ทั่วโลกนั่งไม่ติดชี้ชะตา”เบร็กซิต”วันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/438978

ทั่วโลกนั่งไม่ติดชี้ชะตา"เบร็กซิต"วันนี้

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

วันชี้ขาดอนาคตของอังกฤษและสหภาพ ยุโรป (อียู) เปิดฉากขึ้นแล้ว ในการทาประชามติลงคะแนนเสียงว่าจะอยู่หรือไปจากอียูในวันนี้ โดยการรณรงค์หาเสียงของทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความคึกคักและดุเดือด ซึ่งนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ผู้เป็น หัวหอกสนับสนุนฝ่าย “อยู่” กับอียู ระบุว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ผลการทำประชามติได้ เพราะการต่อสู้เป็นไปอย่างสูสี

จากผลสำรวจล่าสุดของวอท ยูเค ทิงค์ องค์กรเพื่อเผยแพร่มูลอียูและข้อมูลเกี่ยวกับการทำประชามติดังกล่าว พบว่าฝ่าย “อยู่” นำในผลสำรวจ 51% ต่อ 49% ขณะที่ผลสำรวจของไอจี/เซอร์เวชั่น ของ บริษัทเทรดดิ้งการเงินไอจี กรุ๊ป ระบุว่า ฝ่าย “อยู่” ก็ยังคงนำในผลสำรวจอยู่ที่ 45% ต่อ 44% เช่นกัน อย่างไรก็ตามผลสำรวจยูโกฟ พบว่าฝ่าย “ออก” นำอยู่ที่ 44% ต่อ 42%

บอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน หัวหอกของกลุ่มสนับสนุนฝ่ายออกจากอียู เปิดเผยว่า ฝ่ายสนับสนุนให้อยู่กับอียูต่อไปกำลังโกหก เช่น ประเด็นความเข้มแข็งของกองทัพอียู ที่ฝ่าย “อยู่” อ้างอังกฤษเป็นกองกำลังที่สำคัญขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) รวมถึงเรียกร้องให้วันประชามติในวันนี้ เป็นวันประกาศอิสรภาพของอังกฤษ

“พวกเขาบอกเราว่าพวกเราทำอย่างนี้ไม่ได้ แต่เราจะบอกว่าเราสามารถทำได้ พวกเขาจะ บอกเราว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหัวให้กับบรัสเซลส์ แต่เราจะบอกพวกเขาว่าพวกเขาดูถูกประเทศนี้เกินไป” จอห์นสัน กล่าว

บลูมเบิร์ก ระบุว่า ประเด็นสำคัญสำหรับกลุ่ม “ออก” คือการทวงคืนอำนาจในการควบคุม โดยอดีตนายกเทศมนตรีคนดังกล่าว ระบุว่า ชาวยุโรปในอียูอพยพเข้ามาอยู่ในอังกฤษมากถึง 1.84 แสนคน และ 7.7 หมื่นคนจากจำนวนดังกล่าว  ย้ายถิ่นฐานเข้ามาโดยปราศจากงานรองรับ

ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน  ผู้สนับสนุนการอยู่กับอียู ระบุว่า การยกประเด็น ผู้อพยพของจอห์นสันเป็นการสร้างกระแส ความเกลียดชังต่อผู้อพยพ ในขณะที่การอยู่ กับอียูต่อไปจะง่ายต่อการทำงานร่วมกันเพื่อ จัดการปัญหาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาผู้อพยพลี้ภัย และการต่อสู้กับการก่อการร้าย

อีซีบีเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป  (อีซีบี) เปิดเผยว่า อีซีบีเตรียมพร้อมมาตรการฉุกเฉินที่จำเป็นเพื่อรับมือกับความวุ่นวายใน ตลาดทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ ทั้งการเพิ่มสภาพคล่องและการคงเสถียรภาพตลาด หลังความวุ่นวาย ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกระทบกับภาพรวมของ ยูโรโซน

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กเปิดเผยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนี พบว่าทั้งสองชาติยังคงไม่มีแผนสำรองสำหรับการรองรับเบร็กซิตและไม่มีแผนการจะเปิดเผยใดๆ ในวันที่ 24 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันที่ผลของการทำประชามติจะออกมาอย่างเป็นทางการ

เอ็นริโก เล็ตตา อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี  ระบุว่า ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างมีวาระสำคัญอันดับแรกที่แตกต่างกัน โดยเยอรมนีจะเน้นไปที่การรับมือกับผู้ลี้ภัย แต่ฝรั่งเศสจะเน้นไปที่เศรษฐกิจ จึงอาจทำให้อียูไม่มีแผนการใดๆ ออกมารับมือหลังเบร็กซิต เพราะความเห็นที่ขัดแย้งกันดังกล่าว

ขณะเดียวกัน เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยระหว่างการขึ้นอภิปรายนโยบายกับสภาคองเกรสว่า กังวลว่าเบร็กซิตจะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย. ที่ผ่านมา และย้ำด้วยว่าการขึ้นดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในระดับปานกลาง ความเข้มแข็งของตลาดแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อที่ควรจะมุ่งขึ้นไปยังเป้าหมายที่ 2% โดยตัวเลขจ้างงานเดือน พ.ค.ที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีนั้น ไม่ควรที่จะนำมาเป็นประเด็นมากเกินไป เนื่องจากการจ้างงานเดือนอื่นๆ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

รอยเตอร์ส ระบุว่า จากคำกล่าวของเยลเลนทำให้เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. เนื่องจากก่อนถึงวันประชุมเฟดในวันที่ 26-27 ก.ค. จะมีรายงานการจ้างงานประจำเดือนออกมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ธุรกิจเอเชียไม่เอาเบร็กซิต

หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บรรดาบริษัทเอกชนในเอเชีย เช่น ต้าเหลียน วันดา กรุ๊ป บริษัทบันเทิงและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งลงทุนในซันซีเกอร์ อินเตอร์เนชันนัล ผู้สร้างเรือยอชต์สัญชาติอังกฤษ ออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่าธุรกิจจีนอาจย้ายออกจากสหราชอาณาจักร หากอังกฤษออกจากอียูเช่นเดียวกับ หลี่กาชิง เศรษฐีจากฮ่องกงเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในอังกฤษ เปิดเผยว่าอาจจะลดการลงทุนในอังกฤษลง

ขณะเดียวกัน ทาทากรุ๊ป จากอินเดีย ซึ่งมีการจ้างงานในอังกฤษถึง 6.9 หมื่นอัตรา และเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ออกโรงเตือนให้ชาวอังกฤษพิจารณาให้ถี่ถ้วน และหากอังกฤษออกจากอียูจะทำให้การขายชิ้นส่วนรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดขนาดใหญ่อย่างอียูยากขึ้น โดยยุโรปเป็นตลาดขนาดใหญ่ของจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ คิดเป็นถึง 1 ใน 4

