก

ความเห็นที่แตกต่างอีกเรื่อง คือ แนวคิดเรื่องให้เด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีที่เรียนจบ ตามที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาจุดประเด็นก่อนหน้านี้ว่า ตั้งใจให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมยกพวกตีกัน รวมถึงเด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีหลังเรียนจบ

“ความเป็นจริงแล้วชายไทยทุกคนต้องผ่านการเกณฑ์ทหารทุกคนโดยการจับใบดำใบแดงอยู่แล้ว แต่คนที่มีชนักติดหลังว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับการฝึก เมื่อไม่ได้เรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร ก็ควรที่จะไปเป็นทหารเกณฑ์โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ก่อน”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเห็นต่างเบรกแนวคิดนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความรู้สึกของทหารอาชีพ โดยพิจารณาแนวคิดนี้แล้วและไม่เห็นชอบ เพราะต้องนึกถึงทหารที่เต็มใจและสมัครใจมา จะให้เอาคนเหล่านี้มาอยู่กับพวกเขา เขาก็ไม่อยู่ด้วยหรอก

“วันข้างหน้าพวกมันก็ทิ้งเขาเวลาออกรบ และตอนนี้เรากำลังหาวิธีอื่น แต่ตอนนี้ยังไม่มีแนวคิดอะไร เดี๋ยวให้สมองว่างแล้วก็คงคิดออก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องแปลกกับความเห็นที่แตกต่าง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความคิดที่ยังไม่ตกผลึก และระดับนโยบายยังเห็นไม่ตรงกัน ย่อมส่งผลสร้างความสับสนต่อไปยังผู้ปฏิบัติงานได้

อีกเรื่องที่ดูจะเป็นปัญหาคือความวุ่นวายในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับปรากฏการณ์ขัดแข้งขัดขากันมากกว่าจะร่วมมือร่วมใจกันทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออีกไม่ถึงเดือน

ดังจะเห็นภาพ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ถูกเขย่าเก้าอี้กลางที่ประชุมด้วยข้อหาเรื่องการเดินสายพบปะพรรคการเมืองแบบไม่ขอความเห็นชอบจากสมาชิก จนห่วงว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือสร้างความปั่นป่วนในอนาคต

ปัญหาอยู่ตรงที่คนที่ออกมากระตุกขาอลงกรณ์นั้น ทั้ง พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก หรือเสรี สุวรรณภานนท์ ล้วนแต่เป็นสายตรงบิ๊กป้อมทั้งนั้น ขณะที่ฝั่งอลงกรณ์เองก็ถูกเชื่อมโยงไปถึงบิ๊กตู่ สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงยิ่งไม่สู้ดีนัก

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของทั้งบิ๊กป้อมและบิ๊กตู่ยากจะที่ขาดสะบั้น เพราะความผูกพันที่เติบโตร่วมกันมาตั้งแต่ ร.21 รอ. ผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีความระหองระแหงเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นบานปลายกลายเป็นรอยร้าวลึก

ครั้งหนึ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวกระทบกระทั่งกันระหว่างสองพี่น้อง พล.อ.ประวิตร ถึงขั้นเปรยอยากลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ  เพราะอายุ 70 ปีแล้ว  แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังรีบออกตัวว่า ถ้าออกก็จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่

หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงปะติดปะต่อให้เห็นร่องรอยความปริแต่ยังไม่ร้าว

 

พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442055

พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ...?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังมีประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่างๆ ไม่ให้สร้างความวุ่นวายหรือก่อให้เกิดเหตุรุนแรง ก่อนถึงวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ 7 ส.ค. ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 66 มาตรา และยังได้กำหนดโทษความผิดต่อผู้ละเมิดชนิดที่เรียกได้ว่า “ยาแรง” เป็นสองเท่า พร้อมสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คิดเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญต้องชะงัก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิดของประชาชน

แม้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งแน่นอนผู้ที่กระทำเข้าข่าย พ.ร.บ.ประชามติฯ ก่อนหน้านี้ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ หรือไม่มีความผิด

หากเท้าความให้เห็นภาพกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เป็นอย่างไร เริ่มด้วย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าแจ้งความต่อ สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีมีการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กโดยกลุ่มกองทุนหนึ่งซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใน จ.ขอนแก่น

โดยข้อความมีเนื้อหาในลักษณะก้าวร้าว หยาบคาย และนำไปสู่เจตนาในการชักจูงประชาชนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรืออาจถูกห้ามเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