ก่อนหน้านี้ สมาคมธุรกิจญี่ปุ่น เปิดเผยว่า  เอกชนญี่ปุ่นมากกว่า 1,000 แห่ง ลงทุนในอังกฤษปีละมากกว่า 1 ล้านล้านเยน (ราว 3 แสนล้านบาท) เช่น ฟูจิตสึ บริษัทระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และคลาวด์ ที่จ้างงานในอังกฤษมากกว่า 1.4 หมื่นอัตรา ระบุว่า เบร็กซิตอาจทำให้ลูกค้าย้ายออกจากอังกฤษและทำให้ความต้องการลงทุนในสหราชอาณาจักรลดลง

 

นานาชาติดันสื่ออาเซียน ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/438156

นานาชาติดันสื่ออาเซียน ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

โดย…อักษราภัค ลาภานันต์

ความพยายามของประเทศกลุ่มอาเซียนที่จะผลักดันส่งเสริมและพัฒนาสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนคือ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (เอไอซีเอชอาร์) ขึ้นมาเป็นหน่วยงานหนึ่งของอาเซียนเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคโดยเฉพาะ

เอไอซีเอชอาร์เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการจัดแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญในองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งได้ส่งข้อเสนอไปยังรัฐบาลประเทศสมาชิกต่างๆ โดยเมื่อปี 2012 เอไอซีเอชอาร์ ได้ร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในอาเซียนขึ้น และประเทศสมาชิกต่างมีมติรับและปฏิญญาดังกล่าว ในการประชุมอาเซียนที่กรุงพนมเปญ เมื่อเดือน พ.ย. 2012

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เอไอซีเอชอาร์ได้จัดงานฟอรั่มในประเด็นเรื่องบทบาทของสื่อในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อหาผลสรุปจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่จะนำไปสู่การเสนอรัฐบาลอาเซียนปรับปรุงระบบกฎหมาย สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายเห็นว่าสื่อมวลชนในอาเซียนต้องเรียนรู้เพิ่มศักยภาพและความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สิ่งที่ออกไปสู่สาธารณะเป็นไปอย่างเหมาะสม และจะไม่ยิ่งไปซ้ำเติมความแบ่งแยกในสังคม โดยจะมีการร่างคู่มือสำหรับการดำเนินการที่ถูกต้อง เช่นการใช้คำพูดที่อาจก่อให้เกิดความแบ่งแยกในบรรดาคนกลุ่มน้อยและคนพิการ

 

ลุ๊ก แวนเดอบอน หัวหน้าตัวแทนคณะทูตของสหภาพยุโรป (อียู) ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ระบุว่า ทางอียูซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนการจัดฟอรั่มครั้งนี้ต้องการที่จะผลักดันความหลากหลายและเสรีภาพของสื่อมวลชนในประชาคมเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนปรับสภาพแวดล้อมให้เกิดการเคลื่อนย้ายของข้อมูลข่าวสารทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างเสรี และการผลักดันแก้ไขปัญหาความรุนแรงบนอินเทอร์เน็ต

จากการเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างเสรี จะทำให้สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบเป็นผู้เปิดเผยการใช้อำนาจของรัฐบาล และสอดส่องการทุจริตนักการเมือง รวมทั้งตั้งคำถามถึงการกระทำที่เป็นการข่มขู่สื่อสาธารณะที่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งจำกัดการเข้าถึงข้อมูล

ด้าน ลอเรน เมลลาน เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ประจำภูมิภาคอาเซียน ระบุว่า อาเซียนต้องร่วมปรับปรุงการรายงานของสื่อมวลชนในประเด็นสิทธิมนุษยชนให้ดียิ่งขึ้น โดยผลักดันให้สื่อมวลชนรายงานประเด็นดังกล่าวมากขึ้น

ในปัจจุบัน สื่อมวลชนโดยส่วนใหญ่ในอาเซียนยังไม่มีความรู้มากพอในประเด็นดังกล่าว ดังนั้นทางอาเซียนได้ร่วมกับยูเนสโกเริ่มโครงการฝึกสอนสื่อมวลชนในจาการ์ตาเมื่อเดือนก่อนหน้า และคาดว่าจะดำเนินการต่อไปในไทยเพื่อให้สื่อมวลชนมีความรู้ดีขึ้นในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

 

ลิมมิงกุ๊ก ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและข้อมูลของยูเนสโก ได้กล่าวเรียกร้องให้มีการรับรองความปลอดภัยของสื่อมวลชนเมื่อรายงานประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยพยายามผลักดันให้มีมาตรฐานของอาเซียนเช่นเดียวกับมาตรฐานระดับสากล

นอกจากนี้ ยังระบุว่า อาเซียนควรจะมีข้อบังคับให้เกิดการสืบสวนอย่างทันที หากเกิดกรณีการทำร้ายสื่อมวลชน เนื่องจากหลายครั้งที่สื่อมวลชนไม่รายงานประเด็นสิทธิมนุษยชน ส่วนใหญ่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมและแรงกดดันต่างๆ โดยกุ๊กเสนอว่า อาเซียนควรเน้นการรายงานอาชญากรรมและการถูกทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนในภูมิภาค เป็นกลไกในการตรวจสอบการถูกคุกคาม ทั้งจากทางออนไลน์และออฟไลน์

ขณะที่กระแสนักข่าวพลเมือง การรายงานข่าวรูปแบบใหม่ที่ขยายตัวพร้อมๆ กับสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปมีบทบาทในการส่งเสริมข้อเรียกร้องต่างๆ ในด้านสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น และเปิดพื้นที่การเสนอประเด็นที่สื่อกระแสหลักไม่ได้เสนอ ก่อให้โอกาสและปัญหาขึ้นมาพร้อมกัน

กายาที เวนกิสเตนวารัน อดีตกรรมการผู้บริหารของสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) ระบุว่า แม้จะมีการขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยให้สื่อมวลชนเข้าถึงและรายงานประเด็นในระดับชุมชนและภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งทำให้ปัญหาในระดับท้องถิ่นกลายเป็นประเด็นขึ้นมา รวมทั้งยังเป็นส่วนที่สร้างการถกเถียงทางการเมืองและปัญหาสังคมขึ้นมา และยังสร้างกระแสของการแบ่งปันข้อมูลการสืบสวนสอบสวน

อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนหลายอย่างที่เกิดขึ้นในอาเซียนยังถูกลดความสำคัญ และมีการละเว้นการลงโทษ การดำเนินคดี เมื่อเกิดความรุนแรงและการข่มขู่คุกคาม ทั้งที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนและกลุ่มผู้อ่อนไหวในสังคม

เวนกิสเตนวารัน ยังเสนอเพิ่มเติมว่า ในเอเอชอาร์ดีควรจะเพิ่มเติมข้อความว่าสื่อควรจะมีสิทธิในการแสดงออกโดยไม่มีข้อกีดขวางใด เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ของปฏิญญาสากล

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้อาเซียนร่วมตั้งองค์กรในด้านการเข้าถึงข้อมูลของสื่อและสาธารณชน รวมทั้งเอไอซีเอชอาร์ควรจะเริ่มต้นออกแถลงการณ์รับมติของยูเอ็น ในเรื่องความปลอดภัยของสื่อมวลชน และประณามการเพิกเฉยต่อกรณีการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานในวงการสื่อ ซึ่งครอบคลุมถึงนักข่าวพลเมือง นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้มีการถกเถียงในประเด็นการเมือง และประเด็นอ่อนไหวเรื่องเพศภาวะได้อย่างแพร่หลาย

 

อังกฤษอาลัย ’โจ ค็อกซ์’ สะเทือนทิศทางเบร็กซิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/438145

อังกฤษอาลัย ’โจ ค็อกซ์’ สะเทือนทิศทางเบร็กซิต

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เกิดเหตุสะเทือนขวัญทั่วโลกขึ้นอีกครั้ง เมื่อมือปืนบุกยิง โจ ค็อกซ์ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษ เสียชีวิตในวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้โครงการรณรงค์การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 มิ.ย. ต้องยุติลงชั่วคราวทั้งสองฝ่าย ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เหตุการณ์สลดครั้งนี้อาจจะส่งผลทางจิตวิทยาของชาวอังกฤษและเปลี่ยนทิศทางของผลการลงประชามติด้วยเช่นกัน

ค็อกซ์ สมาชิกรัฐสภาดาวรุ่งของพรรคแรงงาน วัย 41 ปี เป็นผู้มีบทบาทอย่างโดดเด่นในการเรียกร้องให้อังกฤษอยู่ในอียูและเป็นผู้รณรงค์สิทธิมนุษยชนของผู้อพยพจากซีเรีย ถูกยิง 3 ครั้งและถูกแทงจนเสียชีวิต เมื่อช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่ถนนในเมืองบริสตอล ทางตอนเหนือของอังกฤษ ระหว่างเตรียมเข้าสำนักงานในเขตเวสต์ยอร์กเชียร์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการฆาตกรรมสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกตั้งแต่ปี 1990

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตเวสต์ยอร์กเชียร์ เปิดเผยว่าได้จับกุม โทมัส แมร์ ชายผู้ต้องสงสัย อายุ 52 ปี พร้อมอาวุธปืน โดยยังไม่ระบุแรงจูงใจที่ชัดเจน ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งระบุว่า เห็นชายคนดังกล่าวดักรอและหยิบอาวุธปืนขึ้นยิง

หนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน รายงานอ้างพยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ผู้ก่อเหตุตะโกนว่า “อังกฤษมาก่อน (บริติช เฟิสต์)” ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการรับผู้อพยพและต่อต้านการเป็นสมาชิกอียู ขณะที่เว็บไซต์ข่าว ดิ อินดิเพนเดนท์ รายงานว่า แมร์ เป็นสมาชิกกลุ่มสปริงบุ๊กคลับ เป็นองค์กรอนุรักษนิยมสุดขั้วที่ปกป้องอุดมการณ์ชาตินิยมผิวขาวในกรุงลอนดอน และได้ร่วมรณรงค์ให้อังกฤษออกจากอียูมานานหลายปี

ด้านนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ยกเลิกการเดินทางร่วมโครงการรณรงค์ให้อังกฤษอยู่ในอียู พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์สูญเสียครั้งสำคัญ โดยกลุ่มรณรงค์ทั้งสองฝ่ายได้ยุติกิจกรรมทั้งหมดเป็นวันที่ 2

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเพิ่มเสียงสนับสนุนโครงการอยู่ในอียู ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวทำให้ค่าเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นต่อเหรียญสหรัฐ 0.1% อยู่ที่ 1.4218 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ เมื่อเวลา 14.52 น. ที่นิวยอร์ก หลังลดลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากผลสำรวจความคิดเห็นของบริษัทวิจัยตลาดทั้ง 5 แห่งพบว่า ฝ่ายโหวตสนับสนุนอียูมีคะแนนนิยมตามฝ่ายออกจากอียู สร้างความกังวลเศรษฐกิจต่อบรรดานักลงทุนทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่แล้ว

เช่นเดียวกับราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี หลังบรรดาเทรดเดอร์ คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางผลลงประชามติ ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง โดยราคาทองคำงวดส่งมอบทันทีลดลง 0.4% อยู่ที่ 1,286.20 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวลือเกิดขึ้นว่าอาจจะมีการเลื่อนวันลงประชามติออกไป

โจ มานิมโบ นักวิเคราะห์หน่วยวิจัยของเวสเทิร์น ยูเนียน ระบุว่า ค่าเงินปอนด์ที่ปรับตัวขึ้นเป็นผลมาจากข่าวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับค็อกซ์ ซึ่งเป็นผู้รณรงค์ในฝ่ายโหวตอยู่ในอียูอย่างแข็งขัน จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะสร้างความเห็นใจและสนับสนุนฝ่ายให้อังกฤษโหวตอยู่ในอียู

ทั้งนี้ ตั้งแต่โครงการรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้ายในไอร์แลนด์เหนือยุติลง เมื่อช่วงปี 1997 เหตุการณ์โจมตีสมาชิกรัฐสภาในอังกฤษเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ขณะที่กฎหมายควบคุมอาวุธปืนก็ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด โดยเหตุการณ์ฆาตกรรมสมาชิกรัฐสภาอังกฤษครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 1990

“เหตุโศกนาฏกรรมมักก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวในหมู่ประชาชนที่แตกแยกได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์นี้อาจจะเปลี่ยนทิศทางความเชื่อมั่นของชาวอังกฤษให้มาสนับสนุนการอยู่ในอียูได้” มาเซน อิสซา นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศอาวุโสของธนาคารโตรอนโตโดมิเนียน กล่าว

 

หวั่นเบร็กซิตสะเทือนโลก นักลงทุนแห่ลี้ภัยซบบอนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 09:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/437500

หวั่นเบร็กซิตสะเทือนโลก นักลงทุนแห่ลี้ภัยซบบอนด์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ส่งผลให้บรรดานักลงทุนต่างวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตร จนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของเยอรมนี ร่วงลงติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระดับลบ 0.001% เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 0.002% เช่นเดียวกับพันธบัตรในเอเชีย

ล่าสุด ผลสำรวจของ บริษัทวิจัยตลาดรายใหญ่ 4 แห่ง คือ ยูโกฟ ไอซีเอ็ม โออาร์บี และ เดอะ ซัน พบว่า ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ต้องการลงคะแนนเสียงออกจากอียู โดยในผลสำรวจของ ยูโกฟ พบว่า 46% ของชาวอังกฤษต้องการลงคะแนนเสียงออกจากอียู ขึ้นนำฝ่ายที่ต้องการอยู่ในอียูที่ 39% ในขณะที่ 11% ยังไม่ได้ตัดสินใจ และ 4% ตั้งใจจะไม่ไปใช้สิทธิ

อังเดร เดอ ซิลวา หัวหน้านักวิจัยตลาดเกิดใหม่ของธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า ความวิตกเกิดขึ้นก่อนหน้าการทำประชามติในวันที่ 23 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยง แต่ตลาดเกิดใหม่มีศักยภาพในการรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ท่ามกลางนักลงทุนที่ต้องการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ในช่วง 10 วันแรกของเดือน มิ.ย. นักลงทุนต่างชาติเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 16.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 4.1 หมื่นล้านบาท) เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.ที่เงินทุนไหลออกไปถึง 4.2 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) ท่ามกลางคาดการณ์ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 16 มิ.ย.ที่จะถึงนี้

ลุค สปาจิก ผู้จัดการกองทุนของแปซิฟิกอินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ คอมปะนี (พิมโค) เปิดเผยว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อต่ำ ส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลมีความน่าดึงดูดในการลงทุน

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 1.25% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และใน 13 วันแรกของเดือน มิ.ย. เงินไหลเข้าพันธบัตรเกาหลีใต้แล้ว 1.1 ล้านล้านวอน (ราว 3 หมื่นล้านบาท) เมื่อเทียบกับเงินทุนไหลเข้าตลอดทั้งเดือน พ.ค.ที่ 8.88 แสนล้านวอน (ราว 2.6 หมื่นล้านบาท) โดยแม้ผลตอบแทนของพันธบัตรเกาหลีใต้จะต่ำในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา แต่นับว่ายังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น

เยนแพงสุดเทียบยูโรรอบ 3 ปี

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ค่าเงินเยน ซึ่งนับเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แข็งค่าที่สุดในรอบ 3 ปีเมื่อเทียบกับเงินยูโร ที่ 118.52 เยน/ยูโร จากความกังวลการทำประชามติของอังกฤษ ก่อนการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในวันที่ 15-16 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ในขณะที่ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 2 เดือนเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร

นอกจากนี้ ค่าเงินเยนยังคงแข็งค่าเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยอยู่ที่ 105.50 เยน/เหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบกับรายได้ของอุตสาหกรรมส่งออก ส่งผลให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดในแดนลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ลดลง 1% หลุด 16,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา และอาจทำให้บีโอเจต้องออกนโยบายเพื่อเข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้ง

ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดการค่าเงินอย่างมีเสถียรภาพ ถ้าหากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมากเกินไปเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ และจะจับตาตลาดค่าเงินอย่างใกล้ชิด โดยในขณะนี้มีปัจจัยชั่วคราวที่ทำให้นักลงทุนหันมาเก็งค่าเงินเยน

ด้านค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง 0.11% เป็น 6.5917 หยวน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 16.53 น. ตามเวลาท้องถิ่นจีน อ่อนค่าที่สุดในรอบ 5 ปี และลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014 เมื่อเทียบกับตะกร้าค่าเงินอื่น เช่น เยนและยูโร จากความกังวลเรื่องการทำประชามติของอังกฤษ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการตัดสินใจของเอ็มเอสซีไอ ในการตลาดหุ้นจีนเข้ามาคิดรวมในดัชนี ซึ่งจะเปิดเผยในเช้าวันนี้ตามเวลาฮ่องกง

ไอพีโอเตรียมรับนักลงทุนล่าผลตอบแทน

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า นักลงทุนพยายามมองหาการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง และมีเป้าหมายป็นหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่กำลังจะออกในเร็วๆ นี้ เช่น ไลน์ แอพพลิเคชั่นแชตจากเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มทุนได้มากถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) สำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งในกรุงโตเกียวและนิวยอร์กในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้

ก่อนหน้านี้ ในไตรมาสแรก การจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ชะลอตัวลงมากที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แต่ในไตรมาสถัดมาเริ่มเห็นการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เช่น อัส ฟู้ด โฮลดิ้ง คอร์ป บริษัทจัดหาด้านอาหาร เข้าตลาดหุ้นด้วยหุ้นเสนอขายครั้งแรก 1,180 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.1 หมื่นล้านบาท) หรือดอง เอเนอร์จี บริษัทพลังงานจากเดนมาร์ก ที่เพิ่มทุนได้ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.1 หมื่นล้านบาท)

ไบรอัน เรลล์ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนของธนาคารบาร์เคลย์ เปิดเผยว่า การเร่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ก่อนหน้านี้ เป็นผลมาจากความกังวลการทำประชามติของอังกฤษในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้เอกชนเร่งออกไอพีโอก่อนที่จะทำประชามติดังกล่าว แต่หากชาวอังกฤษเลือกที่จะอยู่ต่อ ก็จะส่งผลให้ความผันผวนในตลาดลดลง และทำให้สภาพแวดล้อมในอนาคตเหมาะกับการตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

ภาพ เอเอฟพี

 

สมุนไอเอสบุกแทงตำรวจเย้ยภาวะฉุกเฉินแดนน้ำหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/437496

สมุนไอเอสบุกแทงตำรวจเย้ยภาวะฉุกเฉินแดนน้ำหอม

โดย..ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สำนักข่าวฟรานซ์ 24 รายงานว่า เกิดเหตุมือมีดที่อ้างตนสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) บุกแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสระดับผู้บังคับการ พร้อมภรรยา จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 12.45 น. ตามเวลาในไทย ถือเป็นการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสครั้งแรกภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ทางการฝรั่งเศสบังคับใช้มาตั้งแต่เกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ปีที่แล้ว

รายงานดังกล่าวเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุบุกเข้าแทง ฌอง-บัปติส ซัลแวง ผู้บังคับการตำรวจวัย 36 ปี ซ้ำหลายครั้งที่หน้าบ้านก่อนที่จะจับ เจสซิกา ซัลแวง ภรรยาและลูกชาย เป็นตัวประกันไว้ในบ้านที่แมกนองวิลล์ ในเขตชานเมืองของกรุงปารีส ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพิเศษได้วิสามัญคนร้ายหลังจากที่การเจรจาล้มเหลว โดยเจ้าหน้าที่เข้าช่วยชีวิตลูกชายของเหยื่อไว้ได้ แต่พบภรรยาถูกฆาตกรรมภายในบ้าน

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีระบุตัวตนของผู้ก่อเหตุชื่อ ลารอสซี อับบาลา อายุ 25 ปี ซึ่งมีประวัติเคยถูกจำคุกเมื่อปี 2013 ในข้อหาเกี่ยวข้องกับเครือข่ายจิฮัด ที่เกณฑ์คนไปร่วมต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายในปากีสถาน

ด้านสื่อของกลุ่มไอเอสออกมาอ้างว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นการโจมตีในนามของนักรบไอเอส หลังอ้างตนในวันก่อนหน้าว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุกราดยิงในไนต์คลับคนรักเพศเดียวกันที่รัฐฟลอริดา ในสหรัฐ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่อัยการฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการสืบสวนชุดต่อต้านการก่อการร้าย โดยพยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุกับเจ้าหน้าที่ว่า ชายผู้ก่อเหตุตะโกนว่า “อาลาบู อักการ์” หรือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ขณะแทงเหยื่อซ้าหลายครั้งที่หน้าบ้าน

ด้านประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประณามการก่อเหตุอย่างรุนแรง พร้อมเรียกประชุมฉุกเฉินทันที หลังเกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังการก่อการร้ายระดับสูงในขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ระหว่างเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 และยังอยู่ภายใต้การบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน

ก่อนหน้านี้ แบร์นาด์ กาเซเนิฟ รัฐมนตรีมหาดไทย ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุโจมตีในฝรั่งเศสแล้วมากกว่า 100 ราย

โลกออนไลน์แพร่เชื้อแนวคิดสุดโต่ง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สืบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) เปิดเผยว่า โอมาร์ มาทีน พลเมืองสหรัฐ ลูกชายของผู้อพยพจากอัฟกานิสถาน ผู้ก่อเหตุ กราดยิงไนต์คลับในออร์แลนโด สหรัฐ ทำให้มี ผู้เสียชีวิต 49 ราย และเป็นเหตุกราดยิงที่รุนแรงที่สุดในสหรัฐ ได้เคยแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สนับสนุนกลุ่มแนวคิดอิสลามสุดโต่งหลายกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มแนวร่วมในตะวันออกกลาง

เจมส์ คอมมีย์ กรรมการเอฟบีไอ ระบุว่า ทางเอฟบีไอค่อนข้างเชื่อว่าผู้ก่อเหตุได้รับอิทธิพลแนวคิดสุดโต่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต หลังเจ้าหน้าที่ไม่พบหลักฐานบ่งชี้ความเชื่อมโยงระหว่างมาทีนและเครือข่ายกลุ่มไอเอสโดยตรง และไม่ได้เป็นการวางแผนโจมตีจากต่างแดน นอกจากการแสดงตนสวามิภักดิ์ต่อหัวหน้ากลุ่มไอเอส และกลุ่มแนวคิดอิสลามหลายกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ระบุว่า มือปืนดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มหัวรุนแรงจากในประเทศ

ด้านกลุ่มไอเอสได้ออกมากล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากเหตุมือปืนกราดยิงที่ซานเบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย สร้างความตื่นตระหนกต่อภัยก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศ

แซอิด ชาฟีค ราห์มัน ชาวมุสลิมผู้ใกล้ชิดมาทีนระบุว่า ในฟลอริดามีมุสลิมเพียง 2% จากทั้งหมดเท่านั้น ที่มีแนวคิดรุนแรงและสุดโต่ง แต่ก็ดูเหมือนคนกลุ่มนี้เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ดี ราห์มันระบุว่า ครอบครัวของมาทีนค่อนข้างจะสนับสนุนแนวคิดแบบอเมริกันมาก ทำให้ไม่คาดคิดมาก่อนว่ามาทีนจะกลายเป็นผู้มีแนวคิดสุดโต่งได้

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้การก่อการร้ายและนโยบายผู้อพยพกลายมาเป็นประเด็นสำคัญในศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องทบทวนนโยบายผู้อพยพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการคุมเข้มมัสยิดในสหรัฐ ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้เข้มงวดมาตรการควบคุมอาวุธปืน

ทั้งนี้ สหรัฐถือเป็นประเทศที่เกิดเหตุกราดยิงมากที่สุดในโลก สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเปิดเผยว่า ในระหว่างปี 1966-2012 เกิดเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ในสหรัฐคิดเป็น 31% ของจำนวนครั้งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งถือเป็นสัดส่วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสหรัฐที่ถือเป็นเพียง 5% ของประชากรโลก

เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นครั้งใหญ่ในสหรัฐ

1.วันที่ 12 มิ.ย. 2016 พัลส์ ไนต์คลับ-ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ผู้เสียชีวิต 49 ราย (เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส)
2.วันที่ 16 เม.ย. 2007 เวอร์จิเนียเทค ผู้เสียชีวิต 32 ราย
3.วันที่ 14 ธ.ค. 2012 โรงเรียนประถมแซนดีฮุค รัฐคอนเนกทิคัต ผู้เสียชีวิต 27 ราย
4.วันที่ 16 ต.ค. 1991 โรงอาหารลูบิส รัฐเทกซัส ผู้เสียชีวิต 23 ราย
5.วันที่ 18 ก.ค. 1984 ร้านแมคโดนัลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้เสียชีวิต 21 ราย
6.วันที่ 1 ส.ค. 1966 มหาวิทยาลัยเทกซัส รัฐเทกซัส ผู้เสียชีวิต 18 ราย
7.วันที่ 2 ธ.ค. 2015  ซานเบอร์นาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้เสียชีวิต 14 ราย (เกี่ยวกับกลุ่มไอเอส)
8.วันที่ 20 ส.ค. 1986 ที่ทำการไปรษณีย์เอ็ดมอนด์ รัฐโอกลาโฮมา ผู้เสียชีวิต 14 ราย

 

แห่ขอชดเชยว่างงานพุ่ง โดนนายจ้างลอยแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/442635

แห่ขอชดเชยว่างงานพุ่ง โดนนายจ้างลอยแพ

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

หลังจากมีการรายงานตัวเลขการว่างงานประจำเดือน พ.ค. 2559 ที่มีจำนวน 4.53 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.2% ของประชากรวัยทำงาน ถือว่าสูงเกินกว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ด้านสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็ได้รายงานสถานการณ์เลิกจ้าง พบว่ามีผู้ประกันตนตกงานแห่ยื่นขอเงินชดเชยการว่างงานเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นถึง 17.42% สาเหตุหลักมาจากนายจ้างลดจำนวนพนักงานลง

ทั้งนี้ สปส.ระบุว่า สถิติผู้ประกันตนที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือน พ.ค. 2559 มีจำนวน 71,036 คน เพิ่มขึ้น 10,537 คน จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น 2,467 คน หรือ 42.67% และผู้ที่ลาออกเพิ่มขึ้น 8,070 คน หรือ 14.74%

โดยกรณีที่ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างงาน สาเหตุเนื่องมาจากการที่นายจ้างลดจำนวนพนักงานมากที่สุด คิดเป็น 40.50% รองลงมา คือ นายจ้างปิดกิจการคิดเป็น 31.27% สาเหตุอื่นๆ เช่น สุขภาพไม่ดี หยุดกิจการชั่วคราว คิดเป็น 25.02% ไม่ผ่านการประเมิน/ทดลองงานคิดเป็น 2.35% มีความผิดคิดเป็น 0.74% นายจ้างใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยคิดเป็น 0.12%

สำหรับผู้ที่ลาออกจากงานสาเหตุเนื่องมาจากต้องการเปลี่ยนงานมากที่สุดคิดเป็น 87.09% รองลงมาเป็นสาเหตุอื่นๆ เช่น ประกอบธุรกิจส่วนตัว ประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย ทำไร่/ทำนา ดูแลคนในครอบครัวคิดเป็น 6.05% ต้องการพักผ่อนคิดเป็น 3.82% สิ้นสุดโครงการ/หมดสัญญาจ้าง คิดเป็น 2.96% เกษียณอายุคิดเป็น 0.04% และไม่ระบุ 0.02%

ด้านผลสำรวจภาวะการทำงานของประชานั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า เดือน พ.ค. ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 55.57 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมที่จะทำงาน 37.77 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 36.81 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.53 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 5.02 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 17.80 ล้านคน ได้แก่ แม่บ้าน นักเรียน คนชรา เป็นต้น

สำหรับจำนวนผู้มีงานทำ 36.81 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 10.27 ล้านคน ลดลง 1.16 ล้านคนจากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในการปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ยางพาราและอ้อย และนอกภาคเกษตรกรรม 26.54 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นในสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 2.1 แสนคน สาขาการก่อสร้าง 1.3 แสนคน สาขาการผลิต 1 แสนคน เป็นต้น

หากพิจารณาถึงจำนวนผู้ที่ทำงาน แต่ยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คือยังมีเวลาและต้องการที่จะทำงานเพิ่ม หรือเรียกว่าผู้ทำงานต่ำกว่าระดับ (Underemployment Workers) ผลการสำรวจพบว่ามีผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับ 2.68 แสนคน คิดเป็น 0.7% ของจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการที่จะทำงานเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง

สำหรับจำนวนผู้ว่างงานในเดือน พ.ค. 2559 มีทั้งสิ้น 4.53 แสนคน หรือ 1.2% จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 9.8 หมื่นคน จากช่วงเดียวกันปีก่อนและเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นคน จากเดือนก่อนหน้า โดยอัตราการว่างงาน 1.2% เพิ่มขึ้นจาก 0.9% ในเดือนก่อนหน้า และจำนวนผู้ว่างงานเป็นผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน 1.82 แสนคน และผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 2.71 แสนคน ซึ่งในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 1.27 แสนคน จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นผู้ว่างงานจากภาคการผลิต 1.11 แสนคน ภาคการบริการและการค้า 1.08 แสนคน และภาคเกษตรกรรม 5.2 หมื่นคน ตามลำดับ

ที่น่าสังเกตคือ หากจำแนกการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงาน 6.4% ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง แต่ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 4.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่มวัยผู้ใหญ่ (อายุ 25 ปีขึ้นไป) มีอัตราการว่างงาน 0.6% เพิ่มขึ้นจาก 0.5% ในช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกัน

นอกจากนี้ หากจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่าผู้ว่างงานในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพิ่มสูงถึง 8.3 หมื่นคน เป็น 1.19 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 230% รองลงมา คือ ผู้จบประถมศึกษาว่างงานเพิ่ม 1.5 หมื่นคน เป็น 6 หมื่นคน หรือเพิ่มขึ้น 33% ขณะที่ผู้จบอุดมศึกษาว่างงานลดลง 1.7 หมื่นคน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ว่างงานสูงสุด 1.31 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.4% รองลงมา คือ ภาคกลาง 1.28 แสนคน คิดเป็น 1.1%

วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกนโยบายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชในหน้าแล้งจากข้าวนาปรังไปสู่พืชใช้น้ำน้อย และการเลี้ยงปศุสัตว์แทน ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. 2559 พบว่าจำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยเดือน พ.ค. ลดลงจาก 11.43 เป็น 10.27 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงในการปลูกข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ยางพารา และอ้อย ซึ่งพืชต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นพืชที่ใช้น้ำปริมาณมากทั้งสิ้น จึงสามารถสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรปรับตัวขานรับนโยบายของรัฐบาลและให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชฤดูแล้ง

 

อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2559 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/439485

อียูเสี่ยงแตกหลายชาติจ่อตามรอยอังกฤษ

โดย… ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ก่อให้เกิดความตกตะลึงและความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจทั่วโลก หลังผลออกมาว่าชาวอังกฤษมีมติออกจากอียูด้วยคะแนนเสียง 52% ต่อ 48% เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา และยังได้เสริมความเป็นไปได้ถึงความแตกแยกทั้งในอังกฤษเองและในกระแสการขอแยกตัวออกจากอียูใน ประเทศอื่นๆ ตามมา

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ผู้นำฝ่ายอยู่ต่อกับอียู ลาออกจากตำแหน่งไม่กี่ชั่วโมงหลังผลประชามติออกมาอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะได้ผู้นำคนใหม่ก่อนเดือน ต.ค.นี้

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า การออกจากอียูทำให้มีแนวโน้มที่สกอตแลนด์จะเรียกร้องขอทำประชามติออกจากอังกฤษอีกครั้ง เพื่อเข้าไปอยู่ร่วมกับอียู หลังผลการลงประชามติพบชาวสกอตแลนด์ที่ต้องการอยู่ต่อกับอียูมีคะแนนนำที่ 62% ต่อ 38% ประกอบกับกระแสชาตินิยมของสกอตแลนด์ที่ต้องการเป็นอิสระจากอังกฤษก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สอดคล้องกับ ณัฐนันท์ คุณมาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่ามีแนวโน้มการทำประชามติออกจากอังกฤษของสกอตแลนด์ตามมา

นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ เปิดเผยว่า การทำประชามติแยกตัวจากอังกฤษมีแนวโน้มจะเป็นไปได้มาก เพราะอังกฤษเลือกที่จะออกจากอียู และทางสเตอร์เจียนจะทำงานเพื่อให้สกอตแลนด์อยู่กับอียู ซึ่งหมายถึงการทำประชามติ

ฝ่ายขวาจัดร้องประชามติออกจากอียูบ้าง

สมชาย กล่าวว่า เบร็กซิตจะทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นในหลายประเทศยุโรป สอดคล้องกับสถานการณ์ในฝรั่งเศสที่ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมสุดขั้วของฝรั่งเศส กล่าวล่าสุดว่า เบร็กซิตเป็นชัยชนะของเสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง รวมทั้งเรียกร้องให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิลงประชามติเช่นเดียวกัน ขณะที่กระแสชาตินิยมในอิตาลี สเปน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ก็เริ่มชัดเจนและได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ เกิร์ต วิลเดอร์ส แกนนำพรรคฝ่ายขวาจัดของเนเธอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศว่า หากชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือน มี.ค. ปีหน้านี้ จะจัดให้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูเช่นเดียวกัน

“เบร็กซิตทำให้เกิดกระแสกลุ่มขวาจัดและซ้ายจัดรุนแรงขึ้นมาในหลายประเทศยุโรปตามมา ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ได้ปลุกระดมกระแสความไม่พอใจต่ออียูมาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอียู” สมชาย ระบุ

ณัฐนันท์ คาดการณ์ว่า กระแสชาตินิยมและกระแสต่อต้านอียูที่ขยายตัวในหลายประเทศยุโรปขณะนี้ อาจจะทำให้ประเทศเหล่านี้จัดทำประชามติโหวตออกจากอียูในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้ การขอถอนใบสมัครเข้าร่วมอียูของบางประเทศไปก่อนหน้านี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการต่อต้านอียูด้วย

ทั้งนี้ ผลที่จะตามมาจากการที่อังกฤษออกจากอียู ก็คือการเจรจาต่อรองและปรับนโยบายใหม่ของอังกฤษ โดยเฉพาะในนโยบายด้านความมั่นคงและการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ที่อาจจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทันที

อียูต้องปรับใหม่

สมชาย ระบุว่า ผลการลงประชามติที่เหนือความคาดหมายนี้ เป็นสิ่งที่อียูหวาดกลัวมาตลอดและได้สร้างบทเรียนให้กับอีก 27 ประเทศที่เหลือ ให้ร่วมหาทางประนีประนอมใหม่เพื่อยับยั้งความคิดต่อต้านยุโรป เนื่องจากการ บูรณาการอย่างเข้มข้นในรูปแบบเหนือรัฐ ซึ่งนำมาสู่การก้าวล้ำอธิปไตยในการตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญให้อังกฤษต้องการออกจากอียู ดังนั้น รูปแบบ การบูรณาการในอนาคตหลังจากนี้อาจจะต้องหยุดชะงักลง เพื่อลดพื้นที่ตัดสินใจแบบศูนย์รวมให้เป็นที่พอใจของทุกๆ ฝ่าย

วิโทล วาสซีโควสกี รัฐมนตรีต่างประเทศโปแลนด์ ระบุภายหลังผลประชามติออกมาว่า โปแลนด์ยังต้องการอยู่ในอียู แต่อาจจะต้องพิจารณารูปแบบใหม่ หลังจากที่เห็นแล้วว่าอังกฤษต้องการออกจากอียู เป็นเพราะการรวมตัวในรูปแบบของอียูไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่ชาวยุโรปส่วนใหญ่อีกแล้ว ยุโรปจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการรวมตัวในอนาคตใหม่

“พวกเรารู้สึกเสียดายต่อการตัดสินใจของอังกฤษ ไม่มีข้อกังขาเลยว่านี่จะส่งผลกระทบต่อยุโรปและการรวมยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว” นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี กล่าว

 

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%’ทำได้จริง…ไม่ได้โม้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2559 เวลา 08:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/437255

กอช.ผลตอบแทนงาม4-9%'ทำได้จริง...ไม่ได้โม้'

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การเผยแพร่โฆษณาเพื่อหาสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่ชูจุดขายให้ผลตอบแทนงาม 4-9% สร้างความ ฮือฮาให้วงการเงิน การลงทุน ไม่น้อย เพราะให้ผลตอบแทนสูงมากในภาวะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์เตี้ยติดดิน ใกล้ 0% แม้แต่การลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 4-9% ในภาวะปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สมพร จิตเป็นธม เลขาธิการ กอช. ระบุว่า สมาชิก กอช.จะได้ผลตอบแทน หรือจะเรียกว่าผลประโยชน์ที่ 4-9% อย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นการประชาสัมพันธ์เกินจริง ไม่ได้โอเวอร์ หรือทำไม่ได้ เพราะการคิดผลตอบแทนดังกล่าว กอช.คำนวณจากผลตอบแทนขั้นต่ำที่คิดตามเงื่อนของ กอช.ที่เปิดให้แรงงานนอกระบบไม่อยู่ในระบบประกันใดๆ ที่มีอายุ 15-60 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุน โดยสมาชิกเลือกจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ปีละไม่เกิน 1.32 หมื่นบาท

นอกจากเงินสมทบของสมาชิกแล้ว รัฐบาลจะมีการจ่ายสมทบให้อีกต่างหาก แบ่งเป็นสมาชิกที่อายุ 15-30 ปี รัฐจะจ่ายอีก 50% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายสมทบ 80% ของเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี และอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐสมทบ 100% แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

การจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมของรัฐ จึงถือเป็นแต้มต่อเพราะทำให้สมาชิก กอช.ได้ผลตอบแทนก้อนแรกทันที โดยหากสมาชิกอายุ 15 ปี และจ่ายเงินสมทบเต็มเพดานปีละ 1.32 หมื่นบาท รัฐบาลต้องจ่ายสมทบให้สมาชิกรายนั้น 600 บาท คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปี สมาชิกอายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 1.32 หมื่นบาท รับจ่ายสมทบ 960 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7% กรณีสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป จ่ายสมทบ 1,200 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 9% ซึ่งผลตอบแทน 4-9% เป็นผลตอบแทนแรกที่สมาชิก กอช.จะได้ทันที

การจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายของ กอช. ยังเปิดทางให้มีการทบทวนทุก 5 ปี และจ่ายให้สูงสุดถึงปีละไม่เกิน 6,000 บาท ซึ่งหากรัฐบาลมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแรง ก็มีโอกาสที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ ผลตอบแทนในรูปเงินสมทบ จากภาครัฐแล้ว สมาชิกยังจะได้ผลตอบแทน ต่อที่ 2 คือ ผลประโยชน์จากการที่กองทุนนำเงินสมทบไปบริหารหาผลประโยชน์ให้ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่า หาก กอช.มีกำไร ให้นำเงิน ดังกล่าวจัดสรรให้กับสมาชิก หากมีผลขาดทุน รัฐบาลจะชดเชยให้กับสมาชิกขั้นต่ำไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ในช่วงเวลานั้นๆ เท่ากับสมาชิกไม่มีขาดทุน มีแต่ได้กับได้ เพราะเมื่อนาผลประโยชน์จากการลงทุนไปรวมกับเงินสมทบของรัฐบาล ก็จะทำให้สมาชิกได้ผลตอบแทนมากกว่า 4-9%

สมพร เปรียบเหมือนว่า ปิ่นโต 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นข้าว ชั้น 2 เป็นกับข้าว ชั้น 3 เป็นกับข้าว ขั้น 4 เป็นของหวาน กอช.เป็นเหมือน หลักประกันให้สมาชิก คือ มีข้าวและกับข้าว ชั้น 2 เพื่อให้อยู่ได้หลังเกษียณ เพราะเปิดให้ สามารถออมเงินที่เริ่มต้นจากจำนวนไม่ได้มาก ส่วน กับข้าวชั้น 3 และขนมหวานนั้น ขึ้นอยู่กับสมาชิกที่อาจจะต้องมีการออมหรือการลงทุนด้านอื่น เข้ามาเสริม

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับ กอช.อย่างมาก ตามกฎหมายได้เปิดทางให้คนที่อายุเกิน 60 ปี สมัครเป็นสมาชิกเป็นเวลา 10 ปี โดยสมัครได้ถึงวันที่ 25 ก.ย. 2559 นี้เท่านั้น ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้คนที่อายุเกิน 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี หากสมัครสมาชิกภายในวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ 10 ปี แต่หากสมัครหลังวันดังกล่าวจะเป็นสมาชิกได้ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น

กอช.ไม่ได้ดีสำหรับแรงงานนอกระบบที่สูงวัยเท่านั้น แต่ยังดีสำหรับวัยรุ่นที่ยังไม่ได้ทำงาน เพราะ กอช.เปิดรับสมัครสมาชิกได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อให้รู้จักการออมที่ให้ผลตอบแทนดี เมื่อเรียนจบทำงานและเป็นสมาชิกระบบประกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บัญชีการออมของ กอช.ก็ยังคงสภาพอยู่ไม่ได้หายไปไหน สมาชิกจะเลือกว่า จะส่งเงินสมทบต่อก็ได้ หรือไม่จ่ายต่อก็ได้ แต่หากจ่ายต่อ รัฐบาลจะ ไม่จ่ายเงินสมทบให้ แต่กองทุนก็จะบริหารเงินสมทบทั้งหมดให้จนถึงอายุ 60 ปี

การสมัคร กอช.ตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงถือว่า ได้เปรียบ เพราะปัจจุบันมีคนทำงานที่อยู่ใน ระบบจำนวนมากอยากเป็นสมาชิก กอช.เพื่อเป็นอีกช่องทางในการออมที่ให้ผลตอบแทนดี แต่ทาไม่ได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดว่าสมาชิก กอช.ต้องไม่อยู่ในระบบประกันอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ฮอตไลน์ของ กอช.จะได้รับคำถามจาก ประชาชนมากที่สุดว่า ทำไมเขาถึงสมัครเป็นสมาชิกไม่ได้

ดังนั้น การเป็นสมาชิก กอช. จึงเป็นการออมที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลที่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่หลังเกษียณให้อยู่ดี มีศักดิ์ศรี อย่างพอเพียง รู้จักออม ไม่ได้รอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยรัฐยอมควักกระเป๋าให้ผลตอบแทนก้อนโตกับสมาชิก เป็นแต้มต่อให้สมาชิกได้ผลตอบแทนสูง 4-9%

ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้และได้จริง ไม่ได้เป็นเรื่องเกินเอื้อมแต่อย่างไร

 

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/436833

คลังบริหารขุมทรัพย์ มูลค่า 1.46 ล้านล้านบาท

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) นอกจากมีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมแล้ว ยังมีหน้าที่ดูแลหลักทรัพย์ต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเข้าไปลงทุนทั้งหมดด้วย หลักทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนเหล่านี้ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ก้อนโตที่ทำรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 เม.ย. 2559 กระทรวงการคลังได้เข้าถือครองหุ้นรวม จำนวน 110 แห่ง มูลค่ารวมทางบัญชี 1.18 ล้านล้านบาท แต่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.46 ล้านล้านบาท โดยเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย หลักทรัพย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำนวน 6 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 5.37 แสนล้านบาท แต่มูลค่าตลาดเท่ากับ 8.56 แสนล้านบาท และหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทเอกชน 14 แห่ง มูลค่าทางบัญชี 2.05 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดเท่ากับ 3.16 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังถือครองหุ้นในหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 17 แห่ง มูลค่าบัญชี 2.91 แสนล้านบาท และบริษัทเอกชนอีก 73 แห่ง มูลค่าบัญชี 4,692 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สคร.มีหน้าที่สำคัญในการดูแลหลักทรัพย์ ประกอบด้วย 4 ด้าน สำคัญ ได้แก่ 1.ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารหลักทรัพย์ของรัฐในรัฐวิสาหกิจและกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

2.ดำเนินการเกี่ยวกับการวิเคราะห์โครงการร่วมทุนของรัฐ รวมทั้งการจัดหาเงินเพื่อร่วมทุนในกิจการที่รัฐถือหุ้น ต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

3.ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การแต่งตั้ง และการกำกับดูแลกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการอื่นในรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในกิจการที่รัฐถือหุ้นต่ำกว่า 50% ของทุนทั้งหมด

และ 4.ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ

 

โดยการบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ถือว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ มีการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจให้แก่รัฐบาลปีละกว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ในอนาคตรัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งน่าจะส่งผลให้การบริหารรัฐวิสาหกิจโปร่งใส และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีผลประกอบการดีขึ้น และทำให้มีเงินปันผล หรือเงินนำส่งรายได้ให้กับกระทรวงการคลังมากขึ้นไปอีก

สำหรับในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2559 พบว่า รัฐวิสาหกิจมีเงินนำส่งรายได้ให้รัฐวงเงินรวม 8.49 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ1.68 หมื่นล้านบาท หรือ 24.7% ของเงินรายได้ก้อนนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดการเก็บรายได้รวมของประเทศทำได้สูงกว่าเป้าหมาย แม้ว่ารายได้จากการเก็บภาษีของทั้งสามกรมที่จัดเก็บจะต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากก็ตาม

ดังนั้น การบริหารหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง จึงถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ หลักทรัพย์กระทรวงการคลังถืออยู่มูลค่าถึง 1.46 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนมาก และมีศักยภาพที่จะทำรายได้ให้กับประเทศอีกมากเช่นกัน

 

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443281

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่ 22 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลากฝ่ายให้เปิดกว้างแสดงความคิดความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสรภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่ไม่เป็นการกล่าวเท็จ บิดเบือน หรือปลุกปั่น เพื่อให้ผลประชามติออกมาเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ยิ่งในเวลานี้แต่ละฝ่ายต่างเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ” อยู่แล้ว การให้แต่ละฝ่ายนำเสนอเหตุผลของตัวเองเพื่อนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศนะย่อมเป็นผลดีกว่าการปิดกั้น

จนถึงขณะนี้ยังบอกได้ยากว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะหากประเมินเช็กเสียงจากกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองฝั่ง

เริ่มจากกลุ่มต้านที่เปิดหน้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจนกลุ่มแรก ได้แก่ เพื่อไทย ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลายข้อทั้งการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม รวมทั้งจะสร้างปัญหาทางการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งอำนาจการปกครองประเทศไม่ได้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สร้างให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือสภาและรัฐบาล ซึ่งต่อมาจะเห็นแกนนำเพื่อไทยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กนำเสนอความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลต่างๆ

ถัดมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและเคยประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบรกไปก่อนที่จะได้ดำเนินการ ทำให้แกนนำ นปช.หันมาใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก และสื่อในมือเพื่อแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ

กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง นำโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ล่าสุดเดินทางพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ประชามติอย่างเสรี ให้มีการสนับสนุนการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นในพื้นที่สาธารณะ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มนี้เคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลหลายข้อ อาทิ ขัดกับหลักประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งไม่สามารถเป็นทั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมและฐานของการพัฒนาบ้านเมือง

ขณะที่ ประชาธิปัตย์ แม้จะไม่ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แม้แต่การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังมีจุดอ่อน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป

อีกด้านกลุ่มที่ประกาศจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มแรก กปปส. นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจากออกมาแถลงจุดยืนแล้ว ยังเปิดเกมรุกนำเสนอมุมมองของตัวเองชูจุดดีจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชมตั้งแต่ “คำปรารภ” ไล่ไปจนถึงหมวดปฏิรูป

ยังไม่รวมกับตัวแทนฝั่ง กรธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ในการเผยแพร่เนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ สอดรับไปกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับ ครู ก. ข. ค. ที่เป็นกลไกสำคัญในการชี้แจงต่อประชาชนในพื้นที่ อีกส่วนคือศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการทำประชามติ ของมหาดไทย และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนสุดท้ายผลประชามติจะออกมาอย่างไรต้องลุ้นกันวันที่ 7 ส.ค.นี้