คล้อยหลังค่ำวันเดียวกันกับสมชัยเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม “จีรพันธุ์ ตันมณี” ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก มือโพสต์ข้อความดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยยอมรับสารภาพกระทำไปเพราะไม่รู้กฎหมาย และคิดว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ก่อนถึงวันลงประชามติ จึงนับเป็นรายแรกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายประชามติ

ส่วนพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำประชามติ “ดุษฎี พรสุขสวัสดิ์” รองเลขาธิการด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย สำนักงาน กกต. ระบุว่า ขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาทั้งผ่านแอพพลิเคชั่นตาสับปะรดและแจ้งมายัง กกต.ตรง รวมแล้วประมาณ 80 เรื่อง ไม่รวมกับที่ประชาชนไปแจ้งความโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ โดยส่วนใหญ่เข้าข่ายตามมาตรา 61 วรรคสอง

ทั้งนี้ ความผิดที่เกิดขึ้นพบทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม กกต.ได้มีการส่งดำเนินคดีไปแล้ว 3 เรื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบต่อการพิจารณา สำหรับความผิดยังมีการแจ้งเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดและแจ้งเข้ามายัง กกต.กลาง กกต.กลางมีเพียงหน้าที่รวบรวมข้อมูลและส่งเรื่องกลับไปยัง กกต.จังหวัดที่เป็นพื้นที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม ที่เป็นประเด็นใหญ่ให้จับตาหลังกรณีพบเอกสารสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญปลอม และพบมีบุคคลเดินสายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใน จ.เชียงใหม่ โดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันเคยได้รับเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ พบว่าเนื้อหาของเอกสารมีเจตนาบิดเบือนเนื้อหาสาระ หรือจัดทำเพื่อแสดงความเห็นต่าง และเอกสารถูกจัดพิมพ์จำนวนมาก ดังนั้น เชื่อว่ามีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลังในการจัดทำ

ขณะที่ สมชัย ระบุว่า การเผยแพร่เอกสารความเห็นแย้งสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เล่มที่ 2 เห็นว่าเป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำขึ้นมา ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม หากใช้คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดเพราะไม่ได้มีรัฐธรรมนูญปลอมแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงาน กกต. เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของฝ่ายสืบสวน แต่เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีคำหยาบคายหรือปลุกระดม ส่วนจะมีข้อความใดที่เป็นเท็จหรือไม่ ต้องให้ทาง กรธ.พิจารณาชี้ประเด็นว่าหน้าไหนบรรทัดใดเป็นเท็จ

“หาก กรธ.ทำหนังสือมายัง กกต.ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ผมอ่านแล้วก็มีความวิตกเหมือนกันเพราะเห็นว่ามีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วย ก็เป็นเรื่องของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น หากเห็นว่าหมิ่นประมาทก็ไปแจ้งความดำเนินคดีเอง”

 

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441892

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับถอยหลังอีกเดือนเศษจะเข้าสู่แมตช์สำคัญวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย 7 ส.ค. คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมคำถามพ่วงท้าย แต่ก่อนจะถึงวันดังกล่าวได้เกิดความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน

นำโดย “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมคณะ อาทิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ

ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. เพื่อขอให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่

นอกจากนี้ จอนพร้อมคณะยังคัดค้านคำประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้กำหนดสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้และไม่ได้ช่วงรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพ

เมื่อมาดูสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 6 ข้อ 1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน และ 6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

สิ่งที่ประชาชนไม่สามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 8 ข้อ 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงาน หรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย

จนกระทั่งที่ประชุมผู้ตรวจฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีมติเอกฉันท์ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ผ่านทางเอกสารในวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งมีใจความว่า มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งของ จอน พร้อมด้วยนักวิชาการ 11 คน ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพื่อให้ถอนประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความเห็นในการออกเสียงประชามติ

จอน ให้เหตุผลที่เข้ายื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้สั่งยกเลิกประกาศ กกต.ทั้งหมด เพราะในแต่ละข้อก็มีเหตุผลต่างกันไป บางข้อไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น การจัดประชุมสัมมนา ที่กำหนดว่าต้องมีส่วนราชการ หรือสถานศึกษาร่วมด้วย รวมถึงการจำหน่ายเสื้อ หรือสัญลักษณ์อย่างสติ๊กเกอร์

“เราเห็นว่ามันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีกฎหมายกำหนด และในมาตรา 61 วรรคสอง ก็ไม่ได้กำหนดในรายละเอียดทำนองนี้ ขณะเดียวกันเห็นว่ายังเป็นการใช้ภาษาที่คลุมเครือจำกัดสิทธิเสรีภาพ จนกระทั่งจะเป็นปัญหาให้การทำประชามติ เป็นไปโดยไม่สมบูรณ์หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์”

จอน ระบุว่า การทำประชามติที่ดีจะต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่มองตัวประกาศของ กกต.ทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก จนบรรยากาศประชามติเงียบเหงา และที่สำคัญ คือ ประชาชนขาดข้อมูลจริงๆ ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 158 คน พบว่า ประชาชนยังไม่รู้วันที่การลงประชามติ

นอกจากนี้ 90% ไม่เข้าใจและไม่ทราบคำถามพ่วงที่ถามควบคู่กับความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกือบทั้งหมดไม่ทราบ มีเพียงบางส่วนทราบว่ามีคำถามพ่วง แต่ไม่ทราบจะถามเรื่องอะไร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้แสดงว่าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ และในระบอบประชาธิปไตยการลงประชามติถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ก็ทำให้ประชามติเหมือนเป็นพิธีกรรมเท่านั้น การที่ประชาชนมีโอกาสรับฟังความเห็น เหตุผล ของคนในสังคมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือคำถามพ่วง จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตัดสินใจ

“ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้การรับข้อมูลของประชาชนเป็นไปข้างเดียว โดยจากรัฐบาลและใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อให้มีอาสาสมัคร ครู ก. ครู ข. เข้าไปอธิบายรัฐธรรมนูญกับประชาชนในเขตชนบท แต่ปัญหาคือการอธิบายแบบนั้น เป็นการอธิบายข้อดี พูดแต่ด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่มีโอกาสรับทราบด้านเสีย หรือปัญหาร่างรัฐธรรมนูญมีอะไรบ้าง ยกเว้นได้รับฟังจากคนไม่เห็นด้วย และคนไม่เห็นด้วย ปรากฏการณ์จะแจกใบปลิวก็ตาม จะใส่เสื้อ จะแสดงออก หรือรณรงค์ ถูกจับไปหลายคน ซึ่งมีผลมาจากมาตรา 61 และประกาศ กกต. รวมถึงประกาศ คสช. หรือ พ.ร.บ.ชุมนุม ตอนนี้รัฐบาลมีอำนาจใช้กลไกต่างๆ คอยปิดปากผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

 

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441669

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ด้วยตัวเอง

ภายหลัง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ อาทิ มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะตัวแทนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ตบเท้าเข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณที่หายไป

สาเหตุอยู่ที่สำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ของท้องถิ่นทั้งหมด จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท อาทิ งบประมาณก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน วงเงิน 12,817 ล้านบาท ซึ่งทาง อปท.ได้รับการถ่ายโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบท ทั่วประเทศรวม 6 หมื่นกิโลเมตร งบประมาณสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วงเงิน 4,123 ล้านบาท และงบประมาณสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบอีก 2,663 ล้านบาท เงินอุดหนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

จากคำอธิบายของฝั่ง อบจ.พบว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของสำนักงบประมาณที่ตัดงบดังกล่าว เพราะเข้าใจว่า อปท.มีงบประมาณของตนเองได้จากการเก็บภาษีโรงเรือน บำรุงท้องถิ่น และมี พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีที่ดินเพิ่มอีก แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้

หากตัดงบดังกล่าวมีผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นในไตรมาส 4 ของปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ท้องถิ่นจะไม่มีงบพัฒนาในช่วง 6 เดือน หรือครึ่งปีแรกของงบปี 2560 จะส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ และคุณภาพชีวิตประชาชน

“ทั้งนี้ 3 องค์กรท้องถิ่น ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณในปี 2560 เพิ่ม แต่ให้คงงบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นที่ถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายรัฐบาล ในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมตามแนวทางประชารัฐ” บุญเลิศ ระบุ

“งบประมาณที่ถูกตัดจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ ถ้าไม่เตรียมการแก้ปัญหาจะเกิดความยุ่งยากตามมา และเกิดผลกระทบกับภารกิจที่ส่วนกลางถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น เมื่อไม่มีเงิน ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ เมื่อก่อนตกลงกันไว้ว่า มีงาน มีเงิน และมีคนลงไปพร้อมกัน ตอนนี้ให้งาน แต่ไม่มีเงินให้ ก็มาบอกว่าท้องถิ่นไม่ทำอีก” นิพนธ์ กล่าว

สุดท้ายในการพูดคุย วิษณุ เสนอทางออกว่าอาจให้รัฐบาลส่งเรื่องถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแปรญัตติงบประมาณใหม่ กับของบกลางจากรัฐบาล 2 หมื่นล้านบาท มาให้ อปท.เพื่อชดเชยงบถูกสำนักงบประมาณตัดไป

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาชี้แจงภายหลังการประชุม ครม.ว่า การปรับภาษีโรงเรือนที่ไม่เคยปรับมานานแล้ว คาดการณ์ว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงมีการพิจารณาว่าในช่วงนี้ให้ปรับลดไปก่อน แต่เพื่อความสบายใจจะให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือมาใหม่ ว่าจะแปรญัตติอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คงต้องสอดคล้องเม็ดเงินที่จะขึ้นมาในวันหน้าด้วย

“ขอให้ อปท.สบายใจ ต้องช่วยกันสิช่วยกันหารือ ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันในช่องทาง ผมก็ดูให้หมด” นายกฯ กล่าว

แน่นอนว่าท่าทีรีบเร่งแก้ไขของนายกฯ และแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องทำตามกรอบระยะเวลา 90 วันในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. หลังที่ประชุม สนช.ผ่านความเห็นชอบวาระหนึ่งไปแล้ว

แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงบท้องถิ่นนี้กระทบถึงการทำงานในพื้นที่ ที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่าอีกหลายโครงการ นั่นจึงทำให้ภาครัฐต้องรีบอุดช่องโหว่ ไม่ให้มาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แถมยังมีบทบาทสำคัญในแต่ละพื้นที่ การสร้างความไม่พอใจหรือการกระทำที่นำไปสู่ความระหองระแหงในอนาคต ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่เดือนเดียว หากปล่อยให้เรื่องงบประมาณท้องถิ่นยังคาราคาซังต่อไป ไม่มีแก้ไข เยียวยา หรือคำอธิบายที่ชัดเจน อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับเส้นทางตามโรดแมปได้

จะเห็นว่าที่ผ่านมา คสช.พยายามสกัดไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือมีเงื่อนไขที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่จะกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช. ครั้งนี้ก็เช่นกัน “งบท้องถิ่น” ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังท้าทายว่ารัฐบาล คสช.จะจัดการอย่างไร

 

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441668

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติกับอนาคตการปฏิรูปด้านแรงงาน” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ตึก 11 อาคารรัตนคุณากร

ไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นว่า จากนี้มีเวลา 30 วันก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. แต่เป็นการลงประชามติแปลกที่สุดในโลก เพราะปกติเวลาลงประชามติ มีหลักการ 3 เรื่อง คือ ให้ฝ่ายเห็นต่างและเห็นพ้องสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ต้องให้เวลายาวพอสมควร เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ครั้งนี้แตกต่างเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ และผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ลงมาเกี่ยวข้อง แต่คราวนี้ลงมาอธิบายและขอความร่วมมือจากภาครัฐ อีกทั้งกฎหมายประชามติให้หน่วยงานรัฐสามารถอธิบายได้ไม่ถือว่าชักจูงใจ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญต้องสะท้อน 2 เรื่อง 1.จะจัดใครขึ้นอำนาจ และ 2.ใครใช้อำนาจแบบไหน เพื่อจัดสถาบันขึ้นมา เช่น รัฐสภาและศาล เพราะรัฐธรรมนูญทั่วโลกเป็นเช่นนั้น ซึ่งการจัดความสัมพันธ์แต่ละครั้งสะท้อนใครมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และไปเขียนกติกา

ขณะเดียวกัน รัฐสภาของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันมีระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรับอำนาจ สว.เพิ่มขึ้น ให้แต่งตั้งถอดถอนบุคคล ทว่า ระบบเลือกตั้งมีการถกเถียงกันตลอด แต่คราวนี้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง สส. ดีไม่ดีไม่รู้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตไม่ทำให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมาก

“บทสรุป สว.ปี 2540 ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองปี 2550 แก้ปัญหาด้วยการมี สว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่ครั้งนี้ให้ สว.มาจากตัวแทนวิชาชีพ 20 กลุ่ม จำนวน 200 คน เหตุผลเหมือนเดิมคือกลัวครอบงำจากการเมือง

แต่ผมมองว่าจะไม่ได้ใช้ 200 คน เพราะมาจาก คสช.เลือก 250 คนใน 5 ปีแรก และทำหน้าที่เกือบทุกด้าน ทั้งออกกฎหมาย ถอดถอน และเพิ่มขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำกับรัฐบาลในอนาคต และรัฐบาลหน้าต้องชี้แจงต่อ สว.ทุก 3 เดือน เป็นข้อสังเกตว่าคำถามที่สองทำไมต้องมี เพื่อคุมนายกฯ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และแต่งตั้งองค์กรอิสระ”

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2534 และปี 2550 แม้มีที่มาจากการปฏิวัติ แต่ความแตกต่างของทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการทำประชามติ จึงมีความชอบธรรม และใช้มาถึง 7 ปีก่อนถูกฉีก

ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลให้ คสช.เลือกใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับปี 2550 ในเรื่องการรณรงค์ ช่วงนี้มากกว่าปี 2550 เพราะยึดอำนาจ ก.ย. 2549 เลือกตั้ง ธ.ค. 2550 แต่ครั้งนี้สองปีกว่า เพราะถ้าให้ประชาชนตัดสิน ก็ต้องให้แสดงออกได้ด้วย ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย โน้มน้าวได้ ซึ่งเป็นวิถีทางประชาชนและจบลงด้วยประชามติ หากแสดงความเห็นไม่ได้ แล้วจะทำประชามติทำไม ก็ประกาศใช้ไป

“พอปิดกันมากเกินไป ผลคือผ่านได้ก็ไม่ชอบธรรม หวังจะสร้างความชอบธรรมแต่ไม่ให้แสดงออก และ สว.เป็นกลไกสำคัญต่อการยึดอำนาจทุกชุด มาเพื่อผ่องถ่ายอำนาจ แม้ผลการเลือกตั้ง สส.เป็นยังไง เว้นแต่ปี 2550 ผู้มีอำนาจไม่เกี่ยวข้องกับ สว. แต่รัฐธรรมนูญใหม่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง สว.โดยตรง และเพิ่มขึ้นโดยให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ทำให้ คสช.มีส่วนได้เสีย และมาจำกัดเสรีภาพเท่ากับต้องการให้ผ่านจึงมีปัญหาความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ผลออกมาจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ คสช.ควรบอกก่อนว่าทำอะไร และจะยุ่งมากหากไม่ผ่าน เพราะคนเรียกร้อง เช่น ฝั่งไม่เห็นด้วยกับ คสช.จะบอกให้เลือกตั้งทันที ดังนั้น กระบวนการประชามติต้องฟรีแอนด์แฟร์ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และประชาชนจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนี้

ปริญญา สมมติหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ 1.ร่างใหม่หมด 2.หยิบเอาฉบับที่ผ่านมาปรับปรุงรวมกันแล้วประกาศใช้ 3.แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศวิกฤตกรณีไม่ผ่าน และมองว่าการร่างใหม่คงยาก เนื่องจากโรดแมปให้มีเลือกตั้งปี 2560 จึงน่าจะเป็นแบบ 2 มากที่สุด

“ผมเสนอวิธีการดีที่สุดไม่ให้นองเลือดหรือมีปัญหา ควรบอกให้ชัดถ้ารัฐธรรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน ประการสำคัญ 30 วันจากนี้ยังทัน คือ เสนอให้ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และ ครม.เสนอร่างได้เลย เพื่อให้ประชาชนรู้ผ่านไม่ผ่านเป็นแบบไหนให้ประชาชนตัดสิน เพราะประชามติต้องฟรีและแฟร์”

ขณะที่ สุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีต้องกำหนดรายละเอียดทุกมิติที่ประชาชนต้องการ นอกจากการให้สิทธิหรือมีสิทธิของประชาชนแล้ว ควรกำหนดองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรการคุ้มครองบุคคล ทุกเพศ ให้ได้รับความเท่าเทียมอย่างเสมอภาค เป็นต้น

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามตินั้น มีหลายประเด็นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน เช่น กระบวนการคุ้มครองสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่มีอยู่จริงในการรวมตัวเป็นสหภาพ หรือสมาพันธ์แรงงาน โดยไม่ถูกกีดกันจากนายจ้าง

นอกจากนั้น ยังลดทอนสิทธิที่เคยมี เช่น สิทธิการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ทำได้เฉพาะกฎหมายที่อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น ทั้งนี้ ในกระบวนการดังกล่าวยังขาดหลักประกันเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร

“ประเด็นสิทธิแรงงานที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีหลายประเด็นที่เป็นของดีถูกตัดทอน และให้รายละเอียดไปไว้ในกฎหมายอื่นจะบัญญัติ หรือไม่ได้นำมาบัญญัติไว้ ขณะที่มาตรการที่คนแรงงานเรียกร้อง คือ การคุ้มครองสิทธินั้น พบว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีองค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเป็นองค์กรที่ประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องได้โดยตรง แม้จะมีองค์กรอิสระอื่นๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องได้ แต่ไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาประชาชนโดยตรง”